รัฐบาลประกาศนโยบายล้างบางสแกมเมอร์ : ตัดตอนก่อนบานปลาย

รัฐบาลประกาศนโยบายล้างบางสแกมเมอร์ : ตัดตอนก่อนบานปลาย

รัฐบาลประกาศนโยบายล้างบางสแกมเมอร์ : ตัดตอนก่อนบานปลาย

10 พ.ย. 2568 04:59 น.

ขันนอตองค์กรปราบปรามสแกมเมอร์ ตอกย้ำรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หลังตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีนายกฯเป็นประธาน เพื่อให้การล้างบางขบวนการนี้เป็นไปอย่างมี

รอมา 11 ปี ฮามาสคืนศพทหารอิสราเอล ถูกสังหารตั้งแต่ปี 2557 แล้ว

รอมา 11 ปี ฮามาสคืนศพทหารอิสราเอล ถูกสังหารตั้งแต่ปี 2557 แล้ว

10 พ.ย. 2568 04:37 น.

รอมา 11 ปี ฮามาสคืนศพทหารอิสราเอล ถูกสังหารตั้งแต่ปี 2557 แล้ว

กลุ่มฮามาสส่งคืนร่างของนายทหารที่เสียชีวิตในสงครามเมื่อปี 2557 คืนให้แก่อิสราเอลแล้ว สิ้นสุดการรอคอยของครอบครัวที่ต้องทนทุกข์มานานนับ 10 ปี

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 พ.ย. 2568 ทางการอิสราเอลออกมายืนยันว่า พวกเขาได้รับร่างของร้อยโท ฮาดาร์ โกลดิน ทหารที่เสียชีวิตในฉนวนกาซาระหว่างสงครามเมื่อปี 2557 กลับคืนมาแล้ว ยุติการรอคอยของครอบครัวที่ต้องทนทุกข์มานานกว่า 10 ปี

ร้อยโท โกลดิน วัย 23 ปี ถูกสังหารหลังจากข้อตกลงหยุดยิง เพื่อยุติสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสในปี 2557 เริ่มมีผลบังคับใช้ได้เพียง 2 ชั่วโมง ขณะที่ครอบครัวของเขาออกมาเคลื่อนไหวตลอด 11 ปีที่ผ่านมา เพื่อขอให้รัฐบาลหาทางนำร่างของโกลดินกลับคืนมา

กองทัพอิสราเอลยืนยันมานานแล้วว่า ร้อยโท โกลดิน เสียชีวิตแล้ว โดยอ้างอิงจากหลักฐานที่พบในอุโมงค์ที่ร่างของเขาถูกนำไป ซึ่งรวมถึงเสื้อที่เปื้อนเลือดและชายเสื้อสำหรับสวดมนต์ ซึ่งร่างของเขาเป็นศพเดียวที่ไม่ใช่ผู้เสียชีวิตในสงครามปัจจุบัน และยังอยู่ในฉนวนกาซา

การส่งคืนร่างของนายโกลดินถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญในข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งสหรัฐฯ เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย หลังจากที่ผ่านมาการบังคับใช้เกิดการติดขัด เนื่องจากกลุ่มฮามาสไม่สามารถคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตทั้ง 28 รายให้แก่อิสราเอลได้ในทันที โดยอ้างว่า “ศพจำนวนหนึ่งถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง” นอกจากนั้นยังเกิดการปะทะกันเป็นระลอกด้วย

ความเคลื่อนไหวล่าสุดทำให้ตอนนี้ อิสราเอลได้รับคืนศพตัวประกันแล้ว 24 จาก 28 ราย โดยที่เหลือเป็นตัวประกันชาวอิสราเอล 3 ราย และชาวไทย 1 ราย

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลกล่าวว่า ตอนนี้ครอบครัวของร้อยโท โกลดิน จะสามารถประกอบพิธีศพตามหลักศาสนายิวให้กับเขาได้แล้ว พร้อมกล่าวย้ำว่า เขาจะนำร่างของตัวประกันที่เสียชีวิตกลับคืนมาทั้งหมด “จนถึงตอนนี้ เรานำกลับมาได้แล้ว 250 ราย เราจะนำพวกเขากลับมาทั้งหมด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

ตีนผีซิ่งรถหนีตำรวจ พุ่งใส่บาร์ในฟลอริดา ดับ 4 ศพ เจ็บอื้อ

ตีนผีซิ่งรถหนีตำรวจ พุ่งใส่บาร์ในฟลอริดา ดับ 4 ศพ เจ็บอื้อ

10 พ.ย. 2568 03:13 น.

