‘สิริพงศ์’ย้ำชัด! ‘นายกฯ’หนักแน่นแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

'สิริพงศ์'ย้ำชัด! 'นายกฯ'หนักแน่นแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

‘สิริพงศ์’ย้ำชัด! ‘นายกฯ’หนักแน่นแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.54 น.

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา และการเจรจาการค้าไทยกับต่างประเทศ โดย นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 10 พ.ย.หลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิด ครั้งที่ 7 เราได้รับข้อมูลต่างๆ มากมาย ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลจากหน่วยงานรัฐที่ครบถ้วน แต่อาจจะมาในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน จึงทำให้เกิดการสับสน แต่ขอยืนยันว่านายกรัฐมนตรีมีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างหนักแน่นที่จะแก้ไขปัญหาชายแดน และบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างไทยและต่างประเทศให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และรัฐบาลให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลชุดนี้ ในการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงกลาโหม กับกระทรวงการต่างประเทศ เราไม่มีย่อหย่อนต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา

ส่วนข้อกังวลเรื่องสถานการณ์ทางการค้า นายกฯ มุ่งหมายที่จะสื่อสารกับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คือ การขอให้แยกประเด็นทวิภาคีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงไทย – กัมพูชา ออกจากประเด็นผลประโยชน์ทางพาณิชย์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งเมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา เรามีข่าวสารที่เป็นผลบวกในแนวทางของนายกฯ กับสหรัฐฯ ผ่าน นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ยืนยันสหรัฐฯ จะแยกประเด็นนี้ออกจากกัน

สตช.เน้นย้ำ!!! ปราบ’สแกมเมอร์-อาชญากรรมออนไลน์’เป็นวาระแห่งชาติ

สตช.เน้นย้ำ!!! ปราบ'สแกมเมอร์-อาชญากรรมออนไลน์'เป็นวาระแห่งชาติ

สตช.เน้นย้ำ!!! ปราบ’สแกมเมอร์-อาชญากรรมออนไลน์’เป็นวาระแห่งชาติ

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.36 น.

สตช.เน้นย้ำ!!! ปราบ”สแกมเมอร์-อาชญากรรมออนไลน์”เป็นวาระแห่งชาติ เดินหน้าเชิงรุกปราบทั้งใน-ต่างประเทศ จับมือ 6 ประเทศร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร-ส่งผู้ร้ายข้ามแดน ลั่นตำรวจร่วมมือรัฐบาล-เหล่าทัพปกป้องอธิปไตยไทยทุกมิติ

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึง การปราบปรามสแกมเมอร์ อย่างที่ทราบว่าเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่ง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ยกลำดับเป็นภารกิจสำคัญ ตำรวจทุกนายในประเทศต้องนำไปปฏิบัติ ซึ่งที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะการระดมกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ มีผลการปฏิบัติเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการจับกุมคนร้าย กว่า 7,000 คน มีทั้งอาชญากรรมประเภทออนไลน์ทุกอย่าง/ซิมผีบัญชีม้า รวมถึงการลักลอบนำคนไปทำงานเป็นสแกมเมอร์ที่ประเทศเพื่อนบ้าน และจับกุมเว็บไซต์การพนัน ตรวจยึดทรัพย์สินกว่า 41 ล้านบาท ทั้งนี้ มีการประสานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ปิดกั้นแพลตฟอร์มเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ พร้อมกับมีการสำรวจเสาสัญญาณ และจุดที่มีการลักลอบใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศเพื่อนบ้านกว่า 1,600 จุด โดยได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

ส่วนมาตรการในต่างประเทศตั้งแต่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปที่ประเทศจีนเพราะสแกมเมอร์เป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญอย่างยิ่ง โดยผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีการประชุมร่วมกับ 6 ประเทศ ประกอบด้วย จีน , ไทย , เมียนมา , ลาว , กัมพูชา และเวียดนาม ที่มีภัยคุกคามประเภทเดียวกัน โดยมี นายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธานการประชุม โดยได้ร่วมหารือสถานการณ์การหลอกลวงข้ามชาติ แบะโทรคมนาคมออนไลน์ที่สร้างความเสียหายส่งผลต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมของประชาชนอย่างร้ายแรง

โดยการประชุมได้มีการบรรลุฉันทามติและข้อตกลงร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม จนเป็นข้อริเริ่มว่าด้วยการปราบปราม และจัดการอาชญากรรมฉ้อโกงทางโทรคมนาคม จนได้ข้อตกลงหลายด้านอาทิ ทุกประเทศจะใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นในเขตแดนของตนเองและไม่ปล่อยให้มีแก๊งค์สแกมเมอร์ในประเทศตัวเอง ปฏิบัติการกวาดล้างเขตนิคมที่เป็นฐานพนันออนไลน์ จับกุมผู้ต้องสงสัย ประสานงานเก็บหลักฐานในคดี – แลกเปลี่ยนพยานหลักฐาน – ส่งมอบพยานหลักฐานทางคดีระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรมมีการตกลงเรื่องการส่งตัวผู้ต้องหากลับไปยังประเทศที่ต้องการตัว อายัดทรัพย์สินนำมาคืนให้กับผู้เสียหาย พัฒนางานประสานคดีข่าวกรองข้ามแดนร่วมกัน – สนับสนุนปฏิบัติการระหว่างภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง แลกเปลี่ยนศึกษาดูแลแพลตฟอร์ม ดูแลเรื่องคลิปโตเอ็กซ์เชนจ์ให้โปร่งใสยุติธรรม

โดยครั้งที่แล้วในการประชุม GBC ได้มีการตกลงกับกัมพูชาแต่ครั้งนี้มี 6 ประเทศ คาดว่าจะมีความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยืนยันกับประชาชนว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการภายใต้รัฐบาล ดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยตกเป็นเหยื่อ และดำเนินการเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศ ร่วมมือกับรัฐบาลและเหล่าทัพปกป้องอธิปไตยของประเทศในทุกมิติ

‘โฆษก กห.’ลั่น!ระงับถอนอาวุธหนัก ย้ำปล่อย’เชลยศึก’ต่อเมื่อ’กัมพูชา’เลิกเป็นปรปักษ์

'โฆษก กห.'ลั่น!ระงับถอนอาวุธหนัก ย้ำปล่อย'เชลยศึก'ต่อเมื่อ'กัมพูชา'เลิกเป็นปรปักษ์

‘โฆษก กห.’ลั่น!ระงับถอนอาวุธหนัก ย้ำปล่อย’เชลยศึก’ต่อเมื่อ’กัมพูชา’เลิกเป็นปรปักษ์

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.20 น.

