ไร้ข้อสรุป! ‘ประชุม รมว.กต.อาเซียน’ ไทย-เขมร คุยต่อที่จันทบุรี

ไร้ข้อสรุป! 'ประชุม รมว.กต.อาเซียน' ไทย-เขมร คุยต่อที่จันทบุรี

ไร้ข้อสรุป! ‘ประชุม รมว.กต.อาเซียน’ ไทย-เขมร คุยต่อที่จันทบุรี

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

ไร้ข้อสรุป! ‘ประชุม รมว.กต.อาเซียน’ ไทย-เขมร คุยต่อที่จันทบุรี 

การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนสมัยพิเศษ เพื่อหารือสถานการณ์ไทย–กัมพูชา โดย เสริมสุข กษิติประดิษฐ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสแนวหน้าออนไลน์ ได้ติดตามรายงานข้อสรุป ว่า ผลการประชุมรมว.ต่างประเทศ อาเซียน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ให้จัดประชุม GBC กรรมการชายแดนทั่วไป ระหว่าง รมว.กลาโหมไทย และ กพช. เพื่อหารือในรายละเอียดในเรื่องการหยุดยิง ที่ชายแดนจันทบุรี-กพช. ในวันพุธที่ 24 ธ.ค.68 หนึ่งในหัวเรื่องที่จะมีการหารือคือการจัดเก็บ ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 ข้อตกลง ที่ ไทย-กพช.ลงนามร่วมกันในแถลงการณ์ร่วม JOINT DECLARATION เมื่อวันที่ 26 ต.ค.68 แต่ กพช. ไม่เคยให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

เพื่อไทย ปราศรัยใหญ่ หนุนร้อยเอ็ด เขต 6-7 เปิดตัวกำนันทองลี ชนงูเห่าภูมิใจไทย

เพื่อไทย ปราศรัยใหญ่ หนุนร้อยเอ็ด เขต 6-7 เปิดตัวกำนันทองลี ชนงูเห่าภูมิใจไทย

เพื่อไทย ปราศรัยใหญ่ หนุนร้อยเอ็ด เขต 6-7 เปิดตัวกำนันทองลี ชนงูเห่าภูมิใจไทย

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.15 น.

’เพื่อไทย’ ปราศรัยใหญ่ หนุนร้อยเอ็ด เขต 6-7 เปิดตัวกำนันทองลี ชนงูเห่าภูมิใจไทย

รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทย วานนี้ (21 ธ.ค. 68) แกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย นายสุทิน คลังแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นางสาวจิราพร สินธุไพร อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีต สส.ร้อยเอ็ด เขต 5 รวมถึง นายดนุพร ปุณณกันต์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ อ.เกษตรวิสัย อ.สุวรรณภูมิ และ อ.ปทุมรัตน์ จ.ร้อยเอ็ด ปราศรัยหนุน นายทองลี มีหินกอง อดีตประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ร้อยเอ็ด เขต 6 และ นางนวรัตน์ พาโคกทม อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ร้อยเอ็ด เขต 7 โดยมีประชาชนมาร่วมฟังนับหมื่นคน

นายสุทิน กล่าวปราศรัยว่า “มีพรรคการเมืองบอกมีเราไม่มีเทา ส่วนพรรคเพื่อไทย มีเราไม่มีหนี้ เพราะมีแผนใช้หนี้ให้ประชาชนเป็นระดับ และไม่มีพรรคไหนปราบคอลเซ็นเตอร์จริงจังเหมือนพรรคเพื่อไทย บอกให้ไปตัดไฟก็ไม่ตัด ท่านทักษิณเลยพูดมัวแต่รำวงอยู่ คนที่รำวงก็คืออนุทิน สมัยเป็น รมว.มหาดไทย พรรคเพื่อไทยฆ่าไม่ตายถ้ากลับมาเป็นรัฐบาลอีกจะจัดการให้หมด”

ด้าน น.ส.จิราพร ระบุตอนหนึ่งว่า “พรรคเพื่อไทยผ่านการถูกยุบพรรค ถูกตัดสิทธิทางการเมืองมาหลายครั้ง แต่ยังยืนหยัดอยู่ได้เพราะการสนับสนุนของพี่น้องประชาชน แม้จะมีคนเปลี่ยนอุมการณ์ออกจากพรรค แต่จุดยืนประชาธิปไตยที่กินได้ยังคงอยู่ ดังนั้นเมื่อพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด เขต 6 และ เขต 7 ว่างลง พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องสรรหาผู้สมัครใหม่ที่จะสานต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยที่กินได้ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่“

นายดนุพร ปราศรัยว่า ”ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยได้ที่นั่งไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภาฯ เวลาทำนโยบายจึงไม่ราบรื่นเท่าสมัยไทยรักไทย และพรรคเพื่อไทยไม่มีพรรคสาขา ขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันเลือกพรรคเพื่อไทยทั้งคนทั้งพรรค ไม่ต้องแบ่งใจให้ใคร ให้พรรคเพื่อไทยชนะเป็นพรรคอันดับหนึ่ง กลับมาเป็นรัฐบาล“

ทั้งนี้ พื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด เขต 6 นายกิตติ สมทรัพย์ อดีต สส. พรรคเพื่อไทย ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทยจึงเปิดตัว นายทองลี มีหินกอง อดีตประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ท้าชนเพื่อทวงพื้นที่คืน

ในขณะที่ จ.ร้อยเอ็ด เขต 7 นายศักดา คงเพชร อดีต สส.พรรคเพื่อไทย ที่สอบตกในปี 2566 ย้ายไปสังกัดหลายพรรคการเมือง ล่าสุดซบพรรคกล้าธรรม พรรคเพื่อไทยได้เปิดตัว นางนวรัตน์ พาโคกทม อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด ลงสมัครในเขตนี้ โดยมีคู่แข่งคนสำคัญคือ ชัชวาลย์ แพทยาไทย อดีต สส. พรรคไทยสร้างไทย ที่ล่าสุดยกมือหนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี

‘ไอเอฟดีโพล’ เปิดผลสำรวจ ‘คนไทย’ ไม่ยอมควักจ่ายร่วมหนุน ‘ทำบุญการเมือง’ ชี้ ประชาชนมีส่วนร่วมป้อง ‘ทุนเทา’ แทรกแซง

‘ไอเอฟดีโพล’ เปิดผลสำรวจ ‘คนไทย’ ไม่ยอมควักจ่ายร่วมหนุน ‘ทำบุญการเมือง’ ชี้ ประชาชนมีส่วนร่วมป้อง ‘ทุนเทา’ แทรกแซง

‘ไอเอฟดีโพล’ เปิดผลสำรวจ ‘คนไทย’ ไม่ยอมควักจ่ายร่วมหนุน ‘ทำบุญการเมือง’ ชี้ ประชาชนมีส่วนร่วมป้อง ‘ทุนเทา’ แทรกแซง

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.00 น.

ช่างน่าเศร้า! ‘ไอเอฟดีโพล’ เปิดผลสำรวจ ‘คนไทย’ ไม่ยอมควักจ่ายร่วมหนุน ‘ทำบุญการเมือง’ ชี้ ประชาชนมีส่วนร่วมป้อง ‘ทุนเทา’ แทรกแซง

วันที่ 22 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ ร่วมแถลงผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนไทยตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป  เรื่อง “ต้องทำให้ คนไทย ยอมอยากทำบุญการเมือง” 1,205 ตัวอย่าง สำรวจ 18 – 20 ธ.ค. 2568 ใน 6 ภูมิภาค โดยการลงภาคสนามและการโทรศัพท์ สุ่ม‍ตัวอย่างความน่าจะเป็น Stratified Five-Stage Random Sampling ค่าความผิดพลาด 3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%

ผลสำรวจไอเอฟดีโพลสะท้อนว่า ประชาชนมอง “พรรคที่จะพาประเทศก้าวหน้า” จากผลงานเป็นหลัก ให้ความสำคัญกับการแก้เศรษฐกิจปากท้อง อยากได้ คนเก่ง-ดี-กล้า ซื่อสัตย์-โปร่งใส ขณะเดียวกันคนไทยกว่าครึ่งยังไม่ค่อยสนใจว่าเงินพรรคมาจากไหน อีกด้านหนึ่ง สังคมยังมองผู้ให้เงินสนับสนุนพรรคว่าเกี่ยวกับผลประโยชน์และสร้างเครือข่าย และแม้พบความเสี่ยงเรื่องแหล่งเงินไม่ชัด คนจำนวนมากยังให้น้ำหนักกับผลงานมากกว่าที่มาของเงิน 

นอกจากนั้นยังพบว่า ประชาชน 79.17% ระบุว่าสนับสนุนพรรค “แค่ไปเลือกตั้ง” ขณะที่การสนับสนุนเป็นเงินอยู่ในระดับต่ำมาก  คุณสมบัติของ “พรรคที่จะพาประเทศก้าวหน้า” (เลือกได้ 2 ข้อ) ประชาชนให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องแบบเห็นผล 35.60% รองลงมาคือการมีคนเก่ง–คนดีลงสมัครจริง 33.69% ความซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ 30.62% กล้าตัดสินใจในวิกฤต และรับผิดชอบเมื่อผิดพลาด 26.22%  มีอุดมการณ์ ยึดมั่นทำเพื่อประชาชน 24.90% มีวิสัยทัศน์ วางยุทธศาสตร์ประเทศระยะยาว 23.82%   ไม่อยู่ใต้อิทธิพล “บ้านใหญ่/กลุ่มทุน/ผู้มีบารมี” 13.94%​มีประชาธิปไตยในพรรค สมาชิกมีส่วนร่วมจริง 6.80%  และอื่น ๆ 0.41%

“สนใจไหมว่าพรรคการเมืองเอาเงินจากไหน” พบว่า ประชาชนกลุ่มที่สนใจมาก 11.70% และค่อนข้างสนใจ 16.68% รวมเป็น 28.38% ขณะที่กลุ่มไม่ค่อยสนใจ 30.54% และไม่สนใจเลย 21.83% รวมเป็น 52.37% สะท้อนว่าประเด็นแหล่งเงินของพรรคยังไม่เป็นปัจจัยที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้เป็นตัวตัดสินหลักในการสนับสนุนพรรค

คิดว่า “ผู้ให้เงินสนับสนุนพรรค” มักมีแรงจูงใจใดเป็นหลัก (เลือกได้ 2 ข้อ) พบว่าคำตอบอันดับหนึ่งคือคาดหวังผลประโยชน์ตอบแทน 53.53% และอันดับสองคือการต้องการเครือข่ายหรือความสัมพันธ์ทางสังคม–ธุรกิจ 49.21% ขณะที่แรงจูงใจเชิงอุดมการณ์หรือประโยชน์สาธารณะได้คะแนนต่ำกว่า เช่น สนับสนุนนโยบายที่ชอบ 24.98% อยากให้พรรคชนะเลือกตั้ง 19.09% ช่วยพรรค/ผู้สมัครที่รู้จัก 15.52% และอยากเห็นประเทศดีขึ้น 9.63%

ทั้งนี้หากพรรคที่คนสนใจมี “แหล่งเงินไม่ชัด/เสี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน” จะทำอย่างไร พบว่า 37.01% ระบุว่าไม่ค่อยมีผลต่อการตัดสินใจ และ 31.96% ระบุว่ายังสนับสนุนได้หากผลงานดี ขณะที่ 17.34% เลือกชะลอและรอดูคำชี้แจงหรือหลักฐาน และมีเพียง 13.69% ที่ระบุว่าจะไม่สนับสนุนทันที สะท้อนว่า “ผลงาน” ยังมีน้ำหนักเหนือ “ที่มาของเงิน”  ที่ผ่านมาท่านเคยสนับสนุนพรรคด้วยวิธีใดบ้าง (เลือกได้มากกว่า 1 ข้อ) พบว่าคำตอบสูงสุดคือสะดวกแค่ไปออกเสียงเลือกตั้ง 79.17% รองลงมาคือช่วยสื่อสารหรือแชร์ข้อมูลนโยบาย 21.83% ขณะที่รูปแบบการสนับสนุนที่ต้องผูกพันมากขึ้นมีสัดส่วนต่ำ ได้แก่ร่วมรับฟัง/ช่วยตรวจสอบ 4.98% สมัครสมาชิก/จ่ายค่าบำรุง 3.73% และอุดหนุนเงินภาษีให้พรรค 2.41%

หากมีพรรคที่ “ตรงสเปก” จะสนับสนุนมากกว่าการไปเลือกตั้งหรือไม่ พบว่า ประชาชน 17.14% ตอบว่าสนับสนุนแน่นอน และ 18.59% ตอบว่าน่าจะสนับสนุน รวมเป็นฐานพร้อมหนุนเพิ่ม 35.73% ขณะที่กลุ่มยังไม่แน่ใจมี 24.02% ส่วนกลุ่มไม่น่าจะสนับสนุน 20.75% และไม่สนับสนุนแน่นอน 19.50% ซึ่งสะท้อนว่าความพร้อมในการสนับสนุนเพิ่มเติมยังอยู่ในระดับจำกัด และกลุ่มลังเลยังมีสัดส่วนสูง

ส่วนหากจะสนับสนุนพรรค ประชาชนต้องการสนับสนุนด้วยวิธีใด (เลือกได้มากกว่า 1 ข้อ) พบว่าคำตอบอันดับหนึ่งคือช่วยสื่อสาร/แชร์นโยบาย 37.84% รองลงมาคือสะดวกแค่ไปเลือกตั้ง 35.85% และร่วมรับฟัง/ช่วยตรวจสอบ 19.83% ตามด้วยอุดหนุนเงินภาษี 17.68% สมัครสมาชิก/จ่ายค่าบำรุง 17.59% อาสาให้เวลา 14.07% ใช้ทักษะช่วยงาน 10.33% ขณะที่การสนับสนุนเป็นเงินมีเพียง 7.55%
หากมีพรรคตรงสเปก ยินดีสนับสนุนต่อเดือนเท่าไหร่ พบว่าประชาชน 30.14% ระบุว่าไม่สนับสนุนเป็นเงิน และ 29.86% ไม่สะดวกตอบ ส่วนกลุ่มที่ระบุจำนวนเงินได้มีสัดส่วนกระจุกที่ระดับ 51–100 บาท 11.39% และ 101–300 บาท 9.58% 301–500 บาท 6.81%  501–1,000 บาท 4.44% และตั้งแต่ 1,001 บาท ขึ้นไปเพียง 1.39% ​

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ (ดร.แดน) วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า จากผลไอเอฟดีโพลสะท้อนคนไทยอยากได้ “พรรคคุณภาพ” แก้เศรษฐกิจปากท้อง และผู้นำ “ดี–เก่ง–กล้า” แต่กลับไม่พร้อมสนับสนุนหรือมีส่วนร่วมทางการเมือง เอาแต่เฉย บ่น ด่า แต่ไม่ได้สนับสนุนพรรคการเมืองที่ดีมีคุณภาพ ยอมจ่ายเฉพาะเรื่องที่ตนได้ประโยชน์ ทั้งที่การเมืองจะได้คนดี–เก่ง–กล้า ต้องมีต้นทุน อีกทั้งคนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจที่มาของเงินพรรค แม้เป็นเงินเทาหรือผลประโยชน์ทับซ้อน จึงเรียกว่า “เป็นความเศร้าของแผ่นดิน ที่คนไทยยังไม่เต็มใจในการทำบุญทางการเมือง” โดยขอร้องและมีความหวัง

“อยากให้คนไทย ลุกขึ้นเป็น “พลชาติ” มีความรับผิดชอบทางการเมือง โดยทำ “บุญทางการเมือง” ด้วยการสนับสนุนทั้งเงิน เวลา และความรู้-ความสามารถ เพื่อให้ประเทศได้พรรคและผู้นำที่มีคุณภาพ เพื่อนำพาประเทศก้าวหน้า”ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ย้ำ

พีระพันธุ์ ลั่น รทสช. ไม่ได้วัดที่จำนวน สส. แต่วัดด้วยความมุ่งมั่น ไม่แข่งกับพรรคอื่น

พีระพันธุ์ ลั่น รทสช. ไม่ได้วัดที่จำนวน สส. แต่วัดด้วยความมุ่งมั่น ไม่แข่งกับพรรคอื่น

พีระพันธุ์ ลั่น รทสช. ไม่ได้วัดที่จำนวน สส. แต่วัดด้วยความมุ่งมั่น ไม่แข่งกับพรรคอื่น

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.59 น.

“พีระพันธุ์” ลั่น “รทสช.”ไม่ได้วัดที่จำนวน สส. แต่วัดด้วยความมุ่งมั่น ไม่แข่งกับพรรคอื่น เพราะคู่แข่งคือวิกฤตของชาติ ไม่ปิดทางจับมือ “ภูมิใจไทย”

วันที่ 22 ธันวาคม 2568 เวลา14.15 น. ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ การเป็นพรรคเล็กจะต่อสู้กับพรรคใหญ่ได้อย่างไรว่า ตนไม่ได้วัดที่ขนาด สส. หรือสมาชิกพรรค หรือขนาดเงินทุน แต่วัดด้วยพลังใจ พลังมุ่งมั่น และความตั้งใจ ถ้าวัดตรงนี้ถือว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตนและสมาชิกในพรรค ไม่มีใครคิดว่า คู่แข่งของเราคือพรรคการเมือง ที่ทำนโยบายต่างๆ ออกมา ไม่ใช่เพื่อแข่งกับพรรคการเมืองไหน แต่คู่แข่งของเราคือวิกฤติของชาติ และปัญหาของประชาชน ที่เราต้องเอาชนะ

เมื่อถามถึงการตั้งเป้าจำนวน สส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้  นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า หากถามตนเอง ทุกพรรคเหมือนกันหมด เราคาดหวังทุกที่ ทุกเขตอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่า จะส่งผู้สมัครทั่วประเทศเลยหรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า จะส่งทุกจังหวัด ทุกภาค ส่งครบทุกภาค และในกรุงเทพมหานครครบทั้ง 33 เขต ยังมีเวลาถึงวันที่ 27 ธ.ค. ซึ่งมันฉุกละหุก เร็ว และต้องตรวจคุณสมบัติเยอะมาก เรา ทำงานกันยันเช้า เพราะมีคนสมัครมาเยอะมาก ที่น่าแปลกใจ คือมีผู้สมัครที่ไม่คิดว่าจะมาอยู่กับเรา เป็นคนรุ่นใหม่หลายคน

เมื่อถามว่า จุดยืนในการร่วมรัฐบาลครั้งหน้าเป็นอย่างไรเพราะประกาศไว้ว่าไม่สนับสนุนทุนเทา จะร่วมกับพรรคไหนบ้าง นายพีระพันธุ์ ถามกลับว่า มีรัฐบาลไหนบอกว่าตัวเองเป็นทุนเทา มีหรือไม่ แต่หากเราเข้าไปแล้ว มีทุนเทา เราไม่อยู่ด้วย 

เมื่อถามถึงจุดยืนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า สิ่งที่พยายามแก้กันอยู่ในวันนี้ หลักการเหตุผลที่แก้กันอยู่ในวันนี้ เราไม่เอา แต่ถ้าจะแก้เพื่อประเทศไทยมั่นคงขึ้น สถาบันหลักของชาติมั่นคงขึ้น คนไทยมีสิทธิเสรีภาพมากยิ่งขึ้น ให้รัฐธรรมนูญเป็นคู่มือประชาชน ในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน เราแก้ให้ดีขึ้น แต่หากแก้เพื่อประโยชน์การเมือง ประเด็นการเมือง เราไม่แก้เด็ดขาด 

เมื่อถามว่า ดูจากกลุ่มเป้าหมายของพรรคน่าจะคล้ายกับของพรรคภูมิใจไทย นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ตนพูดเสมอว่าทั้งหมดอยู่ที่ประชาชน เราไม่ได้มาทำการเมือง เพื่อคนกลุ่มใด หรือรุ่นใดรุ่นหนึ่ง เราทำเพื่อคนไทยทั้งประเทศ 

“กลุ่มเป้าหมายคือคนไทยทั้งชาติ ถ้าคนไทยทั้งชาติเชื่อมั่น และผมได้ทำมาแล้ว ไม่ใช่พูดแล้วทำ  ผมไม่ชอบโฆษณาตนเอง ผมทำแล้วถึงบอกว่าทำเรียบร้อย ทำเสร็จเรียบร้อย ทำให้ดูแล้ว และจะทำต่อให้ดีขึ้นกว่าเดิม”

ด้านนายอรรถวิชช์ ตอบ คำถามถึงการตัดสินใจ มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรครวมไทยสร้างชาติว่าตนเชื่อมั่นนายพีระพันธุ์ ผลงานเป็นตัวบอก ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าไฟ ที่เป็นการรื้อโครงสร้างที่ยากมาก และทุกทุนที่ชน นายพีระพันธุ์ ไม่สนเลย นี่คือนักการเมือง ต้องเป็นอย่างนี้ หากจะร่วมมือ ร่วมงานทางการเมือง และชนแบบนี้ ไปไหนไปกัน วันนี้เราจะมีมากขึ้น ยิ่งใหญ่มากขึ้น เพราะถ้าพี่น้องประชาชนเข้าใจในสิ่งที่เราทำ ที่ผ่านมา เราอาจจะสื่อสารน้อย แต่จากนี้เป็นต้นไปคือสงครามที่เราจะสื่อสารออกไปว่า เราทำอะไรบ้าง ขอแค่คนเดินไปกับเราด้วย ขอให้มั่นใจในตัวผู้สมัครของเรา ทำให้ประเทศมีความเด็ดขาด และพลิกโฉมให้ได้

ด้านนายพีระพันธุ์ กล่าวเสริมว่า ตนเองต้องขอโทษทุกคน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ตนเองทำหน้าที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อย่าว่าแต่สื่อสารมวลชนเลย สื่อสารกับตัวเองยังแทบไม่มีเวลาเลย เห็นหน้าตัวเองเพียงแค่ตอนเช้า และก่อนนอน ตนเองรู้ว่าทุกอย่างไม่มีความแน่นอน ทุกวินาทีต้องทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง จึงไม่มีเวลาที่จะสื่อสาร เพราะสิ่งที่สำคัญมากกว่าการโปรโมทตัวเอง คือประโยชน์ของชาติ และประชาชน  ตนไม่ได้เสียใจที่สื่อสารน้อย ซึ่งสิ่งที่ต้องแลกกับการสื่อสารน้อย ทำให้เข้าใจผิดบ้าง หรือประชาชนไม่ได้ข้อมูล ต้องแลกกับประโยชน์ของชาติ และประชาชนที่ทุกวินาทีมีค่า 

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ รวมไทยสร้างชาติ มีอดีต สส.คนสำคัญของพรรค ไหลออกไปร่วมงานกับพรรคอื่นเยอะ มองว่าส่วนนี้เป็นจุดได้เปรียบ หรือจุดเสียเปรียบของพรรคในการสู้ศึกเลือกตั้ง นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า “ไม่สนใจ คนที่อยู่ที่นี่กับเรา ต้องขอบคุณที่ยังยึดมั่นในแนวทาง และอุดมการณ์ของพรรค อยู่กันด้วยแนวทางการทำงาน ไม่ได้อยู่กันด้วยตัวเลข และไม่มีอะไรจะฝากบอกถึงคนที่ออกไปแล้ว”

เมื่อถามว่า ในอนาคตหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว จะมีโอกาสร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย หรืออดีตสมาชิกที่ออกไปหรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ถ้าร่วมกัน ตนเองก็อยู่ร่วมในรัฐบาล ไม่ได้ไปร่วมกับสมาชิก แต่ศัตรู และคู่แข่งของเรา ไม่ใช่สมาชิกพรรคไหน ไม่ใช่พรรคการเมืองไหน แต่คือวิกฤตของชาติ ดังนั้น การทำงานแก้วิกฤติของชาติ ต้องร่วมมือกัน ต้องไม่มีเรื่องส่วนตัว การทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ต้องไม่เอาปัญหาส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง 

‘อาร์ท เอกสิทธิ์’ผงาด! เปิดตัวพรรคปวงชนไทย กางแผนยกระดับแรงงาน-ดิจิทัล

'อาร์ท เอกสิทธิ์'ผงาด! เปิดตัวพรรคปวงชนไทย กางแผนยกระดับแรงงาน-ดิจิทัล

‘อาร์ท เอกสิทธิ์’ผงาด! เปิดตัวพรรคปวงชนไทย กางแผนยกระดับแรงงาน-ดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.57 น.

พรรคปวงชนไทย โดย “อาร์ท เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล” นำทัพ แถลงเปิดตัวพรรค-146 ว่าที่ผู้สมัคร พร้อมอาสาเป็น “ผู้แก้ปัญหา”ให้คนไทยทั้งประเทศ ประกาศ พร้อมนั่งแคนดิเดตนายกฯ 

22 ธ.ค.68 นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย แถลงข่าวเปิดตัวพรรคปวงชนไทย พร้อมนำทัพ คณะกรรมการบริหารพรรค 146 ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศ  ทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขต โดยประกาศความพร้อมทำหน้าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคปวงชนไทย อาสาเข้ามาแก้ปัญหาของประเทศทุกมิติ มั่นใจ สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ปัญหาความมั่นคงทุกด้าน โดยเฉพาะแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันทั้งระบบ “ซีโร่ คอร์รัปชัน”ที่ทำให้งบประมาณแผ่นดินหายไปปีละกว่า 3 ล้านล้านบาท จึงต้องปราบปรามทั้งระบบ รวมถึง เรื่องแก๊งสแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์ ควบคู่ นโยบายหลักของพรรค “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ” พร้อมกล่าวว่า “วันนี้ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ท่ามกลางความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของไทยและทั่วโลก เศรษฐกิจโลกเปลี่ยน กติกาใหม่เกิดขึ้น เทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทนที่ และการแข่งขันรุนแรงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผลกระทบจึงเกิดกับประชาชา ซึ่งคนที่ต้องแบกรับภาระหนักที่สุดกลับเป็น ผู้ประกอบการรายเล็ก SME คนทำงาน และคนตัวเล็กของประเทศ จากค่าครองชีพที่สูงขึ้นต้นทุนธุรกิจที่เพิ่มขึ้น รายได้ที่ไม่แน่นอน หนี้สินที่สะสม โดยเฉพาะช่วงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ผ่านมา ประชาชนมีความรู้สึกถูกบั่นทอนหัวใจมากที่สุดเพราะรู้สึกว่าไม่มีใครยืนอยู่เคียงข้างและยังมองไม่เห็นถึงมาตรการที่จะมาช่วยพยุงให้ลุกขึ้นยืนได้”  

พรรคปวงชนไทย มองเห็นและเข้าใจความเจ็บปวดเหล่านี้ของประชาชนคนไทยอย่างลึกซึ้งจึงออกนโยบาย “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ” เพื่อใช้แก้ปัญหาให้ตรงจุด และทำได้จริง  โดยสร้างคน : วางรากฐานให้ประเทศ ด้วยการพัฒนาคน ทำให้ประเทศให้ยั่งยืน ตั้งแต่การศึกษา – การฝึกอาชีพ – ตลาดแรงงาน เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ สร้างงาน : ฟื้นเศรษฐกิจจากฐานราก เศรษฐกิจจะฟื้นได้จริงต้องเริ่มจากการทำให้ ธุรกิจอยู่ได้ ทำให้การทำธุรกิจง่ายขึ้น เป็นธรรมขึ้น และแข่งขันได้เพิ่มรายได้ทำให้ครอบครัวไทยกลับมายืนได้อย่างมั่นคง และสร้างอาชีพ : เปิดทางเลือกให้ชีวิตในโลกยุคใหม่ ทั้งอาชีพใหม่ อาชีพเสริม อาชีพอิสระ ในภาคเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

นายเอกสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคาดหวังเก้าอี้ สส. ในการเข้าไปทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ว่า  วันนี้เราเป็นพรรคการเมืองใหม่ก็เสนอตัวให้ประชาชนมาเลือกเรา และนำนโยบายดีๆ มาเผยแพร่และนำความจริงใจมาคุยกัน ซึ่งเรามีความคาดหวังค่อนข้างสูง แต่เรื่องของตัวเลขอยากให้ประชาชนเป็นคนตอบ  โดยนายเอกสิทธิ์ ประกาศ พร้อมนั่งแคนดิเดตนายกฯของพรรคปวงชนไทย โดยอยากให้พรรคซึ่งมีคนดีๆและคนที่ทำงานเป็นได้เข้าสภาฯ ซึ่งต้องขอฝากประชาชนเป็นคนช่วยเชียร์เนื่องจากเราเป็นพรรคใหม่ แต่แน่นอนว่าผู้สมัคร ทุกคนที่มาลงสมัครในนามพรรคฯ คือคนเก่ง และคนดีแน่นอน ดังนั้นให้สบายใจได้ว่าพี่น้องประชาชนจะได้สส.ที่ดี เพราะผู้บริหารพรรคมีประสบการณ์ ถ้าอยากได้พรรคการเมืองที่ทำงานเก่งทำงานได้ ก็ขอฝากเลือกพรรค “เราไม่ต้องขึ้นป้าย ทำทันที ทำเป็น ไม่ต้องขึ้น เพราะมันทำ มาตลอดชีวิตแล้ว วันนี้ขอพี่น้องประชาชน สบายใจได้ว่ามาถูกทาง จะเลือกพรรคที่ไปทำงาน พร้อมย้ำเราทำเป็นเราทำได้ และเคยทำมาแล้วทั้งสิ้น“

ส่วนมีความกังวลใจหรือไม่ถึงการแข่งขันในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ที่เป็นพื้นที่ธงของพรรคฯ แต่ก็ยังมีบ้านใหญ่สมุทรปราการของพรรคเพื่อไทยอยู่นั้น นายเอกสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเป็นคนสมุทรปราการ ไม่กังวลเรื่องนี้เลย ไม่เคยกังวลเรื่องบ้านใหญ่บ้านเล็ก ตนกังวลแค่ว่าประชาชนจะเดือดร้อนหรือไม่ เพราะวันนี้พรรคเราไม่มีระบบเรื่องหัวคะแนน เราใช้ประชาชนเป็นเป็นกระบอกเสียง  ให้มาช่วยเสนอแนะและช่วยเชียร์ ตนมั่นใจว่าจังหวัดสมุทรปราการทุกคนรู้จักครอบครัวของตน โดยที่ผ่านมาตนได้สร้างงาน ให้กับคนในจังหวัดสมุทรปราการเป็นแสนตำแหน่ง  ดังนั้นในส่วนของฐานเสียงจังหวัดสมุทรปราการตนค่อนข้างมั่นใจ และไม่กังวลบ้านเล็กบ้านใหญ่ เพราะจริงๆแล้วอำนาจ อยู่ที่ประชาชน ส่วน จำนวนผู้สมัคร สส. ของพรรคฯ ในวันนี้ที่ส่งลงเลือกตั้ง  มีทั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ และ แบบแบ่งเขต รวม 146 คน

เมื่อถามถึงแนวทางในการแก้ไข ปัญหาสแกมเมอร์ ที่มีการพัฒนาและยกระดับเพื่อมาหลอกลวงประชาชนในส่วนของพรรคการเมืองเองจะมีแนวทางอย่างไรในการแก้ไข นายเอกสิทธิ์ กล่าวว่า เราต้องกลับมาที่การสร้างคนให้มีความรู้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องมีการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้คนไทยเข้าใจว่า สแกมเมอร์มีมากมายอย่าหลงเชื่อ วันนี้ตนมองว่าประชาชนบางคนยังไม่รู้และมีการถูกหลอกเป็นประจำ เพราะคนไทยเป็นคนฉลาดแต่เชื่อคนง่าย ถึงโดนหลอก จึงเห็นควรให้มีการประชาสัมพันธ์และให้ความรู้ผ่านการกระจายข่าว และสแกมเมอร์มีวิธีการใดบ้าง ป้องกันตรงนี้ก่อน เพราะสแกมเมอร์ มีการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีมาโดยตลอด ดังนั้นเราจะต้องรู้เท่าทัน สร้างคนให้ฉลาดเท่าทัน ต้องรู้ว่าอะไรที่เชื่อได้หรือเชื่อไม่ได้ วันนี้ยังขาดการประชาสัมพันธ์ ซึ่งการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐยังไม่เพียงพอ หัวหน้าพรรคปวงชนไทย กล่าว

ทั้งนี้ นายเอกสิทธิ์  มีประสบการณ์กว่า 20 ปีในภาคธุรกิจ ภาคแรงงาน ที่ทำงานเพื่อสังคม มาโดยตลอด  โดยเฉพาะบทบาทในฐานะประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) ที่ดำรงตำแหน่งมาเป็นสมัยที่ 2 ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน ทำหน้าที่ดูแลความสมดุล สร้างความเข้าใจ ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง คุ้มครองศักดิ์ศรีของประชาชนผู้ใช้แรงงาน ทั้งยังสามารถสร้างงานให้แรงงานหลายแสนตำแหน่ง และยังเคยได้รับเลือกเป็นประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งอาเซียน (ACE) ในปี 2562 

ด้านธุรกิจ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท สยามอีสเทิร์น อินดัสเตรียลพาร์ค กรุ๊ป เคยดำรงตำแหน่ง กรรมการบริษัท สยามสตีล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)นอกจากนี้ “อาร์ท เอกสิทธิ์” ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืนและการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริษัท จีเคแลนด์ จำกัด และ บริษัท จีเค พาวเวอร์ จำกัดธุรกิจด้านพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดทางเลือกใหม่ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ

ด้านการเมือง เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ต่อเนื่อง 2 สมัย ระหว่างปี 2562 – 2564 และปี 2564 – 2566 มีบทบาทสำคัญในปฏิบัติการปราบปรามมิจฉาชีพข้ามชาติ แก๊งสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยได้ร่วมเดินทางกับผบ.ตร.ไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อประสานความร่วมมือและผลักดันการลงนามเอ็มโอยูระหว่างสองประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง  ที่สำคัญ “อาร์ท เอกสิทธิ์” ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมวงการกีฬาไทย เป็น อุปนายกสมาคมบิลเลียดแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน และเคยเป็นประธานบริหารสโมสรป้อมปราการ สมุทรปราการ เอฟซี ตอกย้ำประสบการณ์ที่พิสูจน์ได้ว่า “เคยทำสำเร็จ และทำได้จริง” มาแล้ว

กกล.บูรพา ยิงทำลายอาคารแก๊งสแกมเมอร์ 2 หลัง ฝั่งปอยเปต หลังกัมพูชาใช้เป็นที่ตั้งพลซุ่มยิง (คลิป)

กกล.บูรพา ยิงทำลายอาคารแก๊งสแกมเมอร์ 2 หลัง ฝั่งปอยเปต หลังกัมพูชาใช้เป็นที่ตั้งพลซุ่มยิง (คลิป)

กกล.บูรพา ยิงทำลายอาคารแก๊งสแกมเมอร์ 2 หลัง ฝั่งปอยเปต หลังกัมพูชาใช้เป็นที่ตั้งพลซุ่มยิง (คลิป)

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.55 น.

กองทัพภาคที่ 1 เผย กกล.บูรพา ทำลายอาคารปอยเปต ใช้เป็นฐาน สแกมเมอร์–พลซุ่มยิง ฐานที่มั่นทางทหาร กัมพูชา

เมื่อเวลา 13.48 น. วันที่ 22 ธันวาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 เปิดเผยว่า กองกำลังบูรพาได้ปฏิบัติการทำลายอาคาร 2 หลัง บริเวณฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา ตรงข้ามตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว หลังตรวจสอบพบว่าอาคารดังกล่าวถูกใช้เป็นที่ตั้งของเครือข่ายสแกมเมอร์ และเป็นฐานที่มั่นของพลซุ่มยิงฝ่ายกัมพูชา ซึ่งได้ใช้อาวุธยิงเข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทย

จากการพิสูจน์ทราบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าภายในอาคารมีการติดตั้งระบบแอนตี้โดรน และถูกใช้เป็นเป้าหมายทางทหารที่อาจก่ออันตรายต่อฝ่ายไทย ภายหลังการโจมตี อาคารได้รับความเสียหาย และไม่มีการยิงตอบโต้จากฝ่ายกัมพูชาเพิ่มเติม ขณะเดียวกันกลุ่มเครือข่ายสแกมเมอร์ได้หลบหนีออกจากพื้นที่

กองทัพภาคที่ 1 ระบุว่า การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการทำลายเป้าหมายทางทหาร เพื่อป้องกันภัยคุกคามต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย

ไร้มนุษยธรรม! ‘กองทัพ’งัดหลักฐาน ‘เขมร’ใช้ชุมชุน-โล่มนุษย์ เป็นฐานทหารยิงฝ่ายไทย

ไร้มนุษยธรรม! 'กองทัพ'งัดหลักฐาน 'เขมร'ใช้ชุมชุน-โล่มนุษย์ เป็นฐานทหารยิงฝ่ายไทย

ไร้มนุษยธรรม! ‘กองทัพ’งัดหลักฐาน ‘เขมร’ใช้ชุมชุน-โล่มนุษย์ เป็นฐานทหารยิงฝ่ายไทย

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.48 น.

ไร้มนุษยธรรม! ‘กองทัพ’งัดหลักฐาน ‘เขมร’ใช้ชุมชุน-โล่มนุษย์ เป็นฐานทหารยิงฝ่ายไทย ด้าน’ทภ.2’ เผยกัมพูชา ยังระดมยิงบางพื้นที่

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2568 ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า กองทัพไทยมีหลักฐานว่ากัมพูชาใช้ ที่ตั้งในหมู่บ้านของกัมพูชาเพื่อซ่อนพลางและเป็นฐานโจมตีฝ่ายไทย ซึ่งเราจะรวบรวมนําไปประท้วงในเวทีนานาชาติได้รับทราบถึงความโหดร้ายของกัมพูชาที่ละเมิดสิทธิและอนุสัญญาต่างๆ ระหว่างประเทศ

สำหรับสถานการณ์โดยตั้งแต่วานนี้ (21 ธ.ค.) มีการเปิดฉากยิงโดยกัมพูชามายังพื้นที่ชุมชน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ทําให้ฝ่ายไทยประกาศฉุกเฉินอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เร่งด่วน 

ในส่วนของกาสิโนทมอดา ชายแดน จ.ตราด สามารถควบคุมได้เบ็ดเสร็จโดยกองทัพเรือ และด้วยความร่วมมือปฏิบัติการของกองทัพอากาศ

โดยในช่วงเช้าวันนี้ (22ธ.ค.) ฝ่ายกัมพูชายังโจมตีพลเรือน ทําให้ลูกระเบิดตกในพื้นที่เกษตร ยุ้งข้าวชาวบ้านเสียหาย และยิงอาวุธหนักใส่ที่ตั้งของฝ่ายไทยทําให้ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย

ด้าน พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ในส่วนพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 สถานการณ์ในภาพรวมจุดที่เราควบคุมได้แล้ว ปัจจุบันเรียกได้ว่าอยู่ในขั้นตอนสถาปนาความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง แต่ทางฝ่ายกัมพูชายังมีการโจมตีเข้ามา แม้จะเบาบางลงก็ตาม ฝ่ายไทยก็ต้องป้องกันตัวเองโจมตีกลับเพื่อยับยั้งการโจมตีดังกล่าวให้หมดสิ้นสภาพ

ขณะที่พื้นที่กองทัพภาคที่ 1 จ.สระแก้ว ตั้งแต่วานนี้ (21 ธ.ค.) จนถึงวันนี้มีสถานการณ์ต่อเนื่อง จากการที่กองกําลังบูรพา ได้เปิดปฏิบัติการเข้าควบคุมพื้นที่สําคัญ บ้านคลองแผง บ้านหนองหญ้าแก้ว บ้านหนองจาน ซึ่งกัมพูชาลุกล้ำเข้ามาเป็นเวลานานและเราพยายามควบคุมพื้นที่คืนปัจจุบันยังอยู่ในการปฏิบัติการอย่างเข้มข้น มีการโจมตีทั้งพื้นที่ทหารและบ้านเรือนของประชาชน ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก

‘44 สส.อดีตก้าวไกล’ระทึก! สะพัดชี้ชะตา 25 ธ.ค.นี้ ‘โฆษก ป.ป.ช.’ย้ำเดินตามไทม์ไลน์ ไม่อิงการเมือง

‘44 สส.อดีตก้าวไกล’ระทึก! สะพัดชี้ชะตา 25 ธ.ค.นี้ ‘โฆษก ป.ป.ช.’ย้ำเดินตามไทม์ไลน์ ไม่อิงการเมือง

‘44 สส.อดีตก้าวไกล’ระทึก! สะพัดชี้ชะตา 25 ธ.ค.นี้ ‘โฆษก ป.ป.ช.’ย้ำเดินตามไทม์ไลน์ ไม่อิงการเมือง

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.48 น.

‘โฆษก ป.ป.ช.’บอกยังไม่เห็นวาระ ย้ำเดินตามไทม์ไลน์ ไม่อิงการเมือง หลังสะพัด‘คดี 44 สส.อดีตก้าวไกล’ ชี้ชะตา 25 ธ.ค.นี้ 

22 ธันวาคม 2568 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษก ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่า คดีกล่าวหา 44 ส.ส.อดีตพรรคก้าวไกล ที่ร่วมกันลงชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 จะรู้ผลในวันที่ 25 ธันวาคมนี้ ว่า ตนยังไม่เห็นวาระ เพราะอำนาจการบรรจุวาระเป็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ยืนยันว่าคดี 44 ส.ส. เป็นไปตามไทม์ไลน์ที่ตนเคยแถลงข่าวไว้ และย้ำว่าไทม์ไลน์คดีนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรพงษ์ เคยให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าคดี 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าการพิจารณาคดีนี้รายบุคคลจะเริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม 68 จากนั้นคาดว่าเร็วสุดจะพิจารณาเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 68 แต่อย่างช้าไม่น่าจะเกินเดือนธันวาคม 68 ก่อนการเลือกตั้ง

‘กองทัพ’เตรียมงัดมาตรการสูงสุดตอบโต้ หาก’ฮุนเซน’ยกระดับปะทะชายแดน เป็นภาวะสงคราม

'กองทัพ'เตรียมงัดมาตรการสูงสุดตอบโต้ หาก'ฮุนเซน'ยกระดับปะทะชายแดน เป็นภาวะสงคราม

‘กองทัพ’เตรียมงัดมาตรการสูงสุดตอบโต้ หาก’ฮุนเซน’ยกระดับปะทะชายแดน เป็นภาวะสงคราม

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.30 น.

‘กองทัพ’เตรียมงัดมาตรการสูงสุดตอบโต้ หาก’ฮุนเซน’ยกระดับปะทะชายแดน เป็นภาวะสงคราม ให้รอแถลงการณ์ กต. ปมใช้เวทีจีบีซี ถกหยุดยิง

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2568 ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วย ผบ.ทอ. ในฐานะ ผอ.ศูนย์แถลงข่าวฯ กล่าวถึง ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาส่งสัญญาณสู้รบโดยประกาศยุทธศาสตร์สงครามระยะยาวกับไทยว่า เรื่องนี้ต้องให้ความสำคัญเพราะผู้นำระดับสูงของกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์และสร้างความเชื่อให้คนกัมพูชา ขอย้ำว่าประชาชนกัมพูชาและประชาชนไทยไม่มีความขัดแย้งกัน สาร์นที่ออกมาวันนี้ คือการสร้างการมีส่วนร่วมในประเทศของเขา ยืนยันว่าทุกอย่างที่กองทัพไทยดำเนินการ ตามความชอบธรรมและยึดกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งกรณีการใช้โล่มนุษย์และการใช้อาวุธในพื้นที่พลเรือน ซึ่งกองทัพไทยไม่เคยกระทำในสิ่งเหล่านี้ 

“การใช้วาทกรรม โฆษณาชวนเชื่อ ไม่ใช่สิ่งที่ชาวโลกเชื่อถือ แต่เชื่อถือในข้อเท็จจริง และกฎหมายระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับที่ประเทศไทยกำลังทำอยู่ สิ่งเหล่านี้เราไม่จำเป็นต้องตอบโต้อะไร แต่เราต้องอยู่ในหลักการที่ถูกต้อง ขอให้มั่นใจว่าผู้นำของประเทศไทยรวมถึงกองทัพไทยพร้อมปฎิบัติ เพื่อประชาชน ถ้าสัญญาณต่างๆที่เราปกป้องควบคุมพื้นที่ ถ้ามีการรุกล้ำ เราจะตอบโต้อย่างเหมาะสม และจะทำอย่างต่อเนื่องจนกว่ากัมพูชาจะยอมรับข้อเสนอของไทย”

เมื่อถามว่า ผลการประชุมรมว.ต่างประเทศอาเซียน ที่มาเลเซีย ฝ่ายกัมพูชา ได้เสนอขอให้หยุดยิงในเวลา 22.00 น. ของคืนนี้ ในขณะที่ผู้นำจิตวิญญาณของกัมพูชาส่งสัญญาณไปอีกทางหนึ่งจะทำให้การทำงานของกองทัพยากลำบากหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไม่ยุ่งยาก แต่ให้รอฟังคำแถลงการณ์ที่เป็นทางการจากกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมทั้งยืนยันว่าหน่วยงานความมั่นคงยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ในขณะที่ทหารหน้าแนวสามารถควบคุมพื้นที่ และยืนอยู่บนความเสี่ยงไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเราก็ผ่านบทเรียนมาหลายครั้ง 

“ที่บอกว่าหยุดยิง แต่สุดท้ายก็ไม่หยุดยิง ยังมีการปะทะซุ่มโจมตี ถือเป็นเรื่องของความจริงใจ ซึ่งก็เห็นใจผู้ปฏิบัติงาน และยืนยันว่าการดำเนินการทุกอย่างของกองทัพเป็นไปตามนโยบายของทางรัฐบาล “

เมื่อถามว่าจะมีการหารือในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ในวันที่ 24 ธ.ค. นี้  พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี  กล่าวว่า ก็ขอให้เป็นไปตามกลไก แต่ขอย้ำว่า ต้องฟังคำแถลงการณ์ที่เป็นทางการของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ขั้นตอนคือการนำข้อเท็จจริงไปสู่เวที การเมืองระหว่างประเทศ 

ด้าน พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวเสริมว่า หากฮุนเซน ยกระดับการปะทะชายแดนเป็นสงคราม ถือเป็นประเด็นนี้สำคัญมาก กรณีที่ผู้นำกัมพูชาได้ออกมาชี้แจงว่าเขาได้เตรียมอะไรไว้ ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องบอกใครว่าเราเตรียมอะไรไว้ แต่ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า กองทัพไทยมีความพร้อมในการปฎิบัติขั้นสูงสุด ในทุกกรณีที่ผ่านมาเรามีบทเรียน เราจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นกับเราอีก เรามีความพร้อมในการปฎิบัติภารกิจโดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องบอกว่าคืออะไร 

ขณะที่ นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองโฆษกประจำกระทรวงการต่างประเทศ  กล่าวยืนยันว่า การปฎิบัติการของฝ่ายไทยมีความชอบธรรม ตั้งแต่เกิดการปะทะ การดำเนินการต่อจากนี้ยังคงมีความชอบธรรม ในการเดินหน้าต่อไปในการปกป้องอธิปไตย พร้อมย้ำว่าฝ่ายไทยยังรอกัมพูชาตอบรับ 3 เงื่อนไข ในการประกาศยิงก่อนในฐานะเป็นฝ่ายรุกล้ำอธิปไตยไทยและริเริ่ม แล้วจะนำไปสู่การหยุดยิงและเก็บกู้ทุ่นระเบิด 

ท้าชนบ้านใหญ่! วราวุธ ลั่น เจาะได้ก็ลองดู หลังเพื่อไทยประเดิมหาเสียง สุพรรณบุรี

ท้าชนบ้านใหญ่! วราวุธ ลั่น เจาะได้ก็ลองดู หลังเพื่อไทยประเดิมหาเสียง สุพรรณบุรี

ท้าชนบ้านใหญ่! วราวุธ ลั่น เจาะได้ก็ลองดู หลังเพื่อไทยประเดิมหาเสียง สุพรรณบุรี

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.29 น.

เจาะได้ก็ลองกันดู! ‘วราวุธ​‘ ชี้ ‘เพื่อไทย’ ยุคเปลี่ยนผ่าน ประเดิมหาเสียง ‘สุพรรณบุรี’ หวังปักธงเหยียบถิ่น ‘บ้านใหญ่’ จะทำได้หรือไม่ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน​ ​ลั่นผู้สมัครฯถึงจะย้ายพรรค แต่ยังทำงานในพื้นที่ต่อเนื่องตั้งแต่รุ่นพ่อ-ลูก

วันที่ 22 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 14.00 น. ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายวราวุธ​ ศิลปอาชา​ อดีต รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย​ กล่าวถึงกรณีที่นายยศชนัน​ วงศ์สวัสดิ์​ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย​ ลงพื้นที่หาเสียงครั้งแรก ที่  จ.สุพรรณบุรี​ เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา ในฐานะที่เป็นเจ้าของพื้นที่มองอย่างไรว่า ต้องขอบคุณที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย​ ให้เกียรติ​จ.สุพรรณบุรี​ ซึ่งเป็นจังหวัดขนาดเล็ก​ มีจำนวนประชากรไม่กี่แสนคน และก็ขอให้โชคดีก็แล้วกัน

เมื่อถามว่า  ประเมินว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถแย่งชิงพื้นที่ได้หรือไม่ นายวราวุธ​ กล่าวว่า จะแย่งได้หรือไม่​ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคเพื่อไทย หรือพรรคภูมิใจไทย แต่ขึ้นอยู่กับประชาชนชาวสุพรรณบุรี ตนยืนยันว่า ผู้สมัครของเรา แม้ว่าจะมีการย้ายพรรค แต่เรามีการทำงานกันมาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี จากรุ่นสู่รุ่น ตั้งแต่รุ่นพ่อ ส่งต่อถึงรุ่นลูก และวันนี้ก็ยังคงทำงานกันอย่างเต็มที่​ และวันนี้อยู่ในบ้านของภูมิใจไทยก็รู้สึกอบอุ่นและมีพลัง​ ดังนั้นใครจะมาต่อสู้ ในสนามการเลือกตั้งครั้งต่อไปก็เต็มที่

เมื่อถามว่า  มีการประเมินหรือไม่เหตุใดพรรคเพื่อไทยจึงเลือกจ.สุพรรณบุรีเป็นจังหวัดแรกในการลงพื้นที่หาเสียง นายวราวุธ  กล่าวว่า​ “สุพรรณ​บุรีเป็นเมืองน่ารัก​ ใครๆก็อยากมา​”

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า  ไม่ใช่ว่าต้องการมาเจาะพื้นที่สุพรรณบุรี​ เนื่องจากมีการย้ายพรรค​ใช่หรือไม่​ นายวราวุธ  กล่าวสั้นๆเพียงว่า “ก็ลองกันดู​ เจาะได้ก็ลองกันดู”