ตีนผีซิ่งรถหนีตำรวจ พุ่งใส่บาร์ในฟลอริดา ดับ 4 ศพ เจ็บอื้อ

หนุ่มซิ่งรถหนีการจับกุมของตำรวจ ก่อนพุ่งชนผู้คนที่หน้าผับแห่งหนึ่งในรัฐฟลอริดา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบราย

เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ 8 พ.ย. 2568 ตามเวลาสหรัฐฯ เกิดเหตุรถยนต์ซิ่งหนีการไล่ล่าของตำรวจ ก่อนพุ่งเข้าชนบาร์ที่มีผู้คนหนาแน่น ในเขตแทมปา รัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในด้านสถานบันเทิงยามค่ำคืนและแหล่งท่องเที่ยว จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ บาดเจ็บอีก 11 ราย

สำนักงานตำรวจเขตแทมปาแถลงว่า หน่วยลาดตระเวนทางอากาศพบรถเก๋งสีเงินคันหนึ่งขับขี่อย่างประมาทบนทางด่วนเมื่อเวลาประมาณ 00:40 น. หลังจากพบเห็นการขับรถแข่งกันบนถนนในอีกย่านหนึ่ง

จากนั้น หน่วยลาดตระเวนทางหลวงรัฐฟลอริดาได้ไล่ตามรถคันดังกล่าวและพยายามใช้ วิธีการ PIT maneuver ซึ่งเป็นการเฉี่ยวชนที่บังโคลนด้านหลังเพื่อให้รถหมุน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

ตำรวจระบุว่า เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนทางหลวงได้ “ยุติการไล่ล่า” เมื่อรถคันดังกล่าวเร่งความเร็วไปทางย่านอีบอ ซิตี (Ybor City) ซึ่งเป็นย่านประวัติศาสตร์ใกล้ตัวเมือง ก่อนที่สุดท้ายคนขับรถคันดังกล่าวก็สูญเสียการควบคุม ทำให้รถพุ่งเข้าชนผู้คนนับสิบคนที่ยืนอยู่ด้านนอกบาร์ Bradley’s on 7th

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 3 ศพ และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 1 ศพ มีผู้บาดเจ็บอาการวิกฤตกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล 2 ราย ขณะที่ 7 รายมีอาการทรงตัว และอีก 2 รายได้รับการรักษาและออกจากโรงพยาบาลแล้ว นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บเล็กน้อยอีก 2 รายที่ปฏิเสธการรักษาในที่เกิดเหตุ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุคือนาย ไซลัส แซมป์สัน อายุ 22 ปี ซึ่งถูกจับกุมแล้ว และตอนนี้กำลังถูกควบคุมตัวที่เรือนจำเขต ฮิลส์โบโร เคาน์ตี

เอกสารของศาลระบุว่า แซมป์สันถูกตั้งข้อหา ฆ่าคนตายโดยใช้ยานพาหนะ 4 กระทง และข้อหา หลบหนีหรือหลีกเลี่ยงการจับกุมอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต 4 กระทง ซึ่งทั้งหมดเป็นความผิดอาญาร้ายแรงระดับ 1

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

เรือขนผู้อพยพล่มใกล้พรมแดน ไทย-มาเลเซีย ดับแล้ว 1 ศพ หายอีกนับสิบ

เรือขนผู้อพยพล่มใกล้พรมแดน ไทย-มาเลเซีย ดับแล้ว 1 ศพ หายอีกนับสิบ

10 พ.ย. 2568 01:47 น.

เรือขนผู้อพยพล่มใกล้พรมแดน ไทย-มาเลเซีย ดับแล้ว 1 ศพ หายอีกนับสิบ

เกิดเหตุเรือขนผู้อพยพล่มในทะเลใกล้พรมแดนระหว่างไทยกับมาเลเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ และมีผู้สูญหายอีกหลายสิบราย

เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งของประเทศมาเลเซียเปิดเผยในวันอาทิตย์ที่ 9 พ.ย. 2568 ว่า เรือบรรทุกผู้อพยพลำหนึ่ง ล่มใกล้กับเกาะตะรุเตา ในภาคใต้ของประเทศไทย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยจนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่ช่วยผู้รอดชีวิตได้แล้ว 10 ราย และพบศพผู้หญิงลอยอยู่ในทะเล 1 ศพ

เจ้าหน้าที่มาเลเซียเชื่อว่า ผู้ประสบภัยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้อพยพที่มีจำนวนประมาณ 300 คน ซึ่งเดินทางมากับเรือลำใหญ่กว่า ก่อนจะแยกกันเดินทางด้วยเรือเล็ก ในตอนที่พวกเขาเข้าใกล้ประเทศมาเลเซีย

ตามรายงานของสำนักข่าว เบอร์นามา ของมาเลเซีย ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือใกล้กับเกาะลังกาวี รวมถึง ชายชาวเมียนมา 3 คน ชายชาวโรฮีนจา 2 คน และชายชาวบังกลาเทศ 1 คน ส่วนศพที่พบเป็นหญิงชาวโรฮีนจา โดยเจ้าหน้าที่กำลังพยายามค้นหาผู้ประสบภัยที่ยังคงสูญหาย

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาวโรฮีนจาจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ตัดสินใจหลบหนีออกจากประเทศเมียนมาที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ เพื่อหลบหนีการกลั่นแกล้งและข่มเหงรังแก

ในขณะที่ความขัดแย้งและสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ในค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศ ผลักดันให้ชาวโรฮีนจาต้องเสี่ยงชีวิต เดินทางข้ามทะเลเพื่อไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในประเทศมาเลเซีย แม้ว่าการเดินทางจะมีความเสี่ยงสูง

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า ผู้ที่หลบหนีเหล่านี้หลายคนต้องจ่ายเงินมากกว่า 3,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 105,000 บาท) เพื่อเป็นค่าเดินทาง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับแล้ว 2 ศพ ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ อพยพคนนับล้าน

ดับแล้ว 2 ศพ ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ อพยพคนนับล้าน

9 พ.ย. 2568 23:40 น.

ดับแล้ว 2 ศพ ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ อพยพคนนับล้าน

(ภาพจาก AFP PHOTO /NATIONAL OCEANIC AND ATMOSPHERIC ADMINISTRATION)

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ฟงวอง” เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์แล้วในคืนวันอาทิตย์ และกำลังทำให้เกิดฝนตกหนักเป็นวงกว้าง โดยล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ ขณะที่ประชาชนนับล้านคนต้องอพยพหนีพายุ

กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของฟิลิปปินส์ (PAGASA) รายงานว่า ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ฟงวอง” (Fung-wong) เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งทางตะวันออกของประเทศแล้ว เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 9 พ.ย. 2568 โดยอิทธิพลของมันทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 2 ศพ ตั้งแต่ตอนยังไม่ขึ้นฝั่ง และทำให้ประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน

PAGASA ระบุว่า พายุลูกนี้ซึ่งมีรัศมีครอบคลุมเกือบทั้งประเทศฟิลิปปินส์ขึ้นฝั่งที่จังหวัด เอาโรรา บนเกาะลูซอน ซึ่งเป็นเกาะหลัก เมื่อเวลา 21.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น ไม่กี่วันหลังจากพายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” พัดถล่มภาคกลางของประเทศและคร่าชีวิตผู้คนไป 224 ศพ

ไต้ฝุ่นฟงวองขึ้นฝั่งด้วยความเร็วลม 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความเร็วลมกระโชกสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมันกำลังพัดถล่มพื้นที่หลายส่วนของเกาะลูซอนด้วยฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและเป็นวงกว้าง

พื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะลูซอน ซึ่งเป็นเกาะที่มีประชากรมากที่สุดของฟิลิปปินส์ อยู่ภายใต้การประกาศเตือนภัยพายุขั้นสูงสุด และขั้นสูงสุดลำดับ 2 ขณะที่เขตเทศบาลกรุงมะนิลากับจังหวัดใกล้เคียงอยู่ภายใต้การเตือนภัยระดับ 3