“โฆษกกลาโหม”ย้ำ”กัมพูชา”วางทุ่นระเบิดใหม่ในดินแดนไทย แจงเป็นพื้นที่ทหารลาดตระเวนประจำ เปิดคลิปทหารเขมรเก็บระเบิดเก่าไปวางใหม่ ลั่นระงับการถอนอาวุธหนัก ย้ำปล่อย”เชลยศึก”ต่อเมื่อ”กัมพูชา”เลิกเป็นปรปักษ์

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงถึงกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด ว่า ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค.จนถึงเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 พ.ย.รวมทั้งสิ้น 7 ครั้ง มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 20 ราย ทุพพลภาพขาขาด 7 ราย อีก 13 ราย ได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทก โดยทั้ง 7 ครั้ง เกิดขึ้นในดินแดนของประเทศไทย และเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 พ.ย.เกิดขึ้นในเส้นทางลาดตระเวนที่ทหารไทยใช้เป็นประจำบริเวณห้วยตามาเลียใกล้กับภูมะเขือ ลักษณะวางเป็นกลุ่มก้อน 4 จุด ใกล้เคียงกัน เพื่อมุ่งเป้าถึงชีวิต เป็นพฤติกรรมเดียวที่กัมพูชาใช้มาโดยตลอด ทุ่นระเบิดที่เหลือมีลักษณะใหม่ ตัวอักษรคมชัดเจน วางในดินที่ยังไม่มีหญ้าปกคลุม ย้ำชัดว่าเป็นการวางทุ่นระเบิดใหม่ ทั้งนี้ วันที่ 30 เม.ย.68 ไทยได้ส่งรายงานไปยังคณะกรรมการอนุสัญญาออตตาวา ว่าไทยไม่มีการเก็บสะสมสังหารบุคคลตั้งแต่เดือน ส.ค.62 รวมทั้งไม่มีการเก็บไว้เพื่อการศึกษา เป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่าเราไม่มีทุ่นระเบิดในครอบครอง

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า จากการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนที่เป็นแนวสู้รบในอดีต ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา มีถึง 16 ครั้งที่ทางกัมพูชาเข้ามาขัดขวาง และจากการสำรวจพื้นที่หลังการปะทะ ตรวจพบเพิ่มเติมว่ามีพื้นที่ที่ทางกัมพูชาเก็บทุ่นระเบิดสังหารไว้ด้วย ประกอบกับทุ่นระเบิดล่าสุดเป็นชนิด PMN-2 ไม่มีในสมัยสงครามในอดีต จึงสรุปได้ว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ และเป็นกัมพูชาเป็นผู้วาง นอกจากนี้ หลังจากสำรวจพื้นที่ภายหลังการปะทะกับกัมพูชา เราได้พบโทรศัพท์ซึ่งมีหลักฐานเป็นภาพวิดีโอทหารฝ่ายกัมพูชามีการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และพบภาพการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด 72B จากนายทหารคนเดียวกัน จึงตั้งข้อสังเกตได้ว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดดังกล่าวเพื่อนำไปวางระเบิดใหม่ หลักฐานที่กล่าวมาจึงชัดเจนว่ากัมพูชาเป็นผู้ละเมิดปฏิญญาสันติภาพไทย – กัมพูชา ที่เขียนไว้ชัดเจนว่าไม่ให้ทั้งสองฝ่ายยั่วยุหรือเข้าไปในพื้นที่อธิปไตยของอีกฝ่าย

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า การดำเนินการของไทยหลังจากนี้ เมื่อฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ละเมิดปฏิญญา เราจะระงับการดำเนินการตามปฏิญญา เช่น การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ โดยไม่สนว่ากัมพูชาจะดำเนินการหรือไม่ แต่การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในดินแดนไทยจะดำเนินการต่อไป โดยขณะนี้วางพื้นที่เป้าหมายไว้ 64 พื้นที่ แต่จะเร่งดำเนินการใน 13 พื้นที่ก่อน ประกอบด้วย พื้นที่ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของกองกำลังบูรพา 3 พื้นที่ คือ บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านเนินสมบูรณ์ จ.สระแก้ว, พื้นที่ของกองกำลังสุรนารี 6 พื้นที่ ประกอบด้วย ช่องบก ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี หมู่บ้านสายโท 10 ใต้ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ช่องกราง ช่องเหว ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรักษ์ จ.สุรินทร์, พื้นที่ของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด 4 พื้นที่ ได้แก่ หมู่บ้านตะกาง หมู่บ้านคลองเมือง หมู่บ้านชำราก อ.เมือง และหมู่บ้านโขดทราย อ.คลองใหญ่ จ.ตราด อย่างไรก็ตาม ใน 13 พื้นที่ข้างต้น จะมี 5 พื้นที่ที่เป็นพื้นที่นำร่อง ประกอบด้วย บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว บ้านชำราก ช่องเหว และสายโท 10 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุอันตรายกับประชาชนไทยที่เข้าไปเก็บของป่า ทั้งนี้ การปล่อยเชลยศึกจะเป็นการดำเนินการขั้นสุดท้ายเมื่อเห็นว่ากัมพูชาสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์กับไทย เราจึงจะพิจารณาในเรื่องดังกล่าว

จากนั้นผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้นำหลักฐานที่ทหารไทยเก็บได้ ซึ่งเป็นโทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง ที่บันทึกคลิปทหารกัมพูชากำลังเก็บระเบิดเก่าเพื่อไปวางยังจุดใหม่ และการสอนวางระเบิด มาให้ผู้สื่อข่าวดู โดยโทรศัพท์ทั้ง 2 เครื่องที่เก็บได้ ได้มีการนำไปตรวจสอบกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมแล้ว พบว่าเป็นคลิปจริง และบุคคลรอบข้างที่เห็นภายในคลิปเป็นทหารกัมพูชาที่เคยลาดตระเวนร่วมกับทหารไทย โดย พล.ต.วินธัย กล่าวว่า โทรศัพท์ทั้ง 2 เครื่องลงทะเบียนที่กัมพูชา หากโทรเข้าไปเช็กจะเป็นชาวกัมพูชารับสาย ทั้งนี้ โทรศัพท์ดังกล่าวเก็บได้บริเวณภูมะเขือตอนเกิดเหตุชุลมุน โดยเราพบโทรศัพท์จำนวนหนึ่ง โดยหลักฐานเหล่านี้จะเป็นเครื่องยืนยันและเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนของฝ่ายไทย

‘พาณิชย์’ยันเดินหน้าเจรจา’ภาษีสหรัฐฯ’ ชี้ไม่เกี่ยวเรื่องความมั่นคง ต้องจบปลายปีนี้

'พาณิชย์'ยันเดินหน้าเจรจา'ภาษีสหรัฐฯ' ชี้ไม่เกี่ยวเรื่องความมั่นคง ต้องจบปลายปีนี้

‘พาณิชย์’ยันเดินหน้าเจรจา’ภาษีสหรัฐฯ’ ชี้ไม่เกี่ยวเรื่องความมั่นคง ต้องจบปลายปีนี้

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.11 น.

