‘VISION’ นิทรรศการระดับโลกผ่านผลงาน 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก

‘VISION’ นิทรรศการระดับโลกผ่านผลงาน 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก

‘VISION’ นิทรรศการระดับโลกผ่านผลงาน 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.52 น.

Art Jewel พื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะแห่งใหม่ล่าสุดของเอเชีย ณ ชั้น 5 สยามพารากอน ร่วมกับ Mighty One × All About Art Gallery ประเทศสิงคโปร์ สร้างปรากฏการณ์ศิลปะระดับโลก ด้วยการจัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ “VISION” รวบรวมผลงานของ 15 ศิลปินร่วมสมัย จาก 10 ประเทศทั่วโลกไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อเชื่อมโยงวัฒนธรรม มุมมอง และภาษาเชิงทัศนศิลป์ ผ่านผลงานหลากหลายรูปแบบ พร้อมเปิดบทสนทนาทางศิลปะอันไร้ขอบเขต ที่เชื้อเชิญให้ผู้รักงานศิลป์ร่วมสำรวจมุมมองของศิลปินจากต่างวัฒนธรรม ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 28 เมษายน 2569

“VISION” คือนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ที่ไม่เพียงนำเสนอผลงานศิลปะเปี่ยมคุณค่า ยังเปิดพื้นที่ให้ความแตกต่างได้เผยตัวตนร่วมกันอย่างมีความหมาย ด้วยการเปิดโอกาสให้ มุมมองหลากหลายได้ทับซ้อน เชื่อมโยง และต่อยอดกันและกัน ผ่านผลงานที่สะท้อนวิธีคิดและ วิธีมองโลกของศิลปินจากยุโรป เอเชีย และอเมริกาใต้ ซึ่งล้วนสะท้อนบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่าง ตั้งแต่งานนามธรรม ภาพบุคคล ศิลปะเมือง ไปจนถึงการสำรวจแนวคิดร่วมสมัยในรูปแบบที่หลากหลาย เผยให้เห็นพลังของวัฒนธรรมเมืองที่ถูกถ่ายทอดผ่านจังหวะและ โครงสร้างภาพที่เฉียบคม ร่วมกับผลงานที่สำรวจความทรงจำอัตลักษณ์ และภูมิทัศน์ทางอารมณ์ของมนุษย์

นิทรรศการครั้งนี้รวบรวมผลงานศิลปะของศิลปินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาทิ ดูโอศิลปินระดับนานาชาติ  พิชีอาโว (PichiAvo) จากประเทศสเปน ที่โดดเด่นในการหลอมรวมความงดงามของศิลปะคลาสสิก เข้ากับพลังของสตรีตอาร์ตได้อย่างลงตัว สร้างภาษาทางศิลปะที่เคลื่อนไหวระหว่างอดีตและปัจจุบันอย่างทรงพลัง, ดาเรีย โคโลโซวา (Daria Kolosova) ศิลปินหญิงจากรัสเซีย ซึ่งนำเสนอ ผลงานจิตรกรรมบนพื้นผิวทองแดง ที่นำแรงบันดาลใจจากแสงเหนือมาถ่ายทอดเป็นความหรูหราในรูปแบบของ VIP Pop Art ผสานความงามเข้ากับความลุ่มลึกทางความหมายได้อย่างน่าสนใจ และ เด็มสกี (DEMSKY) ศิลปินสายกราฟฟิตี้จากสเปน ผู้บิดแปลงโครงสร้างกาล-อวกาศ ถ่ายทอดประสบการณ์การรับรู้ที่แตกต่างผ่าน โครงสร้างภาพเชิงทดลอง สู่ผลงานที่ท้าทายการรับรู้ของมนุษย์

ขณะที่ แวนซ์ ดีเอ็นเอ (Vance DNA) จากเซี่ยงไฮ้ สร้างเอกลักษณ์ผ่าน Transparent Style ที่รื้อสร้างภาพจำของวัฒนธรรมป๊อป ให้กลายเป็นมิติใหม่ทางสายตา, เซลัม ลิม (ZELAM LIM) ศิลปินจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้มีลายเซ็นเป็นเอกลักษณ์ ในการสำรวจเส้นแบบระหว่าง ประเพณี และความร่วมสมัย ผ่านมุมมองงที่เปิดกว้าง

นอกจากนี้ยังมีศิลปินที่น่าจับตามองอย่าง เจฮาน (Jahan) ตัวแทนวัฒนธรรมขบถจากสิงคโปร์, ราฟาเอล สลิกส์ (Rafael Sliks)  จากบราซิล ผู้เปลี่ยนอักษรเมืองสู่ภาษาทัศนศิลป์ระดับสูง, เซวา (XEVA)  ศิลปินเกาหลีใต้ผู้ขยายขอบเขตของสเปรย์เพนต์สู่จักรวาลแห่งสีสัน

ร่วมด้วยศิลปินนามธรรมร่วมสมัยชั้นครู อย่าง เควิน ดูยเยซ์ (Kevin Douillez) จากเบลเยียม, โยมาร์ ออกุสโต (Yomar Augusto) ศิลปินบราซิล-อเมริกันผู้เชี่ยวชาญการออกแบบตัวอักษร, วินเซนต์ ลังการ์ด (Vincent Langaard)จากนอร์เวย์ผู้ถ่ายทอดโลก ไซเบอร์ ผ่านผืนผ้าใบ และ แกรี กาลยาโน (Gary Gagliano) ศิลปินจากสหรัฐอเมริกา ผู้ปลุกเร้าบรรยากาศ และอารมณ์อันยากจะนิยามผ่านรูปทรงและสีสันของศิลปะนามธรรมพร้อมกันนี้ยังนำเสนอผลงานของศิลปินไทย รุ่นใหม่ที่ก้าวสู่ระดับสากลอย่าง ธัชชัย ช่างเสนาะ (THUTCHAI CHANGSANOH) กับการตีความ สถาปัตยกรรม สู่รูปทรง นามธรรม, ไฟว์ (FIVE)  ศิลปินแนว Retro-Futuristic ที่ดึงเสน่ห์ของรถยนต์คลาสสิกมา สร้างสรรค์ใหม่ และ พงศธร ทิพาเสถียร (PONGSATORN TIPASATIEN) ศิลปินจาก Mighty One Agency ผู้ถ่ายทอดความละเอียดอ่อนของหัวใจมนุษย์ผ่านตัวละคร “ละมุน (Lamoon)”

เชิญก้าวเข้าสู่พื้นที่แห่งการมองเห็นที่ไร้ขอบเขต เปิดรับมุมมองที่หลากหลาย และค้นพบความหมายใหม่ของศิลปะ ซึ่งอาจไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เห็น แต่อยู่ที่วิธีที่เราเลือกจะมองให้ลึกไปไกลกว่าสายตา ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: SiamParagon

สภาเภสัชกรรม ยื่นข้อเสนอต่อ รมว.สธ.ปรับปรุงระบบจ้างงาน-ค่าตอบแทนเภสัชกร เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลประชาชน

สภาเภสัชกรรม ยื่นข้อเสนอต่อ รมว.สธ.ปรับปรุงระบบจ้างงาน-ค่าตอบแทนเภสัชกร เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลประชาชน

สภาเภสัชกรรม ยื่นข้อเสนอต่อ รมว.สธ.ปรับปรุงระบบจ้างงาน-ค่าตอบแทนเภสัชกร เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลประชาชน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.42 น.

