บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ 700 ปีแห่งความสัมพันธ์ไทยจีน จากก่อนสมัยสุโขทัยถึงยุคคอมพิวเตอร์

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ 700 ปีแห่งความสัมพันธ์ไทยจีน จากก่อนสมัยสุโขทัยถึงยุคคอมพิวเตอร์

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ 700 ปีแห่งความสัมพันธ์ไทยจีน จากก่อนสมัยสุโขทัยถึงยุคคอมพิวเตอร์

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

คนไทยและคนจีนมีความสัมพันธ์ด้านประวัติศาสตร์และสายเลือดมากว่า 700 ปี ตั้งแต่ก่อนสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีจนถึงสมัยปัจจุบัน จากยุคเส้นทางสายแพรไหมทางทะเล จนมาถึงยุคหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) คนจีนจากหลายมณฑลจำนวนหลายล้านคน ได้อพยพหนีภัยสงครามและความอดอยากแร้นแค้น แบบมีแค่เสื่อผืนหมอนใบ มาพักอาศัยและค้าขายในกรุงสยาม ประเทศไทย จนมีฐานะดีขั้นมหาเศรษฐี คนไทยเชื้อสายจีนหลายคนได้ดำรงตำแหน่งสูงถึงขั้นเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ในสมัยปัจจุบันมีนักศึกษาจีนมาเรียนระดับปริญญาในประเทศไทยปีละหลายหมื่นคน และมีนักธุรกิจจีนรุ่นใหม่มาทำธุรกิจในประเทศไทยจำนวนมาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงมีความรู้ภาษาจีนอย่างดี เคยเสด็จฯไปเยือนจีนทุกมณฑล รวมกว่า 40 ครั้ง มีการส่งสินค้าไทยไปขายจีนปีละกว่า 1 ล้านล้านบาท และมีสินค้าจีนมาขายไทยปีละกว่า 2 ล้านล้านบาท

บันทึกจีนสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (ราว พ.ศ.500 ถึง 800) ระบุว่ามีการเดินเรือทะเลระหว่างจีนกับอินเดีย

ราว พ.ศ.1865 – 1870 กว่า 700 ปีมาแล้ว สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี มีการติดต่อทางการทูตระหว่างสุโขทัยกับราชวงศ์หยวนของจีนสมัยจักรพรรดิกุบไลข่าน ถึง 14 ครั้ง สินค้าไทยที่ส่งไปจีน ได้แก่ ช้าง งาช้าง เครื่องเทศ ไม้หอม ขณะที่จีนส่งสินค้ามาคือ ผ้าไหม เครื่องถ้วยชาม เครื่องทอง เครื่องเงิน มีการสร้างเตาทุเรียงผลิตเครื่องเคลือบดินเผาสีเขียวสังคโลก หรือ ศิลาดล โดยใช้เทคโนโลยีจีน จนสามารถส่งเครื่องถ้ายของสุโขทัยไปขายถึงต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย

สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีกับสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงของจีน มีการติดต่อค้าขายด้วยเรือสำเภา โดยเฉพาะในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.1991 – 2031) และสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2199 – 2231) มีชุมชนชาวจีนใหญ่ตั้งร้านขายสินค้า บริเวณ คลองนายก่าย และประตูจีน ใกล้วัดสุวรรณดารามและป้อมเพชร ตรงข้ามวัดพนัญเชิง มีข้าราชการตำแหน่งโกษาธิบดีจีนคอยดูแลคนและการค้ากับจีนโดยเฉพาะ มีการส่งข้าวสารไทยจำนวนมากไปขายที่เมืองจีน

สมัยกรุงธนบุรี มีการติดต่อกับจีนมากเพราะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นคนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว ทหารไทยจีนได้มีบทบาทสำคัญในการกู้เอกราชของชาติไทยจากพม่า พ.ศ.2314 มีการส่งทูตไทยไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชวงศ์ชิง

สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการค้าขายกับจีนมากขึ้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงแต่งสำเภาขนสินค้าสยามไปขายที่เมืองจีน จนมีเงินผลกำไรเก็บใส่ถุงแดงไว้ใช้เสียค่าปรับให้แก่ฝรั่งเศสสมัยรัชกาลที่ 5 วัดหลายแห่งที่สร้างในรัชกาลที่ 1 ถึง 3 ใช้ตุ๊กตาหินจีนเป็นเครื่องประดับเช่นวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพน

สมัยสงครามจีน – ญี่ปุ่น (พ.ศ.2480 – 2488) คนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากส่งเงินไปช่วยจีนต่อสู้กับญี่ปุ่น พ.ศ.2518ในสมัยที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตุงครองอำนาจ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เดินทางไปกรุงปักกิ่ง แล้วสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างไทยกับจีน  ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยสลายตัว และเวียดนามหยุดส่งกำลังรุกรานประเทศไทย 

ในสมัยปัจจุบันลูกจีนในเมืองไทยจำนวนมาก มีอากง อาม่า ที่อพยพมาจากซัวเถา จากไหหลำ  แต้จิ๋ว กวางตุ้ง กวางเจา ของจีน มาตั้งรกรากในเมืองไทย จนกลายเป็นคนไทยไปแล้ว มีนักศึกษาจีนระดับปริญญาหลายหมื่นคนเข้ามาเรียนในประเทศไทย เช่น มหาวิทยาลัยเกริก ชินวัตร สแตมฟอร์ด ธุรกิจบัณฑิต  ราชภัฏ นักท่องเที่ยวจีนหลายล้านคนนิยมมาเที่ยวเมืองไท และมีนักธุรกิจจีนจำนวนมากมาลงทุนในประเทศไทย มีการเตรียมการสร้างรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทยโดยอาศัยเทคโนโลยีจากจีน กองทัพไทยสั่งซื้อเรือรบ เรือดำน้ำ รถถังและอาวุธจากจีน คำศัพท์บางคำในภาษาจีน กลายเป็นภาษาไทยที่ใช้แพร่หลาย เช่น  ก๋วยเตี๋ยว โจ๊ก ปาท่องโก๋ อั๊ว ลื้อ เฮีย ตี๋ เจ๊ 

จีนเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 1 ของไทย ในปี 2567 มูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท โดยมีสินค้าสำคัญ คือ  ผลไม้สด/แช่แข็ง (ทุเรียน มะพร้าว กล้วย ส้ม) ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม  มันสำปะหลัง ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก ฮารฺดไดรฟ์ แผงวงจรรวม ชิ้นส่วนโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ น้ำตาล จักรยานยนต์ ไอศรีม ขิง ขมิ้น ดอกไม้  ไข่มุก น้ำมันปาล์ม ถุงยางอนามัย กระดาษชำระ มณฑลของจีนที่ซื้อสินค้าไทยมาก ได้แก่ กวางตุ้ง เจียงซู เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เจ้อเจียง ชานตง ฝูเจี้ยน

สินค้านำเข้าจากจีนมาไทย ในปี 2567 ราว 2.8 ล้านล้านบาท เป็นเครื่องไฟฟ้า อิเลกทรอนิกส์ เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ ยานยนต์ ผลิตภัณฑ์โลหะ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลไม้สด เสื้อผ้ารองเท้า เครื่องใช้ในบ้าน ของใช้ในครัว กลุ่มธุรกิจไทยเชื้อสายจีน เช่น ซีพี เจริญโภคภัณฑ์ เป็นนักลงทุนรายใหญ่ในประเทศจีน ในด้านการเกษตรและศูนย์การค้า

โดย อาทร จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก http://www.silpa-mag.com

‘Bangkok River Festival 2025’ สานต่อวิถีไทยอย่างสร้างสรรค์ ผ่านโครงการเสริมความรู้ ‘เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม’ ต่อเนื่องปีที่ 11

‘Bangkok River Festival 2025’ สานต่อวิถีไทยอย่างสร้างสรรค์ ผ่านโครงการเสริมความรู้ ‘เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม’ ต่อเนื่องปีที่ 11

‘Bangkok River Festival 2025’ สานต่อวิถีไทยอย่างสร้างสรรค์ ผ่านโครงการเสริมความรู้ ‘เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม’ ต่อเนื่องปีที่ 11

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยังคงสานต่อโครงการดีๆ อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 สำหรับ “เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม” โครงการที่เสริมสร้างทักษะความรู้เรื่องชุมชนให้กับเยาวชนและฝึกฝนการเป็นเจ้าบ้านที่ดี พร้อมเป็นผู้สืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของไทยไปสู่สากล พร้อมทั้งเผยแพร่เรื่องราว บอกเล่าประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตของชุมชนให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติที่มาเที่ยวงาน “Bangkok River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย” ครั้งที่ 11 ภายใต้แนวคิด  “ลอยกระทงกตัญญูแม่พระคงคา บูชาแม่แห่งแผ่นดิน” ในเทศกาลลอยกระทง ที่ผ่านมา  

สุรพล เศวตเศรนี ประธานการจัดงาน River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย

นายสุรพล เศวตเศรนี ประธานการจัดงาน River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย  กล่าวว่า การจัดงาน “River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย” ยังคงมุ่งมั่นสานต่อกิจกรรมที่มีคุณค่า ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม เช่น กิจกรรม “เก็บ–กลับ–รีไซเคิล” เพื่อรณรงค์การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ และกิจกรรม “เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม” ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 กิจกรรมเยาวชนเจ้าบ้านถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของงาน โดยเปิดโอกาสให้น้องๆ เยาวชนในพื้นที่ได้เรียนรู้และทบทวนความรู้เกี่ยวกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งวัดและท่าน้ำสำคัญ ตลอดจนได้รับการอบรมจากวิทยากรมืออาชีพเกี่ยวกับข้อมูลประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่า นอกจากนี้ เยาวชนยังได้พัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร ความกล้าแสดงออก และการสร้างปฏิสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยว เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนอย่างภาคภูมิใจ อีกทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายมิตรภาพ ความสามัคคีของเยาวชนที่มีใจรักในวัฒนธรรมจะกลายเป็นพลังสำคัญที่ติดตัวพวกเขาไปในอนาคต ทั้งในการทำงาน การแบ่งปัน และการเป็นกำลังสำคัญในการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทยต่อไป

ในปีนี้ยังคงได้รับความสนใจจากผู้ปกครอง และเยาวชนในชุมชนให้การตอบรับเข้าร่วม  โครงการโดยเยาวชนที่เข้าร่วมมีอายุระหว่าง 7-16 ปี จำนวนกว่า 80 ชีวิต ที่มีความกล้าแสดงออก จิตอาสาและ มีความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนตนเองให้กับนักท่องเที่ยวได้

ทั้งนี้ มีการจัดกิจกรรมอบรมเยาวชนเจ้าบ้านก่อนลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง โดยมีการนัดรวมตัวกันที่มิวเซียมสยาม เริ่มต้นด้วยกิจกรรมละลายพฤติกรรม เพื่อให้น้องๆ ได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น สร้างความคุ้นเคย เปิดใจ และกล้าแสดงความคิดเห็น เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ จากนั้นรุ่นพี่เยาวชนเจ้าบ้านได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์จากปีที่ผ่านมา ถ่ายทอดมุมมองและแนวทางการทำงาน พร้อมทั้งร่วมกันทบทวนและทำความเข้าใจเกี่ยวกับรายละเอียดของงาน “Bangkok River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย” รวมถึงทบทวนองค์ความรู้ของทั้ง 5 วัดสำคัญ ได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร, วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร, วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร, วัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร และวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ต่อจากนั้น เยาวชนได้ร่วมกันออกแบบกระทงจากวัสดุเหลือใช้ เพื่อสร้างสรรค์แนวคิดรักษ์สิ่งแวดล้อม และลงพื้นที่ชมบรรยากาศภายในมิวเซียมสยาม

น้องปลายฝน-ปาริชาต กรีคงคา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์

น้องปลายฝน-ปาริชาต กรีคงคา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตัวแทนเยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม เผยว่า “หนูประจำอยู่ที่วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ปีนี้เป็นปีที่สองแล้วที่ได้มาร่วมกิจกรรมงานลอยกระทง Bangkok River Festival สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย รู้สึกดีใจมากๆค่ะ เพราะทั้งได้ประสบการณ์ทั้งความรู้ และความสนุก กิจกรรมครั้งนี้ทำให้หนูได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะหลายด้าน ทั้งทักษะการสื่อสาร ความกล้าแสดงออก รวมถึงการได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษเล็กๆ น้อยๆ ในการพูดคุยกับนักท่องเที่ยวด้วยค่ะ วันนี้เป็นวันแรกของการอบรม มีพี่ๆ มาถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับประวัติและความสำคัญของประเพณีลอยกระทง รวมถึงเรื่องราวของ ประทีปโคม ที่งดงามและทรงคุณค่า หนูรู้สึกดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมนี้ และอยากให้ทุกคนมาร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทยในเทศกาลลอยกระทงไปด้วยกันนะคะ”

น้องเจเจ-อิทธิณัฐ จิตรอรุณไสว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดราชบพิธ

น้องเจเจ-อิทธิณัฐ จิตรอรุณไสว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดราชบพิธ ตัวแทนเยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม เผยว่า“ผมประจำอยู่ที่วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหารครับ มีหน้าที่คอยบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของวัดอรุณฯ แนะนำจุดสำคัญต่างๆ ภายในวัด และช่วยชี้เส้นทางให้กับนักท่องเที่ยว เช่น บอกทางไปจุดเยี่ยมชมที่น่าสนใจ พวกเราจะใส่เสื้อเยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรมกระจายอยู่ในทุกบริเวณของวัด เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่นักท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตรครับ ผมรู้สึกสนุกและประทับใจมาก เพราะได้ฝึกความกล้าในการพูดคุยกับผู้คน ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่ไม่เคยรู้มาก่อน ถือเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าและน่าจดจำจริงๆ ครับ”

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่ปลูกฝังให้เยาวชนคนรุ่นใหม่มีความรัก ความหวงแหนวัฒนธรรรมวิถีชีวิตแบบไทย ที่ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งที่ได้เผยแพร่เรื่องราวดีๆ  ของชุมชนตนเองจนก่อให้เกิดการท่องเที่ยวโดยชุมชน และความยั่งยืน

สานต่อโครงการ ‘หัวใจสัญจร’ ยกระดับการตรวจหัวใจในพื้นที่ห่างไกล

สานต่อโครงการ ‘หัวใจสัญจร’ ยกระดับการตรวจหัวใจในพื้นที่ห่างไกล

สานต่อโครงการ ‘หัวใจสัญจร’ ยกระดับการตรวจหัวใจในพื้นที่ห่างไกล

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Diseases : CVDs) เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตทั่วโลก โดยคร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 17.9 ล้านคนในแต่ละปี นอกจากนั้นเกือบ 80% ของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสามารถป้องกันได้ หากสามารถเข้าถึงการดูแลรักษา หรือได้รับการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และหากมีโอกาสในการดูแลสุขภาพด้านโภชนาการที่ดีและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ มูลนิธิโรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, ชมรมคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจแห่งประเทศไทย, โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ และบริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้สานต่อโครงการ “หัวใจสัญจร” ณ โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เพื่อขยายการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโรคหัวใจออกไปในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคหัวใจ และสามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที พร้อมยกระดับในปีนี้ด้วยการจัดฝึกอบรมนักศึกษาแพทย์ในจังหวัดชุมพรให้เข้ารับการฝึกการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiography) โดยอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ และร่วมสร้างระบบสาธารณสุขไทยที่เข้มแข็งและทั่วถึง

แพทย์หญิงปัทมพันธ์ อนันตาพงศ์  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์

แพทย์หญิงปัทมพันธ์ อนันตาพงศ์  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ กล่าวว่า “ทางโรงพยาบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของประชาชนในพื้นที่ เราจึงมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาในด้านต่างๆ ทั้งการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาช่วยในการดูแลรักษาผู้ป่วย การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาล และส่งเสริมการพัฒนานักศึกษาแพทย์ในพื้นที่ และงานฯ ในวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของเราที่ต้องการยกระดับการดูแลรักษาโรคหัวใจ เนื่องจากเรามีบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางจำกัด แต่มีผู้ป่วยต้องการเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคหัวใจกว่า 50 ราย เราต้องขอขอบคุณทางสมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ และพันธมิตรที่ได้ลงพื้นที่มาช่วยเราในครั้งนี้ นอกจากการตรวจคัดกรองผู้ป่วยแล้ว เรายังมีการจัดฝึกอบรมให้กับบุคลากรและนักศึกษาแพทย์ในพื้นที่เพื่อให้สามารถตรวจคัดกรองผู้ป่วยได้เองในระยะยาว”

ศาสตราธิคุณแพทย์หญิงสมนพร บุณยะรัตเวช สองเมือง อุปนายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

ศาสตราธิคุณแพทย์หญิงสมนพร บุณยะรัตเวช สองเมือง อุปนายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับประเทศที่น่ากังวล เนื่องจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) ปี 2568 ระบุว่า มีผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดสะสมมากกว่า 260,000 ราย  อีกทั้ง ยังเป็นหนึ่งในโรคที่สร้างภาระทางเศรษฐกิจสูง จากข้อมูลกรมการแพทย์ ระบุว่า ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเฉลี่ยของผู้ป่วยโรคหัวใจถึง 6,906 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ประเทศไทยมีแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจเพียงราว 500–600 คน  และส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยในหลายพื้นที่ยังเข้าไม่ถึงบริการเฉพาะทางอย่างทั่วถึง

ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดการโรคหัวใจอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จึงเป็นที่มาของความร่วมมือในโครงการฯ ในครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนพันธกิจสำคัญของสมาคมฯ ที่ไม่เพียงแต่มุ่งมั่นในการช่วยเผยแพร่ความรู้เชิงป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจในคนไทยเท่านั้น แต่ยังเดินหน้ายกระดับการดูแลโรคหัวใจของประเทศอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพอีกด้วย ตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา เราได้ลงพื้นที่ในหลายจังหวัดทั้งกระบี่ สระแก้ว และแม่ฮ่องสอน เพื่อขยายการตรวจคัดกรองโรคหัวใจไปยังพื้นที่ห่างไกล โดยทางสมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ ได้รับความร่วมมือจากหลากหลายหน่วยงานรวมทั้งฟิลิปส์ในการผลักดันโครงการนี้ให้ประสบความเร็จ สำหรับปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ 4 โครงการได้สานต่อภารกิจอีกครั้ง ณ จังหวัดชุมพร ภายใต้การสนธิกำลังของภาคีพันธมิตรในการออกหน่วยตรวจ เพื่อนำส่งต่อการรักษาต่อไป และในปีนี้เรายังได้ยกระดับโครงการฯ จากการตรวจคัดกรองเพียงอย่างเดียว มาบูรณาการจัดฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ด้วย เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ให้อยู่ต่อในพื้นที่และบุคลากรที่เข้าร่วมฝึกอบรมจะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจต่อไป”

ทั้งนี้ การจัดการโรคหัวใจอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเริ่มจากการสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีภาวะเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือภาวะอ้วนลงพุง เพราะหากได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา ลดการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการตรวจคัดกรองโรคหัวใจแบบหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูง คือการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiography) แบบ 3 มิติ ที่นำมาใช้ในโครงการฯ นี้ โดยเทคโนโลยีนี้ใช้หลักคลื่นเสียงความถี่สูงในการสร้างภาพเคลื่อนไหวของหัวใจแบบเรียลไทม์ และประมวลผลภาพสามมิติที่ช่วยให้แพทย์เห็นโครงสร้างหัวใจ หลอดเลือด และการไหลเวียนของเลือดได้อย่างสมจริงและละเอียดในทุกมิติ จึงช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยและความมั่นใจในการวางแผนการรักษา สำหรับการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์หัวใจจะไม่มีรังสีที่เป็นอันตราย ผู้ป่วยตั้งครรภ์จึงสามารถเข้ารับการตรวจได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพของการตรวจหัวใจ นอกจากนี้ เรายังมีการนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์เฉพาะทาง ที่เรียกว่าระบบ ISCV (IntelliSpace Cardiovascular) มาใช้ในการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลในการตรวจในครั้งนี้ เพื่อการจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ และช่วยในการส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง

นายวิโรจน์ วิทยาเวโรจน์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด 

นายวิโรจน์ วิทยาเวโรจน์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฟิลิปส์ ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพ นอกจากการนำเสนอนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ล้ำสมัยแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการผลักดันด้านการเข้าถึงระบบสาธารณสุขและการยกระดับการดูแลรักษาผู้ป่วยให้ดีขึ้นด้วย  ดังนั้น เราจึงให้การสนับสนุนและได้ทำงานร่วมกันกับสมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ ในการดำเนินโครงการเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือกับสมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ ได้เปิดโอกาสให้เรานำเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจเคลื่อนที่เข้าถึงชุมชนทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ารับการตรวจและดูแลสุขภาพหัวใจได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โครงการนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของฟิลิปส์ ที่เชื่อว่านวัตกรรมจะมีคุณค่าอย่างแท้จริง เมื่อสามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริง”

ยกระดับร้านอาหาร ‘เชฟชุมชน’ สู่ร้านอาหาระดับพรีเมียม รุ่นที่ 1

ยกระดับร้านอาหาร ‘เชฟชุมชน’ สู่ร้านอาหาระดับพรีเมียม รุ่นที่ 1

ยกระดับร้านอาหาร ‘เชฟชุมชน’ สู่ร้านอาหาระดับพรีเมียม รุ่นที่ 1

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.พลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ช่วยปฏิบัติราชการกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร กิจกรรมยกระดับร้านอาหารเชฟชุมชนสู่ร้านอาหาระดับพรีเมียม (Fine Dining/Casual Dining/Local Cuisine) ภายใต้โครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร รุ่นที่ 1 ซึ่ง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค สุขุมวิท 22 กรุงเทพฯ

โอกาสนี้ วว. นำโดย น.ส.รัชนีเพ็ญ  เพ็ญสิทธิ์ ผอ.ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) ดร.รัชนีวรรณ  กุลจันทร์ ผอ.ห้องปฏิบัติการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ศบท. และหัวหน้าโครงการ พร้อมคณะ เข้าร่วมปฏิบัติงานในกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งได้รับเกียรติวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ อาทิ นายชุมพล แจ้งไพร (เชฟชุมพล) นายเสกสรรค์  ไตรอุโฆษ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บจก.สยามมิชลิน นายชิดชนก แก้วอัมพร กรรมการผู้จัดการ บจก.แบรนด์บูม เป็นต้น ร่วมถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารท้องถิ่นที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ จำนวน 20 ร้าน จากทั่วประเทศ

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาอาหารเชฟชุมชนอาหารถิ่นอาหารไทย มุ่งพัฒนาศักยภาพร้านอาหารชุมชนให้เกิดเป็นร้านอาหารเชฟชุมชนอาหารถิ่นอาหารไทยแบบมืออาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและยกระดับศักยภาพร้านอาหารเชฟชุมชน ยกระดับการนำเสนออาหารท้องถิ่น สร้างสรรค์ประสบการณ์ที่โดดเด่นและมีคุณค่าแก่ลูกค้าในทุกมิติ ให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

โดยกิจกรรมยกระดับร้านอาหารเชฟชุมชนสู่ร้านอาหารระดับพรีเมียม จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการร้านอาหารท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน สร้างอัตลักษณ์ เพิ่มมูลค่า และการให้บริการที่เป็นเลิศของร้านอาหาร ผ่านกระบวนการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ โดยวิทยากร/ผู้เชี่ยวชาญ ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อผลักดันร้านอาหาร Hidden Gem” ให้เป็น “Star” ต่อไป

‘ตาขี้เกียจ’ ในเด็ก ภาวะเงียบที่อาจทำให้ลูกมองเห็นไม่ชัดตลอดชีวิต

‘ตาขี้เกียจ’ ในเด็ก ภาวะเงียบที่อาจทำให้ลูกมองเห็นไม่ชัดตลอดชีวิต

‘ตาขี้เกียจ’ ในเด็ก ภาวะเงียบที่อาจทำให้ลูกมองเห็นไม่ชัดตลอดชีวิต

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้ปกครองหลายคนอาจไม่ทราบว่าลูกของตนเองมองเห็นดีหรือไม่ การที่เด็กยังเล่นได้หรือไม่ได้บ่นว่าตามัว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะ “มองเห็นดี” การมองเห็นที่ไม่ดีในเด็กนั้นมีหลายสาเหตุ แต่บางสาเหตุหากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจทำให้การมองเห็นนั้นไม่ดีไปตลอดชีวิตได้เลย ซึ่งหนึ่งในสาเหตุนั้นคือ “ตาขี้เกียจ”

นายแพทย์พงษ์สันต์ สุปรียธิติกุล จักษุแพทย์ชำนาญการด้านโรคตาเด็กและโรคตาเข โรงพยาบาลเวชธานีอินเตอร์เนชั่นแนล

นายแพทย์พงษ์สันต์ สุปรียธิติกุล จักษุแพทย์ชำนาญการด้านโรคตาเด็กและโรคตาเข โรงพยาบาลเวชธานีอินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายว่า ภาวะ ตาขี้เกียจ (Amblyopia) เป็นภาวะที่เกิดจากความผิดปกติทางตา ที่ทำให้สมองส่วนการมองเห็นไม่สามารถพัฒนาไปได้อย่างเต็มที่หรือหยุดพัฒนาไป ทำให้ตาข้างนั้น ๆ อาจมองไม่ชัดไปตลอดได้หากไม่ได้รับการแก้ไขในช่วงที่สมองยังพัฒนาได้อยู่

 สาเหตุของตาขี้เกียจ

มีปัญหาค่าสายตาที่ผิดปกติ (Refractive amblyopia) ไม่ว่าจะสั้น ยาว หรือเอียง หากมีค่าที่มากเกินไป หรือค่าทั้งสองข้างต่างกันมาก ก็ทำให้เกิดตาขี้เกียจได้

ตาเขหรือตาเหล่ (Strabismic amblyopia) สมองจะเลือกใช้ตาข้างที่ตรงในการมอง ทำให้เกิดตาขี้เกียจในตาข้างที่เข

โรคทางตาที่บดบังการมองเห็น (Visual deprivation amblyopia) เช่น ต้อกระจกในเด็ก กระจกตาขุ่น เปลือกตาตก เป็นต้น

อาการบางอย่างที่อาจทำให้สงสัยว่ามีความผิดปกติทางตาหรือภาวะตาขี้เกียจ เช่น เด็กไม่มองตามหรือไม่มองหน้าสบตา เด็กต้องหรี่ตาหรือเอียงหัวเมื่อมอง มีตาเข เป็นต้น แต่ทั้งนี้ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักไม่ทันสังเกตหรือสังเกตเห็นได้ช้า เนื่องจากเด็กที่มีภาวะตาขี้เกียจยังใช้ชีวิตได้ดูปกติ

ในช่วงวัยเรียน เด็กต้องใช้สายตาเกือบตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน เขียน หรือมองจอ/กระดาน หากตาข้างนึงมองไม่ชัด จะทำให้เกิดปัญหาด้านการเรียน จนอาจถูกเข้าใจผิดว่าไม่ตั้งใจเรียนหรือมีปัญหาด้านอื่น ๆ ได้ ทั้งที่แท้จริงแล้วเกิดมาจากปัญหาการมองเห็น

ในประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า เด็กควรได้รับการตรวจตาเพื่อคัดกรองอย่างน้อย 1 ครั้ง ก่อนอายุ 3 – 5 ขวบ และควรตรวจไปปีละครั้งจนพัฒนาการมองเห็นสมบูรณ์ดีแล้ว โดยการตรวจขึ้นอยู่กับอายุเด็ก แพทย์จะทำการตรวจตา การทำงานของกล้ามเนื้อตา ประเมินการมองเห็น วัดค่าสายตา เป็นต้น

สำหรับแนวทางการรักษาภาวะตาขี้เกียจ แบ่งเป็น แก้ไขสาเหตุที่ทำให้เกิดตาขี้เกียจ เช่น การใส่แว่นตาในรายที่มีค่าสายตาที่ผิดปกติหรือตาเขบางชนิด การผ่าตัดรักษาในรายที่มีตาเข ต้อกระจก เปลือกตาตก เป็นต้น

การกระตุ้นให้ข้างที่สงสัยภาวะตาขี้เกียจให้ได้ใช้งานมากขึ้น เช่น การลดการใช้งานตาข้างที่ดี เช่น การปิดตาข้างที่ดี (Patching) การหยอดยาหรือใช้เลนส์ในตาข้างที่ดีให้มัวลงชั่วคราว แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในการควบคุมโดยแพทย์ เพื่อไม่ให้เกิดตาขี้เกียจในตาข้างที่ดีจากการรักษาได้ (Reverse amblyopia)

การกระตุ้นให้ตาขี้เกียจได้ใช้งาน เช่น การเล่น VDO เกมส์ หรือมีกิจกรรมในมองมองใกล้ 20 – 30 นาทีต่อวัน

ทั้งนี้ ช่วงเวลาที่จะทำให้การรักษาได้ผลดีที่สุด คือก่อนอายุ 7–8 ปี เพราะสมองของเด็กยังพัฒนาได้เต็มที่ หากปล่อยเลยวัยนี้แล้วจะทำให้ผลลัพธ์ของการรักษาลดลง

“เด็กที่มีตาขี้เกียจหลายคนดูเหมือนจะมองเห็นดี เพราะใช้ตาอีกข้างที่ยังปกติช่วย ดูไม่ได้เป็นปัญหาที่น่ากังวล แต่เมื่อโตขึ้นจะพบว่ากิจกรรมที่ต้องใช้การมองเห็นที่ละเอียดด้วยตาสองข้าง เช่น การกะระยะ การมองภาพสามมิติ อาจส่งผลกับการทำงานบางสาขาได้ การรักษาในวัยผู้ใหญ่จะได้ผลน้อยกว่าการรักษาในตอนเด็กค่อนข้างมาก ดังนั้น ตาขี้เกียจอาจเป็นคำเรียกที่ฟังดูไม่ร้ายแรง แต่ผลที่ตามมาอาจส่งผลไปตลอดชีวิตได้ การสังเกตและตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญของการรักษา เพราะดวงตาของเด็กยังมีพลังในการฟื้นตัวและพัฒนาต่อได้”นายแพทย์พงษ์สันต์ กล่าว

‘วันสร้างสุข’ร่วมสนับสนุน จุดบริการประชาชน ที่เดินทางกราบสักการะพระบรมศพ ณ ท้องสนามหลวง

'วันสร้างสุข'ร่วมสนับสนุน จุดบริการประชาชน ที่เดินทางกราบสักการะพระบรมศพ ณ ท้องสนามหลวง

‘วันสร้างสุข’ร่วมสนับสนุน จุดบริการประชาชน ที่เดินทางกราบสักการะพระบรมศพ ณ ท้องสนามหลวง

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.10 น.

โครงการ “วันสร้างสุข” โดย กลุ่ม เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ร่วมกับ มูลนิธิเรวัต พุทธินันทน์  ร่วมมอบของสนับสนุนจุดบริการประชาชนที่เข้าถวายสักการะพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง

โดยโครงการ “วันสร้างสุข” ได้มอบอาหารแห้ง เครื่องดื่ม เวชภัณฑ์ และริบบิ้นดำ แก่ตัวแทนเจ้าหน้าที่  สำนักพระราชวัง ที่เต๊นท์อาหารพระราชทาน และ เต๊นท์ศูนย์อำนวยการสนามหลวง โดยมี นายไทวุฒิ ขันแก้วรองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นผู้รับมอบสิ่งของจาก คุณอรุยา พุทธินันทน์ ประธานมูลนิธิเรวัต พุทธินันทน์,คุณสิดารัศมิ์ พุทธินันทน์ รองประธานมูลนิธิฯ และ คุณเดียว วรตั้งตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการบริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด พร้อมด้วยพิธีกรข่าวจากสำนักข่าววันนิวส์ นิปปอนนวนันท์ และ ยศณัฏฐ์ศรุต ร่วมเป็นตัวแทนส่งมอบ ณ จุดบริการประชาชน ท้องสนามหลวง

‘แบมแบม’นำทัพ KOLS และศิลปินระดับท็อปเทียร์ ปลุกกระแส’เชียร์ไทยในบ้านเรา’

'แบมแบม'นำทัพ KOLS และศิลปินระดับท็อปเทียร์ ปลุกกระแส'เชียร์ไทยในบ้านเรา'

‘แบมแบม’นำทัพ KOLS และศิลปินระดับท็อปเทียร์ ปลุกกระแส’เชียร์ไทยในบ้านเรา’

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.51 น.

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, การกีฬาแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 เผยความเคลื่อนไหวล่าสุดของมหกรรมกีฬาแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “SEA GAMES ครั้งที่ 33” ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในปี 2025 กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการ โดยผนึกกำลังคนดังจากทุกวงการเพื่อเป้าหมายเดียว คือการรวมพลังคนไทย “เชียร์ไทยในบ้านเรา” เพื่อร่วมโปรโมทแคมเปญ “SAWASDEE SEA GAMES 2025 – เชียร์ไทยในบ้านเรา” ผ่านกลยุทธ์การสื่อสารแบบ 360 องศา ที่ครอบคลุมทุก Touchpoint ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วย การสื่อสารผ่านสื่อกระแสหลัก การถ่ายทอดสด และการโปรโมทผ่านรายการทีวีช่องหลัก เพื่อเข้าถึงคนไทยทั่วประเทศอย่างกว้างขวาง สื่อโฆษณานอกบ้าน (Out-of-Home) ทั่วกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ เพื่อสร้างความตื่นเต้นและประสบการณ์ที่สะดุดตา และสื่อออนไลน์ ที่ผนึกกำลังกับกองทัพ KOLs, KOC, Influencers, Youtuber เพื่อสร้างสรรค์คอนเทนต์เชิงลึกและกระแสไวรัลบนทุกแพลตฟอร์ม เพื่อให้คำว่า Sawasdee Sea Games 2025 กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทย สร้างแรงบันดาลใจและสื่อสารถึงเมสเสจที่อยากให้คนไทยมาร่วมด้วยช่วยกันเชียร์นักกีฬาไทยในศึกซีเกมส์ 2025

สำหรับแคมเปญ “SAWASDEE SEA GAMES 2025” ได้ระดมพลคนดัง เหล่าซูเปอร์สตาร์และผู้ทรงอิทธิพลทางโซเชียลมีเดียระดับท็อปเทียร์ มาร่วมสร้างคอนเทนต์สุดปัง นำโดย แบมแบม กันต์พิมุกต์ (BamBam GOT7) ศิลปิน K-Pop สัญชาติไทยที่มียอดผู้ติดตามนับสิบล้านคนทั่วโลก, เจฟ ซาเตอร์ (Jeff Satur) ศิลปิน T-Pop ผู้มีสไตล์และฐานแฟนคลับแข็งแกร่ง, โอปอล สุชาตา ผู้ดำรงตำแหน่งมิสเวิลด์คนแรกของประเทศไทย, การรวมตัวของฮีโร่ตัวจริงอย่าง บัวขาว บัญชาเมฆ เจ้าตำนานมวยไทย, เทนนิส พาณิภัค นักเทควันโดเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก และ เติ้น ทัศนพล นักแข่ง F3 ที่จะช่วยสร้างความฮึกเหิม และตอกย้ำถึงความสำเร็จของคนไทยในเวทีโลก, กลุ่มศิลปินไอดอลคุณภาพอย่าง Proxie, LYKN, BNK48 และนักแสดงที่สร้างปรากฏการณ์ซีรีส์วายอย่าง เจมิไนน์-โฟร์ท, ปอนด์-ภูวินทร์, น้ำตาล-ฟิล์ม รวมถึงนักแสดงดาวรุ่งอย่าง สกาย – นานิ และศิลปินคุณภาพ ต้าห์อู๋-ออฟโรด จะปลุกกระแสการติดตามจากแฟนคลับ Gen Z ให้เข้ามาสู่สนามกีฬา นอกจากนี้ยังดึง หมีเนย และ จุ๊มเหม่ง ผู้สร้างไวรัลครองใจมหาชน มาร่วมสร้างคอนเทนต์สุดน่ารักและเข้าถึงง่าย ควบคู่ไปกับ Youtubers ระดับตำนานอย่าง เสือร้องไห้, โคตรคูล, เทพลีลา, สเตฟาน, Ohana, รับทราบ, บางระมาด, Buffet Channel ที่จะมาสร้างสรรค์รายการพิเศษเกี่ยวกับกีฬาให้ดูสนุกและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

เตรียมตัวให้พร้อม มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประวัติศาสตร์กีฬาในบ้านของเรา ร่วมกันส่งเสียงเชียร์ที่ดังที่สุดให้กับนักกีฬาไทยในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ที่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สงขลา และการแข่งขัน อาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20–26 มกราคม 2569 ที่จังหวัดนครราชสีมา และขอเชิญชวนคนไทยทุกคน ร่วมแสดงพลังความเป็นเจ้าบ้านที่ดี และส่งต่อพลังใจอันยิ่งใหญ่ให้กับนักกีฬาไทยทุกคนที่เตรียมพร้อมสู้ศึกในบ้านของเรา เสียงเชียร์จากคนไทยคือแรงผลักดันสำคัญที่สุด และส่งกำลังใจผ่านทุกช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อโชว์ศักยภาพกองเชียร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในอาเซียน

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมสุดพิเศษ ได้ทางเว็บไซต์ StadiumTH.com และ Social Media StadiumTH ทุกแพลตฟอร์ม

#SAWASDEESEAGAMES2025 #เชียร์ไทยในบ้านเรา #SEAGAMES2025 #ชวนคนไทยเชียร์คนไทยที่เมืองไทย #สวัสดีซีเกมส์2025 #สวัสดีซีเกมส์ #ชวนคนไทยเชียร์มวยไทย #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา #การกีฬาแห่งประเทศไทย #ซีเกมส์ครั้งที่33 #อาเซียนพาราเกมส์ครั้งที่13 #SAWASDEESEAGAMES2025xBamBam #BamBam #แบมแบม #butterbaer #jeffsatur #PROXIEth

‘THX’ร่วมยินดีงานประกาศรางวัล TikTok Award 2025 ตอกย้ำพลังครีเอเตอร์แห่งปี

'THX'ร่วมยินดีงานประกาศรางวัล TikTok Award 2025 ตอกย้ำพลังครีเอเตอร์แห่งปี

‘THX’ร่วมยินดีงานประกาศรางวัล TikTok Award 2025 ตอกย้ำพลังครีเอเตอร์แห่งปี

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.41 น.

เป็นงานประกาศรางวัลสุดยิ่งใหญ่ที่เฉลิมฉลองพลังแห่งครีเอเตอร์ผู้สร้างปรากฏการณ์คอนเท้นต์แห่งปี TikTOk Awards 2025  พื้นที่ที่สนับสนุนครีเอเตอร์ชื่อดังและครีเอเตอร์หน้าใหม่ให้ได้แจ้งเกิด พร้อมผลักดันพลังความสามารถของครีเอเตอร์รุ่นใหม่บนแพลตฟอร์มโลกออนไลน์โดยปีนี้สาวๆ THX ศิลปิน T-POP ตัวแทนจากค่าย E29 Music Identities ผู้ที่ใช้แพลตฟอร์ม TikTok อย่างต่อเนื่องในการสร้างสรรค์คอนเทนต์และโปรโมทกิจกรรมของวง ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเพื่อเป็นกำลังใจให้กับเหล่าครีเอเตอร์ที่ได้รับรางวัล และพร้อมที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างสรรค์คอนเทนต์คุณภาพสู่ผู้ชมทั่วประเทศต่อไป

THX   กล่าวว่า พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติและดีใจมากค่ะ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของค่ำคืนนี้ ขอแสดงความยินดีกับครีเอเตอร์ที่ได้รับรางวัลทุกคนที่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้พวกเรามาโดยตลอด ขอบคุณ TikTok ที่เป็นพื้นที่เปิดโอกาสให้ทุกเจนเนอเรชันได้มาแชร์ความสร้างสรรค์และสร้างเทรนด์ใหม่ๆ ไปด้วยกันค่ะ

#THX #E29MusicIdentities #TikTokAward2025

‘ธรี-ชนกนันท์’คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 Miss Friendship International 2025

'ธรี-ชนกนันท์'คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 Miss Friendship International 2025

‘ธรี-ชนกนันท์’คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 Miss Friendship International 2025

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.46 น.

 ชนกนันท์ โรจนสมิทธ์ หรือ “ธรี” (Three) ตัวแทนประเทศไทยจากคณะบริหารธุรกิจ หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้สามารถสื่อสารได้ถึง 3 ภาษา (ไทย–อังกฤษ–จีน) คว้าตำแหน่ง รองชนะเลิศอันดับที่ 1 จากเวที Miss Friendship International 2025 ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองกุ้ยหยาง มณฑลกุ้ยโจว ประเทศจีน เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

ตลอดระยะเวลาการประกวดระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568 ผู้เข้าประกวดได้ร่วมทำกิจกรรมภายใต้โครงการ Global Youth Cultural Tourism Experience Exchange Activities ในหลายพื้นที่ของประเทศจีน ได้แก่ มหานครเซี่ยงไฮ้ มณฑลซานตง มณฑลเสฉวน และมณฑลกุ้ยโจว

ในรอบการประกวด ธรีเลือกสวมใส่ ชุดไทยพระราชนิยม จำนวน 2 ชุด ได้แก่ ชุดไทยบรมพิมาน และ ชุดไทยศิวาลัย ซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติไทยที่อยู่ระหว่างการผลักดันขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในปี พ.ศ. 2569 อีกทั้งยังนำเสนอชุดประจำชาติ “แมงสี่หูห้าตา” สิ่งมีชีวิตในตำนานของล้านนา ที่มีหูสี่ข้างและตาห้าดวง สื่อความหมายถึงหลักธรรม พรหมวิหาร 4 และ ศีล 5 อันเป็นคุณธรรมพื้นฐานของพุทธศาสนิกชน

นอกจากนี้ ธรียังคว้ารางวัลพิเศษอีก 2 รางวัล ได้แก่

Miss Elegance จากรอบ Supermodel Competition ที่สะท้อนถึงความโก้หรู เรียบง่าย แต่ทรงพลัง

Best Impression Award ซึ่งเป็นรางวัลจากการโหวตของผู้ชมทางบ้านตลอดช่วงการประกวดทั้ง 21 วัน

พร้อมกันนี้ ธรียังสามารถผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย ในการประกวดรอบแสดงความสามารถพิเศษ ด้วยการนำเสนอการแสดง ยิมนาสติกลีลาผสมศิลปะไทย (Rhythmic Gymnastics) ที่ประยุกต์ให้ร่วมสมัยในรูปแบบ Contemporary Dance ถ่ายทอดความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยรูปแบบใหม่ ให้ชาวต่างชาติได้เข้าใจและประทับใจอย่างลึกซึ้ง

‘นีญ่า BNK48’ น้ำตาไหล! รับตำแหน่งตัวแทนทูตวัฒนธรรมไทย-จีน

‘นีญ่า BNK48’ น้ำตาไหล! รับตำแหน่งตัวแทนทูตวัฒนธรรมไทย-จีน

‘นีญ่า BNK48’ น้ำตาไหล! รับตำแหน่งตัวแทนทูตวัฒนธรรมไทย-จีน

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วงการเพลงไอดอลฮือฮาอีกครั้ง! สำหรับ ค่าย iAM บริษัทผู้บริหารศิลปินไอดอลอันดับหนึ่งของไทย BNK48” และ CGM48” จับมือกับประเทศจีนผุดโปรเจกต์พิเศษเปิดโอกาสให้แฟนๆ ร่วมคัดเลือก 6 สมาชิก BNK48 & CGM48 Thai-Chinese Cultural Ambassador ทำเพลงกับ AKB48 Team SH โดยสมาชิกที่ถูกคัดเลือกจะได้ถ่าย MV ที่ประเทศไทยและทำกิจกรรมเปิดตัวเพลงที่ประเทศจีน พร้อมรับตำแหน่งตัวแทนทูตวัฒนธรรมไทย-จีน เป็นระยะเวลา 1 ปี ล่าสุดแฟนๆ ต่างทุ่มคะแนนโหวตจำนวนสูงสุด 192,881.20 Token ให้แก่ ศิลปินไอดอลรุ่นใหม่ (นีญ่า) สุวิภาส์ ลายถมยา

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์แห่งความภูมิใจ โดย “นีญ่า” กล่าวทั้งน้ำตาว่า “หนูอยากขอบคุณพี่ๆ แฟนคลับของหนูมากจริงๆ หนูดีใจมากๆ ขอบคุณที่ให้โอกาสหนูในครั้งนี้ และขอขอบคุณพ่อกับแม่ที่คอยอยู่เคียงข้างหนูมาตลอด ขอบคุณผู้ใหญ่ทางค่าย รวมถึงพี่ๆ เพื่อนๆ ในวงที่อยู่ด้วยกัน อีกคนนึงที่หนูอยากพูดถึงมากเลย คือยายหนูทำได้แล้วนะ ถ้ายายมองอยู่บนฟ้า หนูอยากจะบอกว่าหนูทำได้แล้วนะคะ” พร้อมปล่อยโฮออกมาทันที

โดยสมาชิกทั้งหมด 6 คนได้แก่ (นีญ่า) สุวิภาส์ ลายถมยา (จิว) ณัฐญาฐ์ บวรรัตนศิลป์ (แนล) แนลริยา วิภาคกิจ (เกลญ่า) นภภัค โชคคุณานันทกุล (ฮูพ) ปาฏลี ประเสริฐธีระชัย และ (เกรซ) วิรัลพัชร ธำรงค์พันธวนิช  จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนทูตวัฒนธรรมไทยจีน และร่วมทำโปรเจกต์พิเศษ Original Song กับอีก 3 สมาชิก AKB48 Team SH ในเร็วๆ นี้ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง FB : BNK48