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมแถลงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา และการเจรจาการค้าไทยกับต่างประเทศ ว่า อย่างที่ทราบว่าเราได้พูดคุยกับสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับการเจรจาภาษีต่างตอบแทน และการค้ามาโดยตลอด ซึ่งในช่วงที่รัฐบาลนี้เข้ามาก็ยังให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ มีการพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง และจากข้อมูลล่าสุด ทั้งข้อความของ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เรามีความมั่นใจว่าสหรัฐฯ น่าจะยังมีเป้าหมายเดียวกับเรา ที่ยังยึดมั่นในเดตไลน์เดิมในการเจรจารายละเอียดของข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาการค้าต่างตอบแทนให้เสร็จในสิ้นปีนี้

ทางกระทรวงพาณิชย์ เราย้ำกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) มาโดยตลอด ซึ่ง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่มีการเจอกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในช่วงประชุมเอเปค มีการพูดถึงตลอดเวลาว่าเรื่องการค้าและความมั่นคงจะต้องแยกกันอย่างชัดเจน ในรายละเอียดสําหรับตัวข้อตกลงในประเทศเรามีการทํางาน ทําการบ้านอย่างจริงจัง และหารือกับสหรัฐฯ อย่างเข้มข้น มีการตั้งคณะทํางานด้านยุทธศาสตร์ ที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นหัวหน้าคณะทํางานที่จะดูแลเรื่องนี้ และเรายังมุ่งมั่นทํางานในส่วนของเราเพื่อเตรียมพร้อมสําหรับการเจรจากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง และยืนยันเป้าหมายเดิม

น.ส.โชติมา กล่าวต่อว่า สําหรับในประเทศเราเองเราได้เตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการในการเสริมสร้างขีดความสามารถ สินค้า ศักยภาพ และบริการด้านอื่นๆ รวมถึงการหาตลาดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยระดับประเทศคู่เจรจาที่เรามีอยู่ และการขยายตลาดใหม่ จะต้องมีการทําการตกลงการค้าเสรีฉบับใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งสองสิ่งนี้ เราคิดว่าเป็นการเตรียมพร้อมผู้ประกอบการที่ต่อสู้ในช่วงที่ภาวะการแข่งขันค่อนข้างสูง และมีปัจจัยหลายๆ อย่างที่จะเป็นผลกระทบต่อการค้าการลงทุนในระหว่างประเทศในช่วงนี้

“ขอยืนยันว่ายังคงมีความมุ่งมั่นในเป้าหมายเดิม จะทํางานอย่างเต็มที่ จะมีการหารือทุกภาคส่วน อย่างที่เคยทํามาแล้ว และจะทําต่อไป ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการทั้งหลาย วัตถุประสงค์ในการเจรจาผลประโยชน์ ผลกระทบอะไรต่างๆ จะนํามาพิจารณาอย่างครบถ้วนและรอบด้าน” น.ส.โชติมา กล่าว

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าสหรัฐฯ ส่งจดหมายมาว่าจะหยุดเจรจาการค้า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร น.ส.โชติมา ตอบว่า จากข้อความที่เรารับ ในวันเดียวกันก็ได้มีการพูดคุยระหว่างผู้นําทั้งสองประเทศ ขณะนี้ประเทศเราจะยึดสิ่งที่ผู้นําทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยกัน และจะยืนยันกลับไปยังยูเอสทีอาร์ ว่าเราจะเดินหน้าพร้อมเจรจากับยูเอสทีอาร์ ซึ่งในส่วนของการเจรจาหลังจากเราตกลงเรื่องกรอบกันแล้ว ขณะนี้ อยู่ในช่วงการหารือรายละเอียดของข้อตกลงการค้า ซึ่งเราต้องมีการทํางานภายในประเทศ ของทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายไทย มีคณะทํางานอยู่และจะมีการประชุมในเร็วๆ นี้ เพื่อทํางานให้พร้อม และจะมีการกําหนดวันต่อไป ซึ่งอาจจะต้องมีการสื่อสารกลับไปยังสหรัฐฯ ว่าเรามีความพร้อม ยืนยันในระหว่างนี้เรายังไม่มีการหยุดการทํางาน

เมื่อถามว่า การเจรจาการค้าครั้งต่อไปจะมีเรื่องเขตแดนเข้ามาต่อรองหรือไม่ น.ส.โชติมา กล่าวว่า ที่ผ่านมายังไม่มีการนํารายละเอียดด้านความมั่นคงมาเกี่ยวข้องกับกรอบของการเจรจาด้วย อันนี้อาจจะเป็นปัจจัยที่อยู่ภายนอกของการเจรจา

จากนั้น อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ​ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า การเจรจายังคงดำเนินการต่อไป แม้ยูเอสทีอาร์ จะแจ้งระงับการเจรจาการค้าและภาษีกับไทยชั่วคราว แต่เราจะไม่รอให้การเจรจาเนิ่นนานไปถึงช่วงปลายปี เราได้ยืนยันกลับไปว่า ทั้งเรื่องความมั่นคงและการเจรจาภาษีไม่เกี่ยวข้องกัน ส่วนอัตราภาษีสินค้าไทยนำเข้าสหรัฐฯ ยังคงอยู่ที่ 19% และเป้าหมายในสิ้นปีจะแล้วเสร็จทุกอย่าง

เมื่อถามว่า หากการเจรจาไม่สิ้นสุดภายในสิ้นปีนี้ จะมีแผนรองรับหรือไม่ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ​ กล่าวว่า เรื่องนั้นเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่คิดว่าเราจะต้องทำงานกันต่อไป หากเป็นการเจรจาปกติ พร้อมยืนยันว่าไม่ขาดช่วง​ เมื่อถามว่า ไทยจะขอลดอัตราภาษีนำเข้าให้ต่ำกว่า 19% หรือไม่ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ​ กล่าวว่า ในฐานะนักเจรจาเราก็ต้องต่อรองเรื่อยๆ อยู่ตลอด พร้อมกับยืนยันว่าท่าที​ยูเอสทีอาร์ต่อฝ่ายไทยก็ยังคงเหมือน

‘วินธัย’ชี้เนื้อหา‘MOU 43’ไม่ใช่ปัญหา แต่ประท้วงเพราะ‘เขมร’ไม่ยึดถือตามข้อตกลง

‘วินธัย’ชี้เนื้อหา‘MOU 43’ไม่ใช่ปัญหา แต่ประท้วงเพราะ‘เขมร’ไม่ยึดถือตามข้อตกลง

‘วินธัย’ชี้เนื้อหา‘MOU 43’ไม่ใช่ปัญหา แต่ประท้วงเพราะ‘เขมร’ไม่ยึดถือตามข้อตกลง

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.59 น.

