รัสเซีย-ยูเครนเปิดศึกยิงถล่มตอบโต้ดับรวม 10 ศพ

รัสเซีย-ยูเครนเปิดศึกยิงถล่มตอบโต้ดับรวม 10 ศพ

5 เม.ย. 2569 09:36 น.

รัสเซีย-ยูเครนเปิดศึกยิงถล่มตอบโต้ดับรวม 10 ศพ

สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนทวีความรุนแรงขึ้น หลังทั้งสองฝ่ายเปิดฉากโจมตีทางอากาศโต้ตอบกันอย่างหนัก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 10 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย ด้านประธานาธิบดีเซเลนสกีเดินทางถึงตุรกี เดินหน้าหารือเสริมความมั่นคงในยุโรปและตะวันออกกลาง

กองทัพรัสเซียระดมส่งโดรนกว่า 286 ลำ เข้าโจมตีหลายพื้นที่ของยูเครนอย่างหนัก แม้กองทัพอากาศยูเครนจะสามารถสกัดได้ถึง 260 ลำ แต่แรงระเบิดส่งผลให้เกิดความสูญเสียมหาศาล โดยเฉพาะที่เมืองนิโคโปล มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และบาดเจ็บอีก 19 ราย ส่วนที่เมืองซูมีและกรุงเคียฟได้รับความเสียหายอย่างหนักในย่านที่พักอาศัยและอาคารสำนักงาน ขณะที่ในภูมิภาคโดเนตสค์ โดรนรัสเซียได้โจมตีรถยนต์พลเรือนบนท้องถนน ส่งผลให้หญิงรายหนึ่งเสียชีวิตทันที

ด้านหน่วยความมั่นคงยูเครน เปิดเผยว่าได้ใช้โดรนโจมตีโรงงานโลหะการในเมืองอัลเชฟสค์ ซึ่งอยู่ในเขตยึดครองของรัสเซียในภูมิภาคลูฮันสค์ โดยเป้าหมายคือการทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ทั้งเตาหลอมและระบบไฟฟ้า เพื่อหยุดชะงักการส่งกำลังบำรุงให้แก่ “อูรัลวากอนซาวอด” (Uralvagonzavod) โรงงานผลิตรถถังหลักของกองทัพรัสเซีย

ขณะที่ฝั่งรัสเซียอ้างว่า ยูเครนได้โจมตีเส้นทางรถไฟและบ้านเรือนในลูฮันสค์เช่นกัน ส่งผลให้ครอบครัวหนึ่งเสียชีวิตรวม 3 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กหญิงวัย 8 ขวบ นอกจากนี้ในภูมิภาครอสตอฟของรัสเซีย มีรายงานผู้เสียชีวิต 1 ราย และเกิดเพลิงไหม้เรือขนส่งสินค้าต่างชาติจากการโจมตีของยูเครนด้วย

ท่ามกลางการสู้รบที่ดุเดือด ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้เดินทางถึงนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เพื่อเข้าพบประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน และผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์

เซเลนสกีระบุผ่านข้อความในเทเลแกรมว่า “เรากำลังทำงานเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วน เพื่อรับประกันการคุ้มครองชีวิต ยกระดับความมั่นคงในยุโรปและตะวันออกกลาง ความพยายามร่วมกันมักจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเสมอ” ซึ่งการพบปะครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการหาแนวร่วมระดับภูมิภาคเพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน.

ที่มา Associated Press

อิหร่านเตือน “ประตูนรก” จะเปิดรับสหรัฐฯ-อิสราเอล หากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานไม่เลิก

อิหร่านเตือน “ประตูนรก” จะเปิดรับสหรัฐฯ-อิสราเอล หากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานไม่เลิก

5 เม.ย. 2569 06:17 น.

อิหร่านเตือน “ประตูนรก” จะเปิดรับสหรัฐฯ-อิสราเอล หากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานไม่เลิก

กองทัพอิหร่านออกโรงเตือนสหรัฐฯ กับอิสราเอล ว่า “ประตูนรก” จะเปิดต้อนรับพวกเขา หากทั้งสองประเทศยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านต่อไป

เมื่อ 4 เม.ย. 2569 เจ้าหน้าที่กองทัพอิหร่านออกโรงเตือนสหรัฐฯ กับอิสราเอลว่า พวกเขาจะต้องเผชิญกับการลงทัณฑ์จาก “ขุมนรก” หากความขัดแย้งขยายตัววงกว้างขึ้น ซึ่งเป็นการใช้คำข่มขู่ในลักษณะเดียวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

คำกล่าวนี้มีขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ขู่ว่าจะปลดปล่อย “นรกทุกขุม” (all Hell) เข้าใส่อิหร่าน หากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายในวันจันทร์นี้

สำนักข่าวเมหร์ (Mehr) ของรัฐบาลอิหร่าน รายงานเมื่อวันเสาร์ว่า พล.ต. อาลี อับดอลลาฮี อาลิอาบาดี ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลาง “คาตัม อัล-อันบิยา” ในกรุงเตหะราน เตือนว่า “ประตูนรกจะเปิดออกต้อนรับพวกคุณ” หากโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านยังคงถูกโจมตีต่อไป

“อย่าลืมว่า หากการสู้รบขยายตัว ทั้งภูมิภาคนี้จะกลายเป็นนรกสำหรับพวกคุณ ความเพ้อฝันที่จะเอาชนะสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านได้กลายเป็นปลักโคลนที่จะสูบพวกคุณให้จมลงไป” เอบราฮิม โซลฟากอรี โฆษกประจำกองบัญชาการกลางกล่าว

ทั้งนี้ กองบัญชาการกลางคาตัม อัล-อันบิยา ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการปฏิบัติการหลักสำหรับกองทัพทั้งหมดของอิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ซีเรียปิดด่านข้ามพรมแดนชั่วคราว หลังอิสราเอลเตือนจะโจมตี

ซีเรียปิดด่านข้ามพรมแดนชั่วคราว หลังอิสราเอลเตือนจะโจมตี

5 เม.ย. 2569 05:03 น.

ซีเรียปิดด่านข้ามพรมแดนชั่วคราว หลังอิสราเอลเตือนจะโจมตี

ทางการซีเรียสั่งปิดด่านข้ามพรมแดนที่เชื่อมต่อกับประเทศเลบานอน หลังอิสราเอลเตือนว่าจะโจมตีด่านแห่งนี้และสั่งให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ซีเรียได้สั่งปิดด่านมาสนา (Masnaa) บริเวณพรมแดนซีเรีย-เลบานอนเป็นการชั่วคราว หลังจากกองทัพอิสราเอลออกคำสั่งให้อพยพเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (4 เม.ย. 2569) เนื่องจากจะมีการโจมตีทางอากาศบริเวณดังกล่าว

“เนื่องจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ใช้ด่านมาสนาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหารและลักลอบขนอาวุธ กองทัพอิสราเอลจึงตั้งใจที่จะปฏิบัติการโจมตีทางอากาศบริเวณด่านแห่งนี้ในอนาคตอันใกล้” อาวีชาย อาดราอี โฆษกภาคภาษาอาหรับของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) กล่าว

“การพำนักอยู่ในพื้นที่นี้จะทำให้ท่านตกอยู่ในอันตราย” นายอาดราอีกล่าวเตือน

หลังจาก IDF มีคำเตือนดังกล่าว สำนักงานด่านข้ามพรมแดนและศุลกากรของซีเรียก็ออกมาประกาศว่า จะทำการปิดด่านมาสนา หรือที่ฝั่งซีเรียเรียกว่า “ด่านจาเดต ยาบุส” เป็นการชั่วคราว

สำนักงานด่านข้ามพรมแดนฯ ของซีเรียยืนยันว่า ด่านมาสนาถูกกำหนดให้เป็นเส้นทางผ่านสำหรับพลเรือนเท่านั้น “ด่านนี้ไม่ได้ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหารใดๆ และไม่มีกลุ่มติดอาวุธหรือกองกำลังท้องถิ่นประจำการอยู่ รวมถึงไม่อนุญาตให้ใช้ในกิจกรรมใดๆ ที่อยู่นอกเหนือกรอบกฎหมายและงานภาคพลเรือนด้วย”

ในแถลงการณ์ยังระบุอีกว่า การกลับมาเปิดด่านอีกครั้งจะมีการประกาศให้ทราบ “ทันทีที่สถานการณ์ได้รับการยืนยันว่ามีเสถียรภาพแล้ว”

ทั้งนี้ ด่านมาสนาเคยถูกสั่งปิดไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากเกรงว่าพื้นที่นี้อาจตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยปืนใหญ่ของอิสราเอล ก่อนจะกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งในเวลาต่อมา หลังจากไม่มีการโจมตีเกิดขึ้นจริง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ชนเผ่าในอิหร่าน ยิงเฮลิคอปเตอร์สหรัฐฯ ขวางค้นหานักบิน F-15

ชนเผ่าในอิหร่าน ยิงเฮลิคอปเตอร์สหรัฐฯ ขวางค้นหานักบิน F-15

5 เม.ย. 2569 03:59 น.

ชนเผ่าในอิหร่าน ยิงเฮลิคอปเตอร์สหรัฐฯ ขวางค้นหานักบิน F-15

สื่ออิหร่านเผย กลุ่มชนเผ่าในประเทศยิงปืนใส่เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพสหรัฐฯ ที่กำลังปฏิบัติภารกิจค้นหาลูกเรือรายหนึ่ง ซึ่งสูญหายหลังจากเครื่องบินรบถูกยิงตกในภาคใต้ของอิหร่าน

สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) สื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานว่า ในพื้นที่ภูเขาอันห่างไกลของจังหวัดโคกิรูเยและบูเยอร์-อาหมัดและภูมิภาคบัคเตียรี (Bakhtiari) กลุ่มชนเผ่าได้ระดมยิงใส่เฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ก 2 ลำของสหรัฐฯ ที่กำลังออกปฏิบัติการค้นหานักบินที่ยังสูญหายหลังจากเครื่องบินรบซึ่งเชื่อว่าเป็นรุ่น F-15 ถูกยิงตกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ได้ออกมากล่าวชื่นชมกลุ่มชนเผ่าเหล่านี้ โดยระบุว่าเป็น “ผู้พิทักษ์พรมแดนที่กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และมีชัย” ตามรายงานของฟาร์ส

นอกจากนี้ ฟาร์สยังได้เผยแพร่วิดีโอเมื่อวันศุกร์ที่อ้างว่าเป็นภาพกลุ่มชนเผ่าเร่ร่อนบัคเตียรีพร้อมปืนไรเฟิลในมือ กำลังออกตามหาลูกเรือชาวอเมริกันในแถบภูเขาของจังหวัดคูเซสถาน (Khuzestan) ของอิหร่านด้วย

ก่อนหน้านี้ ทางการอิหร่านได้เสนอเงินรางวัลจำนวนมากสำหรับใครก็ตามที่สามารถจับกุมลูกเรือที่สูญหายรายนี้ได้สำเร็จ นอกจากนี้ IRGC ยังได้อวดอ้างถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นใหม่ ซึ่งระบุว่าถูกนำมาใช้ยิงเครื่องบินรบตก และใช้โจมตีเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กทั้ง 2 ลำดังกล่าวด้วย

ในวิดีโอที่เผยแพร่โดยสำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) ซึ่งเป็นเครือข่ายของ IRGC โฆษกของกองบัญชาการกลางอิหร่าน คาตัม อัล-อันบิยา กล่าวเตือนว่าจะมีการโจมตีจากระบบป้องกันภัยรุ่นใหม่นี้ตามมาอีก

“เราจะเข้าควบคุมน่านฟ้าเหนือประเทศของเราอย่างเบ็ดเสร็จแน่นอน และจะพิสูจน์ให้โลกเห็นถึงความอัปยศของศัตรูให้มากกว่าที่เคยเป็นมา” เขากล่าวในตอนท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เตรียมของบฯ 5,000 ล้านบาท เพื่อคุก “อัลคาทราซ” อีกครั้ง

ทรัมป์เตรียมของบฯ 5,000 ล้านบาท เพื่อคุก “อัลคาทราซ” อีกครั้ง

5 เม.ย. 2569 03:06 น.

ทรัมป์เตรียมของบฯ 5,000 ล้านบาท เพื่อคุก “อัลคาทราซ” อีกครั้ง

โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมของบประมาณจำนวนกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูคุก “อัลคาทราซ” ให้กลับมาเป็นเรือนจำที่สามารถใช้การได้อีกครั้ง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 เม.ย. 2569 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมเสนอของบประมาณจำนวน 152 ล้านดอลลาร์ (ราว 4,965 ล้านบาท) เพื่อเปิดใช้งาน “อัลคาทราซ” คุกที่มีชื่อเสียงโด่งดังในอดีตอีกครั้ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของร่างงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2567

คุกแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับสะพานโกลเดนเกตในซานฟรานซิสโก หรือที่รู้จักกันในฉายา “เดอะ ร็อก” (The Rock) ครั้งหนึ่งเคยถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในเรือนจำที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในอเมริกา แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว

คำร้องของบประมาณดังกล่าวระบุว่าต้องการนำเงินไปใช้ “เพื่อสร้างอัลคาทราซขึ้นใหม่ให้เป็นสถานคุมขังที่มีความปลอดภัยและทันสมัยที่สุด” โดยงบก้อนนี้จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินงานในปีแรก

อย่างไรก็ตาม แผนการนี้ถูกตั้งข้อสงสัยจากนักการเมืองหลายคนในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับงบประมาณรวมขั้นสุดท้ายของโครงการ รวมถึงความท้าทายในการบริหารจัดการอัลคาทราซในฐานะเรือนจำที่ใช้งานจริง

เรือนจำที่มีระบบรักษาความปลอดภัยสูงสุดแห่งนี้ถูกสั่งปิดไปเมื่อปี 2506 และในฐานะสถานที่ท่องเที่ยว ปัจจุบัน อัลคาทราซ อยู่ในความดูแลของสำนักงานอุทยานแห่งชาติ

ด้านนางแนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กล่าวว่า ข้อเสนองบประมาณของรัฐบาลทรัมป์นั้น “ดูไร้สาระตั้งแต่แรกเห็นและควรถูกปฏิเสธโดยทันที”

“การสร้างอัลคาทราซให้กลับมาเป็นคุกสมัยใหม่คือความคิดที่โง่เขลา ซึ่งไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำด้วยภาษีประชาชน และเป็นการดูถูกสติปัญญาของคนอเมริกัน” เพโลซีระบุ

ทั้งนี้ คำขอดังกล่าวจะต้องผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรสสหรัฐฯ เสียก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้

ความพยายามเปิดคุกอัลคาทราซอีกครั้งของนายทรัมป์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ให้เห็นถึงปัญหาการขาดแคลนระบบน้ำประปาและระบบบำบัดน้ำเสียบนเกาะ รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเสบียงและสิ่งของทุกอย่างจำเป็นต้องขนส่งผ่านทางเรือเท่านั้น

ข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์กลางของสหรัฐฯ ระบุว่า ก่อนที่อัลคาทราซจะปิดตัวลง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของที่นี่สูงกว่าเรือนจำรัฐบาลกลางแห่งอื่นๆ ถึง 3 เท่าตัว

นางเพโลซียังแสดงความกังวลเช่นเดียวกับนักการเมืองคนอื่นๆ ในซานฟรานซิสโก ว่าการเปลี่ยนอัลคาทราซให้กลับมาเป็นเรือนจำที่ใช้งานจริง จะทำให้ต้องสูญเสียสถานที่ที่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญระดับโลกไป

ข้อมูลจากสำนักงานอุทยานแห่งชาติระบุว่า ในปัจจุบันสถานที่แห่งนี้สามารถสร้างรายได้ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวได้ถึงปีละ 60 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,960 ล้านบาท)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อินเดียซื้อน้ำมันจากอิหร่านเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี

อินเดียซื้อน้ำมันจากอิหร่านเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี

5 เม.ย. 2569 01:40 น.

อินเดียซื้อน้ำมันจากอิหร่านเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี

อินเดียสั่งซื้อน้ำมันจากอิหร่านเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 7 ปี หลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามในตะวันออกกลาง

เมื่อ 4 เม.ย. 2569 กระทรวงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของอินเดียยืนยันว่า อินเดียได้สั่งซื้อน้ำมันจากอิหร่านเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ในขณะที่สงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลางยังคงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดพลังงานโลก

ตามรายงานของสำนักข่าว รอยเตอร์ส แถลงการณ์ของกระทรวงน้ำมันฯ ถือเป็นการยอมรับอย่างเป็นทางการที่หาได้ยากว่า ขณะนี้อินเดียกำลังนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน หลังจากที่หลีกเลี่ยงมาตลอด 7 ปีเนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

นอกจากนี้ กระทรวงน้ำมันฯ ยังเสริมว่าอินเดียได้ซื้อก๊าซหุงต้ม (LPG) จำนวน 44,000 เมตริกตันจากอิหร่าน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือมังคาลอร์

ทั้งนี้ เนื่องจากอินเดียต้องนำเข้าเชื้อเพลิงส่วนใหญ่จากตะวันออกกลาง รวมถึงก๊าซ LPG ประมาณ 85% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด ส่งผลให้อินเดียได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล

การออกมาประกาศยอมรับเรื่องการซื้อเชื้อเพลิงจากอิหร่านของอินเดียในครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากที่รัฐบาลของทรัมป์ได้อนุมัติใบอนุญาตชั่วคราวเมื่อเดือนที่แล้ว ให้อิหร่านสามารถขายน้ำมันดิบจำนวน 140 ล้านบาร์เรลที่ค้างอยู่กลางทะเลได้ เพื่อพยายามลดแรงกดดันที่มีต่อตลาดพลังงานโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ จับญาติ นายพลอิหร่านผู้ล่วงลับ จ่อขับไล่ออกจากประเทศ

สหรัฐฯ จับญาติ นายพลอิหร่านผู้ล่วงลับ จ่อขับไล่ออกจากประเทศ

5 เม.ย. 2569 00:13 น.

สหรัฐฯ จับญาติ นายพลอิหร่านผู้ล่วงลับ จ่อขับไล่ออกจากประเทศ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จับกุมตัวญาติของ พล.อ. กาเซม โซเลมานี ผู้ล่วงลับของอิหร่าน และเตรียมส่งตัวออกจากประเทศ โดยกล่าวหาว่า พวกเธอสนับสนุนและเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อของระบอบอิหร่าน

เมื่อ 4 เม.ย. 2569 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า หลานสาวและเหลนสาวของ พล.อ. กาเซม โซเลมานี อดีตผู้บัญชาการหน่วย “คุดส์ ฟอร์ซ” หน่วยพิเศษในกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ซึ่งถูกสหรัฐฯ สังหารไปเมื่อหลายปีก่อน ถูกจับกุมตัวแล้ว

แถลงการณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันเสาร์ระบุว่า นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เพิกถอนสถานะผู้อยู่อาศัยถาวรในสหรัฐฯ (Green Card) ที่ถูกกฎหมายของนางฮามิเดห์ โซเลมานี อัฟชาร์ และบุตรสาวของเธอแล้ว

รูบิโอโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า ขณะนี้สตรีทั้งสองคนอยู่ภายใต้การควบคุมตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) เพื่อรอการส่งตัวกลับประเทศ

ทั้งนี้ พล.อ. โซเลมานี ซึ่งเคยเป็นผู้บัญชาการทหารที่มีอำนาจมากที่สุดของอิหร่าน ถูกสังหารในปี 2563 จากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ในอิรัก ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งตอนนั้นดำรงตำแหน่งสมัยแรก

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า โซเลมานี อัฟชาร์ เป็น “ผู้สนับสนุนอย่างออกตัวของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จและกลุ่มก่อการร้ายในอิหร่าน” และเผยแพร่ “โฆษณาชวนเชื่อของระบอบอิหร่าน” ผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียของเธอ

แถลงการณ์ระบุอีกว่า สามีของ โซเลมานี อัฟชาร์ ก็ถูกสั่งห้ามเข้าสหรัฐฯ เช่นกัน โดยที่ทางกระทรวงฯ ไม่ได้เปิดเผยชื่อบุตรสาวหรือสามีของเธอแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เตือนอิหร่าน ใกล้หมดเวลาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขู่หายนะกำลังจะมาเยือน

ทรัมป์เตือนอิหร่าน ใกล้หมดเวลาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขู่หายนะกำลังจะมาเยือน

4 เม.ย. 2569 23:04 น.

ทรัมป์เตือนอิหร่าน ใกล้หมดเวลาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขู่หายนะกำลังจะมาเยือน

ทรัมป์โพสต์ข้อความเตือนอิหร่านว่า เหลือเวลาอีกเพียง 48 ชั่วโมงในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ มิเช่นนั้น “หายนะ” จะมาเยือน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ยังไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดลง

เมื่อ 4 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เตือนผู้นำอิหร่านว่า เวลาที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซใกล้จะหมดลงแล้ว พร้อมขู่ว่า หากอิหร่านไม่ยอมเปิดช่องแคบ หายนะจะมาเยือนพวกเขา

“จำได้ไหมตอนที่ผมให้เวลาอิหร่านสิบวันในการ ทำข้อตกลง หรือ เปิดช่องแคบฮอร์มุซ เวลาเหลือน้อยลงทุกที—เหลืออีกแค่ 48 ชั่วโมงก่อนที่หายนะจะมาเยือนพวกเขา” ข้อความของทรัมป์ระบุ โดยทิ้งท้ายว่า “พระเจ้าจงเจริญ!”

ก่อนหน้านี้นายทรัมป์เคยขู่ว่า จะโจมตีโรงไฟฟ้าต่างๆ ของอิหร่าน หากเตหะรานไม่ยอมเปิดเส้นทางเดินเรือที่สำคัญสายนี้ โดยเริ่มขู่ครั้งแรกในช่วงปลายเดือนมีนาคม โดยให้เวลา 48 ชั่วโมง จากนั้นเขาก็เลื่อนเส้นตายออกไปหลายวัน ก่อนจะเลื่อนอีกครั้งเป็นวันที่ 6 เมษายน โดยให้เหตุผลว่าการเจรจา “กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี”

ในระหว่างการแถลงที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธ ทรัมป์กล่าวว่าช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดเองโดยปริยายหลังจากความขัดแย้งสิ้นสุดลง “พวกเขาคงอยากจะขายน้ำมัน เพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่พวกเขามีไว้ใช้เพื่อฟื้นฟูประเทศ … การขนส่งจะกลับมาดำเนินต่อ และราคาน้ำมันจะลดลงอย่างรวดเร็ว”

ด้านสำนักข่าว ทัสนิม ของอิหร่านรายงานว่า อิหร่านจะอนุญาตให้เรือที่บรรทุก “สินค้าจำเป็น” สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ แต่ยังไม่แน่ชัดว่าสินค้าประเภทใดที่อิหร่านนิยามว่าเป็น “สินค้าจำเป็น” หรืออิหร่านจะยังคงเดินหน้าปิดกั้นเรือจากประเทศที่พวกเขาถือว่าเป็นศัตรูต่อไปหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

วิกฤต “ดีเซล” ทะลุ 50 บาท! กบน. ปรับขึ้นอีก 2.80 บาท เซ่นพิษกองทุนน้ำมันติดลบหนัก

วิกฤต "ดีเซล" ทะลุ 50 บาท! กบน. ปรับขึ้นอีก 2.80 บาท เซ่นพิษกองทุนน้ำมันติดลบหนัก

4 เม.ย. 2569 22:56 น.

วิกฤต “ดีเซล” ทะลุ 50 บาท! กบน. ปรับขึ้นอีก 2.80 บาท เซ่นพิษกองทุนน้ำมันติดลบหนัก

สถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศไทยยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติครั้งสำคัญในการปรับเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลขึ้นอีก 2.80 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาดีเซลทะลุแนวต้านสำคัญที่ 50.54 บาทต่อลิตร โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

สาเหตุหลัก: ทำไมดีเซลถึงต้องขึ้นราคา?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ กบน. ตัดสินใจปรับลดการชดเชยและปล่อยให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงดังนี้ 

ความผันผวนของตลาดโลก: ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับวิกฤต

หนี้กองทุนน้ำมันฯ พุ่ง: ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับหนี้สะสมกว่า 50,000 ล้านบาท

รักษาสภาพคล่อง: การปรับขึ้นครั้งนี้จะช่วยลดรายจ่ายของกองทุนฯ ลงได้ประมาณ 212.03 ล้านบาทต่อวัน

สรุปราคาขายปลีกใหม่ (มีผล 5 เม.ย. 2569)

ประเภทน้ำมันราคาเดิม (บาท/ลิตร)ราคาใหม่ (บาท/ลิตร)ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น
ดีเซล B747.7450.54+ 2.80
ดีเซล B2042.7545.54+ 2.80

เปิดสถิติ: ดีเซลขึ้นมาแล้วกี่รอบ? มีนาคม – เมษายน 2569

หากย้อนดูข้อมูลตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญหลังจากภาครัฐเริ่มลดการตรึงราคา จะพบว่าราคาน้ำมันดีเซลมีการปรับตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด ดังนี้

สรุปยอดการปรับขึ้นน้ำมันดีเซล

เดือนมีนาคม 2569: ปรับขึ้นรวม 5 ครั้ง รวมระยะทางราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 9.00 บาท

ต้นเดือนเมษายน 2569: ปรับขึ้นครั้งใหญ่ 2 ครั้ง (3.50 บาท และ 2.80 บาท)

Timeline การปรับราคาสู่จุดวิกฤต

ช่วงต้นเดือนมีนาคม: ราคาถูกตรึงไว้ที่ 29.94 บาท

ตลอดเดือนมีนาคม: มีการขยับขึ้นต่อเนื่อง 5 รอบ จนไปแตะที่ประมาณ 38.94 – 40.74 บาท ในช่วงสิ้นเดือน

3 เมษายน 2569: ปรับขึ้นแรง 3.50 บาท ดันราคาไปที่ 47.74 บาท

5 เมษายน 2569 (ล่าสุดตามภาพ): ปรับขึ้นอีก 2.80 บาท ทะลุสู่ 50.54 บาท

ดีเซล ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายน 2569 ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นมาแล้วกว่า 20.60 บาทต่อลิตร ถือเป็นสถิติการปรับขึ้นที่รุนแรงที่สุดรอบหนึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย เพื่อกอบกู้สถานะกองทุนน้ำมันที่กำลังเผชิญกับภาวะติดลบมหาศาล

บังกลาเทศ วิกฤตพลังงาน กระทบต้นทุนผลิตเสื้อผ้ารองเท้าแบรนด์ดังระดับโลก

บังกลาเทศ วิกฤตพลังงาน กระทบต้นทุนผลิตเสื้อผ้ารองเท้าแบรนด์ดังระดับโลก

4 เม.ย. 2569 22:49 น.

บังกลาเทศ วิกฤตพลังงาน กระทบต้นทุนผลิตเสื้อผ้ารองเท้าแบรนด์ดังระดับโลก

บังกลาเทศ วิกฤตพลังงานในบังกลาเทศเป็นปัญหาที่สะสมมานานและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงปี 2024-2026 โดยมีสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ดังนี้ครับ


บังกลาเทศ สาเหตุหลักของวิกฤตพลังงาน

  • การพึ่งพาการนำเข้าสูง (Import Dependency): บังกลาเทศพึ่งพาพลังงานจากการนำเข้ากว่า 40-65% โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และน้ำมัน เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกผันผวน ประเทศจึงได้รับผลกระทบโดยตรง
  • การขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ: วิกฤตทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ (Dollar Crisis) ทำให้รัฐบาลขาดสภาพคล่องในการจ่ายค่านำเข้าเชื้อเพลิงและจ่ายเงินอุดหนุนให้โรงไฟฟ้าเอกชน ส่งผลให้โรงไฟฟ้าหลายแห่งต้องหยุดเดินเครื่อง
  • ก๊าซธรรมชาติในประเทศลดลง: แหล่งก๊าซธรรมชาติในบังกลาเทศเองมีปริมาณลดน้อยลงเรื่อยๆ ทำให้ต้องหันไปนำเข้า LNG จากต่างประเทศมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้า

ผลกระทบจาก “สงครามอิหร่าน” ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ความตึงเครียดหรือสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านส่งผลกระทบต่อบังกลาเทศในเชิงยุทธศาสตร์อย่างรุนแรง:

  • เส้นทางการค้าช่องแคบฮอร์มุซ: ประมาณ 2 ใน 3 ของ LNG ที่บังกลาเทศนำเข้า (หลักๆ จากกาตาร์และโอมาน) ต้องส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากเส้นทางนี้ถูกปิดหรือหยุดชะงักจากสงคราม จะทำให้บังกลาเทศขาดแคลนก๊าซทันที
  • ราคาพลังงานพุ่งสูง: สงครามในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น (Energy Shock) บังกลาเทศที่งบประมาณจำกัดอยู่แล้วจึงไม่สามารถสู้ราคาเพื่อซื้อก๊าซในตลาดจร (Spot Market) ได้
  • ความมั่นคงด้านพลังงาน: เมื่อซัพพลายลดลง รัฐบาลต้องประกาศตัดไฟเป็นระยะ (Load-shedding) และควบคุมการใช้พลังงานอย่างเข้มงวด

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเสื้อผ้าและรองเท้าแบรนด์ดัง

อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม (Ready-Made Garments – RMG) ซึ่งเป็นรายได้หลักกว่า 80% ของการส่งออกของประเทศ ได้รับผลกระทบหนักที่สุด:

  • การผลิตหยุดชะงัก: โรงงานหลายแห่งเผชิญกับการตัดไฟบ่อยครั้งและแรงดันก๊าซที่ต่ำเกินไป ทำให้เครื่องจักรทำงานไม่ได้เต็มประสิทธิภาพ มีข้อมูลระบุว่ากำลังการผลิตอาจลดลงถึง 30-50% ในบางช่วง
  • ต้นทุนที่สูงขึ้น: เพื่อให้ผลิตทันกำหนดส่ง โรงงานต้องใช้เครื่องปั่นไฟ (Generators) ที่ใช้น้ำมันดีเซลซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าก๊าซมาก ประกอบกับค่าไฟฟ้าที่รัฐบาลปรับขึ้นต่อเนื่องเพื่อลดภาระการอุดหนุน
  • ความเชื่อมั่นของแบรนด์ระดับโลก: แบรนด์ดังระดับโลก (เช่น H&M, Zara, Adidas) ที่สั่งผลิตจากบังกลาเทศเริ่มกังวลเรื่องความล่าช้าในการส่งมอบ (Lead time) หากวิกฤตยืดเยื้อ แบรนด์เหล่านี้อาจตัดสินใจย้ายฐานการผลิตหรือโยกย้ายออเดอร์ไปยังประเทศอื่นที่มีพลังงานเสถียรกว่า เช่น เวียดนาม หรืออินเดีย

รัฐบาลบังกลาเทศกำลังพยายามแก้ไขโดย

  1. ปรับโครงสร้างราคา: ขึ้นค่าไฟและก๊าซเพื่อลดภาระหนี้ภาครัฐ
  2. แสวงหาแหล่งนำเข้าใหม่: พยายามทำสัญญาระยะยาวกับประเทศอื่นนอกเหนือจากโซนความขัดแย้ง และขอความช่วยเหลือด้านพลังงานจากเพื่อนบ้านอย่างอินเดีย
  3. ผลักดันพลังงานหมุนเวียน: แม้จะยังทำได้ช้า (ปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 2-4%) แต่เริ่มมีการรณรงค์ให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อช่วยประหยัดไฟในช่วงกลางวัน