สิ้น ‘ผศ.พ.อ.ชูชาติ พิทักษากร’ ผอ.วงซิมโฟนีออเคสตราแห่งจุฬาฯ ศิลปินแห่งชาติ ปี 2553

สิ้น 'ผศ.พ.อ.ชูชาติ พิทักษากร' ผอ.วงซิมโฟนีออเคสตราแห่งจุฬาฯ ศิลปินแห่งชาติ ปี 2553

สิ้น ‘ผศ.พ.อ.ชูชาติ พิทักษากร’ ผอ.วงซิมโฟนีออเคสตราแห่งจุฬาฯ ศิลปินแห่งชาติ ปี 2553

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.47 น.

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก “กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม” เปิดเผยว่า  ผศ.พ.อ.ชูชาติ พิทักษากร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) พ.ศ.2553 และผู้อำนวยการดนตรีวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสียชีวิตอย่างสงบในวันนี้ (17 พ.ย.) ที่บ้านพักเขตจตุจักร กรุงเทพฯ สิริอายุ 91 ปี โดยครอบครัวกำหนดสวดพระอภิธรรม ตั้งแต่วันที่ 17-23 พฤศจิกายน 2568 ณ ศาลา 11 วัดเสมียนนารีพระอารามหลวง เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ได้แสดงความเสียใจต่อการสูญเสีย ผศ.พ.อ.ชูชาติ พร้อมมอบสวัสดิการช่วยเหลือตามกฎกระทรวงกำหนดสาขา คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก และประโยชน์ตอบแทนของศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.2555 ดังนี้ เงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิต จำนวน 20,000 บาท ค่าเครื่องเคารพศพ จำนวน 3,000 บาท และเงินค่าจัดพิมพ์หนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิต เท่าที่จ่ายจริง จำนวนไม่เกิน 150,000 บาท

สำหรับ ผศ.พ.อ.ชูชาติ พิทักษากร นั้น สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เผยประวัติบางช่วงบางตอนว่า ผศ. พ.อ. ชูชาติ พิทักษากร เริ่มเรียนทั้งดนตรีไทยและดนตรีสากลกับเรือโทยรรยง แดงกูร ตั้งแต่อายุ 9 ปี และได้เรียนไวโอลินเพิ่มเติมกับอาจารย์สุทิน เทศารักษ์ ต่อมาได้ไปศึกษาวิชาดนตรี ณ ประเทศอังกฤษ เยอรมนี และโปรตุเกส เป็นเวลา 9 ปี ในระหว่างนั้นได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดไวโอลินที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษถึง 2 ครั้ง นอกจากนั้นยังได้มีโอกาสศึกษาไวโอลินขั้นสูงกับ Prof. Maxim Jacobsen ซึ่งเป็นครูผู้สอนไวโอลินและนักไวโอลินที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในสมัยนั้น และได้รับคำแนะนำหนทางการพัฒนาการเล่นไวโอลินจาก Lord Yehudi Menuhin จากนั้นท่านได้เดินทางกลับมาศึกษาทางด้านดนตรีต่อที่ประเทศอังกฤษ ได้รับปริญญา G.L.C.M. และ A.R.C.M. จากลอนดอนคอลเลจออฟมิวสิค และ รอยัลคอลเลจออฟมิวสิค ตามลำดับ และได้รับคัดเลือกเป็นหัวหน้าวงของลอนดอนคอลเลจออฟมิวสิคและแอดดิสันสตริงออร์เคสตรา และเป็นผู้อำนวยเพลงของนอร์ธเคนซิงตันซิมโฟนีออร์เคสตราในเวลาต่อมา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอกชูชาติ ศึกษาวิชาการประพันธ์เพลงกับ จอร์จ เบอร์โควิช ซึ่งเป็นศิษย์ของโคดายและบาร์ท็อก เรียนวิชาการอำนวยเพลงกับโจเซฟ พิลเบอรี และบรูโน วอลเตอร์ ศึกษาดนตรีแจ๊สและการประพันธ์เพลงสำหรับภาพยนตร์ที่ประเทศฟิลิปปินส์กับ เรสติตูโต อูมาลี  เมื่อกลับถึงประเทศไทย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอกชูชาติ พิทักษากร เข้ารับราชการที่กองดุริยางค์ทหารบก จนถึงปีพ.ศ.2519 จึงย้ายมาเป็นอาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์และเป็นอาจารย์พิเศษที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในระหว่างที่รับราชการอยู่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอกชูชาติ ได้รับเชิญเป็นผู้อำนวยเพลงให้กับวงดนตรีต่างประเทศหลายวง จนได้รับการประดับเหรียญซิลเวอร์ครอสออฟเมอร์ริต จากประธานาธิบดี ฟรานซ์โจนาส แห่งประเทศออสเตรีย ได้รับพระราชทานแผ่นเสียงทองคำ ในฐานะผู้เรียบเรียงเสียงประสานและหัวหน้าวง เป็นผู้อำนวยเพลงของวงอีบิคุสเชมเบอร์ออร์เคสตราเป็นเวลา 4 ปี และได้รับเชิญเป็นผู้อำนวยเพลงของวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาฯ และวงดุริยางค์กรมศิลปากร

ท่านเคยสอนในสถาบันดนตรีต่าง ๆ มากว่า 40 ปี เช่น ภาควิชาศิลปะดนตรีและนาฏศิลป์ศึกษา คณะครุศาสตร์ และภาควิชาดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ภาควิชาศิลปะนิเทศ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, วิทยาลัยดนตรีมหาวิทยาลัยรังสิต, วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และยังเคยเป็นกรรมการบริหารวง Thailand Philharmonic Orchestra