‘วินธัย’ชี้เนื้อหา‘MOU 43’ไม่ใช่ปัญหา แต่‘คู่สัญญา’ไม่ยึดถือตามข้อตกลง ไทยจำเป็นต้องประท้วง หลังพบปัญหา เขมรไม่ตรงไปตรงมา

17 พฤศจิกายน 2568 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนของฝ่ายทหารต่อกระแสที่ขอให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่าง ไทย – กัมพูชา (MOU 43-44) ว่า ในฐานะผู้ปฏิบัติ MOU 43 นั้น อยู่ที่ผู้ปฏิบัติหรือคู่สัญญามากกว่า ซึ่งปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นจากลายลักษณ์อักษรหรือข้อพันธะในสัญญาโดยตรง แต่เป็นเพราะผู้ที่ยึดถือสัญญาเป็นผู้ที่ไม่ยึดถือ หรือไม่ปฏิบัติ และละเมิดบ่อย ไม่ทำตามข้อตกลงที่เราจะต้องแก้ไขด้วยการประท้วง ซึ่งเราก็ต้องทำตรงนั้นได้เต็มที่อยู่แล้ว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า สำหรับกองทัพ MOU 43-44 ยังจำเป็นหรือไม่ พล.ต.วินธัย ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่สามารถให้รายละเอียดโดยตรงได้ แต่เราก็ต้องรวบรวมรายละเอียดข้อมูลหลายส่วน ซึ่งเราพูดได้ตรงนี้คือ การปฎิบัติว่า ปัญหาที่เราพบคือความไม่ตรงไปตรงมาของกัมพูชา

กต.สรุปท่าที! ประท้วง’กัมพูชา’ละเมิดข้อตกลง ย้ำรุกการทูตแจงประชาคมโลก

กต.สรุปท่าที! ประท้วง'กัมพูชา'ละเมิดข้อตกลง ย้ำรุกการทูตแจงประชาคมโลก

กต.สรุปท่าที! ประท้วง’กัมพูชา’ละเมิดข้อตกลง ย้ำรุกการทูตแจงประชาคมโลก

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.58 น.

กต.สรุปท่าที! ประท้วง”กัมพูชา”ละเมิดข้อตกลง ย้ำรุกการทูตทุกเวทีแจงประชาคมโลก “สีหศักดิ์”เตรียมร่วมวงประชุมอินโด-แปซิฟิก พร้อมพบสื่อต่างประเทศ เผยไทยเป็นเจ้าภาพประชุมปรามสแกมเมอร์สากล ธ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมแถลงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา และการเจรจาการค้าไทยกับต่างประเทศ

โดย นายนิกรเดช แถลงว่า จากเหตุการณ์ที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการทันทีในทุกระดับ และไม่มีช่องว่าง โดย 1.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ได้โทรศัพท์ประท้วงไปยังรองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศกัมพูชา ถึงสองครั้งในทันที และทำหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ ผ่านสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชา ประจำประเทศไทย 2.ได้ชี้แจงหารือกับสหรัฐอเมริกา และมาเลเซีย โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ทำหนังสือถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งเอกสารเป็นการย้ำว่าประเทศไทยยึดมั่นในเส้นทางแห่งสันติภาพ เคารพปฏิบัติตามประกาศร่วมสันติภาพ แต่การละเมิดของกัมพูชา ทำให้ไทยต้องสงวนสิทธิ์ตามความจำเป็นในการปกป้องอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดน รวมถึงความปลอดภัยของประชาชน เราจึงต้องระงับการปฏิบัติตาม Joint Declaration เป็นการชั่วคราว ซึ่งไทยจะกลับมาปฏิบัติตามอีกครั้งก็ขึ้นอยู่กับท่าทีและความจริงใจของกัมพูชา

นายนิกรเดช กล่าวว่า นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังหารือทางโทรศัพท์กับผู้นำสหรัฐฯและผู้นำมาเลเซีย มีประเด็นสำคัญ คือนายกรัฐมนตรีขอให้มีการแยกเรื่องทวิภาคีของไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องความมั่นคงออกจากการเจรจาการค้าซึ่งเป็นผลประโยชน์ของไทยและสหรัฐอเมริกาไม่เกี่ยวกับประเทศอื่น พร้อมขอให้ประธานอาเซียนช่วยหาแนวทางฟื้นฟูกระบวนการสันติภาพ โดยคำนึงถึงข้อเสนอของไทย คือให้กัมพูชาขอโทษ สอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงความรับผิดชอบ รวมถึงป้องกันไม่ให้เหตุเกิดขึ้นอีกในอนาคต และผู้นำทั้งสองแสดงความเข้าใจและรับพิจารณาข้อเสนอของไทย

นายนิกรเดช กล่าวต่อว่า หลังการหารือทางโทรศัพท์นายกรัฐมนตรีจะมีหนังสืออีกฉบับถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อย้ำท่าทีของไทยและการที่กัมพูชาจะต้องกลับมาปฏิบัติตาม Joint Declaration โดยเฉพาะประเด็นการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่และต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในชั้นนี้จึงขึ้นอยู่กับกัมพูชาที่ต้องกำหนดอนาคตของ Joint Declaration

นายนิกรเดช กล่าวว่า 3.กระทรวงการต่างประเทศได้ประท้วงในกรอบอนุสัญญาออตตาวา ไปยังประเทศที่ญี่ปุ่น ในฐานะประธานภาคีประชุมอนุสัญญาออตตาวา และทำหนังสือถึงเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UNSG) แจ้งเรื่องการวางทุ่นระเบิดใหม่และการยั่วยุที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยไทยจะยกประเด็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาของกัมพูชาในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญา ครั้งที่ 22 วันที่ 1 – 5 ธ.ค.นี้ ที่นครเจนีวา และ 4.เรายังทำหนังสือประท้วงไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งศาสตร์ประชาชาติ (UNSC) เกี่ยวกับการลุกล้ำอธิปไตยไทย พร้อมให้เวียนหนังสือดังกล่าวให้รัฐสมาชิก UNSC ทราบด้วย

นายนิกรเดช กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ จะมีการชี้แจงต่อประชาคมโลกในทุกโอกาส โดยที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ มีกำหนดเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีอินโด-แปซิฟิก (IPMF) ครั้งที่ 4 และจะพบกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย โดยในวันที่ 25 พ.ย.นี้ รมว.การต่างประเทศ จะร่วมเวทีเสวนากับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศด้วย

นอกจากนี้ ประเทศไทยจะเดินหน้า ประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และการประชุมเอเปก คือเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ โดยประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ระดับรัฐมนตรี ในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ ขอยืนยันเราดำเนินการทูตเชิงรุกในทุกเวที

น้ำตาคลอเสียงสั่นเครือ! ‘เอม’เผย’ทักษิณ’เสียใจ-เจ็บช้ำ หลัง อสส.พลิกอุทธรณ์สั่งฟ้องคดี 112

น้ำตาคลอเสียงสั่นเครือ! 'เอม'เผย'ทักษิณ'เสียใจ-เจ็บช้ำ หลัง อสส.พลิกอุทธรณ์สั่งฟ้องคดี 112

น้ำตาคลอเสียงสั่นเครือ! ‘เอม’เผย’ทักษิณ’เสียใจ-เจ็บช้ำ หลัง อสส.พลิกอุทธรณ์สั่งฟ้องคดี 112

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.43 น.

“เอม”น้ำตาคลอเสียงสั่นเครือให้สัมภาษณ์สื่อ หลัง อสส.พลิกอุทธรณ์สั่งฟ้องคดี 112 เป็นเหตุการณ์กระทบจิตใจครอบครัว เผย”ทักษิณ”เสียใจและรู้สึกเจ็บช้ำ ส่วนหลังจากนี้เตรียมวางแผนสู้ชี้แจง ยอมรับครอบครัวไม่ได้รับความยุติธรรม ก็ต้องสู้ต่อ พร้อมห่วงความรู้สึกพ่อ อยู่ข้างในไม่มีใคร ด้าน”โอ๊ค”เผยเป็นเรื่องที่ทำให้จิตตกพอสมควร ขณะที่”ทนายวิญญัติ”ยืนยันเดินหน้าสู้คดี ชี้อำนาจของอัยการสูงสุดในประเทศนี้เห็นมาเยอะแล้วว่ามีอะไรพิสดารอยู่เรื่อย ทำให้นึกถึงคำว่าอภินิหารทางกฎหมาย

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่ เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพ มหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือ โอ๊ค บุตรชายคนโตของ นายทักษิณ ชินวัตร , น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ หรือ ติ๊ก ภรรยาของนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือ เอม บุตรสาวคนกลางของนายทักษิณ ได้เข้าเยี่ยมนายทักษิณในเรือนจำฯ ท่ามกลางกระแสข่าวว่า นายอิทธิพร แก้วทิพย์ ได้ใช้อำนาจอัยการสูงสุด ให้สั่งฟ้องนายทักษิณ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เเละความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ 2560 กรณีให้สัมภาษณ์สื่อทีวีประเทศเกาหลีใต้ โดยมีเนื้อหากระทบสถาบัน ก่อนจะครบกรอบขยายเวลาอุทธรณ์ต่อศาลอาญาในวันที่ 21 พ.ย.68

โดย น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือ เอม บุตรสาวคนกลางของนายทักษิณ เปิดเผยด้วยสีหน้าไม่สู้ดี ว่า ภายหลังจากที่ได้เข้าเยี่ยมคุณพ่อด้านใน คุณพ่อดูเสียใจ และคุณพ่อก็เสียใจจริงๆ ท่านรู้สึกเจ็บช้ำ ส่วนหลังจากนี้คุณพ่อจะมีวิธีการเตรียมสู้หรือชี้แจงอย่างไรนั้น ก็คงจะต้องมีการวางแผน ซึ่งก็ต้องสู้ เพราะถ้าเรายังไม่ได้รับความยุติธรรม เราก็ต้องสู้ต่อค่ะ แต่ว่าในจุดนี้เราก็ห่วงเรื่องของความรู้สึกคุณพ่อ เนื่องด้วยท่านก็อยู่ข้างในนี้ ไม่ได้มีใครอยู่กับท่านเลยค่ะ (น้ำเสียงสั่นเครือ) ก็พวกเราได้แต่ส่งกำลังใจ และอันนี้มันก็เพิ่งวันนี้เอง เราก็ยังโชคดีที่ได้เข้ามาเยี่ยมคุณพ่อ

เมื่อถามว่า เรื่องวันนี้มันเป็นเรื่องที่กระทบจิตใจของครอบครัวอย่างมากใช่หรือไม่ เพราะคุณทักษิณเองก็ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไปแล้ว แต่อัยการสูงสุดกลับให้สั่งฟ้องนายทักษิณ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งปรากฏว่า น.ส.พินทองทา ได้ยิ้มเบาๆ รับฟังคำถามผู้สื่อข่าว ก่อนเม้มปากหลายครั้ง กระพริบตาถี่ มีน้ำตาคลอ ไม่ได้ตอบคำถาม จนนายพานทองแท้ ตอบผู้สื่อข่าวแทนว่า ก็เป็นเรื่องที่ทำให้จิตตกพอสมควร แต่ว่าเราก็ขอขอบคุณทุกกำลังใจที่มีให้กับครอบครัวเรา

ก่อนที่ น.ส.พินทองทา , นายพานทองแท้ และ น.ส.ณัฐฐิญา จะยกมือไหว้ขอบคุณสื่อมวลชน และยุติการให้สัมภาษณ์ ซึ่งระหว่างที่ทั้งหมดจะขึ้นรถยนต์ส่วนบุคคลเดินทางกลับนั้น ได้มี นางผุสดี กลิ่นทอง หรือ อาจารย์เป้า แดงสิงห์บุรี ได้เป็นตัวแทนมอบป้ายไวนิลรูปภาพของนายทักษิณ ซึ่งภายในมีไดอารี่หัวใจสีแดงหลายแผ่น พร้อมข้อความถ้อยคำร้อยเรียงความรัก ความศรัทธา กำลังใจของคนเสื้อแดงที่มีต่ออดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็นที่รัก มอบให้กับ น.ส.พินทองทา ได้เก็บเอาไว้ และกล่าวว่า “เราจะสู้ไปด้วยกัน เราจะสู้เพื่อท่าน” โดย น.ส.พินทองพา ได้ยิ้มรับไวนิล พร้อมยกมือไหว้กล่าวขอบคุณ

ด้าน ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ระบุว่า การเข้าเยี่ยมนายทักษิณในวันนี้ พบว่าท่านก็ได้กำลังใจดีๆ จากลูกๆ ของท่าน ซึ่งวันนี้ถือเป็นครั้งที่สอง ที่นายพานทองแท้ ได้เข้าเยี่ยมพร้อมกับภรรยา ซึ่งก็ยิ่งสร้างกำลังใจให้กับท่าน รวมถึงกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อิ๊งค์ และ น.ส.พินทองทา ได้เข้าเยี่ยมคุณทักษิณอยู่เรื่อยๆ ก็เป็นกำลังใจที่ดีของท่าน พร้อมกับประชาชนที่ส่งกำลังใจให้ท่านตลอด ซึ่งท่านรับรู้ที่คนเสื้อแดงคอยจัดกิจกรรมด้านหน้าเรือนจำฯ ขอบคุณที่ยังนึกถึงท่าน และนึกถึงคุณูปการที่ท่านได้ทำเพื่อประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ท่านเจ็บปวดเสียใจที่กระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจผ่านกระบวนการยุติธรรมหรืออำนาจใดๆ ที่พยายามจะกลั่นแกล้งท่าน ตนขอใช้คำว่า ท่านเองก็ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่านมีความเสียใจจากสิ่งที่เกิดขึ้น

