‘อธิบดีกรมการข้าว’นำทีมติดตาม รมว.เกษตรฯ ตรวจราชการจังหวัดนราธิวาส

'อธิบดีกรมการข้าว'นำทีมติดตาม รมว.เกษตรฯ ตรวจราชการจังหวัดนราธิวาส

‘อธิบดีกรมการข้าว’นำทีมติดตาม รมว.เกษตรฯ ตรวจราชการจังหวัดนราธิวาส

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.07 น.

10 พฤศจิกายน 2568 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยผู้อำนวยการและบุคลากรกรมการข้าวในพื้นที่ ร่วมติดตาม ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เพื่อพบปะรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ 

ในการนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส ได้มอบนโยบายการบริหารจัดการน้ำ การแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งการปรับเปลี่ยนพื้นที่นาร้างให้สามารถกลับมาทำนาหรือการเกษตรได้อีกครั้ง โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมทั้งมอบหมายให้กรมการข้าวกระจายเมล็ดพันธุ์คุณภาพให้ทั่วถึงและเพียงพอความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่นราธิวาส

ในโอกาสเดียวกันนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการ “เร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว เพื่อควบคุมและป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าฯ“

นอกจากนี้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมการข้าว ได้ร่วมมอบปัยจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรพื้นที่นราธิวาส.

012

‘กรมปศุสัตว์’ออกหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ บริการทำหมันสุนัข-แมว ควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

'กรมปศุสัตว์'ออกหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ บริการทำหมันสุนัข-แมว ควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

‘กรมปศุสัตว์’ออกหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ บริการทำหมันสุนัข-แมว ควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.27 น.

กรมปศุสัตว์ออกหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการดูแลสุขภาพสัตว์ ให้บริการผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว เพื่อควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานฯ ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 กรมปศุสัตว์ออกหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการดูแลสุขภาพสัตว์ ให้บริการผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว เพื่อควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยได้รับเกียรติจาก ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดฯ โดยมี นายสัตวแพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ พร้อมทั้งผู้บริหารในสังกัดกรมปศุสัตว์ ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเกษตรกร เข้าร่วมงานฯ ณ ลานคนเดินสนามกีฬามหาราช เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก อำเภอไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส

ในโอกาสนี้ มีการให้บริการผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว จำนวน 300 ตัว ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า จำนวน 200 ตัว ตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยง จำนวน 500 ตัว ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้บริการพี่น้องประชาชน ในการดูแลสุขภาพสุนัข – แมว ทั้งมีเจ้าของและไม่มีเจ้าของ อีกทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาและควบคุมประชากรสุนัขและแมวไม่มีเจ้าของ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่ติดต่อสู่คนได้ และเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักรู้ถึงอันตรายของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งจะช่วยในการสนับสนุนการขับเคลื่อนการสร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้า ทำให้จังหวัดนราธิวาส และประเทศไทย ปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนพัทลุง เร่งรัดพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อชาวพัทลุง

'รองนายกฯธรรมนัส'เยือนพัทลุง เร่งรัดพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อชาวพัทลุง

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนพัทลุง เร่งรัดพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อชาวพัทลุง

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.51 น.

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ จ.พัทลุง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่ จ.พัทลุง เพื่อพบปะประชาชน รับฟังปัญหา และมอบนโยบาย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนผู้บริหารกรมชลประทาน ได้แก่ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน นายฐิติกร ศรีนิติวรวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 16 นายโอฬาร ทองขาวเผือก ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพัทลุง และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ พร้อมบรรยายสรุป ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุง ต.ควนมะพร้าว อ.เมืองพัทลุง จ.พัทลุง

จ.พัทลุง มีพื้นที่ชลประทานและพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 858,613 ไร่ คิดเป็น 55% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด ปริมาณฝนเฉลี่ยรอบ 30 ปี อยู่ที่ 2,251 มิลลิเมตรต่อปี คิดเป็นปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 5,201 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ปัจจุบันมีการพัฒนาแหล่งน้ำด้านการชลประทาน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2492 ถึงปี พ.ศ.2568 รวม 76 ปี มีโครงการชลประทานทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมทั้งสิ้น 149 แห่ง สามารถเก็บกักน้ำได้ 142.20 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 2.73% ของน้ำท่า ในขณะที่มีความต้องการใช้น้ำประมาณ 1,100 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี มีแผนการพัฒนาด้านชลประทาน ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะปานกลาง ตั้งแต่ปี 2569 – 2572 รวมทั้งหมด 75 รายการ  จะมีพื้นที่ชลประทานและพื้นที่รับประโยชน์เพิ่มขึ้นประมาณ 198,973 ไร่ คิดเป็น 68% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด

สำหรับโครงการประตูระบายน้ำคลองลำเบ็ด ตั้งอยู่ที่บริเวณหมู่ที่ 15 บ้านควนกุฏิ ต.ควนมะพร้าว อ.เมืองพัทลุง ขณะนี้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเรียบร้อยแล้ว ลักษณะโครงการเป็นงานก่อสร้างประตูระบายน้ำ จำนวน 3 ช่อง หากก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถเก็บกักน้ำไว้ในลำคลอง เพื่อเป็นน้ำต้นทุนสนับสนุนกิจกรรมการเกษตรของราษฎรในพื้นที่ หมู่ที่10 บ้านนอก หมู่ที่ 11 บ้านสวน และหมู่ที่ 15 บ้านควนกุฏิ ต.ควนมะพร้าว อ.เมืองพัทลุง จ.พัทลุง พื้นที่การเกษตร ประมาณ 500 ไร่ (พื้นที่นาข้าว) ได้อย่างพอเพียง

ทั้งนี้ มีโครงการชลประทานที่รองนายกฯ ธรรมนัส ได้เร่งรัดให้ดำเนินการโดยเร็ว ได้แก่ โครงการปรับปรุงระบบระบายน้ำคลอง 3R-LMC ควนกุฎิ พร้อมอาคารประกอบ ต.หานโพธิ์ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง มีศักยภาพในการระบายน้ำ 33 ลบ.ม./วินาที และโครงการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กคลอง RMC2 กม.7+980 (นาท่อม) ต.ท่าแค อ.เมืองพัทลุง เป็นการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ความกว้าง 9.00 เมตร ความยาว 12.00 เมตร เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวพัทลุงต่อไป

ทอดกฐินสามัคคีมหากุศลฯ ประจำปี 2568 เพื่อรวบรวมปัจจัยจัดสร้างพระมหาธาตุเจดีย์และพิพิธภัณฑ์พระโบราณ

ทอดกฐินสามัคคีมหากุศลฯ ประจำปี 2568 เพื่อรวบรวมปัจจัยจัดสร้างพระมหาธาตุเจดีย์และพิพิธภัณฑ์พระโบราณ

ทอดกฐินสามัคคีมหากุศลฯ ประจำปี 2568 เพื่อรวบรวมปัจจัยจัดสร้างพระมหาธาตุเจดีย์และพิพิธภัณฑ์พระโบราณ

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.17 น.

พลอากาศเอก ชลิต  พุกผาสุข องคมนตรี ประธานคณะกรรมการจัดสร้างพระสมเด็จองค์ปฐม “พระพุทธเมตตา” เป็นประธานทอดกฐินสามัคคีมหากุศลฯ ประจำปี 2568  เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ที่ วัดเทพประทาน (อธิพร) อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี โดยเฉพาะพระบรมสารีริกธาตุองค์สำคัญได้รับประทานจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร วัดบวรนิเวศน์วิหาร สำหรับพระโบราณจำนวนมากที่มีผู้นำมาถวาย พระอธิการธาตุ อธิปัญโญ เจ้าอาวาส  มีตั้งแต่สมัยสุโขทัย หลายขนาดและหลายปาง โดยก่อนเริ่มพิธี ประธานได้ลงนามถวายไว้อาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชชนนีพันปีหลวง และได้เชิญผู้ร่วมพิธีทุกคนยืนถวายอาลัย เป็นเวลา 93 วินาที โดยมีผู้ร่วมงานจำนวนมาก อาทิ ผศ.ดร.พรทิพย์  พุกผาสุก,พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ,อภิษฎา คันธา นายกสมาคมคู่สมรสทหารอากาศ ,พลเรือโท อุทาน คล้ายภูผึ้ง และ พรทิพย์ แฝงยงค์ ประธานจัดทอดกฐิน ,พลเรือตรีเทวัญ  สุขเกษม ประธานร่วม,ดร.พลตำรวจโทมานะ อินพิทักษ์ 

พิธีทอดกฐินสามัคคี ณ  วัดเทพประทานอธิพร  อำเภอสอยดาว  จังหวัดจันทบุรี  นำโดย พระอธิการธาตุ อธิปัญโญ เจ้าอาวาส

ประธานในพิธี ถ่ายภาพร่วมกับคณะกรรมการ ได้แก่  อาทิ ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุก,ผบ.ทอ. พล.อ.อ.เสกสรร -อภิษฎา คันธา,ดร.พงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ,อภินันท์ จันทรังสี,คณิตา ราษฎร์นุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัด  และ กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล  ณ ลานหินอ่อน หน้าองค์พระสมเด็จองค์ปฐม ดาดฟ้า ชั้น 3

ประธานในพิธี ถวายสักการะแด่ พระราชจันทโมลี ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 13 เจ้าอาวาสวัดบูรพาพิทยาราม (พระอารามหลวง)

ในช่วงเช้าก่อนพิธีทอดกฐินพลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานคณะกรรมการจัดสร้างพระสมเด็จองค์ปฐม “พระพุทธเมตตา” (พระพุทธเจ้าพระองค์แรกในพุทธันดร)  ได้ไปกราบสักการะพระสมเด็จองค์ปฐม “พระพุทธเมตตา”  และได้ไปชมนิทรรศการการจัดสร้างองค์พระ และนิทรรศการภาพถ่ายเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จไปทรงประกอบพิธีสมโภชองค์พระ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา 

