เชลลี คิตเทิลสัน นักข่าวสหรัฐฯ ถูกจับในอิรัก ได้รับการปล่อยตัวแล้ว

เชลลี คิตเทิลสัน นักข่าวสหรัฐฯ ถูกจับในอิรัก ได้รับการปล่อยตัวแล้ว

8 เม.ย. 2569 05:05 น.

เชลลี คิตเทิลสัน นักข่าวสหรัฐฯ ถูกจับในอิรัก ได้รับการปล่อยตัวแล้ว

กลุ่มติดอาวุธฝักใฝ่อิหร่านในอิรัก ปล่อยตัวนักข่าวหญิงชาวอเมริกัน ที่พวกเขาลักพาตัวไปเมื่อปลายเดือนก่อนแล้ว โดยตั้งเงื่อนไขว่า เธอจะต้องเดินทางออกจากอิรักทันที

เมื่อ 7 เม.ย. 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิรักเปิดเผยกับ CNN ว่า รัฐบาลอิรักได้รับตัว เชลลี คิตเทิลสัน (Shelly Kittleson) นักข่าวหญิงชาวอเมริกันเอาไว้แล้ว หลังจากที่เธอได้รับการปล่อยตัวจากการถูกคุมขังโดยกลุ่มติดอาวุธฝักใฝ่อิหร่านในวันเดียวกันนี้

เจ้าหน้าที่ระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการจัดเตรียมเรื่องการเดินทางกลับประเทศให้กับเธอ

ก่อนหน้านี้ในวันอังคาร าบู มูจาฮิด อัล-อัสซาฟ หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของกลุ่มคาตาอิบ ฮิซบอลเลาะห์ (Kataib Hezbollah) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธฝักใฝ่อิหร่านในอิรัก โพสต์แถลงการณ์ผ่าน Telegram ว่าได้ตัดสินใจปล่อยตัวคิตเทิลสัน ซึ่งถูกลักพาตัวในกรุงแบกแดดเมื่อเดือนมีนาคม “โดยมีเงื่อนไขว่าเธอจะต้องออกจากประเทศทันที”

“การดำเนินการในลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต” ข้อความดังกล่าวระบุทิ้งท้าย “เราอยู่ในสภาวะสงครามที่ไซออนิสต์-อเมริกันผู้เป็นศัตรูกระทำต่อศาสนาอิสลาม และในสถานการณ์เช่นนี้ ข้อพิจารณาหลายอย่างย่อมถูกตัดทิ้งไป”

ทั้งนี้ ตัวคิตเทิลสันเป็นผู้สื่อข่าวที่มีความเชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง เธอถูกลักพาตัวในกรุงแบกแดดเมื่อ 31 มี.ค. โดย แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้แจ้งเตือนเธอเพียงไม่นานก่อนที่เธอจะหายตัวไปเกี่ยวกับแผนการของกลุ่มคาตาอิบ ฮิซบอลเลาะห์ ที่จะลักพาตัวหรือสังหารเธอ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

โป๊ปเลโอชี้ การข่มขู่อิหร่านเป็นเรื่องที่ ไม่อาจยอมรับได้อย่างแท้จริง

โป๊ปเลโอชี้ การข่มขู่อิหร่านเป็นเรื่องที่ ไม่อาจยอมรับได้อย่างแท้จริง

8 เม.ย. 2569 04:31 น.

โป๊ปเลโอชี้ การข่มขู่อิหร่านเป็นเรื่องที่ ไม่อาจยอมรับได้อย่างแท้จริง

โป๊ปเลโอที่ 14 ทรงวิพากษ์วิจารณ์สงครามในตะวันออกอีกครั้ง โดยตรัสว่า คำข่มขู่ต่อประชาชนชาวอิหร่านเป็นเรื่องที่ “ไม่อาจยอมรับได้อย่างแท้จริง” พร้อมเรียกร้องให้ผู้คนแสวงหาสันติภาพ

เมื่อ 7 เม.ย. 2569 สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ตรัสว่าคำข่มขู่ต่อประชาชนชาวอิหร่านเป็นเรื่องที่ “ไม่อาจยอมรับได้อย่างแท้จริง” เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “อารยธรรมทั้งอารยธรรมจะดับสูญในคืนนี้” ในขณะที่เส้นตายที่เขากำหนดไว้ใกล้เข้ามาทุกขณะ

“แน่นอนว่าที่นี่มีประเด็นเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ แต่มีสิ่งที่มากกว่านั้น มันเป็นเรื่องของศีลธรรม เพื่อสวัสดิภาพของประชาชนโดยรวม” โป๊ปเลโอตรัส ณ พื้นที่ภายนอกกัสเตล กันดอลโฟ (Castel Gandolfo) ซึ่งเป็นสถานที่ประทับพักผ่อนของพระสันตะปาปา

โป๊ปเลโอทรงย้ำถึงข้อความในวันอีสเตอร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยทรงเรียกร้องให้ผู้คน “แสวงหาสันติภาพเสมอและปฏิเสธความรุนแรง ปฏิเสธสงคราม โดยเฉพาะสงครามที่หลายคนกล่าวว่าเป็นสงครามที่ไม่ยุติธรรม ซึ่งกำลังทวีความรุนแรงขึ้นและไม่สามารถแก้ไขสิ่งใดได้เลย”

พระองค์ทรงขอให้ประชาชนระลึกถึง “เหยื่อของสงครามที่ยืดเยื้อนี้” ซึ่งรวมถึงเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย

ทั้งนี้ พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงกลายเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์สงครามอิหร่านอย่างตรงไปตรงมานับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. โดยพระองค์ตรัสด้วยว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานภาคพลเรือนนั้นเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

“มันยังเป็นสัญญาณของความเกลียดชัง การแบ่งแยก และการทำลายล้างที่มนุษย์สามารถกระทำได้ และเราทุกคนล้วนต้องการทำงานเพื่อสันติภาพ” พระองค์ตรัส ก่อนจะทรงกระตุ้นให้พลเมืองในทุกประเทศติดต่อผู้นำทางการเมืองและตัวแทนของตน เพื่อร้องขอให้ยุติความขัดแย้งที่กำลังถลำลึกนี้

ก่อนหน้านี้ องค์พระสันตะปาปาเคยให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า พระองค์หวังว่าทรัมป์กำลังพยายามหาทางลง เพื่อยุติสงครามกับอิหร่าน และทรงเรียกร้องให้เหล่าผู้นำโลกกลับมาสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปากีสถาน วอน ทรัมป์ เลื่อนเส้นตายถล่มอิหร่าน ออกไปอีก 2 สัปดาห์

ปากีสถาน วอน ทรัมป์ เลื่อนเส้นตายถล่มอิหร่าน ออกไปอีก 2 สัปดาห์

8 เม.ย. 2569 03:14 น.

ปากีสถาน วอน ทรัมป์ เลื่อนเส้นตายถล่มอิหร่าน ออกไปอีก 2 สัปดาห์

นายกรัฐมนตรีปากีสถานออกมาเรียกร้องให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ขยายเส้นตายการเจรจากับอิหร่านออกไปอีก 2 สัปดาห์ เพื่อให้กระบวนการทางการทูตสามารถเดินต่อไปได้จนสุดทาง

เมื่อ 7 เม.ย. 2569 นายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ แห่งปากีสถานเรียกร้องให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขยายเวลาเส้นตายที่ตั้งไว้กับอิหร่าน ซึ่งกำลังจะหมดในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ออกไปอีก 2 สัปดาห์ “เพื่อให้กระบวนการทางการทูตได้ดำเนินไปอย่างเต็มที่” และเรียกร้องให้อิหร่านยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซด้วยเช่นกัน

ในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X นายชารีฟระบุว่า “ความพยายามทางการทูตเพื่อหาทางออกอย่างสันติในสงครามตะวันออกกลางที่กำลังดำเนินอยู่นี้ มีความคืบหน้าอย่างมั่นคง แข็งแกร่ง และทรงพลัง ซึ่งมีศักยภาพที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้”

“เพื่อให้กระบวนการทางการทูตดำเนินไปได้จนสุดทาง ผมขอเรียกร้องต่อประธานาธิบดีทรัมป์ด้วยความจริงใจให้ขยายเวลาเส้นตายออกไปอีก 2 สัปดาห์” นายชารีฟระบุ และเสริมว่า “ในนามของปากีสถาน ด้วยความจริงใจอย่างยิ่ง เราขอเรียกร้องให้พี่น้องชาวอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลา 2 สัปดาห์เช่นเดียวกัน เพื่อเป็นการแสดงไมตรีจิต”

“เรายังขอเรียกร้องให้คู่ขัดแย้งทุกฝ่ายปฏิบัติตามการหยุดยิงในทุกพื้นที่เป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อให้การทูตสามารถบรรลุเป้าหมายในการยุติสงครามอย่างถาวร เพื่อประโยชน์ต่อสันติภาพและเสถียรภาพในระยะยาวของภูมิภาคนี้”

ด้าน แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวสหรัฐฯ ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับทราบข้อเสนอของนายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ แห่งปากีสถานแล้ว พร้อมระบุเสริมว่า “จะมีคำตอบกลับไป” โดยไม่ระบุว่านายทรัมป์ตัดสินแล้วหรือไม่ และตัดสินใจอย่างไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ซีอีโอแอร์อินเดีย ลาออกก่อนครบวาระ ท่ามกลางภาวะขาดทุนสะสม

ซีอีโอแอร์อินเดีย ลาออกก่อนครบวาระ ท่ามกลางภาวะขาดทุนสะสม

8 เม.ย. 2569 02:24 น.

ซีอีโอแอร์อินเดีย ลาออกก่อนครบวาระ ท่ามกลางภาวะขาดทุนสะสม

ซีอีโอของสายการบินแอร์อินเดีย ตัดสินใจประกาศลาออกจากตำแหน่งก่อนจะครบวาระ หลังจากพยายามกอบกู้สายการบินแห่งนี้จากภาวะขาดทุน และผลกระทบจากเหตุเครื่องบินตก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 7 เม.ย. 2569 ว่า นายแคมป์เบลล์ วิลสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ ซีอีโอ (CEO) ของสายการบินแอร์อินเดีย (Air India) ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว ในขณะที่สายการบินกำลังเผชิญกับภาวะขาดทุน และผลกระทบจากเหตุเครื่องบินตกครั้งร้ายแรงเมื่อปีที่แล้วซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 260 ศพ

แอร์อินเดียระบุว่า วิลสัน ซึ่งเดิมมีกำหนดครบวาระการดำรงตำแหน่งในปี 2570 จะยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิมต่อไปก่อน จนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้สืบทอด โดยคณะกรรมการบริหารของแอร์อินเดียได้จัดตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งเพื่อสรรหาผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากวิลสันให้ได้ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า

นายวิลสัน อดีตผู้บริหารของสิงคโปร์แอร์ไลน์ถูกดึงตัวมาเพื่อนำทัพฟื้นฟูกิจการ หลังจากที่กลุ่มบริษัท “ทาทา กรุ๊ป” (Tata Group) ได้ซื้อกิจการแอร์อินเดียคืนจากรัฐบาลอินเดียเมื่อปี 2565 ภายหลังประสบภาวะขาดทุนมาอย่างยาวนานหลายปี

ในช่วงเวลาที่เขาดำรงตำแหน่ง แอร์อินเดียได้เริ่มดำเนินการปรับปรุงฝูงบินและโครงสร้างการดำเนินงานใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องต่อสู้กับปัญหาด้านความปลอดภัยและความท้าทายในการปฏิบัติงาน

ทางสายการบินเปิดเผยว่า วิลสันได้แจ้งต่อ นายนันตรชาน จันทรเสการัน (Natarajan Chandrasekaran) ประธานบริหารแอร์อินเดีย มาตั้งแต่ปี 2567 แล้วเขามีความประสงค์จะก้าวลงจากตำแหน่งในปี 2569 และเขาได้พยายามทำงานเพื่อให้แน่ใจว่าองค์กรมีความ “มั่นคงเพียงพอสำหรับการเปลี่ยนผ่าน”

“ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วที่ผมจะส่งต่อบังเหียนสำหรับการเข้าสู่ก้าวย่างต่อไปของแอร์อินเดีย” นายวิลสันระบุในข้อความภายในที่ส่งถึงพนักงานแอร์อินเดีย “บริษัทได้ผ่านการปรับโฉมอย่างครอบคลุม ทั้งการพัฒนาระบบให้ทันสมัย การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ และการยกระดับมาตรฐานการบริการและการปฏิบัติงานทั้งภาคพื้นดินและบนอากาศ”

“เราได้เพิ่มเครื่องบินใหม่กว่า 100 ลำ เกือบจะเสร็จสิ้นการปรับปรุงเครื่องบินลำตัวแคบรุ่นเก่า และเริ่มนำเครื่องบินลำตัวกว้างที่มีการตกแต่งภายในแบบใหม่มาให้บริการ ในขณะเดียวกัน เราได้วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ… เพื่อสนับสนุนเป้าหมายระยะยาวของเรา” วิลสันระบุ

ทั้งนี้ แอร์อินเดียเผชิญกับการถูกละเลยมานานหลายปีในช่วงที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ และสายการบินยังคงมีผลประกอบการขาดทุนนับตั้งแต่กลับคืนสู่ภาคเอกชนเมื่อ 4 ปีก่อน โดยในปี 2567-2568 แอร์อินเดียและสายการบินราคาประหยัดในเครือ รายงานผลขาดทุนรวมกันประมาณ 9.8 หมื่นล้านรูปี (ราว 3.4 หมื่นล้านบาท)

เหตุการณ์เครื่องบินตกในเส้นทางอาห์เมดาบัด-ลอนดอน เมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน ถือเป็นอุปสรรคครั้งใหญ่ต่อการพัฒนาของแอร์อินเดีย

หน่วยงานกำกับดูแลของอินเดียกำลังอยู่ในช่วงสรุปผลการสอบสวนเหตุเครื่องบินตกดังกล่าว และคาดว่าจะเผยแพร่รายงานฉบับสมบูรณ์ภายในวันที่ 12 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันครบรอบหนึ่งปีของเหตุการณ์ดังกล่าว

อนึ่ง ภาคการบินของอินเดียกำลังเผชิญกับความกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น, เส้นทางการบินระหว่างประเทศที่หยุดชะงักเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง, ความล่าช้าในการส่งมอบเครื่องบิน และการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นจากหน่วยงานกำกับดูแล

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อินดิโก (IndiGo) ซึ่งเป็นคู่แข่งและเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย ได้แต่งตั้ง วิลลี วอลช์ ผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมการบิน ให้ดำรงตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ เพื่อช่วยให้บริษัทเติบโตท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เนทันยาฮูโว ทำลายทางรถไฟ-สะพานอิหร่าน อ้างใช้ขนส่งอาวุธ

เนทันยาฮูโว ทำลายทางรถไฟ-สะพานอิหร่าน อ้างใช้ขนส่งอาวุธ

8 เม.ย. 2569 00:47 น.

เนทันยาฮูโว ทำลายทางรถไฟ-สะพานอิหร่าน อ้างใช้ขนส่งอาวุธ

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลระบุว่า กองทัพโจมตีสะพานและทางรถไฟของอิหร่านหลายแห่ง อ้างว่าเส้นทางเหล่านี้ถูกใช้เพื่อขนส่งวัตถุดิบและอาวุธสำหรับโจมตีอิสราเอลกับสหรัฐฯ และประเทศในตะวันออกกลาง

เมื่อ 7 เม.ย. 2569 เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลแถลงว่า กองทัพอิสราเอลได้ดำเนินการโจมตีทางรถไฟและสะพานหลายแห่งในอิหร่านเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยอ้างว่าโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ถูกใช้เพื่อขนส่งอาวุธและเจ้าหน้าที่ที่โจมตีอิสราเอล, สหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

“เมื่อวานนี้ นักบินของเราได้ทำลายเครื่องบินขนส่งและเฮลิคอปเตอร์หลายสิบลำที่ฐานทัพอากาศของอิหร่าน และในวันนี้ พวกเขาได้โจมตีเส้นทางรถไฟและสะพานที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติใช้” เนทันยาฮูระบุในข้อความวิดีโอที่เผยแพร่โดยสำนักนายกรัฐมนตรี

“พวกเขาใช้เส้นทางเหล่านี้ในการขนส่งวัตถุดิบสำหรับผลิตอาวุธ ตัวอาวุธเอง รวมถึงส่งเจ้าหน้าที่ที่โจมตีเรา โจมตีสหรัฐฯ และประเทศในภูมิภาค โดยเจ้าหน้าที่เหล่านั้นเป็นกลุ่มคนกลุ่มเดียวกับที่กดขี่ประชาชนชาวอิหร่านด้วย” เนทันยาฮูกล่าว และยืนยันว่า การโจมตีดังกล่าว “ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อมุ่งเป้าไปที่ประชาชนชาวอิหร่าน”

ทั้งนี้ กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) แถลงในวันอังคารว่า พวกเขาโจมตีสะพาน 8 แห่งในอิหร่านที่ใช้สำหรับขนส่งอาวุธและยุทโธปกรณ์ทางทหาร สะพานเหล่านั้นอยู่ในหลายพื้นที่ รวมถึงเตหะราน, คาราจ, ตาบริซ, คาชาน และกอม ซึ่ง IDF อ้างว่า ได้ใช้มาตรการเพื่อลดผลกระทบต่อพลเรือนให้เหลือน้อยที่สุดแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการโจมตีเส้นทางรถไฟหลายสายทั่วอิหร่านในวันอังคาร สำนักข่าว Mehr ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการ รายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 2 ราย หลังเหตุโจมตีสะพานรถไฟในเมืองคาชาน โดยการโจมตีเกิดขึ้นหลังจากที่ IDF ได้ออกคำเตือนให้ชาวอิหร่านงดใช้รถไฟ และอยู่ห่างจากทางรถไฟทั่วประเทศเป็นเวลา 12 ชั่วโมง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สื่ออิหร่านอ้าง เกาะคาร์กเสียหายเพียงเล็กน้อย หลังสหรัฐฯ โจมตีรอบ 2

สื่ออิหร่านอ้าง เกาะคาร์กเสียหายเพียงเล็กน้อย หลังสหรัฐฯ โจมตีรอบ 2

7 เม.ย. 2569 23:37 น.

สื่ออิหร่านอ้าง เกาะคาร์กเสียหายเพียงเล็กน้อย หลังสหรัฐฯ โจมตีรอบ 2

สื่ออิหร่านยืนยันว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ที่เกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญของอิหร่าน สร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เมื่อ 7 เม.ย. 2569 สื่อหลายสำนักของอิหร่านรายงานอ้างอิงแหล่งข่าวในพื้นที่ว่า จากการประเมินความเสียหายบนเกาะคาร์ก (Kharg Island) หลังการทิ้งระเบิดโดยสหรัฐฯ เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 เม.ย.) พบว่าโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่ของศูนย์กลางการขนส่งน้ำมันแห่งนี้ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์

สำนักข่าว Mehr ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานว่าโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลบนเกาะ ซึ่งเป็นจุดจัดการการส่งออกน้ำมันของอิหร่านราว 90% ได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยจากการทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ และยังคงดำเนินการได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม ในวันอังคารที่ผ่านมา ระบบข้อมูลอัคคีภัยเพื่อการจัดการทรัพยากร (FIRMS) ของ NASA ได้ตรวจพบเหตุเพลิงไหม้จำนวนมากบริเวณปลายทิศใต้และชายฝั่งตะวันตกของเกาะคาร์ก แต่ยังไม่มีการยืนยันความเสียหายอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยกับ CNN ว่า การโจมตีเมื่อคืนที่ผ่านมามุ่งเป้าไปที่เป้าหมายทางทหาร ไม่ได้โจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านน้ำมันบนเกาะคาร์ก

อนึ่ง นี่นับเป็นครั้งที่ 2 ที่สหรัฐฯ โจมตีเกาะคาร์กของอิหร่าน นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. โดยการโจมตีครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ แถลงว่าการโจมตีในครั้งนั้นพุ่งเป้าไปที่คลังเก็บทุ่นระเบิดและขีปนาวุธ รวมถึงสถานที่ทางทหารอื่นๆ รวมกว่า 90 จุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านอ้าง โจมตีโรงงานปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบียไฟลุกท่วม

อิหร่านอ้าง โจมตีโรงงานปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบียไฟลุกท่วม

7 เม.ย. 2569 22:07 น.

อิหร่านอ้าง โจมตีโรงงานปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบียไฟลุกท่วม

อิหร่านอ้างว่า ยิงมิสไซล์และส่งโดรนโจมตีนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของซาอุดีอาระเบีย จนเกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง อ้างทำเพื่อตอบโต้ที่โรงงานของอิหร่านถูกโจมตี

เมื่อ 7 เม.ย. 2569 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ออกแถลงการณ์ว่า กองกำลังของพวกเขายิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในเมืองจูบาอิล (Jubail) ของซาอุดีอาระเบีย เพื่อตอบโต้การโจมตีโรงงานปิโตรเคมีของอิหร่านเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

แถลงการณ์ของ IRGC สอดคล้องกับรายงานก่อนหน้านี้ของสำนักข่าว AFP ที่ระบุว่า เกิดเพลิงไหม้ในนิคมอุตสาหกรรมเมืองจูบาอิล และมีเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้ง

ในช่วงเช้าของวันเดียวกัน สื่ออิหร่านหลายแห่ง รวมถึง Fars, Nour และ Tasnim ได้รายงานข่าวการเกิดเพลิงไหม้เช่นกัน พร้อมทั้งแชร์วิดีโอที่ระบุว่าเป็นภาพของศูนย์อุตสาหกรรมที่กำลังถูกไฟไหม้

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของปากีสถานได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านเมื่อคืนที่ผ่านมา “ต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานในภูมิภาคตะวันออกของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย”

“ปากีสถานขอแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียชีวิตที่เกิดจากการโจมตีเหล่านี้ และขอตำหนิอย่างรุนแรงต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ”

ส่วนทางการซาอุดีอาระเบียยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดมากนักเกี่ยวกับสถานที่ที่ถูกโจมตีหรือจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต โดยเมื่อช่วงเช้าวันอังคาร กระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียระบุเพียงว่าสามารถสกัดโดรนได้ 18 ลำ โดยไม่มีการให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ไรเดอร์ แบกต้นทุนน้ำมันแพง ถูกกดวิ่งงานพ่วง ค่าครองชีพไม่พอกิน

ไรเดอร์ แบกต้นทุนน้ำมันแพง ถูกกดวิ่งงานพ่วง ค่าครองชีพไม่พอกิน

7 เม.ย. 2569 21:45 น.

ไรเดอร์ แบกต้นทุนน้ำมันแพง ถูกกดวิ่งงานพ่วง ค่าครองชีพไม่พอกิน

ไรเดอร์ แบกต้นทุนน้ำมันแพง ถูกกดวิ่งงานพ่วง ค่าครองชีพไม่พอกิน วอนรัฐช่วยเหลือค่าน้ำมัน ต่อรองแพลตฟอร์มให้เข้าถึงสวัสดิการความปลอดภัย ชี้ไรเดอร์หน้าใหม่หันมารับงานเพิ่มขึ้น งานลดลงแต่ค่าส่งเท่าเดิม

จากสถานการณ์น้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ไรเดอร์ส่งอาหารได้รับผลกระทบ จากเดิมที่วิ่งไม่กี่รอบก็สามารถได้เงินเพียงพอในการหล่อเลี้ยงชีวิตรายวันได้ แต่ถึงตอนนี้ต้องวิ่งวันละกว่า 30 เที่ยว เพื่อมีรายได้ให้ถึงพันบาท

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง อนุกูล ราชกุณา ผู้ประสานงานเครือข่ายสหภาพไรเดอร์ ให้ข้อมูลว่า ค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นสูงมีผลต่อไรเดอร์เป็นอย่างมาก เนื่องจากค่ารอบในการวิ่งไม่ได้เพิ่มตาม เลยเป็นเรื่องที่สวนทางกับค่าครองชีพ ถือเป็นต้นทุนที่ต้องแบกรับ เช่น ที่ผ่านมาแพลตฟอร์มมีการเปลี่ยนเงื่อนไขการทำงาน และมีการปรับเปลี่ยนค่ารอบลง เลยกลายเป็นต้นทุนที่ไรเดอร์ต้องแบกมาตลอด บวกกับมรสุมลูกใหญ่ ที่ค่าน้ำมันขึ้นที่เดียวลิตรละ 6 บาท

ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีต้นทุนแฝง ที่ไรเดอร์ต้องวิ่งไปรับงาน โดยแพลตฟอร์มกำหนดว่าจะไม่เกิน 8กิโลเมตร ทำให้ไรเดอร์ต้องวิ่งไปรับ โดยที่แพลตฟอร์มไม่ต้องจ่ายต้นทุนนี้ให้

บวกกับบางแพลตฟอร์มมีการพ่วงงาน เช่น งานแรกไรเดอร์จะได้ค่าส่ง 20 บาท พอมีการพ่วงมา 3 งาน ไรเดอร์ก็ควรจะได้ค่าส่ง 60 บาท แต่กลายเป็นว่าไรเดอร์ถูกกดค่ารอบลงเหลือ 45 บาท เลยทำให้แพลตฟอร์มเอางานพ่วงมาลดค่ารอบอีกที ตัวอย่างเช่น ไรเดอร์ใน จ.กระบี่ ที่ได้ค่ารอบต่ำที่สุดในไทย ประมาณ 15 บาท/รอบ

ตอนนี้ด้วยความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและงานประจำ ทำให้มีคนหน้าใหม่เข้ามาวิ่งไรเดอร์มากขึ้น ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ ทำให้คนเริ่มมองหาอาชีพใหม่ หรือรายได้เสริมมากขึ้น เลยทำให้คนเข้ามาวิ่งไรเดอร์ในแพลตฟอร์มมากขึ้น เพราะอาชีพเดิมต้นทุนมันสูงจากค่าน้ำมัน เลยหันมาหาอาชีพเสริมหลังเลิกงาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะคุ้ม

การที่มีไรเดอร์หน้าใหม่เข้ามามากขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าค่ารอบจะเพิ่มขึ้น แต่จำนวนงานมีเท่าเดิม ทำให้ไรเดอร์ต้องแย่งกันวิ่งงาน จนทำให้ไรเดอร์มีรายได้ลดลง เพราะมีคนเข้ามาแชร์งานมากขึ้น

แต่ส่วนหนึ่งอัลกอริทึ่มของระบบก็จะมีส่วนอย่างมากในการจ่ายงาน เช่น มีงานอยู่ 100 งาน แต่ไม่ใช่ไรเดอร์ 100 คน จะมองเห็นงานทั้งหมดได้เท่ากัน แต่จะถูกกำกับด้วยอัลกอริทึ่มที่มีการพ่วงงาน ซึ่งอาจมีไรเดอร์ที่ได้งานเพียง 50 คน เพราะแพลตฟอร์มจะเอางานมาพ่วงเพื่อประหยัดต้นทุนอีกทอด

ไรเดอร์เดิมเติมน้ำมันเฉลี่ยวันละ 200 บาท แต่ตอนนี้ต้องจ่ายค่าน้ำมันเพิ่มวันละ 300 – 350 บาท ซึ่งการวิ่งไรเดอร์ ถ้าไม่วิ่งทั้งวัน จะไม่มีโอกาสที่จะสร้างรายได้ขั้นต่ำได้ เช่น เลิกงานมา 5 โมงเย็น แล้ววิ่งไรเดอร์สัก 2 – 3 ชั่วโมง ถ้าวันไหนแพลตฟอร์มไม่จ่ายงานก็อาจจะไม่ได้งานเลย ทำให้ค่าน้ำมันที่เติมมาวันนั้นเสียไปเลย เท่ากับว่าไรเดอร์ที่จะวิ่งได้ 1,000 บาท หรือมากกว่านั้นต่อวัน ต้องเป็นไรเดอร์ที่วิ่งงานทั้งวัน

การแก้ปัญหาจากวิกฤตน้ำมัน ทำให้ไรเดอร์บางส่วนต้องไปหาอาชีพประจำทำ แล้วมาวิ่งไรเดอร์เป็นอาชีพเสริม หรือบางคนก็อาศัยรับลูกค้าขาประจำ เพื่อให้มีงานสร้างรายได้อยู่ตลอดเวลา

งานพ่วงบางอย่างก็ไม่น่าจะพ่วงกัน เช่น ก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ กับไอติม พอไปส่งลูกค้า อาหารเสียหายก็จะโดนลูกค้าเคลม ซึ่งไรเดอร์บางส่วนก็ตัดสินใจใช้เงินตัวเองเพื่อชดใช้ให้ลูกค้า เนื่องจากการติดต่อกับแพลตฟอร์มต้องใช้เวลานาน และเป็นผลให้ไรเดอร์ที่ไปส่งสินค้ายอมขาดทุน และอาจถูกแบนได้ 

ทุกวันนี้ต้องวิ่งงาน 30 ตัวถึงจะคุ้มค่าแรง ก็มีแพลตฟอร์มรายหนึ่งออกมาตรการช่วยค่าน้ำมัน แต่มีการจำกัดเวลาและต้องวิ่งให้ได้ 9 พันกว่ารอบ ซึ่งไรเดอร์ที่ไหนจะทำได้

สำหรับไรเดอร์ ก็อยากจะให้หน่วยงานภาครัฐหันมาช่วยเรื่องค่าน้ำมัน และสร้างการต่อรองให้กับคนทำงานต่อแพลตฟอร์ม ที่ไม่ควรเอาเปรียบคนทำงานมากเกินไป ในการให้วิ่งพ่วงงานมากจนหลายคนรู้สึกว่าชีวิตถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย

สิงคโปร์ลั่น ไม่เจรจากับอิหร่าน เรื่องผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย

สิงคโปร์ลั่น ไม่เจรจากับอิหร่าน เรื่องผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย

7 เม.ย. 2569 21:28 น.

สิงคโปร์ลั่น ไม่เจรจากับอิหร่าน เรื่องผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย

รัฐมนตรีสิงคโปร์ลั่น จะไม่เจรจากับอิหร่านเรื่องจ่ายค่าผ่านทางเพื่อให้เรือสินค้าสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ชี้การผ่านช่องแคบนี้เป็น “สิทธิ” ตามกฎหมาย ไม่ใช่ “สิทธิพิเศษ” ของประเทศใด

เมื่อ 7 ม.ย. 2569 ดร. วิเวียน บาลากฤษณัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ แถลงในรัฐสภาว่า สิงคโปร์จะไม่เจรจากับอิหร่าน เพื่อขอสิทธิในการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวจะเป็นการทำลายหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ

ดร. บาลากฤษณัน กล่าวตอบคำถามของนายฟัดลี ฟอซี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (พรรคแรงงาน-เขตอัลจูนีด) ที่ตั้งคำถามว่าสิงคโปร์ควรจะเจรจากับอิหร่านหรือพิจารณาจ่ายค่าผ่านทางสำหรับเรือของตนหรือไม่ โดย ดร. บาลากฤษณัน เน้นย้ำว่า การเดินทางผ่านเส้นทางน้ำดังกล่าวถือเป็น “สิทธิ” ไม่ใช่ “สิทธิพิเศษ”

“มันมีสิทธิในการผ่านทางเพื่อการสัญจร (right of transit passage) อยู่” เขากล่าว “มันไม่ใช่สิทธิพิเศษที่จะให้รัฐชายฝั่งเป็นผู้อนุมัติ ไม่ใช่ใบอนุญาตที่ต้องไปอ้อนวอนขอ และไม่ใช่ค่าผ่านทางที่ต้องจ่าย”

เขายังย้ำด้วยว่า ช่องแคบฮอร์มุซก็เช่นเดียวกับช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์ ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ โดยสิทธินี้ได้รับการบัญญัติไว้ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งสิงคโปร์เป็นหนึ่งในภาคีสมาชิก

ดร. บาลากฤษณัน กล่าวเสริมว่าหลักการนี้มีผลบังคับใช้แม้กับรัฐที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันใน UNCLOS โดยระบุว่าการไม่เข้าร่วมนั้นไม่ใช่ “บัตรพ้นผิดฟรี” สำหรับประเทศเหล่านั้น

ก่อนหน้านี้อิหร่านระบุว่า ได้อนุญาตให้เรือจากหลายประเทศเดินทางข้ามช่องแคบฮอร์มุซได้ หลังจากที่กองกำลังของตนได้สกัดกั้นการสัญจรผ่านช่องแคบแห่งนี้จนกระทบอุปทานน้ำมันโลก นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. 2569 โดยรายชื่อประเทศดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นรัฐในเอเชีย ซึ่งรวมถึงจีน อินเดีย ปากีสถาน ญี่ปุ่น ไทย และมาเลเซีย

ดร. บาลากฤษณัน ให้คำนิยามแนวทางของสิงคโปร์ว่าเป็นการยึดถือตามหลักการมากกว่าเรื่องภูมิรัฐศาสตร์

“คุณอาจสงสัยว่าทำไมผมถึงใช้คำนิยามทางกฎหมายที่เข้มงวดเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะผมหมกมุ่นอยู่กับข้อกฎหมายเป็นพิเศษ แต่เป็นเพราะช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์นั้น แท้จริงแล้วก็เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งเช่นกัน”

เขาชี้ให้เห็นว่า ปริมาณน้ำมันที่ขนส่งทางเรือ ทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป ที่ไหลผ่านช่องแคบมะละกาและสิงคโปร์นั้น มีจำนวนมากกว่าที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซเสียอีก และในแง่ของการค้าตู้คอนเทนเนอร์ระดับโลก ปริมาณการขนส่งผ่านภูมิภาคนี้ก็สูงกว่าช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน

เขากล่าวเสริมว่า ในขณะที่จุดที่แคบที่สุดของช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้าง 21 ไมล์ทะเล แต่จุดที่แคบที่สุดในช่องแคบสิงคโปร์นั้นกว้างไม่ถึง 2 ไมล์ทะเลด้วยซ้ำ

“ตอนนี้คุณเข้าใจหรือยังว่า ทำไมเราถึงต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่ากฎหมายระหว่างประเทศและ UNCLOS คือรัฐธรรมนูญแห่งมหาสมุทร?” ดร. บาลากฤษณันกล่าว “เสรีภาพในการเดินเรือคือสิทธิ ไม่ใช่สิทธิพิเศษสำหรับเรือและเครื่องบิน และเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อสิงคโปร์”

เขาสรุปว่า ตนเคยได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านก่อนหน้าที่จะเกิดความขัดแย้งในปัจจุบัน และคาดว่าจะได้หารือกันอีกครั้ง แต่เขาได้ลากเส้นแบ่งไว้อย่างชัดเจนว่าจะไม่มีการเจรจาในเรื่องของการขอผ่านทาง

“ในแง่ของหลักการ และไม่ใช่เพราะเราเลือกข้าง ผมไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการเจรจาเพื่อขอผ่านทางอย่างปลอดภัยของเรือ หรือเจรจาเรื่องอัตราค่าผ่านทางได้ เพราะการทำเช่นนั้นจะเป็นการกัดกร่อนหลักการทางกฎหมายนี้โดยปริยาย” เขากล่าว “นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการที่สิงคโปร์ยึดมั่นในหลักการ โดยไม่เลือกข้าง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิหร่านระอุ! ถูกถล่มโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ รถไฟ-ถนนพัง เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ราย

อิหร่านระอุ! ถูกถล่มโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ รถไฟ-ถนนพัง เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ราย

7 เม.ย. 2569 20:31 น.

อิหร่านระอุ! ถูกถล่มโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ รถไฟ-ถนนพัง เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ราย

โครงสร้างพื้นฐานสำคัญทั่วอิหร่านถูกพุ่งเป้าโจมตีทางอากาศ โดยเฉพาะระบบรางและเส้นคมนาคมหลัก ขณะที่กองทัพอิสราเอล แนะให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้รถไฟและห่างจากเส้นทางรถไฟอย่างน้อย 12 ชั่วโมง

สื่อทางการของอิหร่านรายงานว่า ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล ได้เปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่งทั่วประเทศ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยพื้นที่สำคัญที่ถูกโจมตีมีดังนี้

  • เมือง คาชาน (Kashan): มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย หลังสะพานรถไฟถูกโจมตี ตามรายงานของสำนักข่าว Mehr
  • เมือง คาราจ (Karaj): สภาเสี้ยววงเดือนแดงอิหร่าน (Iranian Red Crescent Society) รายงานการโจมตีทางอากาศใส่เส้นทางรถไฟ พร้อมเผยภาพเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ
  • จังหวัด กอม (Qom Province): สะพานคมนาคมภาคพื้นดินถูกโจมตี
  • เส้นทางด่วน ทาบริซ–เตหะราน (Tabriz–Tehran freeway): ถูกยิงโจมตี ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง
  • เมือง อาห์วาซ (Ahvaz): ถนนสายหนึ่งถูกโจมตี โดยเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของจังหวัดคูเซสถานระบุว่าเป็นฝีมือของสหรัฐฯ และอิสราเอล
  • เส้นทาง ทาบริซ–ซานจาน (Tabriz–Zanjan freeway): ถูกปิดใช้งานชั่วคราวจากสถานการณ์ความไม่ปลอดภัย
  • ถนน กาเรห์ ชามาน–มิอาเนห์ (Qareh Chaman–Mianeh road): ปิดทั้งสองทิศทาง หลังถูกโจมตี

นอกจากนี้ สื่อท้องถิ่นยังรายงานว่า การโจมตีได้ขยายวงไปยังพื้นที่พลเรือน ทั้งย่านที่อยู่อาศัยและพื้นที่เชิงพาณิชย์ สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของประชาชนในวงกว้าง

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่าง อิสราเอล และ อิหร่าน ซึ่งมี สหรัฐอเมริกา เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงมองว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมครั้งนี้ อาจเป็นยุทธศาสตร์เพื่อตัดเส้นทางโลจิสติกส์ของประเทศ และเพิ่มแรงกดดันทางทหารในระยะสั้น เพื่อให้อิหร่านยอมเจรจา.

ที่มา : CNN