‘รทสช.’เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ ‘พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์’

'รทสช.'เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ 'พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์'

‘รทสช.’เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ ‘พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์’

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.23 น.

‘รทสช.’เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ ‘พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์’ ชูสโลแกน’เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ’ ดันนโยบาย มั่นคง- ศก.-ปากท้อง เสนอสร้างแก้มลิงทุกจว. พร้อมตั้งศาลที่ดิน แก้ปัญหารัฐ-ปชช.ขัดแย้งกัน พร้อมส่งกทม.ครบ 33 เขต

เมื่อเวลา13.20 น.วันที่ 22 ธ.ค. ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค แถลงนโยบายพรรค พร้อมเปิดสโลแกนพรรค “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” และเปิดแคนดิเดตนายกฯ 3 คน ได้แก่ นายพีระพันธุ์ นายอรรถวิชช์ และนายนราพัฒน์

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ที่ตนยืนอยู่ตรงนี้ในฐานะผู้นำพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อมาประกาศให้ประชาชนรู้ว่าเรารวมไทยสร้างชาติจะแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างไรบ้าง ทั้งปัญหาเรื่องความมั่นคง การปะทะกันที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาค่าครองชีพ ปัญหาการทุจริต การโกงชาติ สแกมเมอร์ และปัญหาเศรษฐกิจฐานราก คนรากหญ้าจะตายอยู่แล้ว ปัญหาเหล่านี้เกิดมานานแล้ว ประเด็นคือเราปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นวิกฤตของประเทศ และปล่อยให้เป็นอย่างนี้เพราะไม่เคยมีการแก้ไขปัญหาด้วยความเอาจริงเอาจังและเด็ดขาด ปัญหาธรรมดาเลยเป็นวิกฤต และจากวิกฤตคือความเดือดร้อนของคนไทยทั้งชาติ พรรครวมไทยสร้างชาติตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ ที่ผ่านมาตนประกาศมาตลอดว่ารวมไทยสร้างชาติไม่ได้เล่นการเมือง แต่เรามาทำงานการเมืองให้กับพี่น้องประชาชน ปัญหาทั้งหมดที่ตนมองวันนี้รวมไทยสร้างชาติไม่ได้มาแค่ทำงาน จากนี้ไปเราล้างบางความเสียหาย ความชั่ว ความที่ไม่มีการเอาจริงเอาจัง ทำให้ประเทศไทยเกิดวิกฤต เราจะมาล้างบางความชั่วเหล่านี้ให้หมดแผ่นดินไทย

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ภารกิจหลักของเราประการหนึ่งเรื่องความมั่นคงประเทศ หลักๆ เรื่องของอธิปไตยประเทศ เราจะทำอย่างไรกำจัดคนโกงให้หมดจากแผ่นดิน ทำอย่างไรจะให้ค่าครองชีพ ค่าพลังงานถูกลงไปอีก ทำอย่างไรจะฟื้นเศรษฐกิจฐานราก นโยบายหลักที่สำคัญของเราทั้งหมดนี้ รวมไทยสร้างชาติจะเข้าสู่สนามเลือกตั้งในปี 2569 เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ อันดับแรกต้องรักษาอธิปไตยของชาติ หนึ่งตารางนิ้วของประเทศไทยเสียไม่ได้เด็ดขาด เรายกเลิกเอ็มโอยู 43-44 ซึ่งประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ทำตัวเป็นคนดีแต่ถูกรังแกมาตลอด ศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำถูกรังแก เราจะไม่ยอมอีกต่อไป แผ่นดินไทยทุกตารางนิ้วต้องกลับคืน เส้นเขตแดนทางทะเลต้องเป็นของเราที่ถูกต้องตามกฎหมายสากลทั้งหมด ปัญหาพลังงานใต้ท้องทะเลประเทศไทยต้องนำกลับขึ้นมา เราไม่ได้ไปโกงใคร แต่เราต้องทำเด็ดขาด เราต้องสร้างรั้วชายแดน ซึ่งที่ผ่านมาเข้า-ออกทั้งผู้ค้ายาเสพติด สแกมเมอร์ ทุนเทา ค้ามนุษย์ แต่ที่แย่ที่สุดมีการเข้ามาฝังทุ่นระเบิด เราจะไม่ปล่อยให้ใครทำแบบนี้กับแผ่นดินไทยและทหารไทยเด็ดขาด เราจะสร้างรั้วใช้งานอย่างจริงจัง จะป้องกันอธิปไตยของชาติจากการรุกรานทุกรูปแบบและการเข้ามาของคนชั่วที่มาทำมาหากินในประเทศไทย แต่ทั้งหมดนี้ขวัญกำลังใจของชาติคือทหาร รั้วของจริงสร้างด้วยเหล็ก รั้วของชาติสร้างด้วยจิตวิญญาณเลือดเนื้อ ขาขาดกี่ขา บาดเจ็บกี่คน เราต้องดูแล เพราะฉะนั้นทุกคนที่ออกรบจะได้เบี้ย 200,000 บาท ในการดูแล และทหารใหม่ที่สมัครใจเกณฑ์ทหารรับไปเลยคนละ 30,000 บาท ทั้งนี้ทหารเกณฑ์ส่วนใหญ่รายได้น้อยและต้องดูแลครอบครัว ก็รับไปเลยเงินเดือนบวกเงินค่าครองชีพเดือนละ 15,000 บาท

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ประการที่สอง เราต้องกำจัดพิฆาตคนชั่ว คนโกงชาติ โกงแผ่นดินต้องประหารให้หมด พวกสแกมเมอร์ต้องโทษหนักประหารชีวิตสูงสุด รวมไทยสร้างชาติจะแก้กฎหมายทันทีที่เราเป็นรัฐบาลออกพระราชกำหนดประหารคนชั่วเหล่านี้ให้ออกจากแผ่นดิน และคนชั่วที่โกงเงินชาติ นอกจากประหารชีวิตแล้ว ลูกหลานต้องชดใช้เงินแผ่นดินด้วย