ทนายวิญญัติ เผยต่อว่า ส่วนกระบวนการต่อสู้หรือการยื่นอุทธรณ์หลังจากนี้นั้น ตนขอบอกว่าสู้แน่นอน เพราะท่านทักษิณเป็นนักสู้ และยิ่งท่านไม่ได้ผิดอะไร ไม่ได้เจตนาที่จะกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ท่านจะสู้ให้ถึงที่สุด เรื่องนี้ก็ขอให้สังเกตว่าอัยการสูงสุดที่มีความเห็นแย้งกับมติของคณะทำงานที่ท่านเองก็อ้างว่าไม่ใช่คณะทำงานที่มาดูแลหรือสั่งคดีนี้ หมายความว่า คณะทำงานที่เกิดขึ้นในสมัยอดีตอัยการสูงสุดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งตนได้ยินมาว่ามีมติ 7:2 หรือบ้างก็ 8:2 ที่มีความเห็นว่าไม่สมควรอุทธรณ์ แต่มตินั้นก็หายไป 1 มติ คือ เป็นประธานคณะทำงานหรือไม่ เพราะหลังจากนั้นก็มาดำรงตำแหน่งเป็นอัยการสูงสุดต่อหรือไม่ จึงเป็นเหตุที่ทำให้เห็นว่าควรจะพลิกฝืนจากมติเดิมหรือไม่ ทั้งนี้ มติจะเป็นอย่างไรก็ถือเป็นมติองค์กรของพวกท่าน ซึ่งเป็นองค์กรอัยการ แต่ตนในฐานะทนายความ ทำคดี สู้คดีมาทุกคดี ไม่มีคดีใดง่าย และเราสู้สุดทุกคดี และเนื้อหาในคดีนี้เราก็ยืนยันมาตลอดว่าท่านไม่มีเจตนาที่จะกล่าวถึงเบื้องสูง และถ้อยคำที่ชัดเจนก็บอกมาตั้งแต่ชั้นอัยการที่มีความเห็นในชุดแรกๆ ว่าไม่เห็นสมควรอุทธรณ์ อีกทั้งศาลชั้นต้น (ศาลอาญารัชดาภิเษก) ก็ได้ยกฟ้อง มันก็ชัดเจนแล้วว่าไม่มีถ้อยคำใดที่จะกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์

ทนายวิญญัติ เผยด้วยว่า ส่วนกระบวนการหลังจากนี้หากอัยการจะยื่นอุทธรณ์ก็คงต้องดำเนินการภายในวันที่ 21 พ.ย.68 ซึ่งถ้ามีการยื่นและส่งหมายมา เราก็มีหน้าที่ที่จะแก้อุทธรณ์ต่อไป ซึ่งกระบวนการแก้อุทธรณ์ก็ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการประชุมและยกร่างแก้อุทธรณ์ ซึ่งการใช้เวลาพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ก็คงใช้เวลาหลายเดือน อย่างไรก็ดี ในฐานะทนายความ ตนก็จะใช้สิทธิ์ในการไปยื่นขอข้อมูลและความเห็นของคณะกรรมการกลั่นกรองคดีมาตรา 112 ซึ่งตนขอเลยว่าอย่ามาอ้างว่าเป็นความลับ หรืออ้างเปิดเผยไม่ได้ เพราะตนเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท่านกล้าตัดสินใจเหผ้นอุทธรณ์สั่งฟ้อง ก็ต้องกล้าเปิดเผยในส่วนของคณะทำงานที่มีความเห็นและวินิจฉัยไม่อุทธรณ์มติ 7:2 นี้ ตนจะไปคัดสำเนาเพื่อนำไปใช้ประกอบในการยื่นอุทธรณ์ แม้ใช้เป็นพยานหลักฐานในการประกอบในชั้นอุทธรณ์ไม่ได้ แต่ความเห็นที่เกิดขึ้น ตนก็อยากรู้ว่าที่อัยการสูงสุดท่านนี้มีความเห็นให้อุทธรณ์ ท่านมีความเห็นอย่างไร หรือจะบอกว่าความเห็นนั้นไม่ใช่ความเห็นที่ตนลงมติไว้ หรือตนไม่มีส่วนในความเห็นใดๆ แต่เมื่อเป็นอัยการสูงสุดแล้วจึงสามารถออกความเห็นตรงนี้ได้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องของท่าน เป็นสิทธิของท่านหรือไม่อย่างไร ตนก็แค่ตั้งข้อสังเกตตรงนี้ไว้ และอีกประการ คือ พยานของโจทก์ในคดีดังกล่าว ด้วยความที่ตนว่าความแต่ต้น และเห็นพยานหลักฐานทุกชิ้น แม้สมบูรณ์หรือไม่อย่างไร เราไม่พูดอยู่แล้ว แต่เราจะสู้ในชั้นอุทธรณ์ และตนเชื่อว่าศาลอุทธรณ์ หรือจะไปถึงศาลฎีกา จะพิจารณาพยานหลักฐานนี้อย่างละเอียด พยานหลักฐานมีเท่านี้ สำนวนมีเท่านี้ และพวกท่านหาพยานบุคคลมาที่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยถึงความเป็นกลางและอคติชัดเจนนี้จะไปต่ออย่างไร ตนอยากให้ประชาชนได้จับตาดูว่าความยุติธรรมหาได้จริงหรือไม่ ซึ่งท่านทักษิณก็บอกแล้วว่าท่านไม่ได้รับความยุติธรรม