เพื่อป้องกันไว้ก่อน หน่วยงานกำกับดูแลการบินพลเรือนได้สั่งปิดสนามบินหลายแห่ง รวมถึงท่าอากาศยานนานาชาติ ไบโคล และสนามบินซังเลย์ ในกรุงมะนิลา

ตามการเปิดเผยของสำนักงานป้องกันภัยพลเรือน อิทธิพลของไต้ฝุ่นฟงวองทำให้มี ผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ 1 รายในจังหวัดคาตันดัวเนส ขณะที่หน่วยดับเพลิงกู้ร่างของหญิงรายหนึ่งที่ติดอยู่ใต้ซากบ้านที่พังถล่มในเมืองคัตบาโลกัน ขึ้นมาได้สำเร็จ

ทั้งนี้ พายุฟงวอง หรือที่ในท้องถิ่นเรียกกันว่า อูวาน (Uwan) เป็นพายุลูกที่ 21 ที่พัดเข้าถล่มฟิลิปปินส์ในปี 2568 นี้ ซึ่งตามปกติจะเผชิญพายุเฉลี่ย 20 ลูกต่อปี

PAGASA คาดการณ์ว่า ตั้งแต่วันจันทร์ พายุฟงวองจะเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ก่อนจะเปลี่ยนไปเคลื่อนตัวขึ้นเหนือภายในวันอังคาร โดยที่มันจะยังมีความรุนแรงในระดับพายุไต้ฝุ่นต่อไป

จากนั้นภายในวันพุธ (12 พ.ย.) ฟงวองจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ ช่องแคบไต้หวัน และจะอ่อนกำลังลงก่อนขึ้นฝั่งทางตะวันตกของเกาะไต้หวันในวันพฤหัสบดี โดยคาดกันว่า มันจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเคลื่อนที่เข้าสู่ผืนน้ำของหมู่เกาะริวกิว ในฐานะพายุหมุนเขตร้อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง หลังกวาดล้าง KK Park

กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง หลังกวาดล้าง KK Park

9 พ.ย. 2568 22:20 น.

กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง หลังกวาดล้าง KK Park

ทางการเมียนมาดำเนินการทำลายตึกของแก๊งหลอกลวงออนไลน์บริเวณชายแดนติดกับไทยกว่า 150 ตึก ซึ่งพวกเขาค้นพบหลังมีปฏิบัติการบุกทลาย KK Park ศูนย์สแกมเมอร์ชื่อดัง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 พ.ย. 2568 กองทัพเมียนมาเปิดเผยว่า พวกเขากำลังรื้อถอนอาคารเกือบ 150 หลัง โดยเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจปราบปรามศูนย์หลอกลวงออนไลน์อันฉาวโฉ่บริเวณชายแดนติดกับประเทศไทย โดยอาคารดังกล่าวมีทั้ง โรงยิม สปา และห้องคาราโอเกะ

ศูนย์หลอกลวงขนาดใหญ่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่ชายแดนของประเทศเมียนมา ซึ่งกำลังเผชิญกับสงครามกลางเมือง และอำนาจปกครองของรัฐบาลครอบคลุมไม่ทั่วถึง โดยอาคารหลายแห่งเป็นที่พักของสมาชิกแก๊งหลอกลวงออนไลน์ ที่คอยหลอกลวงผู้คนในหลายประเทศสร้างความเสียหายหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

คนงานจำนวนมากตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ และถูกหลอกเข้าไปในศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ และถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงคน แต่บางส่วนก็เข้าไปด้วยความสมัครใจ

เมื่อเดือนตุลาคม กองทัพเมียนมาเพิ่งมีปฏิบัติการบุกเข้าทลาย KK Park ศูนย์หลอกลวงชื่อฉาว พบนักต้มตุ๋นมากกว่า 2,000 คน และทำให้ประชาชนกว่า 1,500 คน หลบหนีข้ามพรมแดนไปยังประเทศไทย

ในวันอาทิตย์ หนังสือพิมพ์ The Global New Light of Myanmar สื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลทหารเมียนมา เผยแพร่การอัปเดตข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับปฏิบัติการดังกล่าว ระบุว่า เจ้าหน้าที่พบอาคารที่เกี่ยวข้องกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์จำนวน 148 หลัง ซึ่งรวมถึง อาคารหอพัก โรงพยาบาลสี่ชั้น และอาคารคาราโอเกะสองชั้น

จากจำนวนดังกล่าว เจ้าหน้าที่ดำเนินการรื้อถอนไปแล้ว 101 หลัง และกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการรื้อถอนอาคารที่เหลือ

ด้านสำนักข่าว AFP ซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวในเมียนมามาตลอดระบุว่า พวกเขายังไม่สามารถยืนยันรายงานของสื่อเมียนมาได้ แต่คนในพื้นที่ทั้งในเมียนมาและบริเวณชายแดนไทยรายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดเป็นระยะ ตั้งแต่กองทัพเมียนมาเริ่มปฏิบัติการบุกทลาย

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า การบุกปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ของรัฐบาลเมียนมาน่าจะเป็นไปอย่างจำกัด อาจมีการจัดฉากและเผยแพร่ข้อมูลอย่างจำกัด เนื่องจากกองทัพกำลังพยายามสร้างความสมดุลเพื่อบรรเทาแรงกดดันจากนานาชาติให้ปราบปรามศูนย์หลอกลวง โดยที่ยังไม่ทำให้ “ผลกำไร” เสียหายมากเกินไป

ทั้งนี้ จีนซึ่งเป็นผู้สนับสนุนทางทหารหลักของเมียนมากำลังไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ ที่แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมามุ่งเป้าหมายไปที่พลเมืองจีน และถึงขั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต

แต่ผู้เชี่ยวชาญก็คาดว่า การปราบปรามที่หนักหน่วงเกินไปจะส่งผลกระทบต่อ ผลกำไรที่หล่อเลี้ยงกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญที่รัฐบาลทหารต้องพึ่งพาในสงครามกลางเมือง ที่ครอบงำประเทศแห่งนี้นับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลประชาชนของนาง อองซาน ซูจี เมื่อปี 2564

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ การกดดันซึ่งนำโดยประเทศจีน ส่งผลให้คนงานของแก๊งหลอกลวงในเมียนมากว่า 7,000 คน ถูกส่งกลับประเทศต้นทาง ขณะที่ไทยได้ดำเนินการ ปิดกั้นอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน เพื่อพยายามจำกัดการทำงานของศูนย์หลอกลวงเหล่านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

‘โสภณ’มอบนโยบายธนาคารที่ดิน เน้นภารกิจกระจายการถือครองที่ดิน ช่วยเกษตรยากจน

'โสภณ'มอบนโยบายธนาคารที่ดิน เน้นภารกิจกระจายการถือครองที่ดิน ช่วยเกษตรยากจน

‘โสภณ’มอบนโยบายธนาคารที่ดิน เน้นภารกิจกระจายการถือครองที่ดิน ช่วยเกษตรยากจน

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.56 น.

“โสภณ”มอบนโยบายธนาคารที่ดิน เน้นภารกิจกระจายการถือครองที่ดิน ช่วยเหลือเกษตรผู้ยากจนและด้อยโอกาส  

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) มอบนโยบายการดำเนินงาน “ธนาคารที่ดิน” โดยมี พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานบอร์ดธนาคารที่ดิน นายจำนงค์ หนูพันธ์ ผู้แทนบอร์ดสัดส่วนองค์กรชุมชม และนายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการธนาคารที่ดิน พร้อมผู้บริหารธนาคารที่ดิน และผู้แทนบอร์ดธนาคารที่ดิน เข้ารับฟังแนวนโยบายการดำเนินงาน ณ ห้องประชุม ชั้น 4 ตึกอำนวยการ ทำเนียบรัฐบาล

นายโสภณ กล่าวว่า ผู้บริหารธนาคารที่ดิน รายงานผลการปฏิบัติงานตั้งแต่ปี 2559-2568 โดยเป็นองค์กรช่วยเหลือประชาชนในด้านการกระจายการถือครองที่ดิน บนพื้นที่กว่า 7,256 ไร่ ช่วยเหลือเกษตรผู้ยากจนและด้อยโอกาส จำนวน 1,816 ครัวเรือน ให้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินทำกิน

ทั้งนี้ นายโสภณ ได้สั่งการให้ฝ่ายบริหารไปดำเนินการจัดทำข้อมูลเพิ่มเติม และให้เป็นปัจจุบัน และนำมารายงานในการประชุมวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ต่อไป

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ นั่งหัวโต๊ะประชุมพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ นั่งหัวโต๊ะประชุมพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ นั่งหัวโต๊ะประชุมพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.52 น.

10 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานการประชุมคณะทำงานพัฒนาและบริหารจัดการโครงการส่งเสริมและพัฒนาเพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง ครั้งที่ 4/2568 ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการกรมส่งเสริมการเกษตร (OR) ชั้น 2 อาคาร 1 กรมส่งเสริมการเกษตร และระบบออนไลน์ (Zoom meeting) โดยมีนายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเข้าร่วมการประชุม เพื่อรับทราบโครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ภาพรวมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) โครงการส่งเสริมและพัฒนาเพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และพิจารณาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูง (Prototype Products) ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนา เพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

-(016)

‘กรมชลประทาน’ลดการระบายน้ำ‘เขื่อนป่าสักฯ’ เหตุท้าย‘เขื่อนเจ้าพระยา’ยังระบายน้ำมาก

‘กรมชลประทาน’ลดการระบายน้ำ‘เขื่อนป่าสักฯ’ เหตุท้าย‘เขื่อนเจ้าพระยา’ยังระบายน้ำมาก

‘กรมชลประทาน’ลดการระบายน้ำ‘เขื่อนป่าสักฯ’ เหตุท้าย‘เขื่อนเจ้าพระยา’ยังระบายน้ำมาก

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.46 น.

‘กรมชลประทาน’ลดการระบายน้ำ‘เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์’จัดการจราจรน้ำเหตุท้าย‘เขื่อนเจ้าพระยา’ยังระบายน้ำมากถึง 2,800 ลบ.ม./วินาที พื้นที่ตอนล่างได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง ใช้‘คลองลัดโพธิ์’ระบายน้ำเหนือออก‘อ่าวไทย’ให้สอดคล้องกับจังหวะการขึ้นลงของน้ำทะเล

10 พ.ย.68 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน แจ้งว่า ขณะนี้ได้บริหาร “จราจรน้ำ” ในลุ่มเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลจากภาคเหนือเข้าสู่พื้นที่ตอนล่าง หลังพบว่าระดับน้ำในหลายพื้นที่ยังคงสูงต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 06.00 น. ที่จังหวัดนครสวรรค์ พบว่าแม่น้ำสายหลักทั้ง 3 สายมีปริมาณน้ำไหลมาก โดยแม่น้ำปิงมีอัตราการไหลผ่าน 1,329 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แม่น้ำยม 501 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และแม่น้ำน่าน 1,225 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก่อนจะไหลมารวมกันที่แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ ซึ่งมีปริมาณน้ำไหลผ่านถึง 2,965 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่แม่น้ำสะแกกรังไหลสมทบอีก 175 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท อยู่ที่ +17.70 เมตร (รทก.) และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาโดยรับน้ำเข้าระบบชลประทานเต็มศักยภาพทั้งสองฝั่งรวม 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และระบายน้ำท้ายเขื่อนในอัตรา 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับสูง จึงจำเป็นต้องลดการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จาก 350 เหลือ 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อชะลอน้ำจากตอนบนที่จะไหลมาสมทบกับแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างมากเกินไป

ขณะที่พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างและกรุงเทพมหานคร-ปริมณฑลยังคงได้รับอิทธิพลน้ำทะเลหนุนสูงร่วมด้วย ทำให้การระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยช้ากว่าปกติ กรมชลประทานจึงเร่งระบายน้ำผ่านคลองลัดโพธิ์ จังหวัดสมุทรปราการ ให้สอดคล้องกับจังหวะน้ำทะเลขึ้นลง เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพและลดภาวะน้ำล้นตลิ่งบริเวณริมลำน้ำ

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 930.25 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 96.90% ของความจุอ่าง มีน้ำไหลเข้า 145.31 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (12.55 ล้าน ลบ.ม./วัน) และระบายออก 300.29 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (25.95 ล้าน ลบ.ม./วัน) ซึ่งกรมชลประทานยืนยันว่า ยังคงติดตามสถานการณ์น้ำฝนและน้ำ5อย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน พร้อมปรับแผน บริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

‘ไข่คละหน้าฟาร์ม’ปรับขึ้น 20 สตางค์ ราคาแนะนำฟองละ 3.20 บาทหรือเพิ่มขึ้นแผงละ 6 บาท

‘ไข่คละหน้าฟาร์ม’ปรับขึ้น 20 สตางค์ ราคาแนะนำฟองละ 3.20 บาทหรือเพิ่มขึ้นแผงละ 6 บาท

‘ไข่คละหน้าฟาร์ม’ปรับขึ้น 20 สตางค์ ราคาแนะนำฟองละ 3.20 บาทหรือเพิ่มขึ้นแผงละ 6 บาท

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.32 น.

‘ไข่คละหน้าฟาร์ม’ปรับขึ้น 20 สตางค์ หลังตกรูดสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ประกาศราคาแนะนำ​ฟองละ​ 3.20 บาทหรือ​เพิ่มขึ้น 6​ บาทต่อแผงมีผลวันนี้ ภาครัฐระดมมาตรการแก้ปัญหาราคา ทั้งปราบไข่ไก่เถื่อน เร่งรักษาเสถียรภาพราคา​ และ​กระจายไข่ไก่​ออกสู่​ตลาด​ทั่วประเทศ

10 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ประกาศแจ้งปรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มขึ้นอีก 20 สตางค์ต่อฟอง หรือ 6 บาทต่อแผง หลังจากปรับลดไปได้เพียงสัปดาห์เดียว โดยราคาขายแนะนำใหม่อยู่ที่ 3.20 บาทต่อฟอง (น้ำหนัก 20.5 กิโลกรัมขึ้นไป) มีผลตั้งแต่วันนี้ (10 พ.ย. 68) เป็นต้นไป

ทั้งนี้ เครือข่ายที่ออกประกาศประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่–ลำพูน จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด และ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แม่น้ำน้อย จำกัด เพื่อแจ้งแนวทางราคากลางให้สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ใช้เป็นแนวทางอ้างอิง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาครัฐได้เร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ปราบปรามการลักลอบนำเข้าไข่ไก่จากต่างประเทศ หลังกรมปศุสัตว์ตรวจพบไข่เถื่อนจำนวนมากที่ส่งผลให้ตลาดล้นและกดราคาภายในประเทศ พร้อมทั้งหารือกับเกษตรกรและสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่เพื่อวางแนวทางช่วยเหลืออย่างยั่งยืน

ต่อมา นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ รองอธิบดี เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่​ โดยมีผู้แทนสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สหกรณ์ และผู้ประกอบการเข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมมีมติให้เร่งรัดการปลดไก่ไข่ตามอายุที่เหมาะสม พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการระบายไข่ไก่ 60 ล้านฟองออกจากระบบภายใน 2 เดือน ด้วยการเร่งส่งออก​หรือ​ให้​บริษัท​ผู้นำเข้า​พ่อแม่​พันธุ์​ปลดแม่ไก่ยืนกรงให้เร็วขึ้​นเพื่อพยุงราคาให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ด้าน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาไข่ไก่เริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังผ่านพ้นช่วงเทศกาลกินเจ ประกอบกับการเปิดภาคเรียนและโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ของรัฐบาลที่ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ส่งผลให้การบริโภคและการค้าคล่องตัวขึ้น โดยกรมการค้าภายในได้เดินหน้าโครงการ เชื่อมโยงไข่ไก่จากเกษตรกรสู่ผู้บริโภค ผ่านเครือข่ายสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ตั้งเป้าระบายไข่ไก่กว่า 3.5 ล้านฟอง ระหว่างวันที่ 17–23 พฤศจิกายนนี้ เพื่อช่วยเกษตรกรเพิ่มช่องทางจำหน่ายและรักษาเสถียรภาพราคาภายในตลาดทั้งมาตรการจากภาครัฐและความต้องการบริโภคที่ฟื้นตัวในช่วงปลายปี ส่งผลให้แนวโน้มราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเริ่มขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณบวกต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศ