ศรีลังกาเผยโฉม “สตาร์แซฟไฟร์สีม่วง” ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาด 3,563 กะรัต คาดมูลค่ากว่าหมื่นล้าน

ศรีลังกาเผยโฉม "สตาร์แซฟไฟร์สีม่วง" ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาด 3,563 กะรัต คาดมูลค่ากว่าหมื่นล้าน

18 ม.ค. 2569 10:51 น.

ศรีลังกาเผยโฉม “สตาร์แซฟไฟร์สีม่วง” ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาด 3,563 กะรัต คาดมูลค่ากว่าหมื่นล้าน

ศรีลังกาเปิดตัวอัญมณีหายาก “สตาร์แซฟไฟร์สีม่วง” น้ำหนัก 3,563 กะรัต ซึ่งเจ้าของระบุว่าเป็นสตาร์แซฟไฟร์สีม่วงธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประเมินมูลค่าเบื้องต้นไว้สูงถึง 300-400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9,430- 12,580 ล้านบาท

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 ม.ค.) ที่กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา คณะเจ้าของอัญมณีได้ทำการเปิดตัว “สตาร์แซฟไฟร์สีม่วง” (Purple Star Sapphire) น้ำหนัก 3,563 กะรัต ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นสตาร์แซฟไฟร์สีม่วงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยคณะเจ้าของมีความพร้อมที่จะจำหน่ายอัญมณีล้ำค่าชิ้นนี้ ซึ่งมีการประเมินมูลค่าเบื้องต้นไว้สูงถึง 300-400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9,430- 12,580 ล้านบาท

อัญมณีรูปทรงกลมเม็ดนี้ได้รับชื่ออย่างเป็นทางการว่า “สตาร์ ออฟ เพียว แลนด์” (Star of Pure Land) โดยนายอาชาน อมราสิงเห ที่ปรึกษาด้านอัญมณีศาสตร์ ระบุว่าเป็นสตาร์แซฟไฟร์สีม่วงธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ พร้อมจุดเด่นคือปรากฏการณ์ทางแสงที่เรียกว่า “อาสเตริซึม” (Asterism) หรือรูปดาว 6 แฉกที่ปรากฏชัดเจนบนหน้าอัญมณี ซึ่งถือเป็นลักษณะที่พิเศษและหายากกว่าอัญมณีเม็ดอื่นๆ

สำหรับที่มาของอัญมณีเม็ดนี้ หนึ่งในคณะเจ้าของ ซึ่งขอสงวนนามด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เปิดเผยว่าถูกขุดพบในเหมืองอัญมณีใกล้กับเมืองรัตนปุระ หรือที่รู้จักกันในนาม “เมืองแห่งอัญมณี” เมื่อปี 2023 โดยในตอนแรกมันถูกซื้อมาพร้อมกับอัญมณีเม็ดอื่นๆ เป็นกลุ่มก้อน จนกระทั่งผ่านไปประมาณ 2 ปี เจ้าของจึงตระหนักได้ว่านี่คืออัญมณีที่มีความพิเศษอย่างยิ่ง และได้ส่งไปตรวจสอบเพื่อรับรองจากห้องปฏิบัติการอัญมณีถึง 2 แห่ง

นายอมราสิงเหระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ประเมินราคาอัญมณีระดับสากลได้ประมาณการมูลค่าของแซฟไฟร์เม็ดนี้ไว้ที่ระหว่าง 300 ถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอกย้ำชื่อเสียงของแซฟไฟร์จากศรีลังกาที่เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกในด้านสีสันที่เลอค่า ความใสบริสุทธิ์ และความเปล่งประกายที่เป็นเอกลักษณ์.

ที่มา AP

นายกเล็กโยโกฮามายอมรับผิด ปมด่าลูกน้อง “เศษเดนมนุษย์” ไล่ไปคว้านท้อง

นายกเล็กโยโกฮามายอมรับผิด ปมด่าลูกน้อง "เศษเดนมนุษย์" ไล่ไปคว้านท้อง

18 ม.ค. 2569 10:08 น.

นายกเล็กโยโกฮามายอมรับผิด ปมด่าลูกน้อง “เศษเดนมนุษย์” ไล่ไปคว้านท้อง

นายกเทศมนตรีเมืองโยโกฮามา ออกแถลงการณ์ขอโทษและยอมรับว่าเคยด่าทอลูกน้องลับหลังด้วยถ้อยคำรุนแรง ทั้ง “เศษเดนมนุษย์” และ “เศษฝุ่นไร้ค่า” หลังถูกหัวหน้าฝ่ายบุคคลออกมาแฉพฤติกรรมสุดทน พร้อมเผยเคยถูกชี้หน้าขู่และสั่งให้ “คว้านท้อง” หากทำภารกิจระดับชาติไม่สำเร็จ

นายทาเคฮารุ ยามานากะ นายกเทศมนตรีเมืองโยโกฮาม่า วัย 53 ปี ยอมรับต่อหน้าสื่อมวลชนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (16 ม.ค.) ว่า ตนเองได้ใช้คำพูดด่าทอเจ้าหน้าที่ใต้บังคับบัญชาและสมาชิกสภาเมืองลับหลังด้วยถ้อยคำหยาบคายจริง โดยให้คำมั่นว่าจะควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตนเองให้ดียิ่งขึ้นหลังจากนี้

เหตุการณ์อื้อฉาวนี้ถูกเปิดเผยโดย นายอัทสึชิ คุโบตะ หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลของศาลาว่าการเมืองโยโกฮามา ซึ่งระบุว่าเขาตกเป็นเป้าหมายของการทารุณกรรมทางวาจาหลายครั้ง นายคุโบตะเผยว่าเมื่อเดือนมิถุนายน 2023 ขณะที่เขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการต่างประเทศ นายยามานากะได้กล่าวกับเขาว่า “ถ้าคุณล้มเหลวในการทำให้โยโกฮาม่าเป็นเจ้าภาพจัดงาน TICAD คุณต้องคว้านท้องตัวเองซะ” ซึ่งหมายถึงการทำเซปปุกุตามธรรมเนียมโบราณ

นอกจากนี้ นายคุโบตะยังเล่าว่า เคยถูกนายกเทศมนตรีทำท่าทางเอานิ้วชี้จ่อมาที่เขาเหมือนถือปืน พร้อมขู่ว่า “ถ้าแกทรยศฉัน แกต้องเจอแบบนี้” รวมถึงมักจะได้ยินนายยามานากะด่าทอลูกน้องและคนที่ไม่ชอบหน้าลับหลังด้วยคำเหยียดหยาม เช่น “ไอ้อ้วน” “ไอ้นกกระจอกเทศ” “เศษเดนมนุษย์” และ “ไอ้เศษฝุ่นไร้ค่า”

ทางด้านนายยามานากะกล่าวว่า ตนรู้สึกเสียใจและอยากขอโทษที่ทำให้พนักงานต้องทนทุกข์ทรมาน พร้อมเตรียมขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อแก้ไขพฤติกรรมของตนเอง อย่างไรก็ตาม เขาปฏิเสธเรื่องการทำท่าปืนจู่โจม และอ้างว่าการพูดเรื่อง “คว้านท้อง” นั้น เป็นเพียง “การแสดงความมุ่งมั่น” ของเขาที่ต้องการให้เมืองได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับนานาชาติเท่านั้น

ภายหลังคำขอโทษ นายคุโบตะได้กล่าวตอบโต้ว่า “พนักงานไม่ใช่เครื่องมือ และสมาชิกสภาเมืองก็ไม่ใช่อดีตศัตรู ผมหวังว่าท่านนายกฯ จะเข้าใจแก่นแท้ของเรื่องนี้และยอมรับมัน”

สำหรับนายทาเคฮารุ ยามานากะ อดีตเคยเป็นศาสตราจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครโยโกฮามา ก่อนจะได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีครั้งแรกในปี 2021 และเพิ่งชนะเลือกตั้งสมัยที่ 2 เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ก่อนจะถูกนิตยสารรายสัปดาห์ Shukan Bunshun ออกมาเปิดโปงพฤติกรรมจนนำมาสู่การยอมรับผิดในครั้งนี้.

ที่มา THE MAINICHI

โจรควงปืนบุกปล้นร้านการ์ดโปเกมอนกลางนิวยอร์ก กวาดทรัพย์สินกว่า 3.4 ล้านบาท

โจรควงปืนบุกปล้นร้านการ์ดโปเกมอนกลางนิวยอร์ก กวาดทรัพย์สินกว่า 3.4 ล้านบาท

18 ม.ค. 2569 09:51 น.

โจรควงปืนบุกปล้นร้านการ์ดโปเกมอนกลางนิวยอร์ก กวาดทรัพย์สินกว่า 3.4 ล้านบาท

กลุ่มคนร้ายอาวุธครบมือบุกจู่โจมร้านการ์ดเกมชื่อดังในย่านแมนแฮตตัน ในนครนิวยอร์ก ชักอาวุธปืนขึ้นมาข่มขู่พนักงานและลูกค้าที่กำลังร่วมกิจกรรมพบปะสังสรรค์ภายในร้าน ก่อนกวาดการ์ดหายากมูลค่ารวมกว่า 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3.4 ล้านบาท พบการ์ดบางใบมีราคาสูงถึงเกือบ 2 แสนบาท ด้านเจ้าของร้านยืนยันทุกคนปลอดภัยแต่ขวัญเสียกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สำนักงานตำรวจนิวยอร์กเปิดเผยรายงานเหตุอาชญากรรมสะเทือนขวัญ เมื่อกลุ่มชายฉกรรจ์ 3 คน บุกเข้าไปในร้าน “โพเก คอร์ท” (Poké Court) ย่านแมนแฮตตัน เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (14 ม.ค.) โดยคนร้ายได้ชักอาวุธปืนขึ้นมาข่มขู่พนักงานและลูกค้าที่กำลังร่วมกิจกรรมพบปะสังสรรค์ภายในร้าน ก่อนจะกวาดเอาการ์ดโปเกมอนหายาก เงินสด และโทรศัพท์มือถือหลบหนีไป

