จีนออก “สมุดปกขาว” ย้ำอำนาจเบ็ดเสร็จคุมความมั่นคงฮ่องกง หลังศาลสั่งคุก “จิมมี ไหล” 20 ปี

จีนออก "สมุดปกขาว" ย้ำอำนาจเบ็ดเสร็จคุมความมั่นคงฮ่องกง หลังศาลสั่งคุก "จิมมี ไหล" 20 ปี

10 ก.พ. 2569 16:22 น.

จีนออก “สมุดปกขาว” ย้ำอำนาจเบ็ดเสร็จคุมความมั่นคงฮ่องกง หลังศาลสั่งคุก “จิมมี ไหล” 20 ปี

รัฐบาลจีนออก “สมุดปกขาว” นโยบายความมั่นคงฮ่องกงฉบับใหม่ เชิดชูกฎหมายความมั่นคงเป็น “เกราะป้องกัน” นำความสงบกลับคืนสู่เมือง สวนกระแสเสียงวิจารณ์จากนานาชาติ หลังอดีตเจ้าพ่อสื่อ “จิมมี ไหล” ถูกตัดสินจำคุกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 20 ปี ด้านผู้ว่าฯ ฮ่องกงขานรับ ย้ำต้องเฝ้าระวังแผนร้ายจากภายนอก

รัฐบาลจีนได้เผยแพร่ “สมุดปกขาว” ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกง โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลมี “ความรับผิดชอบหลัก” ในการดูแลกิจการความมั่นคงของฮ่องกง เพื่อรับประกันเสถียรภาพท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน

การเผยแพร่เอกสารฉบับนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากศาลฮ่องกงมีคำพิพากษาจำคุก นายจิมมี ไหล อดีตเจ้าพ่อสื่อวัย 78 ปี และผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนคนสำคัญ เป็นเวลา 20 ปี ในข้อหาสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติ ซึ่งถือเป็นโทษจำคุกที่หนักที่สุดนับตั้งแต่มีการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงฉบับปี 2020

คำตัดสินดังกล่าวสร้างความไม่พอใจและเสียงประณามอย่างหนักจาก สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ไต้หวัน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น รวมถึงกลุ่มสิทธิมนุษยชน โดยนายโวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุว่าเขารู้สึก “เสียใจอย่างยิ่ง” ต่อคำพิพากษา และชี้ว่ากฎหมายนี้ “ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ”

ในขณะที่ผู้วิจารณ์มองว่ากฎหมายความมั่นคงถูกใช้เพื่อกำจัดผู้เห็นต่างและทำลายขบวนการประชาธิปไตย แต่สมุดปกขาวของจีนกลับบรรยายว่ากฎหมายนี้คือ “เกราะป้องกันทางกฎหมาย” ที่ช่วยกำจัดภัยคุกคามหลักและฟื้นฟูระเบียบวินัยในสังคมกลับคืนมา

เอกสารระบุว่า การดำเนินการด้านความมั่นคงนี้ได้ช่วยเสริมรากฐานของรูปแบบการปกครอง “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ให้แข็งแกร่งขึ้น และจะทำให้ฮ่องกงมีความมั่นคงในระดับสูง พร้อมเผชิญกับความเสี่ยงและความท้าทายในอนาคตได้อย่างมั่นคงดั่งหินผา

นายจอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดเขตปกครองพิเศษฮ่องกง แสดงความยินดีต่อการออกสมุดปกขาวฉบับนี้ โดยระบุว่าทางการจำเป็นต้องตื่นตัวต่อความเสี่ยงด้านความมั่นคงอยู่เสมอ พร้อมย้ำว่าโทษจำคุกของนายจิมมี ไหล คือ “คำเตือนอย่างเคร่งครัดต่อแผนร้ายในการสมคบคิดกับองค์กรภายนอกที่มุ่งหมายทำลายความมั่นคงแห่งชาติ”

จีนมักจะออกสมุดปกขาวในลักษณะนี้เป็นระยะเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายต่อฮ่องกง โดยครั้งล่าสุดในปี 2021 เป็นการระบุถึงการปฏิรูประบบเลือกตั้งเพื่อให้เฉพาะ “ผู้รักชาติ” เท่านั้นที่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ซึ่งถูกนานาชาติมองว่าเป็นการลดทอนเสรีภาพทางประชาธิปไตยและกีดกันฝ่ายค้านอย่างชัดเจน.


ที่มา Reuters

ออสเตรเลียห่วงปัญหาล่อลวงเด็กผ่าน “Roblox” เตือนแอปฯ ต้องเพิ่มมาตรการให้เข้มงวด

ออสเตรเลียห่วงปัญหาล่อลวงเด็กผ่าน “Roblox” เตือนแอปฯ ต้องเพิ่มมาตรการให้เข้มงวด

10 ก.พ. 2569 15:29 น.

ออสเตรเลียห่วงปัญหาล่อลวงเด็กผ่าน “Roblox” เตือนแอปฯ ต้องเพิ่มมาตรการให้เข้มงวด

รมต.ว่าการกระทรวงการสื่อสารออสเตรเลียเรียกร้องให้ Roblox เพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยให้เข้มงวดขึ้น หลังมีรายงานปัญหาการล่อลวงผู้ใช้งานที่เป็นเด็ก ในขณะที่หลายประเทศสั่งแบนแพลตฟอร์มนี้แล้ว 

วันนี้ (10 ก.พ.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารของออสเตรเลียเผยว่า เธอได้ส่งจดหมายถึงบริษัท “Roblox” เกมชื่อดังที่มีผู้ใช้งานราววันละ 100 ล้านรายทั่วโลก ในปี 2024 เพื่อเรียกร้องให้เปิดการประชุมวาระเร่งด่วน หลังพบการแสวงหาผลประโยชน์จากเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ซึ่งมีจำนวนร้อยละ 40 ของจำนวนผู้ใช้งานทั้งหมด

รายงานในปี 2024 โดย Hindenburg Research ได้นิยามแพลตฟอร์มนี้ว่าเป็น “แดนนรกของพวกใคร่เด็กระดับเรท X”  ที่ทำให้เด็ก ๆ ต้องเผชิญกับสื่อลามกอนาจารไปจนถึงการถูกล่อลวง รวมทั้งยังมีการร้องเรียนจากประชาชนอีกว่า บริษัทการขาดมาตรการที่เข้มงวดในการปกป้องเด็กเหล่านี้จากเนื้อหาที่มีความรุนแรงและเนื้อหาทางเพศที่ปรากฏบนแพลตฟอร์ม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารของออสเตรเลีย นาง อานิกา เวลส์ ได้ส่งจดหมายถึงเหล่าผู้บริหารบริษัทเกม Roblox เรียกร้องให้เปิดการประชุมวาระเร่งด่วน เพื่อให้บริษัทเข้าชี้แจงถึงมาตรการที่จะทำเพื่อปกป้องเด็ก ๆ จากภัยบนโลกออนไลน์ โดยเธอเผยกับสื่อต่างประเทศว่า “ทุกคนน่าจะรู้สึกขยะแขยงเช่นเดียวกันกับเธอเมื่อได้รับรู้ว่ามีเด็ก ๆ ที่อายุน้อยสุดเพียง 4 ถึง 5 ปี ต้องมาเห็นภาพความรุนแรง และภาพลามก” ผ่านแพลตฟอร์มนี้ อีกทั้งเธอยังได้ขอให้คณะกรรมาธิการความปลอดภัยออนไลน์ ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตของออสเตรเลีย พิจารณาหาแนวทางในการใช้ “มาตรการเร่งด่วน” กับบริษัท Roblox แล้ว

ในปีที่ผ่านมาทางบริษัท Roblox ระบุว่าจะมีการเปิดใช้งานระบบจดจำใบหน้าในภาคบังคับ ร่วมกับการตรวจสอบบัตรประชาชน สำหรับผู้เล่นที่ต้องการเข้าถึงฟีเจอร์การแชทบนแอปพลิเคชัน โดยทางบริษัทได้ระบุในแถลงการณ์ต่อสื่อต่างประเทศว่า บริษัทยินดีที่จะหารือกับรัฐมนตรีเพื่อชี้แจงถึงมาตรการและขั้นตอนต่าง ๆ ที่บริษัทจะทำเพื่อรักษาความปลอดภัยในชุมชนออนไลน์ของแพลตฟอร์มนี้ พร้อมยืนยันว่าบริษัทมี “นโยบายและกระบวนการด้านความปลอดภัยที่แข็งแกร่งเพื่อช่วยปกป้องผู้ใช้งาน ซึ่งบริษัทสามารถทำได้ดีกว่าแพลตฟอร์มอื่นอีกหลายราย”

แพลตฟอร์มเกม Roblox คือหนึ่งในบรรดาแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่รวมถึง Discord, WhatsApp และ Lego Play ที่ได้รับการยกเว้นจากมาตรการของออสเตรเลียในการสั่งห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าใช้งานโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เช่น Facebook, Instagram และ TikTok ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคมในปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ Roblox ถูกสั่งแบนในประเทศอื่น ๆ  อาทิ กาตาร์ อิรัก และตุรกี ไปแล้ว โดยมีสาเหตุหลักมาจากความกังวลเรื่องความปลอดภัยในผู้ใช้งานที่เป็นเด็ก ขณะที่รัฐเท็กซัสและรัฐลุยเซียนาในสหรัฐอเมริกา ก็ได้ยื่นฟ้อง Roblox ด้วยเหตุผลเดียวกัน.

ที่มา: AFP

อ่านข่าวเกี่ยวกับออสเตรเลียได้ ที่นี่

องค์กรต้านทุจริตเตือน ประชาธิปไตยทั่วโลกถดถอย ไทยรั้งอันดับ 116 ดัชนีคอร์รัปชันโลก

องค์กรต้านทุจริตเตือน ประชาธิปไตยทั่วโลกถดถอย ไทยรั้งอันดับ 116 ดัชนีคอร์รัปชันโลก

10 ก.พ. 2569 15:08 น.

องค์กรต้านทุจริตเตือน ประชาธิปไตยทั่วโลกถดถอย ไทยรั้งอันดับ 116 ดัชนีคอร์รัปชันโลก

ไทยรั้งอันดับที่ 116 หลังองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI) เปิดเผยดัชนีรับรู้การทุจริต 2025 เตือนสถานการณ์คอร์รัปชันทั่วโลกเข้าขั้น “น่ากังวล” หลังค่าเฉลี่ยทั่วโลกทรุดหนักในรอบ 10 ปี ชี้สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ คะแนนร่วงกราวรูด หลังมีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมและลดทอนความเป็นอิสระของหน่วยงานตรวจสอบ ขณะที่เดนมาร์กยังครองแชมป์ประเทศที่โปร่งใสที่สุดในโลก 

องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) หรือ TI ออกรายงานวันนี้ (10 ก.พ.) เตือนถึงสถานการณ์การทุจริตที่เลวร้ายลงในประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก พร้อมระบุว่า สหรัฐอเมริกาได้คะแนนต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในการจัดอันดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index) ประจำปี 2025

TI ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงเบอร์ลิน ระบุว่า คะแนนเฉลี่ยของดัชนีรับรู้การทุจริตทั่วโลกอยู่ที่ 42 คะแนน ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 10 ปี สะท้อนว่าประเทศส่วนใหญ่ยังไม่สามารถควบคุมปัญหาคอร์รัปชันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย 122 ประเทศจากทั้งหมด 180 ประเทศ ได้คะแนนต่ำกว่า 50

ดัชนีดังกล่าวให้คะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 100 โดย 0 หมายถึงทุจริตสูงมาก และ 100 หมายถึงโปร่งใสสูงสุด อ้างอิงจากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารภาคธุรกิจ จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น เวทีเศรษฐกิจโลก และหน่วยข่าวกรองเศรษฐกิจของนิตยสารอีโคโนมิสต์

รายงานระบุว่า สหรัฐฯ ได้คะแนนเพียง 64 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 29 ลดลงต่อเนื่องในรอบกว่าทศวรรษ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่เสื่อมถอย นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาดำรงตำแหน่งเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยมีการกดดันสถาบันอิสระหลายแห่ง

TI แสดงความกังวลต่อการดำเนินการที่มุ่งโจมตีเสียงอิสระ และบ่อนทำลายความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการในสหรัฐฯ รวมถึงกรณีที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ เจอโรม พาวเวลล์ ถูกสอบสวน หลังปฏิเสธแรงกดดันให้ลดอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ TI ยังระบุว่า การชะลอและลดความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการติดสินบนในต่างประเทศของสหรัฐฯ รวมถึงการตัดงบความช่วยเหลือต่างประเทศ ได้บั่นทอนความพยายามต่อต้านคอร์รัปชันในระดับโลก

รายงานชี้ว่า สหรัฐฯ เป็นตัวอย่างของแนวโน้มในประเทศประชาธิปไตยที่ประสิทธิภาพในการต่อสู้กับการทุจริตลดลง ซึ่งปรากฏเช่นเดียวกันในสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส แม้ประเทศเหล่านี้ยังอยู่ในอันดับต้น ๆ ของตาราง แต่ความเสี่ยงด้านคอร์รัปชันเพิ่มขึ้นจากการตรวจสอบถ่วงดุลที่อ่อนแอ ช่องโหว่ทางกฎหมาย และการบังคับใช้ที่ไม่เพียงพอ

TI ยังระบุว่า หลายประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันต่อระบบประชาธิปไตย จากความแตกแยกทางการเมือง และอิทธิพลของเงินทุนเอกชนต่อการตัดสินใจของรัฐ

สำหรับประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 116 ของดัชนีคอร์รัปชันโลกปี 2025 ตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างสิงคโปร์ (อันดับ 3), บรูไน (อันดับ 31), มาเลเซีย (อันดับ 54), เวียดนาม (อันดับ 81) ส่วนอินโดนีเซียและลาว อยู่ในอันดับ 109 เท่ากัน ขณะที่กัมพูชาอยู่ในอันดับที่ 163 และเมียนมาในอันดับที่ 169 จากทั้งหมด 182 ประเทศ

สำหรับสหภาพยุโรป ประเทศที่ได้คะแนนต่ำสุดคือ บัลแกเรียและฮังการี ซึ่งได้เพียง 40 คะแนน โดยรายงานวิจารณ์รัฐบาลของนายวิกตอร์ ออร์บาน ผู้นำฮังการี ว่าได้บ่อนทำลายหลักนิติธรรม เสรีภาพภาคประชาชน และความสุจริตของการเลือกตั้งมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี

ในสโลวาเกีย ซึ่งได้ 48 คะแนน TI ระบุว่ารัฐบาลของนายกรัฐมนตรีโรเบิร์ต ฟีโค กำลังทำให้การสอบสวนคดีคอร์รัปชันและอาชญากรรมองค์กรอ่อนแอลง โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง

ขณะที่ประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 คือ เดนมาร์ก ด้วยคะแนน 89 ด้านยูเครน ซึ่งได้ 36 คะแนน ถูกยกเป็นตัวอย่างด้านพัฒนาการเชิงบวก แม้รัฐบาลของประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เผชิญเสียงวิจารณ์เรื่องคอร์รัปชันในช่วงสงครามกับรัสเซีย แต่ TI ระบุว่าการเปิดโปงคดีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบต่อต้านการทุจริตรูปแบบใหม่

รายงานยังชื่นชมการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนยูเครนในปีที่ผ่านมา ที่กดดันให้รัฐบาลถอยจากความพยายามลดความเป็นอิสระของหน่วยงานปราบปรามคอร์รัปชัน สะท้อนบทบาทสำคัญของสังคมพลเมืองในการตรวจสอบอำนาจรัฐอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา AFP / Transparency International

ญี่ปุ่นได้นายกฯ หญิง แต่จำนวน สส. หญิงในสภา “ลดเหลือ 15%” หลังจบศึกเลือกตั้ง

ญี่ปุ่นได้นายกฯ หญิง แต่จำนวน สส. หญิงในสภา "ลดเหลือ 15%" หลังจบศึกเลือกตั้ง

10 ก.พ. 2569 13:01 น.

ญี่ปุ่นได้นายกฯ หญิง แต่จำนวน สส. หญิงในสภา “ลดเหลือ 15%” หลังจบศึกเลือกตั้ง

ผลการเลือกตั้งญี่ปุ่นชี้ จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหญิงลดลงเหลือเพียง 15% สวนทางกับชัยชนะถล่มทลายของ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกฯ หญิงคนแรกที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ถูกวิจารณ์ว่าเมินเฉยต่อนโยบายส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและยังคงยึดติดค่านิยมอนุรักษนิยมสุดโต่ง

ผลการเลือกตั้งทั่วไปของญี่ปุ่นที่ประกาศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เผยให้เห็นประเด็นที่น่ากังวลด้านความเท่าเทียมทางเพศ เมื่อจำนวนสมาชิกรัฐสภาหญิงในสภาผู้แทนราษฎรลดลงเหลือเพียง 68 ที่นั่ง จากทั้งหมด 465 ที่นั่ง คิดเป็น 15% ซึ่งลดลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2024 ที่เคยมีอยู่ 73 ที่นั่ง

แม้ว่านางซานาเอะ ทาคาอิจิ จะสามารถกระชับอำนาจได้อย่างแข็งแกร่งหลังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นได้เพียง 4 เดือน พร้อมนำพรรคแอลดีพีคว้าชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ แต่เธอกลับแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ต้องการใช้ประเด็นเรื่องเพศสภาพมาเป็นจุดขายในการบริหารประเทศ โดยในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เธอยังคงเลือกใช้รัฐมนตรีชายเป็นส่วนใหญ่ แม้จะเคยให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนบทบาทสตรีก็ตาม

ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีสัดส่วนผู้สมัครหญิงสูงเป็นประวัติการณ์ 24% แต่ผลที่ออกมากลับมีผู้ได้รับเลือกตั้งลดลง โดย “ฮิคารุ ฟูจิตะ” ผู้สมัครจากพรรคแอลดีพี สร้างความฮือฮาด้วยการลงหาเสียงในขณะที่กำลังตั้งครรภ์ และสามารถเอาชนะนักการเมืองรุ่นเก๋าในจังหวัดนากาโนะไปได้ โดยเธอได้รับแรงสนับสนุนส่วนตัวจากนายกฯ ทาคาอิจิ และประกาศนโยบายสนับสนุนคนรุ่นใหม่และสตรี

นอกจากนั้น จากสมาชิกรัฐสภาหญิงที่ได้รับเลือกตั้งทั้งหมด 68 คน มีถึง 39 คนที่สังกัดพรรคแอลดีพี แต่นั่นคิดเป็นเพียง 12% ของจำนวน สส. ทั้งหมดของพรรคที่มีถึง 315 คนเท่านั้น

บรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การก้าวขึ้นมาของทาคาอิจิไม่ได้กระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อเพิ่มสัดส่วนสตรีในพรรคแอลดีพีอย่างมีนัยสำคัญ ศาสตราจารย์ยู อูจิยามะ จากมหาวิทยาลัยโตเกียว ให้ความเห็นว่า ทากาอิจิมีจุดยืนเป็น “อนุรักษนิยมขวาจัด” เช่น การคัดค้านการแก้ไขกฎหมายเก่าแก่ที่บังคับให้คู่สมรสต้องใช้นามสกุลเดียวกัน จึงเป็นไปได้ยากที่เธอจะทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับนโยบายด้านความหลากหลายและความเท่าเทียม 

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นยังคงรั้งอันดับที่ 118 จาก 148 ประเทศ ในรายงานช่องว่างระหว่างเพศระดับโลก (Global Gender Gap Report) ประจำปี 2025 ของ World Economic Forum สะท้อนให้เห็นว่าเส้นทางสู่ความเท่าเทียมในแวดวงการเมืองญี่ปุ่นที่ผู้ชายเป็นใหญ่ยังคงมีอุปสรรคอีกมาก.

ที่มา AFP

“เมตา-ยูทูบ” ขึ้นศาลคดีประวัติศาสตร์ ถูกฟ้องจงใจออกแบบแอปฯ ให้ “เด็กเสพติดงอมแงม”

"เมตา-ยูทูบ" ขึ้นศาลคดีประวัติศาสตร์ ถูกฟ้องจงใจออกแบบแอปฯ ให้ "เด็กเสพติดงอมแงม"

10 ก.พ. 2569 12:32 น.

“เมตา-ยูทูบ” ขึ้นศาลคดีประวัติศาสตร์ ถูกฟ้องจงใจออกแบบแอปฯ ให้ “เด็กเสพติดงอมแงม”

คณะลูกขุนในรัฐแคลิฟอร์เนียเริ่มพิจารณาคดีประวัติศาสตร์กรณีหญิงสาววัย 20 ปี ยื่นฟ้อง “เมตา แพลตฟอร์มส์” (Meta Platforms) บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม และ “อัลฟาเบต” (Alphabet) บริษัทแม่ของกูเกิล และยูทูบ โดยกล่าวหาว่าทั้งสองบริษัทจงใจออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เกิดการเสพติดในเด็กและเยาวชน จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตอย่างรุนแรง

ศาลรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกาเริ่มพิจารณาคดีสำคัญ เมื่อทนายความของหญิงสาววัย 20 ปี ซึ่งระบุตัวในศาลว่า “เคลีย์ จี.เอ็ม.” ยื่นฟ้องบริษัทเมตา แพลตฟอร์มส์ เจ้าของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม และบริษัทกูเกิล เจ้าของยูทูบ โดยกล่าวหาว่าทั้งสองบริษัทจงใจออกแบบแอปพลิเคชันให้เกิดการเสพติดในเด็กและเยาวชน

นายมาร์ค ลาเนียร์ ทนายความฝ่ายโจทก์ แถลงต่อคณะลูกขุนว่า เอกสารภายในของบริษัทแสดงให้เห็นชัดเจนว่า “บริษัทเหล่านี้จงใจสร้างเครื่องจักรที่ออกแบบมาเพื่อให้สมองของเด็กเกิดอาการเสพติด” โดยระบุว่าเคย์ลีย์เริ่มติดโซเชียลมีเดียตั้งแต่อายุยังน้อยเพราะการออกแบบที่มุ่งเน้นการดึงดูดผู้ใช้งานเกินขอบเขต จนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและความคิดที่จะฆ่าตัวตาย

ด้านนายพอล ชมิดท์ ทนายความของเมตา ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยอ้างบันทึกสุขภาพของโจทก์ว่า เคย์ลีย์มีประวัติถูกทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงมีความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่กับพ่อแม่ที่หย่าร้างกัน พร้อมตั้งคำถามต่อคณะลูกขุนว่า “หากตัดอินสตาแกรมออกไปจากชีวิตของเคย์ลีย์ แต่ปัจจัยอื่นในชีวิตเธอยังเหมือนเดิม ชีวิตเธอจะแตกต่างไปจากนี้จริงหรือ?”

ขณะที่ทนายฝ่ายยูทูบมีกำหนดแถลงเปิดคดีในวันนี้ (10 ก.พ.) ส่วนแพลตฟอร์มอื่นอย่าง TikTok และ Snap ได้ขอเจรจายอมความกับเคย์ลีย์ไปก่อนเริ่มการพิจารณาคดี

ผู้พิพากษาแคโรลีน คูล ผู้ดูแลคดี ระบุว่า บริษัทไม่สามารถถูกฟ้องจากการแนะนำเนื้อหาที่ผู้อื่นสร้างขึ้นได้ แต่สามารถถูกพิจารณาความผิดในส่วนของการออกแบบและบริหารแพลตฟอร์ม

คดีนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของกฎหมายสหรัฐฯ ที่ระบุว่าบริษัทอินเทอร์เน็ตไม่ต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่ผู้ใช้โพสต์ อย่างไรก็ตาม หากคดีนี้ล้มล้างประเด็นดังกล่าวได้ อาจนำไปสู่การฟ้องร้องในวงกว้างทั่วประเทศ และหากคณะลูกขุนตัดสินให้เมตา และกูเกิล มีความผิดฐาน “บกพร่องในการออกแบบ” และ “ไม่เตือนถึงความเสี่ยง” จะเป็นการเปิดทางให้คดีที่คล้ายคลึงกันอีกกว่า 2,300 คดีจากผู้ปกครองและโรงเรียนทั่วประเทศเดินหน้าฟ้องร้องได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ในวันเดียวกันที่รัฐนิวเม็กซิโก เมตายังถูกฟ้องในอีกคดีฐานแสวงหาผลกำไรจากการปล่อยให้เยาวชนเผชิญกับการถูกล่วงละเมิดทางเพศบนแพลตฟอร์มและการบิดเบือนข้อมูลด้านความปลอดภัยต่อสาธารณะ

กระแสต่อต้านโซเชียลมีเดียทั่วโลกการพิจารณาคดีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการควบคุมโซเชียลมีเดียทั่วโลก เช่น ออสเตรเลียและสเปนที่ประกาศสั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงโซเชียลมีเดีย เพื่อปกป้องสุขภาพจิตของเยาวชน ซึ่งมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมตา มีกำหนดขึ้นให้การเป็นพยานในคดีของเคย์ลีย์ด้วย โดยคาดว่าการพิจารณาคดีจะลากยาวไปจนถึงเดือนมีนาคม.

ที่มา Reuters

ตำรวจเกาหลีใต้บุกค้นหน่วยข่าวกรอง เร่งหาหลักฐานโยงรัฐบาลส่งโดรนล้ำแดนเกาหลีเหนือ

ตำรวจเกาหลีใต้บุกค้นหน่วยข่าวกรอง เร่งหาหลักฐานโยงรัฐบาลส่งโดรนล้ำแดนเกาหลีเหนือ

10 ก.พ. 2569 11:51 น.

ตำรวจเกาหลีใต้บุกค้นหน่วยข่าวกรอง เร่งหาหลักฐานโยงรัฐบาลส่งโดรนล้ำแดนเกาหลีเหนือ

ทีมสอบสวนเกาหลีใต้ร่วมบุกค้นสำนักงานข่าวกรองและหน่วยข่าวกรองทหารกว่า 18 จุด หาความเชื่อมโยงกรณีส่งโดรนรุกล้ำน่านฟ้าและถูกยิงตกในเกาหลีเหนือ พร้อมขยายผลตรวจสอบความพัวพันกับอดีตประธานาธิบดี “ยุน ซอกยอล” ที่กำลังถูกดำเนินคดีฐานพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อประกาศกฎอัยการศึก

เจ้าหน้าที่สอบสวนของเกาหลีใต้ได้สนธิกำลังเข้าบุกค้นสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ (NIS) เพื่อตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลกับเหตุการณ์โดรนถูกยิงตกในพื้นที่เกาหลีเหนือเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

การบุกค้นครั้งใหญ่ในหน่วยความมั่นคงคณะทำงานเฉพาะกิจร่วมระหว่างตำรวจและกองทัพได้เข้าตรวจค้นสถานที่เป้าหมายรวม 18 แห่ง รวมถึงกองบัญชาการข่าวกรองกลาโหม และหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ โดยมุ่งเป้าไปที่การสอบสวนทหารที่ยังประจำการอยู่ 3 นาย และพนักงานหน่วยข่าวกรองอีก 1 คน

คำแถลงจากคณะทำงานระบุว่า จะเร่งพิสูจน์ความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์โดรนลึกลับนี้อย่างละเอียดผ่านการวิเคราะห์เอกสารและหลักฐานที่ตรวจยึดได้ รวมถึงการสอบปากคำผู้ต้องสงสัยอย่างเข้มงวด หลังจากก่อนหน้านี้มีการตั้งข้อหาพลเรือนไปแล้ว 3 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นอ้างว่ากระทำไปเพื่อตรวจวัดระดับรังสีจากโรงงานยูเรเนียมในเกาหลีเหนือ

ชนวนเหตุจากการรุกรานและใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อย้อนกลับไปเมื่อเดือนมกราคม ทางการเปียงยางได้กล่าวหาโซลว่าส่งโดรนรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่เมืองแคซอง พร้อมเผยแพร่ภาพเศษซากโดรนที่อ้างว่ายิงตกได้ แม้ในช่วงแรกประธานาธิบดี อี แจมยอง ผู้นำคนปัจจุบันจะออกมาปฏิเสธโดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเปรียบเสมือนการลั่นไกปืนใส่เกาหลีเหนือก็ตาม

อย่างไรก็ตาม การสอบสวนในปัจจุบันมุ่งเป้าไปที่อดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ที่กำลังถูกดำเนินคดีในข้อหาสั่งการให้นำโดรนรุกล้ำน่านฟ้าเกาหลีเหนือเพื่อโปรยใบปลิวต่อต้านรัฐบาลเปียงยาง โดยอัยการระบุว่า “ยุน” พยายามสร้างสถานการณ์ความขัดแย้งเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อช่วงปลายปี 2024 หวังล้มล้างระบอบพลเรือนแต่ไม่สำเร็จ จนถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา

ท่าทีของผู้นำคนใหม่และความตึงเครียดที่ยังไม่จบประธานาธิบดี อี แจมยอง พยายามลดความตึงเครียดบริเวณชายแดนด้วยการสั่งรื้อถอนลำโพงโฆษณาชวนเชื่อออก และเคยเปรยว่าต้องการจะขอโทษเกาหลีเหนือต่อการกระทำของรัฐบาลชุดก่อน แต่ยอมรับว่ากังวลเรื่องการถูกโจมตีทางการเมืองว่าเป็นพวกฝักใฝ่เกาหลีเหนือ

ขณะที่สถานการณ์ฝั่งเกาหลีเหนือยังคงน่ากังวล โดยเมื่อเดือนสิงหาคม 2024 นายคิม จองอึน ได้สั่งเดินหน้า “ผลิตโดรนโจมตีจำนวนมาก” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดว่าได้รับเทคโนโลยีสนับสนุนจากรัสเซีย เพื่อใช้เป็นโดรนพลีชีพติดระเบิดโจมตีเป้าหมาย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายต่างตอบโต้กันด้วยการส่งบอลลูนขยะและใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อข้ามพรมแดนไปมา.

ที่มา AFP

“มิสเตอร์บีสต์” ยูทูบเบอร์คนดังที่มีผู้ติดตามมากสุดในโลก ประกาศเข้าซื้อกิจการแอปการเงินกลุ่ม Gen Z

“มิสเตอร์บีสต์” ยูทูบเบอร์คนดังที่มีผู้ติดตามมากสุดในโลก ประกาศเข้าซื้อกิจการแอปการเงินกลุ่ม Gen Z

10 ก.พ. 2569 11:04 น.

“มิสเตอร์บีสต์” ยูทูบเบอร์คนดังที่มีผู้ติดตามมากสุดในโลก ประกาศเข้าซื้อกิจการแอปการเงินกลุ่ม Gen Z

“มิสเตอร์บีสต์” ยูทูบเบอร์ดังระดับโลก เข้าซื้อกิจการ “สเต็ป” แอปพลิเคชันการเงินที่เน้นกลุ่มเยาวชน และ Gen Z รระบุว่า อยากช่วยให้คนรุ่นใหม่มีพื้นฐานด้านการเงินที่เขาไม่เคยได้รับ

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นายจิมมี่ โดนัลด์สัน วัย 27 ปี ยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในโลก เปิดเผยว่า บริษัท Beast Industries ของเขาได้เข้าซื้อบริษัท “Step” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริการทางการเงินที่ให้บริการบัตรเดบิต บัตรเครดิต และบัญชีเงินฝากที่มีดอกเบี้ย โดยเขากล่าวว่า ในวัยเด็กไม่เคยได้รับการสอนเรื่องการลงทุน การสร้างเครดิต หรือการบริหารจัดการเงิน พร้อมระบุว่า ต้องการมอบรากฐานทางการเงิน ให้กับเยาวชนหลายล้านคนทั่วโลก

รายงานข่าวไม่ได้การเปิดเผยมูลค่าการซื้อกิจการ ขณะที่ “Step” และ “Beast Industries” ยังไม่ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อข่าวนี้ 

ทั้งนี้ มิสเตอร์บีสต์มีผู้ติดตามบนยูทูบมากกว่า 450 ล้านคน คอนเทนต์ส่วนใหญ่เป็นการแข่งขันสุดท้าทายและกิจกรรมแจกเงินหรือช่วยเหลือสังคม ซึ่งแต่ละวิดีโอใช้ต้นทุนการผลิตระดับหลายล้านดอลลาร์ และมีทีมงานราว 300 คน ที่ผ่านมาความสำเร็จบนยูทูบถูกต่อยอดสู่ธุรกิจหลากหลายรูปแบบ ทั้งรายการเกมโชว์บน Amazon Prime Video สวนสนุกชั่วคราวในซาอุดีอาระเบียในชื่อ “Beast Land” รวมถึงแบรนด์ขนม Feastables ที่สร้างรายได้หลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี และมีรายได้ใกล้เคียงกับธุรกิจคอนเทนต์ออนไลน์.

ที่มา France24

ทรัมป์ลงนามต่ออายุ “ภาวะฉุกเฉินเมียนมา” เปิดทางสหรัฐฯ คว่ำบาตรกองทัพเมียนมาต่ออีก 1 ปี

ทรัมป์ลงนามต่ออายุ "ภาวะฉุกเฉินเมียนมา" เปิดทางสหรัฐฯ คว่ำบาตรกองทัพเมียนมาต่ออีก 1 ปี

10 ก.พ. 2569 10:36 น.

ทรัมป์ลงนามต่ออายุ “ภาวะฉุกเฉินเมียนมา” เปิดทางสหรัฐฯ คว่ำบาตรกองทัพเมียนมาต่ออีก 1 ปี

“โดนัลด์ ทรัมป์” ขยายเวลา “ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ” เมียนมา ออกไปอีก 1 ปี ส่งผลให้มาตรการคว่ำบาตรกองทัพยังคงมีผลบังคับใช้ พร้อมย้ำว่าสถานการณ์ยังคงเป็นภัยต่อความมั่นคง-นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ 

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ลงนามขยายเวลาประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับเมียนมาออกไปอีก 1 ปี ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่เปิดทางให้สหรัฐฯ สามารถเดินหน้ามาตรการคว่ำบาตรต่อรัฐบาลทหารเมียนมาได้อย่างต่อเนื่อง

ทรัมป์ระบุว่า การประกาศภาวะฉุกเฉินซึ่งมีผลบังคับใช้ครั้งแรกไม่นานหลังการรัฐประหารในปี 2564 ยังคงมีความจำเป็น เนื่องจากสถานการณ์ในและที่เกี่ยวข้องกับเมียนมา ยังคงเป็นภัยคุกคามที่ไม่ปกติและร้ายแรงต่อความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังได้ลงนามในร่างกฎหมายงบประมาณของรัฐบาล ซึ่งจัดสรรเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เมียนมามูลค่า 121 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยระบุชัดว่า เงินช่วยเหลือก้อนนี้จะไม่ถูกส่งไปยังรัฐบาลทหาร

โดยมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่อรัฐบาลทหารเมียนมาครอบคลุมถึงการห้ามจำหน่ายเชื้อเพลิงเครื่องบิน และการขึ้นบัญชีดำสถาบันการเงินที่ทำธุรกรรมกับรัฐบาลทหาร ผู้นำสหรัฐฯ ระบุเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะติดตามความคืบหน้าในการเจรจาและการลดความรุนแรงในเมียนมาอย่างใกล้ชิด พร้อมเตือนว่า สหรัฐฯ พร้อมปรับระดับแรงกดดันตามความจำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ.

ที่มา Irrawaddy

อังกฤษกระตุ้นผู้ปกครอง ชวนลูกคุยเรื่องภัยร้ายจากโลกออนไลน์ เล็งแบนโซเชียลต่ำกว่า 16 ปี

อังกฤษกระตุ้นผู้ปกครอง ชวนลูกคุยเรื่องภัยร้ายจากโลกออนไลน์ เล็งแบนโซเชียลต่ำกว่า 16 ปี

10 ก.พ. 2569 09:31 น.

อังกฤษกระตุ้นผู้ปกครอง ชวนลูกคุยเรื่องภัยร้ายจากโลกออนไลน์ เล็งแบนโซเชียลต่ำกว่า 16 ปี

รัฐบาลอังกฤษออกโรงกระตุ้นผู้ปกครองให้พูดคุยกับบุตรหลานจริงจัง ถึงความเสี่ยงจากคอนเทนต์อันตรายบนโลกออนไลน์ หลังพบข้อมูลน่าตกใจว่า ผู้ปกครองเกือบครึ่งไม่เคยสอบถามลูกเกี่ยวกับการใช้โซเชียล

รัฐบาลอังกฤษเปิดตัวแคมเปญใหม่ในชื่อ “You Won’t Know Until You Ask” หรือ “คุณจะไม่มีทางรู้ ถ้าคุณไม่ถาม” เพื่อสนับสนุนให้พ่อแม่เริ่มบทสนทนากับลูกเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาเห็นและทำบนโลกออนไลน์ ตั้งแต่ข่าวปลอม เนื้อหารุนแรง ไปจนถึงคอนเทนต์ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีของอังกฤษ ลิซ เคนดัลล์ ระบุว่า เข้าใจดีว่าผู้ปกครองจำนวนมากกังวลว่าเด็ก ๆ กำลังเผชิญอะไรอยู่ในโซเชียลมีเดียพร้อมย้ำว่า รัฐบาลมุ่งมั่นจะมอบวัยเด็กที่เด็กควรได้รับ และเตรียมความพร้อมให้เยาวชนใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลอย่างปลอดภัย ดังนั้นภาครัฐจึงสนับสนุนผู้ปกครองผ่านแคมเปญนี้ และเริ่มเปิดรับความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเยาวชนในยุคโซเชียลมีเดีย

แคมเปญดังกล่าวจะช่วยผู้ปกครองเรียนรู้การตั้งค่าความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย พร้อมแนะแนวทางการพูดคุยกับลูกในประเด็นอ่อนไหว เช่น ข่าวปลอม และ เนื้อหาเป็นพิษ โดยจะเริ่มเผยแพร่ผ่านโฆษณาทางโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์อย่าง Facebook, Instagram และ TikTok ในบางภูมิภาคของอังกฤษเป็นระยะแรก

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ หลังรัฐบาลอังกฤษส่งสัญญาณว่า พร้อมใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นเพื่อปกป้องเด็กบนโลกออนไลน์ รวมถึงการพิจารณา แบนการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ตามแนวทางของออสเตรเลีย ซึ่งเริ่มบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

รัฐมนตรีอังกฤษเตรียมเดินทางไปออสเตรเลียเพื่อศึกษารายละเอียดของมาตรการดังกล่าว โดยเคนดัลล์ยอมรับว่า อังกฤษกำลังพิจารณาใช้เกณฑ์อายุเดียวกัน

ขณะเดียวกัน หลายประเทศในยุโรป อาทิ สเปน กรีซ ฝรั่งเศส สโลวีเนีย และสาธารณรัฐเช็ก ต่างออกมาแสดงท่าทีว่า กำลังพิจารณาจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียในเด็กเช่นกัน ท่ามกลางกระแสกังวลว่า แพลตฟอร์มเทคโนโลยีจำนวนมากถูกออกแบบมาให้เสพติด และส่งผลเสียต่อพัฒนาการของเยาวชน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อังกฤษ

“คิม จองอึน” ชี้กองทัพเกาหลีเหนือจะมีบทบาทโดดเด่นใน 5 ปีข้างหน้า พร้อมร่วมฉลอง 78 ปีกองทัพประชาชน

"คิม จองอึน" ชี้กองทัพเกาหลีเหนือจะมีบทบาทโดดเด่นใน 5 ปีข้างหน้า พร้อมร่วมฉลอง 78 ปีกองทัพประชาชน

10 ก.พ. 2569 09:16 น.

“คิม จองอึน” ชี้กองทัพเกาหลีเหนือจะมีบทบาทโดดเด่นใน 5 ปีข้างหน้า พร้อมร่วมฉลอง 78 ปีกองทัพประชาชน

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ ระบุ กองทัพจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในช่วง 5 ปีข้างหน้า พร้อมร่วมฉลองเนื่องในวันครบรอบ 78 ปีการก่อตั้งกองทัพประชาชน ซึ่งมาถึงก่อนการประชุมใหญ่พรรคแรงงานปลายเดือนนี้

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวยอนฮัปของเกาหลีใต้ รายงานว่า นาย คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ระบุว่า กองทัพประชาชนเกาหลีจะมีบทบาทโดดเด่นอย่างยิ่งในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยเป็นการกล่าวระหว่างการเยือนกระทรวงกลาโหม เนื่องในโอกาสครบรอบ 78 ปีการก่อตั้งกองทัพประชาชน

รายงานข่าวระบุว่า ผู้นำเกาหลีเหนือได้เดินทางไปยังกระทรวงกลาโหม เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อแสดงความยินดีในวันครบรอบการก่อตั้งกองทัพ โดยการเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีครั้งที่ 9 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่านายคิมจะประกาศทิศทางนโยบายสำคัญด้านการทหาร การทูต และเศรษฐกิจ สำหรับช่วง 5 ปีข้างหน้า ระหว่างการประชุมใหญ่ของพรรค นอกจากนี้คาดว่าผู้นำเกาหลีเหนือส่งสัญญาณว่า จะเปิดเผยแผนพัฒนาแสนยานุภาพทางทหารระยะ 5 ปีฉบับใหม่

ผู้นำเกาหลีเหนือยังประเมินว่า กองทัพจะเผชิญเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และสร้างผลงานอันโดดเด่นในปีที่ผ่านมา พร้อมระบุว่า ปีนี้จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ภารกิจทางทหารจะขยายวงกว้างและต้องใช้ความพยายามมากยิ่งขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ในสุนทรพจน์ครั้งล่าสุด คิมไม่ได้กล่าวโจมตีเกาหลีใต้หรือสหรัฐฯ ซึ่งแตกต่างจากท่าทีในอดีต ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศที่ยังเปราะบาง ขณะที่ปีก่อน เขาเคยย้ำจุดยืนเสริมสร้างกำลังนิวเคลียร์ พร้อมกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าอยู่เบื้องหลังความขัดแย้งทั่วโลก

ในโอกาสเดียวกัน นายคิม และเหล่าผู้นำระดับสูงของกองทัพเกาหลีเหนือยังได้เดินทางไปวางดอกไม้คารวะที่ พระราชวังคึมซูซัน ซึ่งเป็นสถานที่บรรจุร่างของอดีตผู้นำ คิม อิลซอง และคิม จองอิล.

ที่มา Yonhap