พระอธิการธาตุ  อธฺปัญโญ  เจ้าอาวาสวัดเทพประทานอธิพรกับประธานในพิธีและคณะ อาทิ ผบ.ทอ. พล.อ.อ.เสกสรร -อภิษฎา คันธา,คณิตา ราษฎร์นุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัด

ประธานในพิธีถ่ายภาพหน้าบันไดอาคารสมเด็จองค์ปฐม ร่วมกับคณะ กองทัพอากาศ นำโดย ผบ.ทอ. พล.อ.อ.เสกสรร – อภิษฎา คันธา ,พล.อ.อ.ชาตินนท์  สท้านไผท ,พล.อ.อ.มนัส จันทร์แดง ,พล,อ.ต.ฐานันดร์ ทิพเวส , พล.อ.ต.สุรพงษ์ . ศรีวนิชย์, น.อ.พร้อมรบ จันทร์โฉม และกรรมการ ดร.พงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์  ,อภินันท์ จันทรังษี และ กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล

พล.อ.อ.ชลิต  พุกผาสุข องคมนตรี ประธานคณะกรรมการจัดสร้างพระสมเด็จองค์ปฐม “พระพุทธเมตตา”  ประธานในพิธี  พร้อมด้วยกรรมการ อาทิ ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุก,ผบ.ทอ. พล.อ.อ. เสกสรร -อภิษฎา คันธา ,ดร. พงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์  และประธานจัดทอดกฐินปีนี้ พล.ร.ท.อุทาน คล้ายภูผึ้ง และ พรทิพย์ แฝงยงค์

พระสมเด็จองค์ปฐม (พระพุทธเมตตา)  “หนี่งเดียวในโลก” นี้จัดสร้างตั้งแต่ปี 2544 เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาส พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ ใช้เวลาจัดสร้างรวมทั้งสิ้น 12 ปี และจัดสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2566 ซึ่งผู้ได้เห็นองค์พระ ต่างประทับใจมากว่าจัดสร้างได้อย่างวิจิตรตระการตา จัดสร้างด้วยวัสดุที่ทรงคุณค่า และงดงามสมพระเกียรติมาก อาทิ นิล ทับทิม สะเก็ดดาว (อุกาบาตร)  หินไข่มุกราตรี และกาบหอยมุก เป็นต้น  นับเป็นบุญมหากุศลอันยิ่งใหญ่โดยแท้ที่ได้ร่วมบุญสร้างพระขนาดใหญ่ และในโอกาสสำคัญครั้งประวัติศาสตร์เช่นนี้  อีกทั้งภายในอาคารองค์พระชั้น 1 ยังประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่จัดทำด้วยกระจก เทมเปอร์อย่างดีสามารถมองทะลุเห็น 2 ด้านทั้งด้านหน้าด้านหลัง และประดิษฐานอยู่บนหินอ่อน

ประธานในพิธี พร้อมผู้ร่วมบุญ กล่าวคำถวายผ้าพระกฐิน

ประธานในพิธี และกรรมการจัดทอดกฐิน อาทิ ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุก,ผบ.ทอ.  พล.อ.อ.เสกสรร -อภิษฎา คันธา ,ดร.พงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์  และประธานจัดทอดกฐินปีนี้ พล.ร.ท.อุทาน คล้ายภูผึ้ง และ พรทิพย์ แฝงยงค์,พล.ต.ท. มานะ อินพิทักษ์ ,พล.ร.ต.เทวัญ สุขเกษม ,ดร.พงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ , ดร.พรชัย มงคลวนิช , พรภินันท์  ศิระวิเชษฐ์กุล

ประธานในพิธี พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี อดีต ผบ.ทอ. คนที่ 20  กับ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. คนปัจจุบัน คนที่ 31

การทอดกฐิน ถือว่า เป็นบุญใหญ่ จัดทอดได้เพียงปีละ 1 ครั้ง และมีอานิสงส์มากมาย อาทิ

  • ได้ชื่อว่าเป็นผู้สามารถใช้ทรัพย์สมบัติให้เกิดเป็นบุญกุศลติดตัวไปในภพเบื้องหน้าได้อย่างเต็มที่
  • ทำให้เป็นคนรูปงามผิวพรรณงาม เป็นที่รักของคนทั่วไป
  • ทำให้เป็นผู้มีจิตใจตั้งมั่นเป็นสมาธิและเข้าถึงธรรมได้โดยง่าย
  • ทำให้เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์สินมากและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้โดยง่าย
  • ทำให้เป็นผู้มีจิตใจแช่มชื่นบริสุทธิ์และผ่องใสอยู่เสมอ
  •  ทำให้เป็นผู้มีชื่อเสียง เกียรติคุณ น่ายกย่อง สรรเสริญเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธา น่าเคารพนับถือ

ประธานในพิธี กราบสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ซึ่งจัดทำด้วยกระจกพิเศษ-กระจกเทมเปอร์อย่างดี สามารถมองทะลุเห็น 2 ด้าน ทั้งด้านหน้าด้านหลังและประดิษฐานอยู่บนหินอ่อน  พร้อมด้วยข้อความจารึกที่จัดสร้างถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน

ประธานในพิธี พร้อมคณะกรรมการฯ  ชมนิทรรศการ จัดสร้างพระสมเด็จองค์ปฐม

ถ่ายภาพหน้าบอร์ดขนาดใหญ่ เห็นภาพมุมสูงขององค์พระ จรดเขาสอยดาวและชายแดน ซึ่งกองทัพอากาศสนับสนุนการจัดทำ

คณะกรรมการฯ จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมเป็นเจ้าภาพจัดสร้างพระมหาธาตุเจดีย์และพิพิธภัณฑ์พระโบราณ ผู้บริจาคเงินจะได้รับใบอนุโมทนาเพื่อนำไปลดหย่อนภาษี โดยโอนเงินเข้าบัญชี “วัดเทพประทาน” ได้ที่ ธนาคารกรุงไทย เลขบัญชี  252-1105465  

ปลัด พม. ร่วมเวทีระดับโลกหนุนประชาคมระหว่างประเทศ พัฒนาสังคมที่ยั่งยืน

ปลัด พม. ร่วมเวทีระดับโลกหนุนประชาคมระหว่างประเทศ พัฒนาสังคมที่ยั่งยืน

ปลัด พม. ร่วมเวทีระดับโลกหนุนประชาคมระหว่างประเทศ พัฒนาสังคมที่ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.13 น.

ปลัด พม. ร่วมเวทีระดับโลก หนุนประชาคมระหว่างประเทศ พัฒนาสังคมที่ยั่งยืน ย้ำไทย มุ่งลดความยากจนด้วยเศรษฐกิจพอเพียง-จ้างงานที่มีคุณค่า-การอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) มอบหมายให้ นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดระดับโลกว่าด้วยการพัฒนาสังคม ครั้งที่ 2 (Second World Summit for Social Development)  โดยมี นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พร้อมด้วย คณะเจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมฯ   

นายกันตพงศ์ กล่าวว่า ในนามของรัฐบาลไทย ตนรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดระดับโลกว่าด้วยการพัฒนาสังคมครั้งที่ 2 ในโอกาสนี้ ขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อรัฐบาลรัฐกาตาร์ และองค์การสหประชาชาติ (UN) ที่ได้ร่วมกันจัดการประชุมครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญหลังจากการประกาศปฏิญญาโคเปนเฮเกนว่าด้วยการพัฒนาสังคม (Copenhagen Declaration on Social Development) เมื่อเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อให้เราได้ทบทวนความก้าวหน้า และต่ออายุพันธกิจร่วมกันในการขจัดความยากจน ส่งเสริมการจ้างงานที่มีคุณค่า และสร้างสังคมที่ยั่งยืน

สำหรับประเทศไทยตระหนักถึงความซับซ้อนของโครงสร้างทางสังคมและประชากร จึงยึดแนวทางการพัฒนาที่มี “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” โดยให้ “ครอบครัวและชุมชน” เป็นหัวใจของนโยบาย ซึ่งสอดคล้องกับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 (2030 Agenda for Sustainable Development) และหลักการ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ที่ประเทศไทยได้ดำเนินการผลักดันกฎหมายและนโยบายที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนพิการ ความเสมอภาคระหว่างเพศ และการคุ้มครองทางสังคม โดยมี “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” เป็นกรอบสำคัญในการสร้าง “ความมั่นคงของมนุษย์” ในทุกมิติ  

นายกันตพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การพัฒนาสังคมของประเทศไทย นั้น ได้มุ่งเน้นใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) การลดความยากจน โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่มุ่งเน้นความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการสร้างภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงทางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยได้ใช้เครื่องมือเชิงข้อมูล เช่น ระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ พม. หรือ MSO LogBook และ ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า หรือ TPMAP เพื่อระบุครัวเรือนเปราะบางและให้ความช่วยเหลืออย่างตรงจุด ในการช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ และบรรเทาภาระหนี้สิน 2) การส่งเสริม “การจ้างงานที่มีคุณค่า” โดยสนับสนุนเกษตรกรรมขนาดใหญ่ วิถีชีวิตชนบท และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะดิจิทัลแก่เยาวชน ผู้สูงอายุ และคนพิการ พร้อมทั้งคุ้มครองประชาชนจากการถูกหลอกลวงและการคุกคามทางออนไลน์ และ 3) การส่งเสริม “การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเท่าเทียม” ผ่านแนวคิดการพัฒนาตลอดช่วงชีวิต (Life-Course Approach) เพื่อให้ประชาชนได้รับการสนับสนุนและโอกาสตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ ซึ่งประเทศไทยได้ขยายความครอบคลุมของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และสร้างกลไกการมีส่วนร่วมผ่านศูนย์ครอบครัว สภาเยาวชน และเครือข่ายการดูแลในชุมชน    

“ประเทศไทยเชื่อมั่นว่า ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่แท้จริง จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่ไปกับความเป็นธรรมทางสังคม ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งประเทศไทยขอยืนยันความมุ่งมั่นในความร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนและครอบคลุมประชาชนทุกคนให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี สมคุณค่าความเป็นมนุษย์” นายกันตพงศ์ กล่าว

-(016)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาดมสมุนไพร ต้องปลอดภัยจากเชื้อโรค

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาดมสมุนไพร ต้องปลอดภัยจากเชื้อโรค

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาดมสมุนไพร ต้องปลอดภัยจากเชื้อโรค

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.49 น.

ยาดมสมุนไพรเป็นของคู่ใจคนไทยมาช้านาน ช่วยให้รู้สึกสดชื่น คลายวิงเวียน และผ่อนคลายได้ บางคนใช้แก้ง่วงแก้เครียดซะด้วยซ้ำ แต่เบื้องหลังความหอมเหล่านั้นคือคำถามสำคัญที่เรามักมองข้ามว่า “ปลอดภัยจริงหรือไม่” เพราะแม้ยาดมสมุนไพรจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แต่หากกระบวนการผลิตไม่สะอาด ไม่ได้มาตรฐาน ยาดมที่ดูเหมือนธรรมดาอาจกลายเป็นแหล่งนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว

ไม่นานมานี้มีรายงานการตรวจพบเชื้อจุลินทรีย์ในยาดมสมุนไพรบางผลิตภัณฑ์ ทั้งแบคทีเรีย ยีสต์ และรา ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้มักมีที่มาจากดินหรือสิ่งแวดล้อม ถ้าไม่มีกระบวนการทำความสะอาด กำจัดหรือลดเชื้อ และกระบวนการผลิตที่ดี ก็จะทำให้มีโอกาสที่มีการปนเปื้อนเชื้อเหล่านี้เกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ในผลิตภัณฑ์ จริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการสูดดม ยาสมุนไพรชนิดรับประทานหากไม่มีการควบคุมคุณภาพและกระบวนการผลิตที่ดี ก็สามารถพบเชื้อเหล่านี้เกินเกณฑ์มาตรฐานได้เช่นกัน พอเชื้อเหล่านี้ปนเปื้อนอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่เราสูดดม ความเสี่ยงอาจเกิดขึ้นต่อระบบทางเดินหายใจและปอด โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ใช้ยากดภูมิ หากเป็นยาสมุนไพรชนิดรับประทาน เชื้อเหล่านี้ยังอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินอาหาร หรือสร้างสารพิษที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย อาการแพ้ และอักเสบได้
ผลิตภัณฑ์ยาและสมุนไพรต้องมีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณเชื้อที่ปนเปื้อน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย รา และเชื้อบางสายพันธุ์ที่จำเพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
อย่างที่เรียนให้ทราบ สมุนไพรมาจากธรรมชาติ การพบเชื้อจุลินทรีย์ในวัตถุดิบจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่สำคัญคือการลดปริมาณเชื้อให้เหลือน้อยที่สุดก่อนนำมาใช้ผลิตยาและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ขั้นตอนเริ่มต้นคือการล้าง ตากแห้ง และควบคุมความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อราขยายตัว ในขั้นตอนการผลิต โรงงานต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การผลิตที่ดีตามแนวทางที่กฎหมายวางไว้ และให้ความสำคัญกับความสะอาดของอุปกรณ์ วัตถุดิบ และบุคลากร บางกรณีต้องใช้การฉายรังสีแกมมา หรืออีบีม หรือเอ็กซเรย์เพื่อฆ่าเชื้อหรือลดปริมาณเชื้อในวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่ทำลายสารสำคัญของสมุนไพร กระบวนการนี้มีประสิทธิภาพสูงแต่ก็มีต้นทุนมาก และมีเพียงไม่กี่แห่งในประเทศที่ให้บริการ จึงเป็นความท้าทายใหญ่ของผู้ผลิต โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่มีความตั้งใจดีแต่ขาดทรัพยากร

ผู้เขียนคลุกคลีอยู่กับเรื่องของคุณภาพสมุนไพรมาเป็นสิบปี พอจะเห็นภาพรวมของความท้าทายทั้งในมุมของผู้ประกอบการและเชิงกฎหมาย การคุ้มครองผู้บริโภค และระบบการตรวจสอบคุณภาพ สมุนไพรจำนวนมากใน
2 / 2

ประเทศไทยเป็นพืชพันธุ์ที่ทรงคุณค่าทั้งทางยาและวัฒนธรรม แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็น “ความท้าทาย” ที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจ และระบบสนับสนุนจากรัฐ เพื่อให้ภูมิปัญญาอันล้ำค่านี้ก้าวไปสู่ระดับอุตสาหกรรมได้อย่างมั่นคง

ในวงการสมุนไพรไทย เรามีผู้ประกอบการอยู่หลากหลายกลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้ที่มีความพร้อม มีความรู้ และตั้งใจผลิตอย่างมีมาตรฐาน กลุ่มที่สองคือผู้ที่อยากทำดีแต่ยังไม่พร้อม อาจขาดองค์ความรู้หรือทรัพยากร ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือผู้ที่มุ่งขายอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัย เน้นกำไร และไม่ใส่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างภาพลบต่อวงการสมุนไพรโดยรวม ในความเป็นจริงแล้ว สมุนไพรไทยมีศักยภาพสูงมากหากได้รับการสนับสนุนที่ถูกทาง การเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ และระบบรับรองมาตรฐานจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย

ในประเด็นของการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ของผลิตภัณฑ์สมุนไพร จริง ๆ แล้ว นอกเหนือจากกระทรวงสาธารณสุขแล้ว อีกหลายภาคส่วนของรัฐมีบทบาทสำคัญมากในการสร้างระบบสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ฉายรังสีเพื่อฆ่าหรือลดปริมาณเชื้อในวัตถุดิบหรือในผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการอย่างเพียงพอ และยังต้องหานโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถเข้าถึงการฉายรังสีในต้นทุนที่ทำให้ธุรกิจสมุนไพรอยู่ได้ สิบปีผ่านไป ปีนี้อาจจะเป็นปีหนึ่งที่รัฐมองเห็นประเด็นสำคัญของปัญหาในธุรกิจสมุนไพรไทย และถึงเวลาลงมือแก้ไขอย่างแท้จริง 

สมุนไพรไทยไม่ใช่เป็นเพียงมรดกทางภูมิปัญญาที่ควรภาคภูมิใจ แต่ยังเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ให้ประเทศได้อย่างยั่งยืน ปัญหาคุณภาพเป็นเรื่องใหญ่ถ้าอยากให้สมุนไพรไทยก้าวสู่ตลาดสากล หากเราร่วมกันดูแลคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป สมุนไพรไทยจะไม่เพียง “หอมชื่นใจ” แต่ยัง “ปลอดภัย เชื่อถือได้ และทรงคุณค่า” สมดังความตั้งใจของผู้ประกอบการและคนไทยที่อยากเห็นสมุนไพรไทยก้าวไกลไปทั่วโลก

 

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  

‘China’s Dinosaurs Symposium’ เสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยา ชู NSM สะพานเชื่อมวิทย์ฯ – สังคม

'China’s Dinosaurs Symposium' เสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยา ชู NSM สะพานเชื่อมวิทย์ฯ - สังคม

‘China’s Dinosaurs Symposium’ เสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยา ชู NSM สะพานเชื่อมวิทย์ฯ – สังคม

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.35 น.

“สุวรงค์” ชู NSM เป็นสะพานเชื่อมระหว่างวิทยาศาสตร์และสังคมผ่านนิทรรศการที่ผสานงานวิจัย กับการเล่าเรื่องบนเวทีเสวนานานาชาติ “China’s Dinosaurs Symposium” ณ นครเซี่ยงไฮ้ ลั่นพร้อมร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาทั้งของจีน สหรัฐ เยอรมัน อังกฤษพัฒนานิทรรศการเคลื่อนที่

10 พฤศจิการยน 2568 นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM พร้อมด้วย ดร.ภานุมาศ จันทร์สุวรรณ ผู้อำนวยการกองวิชาการพฤกษศาสตร์ เข้าร่วมงาน “China’s Dinosaurs Symposium: From Research to Science Education” งานเสวนาระดับนานาชาติเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยา การจัดการพิพิธภัณฑ์และการประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัล จัดโดยความร่วมมือของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งนครเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Naturul History Museum) และ Institute of Vertebrate Paleontology and Paleoanthropology ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งนครเซี่ยงไฮ้ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

นายสุวรงค์ กล่าวว่า ในงานนี้ NSM ได้ชูหนึ่งในภารกิจหลักคือการสำรวจเก็บ Spaciment หรือวัสดุตัวอย่าง ที่ได้ผ่านการพิสูจน์และทำวิจัยมาแล้วเพื่อจัดทำนิทรรศการสื่อสารสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะธรรมชาติวิทยา โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องราว “The Dinosaur Story: Creating Engaging Traveling Exhibitions” ที่บอกเล่าเรื่องราวการนำผลงานวิจัยภาคสนามมาแปลงโฉมเป็นนิทรรศการท่องเที่ยวที่แปลกใหม่และโปรแกรมการศึกษาที่น่าสนใจ ด้วยการผสานงานวิจัยที่แท้จริงเข้ากับการเล่าเรื่องแบบมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive) ให้ผู้เข้าชมได้เข้าใจโลกยุคก่อนประวัติศาสตร์ทั้งในด้านวิชาการ และสนุกสนานไปพร้อมกับการเรียนรู้ โดยรูปแบบนิทรรศการที่จัดแสดงจะเน้นการเข้าถึงและความตื่นเต้น เพื่อให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นอกเหนือจากตำราเรียน

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ NSM ได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทในการเป็นองค์กรที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ความร่วมมือเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้การจัดนิทรรศการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเสริมสร้างมุมมองที่หลากหลาย และเรายังพร้อมร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาทั้งของประเทศจีน สหรัฐอเมริกา เยอรมัน และอังกฤษในการพัฒนานิทรรศการเคลื่อนที่ในอนาคตอีกด้วย

 “NSM ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งจัดแสดงฟอสซิลเท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างวิทยาศาสตร์และสังคมอีกด้วย ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิจัย ขณะเดียวกันก็จุดประกายความอยากรู้อยากเห็นและจินตนาการในหมู่ผู้เข้าชมทุกเพศทุกวัย พร้อมยังแสดงให้เห็นว่าการวิจัย การศึกษา และความร่วมมือสามารถผสานรวมกันเพื่อสร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่มีความหมาย ซึ่งเดินทางไกลเกินกว่ากำแพงของพิพิธภัณฑ์เพียงแห่งเดียว” นายสุวรงค์ กล่าว

-(016)

TOA น้อมใจถวายสักการะพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

TOA น้อมใจถวายสักการะพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

TOA น้อมใจถวายสักการะพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.34 น.

บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA นำโดย จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย ละออ ตั้งคารวคุณ รองประธานผู้ก่อตั้งบริษัทฯ และ ณัฏฐวุฒิ  ตั้งคารวคุณ กรรมการบริษัทฯ ตลอดจนคณะผู้บริหารและตัวแทนพนักงาน เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

โอกาสนี้คณะผู้บริหารได้เข้าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยในสมุดหลวงเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สม เด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง  

บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา บำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตปวงชนชาวไทยตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชปณิธานในการส่งเสริมอาชีพ ศิลปวัฒนธรรม และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านโครงการศิลปาชีพและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมาย ซึ่งเป็นคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ และจะขอร่วมสืบสานพระราชปณิธานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ทรงคุณค่าเหล่านี้ ให้คงอยู่ และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างยั่งยืนตราบนานเท่านานสืบไป

สำหรับประชาชน สำนักพระราชวังได้ประกาศให้สามารถเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น. โดยเปิดให้เข้าได้ใน 4 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงที่ 1 (08.00 – 10.45 น.) ช่วงที่ 2 (12.00 – 16.45 น.) ช่วงที่ 3 (17.45 – 18.30 น.) และช่วงที่ 4 (19.45 – 21.00 น.) โดยต้องผ่านจุดคัดกรองและรับการจัดลำดับการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ ภายในโถงอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลานเข้าทางประตูมณีนพรัตน์ และเดินตามเส้นทางที่สำนักพระราชวังกำหนด และโปรดแต่งกายสุภาพไว้ทุกข์ สุภาพบุรุษงดสวมกางเกงยีนส์ สุภาพสตรีสวมกระโปรงหรือผ้านุ่งเท่านั้น

เชิญชวนร่วมกิจกรรมโครงการ ‘ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง’

เชิญชวนร่วมกิจกรรมโครงการ ‘ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง’

เชิญชวนร่วมกิจกรรมโครงการ ‘ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.01 น.

มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย  กระทรวงวัฒนธรรม และบริษัท ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ (มหาชน) จัดทำโครงการ “ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เชิญชวนผู้จงรักภักดีร่วมกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศล ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่:

  1. ประดิษฐ์ดอกไม้ “ควีนสิริกิติ์”จำลองจากดอกไม้ในพระนามหลายชนิด เช่น กล้วยไม้แคทลียา ควีนสิริกิติ์, กุหลาบควีนสิริกิติ์, ดอนญ่า ควีนสิริกิติ์, มหาพรหมราชินี  ใช้วัสดุหลากหลาย อาทิ เปลือกข้าวโพด, ไม้จันทน์หอม,ใบเตย, กระดาษสา, ผ้าไหม, ทองแดง และทองคำ
  2. บำเพ็ญความดีนอกเหนือหน้าที่ เช่น บริจาคอวัยวะ (หัวใจ, ไต, ดวงตา), ปลูกต้นไม้แห่งความดี, สนับสนุนสินค้าศิลปาชีพ, ให้บริการประชาชน และช่วยเหลือผู้ประสบภัย
  3. จัดการอบรมการทำดอกไม้ประดิษฐ์ “ควีนสิริกิติ์”ที่ห้างซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ (ติดรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีสวนหลวง ร.9) ระหว่างวันที่ 15–23 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00–16.00 น.

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กระทรวงวัฒนธรรม

ดีไซน์เนอร์กรุงเทพฯ คว้าแชมป์ YOUNG DESIGNER 2025 ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่’

ดีไซน์เนอร์กรุงเทพฯ คว้าแชมป์ YOUNG DESIGNER 2025 ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่’

ดีไซน์เนอร์กรุงเทพฯ คว้าแชมป์ YOUNG DESIGNER 2025 ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่’

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.57 น.

เดินทางมาถึงบทสรุปแห่งการสร้างสรรค์ สำหรับเวทีการประกวดแฟชั่นแห่งปี ‘Young Designer 2025’ การประกวดนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ ในรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ที่ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดย กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เพื่อสืบสานแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล พร้อมด้วย นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และคณะกรรมการการตัดสินการประกวดฯ ระดับประเทศ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ไปเมื่อเร็วๆ นี้

นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า “ความสำเร็จของเวทีในวันนี้ คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนจากพระวิสัยทัศน์และพระปณิธานในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงทุ่มเทเพื่อยกระดับผ้าไทยสู่เวทีโลก และได้ทรงมอบความหมายใหม่ให้กับคำว่า ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ว่าไม่ใช่เพียงชุดพิธีการ แต่คือการนำวัตถุดิบและภูมิปัญญาไทยมาสร้างสรรค์เป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ผมรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เห็นผลงานของดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าผ้าไทยนั้นงดงามและไม่แพ้ชาติใดในโลก ซึ่งกระทรวงมหาดไทยพร้อมที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อต่อยอดความสำเร็จนี้ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างรายได้สู่ชุมชน และทำให้ผ้าไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่างยั่งยืน”

ไฮไลท์กิจกรรมภายในงานรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ (รอบ Final) คือแฟชั่นโชว์การแสดงแบบ “ชุดผ้าไทยใส่ให้สนุก” สุดยิ่งใหญ่ จากผลงานการออกแบบของ 40 ด์ไซเนอร์รุ่นใหม่ที่เข้าประกวดผ่านการสวมใส่ โดยนายแบบ นางแบบมืออาชีพ จำนวนทั้งสิ้น 40 คน นับบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าผ้าไทยสามารถเป็นได้ทั้ง “Fashion” และ “Wearable” แต่ละชุดสะท้อนตัวตนของผู้ออกแบบที่ตอบโจทย์คำว่า “สนุก” ได้อย่างน่าทึ่ง มีการนำเสนอผ้าไทยในรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่สตรีทแวร์ไปจนถึงชุดราตรีหรูหรา แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการยกระดับผ้าทอพื้นถิ่นสู่สากล

สำหรับการประกวดนักออกแบบผ้าไทย Young Designer 2025 ผู้ที่ได้รับรางวัล ได้แก่ นายภาวิต ประวัติ (ทีม Hearth ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร) ผู้คว้าแชมป์รางวัลชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัล 200,000 บาท พร้อมโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี   นารีรัตนราชกัญญา ในงาน Silk Festival ที่จะเกิดขึ้นช่วงปลายปี 2568 นี้ โดยชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมบ้านเรือนไทย โดยเน้นการนำผ้าไทย “ลายทาง” มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ มีการใช้เทคนิคที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการนำลวดลายบาติกมาสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นลายทาง การนำผ้าลายทางมาวางขัดกัน การใช้ลายทางเป็นต้นแบบในการออกแบบลายปัก ตลอดจนการตัดต่อผ้าลายทางเพื่อสร้างมิติใหม่ ๆ โดยทั้งหมดนี้นำมาออกแบบเป็นชุดว่ายน้ำ (Swimwear) เพื่อสร้างความหลากหลายในการสวมใส่ นอกจากนี้ ทุกชิ้นยังสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ และมีการผสมผสานวัสดุอื่นๆ เพื่อให้ผ้าไทยดูร่วมสมัยและไม่จืดชืด

ขณะที่ นายฐากร ถาวรโชติวงศ์ ทีม Hearth (ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร) ได้รับ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท และ นายมูฮามะฮามีน สาแม (ทีม AMEEN STUDIO ภาคใต้ จังหวัดปัตตานี) คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 75,000 บาท และ รางวัลชมเชย จำนวน 5 รางวัล รางวัลละ 40,000 บาท ได้แก่ นายชนาธิป แสนพิมพ์พา (ทีม ฟาแลบูม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น) นายไอยรินทร์ รุ่นหนุ่ม (ทีม IYARINE_OFFICIAL ภาคเหนือ จังหวัดลำพูน) นายชิราวุทธิ์ ยุเหล็ก (ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร) นายจิรวัฒน์ ธำรงกิตติกุล (ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร) และ นายธนาคม สิทธิอัฐกร (ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร) รวมถึงรางวัลพิเศษอีก 2 รางวัล ได้แก่ นางสาวเยาวลักษณ์ พรมแดง (ทีม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ภาคใต้ จังหวัดสงขลา) และ นายรุจ กล้ำศรี (ทีม LALARUT AGAIN ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร) นอกจากนั้น ผู้ที่เข้ารอบการประกวดในระดับประเทศ จำนวน 40 ทีม จะได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมโครงการทุกราย แต่สิ่งที่นอกเหนือจากเงินรางวัลและเกียรติบัตร

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมและติดตามอัพเดทข่าวสารการประกวด Young Designer 2025 ได้ที่ www.cdd.go.th และ Facebook: ผ้าไทยใส่ให้สนุก