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า และวันนี้ภาระของทุกคนคือค่าครองชีพที่รัฐบาลสามารถช่วยได้คือทุบค่าพลังงาน ถ้าตนเป็นรัฐมนตรี น้ำมันเบนซิน ดีเซล 30 บาทเท่านั้น และได้เตรียมการไว้แล้วสามารถทำได้ทันที ยืนยันว่าเราจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับนายทุน ไม่ว่าทุนเทาหรือทุนพลังงาน ส่วนค่าไฟถูกลงได้อีก 3.3 บาท/หน่วย

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า อีกเรื่องคือนโยบายปฏิรูปการศึกษา ที่พ่อแม่เครียดเรื่องอนาคตลูก เด็กเครียดในการสอบเข้า เราจะปฏิรูปการศึกษา เด็กอยากเรียนอะไรต้องได้เรียนทุกคน ยุติการสอบเข้า ขอให้สอบจบให้ได้ก็แล้วกัน เด็กทุกคนมีความสามารถอะไรก็ได้เรียนทุกคนไม่ต้องเครียดกับการสอบเข้าและการติวอีกต่อไป และให้ใช้หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ด้วยการทำงาน จะไม่มีการฟ้องคดีอีกต่อไป

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า รวมไทยสร้างชาติเข้าสนามรบเลือกตั้งเพื่อเอาชนะวิกฤตชาติด้วยความเด็ดขาด เพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพรรค ทั้งนี้ รวมไทยสร้างชาติ จะส่งตัวแทนของผู้สมัครกรุงเทพมหานคร ครบทั้ง 33 เขตเลือกตั้ง

ด้านนายอรรถวิชช์ กล่าวถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจว่า เศรษฐกิจไทยย่ำอยู่กับที่มา 20 กว่าปี เพราะประเทศไทยไม่สามารถมีธุรกิจรูปแบบใหม่เกิดขึ้นได้ และถูกย้ำด้วยการผูกขาดทางธุรกิจอยู่สองอย่าง คือ ธุรกิจพลังงาน กับ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ดังนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติจึงเสนอสองนโยบาย เพื่อให้เกิดการสร้างงาน คือ

1.การปล่อยเสรีโซลาร์เซลล์ ให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าไฟแล้ว ก็จะตอบสนองต่อธุรกิจใหม่ๆ ที่ต้องการพลังงานสะอาด 100 เปอร์เซ็นต์ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ธุรกิจเหล่านี้ต้องการพลังงานมหาศาล แต่รัฐส่งไฟให้เขาไม่ได้ เพราะมัวแต่เกรงใจทุนพลังงาน ซึ่งนโยบายนี้จะเปิดให้ประชาชนสามารถขายได้เลย

2.ลบประวัติเครดิตบูโร จ่ายจบกู้ใหม่ได้ทันที เพราะคนที่ติดเครดิตบูโรในประเทศนี้มี 5 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงาน กล่าวคือ หนี้ครัวเรือนสูง แต่ไม่เกิดการแข่งขันของธนาคารพาณิชย์ วันนี้เรากำลังเอาคนชั้นกลางไปเจอดอกเบี้ยแพง เพราะปล่อยให้ธนาคารผูกขาด ดังนั้น นโยบายนี้ออกมาเพื่อไม่ให้เกิดการแช่แข็งลูกหนี้ และเป็นการชนกับทุนธนาคารที่ต้องใช้ความเด็ดขาด

3.นโยบายราชการงานไว หลายใบอนุญาต จบที่หนึ่งคำขอ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ และป้องกันไม่ให้ข้าราชการเกิดการโกงกิน

ส่วนนายนราพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ว่าจะกี่ยุค กี่สมัยเราจะเห็นภาพของน้ำมหาศาลที่ท่วมและไม่สามารถกักเก็บได้ ถึงเวลาแล้งน้ำก็หมดประเทศ ซึ่งในการบริหารจัดการน้ำจะมีกรมชลประทานดูแล แต่ไม่สามารถครอบคลุมทั้งประเทศ ทำให้มีพื้นที่นอกเขตชลประทานต้องอาศัยกรมทรัพยากรน้ำหรือประชาชนต้องดูแลตัวเอง อย่างจังหวัดพิจิตรมีโครงการบางระกำเพื่อกักเก็บน้ำ รัฐบาลทำได้หรือไม่ที่จะทุ่มงบประมาณให้ทุกจังหวัดทำแก้มลิงเพื่อกักเก็บน้ำ โดยให้ทุกจังหวัดขยายพื้นที่ที่เป็นพื้นที่สาธารณะไปทำพื้นที่แก้มลิงที่สามารถกระจายน้ำไปยังเกษตรกรในทุกพื้นที่ได้ ซึ่งจะใช้งบประมาณไม่เยอะ เพราะกรมชลทานมีงบประมาณมหาศาล และถ้าเสรีโซลาร์สำเร็จการสูบน้ำและการดึงน้ำไปยังทุกพื้นที่ให้เกษตรกรก็สามารถทำได้โดยมีต้นทุนต่ำ

นายนราพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องปุ๋ยที่เรามีทรัพยากรโพแทสเซียม แต่ไม่สามารถเอามาทำเป็นแม่ปุ๋ยใช้ได้ ตนเชื่อว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ จะดึงโพแทสเซียมมาทำปุ๋ย และทำให้ราคาปุ๋ยไม่เกินกระสอบละ 500 บาท นี่คือสิ่งที่เราบอกว่าน้ำและปุ๋ยคือต้นทุนชีวิตของเกษตรกร

“วันนี้เราจะไม่มีการทะเลาะกันระหว่างรัฐกับประชาชนในเรื่องที่ดินทำกิน ตรงไหนคือที่ดินของรัฐ ตรงไหนคือที่ดินของประชาชน รวมถึงการออกโฉนดที่ดิน ที่ใช้เวลายาวนาน โดยเราจะมีการตั้งศาลที่ดินดูแลประชาชนในเรื่องที่ดินทำกินโดยเฉพาะ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม”

นายนราพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนการตั้งราคากลางพืชผลทางการเกษตร เรื่องการต่อ
ยอดขายผลผลิตจะต้องได้กำไรจากการขายด้วย โดยจะมีกฎหมายต่างๆ สินค้าเกษตรไม่จำเป็นจะต้องขายแค่ผลผลิตเราต้องต่อยอดเอากำไรจากผลิตภัณฑ์มาคืนให้กับเกษตรกร รวมถึงให้สหกรณ์การเกษตรจัดหาเครื่องจักร ให้เกษตรกรเช่าเครื่องจักรได้ในราคาถูกมีโรงสี มีโรงอบ มีตู้แช่แข็งต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรมีสถานที่ในการแปรรูปพืชผลทางการเกษตรทำให้พืชผลทางการเกษตรมีราคาที่เป็นธรรมขึ้น

นายนราพัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่เราทำคือการลดต้นทุนชีวิต ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น รวมถึงลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดแข่งขันและประเทศไทยเห็นทางออก ถ้าเรามีผู้นำที่เด็ดขาด นั่นหมายความว่า ปัญหาทุกปัญหาจะได้รับการแก้ไข ก่อนที่จะไปสู่วิกฤติ เรามาร่วมกันต่อสู้อุปสรรคต่างๆ ต่อสู้กับทุนเทาที่ไม่เป็นธรรมกับประเทศและประชาชน

‘ภูมิใจไทยภาคใต้’ จัดทัพใหญ่! เคาะส่งผู้สมัคร สส.สงขลาครบ 9 เขต ยันพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง

‘ภูมิใจไทยภาคใต้’ จัดทัพใหญ่! เคาะส่งผู้สมัคร สส.สงขลาครบ 9 เขต ยันพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง

‘ภูมิใจไทยภาคใต้’ จัดทัพใหญ่! เคาะส่งผู้สมัคร สส.สงขลาครบ 9 เขต ยันพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.05 น.

‘ภูมิใจไทยภาคใต้’ จัดทัพใหญ่! เคาะส่งผู้สมัคร สส.สงขลาครบ 9 เขต ยันพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี ว่าที่ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 1 พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมพรรคเพื่อรับฟังความคิดเห็นและพิจารณาสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต จังหวัดสงขลา ซึ่งจัดขึ้น ณ องค์การบริหารส่วนตำบลทับช้าง ตำบลทับช้าง อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลาว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบผู้ผ่านการสรรหาและเตรียมลงสมัคร สส. ครบทั้ง 9 เขตเลือกตั้งของจังหวัดสงขลาแล้ว สำหรับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. จังหวัดสงขลา ในนามพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 9 เขต ประกอบด้วย เขต 1 นายสรรเพชญ บุญญามณี อดีตสส.สงขลา เขต 1 เขต 2 นายศาสตรา ศรีปาน อดีต สส.สงขลา เขต 2 เขต 3 นายสมยศ พลายด้วง อดีต สส.สงขลาเขต 3 เขต 4 นายโยธิน ทองเนื้อแข็ง อดีตสมาชิกสภาจังหวัดสงขลา เขต 5 นายอภิชาต ลาพินี เขต 6 นายอนุกูลพฤกษานุศักดิ์ เขต 7 นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ อดีต สส.สงขลา เขต 7 เขต 8 นายฆอซาลี ดุสะเหม๊าะ และ เขต 9 พ.ต.อ.พิทักษ์ พุทธวิโร

นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า ในจำนวนผู้สมัครทั้ง 9 คน มีถึง 4 คนที่เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสภาชุดที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานในสภา เข้าใจกลไกการผลักดันนโยบาย และรับรู้ปัญหาในพื้นที่เป็นอย่างดีจึงมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการสานงานต่อยอดงานเดิม และขับเคลื่อนประเด็นสำคัญของจังหวัดสงขลาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันผู้สมัครรายอื่น ๆ ก็เป็นบุคคลที่มีศักยภาพ มีความรู้ ความสามารถ และมีฐานการทำงานในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทีมผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยในจังหวัดสงขลาครั้งนี้ เป็นการผสมผสานระหว่าง ประสบการณ์ ความต่อเนื่อง และพลังใหม่อย่างลงตัว

“การเลือกตั้งรอบนี้ พรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมทั้งตัวบุคคล ทีมงาน และนโยบาย ผู้สมัครทุกคนพร้อมลงพื้นที่แนะนำตัว และสื่อสารนโยบายของพรรคอย่างเข้มข้น เพื่อขอความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนชาวสงขลา ทั้งระบบบัญชีรายชื่อ และเขตเลือกตั้งและพร้อมเดินหน้าทำงานให้กับประชาชนชาวสงขลา” นายสรรเพชญ กล่าว

‘อนุทิน’ลั่นพร้อมจับมือกับคนสร้างประโยชน์ ยังไม่ชัด‘ศุภจี-เอกนิติ’นั่งแคนดิเดตนายกฯ‘ภท.’

‘อนุทิน’ลั่นพร้อมจับมือกับคนสร้างประโยชน์ ยังไม่ชัด‘ศุภจี-เอกนิติ’นั่งแคนดิเดตนายกฯ‘ภท.’

‘อนุทิน’ลั่นพร้อมจับมือกับคนสร้างประโยชน์ ยังไม่ชัด‘ศุภจี-เอกนิติ’นั่งแคนดิเดตนายกฯ‘ภท.’

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.01 น.

‘อนุทิน’บอกการเมืองปล่อยตามกลไก หลังเลือกตั้งพร้อมจับมือกับคนสร้างประโยชน์ ไม่อยากพูดก่อนหวั่น‘กลืนน้ำลาย’ ยันนโยบาย‘ภูมิใจไทย’เกิดประโยชน์ หลัง‘เท้ง’ระบุอาจร่วมงานไม่ได้ ยังไม่ชัด‘ศุภจี-เอกนิติ’นั่งแคนดิเดตนายกฯ แต่ไม่ผิดหวังแน่ ขอบคุณโพลจากบ๊วยขึ้นอันดับ 3

เมื่อเวลา 13.45น.วันที่ 22 ธ.ค.68  ที่ทำเนียบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  กล่าวถึงกรณีหลังเลือกตั้งอยากจับมือพรรคเพื่อไทย หรือ พรรคประชาชนมากที่สุด นายกรัฐมนตรีย้อนถามว่า ทำไมต้องใช้คำว่าจับมือ ใครก็ตามที่ช่วยกันสร้างประโยชน์ให้บ้านเมือง วันนี้คนไทยเราต้องสมัครสมานสามัคคีเป็นหลักก่อน เรามีเรื่องกับเพื่อนบ้านอยู่  เรื่องการเมืองปล่อยไปตามกลไกของมัน ส่วนใหญ่ต้องหลังเลือกตั้งก่อน ใครไปพูดอะไรก่อน เดี๋ยวจะเจอสถานการณ์ พอทำไม่ได้ จะกลายเป็นว่าต้องไปกลืนน้ำลาย วุ่นวายไปหมด เรื่องอะไรที่อยู่เหนือการควบคุม ตนไม่มีความเห็นดีกว่า

เมื่อถามว่ากรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาระบุว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล พรรคประชาชนพร้อมเป็นฝ่ายค้าน ว่า ตนเป็นนายกรัฐมนตรีได้ก็เพราะเสียงของท่าน 

ส่วนที่หัวหน้าพรรคประชาชนออกมาระบุอีกด้วยว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทยอาจไม่สามารถร่วมงานกันได้ นายอนุทินกล่าวว่า  สำหรับภูมิใจไทยวันนี้ เราพยายามทำให้พี่น้องประชาชนเชื่อใจ มั่นใจ และเดินเข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วยความพร้อม ด้วยนโยบายที่เป็นประโยชน์ ต่อประเทศ ต่อประชาชน

เมื่อถามว่าผลสำรวจความเห็นประชาชนจากหลายสำนัก ระบุว่า พรรคภูมิใจไทยอยู่ในอันดับ 3  จะทำอย่างไรให้ได้รับความนิยมมากขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า จากอันดับบ๊วย มาอันดับ 3 ก็ขอบคุณพี่น้องประชาชนมากๆ

เมื่อถามถึงวันที่ 24 ธันวาคมนี้ ซึ่งจะเป็นการประชุมและแถลงนโยบายพรรคภูมิใจไทย จะมีการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน  หัวเราะ ก่อนจะบอกว่า เอาเป็นว่าไม่ผิดหวังก็แล้วกัน

เมื่อถามว่า จีบ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย สำเร็จแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทำงานด้วยกัน 

เมื่อถามย้ำว่า ทั้งสองคนตอบรับแล้วหรือไม่ นายอนุทิน ย้ำว่า ทำงานด้วยกันต่อไป

เมื่อถามว่า การเลือกตั้งในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทยกัมพูชาจะมีอุปสรรคอะไรในการหาเสียงหรือไม่  นายอนุทิน กล่าวว่า คิดว่าผู้สมัครแต่ละท่านก็มีความพร้อมในพื้นที่ของพวกเขาอยู่แล้ว ส่วนเรื่องสถานการณ์ชายแดนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต่อการกำหนดวันเลือกตั้งเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เป็นเรื่องที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ ขณะนี้เราทำตามบทบัญญัติ ส่วนสถานการณ์ในอนาคตเป็นอย่างไร ต้องพยายามทำให้ข้อพิพาท และการดำเนินการใดๆ กับความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้มีข้อสรุปโดยเร็วที่สุด

เมื่อถึงเวลานั้นถ้าความขัดแย้งยังคงมีปัญหาอยู่  รัฐบาลกับกกต. จะต้องมีการหารือกันใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องคุยกันอยู่แล้ว รัฐบาลให้ความร่วมมือกับกกต. ในทุกกรณีอยู่แล้ว  

ส่วนนายกรัฐมนตรีจะร่วมเวทีดีเบตหรือไม่  นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้คิดเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงท้ายการสัมภาษณ์ นักข่าวได้เปิดรูปโปรโมทของพรรคภูมิใจไทย การจัดวาง ถือเป็นการส่งสัญญาณ ชัดแล้วใช่หรือไม่ว่าแคนดิเดต เป็นนายสีหศักดิ์ และนายเอกนิติ นายอนุทิน ตอบทันทีว่า พี่แต๋ม ก็อยู่

‘นายกฯ’เผยหารือ‘ทูตพิเศษจีน’หวังเห็นสันติภาพชายแดน ย้ำไม่มีข้อตกลงใดๆ

‘นายกฯ’เผยหารือ‘ทูตพิเศษจีน’หวังเห็นสันติภาพชายแดน ย้ำไม่มีข้อตกลงใดๆ

‘นายกฯ’เผยหารือ‘ทูตพิเศษจีน’หวังเห็นสันติภาพชายแดน ย้ำไม่มีข้อตกลงใดๆ

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.55 น.

‘นายกฯ’เผยหารือ‘ทูตพิเศษจีน’หวังเห็นสันติภาพชายแดน ย้ำไม่มีข้อตกลงใดๆ

22 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้หารือกับ นายเติ้ง ซีจวิน (H.E. Mr. Deng Xijun) เอกอัครราชทูตและผู้แทนพิเศษด้านกิจการเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศจีน และนายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อหารือถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

จากนั้นเวลา 13.45 น. นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นการหารือเรื่องความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา โดยนายเติ้ง ซีจวิน พบกับฝ่ายกัมพูชามาแล้ว และมาพบกับประเทศไทยในรายละเอียด ความที่จีนดำรงสถานะประเทศเป็นกลางไม่อยากเห็นความขัดแย้งในภูมิภาคนี้

เมื่อถามว่าจีนได้ขอให้เราทำข้อตกลงอะไรเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จีนไม่ได้ให้เราทำข้อตกลงอะไร เพียงแต่ให้มีการสร้างสันติภาพ ซึ่งไทยมีจุดยืนชัดเจนว่าสันติภาพจะเกิดขึ้น ความต้องการหรือเงื่อนไขของประเทศไทยเป็นอย่างไร

เมื่อถามถึงการประชุมรมว.ต่างประเทศอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย นายอนุทิน กล่าวว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กำลังไปประชุมที่มาเลเซีย คืนนี้จะกลับมา ตนขอรับฟังรายงานจากท่านก่อน และในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยืนยันว่าปัญหาไทยกับพูชาเป็นปัญหาทวิภาคี

เมื่อถามว่าในขณะที่สถานการณ์ยังไม่สงบเช่นนี้ อยากบอกอะไรกับประชาชน นายอนุทิน กล่าวว่า กองทัพไทยทำการปกป้องอธิปไตยของไทยอย่างสุดความสามารถทุ่มเทเสียสละเป้าหมายที่กองทัพไทยได้คาดการณ์ไว้วางแผนวางปฏิบัติการไว้เรามีต้นทุนที่เสียไป แต่เป้าหมายยังดำรงอยู่ ขอให้ประชาชนเป็นกำลังใจให้นักรบแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทเสียสละไม่เกรงกลัวภัยอันตรายใดๆ

“ผมให้ความยืนยัน ผมลงพื้นที่ชายแดนหลายครั้ง และยังเห็นพี่น้องประชาชนแถบนั้นให้กำลังใจบรรดาทหาร เจ้าหน้าที่ที่ปกป้องแผ่นดินของเราอยู่ และยังให้ความร่วมมือกับการร่วมกันอยู่ในสถานที่พักพิงที่เราจัดไว้เพื่อความปลอดภัยของพวกเขา ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารสามารถปฏิบัติการได้โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามว่าในขณะที่สถานการณ์ยังไม่สงบแต่ประชาชนในศูนย์พักพิงบางส่วนอยากกลับบ้าน จะบอกอย่างไรให้เขามั่นใจและอยู่ที่ศูนย์พักพิงต่อ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ตำรวจ ทหาร รมต.หรือใครที่ลงในพื้นที่ต่างก็ไปให้กำลังใจและให้ประชาชนเหล่านั้นรับทราบว่าการไปอยู่ในศูนย์พักพิงเป็นที่ที่ปลอดภัยสูงสุดและผู้ที่ปกป้องอธิปไตยไม่ต้องกังวลถึงครอบครัวของเขาให้เหตุให้ผลทุกอย่าง และเราไม่ได้ปล่อยให้เหตุการณ์เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆกองทัพทราบดีว่าต้องดำเนินการอย่างไรให้สถานการณ์กลับคืนสภาวะปกติให้เร็วที่สุด

‘ประเสริฐ’รับ 3 แคนดิเดตนายกฯ พท.ลงปาร์ตี้ลิสต์ เชื่อ‘ยศชนัน’ดึงคะแนนคนที่ยังไม่ตัดสินใจได้

‘ประเสริฐ’รับ 3 แคนดิเดตนายกฯ พท.ลงปาร์ตี้ลิสต์ เชื่อ‘ยศชนัน’ดึงคะแนนคนที่ยังไม่ตัดสินใจได้

‘ประเสริฐ’รับ 3 แคนดิเดตนายกฯ พท.ลงปาร์ตี้ลิสต์ เชื่อ‘ยศชนัน’ดึงคะแนนคนที่ยังไม่ตัดสินใจได้

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.52 น.

‘ประเสริฐ’ รับ 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ลงปาร์ตี้ลิสต์ แต่ยังไม่จัดลำดับ เชื่อ ‘ยศชนัน’ ดึงคะแนนคนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครได้ หลังเปิดตัวไม่ถึงสัปดาห์คะแนนพุ่ง เตรียมเปิดตัว สส. ทั้ง 500 คน 25 ธ.ค.นี้ 

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2568 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค พท. ให้สัมภาษณ์ถึงบัญชีรายชื่อ สส. ของพรรค พท.ที่ปรากฏตามสื่อ โดยมีชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พท. อยู่ด้วย ว่า ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคได้หารือกันในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคควรจะอยู่ในบัญชีรายชื่อ จึงได้ไปทาบทาม ซึ่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีก็ได้ตอบรับ ส่วนการจัดลำดับจะต้องพิจารณาอีกครั้ง โดยชื่อที่ปรากฎต่อสาธารณะขณะนี้ เป็นรายชื่อที่เรียงตามตัวอักษร ก. ถึง ฮ. เท่านั้น โดยในอีก 1-2 วันนี้ จะพิจารณาจัดลำดับอีกครั้ง ก่อนจะไปสมัครในวันที่ 28 ธันวาคมนี้ 

เมื่อถามว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ควรจะอยู่ในบัญชีลำดับต้นหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ควรอยู่ลำดับต้น เพราะเป็นบุคคลสำคัญของพรรค

สำหรับการเปิดตัวผู้สมัคร ทั้ง สส.เขตและบัญชีรายชื่อนั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้สมัครทั้ง 400 เขต เข้าสู่กระบวนการสรรหาของพรรคเรียบร้อยแล้ว โดยในวันที่ 25 ธันวาคมนี้จะเปิดตัวทั้ง 400 เขต และบัญชีรายชื่อ 100 คน ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ส่วนหลังผ่านกระบวนการสมัครเรียบร้อยแล้ว พรรคเพื่อไทยจะเร่งเดินหน้าหาเสียงทันที ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการหาเสียง เปิดเวทีปราศรัยในหลายภูมิภาคแล้ว รวมถึงมีกำหนดจะปราศรัยใหญ่ไว้แล้ว โดยเวทีแรกจะเป็นที่กรุงเทพมหานคร 

เมื่อถามว่า ผลโพลคนกรุงเทพมหานครเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ตัดสินใจ หลังเดินเครื่องหาเสียงแล้วจะสามารถดึงคะแนนเสียงในส่วนนี้มาได้มากน้อยแค่ไหน นายประเสริฐ กล่าวว่า เรามั่นใจ เนื่องจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่กี่วัน แต่มีคะแนนนิยม มีผลโพลดีขึ้นตลอดเวลา จึงมั่นใจว่าจะสามารถแย่งคะแนนในส่วนนี้มาได้ เพราะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ก็เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ คิดว่าจะโดนใจประชาชน

เมื่อถามว่า พรรคได้ประเมินหรือไม่ว่าคะแนนความนิยมของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของบางโพลที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา นายประเสริฐ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันอยู่ การที่คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะนายยศชนัน เป็นคนรุ่นใหม่ มีความรู้ จบศาสตราจารย์ คิดว่าเป็นจุดขายจุดหนึ่งและการที่มาลงสมัครเป็นแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย ที่เดิมมีฐานคะแนนอยู่แล้ว ก็เป็นการส่งเสริมซึ่งกันและกัน อีกทั้งนายยศชนันก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจ อยู่ในช่วงเวลาที่ใช้พลังขับเคลื่อนประเทศได้อย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า นอกจากนโยบายแล้ว ตัวนายยศชนัน จะดึงคะแนนจากกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจได้หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า มั่นใจ เพราะหลังลงพื้นที่ ก็ได้รับคะแนนตอบรับเป็นอย่างดี เชื่อกระแสนิยมจะดีขึ้น จึงขอให้ติดตามความเคลื่อนไหว และนโยบายของพรรคเพื่อไทย เพราะครั้งนี้มีนโยบายที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรอง และเชื่อว่าประชาชนให้ความมั่นใจ

นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงกำหนดการในการลงรับสมัครเลือกตั้ง ว่า ได้แบ่งให้แกนนำพรรคไปในแต่ละพื้นที่ โดยในวันที่ 27 ธันวาคมนี้ ที่เป็นการรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขต ในพื้นที่ กทม. จะนำโดยนายยศชนัน ส่วนนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะไปที่จ.เชียงใหม่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะไปที่จ.ขอนแก่น ส่วนตนจะไปที่จ.นครราชสีมา นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค จะไปที่ จ.นนทบุรี และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรค จะไปที่ จ.สุโขทัย ส่วนวันที่ 28 ธันวาคมนี้ จะไปสมัคร สส.บัญชีรายชื่อพร้อมกัน

นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง ลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ว่า นายจาตุรนต์ได้ทำหน้าที่นี้มาสักพักหนึ่งแล้ว โดยได้วางยุทธศาสตร์ร่วมกับคณะกรรมการบริหารพรรคมา และขณะนี้เข้าสู่การเลือกตั้ง จึงได้แจ้งมายังตน และหัวหน้าพรรคว่า มีความประสงค์อยากทำเรื่องประชามติ และรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคก็เห็นด้วย และจะให้การสนับสนุนนายจาตุรนต์ในการขับเคลื่อนเรื่องการทำประชามติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ยืนยันว่านายจาตุรนต์ ไม่ได้ออกจากพรรคเพื่อไทย เพียงแต่ภารกิจหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา และขณะนี้คณะกรรมยุทธศาสตร์ยังเป็นชุดเดิม โดยมีรองประธานทำหน้าที่รักษาการ ขณะที่ประธานคนใหม่กำลังพูดคุยกันอยู่

‘ดรีมทีมเสื้อกั๊กน้ำเงิน’มาครบ! ‘ภูมิใจไทย’คอนเฟิร์ม 24 ธ.ค.นี้ แถลงนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง

‘ดรีมทีมเสื้อกั๊กน้ำเงิน’มาครบ! ‘ภูมิใจไทย’คอนเฟิร์ม 24 ธ.ค.นี้ แถลงนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง

‘ดรีมทีมเสื้อกั๊กน้ำเงิน’มาครบ! ‘ภูมิใจไทย’คอนเฟิร์ม 24 ธ.ค.นี้ แถลงนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.56 น.

‘ภูมิใจไทย’คอนเฟิร์ม 24 ธ.ค.นี้ แถลงนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง ‘ดรีมทีมเสื้อกั๊กน้ำเงิน’นำมาครบทั้ง‘อนุทิน-สีหศักดิ์-เอกนิติ-ศุภจี-ไชยชนก-ซาบีดา’ พร้อมเปิดตัวผู้สมัคร‘บัญชีรายชื่อ-เขต’

22 ธันวาคม 2568 น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า ในวันพุธที่ 24ธ.ค.นี้เวลา 10.00 น. จะมีการประชุมและแถลงนโยบายพรรคภูมิใจไทย ในการหาเสียงเลือกตั้ง  ที่โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ ชั้น 3 โดยผู้แถลงนโยบาย ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายสีหศักดิ์  พวงเกตุแก้ว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และน.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ 

ทั้งนี้ ภายหลังจากการแถลงนโยบายพรรคภูมิใจไทย ในการหาเสียงเลือกตั้งแล้ว จะมีการเปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้ง 2 ระบบของพรรคคือ ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบเขตเลือกตั้ง และ ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ อย่างเป็นทางการ

‘ประเสริฐ’พร้อมแจงDSIปม‘เบน สมิธ’ร่วมเฟรม MOU กับบริษัทสิงคโปร์ โวยถูกดิสเครดิตการเมือง

‘ประเสริฐ’พร้อมแจงDSIปม‘เบน สมิธ’ร่วมเฟรม MOU กับบริษัทสิงคโปร์ โวยถูกดิสเครดิตการเมือง

‘ประเสริฐ’พร้อมแจงDSIปม‘เบน สมิธ’ร่วมเฟรม MOU กับบริษัทสิงคโปร์ โวยถูกดิสเครดิตการเมือง

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.46 น.

‘ประเสริฐ’เผยยังไม่ได้รับหนังสือเรียกจาก DSI ปม‘เบน สมิธ’ร่วมเฟรม MOU กับบริษัทสิงคโปร์ ชี้เป็นแค่พยาน ยันบริสุทธิ์ใจ พร้อมเข้าชี้แจง เชื่อมีความพยายามดิสเครดิตทางการเมือง

22 ธันวาคม 2568 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ จะเรียกสอบสวนกรณีการลงนาม MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี จากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งปรากฏภาพนายเบน สมิธ ร่วมเฟรมด้วย โดยจะมีการเชิญปลัดกระทรวงฯ และอดีตรัฐมนตรีในขณะนั้นสอบสวน

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับประสานงานจากดีเอสไอ เพื่อเข้าชี้แจงแต่อย่างใด ในการให้ข้อมูลเพิ่มเติม แต่ตนอยากจะชี้แจงว่า การทำ MOU หรือข้อตกลงต่างๆ กับกระทรวงฯ ก็จะมีการดูรายละเอียดว่า ข้อตกลงนั้นทำได้ หรือทำไม่ได้อย่างไร ซึ่งมีหน่วยงานราชการตรวจสอบ ทั้งคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงการต่างประเทศ และเมื่อดูครบถ้วนแล้วจึงจะสามารถลงนามได้ จากนั้นจะแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ สำนักงานปลัดกระทรวงฯพร้อมยืนยันว่า กระบวนการขั้นตอนต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ยืนยันมีความบริสุทธิ์ใจ และไม่มีหมกเม็ดอะไรแต่อย่างใด

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า ตนไม่ทราบว่านายเบน สมิธ มาปรากฏตัวอยู่ในงานลงนาม MOU ดังกล่าวได้อย่างไร เพราะตนเองไปร่วมในฐานะที่เป็นพยานในการลงนาม MOU ซึ่งการลงนามเป็นฝ่ายราชการ โดยปลัดกระทรวงฯ และตัวแทนของบริษัทจากสิงคโปร์ ซึ่งแต่ละปีกระทรวงฯ ได้เซ็น MOU หลายหน่วยงานมากทั้งภาครัฐ และเอกชน ทั้งต่างประเทศ และในประเทศ ซึ่งยืนยันว่า การลงนามระหว่างนั้นกระทรวงฯ มีความบริสุทธิ์ใจ และได้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายทุกอย่าง

นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า ตนไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวกับนายเบน สมิธ และในระหว่างการลงนาม MOU ก็ไม่ได้มีการพูดคุยกันแต่อย่างใด เพราะที่ตนไปเป็นพยานในวันดังกล่าวนั้น ได้ทำงานอยู่ที่กระทรวงฯ ปลัดกระทรวงฯ จึงเชิญตนไปร่วมเป็นพยานลงนาม MOU ดังกล่าว ยืนยันว่าไม่มีประเด็นอื่น

เมื่อถามว่า ขณะนี้เข้าสู่การเลือกตั้งมองว่ามีการเชื่อมโยงเข้าสู่ประเด็นทางการเมืองหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ตนคิดว่า ฝ่ายที่ไม่หวังดี มีความพยายามโยงเรื่องนี้ในเรื่องการเมือง ที่ขณะนี้กำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการดิสเครดิต ฝ่ายตรงข้ามให้เกิดความเสียหาย โดยปราศจากข้อเท็จจริง ซึ่งเรื่องนี้ต้องระวัง เพราะตนไม่อยากให้เป็นเรื่องการเมือง และยืนยันว่า พร้อมเข้าไปชี้แจงต่อดีเอสไอ หากได้รับหนังสือเชิญมา

ลั่นกลองรบ!‘สุดารัตน์’ประกาศ 3 มาตรการสกัด‘ทุนดำ’ซื้อประเทศ ยึดอำนาจด้วยเงินสกปรก

ลั่นกลองรบ!‘สุดารัตน์’ประกาศ 3 มาตรการสกัด‘ทุนดำ’ซื้อประเทศ ยึดอำนาจด้วยเงินสกปรก

ลั่นกลองรบ!‘สุดารัตน์’ประกาศ 3 มาตรการสกัด‘ทุนดำ’ซื้อประเทศ ยึดอำนาจด้วยเงินสกปรก

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.37 น.

ลั่นกลองรบ!‘สุดารัตน์’ประกาศสงครามล้างบางคนโกงทันทีหากได้เป็นรัฐบาล ชี้คอร์รัปชันทำชาติล่มจม ชู 3 มาตรการเด็ดขาด‘เพิ่มโทษประหาร-ประชาชนถอดถอนองค์กรอิสระ-ตั้งป.ป.ช.ภาคประชาชน’ สกัด‘ทุนดำ’ซื้อประเทศไทย ยึดอำนาจบริหารด้วยเงินสกปรก

22 ธันวาคม 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ประกาศเจตจำนงแน่วแน่ในการสร้างการเมืองสุจริต โดยชี้ว่าคอร์รัปชันคือ “มะเร็งร้าย” ที่กัดกินประเทศไทยจนเศรษฐกิจดิ่งเหว แม้งบประมาณแผ่นดินจะสูงเกือบ 4 ล้านล้านบาท แต่ชีวิตประชาชนกลับลำบากแสนสาหัส เพราะเงินถูกสูบไปสร้างความมั่งคั่งให้ผู้มีอำนาจที่โกงกิน  แทนที่จะไปสร้างความมั่นคงในชีวิตให้ประชาชน

พร้อมเตือนว่าหากปล่อยให้อาชญากรข้ามชาติและแก๊งทุนดำ เข้ามาซื้อตัวนักการเมืองเพื่อยึดอำนาจรัฐ ประเทศไทยอาจกลายเป็น “รัฐล้มเหลว” (Fail State) เช่นเดียวกับบางประเทศในอเมริกาใต้หรือแอฟริกา

พรรคไทยสร้างไทยจึงเสนอ 3 มาตรการใหญ่ เพื่อล้างบางคนโกงให้สิ้นซากดังนี้

1. การเพิ่มโทษคนโกงชาติ ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองให้มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

2. การให้อำนาจประชาชน 50,000 รายชื่อ สามารถลงมติถอดถอนองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญได้ หากพบพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ให้คนโกง 

3. การจัดตั้ง “ป.ป.ช. ภาคประชาชน” เพื่อให้ภาคเอกชนและภาคพลเมืองเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบโครงการรัฐและมีอำนาจดำเนินคดีตามกฎหมายได้จริง

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่ามาตรการเหล่านี้เป็นการสานต่อ“พระราชดำรัสในรัชกาลที่ 9 ที่มุ่งส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมืองและควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ”

พรรคไทยสร้างไทยขออาสาเป็นแนวหน้าในการขจัดการโกงกิน และให้คำมั่นว่าหากได้รับโอกาสเข้าไปบริหารประเทศ จะเร่งผลักดันมาตรการทั้ง3ข้อให้เป็นกฎหมายบังคับใช้ภายใน 6 เดือนแรกของการเป็นรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงอย่างยั่งยืน

หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เชิญชวนประชาชนทั่วประเทศให้ลุกขึ้นสู้และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการล้างบางคนโกง ด้วยการไม่เลือกนักการเมืองที่ซื้อเสียงอย่างเด็ดขาด และร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับการเมืองไทยที่มีความสุจริต เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของลูกหลานไทยทุกคน

‘แสวง’โชว์แฟ้มพรรคส่งเอกสารทำไพรมารีโหวตวันละ 100 แฟ้ม มั่นใจตรวจทันส่งผู้สมัคร

'แสวง'โชว์แฟ้มพรรคส่งเอกสารทำไพรมารีโหวตวันละ 100 แฟ้ม มั่นใจตรวจทันส่งผู้สมัคร

‘แสวง’โชว์แฟ้มพรรคส่งเอกสารทำไพรมารีโหวตวันละ 100 แฟ้ม มั่นใจตรวจทันส่งผู้สมัคร

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.32 น.

‘แสวง’โชว์แฟ้มพรรคส่งเอกสารทำไพรมารีโหวตวันละ 100 แฟ้ม มั่นใจตรวจทันส่งผู้สมัคร ขอทำถูกกฎหมาย  

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2568 นายแสวง บุญมี เลขาการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความถึงความพร้อมการทำไพรมารีโหวต ว่าวันนี้มีพรรคการเมืองส่งเอกสารจัดตั้งสาขาและตัวแทนพรรค ซึ่งส่งเข้ามาถึง กกต.วันละ 100 แฟ้ม และการเตรียมตัวสมัครสส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น พรรคการเมืองสามารถดำเนินการได้เลย ก็ขอให้มั่นใจว่าสามารถตรวจสอบ และส่งผู้สมัครได้ทัน แต่ต้องถูกกฎหมายพรรคการเมืองและข้อบังคับพรรค  ขณะที่การส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ พรรคที่มีเอกสารถูกต้องครบถ้วนเท่านั้นจึงจะสามารถส่งผู้สมัครได้ โดยสำนักงานฯจะอำนวยความสะดวกตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นให้กับพรรคการเมืองไปจนถึงเวลา 08.00 น ของวันรับสมัคร 

1. การทำไพรมารี่ ให้พรรคดำเนินการไปได้เลย ขอให้ทำให้ถูกต้องตามกฎหมายพรรคการเมืองและข้อบังคับของแต่ละพรรค แล้วส่งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองตรวจสอบโดยเร็วในช่วงนี้  หากนายทะเบียนตรวจสอบแล้วถูกต้องจะมีผลนับแต่วันที่ทำ แต่ถ้าไม่ถูกต้องผลคือ สูญเปล่าตั้งแต่ต้น ช่วงนี้มีแฟ้มเตรียมทำไพรมารี่ตั้งสาขา และตัวแทนส่งมาให้นายทะเบียนเฉลี่ยวันเป็นร่วม 100 เรื่อง  แต่ทีมพรรคการเมืองของ กกต.บอกว่าทำทันและอย่างรวดเร็ว ขอให้พรรคมั่นใจได้ว่าส่งผู้สมัครได้แน่หากพรรคทำถูกต้อง 

 2. เรื่องการสมัครแบบบัญชีรายชื่อ พรรคที่มีเอกสารครบถ้วนและถูกต้องเท่านั้น จึงจะมีสิทธิจับสลากในวันที่ 28 ธันวาคม 2568 (เพราะลำดับที่จับสลากได้คือเบอร์แบบบัญชีที่พรรคใช้หาเสียง)ในการสมัครวันแรก ทั้งนี้ สนง. จะอำนวยความสะดวกในการตรวจเอกสารการรับสมัครแบบบัญชีรายชื่อเบื้องต้น ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนถึงเวลา 8.00 นาฬิกา ของวันสมัครวันแรก
 

เริ่มแล้ว! การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนสมัยพิเศษ ถกประเด็นไทย-กัมพูชา

เริ่มแล้ว! การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนสมัยพิเศษ ถกประเด็นไทย-กัมพูชา

เริ่มแล้ว! การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนสมัยพิเศษ ถกประเด็นไทย-กัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.18 น.

22 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 12.10 น. ตามเวลาประเทศมาเลเซีย ซึ่งเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนสมัยพิเศษ เพื่อหารือสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท กัวลาลัมเปอร์ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ก่อนการประชุม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน และนายโมฮามัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน

จากนั้น นายโมฮามัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ได้กล่าวเปิดการประชุม ต่อด้วยคณะผู้สังเกตการณ์ AOT รายงานการปฏิบัติหน้าที่ของคณะผู้สังเกตการณ์ AOT ในห้วงที่ผ่านมา ก่อนเปิดเวทีให้ประเทศสมาชิกแสดงท่าที โดยจะเริ่มจากประเทศคู่กรณี คือ ไทย และกัมพูชา แต่จะจัดลำดับการกล่าวตามตัวอักษร ดังนั้นกัมพูชาจะเป็นฝ่ายกล่าวก่อน ตามด้วยไทย และฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียนปีถัดไป จากนั้นจึงเปิดให้ประเทศสมาชิกอาเซียนกล่าวตามลำดับตัวอักษรอีกครั้ง จนปิดการประชุม

       การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ตั้งแต่เวลา 12.00–13.30 น. โดยจะไม่มีการออกแถลงการณ์หรือผลการประชุมอย่างเป็นทางการ แต่อาจมีถ้อยแถลงจากประธานการประชุม คือ ประเทศมาเลเซีย