ในปี 2554 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอกชูชาติ พิทักษากร ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) ประจำปี 2553 ขณะเดียวกันทางสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ได้อนุมัติปริญญาครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ในฐานะที่ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านครุศาสตร์ เป็นผู้มีชื่อเสียงและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เพียบพร้อมด้วยคุณวุฒิและคุณธรรม

ปัจจุบันท่านเกษียณอายุราชการแล้ว และดำรงตำแหน่งเป็นศิลปินแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผู้อำนวยการดนตรีของวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาฯ

ตัดสินประหารชีวิต อดีตนายกฯ บังกลาเทศ “ชีค ฮาสินา” ฐานสั่งปราบปรามประท้วงอย่างรุนแรง

ตัดสินประหารชีวิต อดีตนายกฯ บังกลาเทศ "ชีค ฮาสินา" ฐานสั่งปราบปรามประท้วงอย่างรุนแรง

17 พ.ย. 2568 16:33 น.

ตัดสินประหารชีวิต อดีตนายกฯ บังกลาเทศ “ชีค ฮาสินา” ฐานสั่งปราบปรามประท้วงอย่างรุนแรง

ศาลอาชญากรรมสงครามของบังกลาเทศได้ตัดสินโทษประหารชีวิต นางชีค ฮาสินา อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกโค่นล้มอำนาจ  โดยสรุปผลการไต่สวนนานหลายเดือนที่พบว่าเธอมีความผิดฐานสั่งการให้มีการปราบปรามการลุกฮือที่นำโดยนักศึกษาอย่างรุนแรงเมื่อปีที่แล้ว

คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นการดำเนินการทางกฎหมายครั้งสำคัญที่สุดต่ออดีตผู้นำบังกลาเทศในรอบหลายทศวรรษ และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนก่อนการเลือกตั้งรัฐสภาที่คาดว่าจะจัดขึ้นในต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยพรรคสันนิบาตอาวามีของนางฮาสินา ถูกห้ามไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง และมีความกังวลว่าคำตัดสินในวันนี้อาจกระตุ้นให้เกิดความไม่สงบขึ้นอีกครั้งก่อนการเลือกตั้ง

ศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นศาลอาชญากรรมสงครามภายในประเทศของบังกลาเทศ  ได้อ่านคำพิพากษาภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยที่นางฮาสินาไม่ได้ปรากฏตัว เนื่องจากเธอได้หลบหนีไปยังประเทศอินเดียตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2024

นางฮาสินาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหาฆาตกรรมบุคคลหลายคนระหว่างการลุกฮือดังกล่าว หลังมีการประกาศคำตัดสินประหารชีวิต ได้มีเสียงโห่ร้องยินดีและเสียงปรบมือดังขึ้นภายในศาล

คำตัดสินนี้สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ แต่นายซาจีบ วาเซด บุตรชายและที่ปรึกษาของนางฮาสินา ได้กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์สก่อนการพิพากษาว่า พวกเขาจะไม่ยื่นอุทธรณ์ เว้นแต่จะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยมีพรรคสันนิบาตอาวามีเข้าร่วม

ระหว่างการไต่สวน อัยการได้แจ้งต่อศาลว่า พวกเขาได้ค้นพบหลักฐานคำสั่งโดยตรงของเธอในการใช้กำลังร้ายแรงเพื่อปราบปรามการลุกฮือที่นำโดยนักศึกษาในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2024

ตามรายงานของสหประชาชาติ มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 1,400 คนระหว่างการประท้วงตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม ถึง 5 สิงหาคม 2024 และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายพันคน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการยิงของกองกำลังความมั่นคง ถือเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งเลวร้ายที่สุดในบังกลาเทศนับตั้งแต่สงครามประกาศอิสรภาพในปี 1971

นางฮาสินาได้รับการแต่งตั้งทนายฝ่ายจำเลยจากรัฐบาล ซึ่งได้แจ้งต่อศาลว่าข้อกล่าวหาต่อเธอนั้นไม่มีมูลความจริงและขอให้ศาลยกฟ้อง ก่อนการตัดสิน นางฮาสินาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมของการดำเนินคดีของศาล โดยยืนยันว่าคำตัดสินว่ามีความผิดเป็นสิ่งที่ “คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว”

สถานการณ์ในบังกลาเทศตึงเครียดก่อนหน้าการพิพากษา โดยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีเหตุการณ์ระเบิดแสวงเครื่องอย่างน้อย 30 ครั้ง และมีการเผายานพาหนะ 26 คันทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บล้มตาย

นางฮาสินา วัย 78 ปี ซึ่งยังคงพำนักอยู่ในอินเดียนับตั้งแต่ถูกโค่นล้มอำนาจในเดือนสิงหาคม 2024 ได้ตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของศาลในบทสัมภาษณ์ทางอีเมลกับรอยเตอร์สเมื่อเดือนที่แล้ว

เธอกล่าวว่า “การดำเนินคดีเหล่านี้เป็นการแสดงละครที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง” “พวกมันถูกตัดสินโดยศาลเตี้ย ซึ่งคำตัดสินว่าผิดถูกคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า พวกเขาอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งประกอบด้วยคู่แข่งทางการเมืองของฉัน”

เธอยังกล่าวด้วยว่าเธอไม่ได้รับการแจ้งเตือนการไต่สวนอย่างเพียงพอ และถูกปฏิเสธโอกาสที่แท้จริงในการต่อสู้คดี พร้อมเสริมว่าเธอไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นการส่วนตัวในการใช้กำลังร้ายแรงหรืออาชญากรรมอื่น ๆ ตามที่ถูกกล่าวหา

บังกลาเทศ ซึ่งเป็นประเทศในเอเชียใต้ที่มีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามกว่า 170 ล้านคน ถูกปกครองโดยคณะบริหารชั่วคราว นำโดยนายมูฮัมหมัด ยูนุส ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ นับตั้งแต่นางฮาสินาหลบหนี แม้ว่าประเทศจะมีความสงบโดยรวม แต่เสถียรภาพทางการเมืองก็ยังไม่กลับคืนมา

ในบทสัมภาษณ์กับรอยเตอร์ส นางฮาสินาได้เตือนถึงความโกรธแค้นที่เพิ่มขึ้นในหมู่ผู้สนับสนุนพรรคสันนิบาตอาวามี และกล่าวว่าผู้ภักดีต่อพรรคหลายล้านคนจะคว่ำบาตรการเลือกตั้งรัฐสภาในเดือนกุมภาพันธ์

ขณะที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทั่วกรุงธากาและเมืองใหญ่อื่น ๆ โดยมีการส่งกำลังทหารและตำรวจติดอาวุธไปประจำการรอบอาคารสำคัญของรัฐบาลและบริเวณศาล เจ้าหน้าที่กล่าวว่าพวกเขาเตรียมพร้อมสำหรับปัญหาใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นหลังคำตัดสินนี้.

ที่มา Reuters

ตัดสินจำคุก 9 วัน ชายออสเตรเลียบุกประชิดตัว “อารีอานา กรานเด” ที่สิงคโปร์

ตัดสินจำคุก 9 วัน ชายออสเตรเลียบุกประชิดตัว "อารีอานา กรานเด" ที่สิงคโปร์

17 พ.ย. 2568 15:28 น.

ตัดสินจำคุก 9 วัน ชายออสเตรเลียบุกประชิดตัว “อารีอานา กรานเด” ที่สิงคโปร์

ชายชาวออสเตรเลียวัย 26 ปี ที่พยายามบุกเข้าประชิดตัว อารีอานา กรานเด นักร้องและนักแสดงนำจากภาพยนตร์เรื่อง Wicked: For Good ระหว่างงานฉายรอบปฐมทัศน์ในสิงคโปร์ ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 9 วัน ในข้อหาก่อความเดือดร้อนรำคาญต่อสาธารณะ

ในการตัดสินคดี ผู้พิพากษาเขตคริสโตเฟอร์ โกห์ ได้กล่าวกับนายจอห์นสัน เหวิน ว่าเขาเป็นพวก “เรียกร้องความสนใจ” และคิดผิดที่เชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากการกระทำของตนในสิงคโปร์

นายเหวิน ซึ่งถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน ได้รับสารภาพตามข้อกล่าวหา 1 กระทง ในข้อหาทำให้เกิดความรำคาญต่อสาธารณะ โดยการก่อความวุ่นวายระหว่างงานรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์ Wicked: For Good ที่สิงคโปร์

จากวิดีโอเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นที่รีสอร์ต เวิลด์ เซนโตซ่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน นายเหวินถูกจับภาพได้ขณะที่กระโดดข้ามรั้วกั้น จากนั้นเขาวิ่งเข้าหาอารีอานา กรานเด ใช้แขนโอบรอบตัวเธอ แล้วกระโดดขึ้นลง ด้านซินเธีย เอริโว นักแสดงร่วมที่รับบทเป็นเอลฟาบา ได้รีบเข้ามาแยกเขาออกไปทันที

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้เข้าจัดการนายเหวินและนำตัวเขาออกจากสถานที่จัดงาน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวถูกรายงานข่าวไปทั่วโลก

นายเหวินเข้ารับการพิจารณาคดีผ่านวิดีโอลิงก์จากสถานที่ควบคุมตัว โดยศาลได้รับทราบว่า นายเหวินเดินทางมาถึงสิงคโปร์เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน เพื่อเข้าร่วมงานและพักผ่อนในช่วงวันหยุด ก่อนเกิดเหตุ เขาได้โพสต์ในสตอรี่ของอินสตาแกรมว่า “นั่นคือเพื่อนซี้ของผม อารีอานา กรานเด” และบอกว่าเขาฝันที่จะได้พบเธอ

ในคืนวันที่ 13 พฤศจิกายน ระหว่างงาน “Yellow Carpet” ที่ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอส์ สิงคโปร์ ซึ่งมีนักแสดงนำหลายคนเข้าร่วมเพื่อแจกลายเซ็นให้กับแฟน ๆ ระหว่างเวลา 19.00 น. ถึง 19.11 น. นายเหวินได้กระโดดข้ามรั้วกั้น และวิ่งเข้าหาเหล่านักแสดง และก่อเหตุดังกล่าว

อัยการกล่าวว่า เหตุการณ์นี้ทำให้งานหยุดชะงักและสร้างความตกใจให้กับแฟน ๆ จำนวนมาก ขณะที่นายเหวินถูกนำตัวออกไป เขาก็พยายามหันหลังกลับและวิ่งกลับไปที่พรมเหลืองอีกครั้ง เพื่อพยายามกระโดดข้ามรั้วกั้นเป็นครั้งที่สอง แต่ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้าควบคุมตัวไว้ได้

ในคืนนั้น นายเหวินยังโพสต์ในอินสตาแกรม ว่าเขาได้รับการปล่อยตัวหลังถูกจับกุม พร้อมลงคลิปวิดีโอเหตุการณ์ดังกล่าวใน TikTok และ Instagram และได้ขอบคุณอารีอานา กรานเด ด้วย โดยเขายอมรับว่าเขาทราบดีว่าการกระทำของเขาจะก่อให้เกิดความรำคาญต่อสาธารณะ

จากการสืบสวนพบว่า นายเหวินมีพฤติกรรมในการก่อกวนเหตุการณ์ใหญ่ ๆ มาแล้วหลายครั้ง รวมถึงคอนเสิร์ตของ เคที เพอร์รี, เดอะ เชนสโมกเกอร์ส และ เดอะ วีคเอนด์

นางสาวเจน ลิม รองอัยการสูงสุด ได้ร้องขอให้ศาลจำคุกเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ โดยกล่าวว่า แม้ว่านายเวนจะไม่มีประวัติอาชญากรรมในสิงคโปร์ แต่เขาไม่ใช่ผู้กระทำผิดครั้งแรก และเป็น “ผู้บุกรุกต่อเนื่อง” ที่ “ขาดความสำนึกผิดอย่างโจ่งแจ้ง” และในคำแถลงบรรเทาโทษ นายเหวินกล่าวว่า “ผมจะไม่ทำอีกแล้ว”

ผู้พิพากษาโกห์เห็นด้วยกับอัยการว่าการกระทำของนายเหวินเป็นไปโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีการวางแผน และเจตนาที่จะเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น ถึงแม้ว่าจะไม่มีอันตรายร้ายแรงเกิดขึ้น แต่การฝ่าฝืนแนวรั้วรักษาความปลอดภัยอาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนกได้

แม้จะเห็นด้วยกับอัยการในการตัดสินโทษจำคุก แต่ผู้พิพากษากล่าวว่าเห็นควรให้ “เพิ่มโทษเล็กน้อย” และตัดสินจำคุก 9 วัน โดยหวังว่าสิ่งนี้จะยุติพฤติกรรมของนายเหวิน “ได้อย่างถาวร”

สำหรับความผิดฐานก่อความเดือดร้อนรำคาญต่อสาธารณะ นายเหวินอาจถูกจำคุกสูงสุดสามเดือน ปรับสูงสุด 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ.

ที่มา CNA

ฮุน เซน เตือนชาวกัมพูชา “อย่าสุดโต่ง” ประเด็นสินค้าไทย ชี้ผลิตในกัมพูชา ถือเป็นสินค้ากัมพูชา

ฮุน เซน เตือนชาวกัมพูชา "อย่าสุดโต่ง" ประเด็นสินค้าไทย ชี้ผลิตในกัมพูชา ถือเป็นสินค้ากัมพูชา

17 พ.ย. 2568 13:44 น.

ฮุน เซน เตือนชาวกัมพูชา “อย่าสุดโต่ง” ประเด็นสินค้าไทย ชี้ผลิตในกัมพูชา ถือเป็นสินค้ากัมพูชา

ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา ยังคงเรียกร้องไปยังประชาชนกัมพูชา ให้อย่าเลยเถิดหรือสุดโต่งเกินไปในประเด็นเกี่ยวกับสินค้าไทย โดยเน้นย้ำว่า ไม่ว่าบริษัทหรือเจ้าของจะเป็นชาวไทย แต่หากมีการผลิตสินค้าภายในราชอาณาจักรกัมพูชา สินค้าหรือผลิตภัณฑ์เหล่านั้นถือเป็นสินค้าของกัมพูชา

การเรียกร้องดังกล่าวเกิดขึ้นในโอกาสที่นายฮุน เซน  เป็นผู้แทนพระองค์ระดับสูงของพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในพิธีเปิดการประชุมสมัชชาสงฆ์แห่งชาติ ครั้งที่ 33 ณ สถาบันศึกษาแห่งชาติ

ประธานวุฒิสภากัมพูชาได้อธิบายต่อประชาชนว่า ยกตัวอย่างเช่น สถานีบริการน้ำมันของไทย แม้ว่าบริษัทแม่จะมีต้นกำเนิดจากประเทศไทย แต่ในปัจจุบัน ปั๊มน้ำมันดังกล่าวในกัมพูชาไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากประเทศไทยอีกต่อไป โดยเป็นการนำเข้าจากประเทศสิงคโปร์แทน ดังนั้นประชาชนจึงสามารถใช้บริการได้ตามปกติ

ฮุน เซน กล่าวว่า “ผมขอพูดเรื่องหนึ่งว่า อย่าสุดโต่งเกินไป จนถึงขั้นที่นักลงทุนไทยที่ผลิตสินค้าในกัมพูชา ก็ยังไม่ยอมซื้อ นี่เป็นหลักการที่ผิด เมื่อพวกเขาผลิตในกัมพูชา ให้ถือว่าเป็นสินค้าของกัมพูชา  และปั๊มน้ำมันดังกล่าวทุกวันนี้ ก็ไม่ได้นำน้ำมันจากไทยมาขายแล้ว แต่นำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์ จากมาเลเซียมาขาย แต่ก็ยังไม่ไปเติมน้ำมัน”

ในความหมายนี้ ฮุน เซน ได้แสดงความเห็นว่า การกระทำเช่นนี้เป็นพฤติกรรมที่เกินเหตุและสุดโต่ง ซึ่งจะนำไปสู่การทำลายเศรษฐกิจของประเทศตนเอง ดังนั้น ประชาชนควรนำกันคว่ำบาตรสินค้าที่นำเข้าจากประเทศไทยเท่านั้น แต่หากเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ ไม่ว่าผู้ผลิตจะเป็นชนชาติใด ก็ควรใช้กันตามปกติเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ

จากการกล่าวของฮุน เซน นักลงทุนทุกคนที่ทำการผลิตในประเทศกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดก็ตาม จะต้องถือเป็นผลิตภัณฑ์ของกัมพูชา ซึ่งเขาได้ยกตัวอย่าง บริษัทของไทยที่มีการเลี้ยงไก่และผลิตไข่ไก่ในกัมพูชา บริษัทผลิตปูนซีเมนต์ และสถานีบริการน้ำมัน เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ ฮุน เซน จึงเรียกร้องให้ชาวกัมพูชาทุกคนมีความเห็นที่สมดุล และยับยั้งพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวสุดโต่ง และให้การสนับสนุนสินค้าที่ผลิตภายในประเทศต่อไป เพื่อรับประกันการเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพของการลงทุนในกัมพูชา.

ที่มา FRESH NEWS

2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีสแกมเมอร์ในกัมพูชา

2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีสแกมเมอร์ในกัมพูชา

17 พ.ย. 2568 12:42 น.

2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีสแกมเมอร์ในกัมพูชา

ชายชาวสิงคโปร์สองคนถูกตั้งข้อหาในฐานะผู้โทรหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแก๊งสแกมเมอร์ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา และมุ่งเป้าไปที่การหลอกลวงเหยื่อในสิงคโปร์

นายเวย์น โซ หยู เฉิน อายุ 27 ปี และนายไบรอัน ซี อิง ฟา อายุ 32 ปี ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้โทรหลอกลวงประจำศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อช่วงประมาณวันที่ 9 กันยายนปีนี้

ทั้งสองคนถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมองค์กร คนละ 1 กระทง ในข้อหาเข้าร่วมในการกระทำที่พวกเขาทราบว่าจะเอื้อต่อการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง และต้องสงสัยว่ามีส่วนสนับสนุนวัตถุประสงค์ผิดกฎหมายของ “กลุ่มอาชญากรรมที่เชื่อมโยงกับสิงคโปร์”

ตามคำแถลงของตำรวจก่อนหน้านี้ นายโซ ถูกเนรเทศออกจากกัมพูชา ขณะที่ นายซี ถูกจับกุมระหว่างการเข้าตรวจค้นในจังหวัดขอนแก่น ประเทศไทย

ชายทั้งสองคนเป็นส่วนหนึ่งในบรรดาผู้ต้องสงสัย 34 ราย ที่สำนักงานตำรวจสิงคโปร์ต้องการตัวในฐานะสมาชิกของกลุ่มอาชญากรองค์กร

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ตำรวจสิงคโปร์และหน่วยงานของกัมพูชาได้ร่วมกันทลายแก๊งอาชญากรรมดังกล่าว ซึ่งก่อเหตุหลอกลวงโดยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสิงคโปร์

ตำรวจระบุว่า แก๊งนี้ซึ่งปฏิบัติการอย่างลับ ๆ จากศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในกรุงพนมเปญ เชื่อว่าเป็นผู้รับผิดชอบคดีอย่างน้อย 438 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 41 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 1,021 ล้านบาท)

สำหรับผู้ที่อยู่ในการควบคุมตัวในสิงคโปร์แล้ว ได้แก่ นายอึ้ง เหว่ย คัง น้องชายของหัวหน้าแก๊งที่ถูกกล่าวหา และนางสาวคริสตี้ นีโอ เหว่ย เอิน  แฟนสาวของเขา ซึ่งทั้งสองยังคงถูกควบคุมตัวต่อไปหลังจากการยื่นประกันตัวไม่สำเร็จ ส่วนนายอึ้ง เหว่ย เหลียง หัวหน้าแก๊งชาวสิงคโปร์ที่ถูกกล่าวหา ยังคงหลบหนีอยู่ พร้อมกับผู้ต้องสงสัยอื่น ๆ อีก 31 คน

นายโซและนายซี ถูกเนรเทศไปยังสิงคโปร์และถูกจับกุมทันทีที่เดินทางถึงในวันที่ 16 พฤศจิกายน หลังจากถูกตั้งข้อหา พวกเขาจะถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนและจะต้องกลับมารายงานตัวต่อศาลอีกครั้งในวันที่ 24 พฤศจิกายน

หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาเข้าร่วมในการกระทำที่พวกเขาทราบว่าจะเอื้อต่อการกระทำความผิดร้ายแรงใด ๆ เพื่อส่งเสริมจุดประสงค์ที่ผิดกฎหมายของแก๊งอาชญากร พวกเขาอาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับสูงสุด 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ.

ที่มา CNA

ไต้หวันเตรียมแจกคู่มือป้องกันพลเรือนทุกครัวเรือน รับมือภัยคุกคามจากจีน

ไต้หวันเตรียมแจกคู่มือป้องกันพลเรือนทุกครัวเรือน รับมือภัยคุกคามจากจีน

17 พ.ย. 2568 12:14 น.

ไต้หวันเตรียมแจกคู่มือป้องกันพลเรือนทุกครัวเรือน รับมือภัยคุกคามจากจีน

รัฐบาลไต้หวันเตรียมแจกคู่มือป้องกันพลเรือนหลายล้านฉบับให้แก่ครัวเรือนทั่วประเทศภายในสัปดาห์นี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในการเตรียมประชาชนรับมือเหตุฉุกเฉินทุกรูปแบบ รวมถึงความเป็นไปได้ของการถูกจีนโจมตี

คู่มือนี้ซึ่งเผยโฉมครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน ได้รวบรวมเอาคำแนะนำที่สำคัญเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับสิ่งที่พลเมืองควรปฏิบัติ หากต้องเผชิญหน้ากับทหารฝ่ายศัตรู และเน้นย้ำว่าการกล่าวอ้างใด ๆ ที่ระบุว่าไต้หวันยอมจำนน ควรถูกพิจารณาว่าเป็นข้อมูลเท็จ นอกจากนี้ ยังให้คำแนะนำในการค้นหาสถานที่หลบภัยระเบิดและการเตรียมชุดฉุกเฉินส่วนตัว

มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามต่อเนื่องของไต้หวันในการเสริมความพร้อมของประชาชนต่อทั้งภัยพิบัติธรรมชาติและภัยคุกคามจากการรุกรานของจีน ซึ่งยังคงกดดันไต้หวันทั้งด้านการทหารและการเมืองเพื่อยืนยันสิทธิอธิปไตยเหนือไต้หวันที่ปกครองตนเองแบบประชาธิปไตย

หลิน เฟยฝาน รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติไต้หวัน ซึ่งกำกับการจัดทำคู่มือนี้กล่าวว่า “คู่มือฉบับนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะปกป้องตนเอง” พร้อมระบุว่าคนทั้งสองฝั่งช่องแคบควรเข้าใจว่าต้นทุนของการตัดสินใจผิดพลาดของจีนจะสูงมาก เพราะชาวไต้หวันมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะป้องกันตนเองและปกป้องกันและกัน

การจัดส่งคู่มือกว่า 9.8 ล้านฉบับไปยังตู้ไปรษณีย์ทั่วไต้หวันจะเริ่มในสัปดาห์นี้ และจะมีฉบับภาษาอังกฤษและภาษาอื่นตามมา หลินระบุเพิ่มเติมว่าหลังการแจกจ่าย รัฐบาลจะเปิดแคมเปญช่วยประชาชนเตรียมชุดฉุกเฉินส่วนบุคคล แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด

จีนอ้างว่าไต้หวันเป็นดินแดนของตนและไม่ปฏิเสธการใช้กำลังเพื่อผนวกเกาะแห่งนี้ ขณะที่รัฐบาลไต้หวันยืนยันว่ามีเพียงชาวไต้หวันเท่านั้นที่มีสิทธิ์กำหนดอนาคตของตนเอง

คู่มือฉบับนี้ยังสรุปสถานการณ์ที่ไต้หวันอาจเผชิญ ตั้งแต่การก่อวินาศกรรมใต้น้ำ การโจมตีทางไซเบอร์ การตรวจค้นเรือไต้หวันโดย “รัฐศัตรู” เพื่อปูทางสู่ความขัดแย้ง ไปจนถึงการรุกรานเต็มรูปแบบ หลินกล่าวว่าไต้หวันกำลังเผชิญ “สงครามแบบผสมผสาน” จากจีนอยู่แล้ว ทั้งการโจมตีไซเบอร์ การแทรกซึม การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ และการรุกล้ำทางทหารใกล้เกาะ

นายหลินกล่าวว่า “มันคือวันดีเดย์เมื่อเทียบกับการคุกคามทุกวัน วันดีเดย์หมายถึงการรุกรานแบบจริงจัง ซึ่งตอนนี้ยังไม่ใช่ แต่เรากำลังเผชิญการบีบบังคับในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง”

ด้านสำนักงานกิจการไต้หวันของจีนยังไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อข่าวนี้.

ที่มา Reuters

ทรัมป์กลับลำ หนุนรีพับลิกันโหวตเปิดเผยเอกสารเจฟฟรีย์ เอปสตีน

ทรัมป์กลับลำ หนุนรีพับลิกันโหวตเปิดเผยเอกสารเจฟฟรีย์ เอปสตีน

17 พ.ย. 2568 11:33 น.

ทรัมป์กลับลำ หนุนรีพับลิกันโหวตเปิดเผยเอกสารเจฟฟรีย์ เอปสตีน

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรส ลงมติสนับสนุนการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีของเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำความผิดทางเพศซึ่งเสียชีวิตในเรือนจำ แม้ก่อนหน้านี้เขาจะคัดค้านแนวทางดังกล่าวก็ตาม

การโพสต์ข้อความของนายทรัมป์บนแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล มีขึ้นหลังจากที่ นายไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า เขาเชื่อว่าการโหวตเปิดเผยเอกสารของกระทรวงยุติธรรมในคดีเอปสตีนจะช่วยยุติข้อกล่าวหาที่ว่านายทรัมป์มีความเกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดและการค้ามนุษย์เด็กของเอปสตีน

“สส. รีพับลิกัน ควรลงมติให้เปิดเผยเอกสารเอปสตีน เพราะเราไม่มีอะไรต้องปิดบัง” ทรัมป์ระบุเมื่อคืนวันอาทิตย์ “และถึงเวลาที่จะต้องก้าวข้ามการหลอกลวงของเดโมแครตที่ถูกกระทำโดยพวกบ้าคลั่งฝ่ายซ้ายจัด เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของพรรครีพับลิกัน รวมถึงชัยชนะล่าสุดของเราในเรื่อง ‘การปิดหน่วยงานราชการ’ ของเดโมแครตด้วย”

แม้ว่านายทรัมป์และนายเอปสตีนจะเคยถูกถ่ายภาพร่วมกันเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่นายทรัมป์กล่าวว่าทั้งสองคนได้เหินห่างกันก่อนที่นายเอปสตีนจะถูกตัดสินว่ามีความผิด อย่างไรก็ตาม อีเมลที่คณะกรรมการของสภาผู้แทนราษฎรเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วแสดงให้เห็นว่า นายเอปสตีนเชื่อว่านายทรัมป์ “รู้เรื่องเกี่ยวกับเด็กผู้หญิง” แม้ว่าจะไม่มีความชัดเจนว่าวลีดังกล่าวหมายถึงอะไร

ก่อนหน้านี้นายทรัมป์เคยปฏิเสธว่าเอกสารของเอปสตีนเป็นเพียงการใส่ร้ายป้ายสีของพรรคเดโมแครต แต่ต่อมาเขาก็ได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรมสอบสวนความเชื่อมโยงของบุคคลสำคัญในพรรคเดโมแครตกับนายเอปสตีน

ความขัดแย้งเกี่ยวกับการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเอปสตีน ซึ่งเป็นประเด็นที่นายทรัมป์เคยหาเสียงเองนั้น ได้สร้างรอยร้าวกับพันธมิตรบางคนของเขาในรัฐสภา

ผู้สนับสนุนที่ภักดีต่อนายทรัมป์หลายคนเชื่อว่ารัฐบาลกำลังปกปิดเอกสารที่เกี่ยวกับนายเอปสตีน ผู้ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดทางเพศและเสียชีวิตจากการปลิดชีพตนเองในเรือนจำเมื่อปี 2019 ซึ่งเอกสารเหล่านี้จะเปิดเผยความเชื่อมโยงของนายเอปสตีนกับบุคคลสาธารณะที่มีอำนาจ

เมื่อช่วงดึกของวันศุกร์ที่ผ่านมา นายทรัมป์ได้ถอนการสนับสนุนนางมาร์จอรี เทย์เลอร์ กรีน สส. รัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาในรัฐสภา หลังจากที่เธอวิพากษ์วิจารณ์พรรครีพับลิกันในบางประเด็น รวมถึงการจัดการเอกสารคดีเอปสตีน

ด้านนายโร คันนา สส. พรรคเดโมแครตจากแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการเสนอร่างคำร้องที่เรียกร้องให้มีการลงมติเปิดเผยเอกสาร ได้กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า เขาคาดว่าจะมี สส. รีพับลิกันมากกว่า 40 คนที่จะลงคะแนนสนับสนุนการเปิดเผยเอกสารนี้

ปัจจุบันพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ด้วยจำนวน 219 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคเดโมแครตมี 214 ที่นั่ง.

ที่มา Reuters

หุ้นท่องเที่ยว-ค้าปลีกญี่ปุ่นร่วงหนัก ปมขัดแย้งจีนเรื่องไต้หวัน

หุ้นท่องเที่ยว-ค้าปลีกญี่ปุ่นร่วงหนัก ปมขัดแย้งจีนเรื่องไต้หวัน

17 พ.ย. 2568 10:56 น.

หุ้นท่องเที่ยว-ค้าปลีกญี่ปุ่นร่วงหนัก ปมขัดแย้งจีนเรื่องไต้หวัน

หุ้นกลุ่มการท่องเที่ยวและค้าปลีกของญี่ปุ่นปรับตัวลดลงอย่างหนักในการซื้อขายวันนี้ (17 พ.ย.) หลังจากที่รัฐบาลจีนได้ออกคำเตือนพลเมืองให้พิจารณาการเดินทางไปยังญี่ปุ่น เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นและจีนเกี่ยวกับประเด็นไต้หวันยังคงดำเนินต่อไป

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์จีนและกิจกรรมทางทหารในภูมิภาคอย่างเปิดเผย ได้เคยกล่าวเมื่อต้นเดือนนี้ว่า ญี่ปุ่นอาจพิจารณาดำเนินการทางทหาร หากจีนตัดสินใจโจมตีไต้หวัน

โดยหุ้นบริษัทเครื่องสำอางชิเซโด้ (Shiseido) ดิ่งลงเกือบ 10% ขณะที่ ห้างสรรพสินค้าทาคาชิมายะ (Takashimaya) และผู้บริหารเครือข่ายแฟชั่นระดับโลก ยูนิโคล่ (Uniqlo) ก็ปรับตัวลดลงมากกว่า 5% ในการซื้อขายช่วงเช้า

การร่วงลงของราคาหุ้นในญี่ปุ่นเกิดขึ้นหลังจากที่ข้อพิพาทระหว่างจีนและญี่ปุ่นทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้เรียกร้องให้พลเมืองของตนพิจารณาการศึกษาต่อในญี่ปุ่น โดยอ้างถึงความเสี่ยงต่อความปลอดภัยและอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่ชาวจีนที่เพิ่มขึ้น

จีนและญี่ปุ่นมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด โดยจีนเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวรายใหญ่ที่สุดที่เดินทางมาญี่ปุ่น โดยมีนักท่องเที่ยวเกือบ 7.5 ล้านคนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 ตามข้อมูลของสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งชาติญี่ปุ่น

ข้อมูลจากกระทรวงคมนาคมระบุว่า ในไตรมาสที่สาม นักท่องเที่ยวจีนใช้จ่าย 590,000 ล้านเยน (ประมาณ 123,630 ล้านบาท) คิดเป็นประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ของการใช้จ่ายทั้งหมดของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

กระทรวงศึกษาธิการของจีนยังสั่งการให้นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในญี่ปุ่นติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด จากผลสำรวจของรัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้ว มีนักเรียนจีนมากกว่า 100,000 คนลงทะเบียนในสถาบันการศึกษาของญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สายการบินของจีนหลายแห่ง ซึ่งรวมถึง ไชนา เซาเทิร์น แอร์ไลน์ส, ไชนา อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส, และแอร์ไชนา ได้เสนอคืนเงินค่าตั๋วโดยสารสำหรับเที่ยวบินไปยังญี่ปุ่นอีกด้วย

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ได้กล่าวในรัฐสภาญี่ปุ่นว่า “หากมีเรือรบและการใช้กำลัง ไม่ว่าจะมองจากมุมใดก็ตาม มันอาจถือเป็นสถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอดได้”

คำว่า “สถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอด” (survival-threatening situation) เป็นคำทางกฎหมายภายใต้กฎหมายความมั่นคงปี 2015 ของญี่ปุ่น ซึ่งหมายถึงเมื่อการโจมตีด้วยอาวุธต่อพันธมิตรของญี่ปุ่นก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของญี่ปุ่นเอง ซึ่งในสถานการณ์ดังกล่าว กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นสามารถถูกเรียกให้ตอบโต้ภัยคุกคามได้

ทั้งนี้ ไต้หวันตั้งอยู่ห่างจากเกาะที่อยู่ไกลที่สุดของญี่ปุ่นที่สุดไปทางใต้ประมาณ 100 กิโลเมตร

จีนมองว่าไต้หวันเป็นเพียงมณฑลที่แยกออกไป ซึ่งท้ายที่สุดจะต้องกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน และไม่เคยปฏิเสธที่จะใช้กำลังในการบรรลุเป้าหมายนี้ อย่างไรก็ตาม ชาวไต้หวันจำนวนมากมองว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของชาติที่แยกจากจีน แม้ว่าส่วนใหญ่จะสนับสนุนการคงสถานะเดิม ที่ไต้หวันจะไม่ประกาศเอกราชจากจีนและไม่รวมชาติกับจีนก็ตาม.

ที่มา BBC

จีนเตือนปชช.รับมือ “คลื่นอากาศเย็น” มวลอากาศหนาวเย็นแผ่ปกคลุมหลายพื้นที่

จีนเตือนปชช.รับมือ "คลื่นอากาศเย็น" มวลอากาศหนาวเย็นแผ่ปกคลุมหลายพื้นที่

17 พ.ย. 2568 10:52 น.

จีนเตือนปชช.รับมือ “คลื่นอากาศเย็น” มวลอากาศหนาวเย็นแผ่ปกคลุมหลายพื้นที่

อุตุฯ จีน ประกาศเตือนให้ประชาชนรับมือ “คลื่นอากาสเย็น” คาดการณ์ว่ามวลอากาศหนาวเย็นจะแผ่ปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติจีน ประกาศเตือนประชาชนรับมือ “คลื่นอากาศเย็น” ระดับสีน้ำเงิน เนื่องจากคาดการณ์ว่ามวลอากาศหนาวเย็นจะแผ่ปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศในช่วงไม่กี่วันข้างหน้าโดยคลื่นอากาศเย็นจะทำให้มีลมพัดแรงและอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็วในภูมิภาคตอนกลางและตะวันออกของจีนระหว่างวันที่ 16-18 พ.ย. โดยอุณหภูมิเฉลี่ยรายวันลดต่ำลง 6-10 องศาเซลเซียส

ทางด้านสำนักข่าวซินหัว รายงานว่า หลายพื้นที่ของมณฑลส่านซี ฉงชิ่ง เหอหนาน และหูเป่ย อาจมีอุณหภูมิลดลง ประมาณ 12-14 องศาเซลเซียส โดยทางการจีนได้กระตุ้นเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับการเตรียมความพร้อมและมาตรการเฝ้าระวัง เพื่อปกป้องผลผลิตทางการเกษตรเขตร้อนและสัตว์น้ำจากอากาศหนาวเย็นที่จะเกิดขึ้น.

6 ชาติรวมพลัง ถล่มสแกมเมอร์ ร่วมแชร์ข้อมูล ตั้งทีมเฉพาะกิจประสาน ปราบพร้อมกัน

6 ชาติรวมพลัง ถล่มสแกมเมอร์ ร่วมแชร์ข้อมูล ตั้งทีมเฉพาะกิจประสาน ปราบพร้อมกัน

6 ชาติรวมพลัง ถล่มสแกมเมอร์ ร่วมแชร์ข้อมูล ตั้งทีมเฉพาะกิจประสาน ปราบพร้อมกัน

17 พ.ย. 2568 09:04 น.

“บิ๊กก้อง” ตีปี๊บผลการประชุมร่วม 6 ชาติภาคี จีน ไทย เวียดนาม ลาว เมียนมาและกัมพูชา ปราบ สแกมเมอร์ ย้ำการปราบสแกมเมอร์ต้องปราบที่ต้นตอ ไม่ให้พื้นที่ไหนเป็นที่พักพิง ต้องไม่มี “Safe Haven” ให้แก๊งสแกมเมอร์ตั้งเป็นศูนย์ในประเทศภาคี จัดทีมปฏิบัติการร่วมเฉพาะกิจระหว่างประเทศเข้าปฏิบัติการ