สำหรับการอุทธรณ์สั่งฟ้องคดีมาตรา 112 ของอัยการสูงสุดมีผลต่อการพิจารณาพักการลงโทษของนายทักษิณ หรือไม่ ทนายวิญญัติ ระบุว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะการอุทธรณ์ก็เป็นเรื่องของกระบวนการ แต่การพักโทษก็เป็นระยะเวลาที่มีตามกฎหมายที่ผู้ต้องขังทุกคนได้รับสิทธิเท่าเทียมเสมอภาคกันอยู่แล้ว เพราะเมื่อถึงเวลา 2 ใน 3 ของโทษที่ได้รับมา ก็จะมีการพิจารณาพักโทษอยู่แล้ว และด้วยท่านอายุ 70 ปี ถูกคุมขังมาแล้วระยะเวลาหนึ่ง ก็ไม่น่ามีผลกระทบ ส่วนกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นแผนสกัดไม่ให้คุณทักษิณ ได้ออกมาหรือไม่ เพราะคุณสมบัติของคุณทักษิณ เองก็มีอายุ 70 ปี และมีอาการเจ็บป่วย อาจเข้าโครงการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษฯ แต่เมื่อมีคดีมาต่อเช่นนี้ อาจไม่ได้รับการพิจารณานั้น ตนมองว่า ข้อสังเกตของคุณชูวิทย์ก็เป็นข้อสังเกตหนึ่งที่ควรรับฟังในฐานะคนไทยที่เราฟังความเห็นของบุคคลต่างๆ อยู่แล้ว แต่ความเห็นของคุณชูวิทย์ ตนขออนุญาตไม่แสดงความเห็นใดๆ แต่ถ้าหากเป็นเช่นคุณชูวิทย์ตั้งข้อสังเกตจริง ก็ขอให้ประชาชนคิดตามว่าการใช้อำนาจและการแทรกแซงต่างๆ รวมถึงอาจแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในชั้นอัยการหรือไม่นั้น มีจริงหรือไม่ เพราะในอดีตที่ผ่านมาพวกเราก็เรียนรู้กันได้ แต่ในฐานะทนายความ ยืนยันว่าท่านทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งนี้ ในอนาคตจะมีการพิจารณาร้องเอาผิดอัยการสูงสุดคนปัจจุบันในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่เราต้องดูในอนาคตว่าเป็นอย่างไร ร้องหรือไม่ร้องตนยังไม่ได้คิด ก็ต้องดูเนื้อหากันไป ท่านก็ใช้อำนาจของท่าน และอำนาจของอัยการสูงสุดในประเทศนี้ตนก็เห็นมาเยอะแล้วว่ามีอะไรพิสดารอยู่เรื่อยๆ ทำให้นึกถึงคำว่าอภินิหารทางกฎหมาย เพราะก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว จะเกิดขึ้นในยุคนี้อีกครั้งก็ไม่รู้สึกแปลกใจแต่เสียใจ

– 006

​รัฐบาลมีเครียด! ‘ปธ.สภาฯ’ยึดตามรธน. หากมีการยื่น‘ญัตติซักฟอก’แล้วห้าม‘ยุบสภา’

​รัฐบาลมีเครียด! ‘ปธ.สภาฯ’ยึดตามรธน. หากมีการยื่น‘ญัตติซักฟอก’แล้วห้าม‘ยุบสภา’

​รัฐบาลมีเครียด! ‘ปธ.สภาฯ’ยึดตามรธน. หากมีการยื่น‘ญัตติซักฟอก’แล้วห้าม‘ยุบสภา’

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.49 น.

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ทางพรรคเพื่อไทย (พท.) เตรียมจะยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า หากเปิดสมัยประชุมสภาฯ สามัญเมื่อไหร่ สมาชิก 1 ใน 5 มีสิทธิ์ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ซึ่งมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่าหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วจะยุบสภาได้หรือไม่ ในความเห็น 2 ฝ่าย คือ รัฐธรรมนูญ มาตรา 151 วรรคสอง กำหนดชัดเจนว่า เมื่อยื่นญัตติแล้ว รัฐบาลจะยุบสภาไม่ได้ ขณะที่ข้อบังคับการประชุมสภา ระบุว่า เมื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วกำหนดให้ประธานสภาตรวจสอบรายชื่อว่าครบถ้วน ถูกต้องหรือไม่ ญัตติขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ หรือข้อบังคับหรือไม่ ซึ่งเป็นอำนานของประธานสภาก่อนบรรจุวาระ โดยกำหนดเวลาให้พิจารณาแล้วเสร็จไม่เกิน 7 วัน

“ช่วงเวลาดังกล่าวจะยุบสภาได้หรือไม่เป็นประเด็นข้อกฎหมาย ผมได้มอบหมายให้เลขาธิการสภาฯ ประชุมกับฝ่ายกฎหมายของสภาฯ พิจารณาเบื้องต้นแล้วเห็นว่าต้องยึดตามรัฐธรรมนูญ คือเมื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าจะยื่นต่อสภาฯ หรือประธานสภาฯ ตามรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถยุบสภาได้ ส่วนข้อบังคับนั้นมีสิทธิ์น้อยกว่ารัฐธรรมนูญ เป็นข้อกฎหมายของสำนักงานที่เสนอ แต่จะมีคนขอหารือไปยังหน่วยงานอื่นก็แล้วแต่ แต่รัฐธรรมนูญพูดชัด ซึ่งความเห็นของฝ่ายกฎหมายเสนอไปยังเลขาธิการสภาฯ แล้ว แต่ยังไม่มาถึงผม ซึ่งต้องยึดตามรัฐธรรมนูญ” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

ชื่นชมจีน! ถวายอารักขา ‘ในหลวง-พระราชินี’ ใส่ใจทุกรายละเอียด แม้จุดเล็กๆ แต่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่

ชื่นชมจีน! ถวายอารักขา 'ในหลวง-พระราชินี' ใส่ใจทุกรายละเอียด แม้จุดเล็กๆ แต่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่

ชื่นชมจีน! ถวายอารักขา ‘ในหลวง-พระราชินี’ ใส่ใจทุกรายละเอียด แม้จุดเล็กๆ แต่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.49 น.

นักเขียนดังชื่นชมจีน ถวายอารักขา ‘ในหลวง-พระราชินี’ อย่างใส่ใจทุกรายละเอียด ชี้แม้จุดเล็กๆ แต่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2568 เพจเฟซบุ๊ก “สถานะการณ์ สำคัญในปัจจุบัน” ได้โพสต์คลิปวิดีโอขณะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน จตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยขณะทรงพระราชดำเนินลงบันไดนั้น จะเห็นว่านายทหารจีน ได้คอยดูแลอารักขาอย่างใกล้ชิด จนทำให้โซเชียลต่างชื่นชมทางการจีนที่ให้การต้อนรับ และใส่ใจทุกรายละเอียดเป็นอย่างดี โดยระบุข้อความว่า “ดูวนๆหลายรอบ เห็นนายทหารจีนท่านนี้ คอยดูแลอารักขาพ่อหลวงของเราแบบใกล้ชิดมากๆ ขอบคุณมากๆ ที่คอยดูแลพระราชาและพระราชินีของพวกเรา เรื่องการใส่ใจดูแลต้องยกให้จีนเลย”

นอกจากนี้ นายปฏิพล อภิญญาณกุล นักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “Padipon Apinyankul” ระบุว่า “ภาพคลิปวีดีโอที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินี เสด็จไปเยือนจีน มีมากมาย คนไทยหลายคนเห็นแล้วชื่นใจในการต้อนรับของคนจีน .. ตั้งแต่รถพระที่นั่ง ซึ่งมีรถพยาบาลตามหลัง รวมถึงรถป้องกันการเกิดเหตุร้าย

ตามสองข้างทาง ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่สองพระองค์เสด็จไป ก็มีคนจีนชื่นชมจำนวนมาก

ในเว๊ปต่าง ๆ ของจีน ล้วนลงเรื่องราวและยกย่องความสง่างาม ความสวยงามของทั้งสองพระองค์

แต่ผมเลือกและชอบมองภาพในจุดเล็ก ๆ . ที่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่

มันเป็นภาพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี ทรงเสด็จไปวางพวงมาลา อนุสาวรีย์วีรชน จัตุรัสเทียนอันเหมิน

อนุสาวรีย์ ฯ นี้ มีบันไดหลายขั้นมาก ตอนเดินขึ้นบันได ไม่ค่อยเท่าไร เพราะเดินช้า … ขาขึ้นนั้นการทรงตัวง่ายกว่าขาลง

แต่ตอนเดินลงบันได บางครั้งคนเรามักจะเดินลงด้วยความเร็วกว่าปกติอยู่บ้าง เพราะการส่งแรงของน้ำหนักตัว

เท่าที่สังเกตหลาย ๆ ครั้ง ทางจีนจะมีเจ้าหน้าที่แยกประกบผู้นำต่าง ๆ ตลอดเวลาที่อยู่ในจีน

เจ้าหน้าที่ชาย คนขวามือสุด ทำหน้าที่ได้ดีมาก . เขาจะหันมองทุกครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยกเท้าก้าวลงบันได

พอพระองค์ยกเท้าอีกข้าง เพื่อก้าวลงขั้นถัดไป .. เจ้าหน้าที่คนนั้น จะหันไปมองจนกว่าเท้าของพระองค์จะสัมผัสพื้นบันได

เจ้าหน้าที่จะหันมองเช่นนี้ จนสิ้นสุดถึงบันไดขั้นสุดท้าย

นั้นคือ การป้องกัน ถ้าเกิดพระองค์ก้าวไถลพลาด . เขาจะได้เข้าไปช่วยเหลือประคองได้ทัน

ขอชื่นชมการใส่ใจของฝ่ายจีน

ผมชอบดูจุดเล็ก ๆ .. เพราะจุดเล็ก ๆ มันคือการใส่ใจในเรื่องที่ยิ่งใหญ่

ถ้าจุดเล็ก ๆ ยังทำได้ไม่ดี แล้วจะคิดการณ์ไกลได้อย่างไร”

‘หลวงปู่เชอรี่’อาพาธ หลังประสบอุบัติเหตุล้มภายในกุฏิวัดป่าบ้านตาด

'หลวงปู่เชอรี่'อาพาธ หลังประสบอุบัติเหตุล้มภายในกุฏิวัดป่าบ้านตาด

‘หลวงปู่เชอรี่’อาพาธ หลังประสบอุบัติเหตุล้มภายในกุฏิวัดป่าบ้านตาด

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.36 น.

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก วัดป่าบ้านตาด “วัดเกษรศีลคุณ” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “หลวงปู่เชอร์รี่หกล้มตอนนี้ปลอดภัยดีแล้ว ในช่วงนี้ขอญาติโยมงดเข้าเยี่ยมอาการอาพาธองค์หลวงปู่”

แถลงการณ์อาพาธ หลวงปู่เชอรี่ อภิเจโต ฉบับที่ ๑

เรียนศิษยานุศิษย์และพุทธบริษัททุกท่าน

ตามที่ หลวงปู่เชอรี่ อภิเจโต พระมหาเถระ วัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) จ.อุดรธานี ประสบอุบัติเหตุล้มภายในกุฏิ เมื่อเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ และเข้ารับการตรวจรักษา ณ โรงพยาบาลอุดรธานี ช่วงเช้าของวันเดียวกัน

ได้ตรวจพบ “กระดูกสะโพกด้านขวาหัก (closed fracture interchanter of Rt.femur) และบาดแผลผิวหนังถลอกที่หัวไหล่ขวา”

คณะแพทย์จึงขอโอกาสถวายการรักษาด้วยการผ่าตัด ยึดตรึงกระดูกด้วยแกนเหล็ก ในวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๐๘ ผลการผ่าตัดเป็นที่น่าพอใจของคณะแพทย์ โดยมีการดูแลรักษาหลังผ่าตัด ณ หอผู้ป่วยหนักศัลยกรรมทั่วไป ๒ โดยมีคณะแพทย์ พระและโยมอุปัฏฐากดูแลอย่างใกล้ชิด

จึงขอเรียนศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่เชอรี่ อภิเจโต ติดตามข่าวอาการอาพาธ และการรักษาจากคณะแพทย์อย่างเป็นทางการได้ทางการแจ้งข่าวของคณะผู้ถวายการรักษา ผ่านทางประกาศของโรงพยาบาลอุดรธานีเป็นระยะ และขอเรียนศิษยานุศิษย์ ปฏิบัติการเข้ากราบเยี่ยมตามข้อกำหนดของคณะแพทย์และอุปัฏฐากอย่างเคร่งครัด และร่วมกันปฏิบัติบูชาถวายแด่หลวงปู่โดยทั่วกันขออนุโมทนาในความร่วมมือร่วมใจ เพื่อรักษาธาตุขันธ์หลวงพ่อมา ณ ที่นี่ด้วย

คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา
วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘

หมายเหตุ

ทางวัดขอแจ้งว่า ตามประกาศของโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานีนั้น บัดนี้องค์หลวงปู่เชอร์รี่ อภิเจโต พึ่งเสร็จการการผ่าตัดและปลอดภัยดีแล้ว รู้สึกตัวดี ในวันพรุ่งนี้ทางแพทย์จะได้กราบนิมนต์เพื่อรอดูอาการที่ห้องพักฟื้นหลังการผ่าตัดอีกประมาณ ๑ ถึง ๒ วัน แล้วจึงจะได้กราบนิมนต์องค์หลวงปู่ไปพักที่ตึกหลวงตาพระมหาบัว เพื่อพักตรวจดูอารการอีก ๒ ถึง ๓ วัน หากไม่มีอะไรทางแพทย์ก็จะได้กราบนิมนต์องค์หลวงปู่เชอร์รี่ กลับที่วัดป่าบ้านตาดต่อไป

ดังนั้นจึงขอญาติโยมศิษยานุศิษย์หลวงปู่เชอร์รี่ ไม่ต้องวิตกกังวลในอาการอาพาธองค์หลวงปู่ และติดตามประกาศแจ้งจากคณะแพทย์ผู้ทำการรักษา ซึ่งทางเพจวัดป่าบ้านตาดจะได้นำเสนออีกครั้งเมื่อได้รับแจ้งต่อไป

และหากว่าญาติโยมจะกราบเยี่ยมก็ขอเป็นหลังจากที่องค์หลวงปู่กลับไปพักที่วัดป่าบ้านตาดในกาลต่อไป

ขอองค์หลวงปู่เชอร์รี่ อภิเจโต ดำรงธาตุขันธ์แรงหายจากอาการอาพาธโดยเร็วพลันสืบต่อไปด้วยเทอญ

– 006