‘กรมชลประทาน’รายงานฝนตอนบนเริ่มลดลง เร่งระบายน้ำต่อเนื่อง

‘กรมชลประทาน’รายงานฝนตอนบนเริ่มลดลง เร่งระบายน้ำต่อเนื่อง

‘กรมชลประทาน’รายงานฝนตอนบนเริ่มลดลง เร่งระบายน้ำต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.12 น.

‘กรมชลประทาน’รายงานฝนตอนบนเริ่มลดลง เร่งระบายน้ำต่อเนื่อง

13 พฤศจิกายน 2568 กรมชลประทาน รายงานถึงสถานการณ์ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องจากอิทธิพลของพายุ “คัลแมกี” ในพื้นที่ตอนบน ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ขณะนี้มีปริมาณน้ำจากทางตอนบนทยอยไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด(ข้อมูล ณ วันที่ 12 พ.ย.68) ที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณไหลผ่านในอัตรา 2,999 ลบ.ม./วินาที ก่อนจะไหลลงมาสมทบกับปริมาณน้ำที่มาจากแม่น้ำสะแกกรัง และไหลลงสู่บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ตามลำดับ

กรมชลประทาน ได้รับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมควบคุมการระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 2,900 ลบ.ม./วินาที ร่วมกับการปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี  เหลือในอัตรา 200 ลบ.ม./วินาที  พร้อมเร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำนครนายก แม่น้ำบางปะกง และสถานีสูบน้ำตามแนวคลองชายทะเลออกสู่อ่าวไทยตามจังหวะการขึ้นลงของน้ำทะเลอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่สถานการณ์ฝนทางตอนบนเริ่มลดลง ซึ่งจะส่งผลให้สถานการณ์น้ำเริ่มคลี่คลายตามลำดับ

กรมการข้าวรับข้อเสนอชาวนา เร่งจัดตั้งทีมวิจัยร่วมกัน พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวใหม่

กรมการข้าวรับข้อเสนอชาวนา เร่งจัดตั้งทีมวิจัยร่วมกัน พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวใหม่

กรมการข้าวรับข้อเสนอชาวนา เร่งจัดตั้งทีมวิจัยร่วมกัน พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.38 น.

กรมการข้าวรับข้อเสนอของ “ชาวนา” เร่งจัดตั้งทีมวิจัยร่วมกัน พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวใหม่ที่มีศักยภาพผลผลิตต่อไร่สูง หวังช่วยลดต้นทุนการผลิตให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ได้ร่วมหารือกับสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย นำโดยนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมฯ นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมฯ พร้อมด้วยกรรมการสมาคมฯจังหวัด อาทิ จังหวัดนครสวรรค์ นครนายก พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร และจังหวัดปทุมธานี และนายสามารถ อัดทอง นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย โดยการหารือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางร่วมกันในการพัฒนาการผลิตข้าวไทยให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

จากการรับฟังข้อมูลของสมาคมฯ ทำให้กรมการข้าวได้รับทราบว่า สมาคมฯมีความต้องการให้ภาครัฐเล็งเห็นถึงความสำคัญต่อการลดต้นทุนการผลิตข้าวให้กับชาวนาไทยด้วยการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆที่มีศักยภาพด้านผลผลิตต่อไร่สูง 1,200-1,300 กิโลกรัมต่อไร่ ควรเป็นพันธุ์ข้าวที่ตลาดในและต่างประเทศมีความต้องการ รวมถึงเป็นพันธุ์ที่ต้านทานต่อโรคและแมลง อีกทั้งเป็นพันธุ์ที่ใช้ปุ๋ยน้อยและตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยเป็นอย่างดี ซึ่งในปัจจุบันนี้พันธุ์ข้าวของไทยยังไม่มีคุณลักษณะเช่นนี้ พร้อมกันนี้สมาคมฯได้เสนอแนะให้เร่งปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่เน้นจำนวนเมล็ดต่อรวงและย่นระยะเวลาพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ภายใน 1-2 ปี และให้สามารถประกาศรับรองพันธุ์ใหม่ได้

การหารือร่วมกันในครั้งนี้ กรมการข้าว สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย ได้มีความเห็นร่วมกันว่าจะดำเนินการจัดตั้งทีมทำงานวิจัยร่วมกัน ในรูปแบบสมาพันธ์หรือสมาคม โดยมีองค์ประกอบ ได้แก่ นักวิชาการจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบัน/กลุ่มเกษตรกร เพื่อดำเนินการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวตามที่สมาคมฯได้ให้ข้อมูล และกรมการข้าวพร้อมที่จะผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

‘อธิบดีกรมการข้าว’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม-ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคอีสาน

'อธิบดีกรมการข้าว'ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม-ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคอีสาน

‘อธิบดีกรมการข้าว’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม-ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคอีสาน

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.42 น.

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายสันติ ไชยา ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร รักษาการผู้อำนวยการกองเมล็ดพันธุ์ข้าว ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและพบปะให้กำลังใจผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี

ในการนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะในการดำเนินงาน ทั้งด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ โครงสร้างการบริหารจัดการ รวมถึงอุปสรรคต่างๆ ในการปฏิบัติงานของแต่ละศูนย์

ในโอกาสเดียวกันนี้ อธิบดีกรมการข้าวยังได้ร่วมปลูกต้นรวงผึ้งเพื่อเป็นที่ระลึก และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่การปฏิบัติราชการของเจ้าหน้าที่

–  006

‘สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ’ขอบคุณ’ครม.’ เห็นชอบกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลือง-ข้าวโพด

'สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ'ขอบคุณ'ครม.' เห็นชอบกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลือง-ข้าวโพด

‘สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ’ขอบคุณ’ครม.’ เห็นชอบกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลือง-ข้าวโพด

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.18 น.

สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ขอบคุณ ครม. เห็นชอบกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลือง – ข้าวโพด พร้อมดูแลเกษตรกรเช่นเดิม

(12 พฤศจิกายน 2568) นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล เลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เปิดเผยหลังทราบข่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลือง ปี 2569-2571 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่า “เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ภาคธุรกิจปศุสัตว์จะได้คลายความกังวลต่อการวางแผนการนำเข้ากากถั่วเหลืองโดยเฉพาะในช่วงรอยต่อประกาศหมดอายุที่จะถึงในสิ้นปีนี้” พร้อมขอบคุณนายกรัฐมนตรี, รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กรุณาเร่งรัดการดำเนินการให้ประกาศดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนขอบคุณคณะรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน

นายพรศิลป์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้กระจายข่าวดังกล่าวไปยังสมาชิกสมาพันธ์ฯ ให้เตรียมพร้อมในการดำเนินการบริหารจัดการการนำเข้ากากถั่วเหลืองสำหรับปี 2569 ที่จะถึงนี้เรียบร้อยแล้ว  “การนำเข้ากากถั่วเหลืองซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิตอาหาร มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะต้องพึ่งพิงการนำเข้าทุกปี การกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลืองเป็นคราวละ 3 ปี จะช่วยลดภาระงานของภาครัฐ และสร้างความต่อเนื่องในการบริหารจัดการการนำเข้าระหว่างปี ให้ภาคธุรกิจปศุสัตว์สามารถวางแผนดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับการเห็นชอบมาตรการการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) และข้าวสาลีสำหรับการผลิตอาหารสัตว์ ปี 2569 โดยกำหนดปริมาณและอัตราภาษีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบ WTO ในโควตา ในอัตราภาษี ร้อยละ 0 จำนวนปริมาณ 1 ล้านตัน และให้องค์กรคลังสินค้า (อคส.) และผู้นำเข้าทั่วไปสามารถนำเข้าได้ เป็นไปตามมติที่ประชุมจากคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 และสอดคล้องกับ ข้อตกลงไทย-สหรัฐอเมริกา ที่ต้องการให้เปิดตลาดสินค้าเกษตรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จนกระทั่งได้รับการปรับลดภาษีส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐอเมริกาเหลือ 19% การเปิดตลาดในครั้งนี้ได้มีการหารือกันอย่างเข้มข้นภายใต้คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมีเป้าหมายตั้งต้นไม่ให้เกิดผลกระทบกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จึงได้มี มาตรการที่จะสร้างหลักประกันให้แก่เกษตรกรทั้งในเชิงปริมาณและราคา เช่น

1.ผู้นำเข้าต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศปริมาณ 3 ส่วน ต่อการนำเข้า 1 ส่วนก่อน เพื่อเป็นหลักประกันว่าเกษตรกรจะขายข้าวโพดได้ทั้งหมด

2.จำนวนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ซื้อจากเกษตรกรไทยมาแล้ว จะสามารถนำไปใช้ในการประกอบการนำเข้าได้ หากมีการรับซื้อในราคาที่ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2568/2569 ซึ่งกำหนดให้ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5% ณ หน้าโรงงานกรุงเทพปริมณฑล ในราคา 9.80 บาท/กิโลกรัม และผู้รวบรวมจะต้องรับซื้อข้าวโพดความชื้น 30% ณ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในราคา 7.05 บาท/กิโลกรัม โดยจังหวัดอื่นให้ลดหย่อนไปตามระยะทางและค่าขนส่ง

ประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีละกว่า 9 ล้านตัน ผลผลิตข้าวโพดในประเทศไทยมีเพียง 4.5-5 ล้านตัน ทำให้ที่ผ่านมาต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านเฉลี่ยปีละ 1.5-2.0 ล้านตัน นำเข้าข้าวสาลีเฉลี่ย ปีละ 1.5-1.6 ล้านตัน เมื่อนำตัวเลขทั้งสองส่วนมาบวกกันแล้ว ถือว่าประเทศไทยยังขาดแคลนข้าวโพดอีกจำนวน 0.4-1.0 ล้านตันต่อปี

ข้อกำหนดที่ให้ผู้นำเข้าข้าวโพดภายใต้กรอบ WTO ต้องซื้อข้าวโพดไทย 3 ส่วนก่อนนำเข้า 1 ส่วน ไม่ได้เป็นการเพิ่มจำนวนการนำเข้าให้มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เพียงแต่เป็นทางเลือกให้นำเข้าระหว่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือข้าวสาลี ในจำนวนที่เคยนำเข้าอยู่แล้ว กล่าวคือ เพียงแค่เปลี่ยนการนำเข้าข้าวสาลีไปนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในกรอบ WTO แทน จึงขอให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง

นายพรศิลป์ กล่าวอีกว่า สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ขอสนับสนุนการบังคับใช้ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีการกำหนดราคารับซื้อทั้งในส่วนของโรงงานอาหารสัตว์ และผู้รวบรวมแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมด้านราคาเกษตรกร “ประกาศฉบับนี้เป็นหลักประกันราคาข้าวโพดของเกษตรกรไทย ซึ่งมีที่มาจากต้นทุนเฉลี่ยของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด บวกค่าขนส่ง และบวกผลกำไร ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สามารถอยู่ได้ และไม่เป็นภาระต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์  จึงอยากให้มีการดำเนินการลักษณะนี้ในทุกปี” และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ขอยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงพาณิชย์เพื่อดูแลเกษตรกรข้าวโพดภายในประเทศดังเช่นที่ได้ดำเนินการเสมอมา

APEX Hospital & Clinics จัดงาน ‘APEX Deal of The Year’

APEX Hospital & Clinics จัดงาน 'APEX Deal of The Year'

APEX Hospital & Clinics จัดงาน ‘APEX Deal of The Year’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.07 น.

ภายในงานยังตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ APEX ในการคัดสรรนวัตกรรมความงามที่มีศักยภาพสูงจากทั่วโลก มามอบให้กับลูกค้าชาวไทยก่อนใคร ด้วยมาตรฐานความงามระดับสากลที่ APEX ยึดมั่นมาโดยตลอด ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญจาก พญ.นันทภัทร์ สุภาพรรณชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) APEX Hospital & Clinics

พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากประเทศเกาหลี “OligioX” โปรแกรมยกกระชับใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เย็น ยก ยุบ นาน” ที่ตอบโจทย์การยกกระชับผิวอย่างปลอดภัย เห็นผล และมีประสิทธิภาพสูงโดยไม่ต้องพักฟื้นงานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ลาน Promotion Zone B ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 โดยภายในงานได้รับความสนใจจากทั้งสื่อมวลชน แขกผู้มีเกียรติ รวมถึงผู้ที่รักความงามอย่างคับคั่งทั้งชาวไทยและต่างชาติพิธีเปิดงานเริ่มต้นด้วยแฟชั่นโชว์สุดพิเศษจากเหล่านางแบบ–นายแบบเวที THAI FACE TOP MODEL Organized by LettersAround ที่มาร่วมถ่ายทอดความงามในมิติใหม่ ก่อนเข้าสู่ช่วงเสวนาพิเศษ โดยได้รับเกียรติจากดร.พลอย พชรพร พิจารณากุล Brand Director, APEX Hospital & ClinicsMr. ไอแซค จาง (Isaac Zhang) General Manager, บริษัท วอนเทค เอเชียคุณรัตมา กำธรเจริญ Business Director, บริษัท วอนเทค เอเชีย และคุณหมอโอ พ.ญ.จิรา คุณากรวงศ์ (ว. 41082) ตัวแทนทีมแพทย์จาก APEX Hospital & Clinicsร่วมพูดคุยถึงแนวคิดด้านเทรนด์ความงามที่สอดคล้องกับกระแสโลกในเชิงกลยุทธ์ โดยมุ่งยกระดับเทคโนโลยี RF (Radio Frequency) สู่มิติใหม่ ทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความสบายระหว่างทำ และความปลอดภัยสูงสุด ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า APEX ที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ปลอดภัย โดยไม่ต้องพักฟื้น ภายใต้คอนเซ็ปท์ “APEX สวยไม่เสี่ยง” อย่างแท้จริงพร้อมเผยโฉมเทคโนโลยีความงามจากประเทศเกาหลีโปรแกรม “OligioX” — นวัตกรรมยกกระชับแห่งยุคที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วทั่วเอเชีย โดย APEX Hospital & Clinics ได้รับเกียรติให้เป็นผู้นำในการเปิดตัว First Launch ในประเทศไทย และเตรียมพร้อมให้บริการอย่างเป็นทางการทั่วประเทศในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นี้บรรยากาศภายในงานยังอบอวลไปด้วยความอบอุ่นจากสองนักแสดงหนุ่มชื่อดัง “อั๋น – อัครพรรฒ บุนนาค” จากซีรีส์ Dangerous Queen คนโปรดของควีน ทางช่อง 7HD และ “นีฟ – รัฐนันท์ สุขอุบล” จากซีรีส์ คุณยมทูต ทางช่อง 3HD ที่มาร่วมแสดงความยินดี พร้อมเผยถึงเคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวและเทคโนโลยีความงามที่ทั้งสองให้ความสนใจจาก APEX อีกด้วย

APEX Hospital & Clinics ยังคงตอกย้ำจุดยืนในฐานะ “ศูนย์ความงามครบวงจร” ที่ผสานศาสตร์แห่งความงามและสุขภาพเข้าไว้ด้วยกัน  ครอบคลุมบริการตั้งแต่นวัตกรรมยกกระชับ ฉีดผิว และปรับรูปหน้าโปรแกรมเลเซอร์งานผิว ดูแลปัญหา ฝ้า กระ จุดด่างดำ และรอยสิวเลเซอร์กำจัดขน การดูแลรูปร่างและกระชับสัดส่วน ด้วยเทคโนโลยีลดไขมันมาตรฐานสากลโปรแกรมเวชศาสตร์ชะลอวัย (Wellness & Longevity) ฟื้นสมดุลสุขภาพจากภายในศัลยกรรมตกแต่งโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง ครอบคลุมการดึงหน้า เสริมหน้าอก ดูดไขมัน และหัตถการเฉพาะด้านโดยทุกบริการอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ และเทคโนโลยีที่ได้รับการรับรองจากสถาบันระดับโลกผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือรับสิทธิพิเศษในแคมเปญ “Deal of The Year 2025” ได้ที่ APEX Hospital & Clinics ทุกสาขาทั่วประเทศหรือ LINE Official: @apexbeauty หรือ https://www.apexmedicalcenter.co.th/

นิตยสารแพรวฉบับพิเศษเดือนธันวาคม 2568 ปกพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

นิตยสารแพรวฉบับพิเศษเดือนธันวาคม 2568 ปกพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

นิตยสารแพรวฉบับพิเศษเดือนธันวาคม 2568 ปกพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.47 น.

เพื่อแสดงความอาลัยและเทิดพระเกียรติ นิตยสารแพรว โดยบริษัท เอเอ็มอี อิมเมจิเนทีฟ จำกัด ในเครืออมรินทร์กรุ๊ป จัดทำนิตยสารแพรวฉบับพิเศษเดือนธันวาคม 2568  “สถิตกลางใจไทยนิรันดร์” ปกพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้รวบรวมพระราชจริยวัตรอันงดงาม และพระราชกรณียกิจที่ทรงอุทิศพระองค์ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทย จะสถิตอยู่ในใจของปวงชนตราบนิรันดร์

อัฐมาภรณ์ อัมระปาล บรรณาธิการบริหาร นิตยสารแพรว เผยว่า“นิตยสารแพรวร่วมแสดงความอาลัยถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็น “แม่ของแผ่นดิน” ที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย เคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มายาวนานกว่า 70 ปี

โดยได้จัดทำนิตยสารแพรวฉบับพิเศษ “สถิตกลางใจไทยนิรันดร์” รวบรวมภาพพระฉายาลักษณ์อันงดงามของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่พวกเราคนไทยจะรู้สึกภาคภูมิใจที่มีสมเด็จพระราชินีที่ได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติ ด้วยทรงมีพระสิริโฉม และพระราชจริยวัตรงดงาม พร้อมด้วยพระราชประวัติ พระอัจฉริยภาพ                             พระราชกรณียกิจสำคัญต่างๆ ที่ประจักษ์แก่สายตาปวงชนชาวไทยและชาวโลก อาทิ การเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี และการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศ ร่วมกับพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวมถึงโครงการในพระราชดำริฯ และพระราชดำรัสในโอกาสต่างๆ ซึ่งเปิดให้สั่งจองแล้วที่ร้านนายอินทร์ รายได้จากการขาย โดยไม่หักค่าจัดทำ มอบให้สภากาชาดไทย

“สถิตกลางใจไทยนิรันดร์” นิตยสารแพรวฉบับพิเศษเดือนธันวาคม 2568 ปกพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้  โดยไม่มีโฆษณาใดๆ มีให้เลือกสั่งจอง แบบปกอ่อน ราคา 299 บาท และ ปกแข็งบรรจุกล่อง ราคา              475 บาท  ที่ร้านนายอินทร์ทุกสาขา หรือที่ https://bit.ly/naiin_praew1025 และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 พฤศจิกายน 2568 เริ่มจัดส่งนิตยสารวันที่ 25 ธันวาคมเป็นต้นไป

#PraewDec25 #Praewmag

ปิดฉาก! ‘Pet Fair South East Asia 2025’ ขึ้นแท่นศูนย์กลางธุรกิจสัตว์เลี้ยงโลก

ปิดฉาก! 'Pet Fair South East Asia 2025' ขึ้นแท่นศูนย์กลางธุรกิจสัตว์เลี้ยงโลก

ปิดฉาก! ‘Pet Fair South East Asia 2025’ ขึ้นแท่นศูนย์กลางธุรกิจสัตว์เลี้ยงโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.41 น.

งาน Pet Fair South East Asia 2025 (เพ็ท แฟร์ เซาท์ อีสซ์ เอเชีย) ครั้งที่ 4 ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 29–31 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) พร้อมสถิติผู้เข้าชมและผู้แสดงสินค้าที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ยืนยันความสำเร็จของงานในฐานะ เวทีเจรจาธุรกิจ (B2B) ระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียสำหรับอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง

ในปีนี้มีผู้เข้าชมงานรวมกว่า 11,169 ราย จาก 81 ประเทศทั่วโลก เพิ่มขึ้นถึง 11% จากปีที่ผ่านมา โดยมี ผู้แสดงสินค้ารวม 447 บริษัท จาก 37 ประเทศ ซึ่งกว่า 75% เป็นผู้แสดงสินค้าต่างประเทศ ตอกย้ำภาพลักษณ์ของงานในฐานะ ศูนย์กลางเครือข่ายการค้าสัตว์เลี้ยงที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคเอเชีย

ผู้เข้าชมต่างชาติขยายตัวต่อเนื่อง

นอกจากผู้เข้าชมชาวไทยที่คิดเป็นสัดส่วน 64% ของทั้งหมด แล้ว ยังมีผู้เข้าชมจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยประเทศที่มาเยือนมากที่สุด ได้แก่ จีน (19.1%) อินเดีย (9.6%) มาเลเซีย (9.2%) สิงคโปร์ (7.6%) และไต้หวัน (7.2%) รวมถึงกลุ่มใหม่จาก ตะวันออกกลางและอเมริกาใต้ ที่สะท้อนถึงการเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยงระดับโลกที่จับตามองภูมิภาคเอเชียมากยิ่งขึ้น

ในแง่ของกลุ่มอาชีพ ผู้เข้าชมส่วนใหญ่เป็น ผู้นำเข้า (24.1%) ผู้จัดจำหน่าย (20.3%) เจ้าของแบรนด์ (18.8%) และผู้ค้าปลีก (16.1%) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีอำนาจการตัดสินใจที่มีศักยภาพสูงในอุตสาหกรรม

พาวิลเลียนนานาชาติ 12 ประเทศร่วมจัดแสดง

งานแสดงสินค้าประจำปี 2568 มีผู้แสดงสินค้า 447 บริษัทจาก 37 ประเทศ โดยมีสัดส่วนผู้แสดงสินค้าจากต่างประเทศ 75% และผู้แสดงสินค้าจากประเทศไทย 25% กลุ่มผู้แสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดแบ่งตามประเทศ ได้แก่ ไทย (116 บริษัท) จีน (88 บริษัท) เกาหลีใต้ (55 บริษัท) ญี่ปุ่น (25 บริษัท) แคนาดา (13 บริษัท) ไต้หวัน (13 บริษัท) สหรัฐอเมริกา (13 บริษัท) อิตาลี (12 บริษัท) สเปน (12 บริษัท) ฮ่องกง (11 บริษัท) สิงคโปร์ (9 บริษัท) และอินเดีย (8 บริษัท)

งาน Pet Fair South East Asia 2025 ยังได้จัดพาวิลเลียนจาก 12 ประเทศและภูมิภาค ได้แก่ แคนาดา (จัดโดย Pets Canada) จีน (จัดโดย Pet Fair Asia) อิตาลี (จัดโดย Zoomark International) ญี่ปุ่น (จัดโดย JETRO) เกาหลี (จัดโดย Korea Agro-Fisheries & Food Trade Corporation) ไต้หวัน (ได้รับการสนับสนุนโดย Taiwan Pet Food & Appliances Association) สเปน (จัดโดย ICEX Spain Trade and Investment) สหราชอาณาจักร (ได้รับการสนับสนุนโดย PetQuip) และสหรัฐอเมริกา (จัดโดย IMEX Management)

พร้อมพื้นที่พิเศษอย่าง Thai Pet Avenue, ASEAN Pet Avenue และ Super Start-Up Booth ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและสตาร์ตอัปในอาเซียนได้แสดงศักยภาพและสร้างพันธมิตรทางธุรกิจใหม่

ภายในงานยังมีโปรแกรมการประชุมสัมมนากว่า 40 หัวข้อ ครอบคลุมเทรนด์ นวัตกรรม และโอกาสทางการตลาดในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง โดยมีผู้เข้าร่วมฟังรวมกว่า 1,706 ราย

นอกจากนี้ งาน Petfood Forum Asia ซึ่งจัดโดย WATT Global Media จากสหรัฐอเมริกา ก็กลับมาจัดร่วมอีกครั้งในปีนี้ ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์เลี้ยงเกือบ 100 ราย ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระดับโลกผู้จัดงานขอแสดงความขอบคุณอย่างยิ่งต่อวิทยากรและผู้สนับสนุนทุกท่านที่ช่วยสร้างประสบการณ์การประชุมที่หลากหลาย มีส่วนร่วม และให้ความรู้ตลอดสามวัน

เตรียมพบกับ Pet Fair South East Asia 2026

สำหรับปีหน้า งาน Pet Fair South East Asia 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 มีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 28–30 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC)

ผู้แสดงสินค้าปี 2568 สามารถจองพื้นที่บูธล่วงหน้าได้ในอัตราพิเศษตลอดเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนบริษัทใหม่สามารถใช้สิทธิ์ Early Bird ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569

งานนี้จัดโดยความร่วมมือของ บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด (ประเทศไทย) และ Globus Events (ประเทศจีน) ซึ่งยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเวทีนี้ให้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงธุรกิจสัตว์เลี้ยงระดับโลก และยินดีต้อนรับชุมชนผู้ประกอบการจากทั่วโลกกลับสู่กรุงเทพฯ อีกครั้งในเดือนตุลาคม 2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://petfair-sea.com

-(016)

‘หัวใจโต’ เสี่ยงภาวะหัวใจวาย โรคใกล้ตัวที่ควรเฝ้าระวัง

‘หัวใจโต’ เสี่ยงภาวะหัวใจวาย โรคใกล้ตัวที่ควรเฝ้าระวัง

‘หัวใจโต’ เสี่ยงภาวะหัวใจวาย โรคใกล้ตัวที่ควรเฝ้าระวัง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.14 น.

โรคหัวใจ มีหลายประเภท หนึ่งในภาวะที่ควรเฝ้าระวังนั่นคือ “ภาวะหัวใจโต” ซึ่งเป็นสาเหตุที่อาจทำให้หัวใจวายเฉียบพลันแบบไม่ทันตั้งตัว และอาจส่งผลอันตรายถึงชีวิต แพทย์หญิง กาญจนา อักษรวรนารถ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) แนะนำว่า เพื่อความไม่ประมาท เราควรมาทำความรู้จักภาวะดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและคนที่คุณรัก

ภาวะหัวใจโต เกิดจากอะไร?

ภาวะหัวใจโต (Cardiomegaly) เป็นภาวะที่พบได้บ่อย เกิดจากภาวะที่หัวใจมีขนาดใหญ่ พองโต หรือหนากว่าปกติ เนื่องจากประสิทธิภาพกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวไม่ดี ทำให้มีเลือดคั่งค้างอุดกั้นในห้องหัวใจมาก ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ที่ส่งผลต่อหัวใจโตอาจเกิดจากโรคอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดหัวใจตีบหรือลิ้นหัวใจรั่ว เป็นต้น

อาการบ่งชี้ที่ควรรับไปพบแพทย์ คือ อาการเจ็บหน้าอกโดยเฉพาะเวลานอนหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือใจสั่นเวียนศีรษะ อ่อนเพลียง่าย  เหนื่อย หอบ หรือหายใจถี่

ใครบ้าง? ที่มีความเสี่ยงภาวะหัวใจโต : ผู้สูงอายุ ผู้ที่สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิด หรือโรคอ้วน ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคลิ้นหัวใจรั่ว เป็นต้น ผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง สมาชิกในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ

การป้องกันภาวะหัวใจโต : ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลี่ยงอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงดังกล่าว ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพหัวใจได้หลายวิธี ได้แก่ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกาย และการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง อย่างไรก็ตามเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงภาวะหัวใจโต ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ช่วยให้ค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น  และสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที

ปลายฝนตันหนาว ระวัง ‘ไข้หวัด’ แพร่กระจายเต็มพื้นที่

ปลายฝนตันหนาว ระวัง ‘ไข้หวัด’ แพร่กระจายเต็มพื้นที่

ปลายฝนตันหนาว ระวัง ‘ไข้หวัด’ แพร่กระจายเต็มพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

เนื่องจากความชื้นสูงและอากาศที่เย็นลง ทำให้เชื้อโรคหลายชนิด โดยเฉพาะเชื้อไวรัสเจริญเติบโตได้ดี และทนทานมากขึ้น นอกจากนี้การสัมผัสกับเชื้อโรคที่พัดพามากับลมฝน ทำให้รับเชื้อ และป่วยง่ายขึ้น

พญ.พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล (ว.38200) แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช อธิบายถึงหลักการแพร่กระจายของเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจ เพื่อใช้สำหรับดูแลตนเองและคนรอบข้างได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

ไวรัส เชื้อโรคตัวน้อย แพร่กระจายได้ 3 วิธี

Contact transmission คือการสัมผัสเชื้อโดยตรง เช่น การสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย หรือการสัมผัสทางอ้อมเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสกับสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น ลูกบิดประตู, โทรศัพท์ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ แล้วนำมือที่ปนเปื้อนมาสัมผัสกับปาก จมูก หรือตา เช่น แบคทีเรีย

Droplet transmission คือการที่โรคแพร่กระจายไปกับฝอยละอองขนาดใหญ่ จากการ ไอ จาม หรือพูด ละอองฝอยที่มีเชื้อจะแพร่กระจายในอากาศในระยะทางใกล้ ๆ (ประมาณ 1 เมตร) เช่น ไข้หวัดใหญ่

Air-borne transmission คือการที่โรคแพร่กระจายไปกับฝอยละอองขนาดเล็ก ฝอยละอองที่มีเชื้อสามารถกระจายไปได้ไกลในอากาศ เช่น วัณโรค

เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อบุช่องทางเดินหายใจส่วนบนและเริ่มแบ่งตัว  โดยมีระยะฟักตัวประมาณ 1 ถึง 3 วัน ก็จะเริ่มแสดงอาการ หากเจ้าเชื้อโรคตัวน้อย ก่อโรคในจมูก à ทำให้มีน้ำมูก คัดจมูก แสบจมูก จาม  หากลุกลามไปในคอ à ทำให้มีอาการเจ็บคอ ระคายคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ไอ  หากลุกลามลงไปถึงหลอดลม à ทำให้มีเสมหะ ไอ  เสียงแหบ

หากเจ้าเชื้อโรคตัวน้อย ก้าวร้าวมาก ลุกลามไปที่ปอด à ทำให้ ไอ เสมหะ เจ็บหน้าอก เหนื่อย

โดยส่วนมาก เจ้าเชื้อโรคตัวน้อย มักเป็นไวรัส (70 – 80%) ให้เกิดอาการไข้หวัด ซึ่งการรักษา คือการรักษาตามอาการ ไม่มีประโยชน์ของยาปฏิชีวนะ และการทานยาปฏิชีวนะที่เกินความจำเป็น ส่งเสริมให้เกิดเชื้อดื้อยา ถึงจะเป็นส่วนน้อยที่เป็นแบคทีเรีย แต่การรักษาช่างต่างกัน การได้ยาปฏิชีวนะนั้น ช่วยให้การรักษาเหมาะสมและหายไว

บางช่วงที่ไข้หวัดใหญ่หรือโควิดระบาด หากไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียมาก คัดจมูก เจ็บคอ ไอ เหนื่อย เจ็บหน้าอก ควรตรวจเชื้อเพื่อยืนยัน เพราะการได้รับฆ่าเชื้อไวรัสอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ทำให้หายป่วย ลดภาวะแทรกซ้อน และการเสียชีวิต

หากไม่อยากเจ็บป่วย เราต้องช่วยดูแลกันและกัน ลดการกระจายเชื้อ เมื่อเจ็บป่วยสวมหน้ากากอนามัย  ส่งเสริมสุขภาพ โดยทานอาหารครบ 5 หมู่ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กระตุ้นภูมิต้านทาน โดยวัคซีนอย่างเหมาะสม ตามช่วงวัย และโรคประจำตัว  โดยเฉพาะ “วัคซีนไข้หวัดใหญ่”  วัคซีนหลักที่แนะนำสำหรับทุกช่วงวัย  แต่หลายคนกลัวเลือด กลัวเข็ม  สามารถเลือกใช้วัคซีนพ่นจมูก  (Live Attenuated Influenza Vaccine : LAIV)  วัคซีนแบบไม่เจ็บตัว อีกทางเลือกเพื่อสุขภาพ  สำหรับผู้มีอายุ 2–49 ปี  ประสิทธิภาพการป้องกันโรคได้สูงถึง 88% ลดการนอนโรงพยาบาล 63% และภูมิคุ้มกันอยู่ได้นานถึง 12 เดือน

ข้อจำกัดการใช้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ชนิดใหม่แบบพ่นจมูก  คือ ไม่เหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ผู้ที่เป็นโรคหอบหืดรุนแรง หรือมีภาวะหลอดลมไว ใช้ยาในกลุ่ม Aspirin ผู้ที่เพิ่งป่วยเป็น Guillain-Barré syndrome ภายใน 8 สัปดาห์ และผู้ที่เคยมีอาการแพ้รุนแรงต่อส่วนประกอบของวัคซีน

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช โทร.1507 Line: @navavej

นิทรรศการทรงคุณค่า ‘จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

นิทรรศการทรงคุณค่า ‘จากพระราชปณิธาน...สู่มรดกแห่งแผ่นดิน’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

นิทรรศการทรงคุณค่า ‘จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.37 น.

กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดนิทรรศการ “จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน” เพื่อน้อมถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ โดยการนำพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ ตลอดพระชนม์ชีพ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย นำมาซึ่งประโยชน์สุข และความเจริญมั่นคงของประเทศ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพที่ทรงเป็น “ผู้บุกเบิกแนวคิดความยั่งยืน” ของประเทศไทยอย่างแท้จริง มาจัดแสดง ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ อาร์ต จีเวล ชั้น 5 สยามพารากอน

ผู้บริหารกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์  นำโดย  ชฎาทิพ จูตระกูล ร่วมชมนิทรรศการ

นิทรรศการ “จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน” เป็นนิทรรศการทรงคุณค่าที่ได้รวบรวมภาพและเรื่องราวในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยพระราชกรณียกิจหลายๆ ด้านสะท้อนถึงความยั่งยืน หรือ Sustainability ที่ทรงมีพระวิสัยทัศน์ในด้านนี้มาก่อนที่จะเป็นที่รู้จักในระดับสากล อาทิ ทรงริเริ่มและส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า โดยทรงเน้นแนวคิดให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน นอกจากนั้นยังทรงเน้นการสร้างอาชีพให้กับราษฎรเพื่อจะได้มีอาชีพที่มั่นคงในท้องถิ่น  โดยจัดแสดงออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

ประมวลภาพพระราชกรณียกิจ ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของคนไทยในทุกด้าน

ตลอดพระชนม์ชีพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเป็นที่ประจักษ์ว่าทรงมีพระปรีชาสามารถในทุกด้าน ภายในงานจะได้พบกับการประมวลภาพพระราชกรณียกิจตลอดทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาธรรม ทรงมีพระวิริยอุตสาหะและความเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร ทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม มนุษยธรรม การเสริมสร้างไมตรีกับมิตรประเทศ รวมถึงงานศิลปาชีพฯ การอนุรักษ์ผ้าไทย การต่อลมหายใจให้กับโขน ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย ฯลฯ ล้วนเป็นรากฐานของความยั่งยืนทางสังคมและจิตใจ

“ชุดไทยพระราชนิยม” เครื่องแต่งกายประจำชาติ สะท้อนพระวิสัยทัศน์ของสมเด็จบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภายในงานยังได้มีการจัดแสดง “ชุดไทยพระราชนิยม” โดยร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จ   พระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ ถ่ายทอดเรื่องราวอันเป็นพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ต่อวงการศิลปวัฒนธรรม ก่อให้เกิดรากฐานและความภาคภูมิใจในการอนุรักษ์และฟื้นฟูนานัปการ ซึ่ง “ชุดไทยพระราชนิยม” เกิดขึ้นจากพระราชดำริที่ทรงเห็นความสำคัญของการแต่งกายแบบไทยในเวทีนานาชาติ โดยทรงต้องการแสดงความเป็นไทยผ่านเครื่องแต่งกายให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ จึงโปรดให้มีการศึกษาค้นคว้า ฟื้นฟู และออกแบบชุดไทยสำหรับสตรี โดยทรงฉลองพระองค์ในการเสด็จพระราชดำเนินร่วมกับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปยังสหรัฐอเมริกา และประเทศในยุโรปอย่างเป็นทางการ เมื่อปีพ.ศ.2503

สำหรับ “ชุดไทยพระราชนิยม” 8 แบบที่นำมาจัดแสดงล้วนมีความประณีต และความเหมาะสมต่อโอกาสต่างๆ ดังนี้ ชุดไทยเรือนต้น เหมาะสำหรับงานกึ่งทางการ ชุดไทยจิตรลดา เหมาะสำหรับงานทางการ ชุดไทยอมรินทร์ เหมาะสำหรับงานพิธีตอนค่ำ ชุดไทยบรมพิมาน เหมาะสำหรับงานพิธีการระดับสูงทั้งงานช่วงกลางวันและงานราตรี ชุดไทยดุสิต เหมาะสำหรับงานพิธีตอนกลางคืน แทนชุดราตรีแบบตะวันตก ชุดไทยจักรี เหมาะสำหรับงานแต่งงานหรืองานกลางคืน ชุดไทยศิวาลัย เหมาะสำหรับงานพระราชพิธี หรือพิธีทางศาสนา และชุดไทยจักรพรรดิ เหมาะสำหรับงานพระราชพิธีสำคัญหรือในงานราตรีพิธีเต็มยศ

“ชุดไทยพระราชนิยม” สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านศิลปะการตัดเย็บ การเลือกใช้ผ้า ลวดลายอันอ่อนช้อยงดงาม งานช่างฝีมือเหล่านี้เกิดขึ้นจากการสั่งสมองค์ความรู้และฝีมือช่างไทยในแต่ละท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยพระราชกรณียกิจด้านการสนับสนุนผ้าไทยนั้นสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรมไทยให้คงอยู่ จะเห็นได้จากการที่ “ชุดไทยพระราชนิยม” กำลังจะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติขององค์การยูเนสโก ในปีพ.ศ.2569 อันเป็นก้าวสำคัญของการผลักดัน Soft Power ไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

หัวโขน จากโขนพระราชทานสู่ “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ของโลก

ภายในงานนิทรรศการยังได้เชิญหัวโขน จากอาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน ที่หาชมได้ยากมาจัดแสดง 4 หัว ได้แก่ พิเภก น้องชายของทศกัณฐ์ กายสีเขียว ตาจระเข้ ปากแสยะ หนุมาน พญาวานร ทหารเอกของพระราม อากาศตะไล มีลักษณะตาโพลง ปากแสยะ เป็นยักษ์เสื้อเมืองที่รักษาด่านกรุงลงกา และพญานกสัมภาที พี่ชายของนกสดายุ

การอนุรักษ์โขนคือหนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์แก่กรมศิลปากรนำไปปรับปรุงเครื่องแต่งกายโขน ในปีพ.ศ.2546 จากนั้นทรงให้การสนับสนุนโขนเรื่อยมา และในปีพ.ศ.2550 มีการแสดงโขนโดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในตอน “พรหมาศ” พระราชกรณียกิจการฟื้นฟูโขนนับเป็นการพลิกฟื้นงานฝีมือช่างหัตถศิลป์ไทยหลายสาขา โดยองค์การยูเนสโก ประกาศขึ้นทะเบียนการแสดงโขนของไทยเป็นรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ประเภท “รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ” นับเป็นการขึ้นทะเบียน “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ขององค์การยูเนสโก รายการแรกของประเทศไทย

ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ และร่วมลงนามถวายอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมกิจกรรมเวิร์คช็อปงานฝีมือเพื่อน้อมรำลึก และสืบสานพระราชกรณียกิจการอนุรักษ์งานฝีมือช่างไทย และร่วมซื้อสินค้าที่ระลึกจากพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ และมูลนิธิศิลปาชีพฯ ที่นำงานฝีมือมาร่วมจำหน่ายได้ในงานนิทรรศการ “จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน” ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ อาร์ต จีเวล ชั้น 5 สยามพารากอน