สภาเภสัชกรรม นำโดย ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรมม, รศ.พิเศษ ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ ที่ปรึกษาสภาเภสัชกรรม, รศ.ภญ.สุณี เลิศสินอุดม เลขาธิการสภาเภสัชกรรม, ภก.อภินันท์ วัชราภิชาต ผู้ช่วยเลขาธิการด้านการบริหารจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยี และภก.ธีรวิทย์ บำรุงศรี ผู้ช่วยเลขาธิการด้านพัฒนาวิชาชีพ เข้ายื่นหนังสือถึง นายพัฒนา พร้อมพัฒน์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอรับการสนับสนุนการปฏิบัติงานของเภสัชกรทั่วประเทศ โดยระบุว่าเภสัชกรเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายซึ่งประกอบไปด้วย “น้อมนำการพัฒนางานสาธารณสุข ตามแนวพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ “30 บาทรักษาทุกที่” และ “ฟอกไตฟรี ได้ทุกแห่ง” “รอบรู้ เพื่ออยู่อย่างมีคุณภาพชีวิต”“หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการ ผ่านเทคโนโลยี”“เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศด้วยการแพทย์มูลค่าสูง” และ “ขวัญกำลังใจบุคลากร” นั้น

สภาเภสัชกรรมซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพ ที่เป็นตัวแทนของเภสัชกรทั่วประเทศ ได้เห็นความสำคัญและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนและระบบสุขภาพของประเทศไทย หากเภสัชกรได้รับการสนับสนุนให้มีขวัญกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติงาน โดยขอเรียนให้ทราบว่า เภสัชกรในทุกภาคส่วนทั่วประเทศ ได้ร่วมสนับสนุนและขับเคลื่อนการทำงานตามนโยบายของท่านและกระทรวงสาธารณสุข มาอย่างต่อเนื่อง

โดยเภสัชกรได้ร่วมดำเนินการพัฒนาระบบการให้บริการด้านยาแบบไร้รอยต่อ One Region-One Province-One Hospital เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงยาจำเป็นได้อย่างปลอดภัย แบบไร้รอยต่อ ในผู้ป่วยโรคไต โรคมะเร็ง โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งโรคอื่น ๆ ที่สำคัญ โดยเภสัชกรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านตาม Service Plan ที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ ทำงานร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและสหสาขาวิชาชีพ โดยมีการบริหารคลังยา ทรัพยากร และบัญชียาร่วม เป็นคลังเดียวกันในทุกสถานบริการ มีการเชื่อมโยงข้อมูลคลังยา (Digital Supply Chain Backbone) และประวัติด้านสุขภาพเพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดปัญหาการรักษาล่าช้า ลดการเดินทาง ลดระยะเวลารอคอยของประชาชน และลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศไทย ทำให้ประชาชนเพียงนำบัตรประชาชนใบเดียว ก็สามารถไปรับบริการได้ทุกที่ เพราะมีการบริหารระบบยาและบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถที่เป็นหนึ่งเดียวกัน

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาศักยภาพเภสัชกรในหน่วยบริการปฐมภูมิ ให้เป็น “หมอยาประจำตัว” โดยทำงานร่วมกับทีมหมอครอบครัว ทำงานเชิงรุกในพื้นที่ในการดูแลสุขภาพประชาชนด้านยาที่บ้านและในชุมชน โดยเน้นการดูแลผู้ป่วยในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตลอดจนสร้างความรอบรู้ด้านยาให้กับประชาชน ลดการใช้ยาซ้ำซ้อน มีความตระหนักรู้ในการดูแลสุขภาพของตนเอง อันจะส่งผลให้ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศในอนาคต

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีภาวะฉุกเฉิน เกิดขึ้นในหลายๆ พื้นที่ อันเป็นผลกระทบมาจากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งภัยจากสงครามกับเพื่อนบ้าน ผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน โรคระบาด โรคอุบัติใหม่อุบัติซ้ำ ภัยพิบัติจากน้ำท่วมและสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ เภสัชกรเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบยาเพื่อสร้างความพร้อมการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินเหล่านี้ โดยมีแผนการเตรียมความพร้อม (Preparedness) ก่อนเกิดเหตุ การตอบโต้และให้บริการ (Response) ในภาวะฉุกเฉิน รวมถึงการฟื้นฟู (Recovery) หลังเหตุการณ์สงบ เพื่อบริหารจัดการด้านยา ระบบผลิตและจัดหายา ระบบ Logistics เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาในการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง เพียงพอไม่ขาดแคลน

ดังจะเห็นได้จาก การจัดการยาและเวชภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่น้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และในพื้นที่ภาคใต้ ที่มีการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการจัดการยาในสถานการณ์สงครามระหว่าง สหรัฐอเมริกากับอิหร่านในปัจจุบัน ที่มีการประสานข้อมูลระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา องค์การเภสัชกรรม บริษัทผู้จัดจำหน่าย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และทุกโรงพยาบาลในประเทศไทย ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลยาและเวชภัณฑ์ในแต่ละโรงพยาบาล ในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ทราบสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบันผ่านระบบ Dashboard ที่สามารถสร้างระบบติดตามได้สำเร็จภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ในทุกสถานการณ์วิกฤตด้านสุขภาพ ทั้งโรคระบาด หรือภัยพิบัติต่างๆ เภสัชกรได้ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ในการทำงานกับสหสาขาวิชาชีพ ร่วมสนับสนุนทุกนโยบายของผู้บริหารและกระทรวงสาธารณสุขมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน มีความปลอดภัยจากการใช้ยา และมีคุณภาพชีวิตที่ดีนั้น

อย่างไรก็ตาม เภสัชกรในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ยังประสบปัญหาสมองไหลและขาดขวัญกำลังใจอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากข้อมูลย้อนหลังพบว่า ตั้งแต่ปี 2563 เภสัชกรมีการปรับเปลี่ยนสถานะการจ้างจากข้าราชการเป็นพนักงานราชการ โดยได้รับจัดสรรปีละ 350 ตำแหน่งมาจนถึงปี 2569 แต่มีอัตราการสูญเสียเภสัชกรออกจากระบบราชการตั้งแต่ปี 2565 – 2567 จำนวน 146 ราย 216 ราย และ 185 รายตามลำดับ (สูญเสียเฉลี่ยปีละ 182 ราย) ในขณะที่เภสัชกรใช้ทุนปี 2568 ที่ได้รับจัดสรร 350 ตำแหน่ง มีผู้สมัครใช้ทุนเพียง 264 ราย (ร้อยละ 75) มีตำแหน่งว่าง 86 ตำแหน่งที่ไม่มีผู้เลือกสถานที่ใช้ทุน (ร้อยละ 25) โดยตำแหน่งว่างดังกล่าว ไม่ได้ถูกส่งกลับไปยังพื้นที่เพื่อรับสมัครเองแต่ถูกดึงตำแหน่งกลับส่วนกลาง ทำให้ยังเกิดปัญหาความขาดแคลนในพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจ และภาระงานของเภสัชกรในพื้นที่

สำหรับการจัดสรรตำแหน่งข้าราชการให้กับเภสัชกรที่มีสถานการณ์จ้างเป็นพนักงานราชการที่มีอายุงาน2 ปีขึ้นไป ในปี 2567 ได้รับจัดสรรมา 152 ตำแหน่ง ในขณะที่ยังมีเภสัชกรพนักงานราชการที่ยังตกค้างอีกประมาณ 1,000 ราย

ในขณะที่สถานการณ์จ้างของเภสัชกรเป็นพนักงานราชการมาจำนวนเท่าเดิม 350 ตำแหน่ง ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน แต่แพทย์และทันตแพทย์ ได้รับการจ้างเป็นข้าราชการต่อเนื่องมาทุกปีด้วยการใช้ตำแหน่งว่างบริหารจัดการในภาพรวม โดย 2 ปีย้อนหลังแพทย์ได้รับจัดสรรตำแหน่งข้าราชการเพิ่มขึ้นจาก 2,013 ตำแหน่งในปี 2568 เพิ่มเป็น 2,801 ตำแหน่งในปี 2569 ส่วนทันตแพทย์ได้รับจัดสรรตำแหน่งข้าราชการเพิ่มขึ้นจาก 587 ตำแหน่งในปี 2568 เพิ่มเป็น 602 ตำแหน่งในปี 2569

ทั้งนี้ เพื่อให้เภสัชกรทุกคน มีขวัญกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติงาน สามารถทำงานดูแลผู้ป่วยร่วมกับแพทย์ และสหสาขาวิชาชีพได้อย่างเต็มศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ลดการสูญเสียกำลังคนจากระบบราชการ สภาเภสัชกรรมจึงขอสนับสนุนการดำเนินการจากท่านดังนี้

1. ขอปรับสถานะการจ้างเภสัชกร ที่มีสถานะการจ้างเป็นพนักงานราชการหรือการจ้างในรูปแบบอื่น ให้เป็นข้าราชการ ตั้งแต่แรกเริ่มบรรจุ ส่วนพนักงานราชการเดิมหรือการจ้างในรูปแบบอื่น ให้ปรับเปลี่ยนเป็นข้าราชการในอนาคตจนครบทุกตำแหน่ง เพื่อให้เกิดความมั่นคงและจูงใจให้อยู่ในระบบราชการ

2. ขอจัดสรรตำแหน่งว่างของข้าราชการตำแหน่งเภสัชกร ส่งกลับไปยังพื้นที่โดยเร็วที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังคนและภาระงาน โดยมีรายละเอียดตามหนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ด่วนที่สุด ที่ สธ 0208.02/ว 7874 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ให้ชะลอการใช้ตำแหน่งว่าง โดยสงวนเพื่อบริหารจัดการภาพรวม ทำให้ตำแหน่งเภสัชกรที่เกษียณอายุราชการ ลาออก หรือย้ายเลขว่าง ไม่ได้รับการจัดสรรกลับคืนลงไปยังพื้นที่ ทำให้สถานการณ์ความขาดแคลนเภสัชกร และภาระงานในการดูแลประชาชนในพื้นที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

3. ขอสนับสนุนและส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่ง ให้เภสัชกรเข้าสู่ตำแหน่งเภสัชกรชำนาญการพิเศษ (เลื่อนไหล) ได้ทุกราย โดยไม่ต้องยุบตำแหน่ง ทั้งนี้ จากข้อมูลในปี 2568 พบว่ามีเภสัชกรที่ยังตกค้างในระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ รวมกัน 8,117 ตำแหน่ง จาก 9,377 ตำแหน่ง (ร้อยละ 87) และมีแนวโน้มที่จะลาออกจากระบบราชการหากมีอายุราชการครบ 25 ปี

4. ขอปลดล็อคการตรึงตำแหน่งของเภสัชกรที่เป็นข้าราชการ ตามหนังสือที่ สธ 0201.032/ว76 ลงวันที่ 21 มกราคม 2556 เพื่อให้เภสัชกรสามารถย้ายกลับภูมิลำเนากลับไปดูแลบิดามารดา และได้อยู่ร่วมกับครอบครัวได้

5. ขอปรับค่าตอบแทนไม่ทำเวชปฏิบัติ จาก 5,000 บาท เป็น 10,000 บาท เทียบเท่ากับเภสัชกรขององค์การเภสัชกรรม และ เครือข่ายโรงพยาบาล กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) ที่ได้รับการปรับเพิ่มในอัตราดังกล่าวแล้ว และเทียบเท่าแพทย์ ทันตแพทย์ ที่มีระยะเวลาการศึกษา 6 ปีเท่ากัน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และลดการลาออกของเภสัชกรที่ลาออกจากระบบราชการไปสู่ภาคเอกชน รวมทั้งเงินเพิ่มพิเศษกรณีไม่ทำเวชปฏิบัติส่วนตัวนี้ ไม่ได้ปรับเพิ่มมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปีแล้ว

6. ขอปรับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ (พ.ต.ส.) และตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของผู้ปฏิบัติงานด้านการสาธารณสุขของพนักงานราชการ (ค.ต.ส.) ขอปรับเพิ่มจากเดิมที่แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ 1,500 บาท และ 3,000 บาท เป็น 3,500 / 7,500 / 15,000 บาท ตามหนังสือที่ สภ.01/01/182 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2565 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และให้เกิดความเป็นธรรมเมื่อเปรียบเทียบกับสายงานอื่น โดยเภสัชกรมีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาเป็น 6 ปี เช่นเดียวกับแพทย์และทันตแพทย์ ทั้งนี้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับเภสัชกรผู้ปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงต่ออันตราย หรือมีการปฏิบัติงานที่ใช้ความรู้ความชำนาญและประสบการณ์เฉพาะ ซึ่งเป็นสาขาขาดแคลน มีการสูญเสียผู้ปฏิบัติงานจากระบบเป็นจำนวนมาก

ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช เน้นย้ำว่า การส่งเสริมขวัญกำลังใจในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวบุคลากร แต่เพื่อรักษาคุณภาพและมาตรฐานการดูแลด้านยาให้แก่ประชาชน สามารถเข้าถึงบริการด้านยาได้อย่างต่อเนื่อง และมีความปลอดภัยจากการใช้ยา

​ปิดม่าน! ‘THE IDOL NEXT GEN THAILAND 2026’ เตรียมโกอินเตอร์สู่เวทีระดับโลก

​ปิดม่าน! ‘THE IDOL NEXT GEN THAILAND 2026’ เตรียมโกอินเตอร์สู่เวทีระดับโลก

​ปิดม่าน! ‘THE IDOL NEXT GEN THAILAND 2026’ เตรียมโกอินเตอร์สู่เวทีระดับโลก

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.26 น.

​จบลงอย่างยิ่งใหญ่และน่าประทับใจ สำหรับโปรเจกต์เฟ้นหาดาวดวงใหม่ที่ถูกจับตามองมากที่สุดแห่งปี “THE IDOL NEXT GEN THAILAND 2026” รอบไฟนอล ณ คาลิปโซ่ คาบาเร่ต์ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ โดยได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้ทรงคุณวุฒิในวงการบันเทิงอย่างล้นหลาม เพื่อร่วมพิสูจน์ศักยภาพของเยาวชนไทยที่ก้าวข้ามขีดจำกัดทางเพศ ภายใต้คอนเซปต์ Gender Inclusive

​บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก เริ่มต้นด้วยแฟชั่นโชว์สุดตระการตาจากเหล่าผู้เข้าประกวด ตามด้วยการแสดงรอบความสามารถพิเศษที่แต่ละคนงัดไม้ตายทั้งร้อง เต้น และการแสดงออกมามัดใจคณะกรรมการ นำโดย คุณน็อต แม็กซิม (กฤติน จิกิตศิลปิน), คุณเวสป้า อิทธิพล เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา พร้อมไฮไลท์สุดพิเศษกับโชว์จาก ตะวัน-ภูตะวัน แย้มใสย์ (ตะวัน วง XI) ที่เรียกเสียงกรี๊ดสนั่นฮอลล์

สรุปผลการประกาศรางวัลค่ำคืนแห่งเกียรติยศ ​ผู้ที่ฉายแววโดดเด่นและคว้าตำแหน่งในแต่ละรุ่น มีดังนี้

​รุ่น Teen (เยาวชน)

​รางวัลชนะเลิศ: ขวัญเอย – ณัฏฐ์กฤตา โรจน์รัตนกานต์

​รองชนะเลิศอันดับ 1: พอร์ช – กันตภณ เจตนาไทกุล

​รองชนะเลิศอันดับ 2: วีนัส – วีนัส พงษ์ประสิทธิ์

​รองชนะเลิศอันดับ 3: วินเทอร์ – ณัฏฐ์ธนัน มาสมบูรณ์

​รองชนะเลิศอันดับ 4: เอญ่า – อัญญพัชร์ รุ่งเรืองธนาวงศ์

​รุ่น Child (เด็ก)

​รางวัลชนะเลิศ: น้องเจ้านาง – ศิรภัสสร วิริยะศาสตร์

​รองชนะเลิศอันดับ 1: น้องลินา – วรวลัญช์ ชูศรีพัฒน์

​รองชนะเลิศอันดับ 2: น้องมิวสิค – สุพิชชญา ไพรสุวรรณ

​รองชนะเลิศอันดับ 3: น้องโบนัส – ธนัชพร เบ็ญจพรเลิส

​รองชนะเลิศอันดับ 4: น้องเจอาร์ – ธนกฤต จักรแก้ว และ น้องจีโอ้ – ธนวิน จักรแก้ว

​รางวัลพิเศษ (Special Awards)

​Sakiso Brand Ambassador Contest 2026: พอร์ช – กันตภณ เจตนาไทกุล และ มายลีณ – อภิรมย์กัลยา ศศิพงศ์ไพโรจน์

​The Next Icon By “VESPA”: ขวัญเอย – ณัฏฐ์กฤตา โรจน์รัตนกานต์ และ โทสต์ – วรินทร กิจธนากำจร

​ก้าวต่อไปสู่ระดับสากล: ผู้ชนะเลิศจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกาศศักดาบนเวทีระดับโลกอย่าง Junior Celebrity World ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

​ส้ม-พิศณุพร แก้วพิภพ ผู้ถือลิขสิทธิ์และผู้อำนวยการกองประกวด เผยว่า “ส้มรู้สึกภูมิใจมากค่ะที่เห็นน้องๆ ทุกคนตั้งใจพัฒนาตัวเองมาจนถึงรอบนี้ เวทีนี้เราสร้างขึ้นเพื่อเปิดโอกาสแบบ Gender Inclusive อย่างแท้จริง เพราะเราเชื่อว่าความฝันไม่มีข้อจำกัดเรื่องเพศ วันนี้ทุกคนพิสูจน์แล้วว่าเด็กไทยมีศักยภาพพร้อมก้าวสู่ระดับสากล และเราพร้อมจะผลักดันผู้ชนะให้ไปให้ไกลที่สุดบนเวที Junior Celebrity World ค่ะ”

​ทิพย์-พันธ์ทิพย์ วัฒนวารุณ ผู้ถือลิขสิทธิ์และผู้อำนวยการกองประกวด กล่าวเสริม “กระแสตอบรับปีนี้เกินคาดมากค่ะ คณะกรรมการหนักใจทุกคนเพราะน้องๆ มีเอกลักษณ์และเสน่ห์ที่ต่างกัน ทิพย์อยากให้เวทีนี้เป็นบันไดขั้นแรกที่มั่นคง ให้พวกเขาได้รับทั้งประสบการณ์และการฝึกฝนสู่การเป็นไอดอลมืออาชีพ ฝากทุกท่านช่วยเป็นกำลังใจและติดตามผลงานของเด็กๆ ต่อไปด้วยนะคะ”

​ร่วมเป็นกำลังใจให้เหล่าไอดอลรุ่นใหม่ได้ที่ Facebook: THE IDOL NEXT GEN THAILAND

‘แม่พระธรณี’มงคลสัญลักษณ์กับความเชื่อในสังคมไทย

‘แม่พระธรณี’มงคลสัญลักษณ์กับความเชื่อในสังคมไทย

‘แม่พระธรณี’มงคลสัญลักษณ์กับความเชื่อในสังคมไทย

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พระศรีวสุนธรา” หรือ “พสุนธรานารี” ที่เรียกขานกันในนาม “พระแม่ธรณี หรือ พระแม่ธรณีบีบมวยผม” เป็นที่เคารพนับถือว่าเป็นเทพแห่งพื้นแผ่นดิน มีปรากฏในตำนานทั้งศาสนาพราหมณ์ฮินดู และพุทธศาสนา

โดยเชื่อว่า ‘แผ่นดิน’ เป็นจุดก่อเกิดสรรพสิ่งทั้งปวงในโลก แผ่นดินจึงเปรียบเสมือน ‘มารดา’ ผู้หล่อเลี้ยงโลก และยกย่องเป็นเทพีผู้ค้ำจุนโลก และสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ จะเห็นได้จากการสร้าง “รูปเคารพพระแม่ธรณี” ตามสถานที่หรือหน่วยงานต่างๆ มากมาย

พระแม่ธรณี หรือแม่พระธรณี ยังปรากฏความสำคัญในพุทธประวัติ กล่าวคือ ในคืนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ พญามารวัสดีและกองทัพมารเข้ารบกวนโดยอ้างเอาบัลลังก์เป็นของตน พระพุทธองค์ทรงเปล่งวาจาอ้างเอา “ธรณี” เป็นพยาน จากนั้นมีเสียงดังกัมปนาท แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น พระแม่ธรณีต้องปรากฏกายเป็นพยานเอก แสดงการบิดน้ำจากมวยผมเพื่อแสดงให้เห็นถึงกุศลที่พระพุทธองค์กระทำมาตั้งแต่อดีตชาติ จนน้ำที่กรวดลงบนพื้นแล้วแม่ธรณีรับไว้นั้น มากถึงขั้นเป็นมหาสมุทร พัดเอาเหล่าพญามารกระจัดกระจายหายไป  จึงมักถูกวาดไว้ในจิตรกรรมฝาผนังตอน “พระพุทธเจ้าชนะมาร” อยู่เสมอ

คติความเชื่อเรื่องการบูชาพระแม่ธรณี ได้เผยแพร่มาจากอินเดียสู่ไทย เนื่องจากอิทธิพลคัมภีร์พระพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ อาจกล่าวได้ว่า ‘ก่อนที่จะทำอะไร ก็ให้บูชาบอกกล่าวต่อพระแม่ธรณีก่อน’ เพราะทุกอย่างในโลกล้วนกำเนิดขึ้นบนดินทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ก็ต้องบอกกล่าวขอขมา เพราะจะกระทบกระเทือนพื้นดินตั้งแต่เริ่มตอกเสาเข็มหรือขึ้นเสาเอก ฯลฯ หรือ เกษตรกรก่อนจะเพาะปลูก ก็มักจะทำพิธีบอกกล่าวแก่พระแม่ธรณี และขอพรให้ประสบความสำเร็จ พืชผลเจริญงอกงามพระแม่ธรณี ในพระพุทธศาสนา (โดยเฉพาะเถรวาทไทย) คือเทพีผู้พิทักษ์พื้นแผ่นดิน ปรากฏในพุทธประวัติช่วงมารผจญ โดยเป็นพยานยืนยันบุญบารมีของพระพุทธเจ้าด้วยการบีบมวยผมหลั่งน้ำที่กรวดไว้ตั้งแต่อดีตชาติ จนกลายเป็นมหาสมุทรพัดพากองทัพมารไป นับเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์และการชนะอุปสรรค

บทบาทและตำนานที่สำคัญของ “พระแม่ธรณี” คือ

พยานในคืนตรัสรู้: เมื่อพญามารกล่าวหาว่าบัลลังก์ที่พระพุทธองค์ประทับเป็นของตน พระพุทธองค์ทรงเรียกพระแม่ธรณีเป็นพยาน พระแม่ธรณีปรากฏกายขึ้นและบีบมวยผม ปล่อยน้ำที่พระพุทธเจ้าทรงกรวดแผ่เมตตาไว้ตลอดการบำเพ็ญเพียรจนท่วมกองทัพมาร

ปางมารวิชัย: เป็นที่มาของพระพุทธรูปปางมารวิชัย ที่แสดงถึงชัยชนะเหนือหมู่มารและความเป็นผู้ค้ำจุนแผ่นดิน

ความเชื่อในไทย: คนไทยมองพระแม่ธรณีเป็น “แม่” ผู้หล่อเลี้ยงชีวิต มีความเชื่อว่าการบูชาจะช่วยให้ร่มเย็นเป็นสุข พ้นจากภัยพิบัติ และเจริญรุ่งเรืองในการทำมาหากิน โดยเฉพาะเรื่องที่ดิน

รูปลักษณ์และการบูชา

ท่าทาง: รูปเคารพมักทำเป็นหญิงสาวรูปร่างอวบใหญ่ นั่งคุกเข่าบีบมวยผมทางด้านขวา ซึ่งหมายถึงการปลดปล่อยพลังงาน

คาถาบูชา: “เม กะ มะ อุ” (หัวใจพระแม่ธรณี ถอดจากเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา)
เรื่องราวของ “พระแม่ธรณีบีบมวยผม” มาจากตำนานตอนที่พระพุทธเจ้าทรงเอาชนะพญามารก่อนตรัสรู้ ตาม “ปฐมสมโพธิกถา” ซึ่งเป็นคัมภีร์ไทยโบราณ พญามารท้าทายพระพุทธเจ้าว่าไม่มีพยานยืนยันการบำเพ็ญบารมีของพระองค์ พระพุทธเจ้าจึงทรงสัมผัสพื้นดิน เรียกพระแม่ธรณีให้เป็นพยาน พระแม่ธรณี หรือ พระศรีวสุนธรา ปรากฏตัวขึ้น บีบมวยผมให้น้ำไหลออกมาเป็นสาย น้ำนี้เปรียบเสมือนผลบุญที่พระพุทธเจ้าสั่งสมมาในอดีต ซึ่งไหลท่วมกองทัพมารจนพ่ายแพ้ไป

พระแม่ธรณีปรากฏในวรรณคดีไทยหลายเรื่อง เช่น เทศน์มหาชาติ และลิลิตตะเลงพ่าย โดยในศิลปะไทยมักแสดงเป็นหญิงสาวอวบอิ่ม นั่งคุกเข่าหรือยืนในท่าคล้ายนั่งคุกเข่า มวยผมยาวสลวย มือขวายกจับโคนผม มือซ้ายจับมวยผม แสดงท่าบิดให้น้ำไหลออกมา เช่นเดียวกับในพุทธประวัติ

ตามการตีความของกรมศิลปากร การบีบมวยผมของพระแม่ธรณีไม่ใช่แค่การแสดงพลัง แต่เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินที่หล่อเลี้ยงชีวิต และการยืนยันถึงความจริงที่โลกเป็นพยานได้ นี่คือเหตุผลหลักที่ศิลปินพุทธเลือกแสดงท่านี้ในงานศิลปะ เพื่อเล่าเรื่องชัยชนะของพระพุทธเจ้าในรูปแบบที่เข้าใจง่าย

ในความเชื่อของคนไทย
พระแม่ธรณี ไม่ใช่แค่ตัวละครในตำนาน แต่เป็นสัญลักษณ์ของ “แม่” ผู้ให้กำเนิดและปกป้อง ตามหนังสือ “ตำนานและความเชื่อในสังคมไทย” โดยสำนักพิมพ์มติชน การบีบมวยผม ถูกมองว่าเป็นการปลดปล่อยน้ำ ซึ่งเปรียบได้กับน้ำฝนหรือน้ำในแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงเกษตรกรรมและชีวิตคนไทย น้ำที่ไหลจากมวยผมจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือปราบมาร แต่เป็นภาพแทนของความเมตตาและพลังแห่งธรรมชาติที่พระแม่ธรณีมีต่อมนุษย์

พิธีกรรมในไทย เช่น การบูชาพระแม่ธรณีก่อนปลูกบ้าน หรือการขอฝนในพิธีโบราณ แสดงให้เห็นว่า คนไทยมองพระแม่ธรณีเป็นผู้ควบคุมทรัพยากรธรรมชาติ การบีบมวยผมในศิลปะจึงอาจสะท้อนถึงความหวังให้แผ่นดินอุดมสมบูรณ์และปกป้องจากภัยพิบัติด้วย
มุมมอง “สากล” เทพธิดาแห่งดินในวัฒนธรรมอื่น

ถ้ามองกว้างออกไป ความเชื่อเรื่องเทพแห่งดินที่ปกป้องมนุษย์ไม่ได้มีแค่ในไทย ตามข้อมูลจาก Encyclopaedia Britannica ในตำนานกรีก “ไกอา” (Gaia) เป็นเทพีแห่งโลกที่ให้กำเนิดชีวิตทั้งปวง และในอินเดีย “ปฤถวี” (Prithvi) เป็นเทวีแห่งแผ่นดินที่คอยหล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง

แม้ทั้ง 2 วัฒนธรรมจะไม่มีภาพ “บีบมวยผม” แต่แนวคิดเรื่องโลกที่เป็นพลังปกป้องและให้ชีวิตคล้ายกับพระแม่ธรณีในพุทธศาสนาอย่างไรก็ตาม การที่ไทยเลือกแสดงพระแม่ธรณีด้วยท่าบีบมวยผม อาจเป็นเอกลักษณ์ที่พัฒนามาจากการผสมผสานความเชื่อท้องถิ่นเข้ากับพุทธศาสนา ซึ่งต่างจากวัฒนธรรมอื่นที่มักเน้นภาพเทพีถือพืชหรือยืนนิ่งสงบ

แล้วทำไมต้องเป็น “มวยผม” ไม่ใช่ท่าอื่น ?
ในศิลปะพุทธ “มวยผม” เป็นทรงผมที่พบในรูปปั้นเทวีหรือนางในวรรณคดี ซึ่งอาจสื่อถึงความงามและพลังที่ซ่อนอยู่ ตามหนังสือ “ศิลปะไทย” โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี การบีบมวยผมอาจเป็นการแสดงถึงการปลดปล่อยพลังที่เก็บไว้ เหมือนน้ำที่ไหลออกมาเพื่อพิสูจน์ความจริงและขับไล่ศัตรู

“แม่พระธรณี” กับ “พรรคประชาธิปัตย์”

เล่ากันเอาไว้ว่า ในวันที่ประชุมเพื่อก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ครั้งนั้นได้มีการเสนอให้เชิญ “แม่พระธรณี” มาเป็นสัญลักษณ์ของพรรคฯ ที่ประชุมเห็นพ้องตรงกัน ในความหมาย “เพื่อการให้ความร่มเย็นแก่ประชาชน”

จากนั้นเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2525 ได้ย้ายที่ทำการพรรคฯ จากสวนรื่นฤดีมาที่ถนนเศรษฐศิริในปัจจุบัน โดยนายปราโมช สุขุม ส.ส. กรุงเทพมหานคร เป็นผู้เสนอให้มีการจัดสร้าง แม่พระธรณีบีบมวยผมประดิษฐานไว้ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์นับจากนั้นเป็นต้นมา

พระแม่ธรณีที่ท้องสนามหลวง

ลักษณะเด่น: เป็นปูนปั้นรูปพระแม่ธรณีกำลังบีบมวยผม โดยมีน้ำสะอาดไหลออกมาจากปลายมวยผม เพื่อเป็นทานน้ำดื่มแก่ประชาชนที่มาสักการะ จึงมีอีกชื่อว่า “อุทกทาน” (การให้ทานด้วยน้ำ) สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2460พระแม่ธรณีมีศาลเก่าตั้งอยู่บริเวณหัวมุมสนามหลวง ริมถนนราชดำเนิน ใกล้โรงแรมรัตนโกสินทร์ และสะพานผ่านพิภพลีลา เป็นปูนปั้นพระแม่ธรณีกำลังบีบมวยผม ในอดีตเคยมีน้ำสะอาดไหลออกมาจากปลายมวยผม และสามารถใช้ดื่มกินได้ด้วย สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยพระราชดำริของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ด้วยมีพระราชประสงค์ในการแจกจ่ายน้ำดื่มสะอาดบริสุทธิ์แก่ราษฎร

ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ยังทรงพระยศเป็นเจ้าฟ้าวชิราวุธฯ จึงพระราชทานคำแนะนำให้สร้างอุทกทาน หรือ พระแม่ธรณีบีบมวยผม กระทั่งสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นยุคข้าวยากหมากแพง อุทกทานถูกชาวบ้านขโมยอุปกรณ์ท่อน้ำต่าง ๆ จนไม่สามารถใช้การได้

แม้จะมีการซ่อมแซมให้ใช้ได้ดังเก่าในสมัยรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่สถานที่นี้ก็ไม่ได้ใช้เป็นที่แจกจ่ายน้ำสะอาดอีกต่อไป เป็นแต่ศาลศักดิ์สิทธิ์ให้ผู้คนเข้ามาสักการะเท่านั้น

จิตรกรรม พระแม่ธรณีบีบมวยผม วัดชมภูเวก จ.นนทบุรี

เป็นจิตรกรรมรูปพระแม่ธรณีที่ได้รับการยกย่องว่า สวยงามที่สุด หากมีโอกาส ไม่ควรพลาดที่จะเดินทางไปชม

แฟนเพลงใจหาย! โส อานนท์ นักร้อง-นักแต่งเพลงเมืองเพชรเสียชีวิตอย่างสงบ

แฟนเพลงใจหาย! โส อานนท์ นักร้อง-นักแต่งเพลงเมืองเพชรเสียชีวิตอย่างสงบ

แฟนเพลงใจหาย! โส อานนท์ นักร้อง-นักแต่งเพลงเมืองเพชรเสียชีวิตอย่างสงบ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.50 น.

วงการเพลงพื้นบ้านต้องสูญเสียบุคลากรสำคัญ เมื่อเพจ ข่าวเพชรบุรี 24ชั่วโมง รายงานการจากไปของ โส อานนท์ นักร้องและนักแต่งเพลงชื่อดังแห่งเมืองเพชรบุรี เจ้าของผลงานเพลงอมตะอย่าง “เด็ดดอกชะโอน”, “รู้เรื่อง” และ “แก่งกระจาน” ซึ่งได้เสียชีวิตอย่างสงบที่บ้านพัก ในวัย 65 ปี หลังเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งลำไส้มาเป็นระยะเวลาหลายเดือน

ครอบครัวได้กำหนดจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ณ วัดประดิษฐ์วนาราม ตำบลบ้านหม้อ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี โดยมีพิธีรดน้ำศพในวันอังคารที่ 7 เมษายน 2569 เวลา 16.00 น. ท่ามกลางความอาลัยของครอบครัว แฟนเพลง และชาวเพชรบุรี

สำหรับ “โส อานนท์” ตรวจพบโรคมะเร็งลำไส้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2568 และเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องที่ โรงพยาบาลพระจอมเกล้าจังหวัดเพชรบุรี ก่อนจะกลับมาพักฟื้นที่บ้าน และจากไปอย่างสงบในช่วงเช้าวันที่ 7 เมษายน 2569

โส อานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2503 เติบโตในครอบครัวละครชาตรี และเป็นศิลปินที่มีผลงานโดดเด่นในการถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่น ทั้งวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของชาวเพชรบุรี ผ่านบทเพลงที่เข้าถึงง่ายและสะท้อนรากเหง้าอย่างลึกซึ้ง

ผลงานเด่นอย่าง “เด็ดดอกชะโอน” ถ่ายทอดเรื่องราวกีฬาวัวลานพื้นบ้าน ขณะที่เพลง “รู้เรื่อง” สื่อถึงเอกลักษณ์ภาษาถิ่นเมืองเพชรบุรี ทำให้เขาได้รับการยกย่องในฐานะศิลปินผู้สืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น

ตลอดเส้นทางชีวิตในวงการเพลง โส อานนท์ ได้รับรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม เมื่อปี 2553 และยังได้รับ “เข็มเกียรติคุณวันอนุรักษ์มรดกไทย” ประจำปี 2563 จาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในฐานะผู้สนับสนุนงานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ

นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน “กลุ่มเพื่อนรักจักรยานบ้านพี่โสอานนท์” ที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูแหล่งประวัติศาสตร์ในจังหวัดเพชรบุรี โดยร่วมกับชุมชนพัฒนาพื้นที่วัดร้าง เช่น วัดท่าช้าง ให้กลับมาเป็นแหล่งเรียนรู้และสถานที่สำคัญของท้องถิ่นอีกครั้ง

‘ดูมันดิ’ ทำถึง !! ลุ้นใจเต้น เรียงแถวชิง KCL2026 ยอดเยี่ยม-ยอดนิยม

‘ดูมันดิ’ ทำถึง !! ลุ้นใจเต้น เรียงแถวชิง KCL2026 ยอดเยี่ยม-ยอดนิยม

‘ดูมันดิ’ ทำถึง !! ลุ้นใจเต้น เรียงแถวชิง KCL2026 ยอดเยี่ยม-ยอดนิยม

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.36 น.

2026 ปีแห่งการเดินสายกอบโกยผลกำไร จากการสร้างผลงานระดับคุณภาพ สำหรับค่ายซีรีส์-เพลง ตัวท็อปเมืองไทย ‘ดูมันดิ’ (DMD) ที่บริหารโดย “อ๊อฟชั่น กิตติพัฒน์ จำปา” ซึ่งแน่นอนว่า การตอบรับจากแฟนๆ ทั่วโลกนั่นเห็นชัดจากผลผลิตชิ้นงานที่ผ่านมาไว้ว่าจะเป็นด้านซีรีส์-เพลง โชว์ ความเป็นกันเองที่ตกแฟนๆ เข้าด้อมได้ทุกครั้ง

ล่าสุดอีกความสำเร็จของ “ดูมันดิ”ที่ต้องจับตาคือการตอบเท้าเข้าชิงติดโผรายชื่อ ลุ้นรางวัลในงานประกาศรางวัลอันทรงเกียรติยาวนานอีกหนึ่งเวทีระดับประเทศ “คมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 22(KCL AWARDS 2026)” ที่ครั้งนี้ “ดูมันดิ”มีผลงาน รายชื่อเข้าชิงมันรวมแล้วจุกๆ เลยทีเดียว มีใครเข้าชิงสาขาไหนบ้าง ประเภทไหนบ้างเช็กพร้อมกัน

เริ่มที่ประเภทยอดเยี่ยม ที่ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และคร่ำหวอดในวงการเป็นผู้คัดสรรค์

-ประเภทเพลงไทยสากล ยอดเยี่ยม สาขาศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม : หฤษฎ์ บัวย้อย(เก่ง) | มนตรา OST เขมจิราต้องรอด และ DEXX  | Clang Clang

-ประเภทละคร-ซีรีส์ ยอดเยี่ยม สาขานักแสดงคู่จิ้นยอดเยี่ยม : หฤษฎ์ บัวย้อย(เก่ง) และ นภัสกร ปิงเมือง(น้ำปิง) เขมจิราต้องรอด  , มติมันท์ ศรีบุญเรือง(เติ้ล) และ วรรณกร เรืองรัตน์(เฟิร์สวัน ) เขมจิราต้องรอด

ส่วนประเภทยอดนิยม หรือ Popular Vote ที่แฟนๆ ทั่วโลกร่วมโหวตเข้ามาประกอบด้วย

สาขานักร้องเพลงไทยสากลยอดนิยม ชวรินทร์ เพริศพิริยะวงศ์(นุนิว ), หฤษฎ์ บัวย้อย(เก่ง) ,พฤกษ์ พานิช(ซี),วรรณกร เรืองรัตน์(เฟิร์สวัน )

สาขานักแสดงชายยอดนิยม : พฤกษ์ พานิช(ซี) และ นภัสกร ปิงเมือง(น้ำปิง)

สาขาคู่จิ้นวาย ยอดนิยม :พฤกษ์ พานิช(ซี) และ ชวรินทร์ เพริศพิริยะวงศ์(นุนิว ) ,หฤษฎ์ บัวย้อย(เก่ง) และ นภัสกร ปิงเมือง(น้ำปิง)

สาขาละคร ซีรีส์ ยอดนิยม : เขมจิราต้องรอด

สาขา T-POP ยอดนิยม  : DEXX

รวมแล้วผลงานจากบ้าน ดูมันดิเข้าชิงถึง 7 รางวัลใหญ่ด้วยกัน ก็ต้องมาลุ้นกันต่อว่า สรุปแล้วผลงานเข้าตากรรมการกี่รางวัล แฟนคลับอวยยศให้กี่ชิ้นงาน แฟนๆ สามารถลุ้นรางวัลอื่นๆ ไปพร้อมกันกับ “งานประกาศรางวัลคมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 22  หรือ  KCL AWARDS 2026” ณ ไอคอนฮอลล์, ไอคอนสยาม วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 

M STUDIO – Plan B ปลื้ม ‘มือปืน’ ไปไกลระดับโลก! เข้าชิง Audience Awards ที่อูดิเน่ อิตาลี พร้อมลุยฉายเวียดนาม–ไต้หวัน

M STUDIO – Plan B ปลื้ม 'มือปืน' ไปไกลระดับโลก! เข้าชิง Audience Awards ที่อูดิเน่ อิตาลี พร้อมลุยฉายเวียดนาม–ไต้หวัน

M STUDIO – Plan B ปลื้ม ‘มือปืน’ ไปไกลระดับโลก! เข้าชิง Audience Awards ที่อูดิเน่ อิตาลี พร้อมลุยฉายเวียดนาม–ไต้หวัน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.42 น.

ภาพยนตร์ไทยยังคงเดินหน้าสร้างชื่อในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเทศกาล Far East Film Festival ครั้งที่ 28 ณ เมืองอูดิเน่ ประเทศอิตาลี ประกาศคัดเลือกภาพยนตร์ไทย 3 เรื่องเข้าฉายในสายประกวด เพื่อชิงรางวัล Audience Awards ซึ่งตัดสินจากคะแนนโหวตของผู้ชมโดยตรง

หนึ่งในผลงานที่ได้รับคัดเลือกในปีนี้ คือภาพยนตร์เรื่อง “มือปืน” ผลงานจากความร่วมมือระหว่าง M STUDIO และ Plan B กำกับภาพยนตร์โดย พุฒิพงษ์ นาคทอง ที่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนหนังไทยเข้าร่วมเวทีระดับนานาชาติในปีนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการพาผลงานไทยไปสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก พร้อมสะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยที่ยังคงเติบโตและได้รับการยอมรับในเวทีสากล

นอกจากความสำเร็จบนเวทีเทศกาลแล้ว ล่าสุดยังมีอัปเดตสำคัญว่า “มือปืน” ยังเดินหน้าขยายฐานผู้ชมในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมีกำหนดเข้าฉายใน ประเทศเวียดนาม วันที่ 3 เมษายน 2569 และ ประเทศไต้หวัน ในวันที่ 10 เมษายน 2569 สะท้อนกระแสความสนใจของผู้ชมต่างชาติที่มีต่อภาพยนตร์ไทย และเป็นอีกหนึ่งก้าวของการผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลก

สำหรับ Far East Film Festival ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลภาพยนตร์เอเชียที่สำคัญที่สุดในยุโรป และเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ภาพยนตร์จากเอเชียได้เข้าถึงผู้ชมต่างชาติ โดยเฉพาะรางวัล Audience Awards ที่สะท้อนเสียงตอบรับจากผู้ชมจริง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างกระแสและการจดจำให้กับภาพยนตร์ที่เข้าร่วม

การได้รับคัดเลือกในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นความภาคภูมิใจของทีมผู้สร้าง แต่ยังเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวงการภาพยนตร์ไทยบนเวทีโลกอีกครั้ง

ไม่เพิ่มราคาให้เป็นภาระผู้บริโภค ‘บอย-เจี๊ยบ’ กัดฟันตรึงราคาอาหาร สู้ภาวะเศรษฐกิจผันผวน

ไม่เพิ่มราคาให้เป็นภาระผู้บริโภค ‘บอย-เจี๊ยบ’ กัดฟันตรึงราคาอาหาร สู้ภาวะเศรษฐกิจผันผวน

ไม่เพิ่มราคาให้เป็นภาระผู้บริโภค ‘บอย-เจี๊ยบ’ กัดฟันตรึงราคาอาหาร สู้ภาวะเศรษฐกิจผันผวน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.38 น.

จากภาวะเศรษฐกิจจะสวิงแค่ไหนก็สู้ไม่ถอย สำหรับคู่รักนักสู้  “บอย อนุวัฒน์” หรือ “บอย พีซเมกเกอร์” และ “เจี๊ยบ พิจิตตรา” หลังจากที่เคยออกมาเปิดใจถึงผลกระทบจากสถานการณ์โลกที่ทำเอาต้นทุนพลังงานและข้าวของแพงขึ้นหูฉี่ กระทบเข้าจังๆ กับธุรกิจร้านอาหาร Shabu King ของทั้งคู่ แต่เจ้าตัวยืนยันคำเดิมว่าไม่มีการขึ้นราคาสินค้าหรือลดเกรดวัตถุดิบแน่นอน เพราะไม่อยากให้ลูกค้าต้องมารับภาระเพิ่มในช่วงที่ทุกคนกำลังแย่ พร้อมทั้งจะไม่มีวันลดคุณภาพ  ไม่เพิ่มราคาให้เป็นภาระผู้บริโภค แถมยังจัดโปรฯสุดพิเศษเพื่อต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ สาดโปรฯแรง 5 วัน เท่านั้น ที่ Shabu king ทั้งสองสาขา กับโปรสุดพิเศษ ทานเมนู A La Carte ครบ 800 บาท ลดทันที ลูกค้าทั่วไป / สมาชิกนินจาลด 10 % (เงินสด , เงินโอน) , ลด 5 % (เครดิต) และ สมาชิกระดับ ซามูไร ขึ้นไป ลด 15 % (เงินสด , เงินโอน) , ลด 10 % (เครดิต) ตั้งแต่ 11-15 เมษายน 2569 เท่านั้น

ด้าน “หนุ่มบอย” เผยว่า “มีวิกฤตกับร้านอาหารชัดเจนที่สุดเลย เพราะคนรัดเข็มขัดมากขึ้นครับ สินค้าแพงขึ้น ต้นทุนก็สูงขึ้น แพ็กเกจก็แพงขึ้น ทุกวันเราจะได้รับรายการจากพนักงาน ว่าวันนี้ค่าอันนี้ขึ้นแล้ว แต่เราก็ยืนยันว่าจะไม่ลดคุณภาพของอาหาร เราจะตรึงไว้เท่าเดิม อาจจะมีการจัดการตลาดบางอย่าง เพื่อชดเชยกัน ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องขึ้นราคาครับ พยายามหาอะไรมาให้ผู้บริโภคได้ความคุ้มค่ามากกว่า ตอนนี้ทุกคนก็หนักกันหมด ถ้ายิ่งเราเพิ่มราคา มันก็เหมือนเอาภาระเราไปให้ลูกค้า เลยไม่เลือกวิธีนี้ดีกว่า เราสองคนอยู่ในสายอาชีพที่มีผลกระทบแรกๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในโลกนี้ ร้านอาหารกับบันเทิงโดนก่อน ก็ฝ่ากันมา ก็ต้องขอบคุณแหละครับ เพราะเราอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีแรงซัปพอร์ตจากทุกคน”…

เจี๊ยบ  เผยว่า “ตอนนี้ร้านก็ไปได้เรื่อยๆ ค่ะ เราเพิ่มแบบบุพเฟ่ต์แล้ว สงกรานต์ใครที่ไม่ได้ออกไปเที่ยวไหนแวะมาเที่ยวกับที่ Shabu king ที่ สาขาศาลายา และ สาขาพระราม 9 ซอย 37 กันได้นะคะ ช่วงนี้เราจัดโปรสุดพิเศษเพื่อทุกคน ตั้งแต่ 11-15 เมษายน 2569 เท่านั้น นะคะ”

‘อั้ม พัชราภา’ เสิร์ฟผิวเด็กฉ่ำฟู ตอกย้ำความสวยระดับตัวแม่

'อั้ม พัชราภา' เสิร์ฟผิวเด็กฉ่ำฟู ตอกย้ำความสวยระดับตัวแม่

‘อั้ม พัชราภา’ เสิร์ฟผิวเด็กฉ่ำฟู ตอกย้ำความสวยระดับตัวแม่

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.35 น.

สร้างความฮือฮาในวงการความงามอีกครั้ง เมื่อแบรนด์สกินแคร์ไทยคุณภาพอย่าง Q Russ ประกาศเปิดตัวซุปตาร์ตัวแม่ อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ ขึ้นแท่นพรีเซนเตอร์คนล่าสุดของผลิตภัณฑ์ Q Concentrate Capsule Serum by Q Russ ตอกย้ำภาพลักษณ์ความสวยเปล่งประกายเหนือกาลเวลา

ด้วยไลฟ์สไตล์ที่ต้องเจอทั้งแสงแดด การแต่งหน้า และการทำงานหนักอยู่ตลอด ทำให้ผิวของ อั้มสะท้อนปัญหาที่ผู้หญิงยุคนี้ต้องเจอจริงๆ แต่สิ่งที่ทำให้เธอยังดูเปล่งประกายอยู่เสมอ คือการดูแลผิวอย่างต่อเนื่องและเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การฟื้นฟูผิวแบบลึกถึงต้นตอ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่แบรนด์สกินแคร์ไทยอย่าง Q Russ เลือกอั้มมานั่งแท่นพรีเซนเตอร์ของ Q Concentrate Capsule Serum by Q Russ เซรั่มแคปซูลหน้าเด็ก ที่เน้นฟื้นฟูผิวให้ดูฉ่ำฟู ไร้ฝ้า และอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ

โดย อั้ม พัชราภา ได้เผยความรู้สึกถึงการร่วมงานในครั้งนี้ว่า รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติมากที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับแบรนด์ไทยที่พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง และให้ความสำคัญกับนวัตกรรมการดูแลผิว อั้มยังมองว่าเสน่ห์ของเซรั่มตัวนี้อยู่ที่การดูแลผิวได้ครบ ทั้งเรื่องความกระจ่างใส ความชุ่มชื้น ฝ้า และความอ่อนเยาว์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนต้องการ

เธอยังเสริมอีกว่า การที่ได้ลองใช้ผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเอง ทำให้รู้สึกมั่นใจกับผลลัพธ์ที่ผิวดูนุ่มฟูและสุขภาพดีขึ้น จึงยิ่งรู้สึกว่าการได้มาเป็นพรีเซนเตอร์ครั้งนี้ เป็นอะไรที่ “ใช่” ทั้งในแง่ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในตัวผลิตภัณฑ์ในส่วนของตัวผลิตภัณฑ์เอง ความโดดเด่นอยู่ที่ “เม็ดเซรั่มลดฝ้า” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อดูแลผิวอย่างตรงจุด โดย Q Russ ถือเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวในไทยที่นำเข้าสารสกัดระดับพรีเมียมอย่าง Radicare-Eco จากสวิตเซอร์แลนด์ ที่เรียกว่าเป็น Super Anti-oxidant สารต้านผิวแก่ และ Ambre Extract จากฝรั่งเศส สารสกัดทั้งสองตัวนี้มีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไทป์ 3 หรือที่เรียกว่า “Baby Collagen” ซึ่งเป็นคอลลาเจนสำคัญที่ทำให้ผิวดูเด็ก เนียนเด้ง และมีความฉ่ำฟูแบบสุขภาพดีจากภายใน นอกจากนี้ เซรั่มคิวยังพัฒนาด้วยแนวคิด “ตัดวงจรการเกิดฝ้า” ดูแลตั้งแต่ต้นเหตุ ไม่ใช่แค่ลดเลือนชั่วคราว ทำให้ตอบโจทย์คนที่อยากดูแลผิวแบบจริงจังในระยะยาว ด้วยนวัตกรรม CELTOSOMET ที่เน้นซ่อมแซมผิวระดับเซลล์ สร้างเซลล์ผิวใหม่ภายใน 72 ชั่วโมง

‘อาร์สยาม’ปลุกตำนานจับเพลง‘แน่นอก (ไชโยยกออก)’ เขย่าใหม่ให้ ‘ต้นข้าว อาร์สยาม’ ร้อง-เต้น ชวน Challenge สนั่น TikTok

‘อาร์สยาม’ปลุกตำนานจับเพลง‘แน่นอก (ไชโยยกออก)’ เขย่าใหม่ให้ ‘ต้นข้าว อาร์สยาม’ ร้อง-เต้น ชวน Challenge สนั่น TikTok

‘อาร์สยาม’ปลุกตำนานจับเพลง‘แน่นอก (ไชโยยกออก)’ เขย่าใหม่ให้ ‘ต้นข้าว อาร์สยาม’ ร้อง-เต้น ชวน Challenge สนั่น TikTok

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.19 น.

สมกับเป็นค่ายเพลงลูกทุ่งชื่อดัง อาร์สยาม’ ในเครือ อาร์เอส มิวสิค’ ที่วันนี้ มาปลุกตำนานแดนซ์ฮิตยุค 2013 ที่มียอดชมในยูทูปกว่า 200 ล้านวิว ‘รักต้องเปิด (แน่นอก) [Splash Out]’ ของกลุ่มศิลปิน 3.2.1 KAMIKAZE feat. ใบเตย อาร์สยาม’ นำมาเขย่าใหม่ เป็นเวอร์ชันสุดมัน ‘แน่นอก (ไชโยยกออก)’ ที่ได้สาวลูกทุ่งพลังสดใส ‘ต้นข้าว อาร์สยาม’ (เขมนาฏ  ธจิรมงคลกิตต์) มาร้อง มาขยับ มาชวนทุกคนโยกตามแบบหยุดไม่ได้ พร้อมเติมสีสันใหม่ด้วยท่อนแรป 4 ภาค เพิ่มความสนุก ความแปลกใหม่ และความใกล้ชิดแบบเข้าถึงคนทั่วประเทศ

โดยเพลง ‘แน่นอก (ไชโยยกออก)’ ได้หยิบอินไซด์ชีวิตจริงของคนยุคนี้ ที่มีทั้งรายจ่าย ค่าบิล ค่าน้ำ ค่าไฟ และภาระรอบตัวมาถ่ายทอดผ่านจังหวะแดนซ์สนุกๆ ฟังง่าย จำไว พร้อมท่อนฮุกติดหู ‘ถ้าแน่นอก Yeah ก็ยกออก Yeah’ ที่ฟังปุ๊บก็อยากร้องตาม เต้นตามทันที

ซึ่งงานนี้ ไม่ได้มีดีแค่ความสนุก แต่ยังต่อยอดเป็น Dance Challenge บน TikTok ได้แบบเต็มตัว ด้วยจังหวะที่คุ้นหู ท่อนจำง่าย และพลังของ ‘ต้นข้าว อาร์สยาม’ ที่พร้อมปลุกเพลงนี้ให้กลับมาไวรัลอีกครั้งบนโลกโซเชียล โดย ‘สาวต้นข้าว’ เผยว่า

“ดีใจมากเลยค่ะ ที่ได้เป็นคนถ่ายทอดเพลงฮิตในตำนานอย่าง ‘รักต้องเปิด (แน่นอก)’ ที่นำมา Re-Arrange ใหม่ให้เป็นเวอร์ชันสุดมันกับ ‘แน่นอก (ไชโยยกออก)’ ด้วยฝีมือการแต่งเนื้อร้องของ ‘นนทิปัญจม์ ณัชชาณัฏฐ์’ นักเขียน นักดนตรีรุ่นใหม่ ที่ทำให้เพลงนี้มีสีสัน สนุกสนาน และลงตัวมาก

เลยอยากเชิญชวนทุกคนที่ ‘แน่นอก’ กับภาระต่างๆ มา ‘ยกออก’ กันนะคะ กับกิจกรรม TikTok Challenge ‘แดนซ์ดีมีไชโย’ โดยอัดคลิปเต้นด้วยแผ่นเสียงเพลง ‘แน่นอก (ไชโยยกออก)’ โพสต์คลิปบน TikTok ส่วนตัว ติดแฮชแท็ก #แดนซ์ดีมีไชโย คนไหนเต้นเริ่ด เต้นถูกใจคณะกรรมการ มีสิทธ์ได้รับ ทองคำ และรางวัลอีกมายมาย’ ติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ที่ช่องทาง Facebook RsiamMusic และเงินไชโย เลยนะคะ เอ้า!ใครพร้อมแล้วมาเต้นกันเลยค่ะ!”

ฟังเพลง ‘แน่นอก (ไชโยยกออก)’ ของ ‘ต้นข้าว อาร์สยาม’ ได้ทุกสตรีมมิ่ง แพลตฟอร์มแล้ววันนี้#ต้นข้าวอาร์สยาม #Rsiammusic #แน่นอกไชโยยกออก #แดนซ์ดีมีไชโย