จากภาพหลักฐานที่ทางร้านเผยแพร่ พบชายสวมชุดดำปิดบังใบหน้าจ่ออาวุธปืนไปยังผู้ที่อยู่ในร้านซึ่งกำลังชูมือขึ้นเหนือศีรษะ รายงานระบุว่าทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปมีมูลค่ารวมประมาณ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.4 ล้านบาท) โดยการ์ดบางใบที่เป็นของสะสมหายากมีราคาสูงถึง 5,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.9 แสนบาท) รวมถึงการ์ดตัวละครยอดฮิตอย่าง “ปิกาจู” ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในเคสพลาสติกนิรภัย เพื่อรับรองความแท้

คอร์ตนีย์ ชิน เจ้าของร้าน ยืนยันผ่านอินสตาแกรมว่าพนักงานและลูกค้าทุกคนปลอดภัย แม้ตู้โชว์สินค้าจะถูกทุบทำลายจนเสียหาย โดยเธอกล่าวว่า “งานอดิเรกนี้ควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย การ์ดกระดาษอาจหามาทดแทนได้ แต่ไม่ควรมีใครต้องมาเจอเหตุการณ์เลวร้ายแบบนี้”

เทรนด์โจรกรรมการ์ดโปเกมอนระบาดหนักในสหรัฐฯเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพิ่งเกิดเหตุปล้นการ์ดโปเกมอนมูลค่ากว่า 300,000 ดอลลาร์ (ราว 10.5 ล้านบาท) จากลูกค้าที่เพิ่งเดินออกจากร้านในนครลอสแอนเจลิส และเมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน ร้านการ์ดในเขตเบอร์แบงก์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ก็ถูกโจรบุกปล้นกวาดทรัพย์สินไปนับแสนดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 2 นาที

ทั้งนี้ โปเกมอนถือเป็นแฟรนไชส์ที่ทรงอิทธิพลระดับโลก โดยในปี 2024 สามารถทำรายได้จากค่าลิขสิทธิ์สูงถึง 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าบริษัทของเล่นยักษ์ใหญ่อย่างแมตเทล ทำให้การ์ดสะสมที่มีจำนวนจำกัดกลายเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มมิจฉาชีพเนื่องจากมีราคาสูงและเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายในตลาดมืด

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจนิวยอร์กยังไม่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ และกำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อล่าตัวกลุ่มคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป.

ที่มา USA TODAY

อินโดนีเซียเร่งค้นหา เครื่องบินเล็กสูญหาย พร้อมผู้โดยสาร 10 คน

อินโดนีเซียเร่งค้นหา เครื่องบินเล็กสูญหาย พร้อมผู้โดยสาร 10 คน

18 ม.ค. 2569 07:00 น.

อินโดนีเซียเร่งค้นหา เครื่องบินเล็กสูญหาย พร้อมผู้โดยสาร 10 คน

ทางการอินโดนีเซียกำลังเร่งค้นหาเครื่องบินลำหนึ่ง ซึ่งหายสาบสูญไประหว่างเดินทางบริเวณเกาะสุลาเวสี พร้อมกับผู้โดยสารและลูกเรือรวม 10 ชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียกำลังเร่งค้นหาเครื่องบินลำหนึ่งที่บรรทุกเจ้าหน้าที่รัฐ 3 ราย และลูกเรือ 7 ราย หลังจากขาดการติดต่อกับหอบังคับการบินเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 ม.ค.) ระหว่างทำภารกิจการติดตามตรวจสอบทรัพยากร

หน่วยกู้ภัยระบุว่า เครื่องบินแบบใบพัดรุ่น ATR 42-500 ของสายการบิน “อินโดนีเซีย แอร์ ทรานสปอร์ต” (IAT) ออกเดินทางจากเมืองยอกยาการ์ตา และกำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองมาคัสซาร์บนเกาะสุลาเวสี

นายสันตี วาห์ยู เตร็งโกโน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการทางทะเลและประมงของอินโดนีเซีย กล่าวในงานแถลงข่าวว่า มีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงฯ 3 รายอยู่บนเครื่องบินลำนี้ ซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจติดตามตรวจสอบทรัพยากรในพื้นที่ทางอากาศ ก่อนจะขาดการติดต่อไปหลังจากเวลา 13.00 น. วันเสาร์ (ตามเวลาท้องถิ่น)

ขณะที่ IAT ระบุว่า มีลูกเรืออีก 7 รายอยู่บนเครื่องบินลำดังกล่าวด้วยเช่นกัน

ด้านนายมูฮัมหมัด อารีฟ อันวาร์ หัวหน้าหน่วยงานค้นหาและกู้ภัยท้องถิ่นเปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า ได้มีการส่งทีมกู้ภัยไปยังพื้นที่ภูเขาในเขตมาโรส (Maros Regency) ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับเมืองมาคัสซาร์ และอยู่ใกล้กับพิกัดสุดท้ายที่ทราบของเครื่องบิน

นายอันวาร์บอกด้วยว่า การค้นหาทั้งทางบกและทางอากาศได้รับความร่วมมือจากกองทัพอากาศ ตำรวจ และอาสาสมัคร

ส่วนนายอันดี สุลต่าน หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของหน่วยงานค้นหาและกู้ภัยเมืองมาคัสซาร์ ระบุว่ามีการใช้เฮลิคอปเตอร์และโดรนในการค้นหาเครื่องบินลำนี้ด้วย

ขณะที่บริษัท ATR ผู้ผลิตเครื่องบิน ATR 42-500 ซึ่งมีฐานอยู่ในฝรั่งเศส ระบุว่า ได้รับแจ้งเกี่ยวกับ “อุบัติเหตุ” ที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินของบริษัทแล้ว ซึ่ง “ผู้เชี่ยวชาญของ ATR กำลังดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อสนับสนุนทั้งการสืบสวนที่นำโดยทางการอินโดนีเซียและบริษัทผู้ให้บริการการบิน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนเตือนกัมพูชา คนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ กระทบความสัมพันธ์

จีนเตือนกัมพูชา คนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ กระทบความสัมพันธ์

18 ม.ค. 2569 06:33 น.

จีนเตือนกัมพูชา คนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ กระทบความสัมพันธ์

ทางการจีนเตือนกัมพูชา ว่ากรณีการสูญหายของประชาชนชาวจีนฝีมือแก๊งสแกมเมอร์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ

สถานทูตจีนประจำกัมพูชาระบุในวันเสาร์ (17 ม.ค.) ว่า เหตุการณ์ชาวจีนหายตัวไปในกลุ่มอาคารที่ทำธุรกิจหลอกลวงทางไซเบอร์ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็น “อุปสรรคสำคัญ” ต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศที่เป็นพันธมิตรกัน

แถลงการณ์ผ่านบัญชี WeChat ของสถานทูตระบุว่า เอกอัครราชทูต หวัง เหวินปิน ได้กระตุ้นให้รัฐบาลพนมเปญยกระดับการกวาดล้างอุตสาหกรรมผิดกฎหมายดังกล่าว ในระหว่างการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีระดับสูงของกัมพูชา

“จีนมีความกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีที่พลเมืองจีนจำนวนหนึ่ง สูญหายหรือหายตัวไปในกัมพูชาเมื่อไม่นานมานี้” แถลงการณ์ระบุ และเสริมว่า กรณีที่เกิดความเสียหายต่อพลเมืองจีนส่วนใหญ่นั้นมีความเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ “ไม่สอดคล้องกับมิตรภาพดั้งเดิมที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างจีนและกัมพูชา”

ด้านรัฐบาลกัมพูชาระบุว่ากำลังดำเนินการกวาดล้างอุตสาหกรรมผิดกฎหมายนี้ ซึ่งใช้แรงงานผู้คนอย่างน้อย 100,000 คนในกัมพูชา ตามข้อมูลของสหประชาชาติ

ในช่วงแรก กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้เน้นเป้าหมายไปที่กลุ่มคนที่พูดภาษาจีนเป็นหลัก แต่ต่อมาได้ขยายปฏิบัติการออกไปในหลากหลายภาษา เพื่อขโมยเงินจากเหยื่อทั่วโลกเป็นจำนวนมหาศาลถึงหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

ผู้ที่ทำการหลอกลวงเหล่านี้ บางครั้งก็เป็นนักต้มตุ๋นที่สมัครใจทำเอง แต่ในบางกรณีก็เป็นชาวต่างชาติที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ซึ่งถูกหลอกมาติดกับและบังคับให้ทำงานภายใต้การข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรง

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จีนได้ยกระดับการไล่ล่าตัวบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมการหลอกลวงทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อนำตัวกลับมาดำเนินคดีในแผ่นดินของตนเอง ซึ่งกัมพูชาเพิ่งจับกุมตัวนาย เฉิน จื้อ มหาเศรษฐีเชื้อสายจีนผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศ และส่งตัวไปจีนเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ประมาณการว่า การหลอกลวงออนไลน์สร้างความเสียหายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2567 สูงถึง 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้านองค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ได้กล่าวหารัฐบาลกัมพูชาว่า “จงใจเพิกเฉย” ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่กระทำโดยแก๊งอาชญากรรมไซเบอร์เหล่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้นำยูกันดาชนะเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดีต่อ หลังอยู่ในอำนาจมา 40 ปี

ผู้นำยูกันดาชนะเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดีต่อ หลังอยู่ในอำนาจมา 40 ปี

18 ม.ค. 2569 04:15 น.

ผู้นำยูกันดาชนะเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดีต่อ หลังอยู่ในอำนาจมา 40 ปี

ประธานาธิบดียูกันดา ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2569 ทำให้เขาได้เป็นประธานาธิบดีต่ออีก 5 ปี หลังจากปกครองประเทศมานานถึง 40 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 ม.ค. 2569 ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งของประเทศยูกันดาประกาศให้ประธานาธิบดี โยเวรี มูเซเวนี เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งที่จัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทำให้เขาได้ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศต่อไปอีก 5 ปี หลังจากปกครองมายาวนานกว่า 4 ทศวรรษ

คณะกรรมการการเลือกตั้งระบุว่า นายมูเซเวนีได้คะแนนเสียงไป 72% ขณะที่ บ็อบบี ไวน์ คู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดได้คะแนนเสียง 25% โดยไวน์ออกมาประณามสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น “ผลการเลือกตั้งปลอม” และ “การยัดบัตรเลือกตั้ง”

ไวน์ยังไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม แต่เรียกร้องให้มีการประท้วงโดยสันติวิธี ขณะที่คณะกรรมการเลือกตั้งยังไม่ได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่คณะผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งจากสหภาพแอฟริกา (African Union) ระบุว่าพวกเขา “ไม่พบหลักฐานการยัดบัตรเลือกตั้ง”

ทั้งนี้ นายมูเซเวนี ในวัย 81 ปี ก้าวเข้าสู่อำนาจครั้งแรกในฐานะผู้นำกลุ่มกบฏเมื่อปี 2529 และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาชนะการเลือกตั้งมาแล้วถึง 7 ครั้ง

กระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้เต็มไปด้วยเหตุความรุนแรง โดย บ็อบบี ไวน์ อดีตดารานักร้องวัย 43 ปีอ้างว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 21 ศพทั่วประเทศในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตัวเลขอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 7 ศพเท่านั้น

นอกจากนี้ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในประเทศถูกตัดขาดมาตั้งแต่วันอังคาร ส่งผลให้การตรวจสอบข้อมูลเป็นไปได้ยาก

รัฐบาลยูกันดาอ้างว่า มาตรการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตมีความจำเป็น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายข้อมูลเท็จ การทุจริต และการยุยงให้เกิดความรุนแรง ซึ่งเป็นการกระทำที่สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประณามว่าเป็นเรื่องที่ “น่ากังวลอย่างยิ่ง”

ด้านนายกู้ดลัก โจนาธาน อดีตประธานาธิบดีแห่งไนจีเรีย ในฐานะผู้นำคณะผู้สังเกตการณ์จากสหภาพแอฟริกา กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า รัฐบาลยูกันดาควรหยุดระงับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง

สำนักข่าว AFP รายงานว่า โจนาธานยังได้ประณาม “รายงานเกี่ยวกับการข่มขู่ การจับกุม และการลักพาตัว” โดยระบุว่าเหตุการณ์เหล่านี้ “ทำให้เกิดความกลัวและบั่นทอนความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ม็อบประท้วงในกรีนแลนด์-เดนมาร์ก ต้านแผนทรัมป์ยึดดินแดน

ม็อบประท้วงในกรีนแลนด์-เดนมาร์ก ต้านแผนทรัมป์ยึดดินแดน

18 ม.ค. 2569 02:40 น.

ม็อบประท้วงในกรีนแลนด์-เดนมาร์ก ต้านแผนทรัมป์ยึดดินแดน

ประชาชนในเดนมาร์กและกรีนแลนด์ ออกมาร่วมตัวประท้วงในหลายเมือง เพื่อต่อต้านแผนการของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการทำให้ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ม.ค. 2569 ประชาชนหลายพันคนในกรีนแลนด์และเดนมาร์กออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านแผนการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่จะเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก

การชุมนุมประท้วงมีขึ้นในหลายเมืองของเดนมาร์ก รวมถึงกรุงโคเปนเฮเกนซึ่งเป็นเมืองหลวง ตลอดจนในเมืองนุก (Nuuk) เมืองเอกของกรีนแลนด์ ผู้ประท้วงต่างชูป้ายที่มีข้อความว่า “อย่าแตะต้องกรีนแลนด์” และ “กรีนแลนด์เพื่อชาวกรีนแลนด์”

“เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะต้องรวมตัวกันและแสดงให้เห็นว่ากรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย และเราไม่ต้องการเป็นชาวอเมริกัน หรือถูกผนวกเข้ากับสหรัฐฯ” เอริก เจนเซน นักการเมืองชาวกรีนแลนด์บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์

การประท้วงดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่คณะตัวแทนจากสภาคองเกรสสหรัฐฯ โดย คริส คูนส์ วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตเดินทางมาเยือนกรุงโคเปนเฮเกน และพูดถึงวาทกรรมของนายทรัมป์ว่าเป็นเรื่องที่ “ไม่สร้างสรรค์”

ชาวกรีนแลนด์เดินขบวนประท้วงในเมืองนุก เมื่อ 17 ม.ค. 2569
ชาวกรีนแลนด์เดินขบวนประท้วงในเมืองนุก เมื่อ 17 ม.ค. 2569

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความต้องการให้กรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ตั้งแต่เป็นประธานาธิบดีสมัยแรกแล้ว และจุดประเด็นนี้กลับมาอีกครั้งหลังจากรับตำแหน่งสมัยที่ 2 เมื่อปีก่อน โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหารเข้ายึดครอง

ล่าสุดนายทรัมป์ประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อประเทศในยุโรปที่คัดค้านแผนการของเขา โดยระบุว่า สินค้าจากเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ จะต้องถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากสหรัฐฯ ในอัตรา 10% ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.เป็นต้นไป

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวหาประเทศเหล่านี้ว่ากำลังเล่น “เกมที่อันตรายอย่างยิ่ง” พร้อมระบุว่าอัตราภาษีจะถูกปรับเพิ่มเป็น 25% ในวันที่ 1 มิ.ย. และจะเก็บจนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงเพื่อการซื้อกรีนแลนด์อย่างเสร็จสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จ

อนึ่ง กรีนแลนด์เป็นดินแดนที่มีประชากรอาศัยอยู่เบาบางแต่กลับอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้ ตำแหน่งที่ตั้งซึ่งอยู่ระหว่างอเมริกาเหนือและอาร์กติก ยังทำให้กรีนแลนด์เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับระบบเตือนภัยล่วงหน้าในกรณีที่มีการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และใช้สำหรับการเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเรือต่าง ๆ ในภูมิภาค

ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยกล่าวไว้ว่า วอชิงตันจะครอบครองดินแดนนี้ด้วย “วิธีที่ง่าย” หรือ “วิธีที่ยาก” ซึ่งเห็นได้ชัดว่าหมายถึงการซื้อเกาะแห่งนี้หรือการเข้ายึดครองด้วยกำลัง

ขณะเดียวกัน ผลการสำรวจความคิดเห็นระบุว่า ชาวกรีนแลนด์กว่า 85% คัดค้านการที่ดินแดนจะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

ประเทศอื่น ๆ ในยุโรปต่างรวมตัวกันสนับสนุนเดนมาร์ก โดยโต้แย้งว่าความมั่นคงของภูมิภาคอาร์กติกควรเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของนาโต โดยฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ส่งกองกำลังขนาดเล็กไปยังกรีนแลนด์แล้ว เพื่อร่วมภารกิจลาดตระเวน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 8 ชาติยุโรป 10-25% ขวางทางซื้อกรีนแลนด์

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 8 ชาติยุโรป 10-25% ขวางทางซื้อกรีนแลนด์

18 ม.ค. 2569 00:14 น.

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 8 ชาติยุโรป 10-25% ขวางทางซื้อกรีนแลนด์

ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้า 8 ชาติยุโรป รวมถึงเดนมาร์ก 10% เริ่ม 1 ก.พ.นี้ และจะเพิ่มเป็น 25% ในเดือนมิถุนายน โดยจะมีผลจนกว่าจะซื้อกรีนแลนด์ได้สำเร็จ

เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศผ่านข้อความที่โพสต์บน Truth Social ว่า สหรัฐฯ จะมีมาตรการเก็บภาษีศุลกากรสินค้าที่นำเข้าจาก เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ ในอัตรา 10% โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป

ข้อความของนายทรัมป์ระบุว่า “เราได้ให้เงินอุดหนุนแก่เดนมาร์กและประเทศต่าง ๆ ในสหภาพยุโรป รวมถึงประเทศอื่น ๆ มาเป็นเวลาหลายปี โดยการไม่เรียกเก็บภาษีศุลกากรหรือค่าตอบแทนในรูปแบบอื่นใดเลย บัดนี้ หลังจากผ่านพ้นมาหลายศตวรรษ ถึงเวลาแล้วที่เดนมาร์กจะต้องตอบแทน”

“สันติภาพของโลกกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง! จีนและรัสเซียต้องการกรีนแลนด์ และไม่มีสิ่งใดที่เดนมาร์กจะทำได้เลย ปัจจุบันพวกเขามีเพียง ‘รถลากเลื่อนสุนัข’ 2 คัน ไว้ป้องกันตัว ซึ่งเพิ่งจะเพิ่มมาถึงคันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีเพียงสหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ เท่านั้นที่สามารถลงเล่นในเกมนี้ได้ และจะทำได้อย่างประสบความสำเร็จอย่างยิ่งด้วย! จะไม่มีใครกล้าแตะต้องดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ และโลกโดยรวมกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง”

“ที่เหนือยิ่งไปกว่านั้น เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ ต่างเดินทางไปยังกรีนแลนด์เพื่อจุดประสงค์ที่ไม่มีใครทราบ นี่คือสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่งต่อความปลอดภัย ความมั่นคง และการอยู่รอดของโลกเรา ประเทศเหล่านี้ ซึ่งกำลังเล่นเกมที่อันตรายอย่างยิ่ง ได้สร้างระดับความเสี่ยงที่ไม่สามารถรับได้ หรือไม่สามารถปล่อยให้ดำเนินต่อไปได้”

“ดังนั้น เพื่อปกป้องสันติภาพและความมั่นคงของโลก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินมาตรการที่เข้มงวดเพื่อให้สถานการณ์ที่อาจเป็นอันตรายนี้สิ้นสุดลงโดยเร็วและไม่มีข้อกังขา”

“ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ประเทศทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น (เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์) จะถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากร 10% สำหรับสินค้าทุกชนิดและทุกประเภทที่ส่งมายังสหรัฐอเมริกา และในวันที่ 1 มิถุนายน 2026 ภาษีจะเพิ่มขึ้นเป็น 25%”

“ภาษีนี้จะต้องชำระจนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงเพื่อการซื้อกรีนแลนด์อย่างเสร็จสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จ สหรัฐฯ พยายามที่จะทำธุรกรรมนี้มานานกว่า 150 ปีแล้ว ประธานาธิบดีหลายท่านได้พยายาม และทำด้วยเหตุผลที่ดี แต่เดนมาร์กปฏิเสธมาโดยตลอด”

“บัดนี้ เนื่องจากโครงการ ‘โกลเดน โดม’ (Golden Dome) และระบบอาวุธสมัยใหม่ ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ ความจำเป็นในการ “เข้าครอบครอง” จึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ ปัจจุบันมีการใช้จ่ายเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ไปกับโครงการความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับ “เดอะ โดม” ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการคุ้มครองแคนาดาด้วย และระบบที่ชาญฉลาดแต่มีความซับซ้อนสูงนี้ จะสามารถทำงานได้เต็มศักยภาพและประสิทธิภาพสูงสุดได้ก็ต่อเมื่อมีดินแดนแห่งนี้รวมอยู่ด้วยเท่านั้น เนื่องด้วยเหตุผลด้านมุมพิกัด ระยะ และขอบเขตพื้นที่”

“สหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะเปิดการเจรจากับเดนมาร์ก และ/หรือ ประเทศเหล่านี้ที่สร้างความเสี่ยงอย่างมาก แม้ว่าที่ผ่านมาเราได้ทำเพื่อพวกเขามามากมายแล้ว รวมทั้งการมอบความคุ้มครองสูงสุดมาตลอดหลายทศวรรษ ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้! โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial

FAA เตือนสายการบิน อาจมีกิจกรรมทางทหาร ในอเมริกากลาง-ใต้

FAA เตือนสายการบิน อาจมีกิจกรรมทางทหาร ในอเมริกากลาง-ใต้

17 ม.ค. 2569 23:37 น.

FAA เตือนสายการบิน อาจมีกิจกรรมทางทหาร ในอเมริกากลาง-ใต้

สำนักงานบริหารการบินสหรัฐฯ เตือนสายการบินอเมริกาให้ระวังเวลาเดินทางผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก, อเมริกากลางและใต้ เนื่องจากอาจมีกิจกรรมทางทหารเกิดขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐฯ (FAA) ได้ออกประกาศเตือนนักบินของสายการบินสหรัฐฯ เกี่ยวกับการบินเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ใกล้กับประเทศเม็กซิโก อเมริกากลาง และบางส่วนของอเมริกาใต้ โดยระบุถึงความเป็นไปได้ที่จะมี “กิจกรรมทางทหาร” และการรบกวนสัญญาณนำทางผ่านดาวเทียม

คำเตือนดังกล่าวถูกประกาศเมื่อวันศุกร์ผ่านชุดประกาศแจ้งเตือนนักบิน (NOTAMs) จะมีผลเป็นเวลา 60 วัน โดย FAA ระบุว่า “มีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่ออากาศยานในทุกระดับความสูง รวมถึงในระหว่างการบินผ่าน และในช่วงการบินขึ้นและลงจอด”

“FAA ได้ออกประกาศแจ้งเตือนการบิน (NOTAMs) สำหรับพื้นที่เฉพาะในเขตควบคุมการจราจรทางอากาศเหนือน่านน้ำของเม็กซิโก, อเมริกากลาง, ปานามา, โบโกตา, กวายากิล และมาซาตลัน รวมถึงในน่านฟ้าบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก” FAA บอกกับสำนักข่าว USA Today

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ต้องมีการออกประกาศแจ้งเตือน ซึ่งระบุให้ผู้ประกอบการอากาศยาน “ใช้ความระมัดระวัง” แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ มีปฏิบัติการโจมตีเรือที่ต้องสงสัยว่าลักลอบขนยาเสพติดในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกหลายครั้ง โดยจมเรือไปมากกว่า 30 ลำ มีผู้เสียชีวิตนับร้อยคน

เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา FAA ก็เคยได้เตือนให้นักบินทุกคนใช้ความระมัดระวังเมื่อบินผ่านน่านฟ้าเหนือประเทศเวเนซุเอลา “เนื่องจากสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เลวร้ายลงและกิจกรรมทางทหารที่เพิ่มสูงขึ้น”

และเมื่อเดือนธันวาคม เที่ยวบินของสายการบินเจ็ทบลู (JetBlue) ซึ่งเดินทางมาจากคูราเซา (Curaçao) ประเทศในแถบแคริบเบียน ต้องระงับการไต่ระดับความสูงเพื่อหลีกเลี่ยงการชนกับเครื่องบินเติมน้ำมันของกองทัพอากาศสหรัฐฯ

เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคม รัฐบาลทรัมป์มีปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา และบุกจับตัวนาย นิโกลัส มาดูโร ผู้นำเผด็จการ กับภริยาของเขาถึงบ้านพักในกรุงการากัส

และนายทรัมป์เพิ่งบอกกับสำนักข่าว Fox News เมื่อไม่นานมานี้ว่า สหรัฐฯ จะขยายปฏิบัติการเพื่อกวาดล้างกลุ่มค้ายาเสพติดมากขึ้นอีก

“เราได้กำจัดยาเสพติดที่เข้ามาทางน้ำไปได้ถึง 97% แล้ว และตอนนี้เรากำลังจะเริ่มจัดการบนบก” ทรัมป์บอกนาย ฌอน แฮนนิตี พิธีกรของ Fox News เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคม “กลุ่มค้ายาเสพติดกำลังบงการเม็กซิโกอยู่ เป็นเรื่องน่าสลดใจมากที่ต้องเฝ้าดูและเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศนั้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : foxnews

อิหร่านโทษสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังการประท้วง ทำคนตายหลายพันศพ

อิหร่านโทษสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังการประท้วง ทำคนตายหลายพันศพ

17 ม.ค. 2569 21:58 น.

อิหร่านโทษสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังการประท้วง ทำคนตายหลายพันศพ

ผู้นำสูงสุดอิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นระหว่างการประท้วงใหญ่ ขณะที่กลุ่มสิทธิระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งทะลุ 3,000 ศพแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 ม.ค. 2569 ว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐอเมริกาและโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง “ความสูญเสีย, ความเสียหาย และการใส่ร้ายป้ายสี” ที่เกิดขึ้นในประเทศของเขาระหว่างการประท้วงใหญ่ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันเสาร์ (17 ม.ค.) คาเมเนอียอมรับว่า มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนระหว่างเหตุการณ์การประท้วงดังกล่าว และว่าผู้เสียชีวิตบางส่วนถูกสังหารในลักษณะที่ไร้มนุษยธรรมและป่าเถื่อน แต่เขากล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของ “กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ”

ทางด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กระตุ้นให้ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน “ประท้วงต่อไป” และขู่ว่าจะเข้าแทรกแซงทางทหารหากกองกำลังความมั่นคงสังหารกลุ่มผู้ประท้วงเหล่านั้น

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักข่าวนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน (HRANA) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในสหรัฐฯ ระบุว่า การประท้วงในอิหร่านได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 3,090 ราย โดยเหตุการณ์ความไม่สงบนี้เริ่มขึ้นในวันที่ 28 ธ.ค. โดยมีชนวนเหตุจากความไม่พอใจในปัญหาเศรษฐกิจ ก่อนจะลุกลามเป็นการประท้วงต่อต้านรัฐบาล

แต่รัฐบาลเรียกการประท้วงที่เกิดขึ้นว่า การก่อจลาจลที่ได้รับการสนับสนุนจากศัตรูของอิหร่าน และดำเนินการปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างหนัก นอกจากนี้ ยังมีการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและบริการสื่อสารเกือบทั้งหมดในประเทศ โดยในวันเสาร์ (17 ม.ค.) ระดับการเชื่อมต่อยังอยู่ที่เพียง 2% ของระดับปกติเท่านั้น

ข่าวเหตุความไม่สงบในอิหร่านเริ่มลดลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่นักวิเคราะห์มองว่า เนื่องจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตยังคงถูกจำกัด ทำให้สถานการณ์จริงในพื้นที่ยังคงไม่ชัดเจน

ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันเสาร์ คาเมเนอียังบอกอีกว่าอิหร่านถือว่าประธานาธิบดีทรัมป์เป็น “อาชญากร” และสหรัฐฯ จะต้อง “รับผิดชอบ” ต่อความไม่สงบที่เกิดขึ้น คาเมเนอีกล่าวหาด้วยว่า เป้าหมายของอเมริกาคือการกลืนกินอิหร่าน

อีกด้านหนึ่ง กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยว่า พวกเขาได้รับรายงานว่าอิหร่านกำลังเตรียมทางเลือกต่างๆ ในการโจมตีฐานทัพอเมริกัน ซึ่งอิหร่านจะต้องเผชิญกับ “กองกำลังที่ทรงพลังอย่างยิ่ง” หากมีการโจมตีเกิดขึ้นจริง พร้อมเตือนรัฐบาลเตหะรานว่าอย่าได้ “เล่นเกมกับประธานาธิบดีทรัมป์”

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพุธ (14 ม.ค.) ว่าเขาได้รับรายงานว่า “การเข่นฆ่าในอิหร่านได้ยุติลงแล้ว” แต่เสริมว่าเขายังไม่ได้ตัดทางเลือกในการใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อประเทศดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc