อินโดนีเซียสั่งเปิดสนามบิน 6 แห่ง หลังภูเขาไฟปะทุจนต้องปิดชั่วคราว

อินโดนีเซียสั่งเปิดสนามบิน 6 แห่ง หลังภูเขาไฟปะทุจนต้องปิดชั่วคราว

8 ก.ย. 2569 05:06 น.

อินโดนีเซียสั่งเปิดสนามบิน 6 แห่ง หลังภูเขาไฟปะทุจนต้องปิดชั่วคราว

อินโดนีเซียเปิดสนามบินแล้ว 6 จาก 8 แห่ง ที่ถูกปิดเพราะการปะทุของภูเขาไฟ อานัก กรากาตัว ซึ่งทำให้เที่ยวบินถูกยกเลิกหลายพันเที่ยว และมีผู้โดยสารติดค้างกว่า 3 แสนคน

ในช่วงเช้าตรู่วันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 กระทรวงคมนาคมอินโดนีเซียประกาศเปิดให้บริการสนามบินนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา ในกรุงจาการ์ตา กับสนามบินอื่นๆ รวม 6 แห่ง หลังต้องสั่งปิดทำการชั่วคราวนานหลายวันจากวิกฤตเถ้าถ่านภูเขาไฟ ส่งผลให้ผู้โดยสารนับแสนคนต้องตกค้าง

ภูเขาไฟ “อานัก กรากาตัว” (Anak Krakatau) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณช่องแคบระหว่างเกาะชวาและสุมาตรา เกิดปะทุขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พ่นลาวาและเถ้าถ่านภูเขาไฟกระจายสู่อากาศ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบิน

ก่อนหน้านี้ ทางการอินโดนีเซียสั่งปิดสนามบินรวม 8 แห่ง ส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินเกือบ 3,000 เที่ยว และมีผู้โดยสารตกค้างสะสมกว่า 340,000 คน โดยในวันจันทร์เพียงวันเดียว สนามบินหลักในจาการ์ตามีเที่ยวบินที่ต้องยกเลิกหรือล่าช้ากว่า 240 เที่ยวบิน กระทบผู้โดยสารราว 30,000 คน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าตรู่วันอังคาร กระทรวงคมนาคมอินโดนีเซียอนุญาตให้สนามบินที่ถูกปิด กลับมาเปิดทำการได้แล้ว 6 แห่ง รวมถึงสนามบินหลักซูการ์โน-ฮัตตา, สนามบินฮาลิม เปอร์ดานากูซูมา (จาการ์ตา) และสนามบินฮุสเซน ซัสตราเนการา (เมืองบันดุง) ส่วนอีก 2 แห่งยังคงปิดทำการ

สายการบินต่างๆ กำลังเร่งระบายผู้โดยสารที่ตกค้างเพื่อส่งไปยังจุดหมายปลายทาง ในขณะที่รัฐบาลเตรียมสนามบินสำรองไว้ 6 แห่งเพื่อรองรับเที่ยวบินที่มีกำหนดลงจอดในจาการ์ตาก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ภูเขาไฟ อานัก กรากาตัว เป็นหนึ่งในภูเขาไฟ 5 แห่งในอินโดนีเซีย ที่อยู่ภายใต้การเตือนภัยระดับ 3 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดอันดับ 2

เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า ไม่มีความเสี่ยงเกิดสึนามิในขณะนี้ ต่างจากเหตุการณ์ปี 2561 ที่ภูเขาไฟ อานัก กรากาตัว ปะทุรุนแรงจนทำให้โครงสร้างด้านข้างของภูเขาไฟพังถล่มลงสู่ทะเล กลายเป็นคลื่นสึนามิซัดเข้าฝั่ง คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 437 ศพ และบาดเจ็บนับพันคน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ตึกถล่มในนิวเดลี ดับแล้วอย่างน้อย 7 ศพ เร่งหาผู้รอดชีวิตใต้ซาก

ตึกถล่มในนิวเดลี ดับแล้วอย่างน้อย 7 ศพ เร่งหาผู้รอดชีวิตใต้ซาก

8 ก.ย. 2569 03:14 น.

ตึกถล่มในนิวเดลี ดับแล้วอย่างน้อย 7 ศพ เร่งหาผู้รอดชีวิตใต้ซาก

เหตุอาคารซึ่งถูกใช้เป็นหอพักนักศึกษาในกรุงนิวเดลีพังถล่ม ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบราย ในขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุอาคารสูง 5 ชั้นพังถล่มในกรุงนิวเดลี เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 7 ศพแล้ว ในวันจันทร์ที่ 7 ก.ย. 2569 นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอีก 12 ราย ในขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังเร่งปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจจะยังติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

อาคารดังกล่าวมีชื่อว่า “โฮสเทล เดซ” (Hostel Daze) ซึ่งเป็นหอพักนักศึกษาในย่านสัตยา นิเกตัน (Satya Niketan) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงนิวเดลี พังถล่มลงมาเมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (6 ก.ย.) ท่ามกลางรายงานว่ามีนักศึกษาหลายสิบชีวิตอยู่ในอาคารขณะเกิดเหตุ

นางเรขา กุปตา มุขมนตรีรัฐเดลีระบุว่า อาคารหลังนี้พังถล่มเนื่องจากมีน้ำท่วมขัง ประกอบกับมีการดัดแปลงขุดเจาะพื้นที่บริเวณชั้นใต้ดินเพื่อเพิ่มพื้นที่หอพัก ซึ่งเมื่อเจอฝนตกหนักสะสมทำให้โครงสร้างอาคารที่มีอายุราว 40-50 ปี เกิดการทรุดตัวและถล่มลงมา

หลังเกิดเหตุ ตำรวจตามจับกุมเจ้าของอาคารดังกล่าวได้แล้ว พร้อมสั่งพักงานเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเทศบาลนครเดลี (MCD) 5 ราย ฐานปล่อยปละละเลย ทั้งยังสั่งอพยพและเตรียมทุบอาคารข้างเคียงทิ้งเพื่อความปลอดภัยด้วย

เจ้าหน้าที่กองกำลังตอบสนองภัยพิบัติแห่งชาติ (NDRF) เร่งใช้อุปกรณ์ตัดเหล็กและขุดเคลียร์ซากอิฐปูนของอาคารเพื่อตามหาผู้รอดชีวิต เนื่องจากวันเกิดเหตุตรงกับวันอาทิตย์ทำให้มีนักศึกษาพักผ่อนอยู่ในห้องเป็นจำนวนมาก และมีผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่าได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากใต้ซากตึกก่อนที่เจ้าหน้าที่มาถึง

ด้านกลุ่มสหภาพนักศึกษาออกมาร้องเรียนแล้วว่า หอพักเอกชนในย่านดังกล่าวมักมีสภาพแออัด ทรุดโทรม ขาดการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย แต่นักศึกษาจำเป็นต้องเช่าอยู่เนื่องจากหอพักของมหาวิทยาลัยมีไม่เพียงพอรองรับนักศึกษา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คิงชาร์ลส์ย้ำชัด เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน จะไม่กลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจ

คิงชาร์ลส์ย้ำชัด เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน จะไม่กลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจ

8 ก.ย. 2569 01:55 น.

คิงชาร์ลส์ย้ำชัด เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน จะไม่กลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจ

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ ทรงยืนยันว่า เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน ที่เพิ่งตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่อังกฤษ จะไม่กลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจในนามของราชวงศ์ และต้องพึ่งพาตนเองทางการเงิน

เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ก.ย. 2569 สำนักพระราชวังอังกฤษส่งจดหมายในนามสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เพื่อชี้แจงสถานะอย่างเป็นทางการของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ หลังทั้งคู่ย้ายจากแคลิฟอร์เนียกลับมาพำนักในสหราชอาณาจักรพร้อมพระโอรสและพระธิดา คือ เจ้าชายอาร์ชีและเจ้าหญิงลิลิเบต

จดหมายจากสมุหราชมนตรีระบุชัดเจนว่า ทั้งเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกนยังคงเป็น “พลเรือนส่วนบุคคล” ไม่สามารถใช้คำนำหน้านาม “His/Her Royal Highness” (HRH) ได้ และไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติพระกรณียกิจในนามของราชวงศ์

นอกจากนั้น ข้อตกลงแซนดริงแฮมปี 2563 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกราชวงศ์ชั้นสูงของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน จะยังคงมีผลบังคับใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะ “กึ่งปฏิบัติหน้าที่กึ่งทำธุรกิจ” และทั้งคู่จะไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีของประชาชนอีกต่อไป ต้องพึ่งพาตนเองทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบ

กิจกรรมหรือภารกิจการกุศลใดๆ ที่ทั้งคู่จะเข้าร่วมหลังจากนี้ (รวมถึงการสนับสนุนการแข่งขัน Invictus Games) ถือเป็นเรื่องส่วนบุคคล และจะไม่ได้รับการรับรองเป็นภารกิจของราชวงศ์ หากหน่วยงานใดมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการต้อนรับหรือการใช้งบประมาณสาธารณะ ให้ติดต่อพระราชวังบักกิงแฮมโดยตรง

ประเด็นการอารักขาความปลอดภัยในสหราชอาณาจักร ยังคงอยู่ในความดูแลของคณะกรรมการ Ravec และสำนักงานตำรวจที่เกี่ยวข้อง เมื่อไม่ได้อยู่ในขอบเขตของพระราชวัง

ทั้งนี้ เจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกน พระชายา เดินทางกลับมาถึงสหราชอาณาจักรแล้วในวันอังคารที่ 26 ส.ค.โดยเชื่อกันว่า ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ พร้อมด้วยพระโอรสและพระธิดา คือ เจ้าชายอาร์ชีกับเจ้าหญิงลิลิเบต นั่งเครื่องบินส่วนพระองค์จากรัฐแคลิฟอร์เนียมายังเมืองเบอร์มิงแฮม ของอังกฤษ

การเดินทางกลับอังกฤษของเจ้าชายแฮร์รี่กับครอบครัวในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านั้น สื่อในอังกฤษประโคมข่าวว่า พระองค์กับเมแกนจะพาครอบครัวย้ายกลับมาพำนักในสหราชอาณาจักรในเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะไม่กลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจอย่างเป็นทางการ แต่จะอาศัยอยู่ในอังกฤษในฐานะเชื้อพระวงศ์ที่ไม่ได้ทำงานให้ราชวงศ์

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุให้เจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกนย้ายกลับมาอยู่อังกฤษ หลังจากแตกหักกับราชวงศ์วินเซอร์เมื่อปี 2563 โดยสำนักข่าว บีบีซี ระบุว่า พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงได้รับแจ้งเรื่องการย้ายกลับครั้งนี้เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ล่าสุดเริ่มมีเจ้าชายแฮร์รี่ปรากฏตัวครั้งแรกที่สตูดิโอรายการทีวีและพอดแคสต์ในลอนดอนแล้ว ขณะที่มีรายงานว่าพระโอรสและพระธิดาจะเข้าโรงเรียนในอังกฤษ และเมแกนอาจพิจารณากลับมารับงานแสดงอีกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซีย-เกาหลีเหนือ จัดพิธีเปิดสะพานรถวิ่ง เชื่อมชายแดน 2 ประเทศ

รัสเซีย-เกาหลีเหนือ จัดพิธีเปิดสะพานรถวิ่ง เชื่อมชายแดน 2 ประเทศ

8 ก.ย. 2569 00:00 น.

รัสเซีย-เกาหลีเหนือ จัดพิธีเปิดสะพานรถวิ่ง เชื่อมชายแดน 2 ประเทศ

ทางการรัสเซียกับเกาหลีเหนือจัดพิธีเปิดสะพานรถวิ่งสายแรก ที่เชื่อมระหว่างชายแดนแคบๆ ของทั้งสองประเทศ โดยระบุว่า สะพานนี้จะเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ก.ย. 2569 ทางการรัสเซียและเกาหลีเหนือจัดพิธีเปิดสะพานรถยนต์บริเวณชายแดนร่วมอันคับแคบของทั้งสองประเทศเป็นครั้งแรก สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างรัฐบาลเครมลินกับเปียงยาง ซึ่งถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร ท่ามกลางสงครามยูเครนที่ยังคงดำเนินอยู่

ปัจจุบันรัสเซียและเกาหลีเหนือมีการเชื่อมต่อผ่านเส้นทางรถไฟและทางอากาศอยู่แล้ว แต่นี่นับเป็นครั้งแรกที่มีสะพานรถวิ่งเชื่อมต่อกันทางบก

รัฐบาลรัสเซียระบุว่า สะพานแห่งใหม่ซึ่งข้ามแม่น้ำตูเมน (Tumen) ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ “การเติบโตของการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น โดยสามารถรองรับยานพาหนะสัญจรได้สูงสุดถึง 300 คันต่อวัน”

“การเปิดเส้นทางรถยนต์สายแรกนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศพันธมิตรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นายกรัฐมนตรีมิคาอิล มิชุสติน แห่งรัสเซีย กล่าวผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในพิธีเปิดสะพาน

วิดีโอที่เผยแพร่โดยรัฐบาลรัสเซียแสดงให้เห็นภาพรถบรรทุกจากทั้งสองฝั่งกำลังขับข้ามสะพาน โดยมีประชาชนยืนเรียงรายตามริมถนนร่วมปรบมือแสดงความยินดี

ทั้งนี้ รัสเซียและเกาหลีเหนือได้ยกระดับความสัมพันธ์ทางการทหารและเศรษฐกิจอย่างมากนับตั้งแต่มอสโกเปิดฉากบุกยูเครน

เกาหลีเหนือได้ส่งกองกำลังทหารหลายพันนายไปยังรัสเซียในปี 2567 เพื่อช่วยต้านทานการบุกรุกของยูเครนในแคว้นคูร์สค์ (Kursk) ขณะที่รัฐบาลเคียฟกล่าวหารัสเซียว่าใช้ขีปนาวุธของเกาหลีเหนือในการโจมตีทางอากาศยามค่ำคืนมาตลอด

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังได้ลงนามในสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกันในปี 2567 ซึ่งกำหนดให้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันหากประเทศใดประเทศหนึ่งถูกโจมตี

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่โดดเดี่ยวและปกครองด้วยระบอบกดขี่มากที่สุดในโลก ยังคงสั่งห้ามพลเมืองส่วนใหญ่ออกนอกประเทศ และเฝ้าระวังผู้เดินทางเข้าประเทศอย่างเข้มงวด แม้ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่เดินทางไปยังเกาหลีเหนือจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนกระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดเงิน 3.6 แสนล้านหยวน เข้าธนาคาร-บ.ประกัน

จีนกระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดเงิน 3.6 แสนล้านหยวน เข้าธนาคาร-บ.ประกัน

7 ก.ย. 2569 23:15 น.

จีนกระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดเงิน 3.6 แสนล้านหยวน เข้าธนาคาร-บ.ประกัน

จีนเตรียมอัดฉีดเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่ธนาคารและบริษัทประกันภัยของรัฐบาลรวม 8 แห่ง เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบการเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว

สำนักข่าวซินหัวของรัฐบาลจีนรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (6 ก.ย.) ว่า กระทรวงการคลังของจีนเตรียมอัดฉีดเงินจำนวน 3.6 แสนล้านหยวน (ราว 1.76 ล้านล้านบาท) เข้าสู่ธนาคารและบริษัทประกันภัยของรัฐบาลรวม 8 แห่ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว

รายงานระบุว่า ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ “จะช่วยยกระดับความสามารถในการดำเนินงานอย่างมีเสถียรภาพ, ศักยภาพในการรับมือกับความเสี่ยง ตลอดจนความสามารถในการสนับสนุนภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Economy) ให้ดียิ่งขึ้น”

นี่เป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลปักกิ่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ท่ามกลางมรสุมปัญหารอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางการค้ากับชาติตะวันตก ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

แพ็กเกจเงินทุนดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างสถานะทางการเงินของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ 3 แห่ง และบริษัทประกันภัยอีก 5 แห่ง ซึ่งรวมถึงธนาคาร Industrial and Commercial Bank of China (ICBC), ธนาคาร Agricultural Bank of China และบริษัทประกันภัย China Export & Credit Insurance Corporation

ด้านสำนักข่าวโกลบอลไทมส์ของรัฐบาลจีนระบุว่า มาตรการนี้ “จะช่วยให้ธนาคารและสถาบันการเงินมีทรัพยากรมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง พร้อมทั้งเสริมศักยภาพในการต้านทานแรงกระแทกจากภายนอก ในช่วงเวลาที่การเงินโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน”

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เชื่อมาโดยตลอดว่าเสถียรภาพทางการเงินเป็นหัวใจสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติของจีน

การประกาศมาตรการในช่วงสุดสัปดาห์นี้เกิดขึ้นขณะที่รัฐบาลปักกิ่งกำลังมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับความท้าทายหลายประการ เช่น กำลังแรงงานที่ลดลง วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อมานานหลายปี รวมถึงการแข่งขันทางการค้าและเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ ที่ยังคงดำเนินอยู่

การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงระหว่างต้นเดือนเมษายนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ซบเซาและผลกระทบของสงครามอิหร่านที่มีต่อราคาน้ำมัน ได้บดบังตัวเลขการส่งออกที่เคยแข็งแกร่งของประเทศ

ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อย่างเป็นทางการซึ่งเปิดเผยในเดือนกรกฎาคมชี้ว่า เศรษฐกิจจีนในไตรมาสที่สองขยายตัวเพียง 4.3% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายรายปีของรัฐบาลปักกิ่ง และชะลอตัวลงจากระดับ 5% ในไตรมาสแรก

ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม รัฐบาลปักกิ่งได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจลงมาอยู่ที่ช่วง 4.5%-5% ซึ่งเป็นเป้าหมายการขยายตัวที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2534 โดยนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเปิดทางให้รัฐบาลปักกิ่งยอมรับถึงสภาวะความอ่อนแอทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ก่อนหน้านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลโจมตีหมู่บ้านในเลบานอน ดับอย่างน้อย 12 ศพ

อิสราเอลโจมตีหมู่บ้านในเลบานอน ดับอย่างน้อย 12 ศพ

7 ก.ย. 2569 22:08 น.

อิสราเอลโจมตีหมู่บ้านในเลบานอน ดับอย่างน้อย 12 ศพ

อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่หมู่บ้านทางตอนใต้ของเลบานอน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 12 ศพ อ้างโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เพื่อตอบโต้การโจมตีทหารอิสราเอล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่พื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนระลอกใหม่ในวันจันทร์ที่ 7 ก.ย. 2569 โดยกระสุนตกใส่หมู่บ้าน คฟาร์ รุมมาน (Kfar Roummane) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่สุ่มเสี่ยงทำให้ข้อตกลงหยุดยิงพังทลาย

การโจมตีระลอกแรกทำลายอาคารที่พักอาศัย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 11 ศพ รวมเด็ก 2 ราย และหญิง 4 ราย โดยมีผู้บาดเจ็บอีก 8 คน การโจมตีระลอก 2 โดนยานพาหนะของทีมกู้ชีพ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ชีพเสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 2 นาย

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) อ้างว่าการโจมตีดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อตอบโต้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ที่ส่งโดรนโจมตีทหารอิสราเอล โดยมุ่งเป้าหมายไปที่โครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้กับสมาชิกของพวกเขา ที่กำลังขนส่งอาวุธ พร้อมระบุว่ากำลังตรวจสอบรายงานเรื่องการเสียชีวิตของพลเรือน

ด้านประธานาธิบดี โจเซฟ อาอูน แห่งเลบานอน ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อการโจมตีดังกล่าว โดยเตือนว่า การยกระดับความรุนแรงกำลังทำให้ข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนมิถุนายนตกอยู่ในอันตราย และเรียกร้องให้ประชาคมโลกกดดันอิสราเอลให้หยุดการโจมตี

ส่วนกระทรวงสาธารณสุขเลบานอนประณามว่า การสังหารเด็กและบุคลากรทางการแพทย์เป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฟิลิปปินส์สั่งฟ้อง “ลูกพี่ลูกน้อง” ปธน.มาร์กอส คดีโกงงบป้องกันน้ำท่วม 3.8 พันล้าน

ฟิลิปปินส์สั่งฟ้อง "ลูกพี่ลูกน้อง" ปธน.มาร์กอส คดีโกงงบป้องกันน้ำท่วม 3.8 พันล้าน

7 ก.ย. 2569 15:55 น.

ฟิลิปปินส์สั่งฟ้อง “ลูกพี่ลูกน้อง” ปธน.มาร์กอส คดีโกงงบป้องกันน้ำท่วม 3.8 พันล้าน

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินฟิลิปปินส์ยื่นฟ้องคดีทุจริตต่อ “มาร์ติน โรมัลเดซ” อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และลูกพี่ลูกน้องของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ พร้อมผู้เกี่ยวข้อง กรณีถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการรับเงินสินบน การจัดสรรงบประมาณผิดปกติ และการยักยอกเงินรัฐบาลรวมมูลค่า 7.4 พันล้านเปโซ หรือราว 3,880 ล้านบาท จากโครงการป้องกันน้ำท่วมที่ไม่เคยมีการก่อสร้างจริง

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินฟิลิปปินส์ยื่นฟ้องคดีอาญาข้อหา ร่ำรวยผิดปกติจากการทุจริตในวงกว้าง ต่อนายมาร์ติน โรมัลเดซ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์  จากกรณีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตโครงการควบคุมน้ำท่วมของรัฐบาล

นายเยซุส คริสปิน เรมุลลา ผู้ตรวจการแผ่นดินฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า คดีที่ยื่นต่อศาลต่อต้านการทุจริตแซนดิแกนบายัน เกี่ยวข้องกับเงินสินบน การสอดแทรกงบประมาณอย่างผิดปกติ และการจัดสรรโครงการ รวมมูลค่าประมาณ 7,400 ล้านเปโซ หรือราว หรือราว 3,884 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในคำร้องเพิ่มเติมของคณะสอบสวน มีการกล่าวหาว่าโรมัลเดซสะสมและครอบครองทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบรวม 56,000 ล้านเปโซ ในช่วงปี 2022-2025 โดยข้อกล่าวหาดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล และโรมัลเดซปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่ได้กระทำผิด

คดีดังกล่าวมีโรมัลเดซ รวมถึงอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เอลิซัลดี “ซัลดี” โค และบุคคลอื่นเป็นผู้ถูกกล่าวหา โดยทั้งหมดถูกกล่าวหาว่าร่วมกันสะสมความมั่งคั่งโดยมิชอบผ่านเงินงบประมาณของรัฐบาล

เรมุลลากล่าวว่า ทางการไม่ได้เลือกปฏิบัติหรือหลีกเลี่ยงการดำเนินคดีกับบุคคลใด โดยทุกข้อกล่าวหาอยู่บนพื้นฐานของพยานหลักฐาน พร้อมย้ำว่า คดีนี้แสดงให้เห็นว่าไม่มีบุคคลใดอยู่เหนือการตรวจสอบ

ข้อหาดังกล่าวถือเป็นความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับการทุจริตในวงกว้าง มีโทษจำคุกตลอดชีวิต และเป็นความผิดที่ไม่สามารถประกันตัวได้ตามกฎหมายฟิลิปปินส์

คดีถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของแผนกที่ 3 ของศาลแซนดิแกนบายัน ซึ่งมีผู้พิพากษาสมทบ คาร์ล มิแรนดา เป็นประธาน โดยศาลจะพิจารณาว่ามีมูลเหตุอันควรเชื่อเพียงพอที่จะออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินระบุว่า จะมีการดำเนินคดีเพิ่มเติมต่อโรมัลเดซและผู้เกี่ยวข้อง โดยอาจมีทั้งคดีทุจริตในลักษณะเดียวกันและคดีฟอกเงิน

คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนขนาดใหญ่เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “โครงการผี” หรือโครงการที่ไม่มีการก่อสร้างจริง แต่มีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้ว โดยประธานาธิบดีมาร์กอสเคยนำประเด็นดังกล่าวขึ้นมาเปิดเผยต่อสาธารณชนเมื่อกว่า 1 ปีก่อน หลังพบข้อสงสัยว่าโครงการเหล่านี้อาจสร้างความเสียหายแก่ผู้เสียภาษีเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

ตลอดช่วงที่ผ่านมา เจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง เจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง รวมถึงอดีตและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคน ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเงินจากโครงการดังกล่าวไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว

ก่อนหน้านี้ โรมัลเดซลาออกจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว หลังชื่อของเขาปรากฏในกระบวนการสอบสวนที่ขยายวงกว้างขึ้น โดยเขาระบุว่า การลาออกจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถสอบสวนได้โดยปราศจากอิทธิพลที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม เขายังคงดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ด้าน อาเด ฟาฮาร์โด ทนายความของโรมัลเดซ ระบุว่า ลูกความของเขาจะต่อสู้กับข้อกล่าวหาตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมเรียกร้องให้ได้รับสิทธิในกระบวนการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมเช่นเดียวกับชาวฟิลิปปินส์ทุกคน โดยย้ำว่า ความจริง พยานหลักฐาน และกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมควรเป็นสิ่งที่มีน้ำหนักสูงสุดในคดีนี้

ด้านทำเนียบประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ระบุว่า ประธานาธิบดีมาร์กอสเคารพกระบวนการยุติธรรม และเห็นว่าผู้ที่ต้องรับผิดควรได้รับการดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นญาติ เพื่อน พันธมิตรทางการเมือง หรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองก็ตาม

ก่อนหน้านี้ ฝ่ายกฎหมายของโรมัลเดซตั้งข้อสงสัยถึงความน่าเชื่อถือของพยานบางราย หลังมีผู้กล่าวหาหลายคนถอนคำให้การ โดยเฉพาะออร์ลี กูเตซา และอดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโค ซึ่งเคยกล่าวหาว่ามีการส่งมอบเงินจำนวนมากให้โรมัลเดซ

อย่างไรก็ตาม สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินยืนยันว่า การถอนคำให้การไม่ได้ทำให้คำให้การเดิมหมดความหมาย และทั้งคำให้การก่อนหน้าและคำให้การที่ถอนภายหลังจะถูกนำมาเปรียบเทียบและประเมินร่วมกับหลักฐานอื่นในคดี

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินยังระบุว่า มีพยานที่พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรมัลเดซถึง 42 คน รวมถึงพยานใหม่ 28 คน และอดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโคอีก 14 คน โดยอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการ มานูเอล โบโนอัน เป็นหนึ่งในบุคคลที่อาจถูกเรียกมาให้ข้อมูลในคดีหลัก

ขณะที่พรรค Lakas-CMD ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของโรมัลเดซ เรียกร้องให้ดำเนินการสอบสวนด้วยความเป็นกลางและเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ พร้อมระบุว่า โรมัลเดซพร้อมเผชิญข้อกล่าวหาและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองในชั้นศาล

คดีดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในคดีทุจริตครั้งใหญ่ที่กำลังสั่นคลอนการเมืองฟิลิปปินส์ โดยปัญหาการทุจริตถือเป็นประเด็นเรื้อรังของประเทศ และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ซ้ำเติมปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศที่มีประชากรราว 112 ล้านคน.

ที่มา ABS-CBN News / AFP

หิมะถล่มรัสเซีย ยอดเสียชีวิตพุ่ง 11 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 6 รายในหุบเขาเบเซนกี

หิมะถล่มรัสเซีย ยอดเสียชีวิตพุ่ง 11 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 6 รายในหุบเขาเบเซนกี

7 ก.ย. 2569 15:31 น.

หิมะถล่มรัสเซีย ยอดเสียชีวิตพุ่ง 11 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 6 รายในหุบเขาเบเซนกี

กระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินของรัสเซีย เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุหิมะถล่มบนภูเขามีชีร์กี ในหุบเขาเบเซนกี แคว้นคาบาร์ดิโน-บัลคาเรีย ทางตอนใต้ของรัสเซีย เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 11 ราย ขณะที่ยังมีนักปีนเขาอีก 6 คนสูญหาย และอยู่ระหว่างการค้นหา

เจ้าหน้าที่ระบุว่า นักปีนเขา 10 คนสามารถเดินลงจากพื้นที่เกิดเหตุได้ด้วยตนเอง ส่วนอีก 6 คนได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา ขณะที่ผู้เสียชีวิต 11 คนได้รับบาดเจ็บรุนแรงจนไม่สามารถช่วยชีวิตได้

กลุ่มนักปีนเขาดังกล่าวมีสมาชิกทั้งหมด 33 คน โดยช่วงเวลาที่เกิดเหตุ มีนักปีนเขา 15 คนกำลังเดินทางตามเส้นทางบนภูเขา ก่อนถูกหิมะถล่มลงมาจากภูเขามีชีร์กี เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 6 กันยายน เบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิต 2 ราย ก่อนที่ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและค้นหาผู้ประสบเหตุ

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จากหน่วยค้นหาและกู้ภัยภูเขาสูงเอลบรุสของกระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินรัสเซีย รวมถึงหน่วยปฏิบัติการของสำนักงานกระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินประจำแคว้นคาบาร์ดิโน-บัลคาเรีย ถูกส่งเข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการค้นหาและช่วยเหลือ

ปฏิบัติการค้นหาเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน รวมถึงยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดหิมะถล่มซ้ำ โดยทางการได้เสริมกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยเป็นประมาณ 56 คน เพื่อเร่งค้นหานักปีนเขาที่ยังสูญหาย

ทางกระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินระบุว่า หากสภาพอากาศเอื้ออำนวย จะส่งเฮลิคอปเตอร์ Mi-8 และเฮลิคอปเตอร์เชิงพาณิชย์เข้าร่วมภารกิจทางอากาศ เพื่อสนับสนุนการค้นหาผู้สูญหาย

คาซเบก โคคอฟ ผู้นำแคว้นคาบาร์ดิโน-บัลคาเรีย เปิดเผยว่า ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไปบริเวณตอนบนของหุบเขาเบเซนกี พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขอให้ผู้ได้รับบาดเจ็บฟื้นตัวโดยเร็ว

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการสอบสวนของรัสเซียได้เปิดการสอบสวนคดีอาญาในข้อหาประมาทเลินเล่อ เพื่อหาสาเหตุและตรวจสอบว่ามีการละเลยมาตรการด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่ ขณะที่สำนักงานอัยการแคว้นคาบาร์ดิโน-บัลคาเรียเข้าควบคุมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสาเหตุของการเสียชีวิตของนักปีนเขา

เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าค้นหานักปีนเขาทั้ง 6 คนที่สูญหาย โดยยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับชะตากรรมของพวกเขา.

ที่มา Interfax / vedomosti.ru

สภาสิงคโปร์เตรียมถก “เงินเดือนรัฐมนตรี” ท่ามกลางการจับตาค่าตอบแทนสูงสุดในโลก

สภาสิงคโปร์เตรียมถก "เงินเดือนรัฐมนตรี" ท่ามกลางการจับตาค่าตอบแทนสูงสุดในโลก

7 ก.ย. 2569 15:17 น.

สภาสิงคโปร์เตรียมถก “เงินเดือนรัฐมนตรี” ท่ามกลางการจับตาค่าตอบแทนสูงสุดในโลก

รัฐมนตรีระดับสูงของสิงคโปร์เตรียมชี้แจงต่อรัฐสภาในวันที่ 8 ก.ย. เกี่ยวกับข้อเสนอของคณะกรรมการทบทวนเงินเดือนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประเด็นนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนในสิงคโปร์ ซึ่งจ่ายค่าตอบแทนให้ผู้นำทางการเมืองสูงที่สุดในโลก เพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถและลดแรงจูงใจในการทุจริต โดยรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งครั้งแรก จะได้รับรายได้ปีละ 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 28.5 ล้านบาท ส่วนนายกรัฐมนตรี รับรายได้ปีละ 2.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 57.1 ล้านบาท  

รัฐสภาสิงคโปร์เตรียมพิจารณาข้อเสนอเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างและระดับเงินเดือนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงรัฐมนตรี ในการประชุมสภาสัปดาห์นี้ โดยนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง และชาน ชุน สิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการสาธารณะ จะชี้แจงจุดยืนของรัฐบาลต่อข้อเสนอของคณะกรรมการทบทวนเงินเดือนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในวันที่ 8 กันยายน ก่อนที่สมาชิกรัฐสภาจะอภิปรายในวันที่ 10 กันยายน

ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศที่จ่ายค่าตอบแทนให้ผู้นำทางการเมืองในระดับสูงที่สุดในโลก ปัจจุบันรัฐมนตรีระดับเริ่มต้นได้รับเงินเดือนตามเกณฑ์ประมาณ 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี หรือราว 28.5 ล้านบาท ซึ่งรวมโบนัสแล้ว ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้รับประมาณ 2.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี หรือราว 57.1 ล้านบาท

เงินเดือนดังกล่าวไม่ได้มีการปรับมาตั้งแต่ปี 2012 หลังรัฐบาลในขณะนั้นยอมรับข้อเสนอของคณะกรรมการทบทวนให้ลดค่าตอบแทนของรัฐมนตรีระดับเริ่มต้นลงมากกว่าหนึ่งในสาม หรือประมาณ 36% เพื่อบรรเทาความไม่พอใจของประชาชนต่อระดับเงินเดือนที่สูงมาก

การทบทวนครั้งล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไป โดยรายได้มัธยฐานของชาวสิงคโปร์อยู่ที่ 5,775 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน (ราว 149,875 บาท) ในปี 2025 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเป็น 2% ในเดือนกรกฎาคม และธนาคารกลางสิงคโปร์คาดว่าแรงกดดันด้านราคาจะยังอยู่ในระดับสูงจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027

รัฐบาลสิงคโปร์เคยทบทวนโครงสร้างเงินเดือนอีกครั้งในปี 2017-2018 แต่ตัดสินใจไม่รับข้อเสนอให้ปรับขึ้น โดยให้เหตุผลว่าโครงสร้างค่าตอบแทนเดิมยังมีความเหมาะสม และเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้นยังมีความไม่แน่นอน

เดิมการทบทวนครั้งต่อไปมีกำหนดในปี 2023 แต่ถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากรัฐบาลต้องรับมือกับความไม่แน่นอนหลายด้าน ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและยูเครน ตลอดจนความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ต่อมาในเดือนพฤษภาคม รัฐบาลระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ได้เพิ่มความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจของสิงคโปร์มีความคลุมเครือมากขึ้น

คณะกรรมการทบทวนชุดปัจจุบันมี แกน เซียว คี ประธานบริษัท Singapore LNG Corporation และสมาชิกสำรองของสภาที่ปรึกษาประธานาธิบดี เป็นประธาน โดยได้รับมอบหมายให้พิจารณาว่าระดับเงินเดือนในปัจจุบันยังเหมาะสมหรือไม่ และเสนอการปรับปรุงกรอบค่าตอบแทน หากจำเป็น เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

ระบบค่าตอบแทนของสิงคโปร์ใช้รายได้ของชาวสิงคโปร์ที่มีรายได้สูงสุด 1,000 คน เป็นหนึ่งในเกณฑ์มาตรฐาน โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่าคุณสมบัติและความสามารถของบุคคลกลุ่มนี้สะท้อนระดับบุคลากรที่ประเทศต้องการสำหรับการบริหารประเทศที่มีประสิทธิภาพ

กลุ่มรายได้สูงสุดดังกล่าวประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูง เช่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ตลอดจนผู้ที่ทำงานในภาคบริการทางการเงิน และผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น ทนายความ แพทย์ และนักบัญชี

อย่างไรก็ตาม เงินเดือนรัฐมนตรีไม่ได้เทียบเท่ากับรายได้ของกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุดโดยตรง แต่มีการ หักส่วนลด 40% จากค่ามัธยฐานของรายได้กลุ่มดังกล่าว เพื่อสะท้อนหลักการและจิตวิญญาณของการทำงานรับใช้สาธารณะ

ค่าตอบแทนของรัฐมนตรีประกอบด้วยเงินเดือนประจำและส่วนที่เป็นค่าตอบแทนผันแปร โดยเงินเดือนประจำรวมเงินเดือนรายเดือนและโบนัสเดือนที่ 13 ส่วนค่าตอบแทนผันแปรประกอบด้วยโบนัสตามผลงาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนด โบนัสประจำปีที่เชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของประเทศ และ “โบนัสแห่งชาติ”

โบนัสแห่งชาติจะกำหนดไว้ที่ระดับเทียบเท่าเงินเดือน 3 เดือน หากรัฐบาลบรรลุเป้าหมายด้านเศรษฐกิจและสังคม 4 ตัวชี้วัด ได้แก่ การเติบโตของรายได้มัธยฐานที่แท้จริง การเติบโตของรายได้ของประชาชนกลุ่มล่างสุด 20% อัตราการว่างงาน และการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ที่แท้จริง

รัฐบาลสิงคโปร์ให้เหตุผลมาโดยตลอดว่า การจ่ายค่าตอบแทนในระดับสูงมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถจากภาคเอกชนเข้าสู่การเมือง และลดแรงจูงใจในการทุจริต โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คดีทุจริตของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในสิงคโปร์เกิดขึ้นไม่บ่อย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในหมู่ประชาชน เนื่องจากช่องว่างระหว่างรายได้ของผู้นำทางการเมืองกับรายได้ของประชาชนทั่วไปมีขนาดค่อนข้างมาก ข้อมูลจาก PoliticalSalaries.com ระบุว่า สิงคโปร์มีผู้นำทางการเมืองที่ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุดในโลก โดยผู้บริหารประเทศระดับสูงของฮ่องกงอยู่ในอันดับสอง ตามด้วยประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้รับค่าตอบแทนประมาณ 230,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้รับ 400,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี.

ที่มา The Straits Times / Reuters

ชวน ประณามกลางสภาฯ ซัดหน่วยงานรัฐมักง่าย ตัดแต่งกิ่งไม้ริมถนนทางหลวง ตัดกุดหัวเหลือแต่ต้นเตี้ย เหมือนตัดแบบประหารชีวิต

8 กันยายน 2569 เวลา 15:35 น.

8 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระ 2 แปรญัตติในส่วนงบประมาณของกระทรวงคมนาคม ตอนหนึ่ง พร้อมใช้รูปภาพถ่ายต้นไม้ริมทางหลวงที่ถูกตัด จนเหลือแต่ต้นกุด ไร้กิ่งก้าน ว่า คำแปรญัตติของตนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างในกระทรวงคมนาคม แต่ขอทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้กับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า สมบัติของชาติ ที่เกิด แก่ เจ็บ ตายเช่นกัน แต่เขาไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งจึงไม่มีปากมีเสียง ภาพที่แสดงในจอเป็นต้นไม้ริมทางหลวงทั่วประเทศไทยที่เป็นปรากฏการณ์ ของการตัดทอนทำลายจนเสียหาย นี่ไม่ใช่การตัดแต่งต้นไม้เพื่อบำรุงรักษา แต่มันเหมือนเป็นการประหารชีวิต ประเทศไทยอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตรกำลังเผชิญภาวะโลกร้อน ต้นไม้ใหญ่จึงมีความสำคัญยิ่งในการช่วยคายออกซิเจน ช่วยสร้างภูมิทัศน์ และช่วยลดฝุ่น PM 2.5 แต่หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ กลับมอง่า ต้นไม้เป็นภาระในการบำรุงรักษา และกลัวต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดอุบัติเหตุ จึงแก้ปัญหาง่ายๆด้วยการตัดแบบหัวกุด หรือโค่นทิ้งลำต้น เพื่อหนีภาระ ทั้งนี้ ตนเคยทำหนังสือหารือไปทางรัฐบาลตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีการดำเนินการใดและเมื่อมาตรวจสอบงบประมาณของกระทรวงคมนาคมที่ได้กว่า 1.6 แสนล้านบาท แม้จะมีการตัดลดงบฯ ลงไป 626 ล้านบาท แต่ก็ไม่ได้มีการจัดสรรงบเพิ่มให้กับการดูแลต้นไม้ริมทางหลวงทั่วประเทศเลย

“ผมเข้าใจดีว่า แขวงทางหลวง ทางหลวงชนบท หรือชลประทาน ไม่มีงบประมาณในส่วนนี้ บางแห่งจึงปล่อยให้ชาวบ้านมาตัดฟันไม้ไปใช้เอง จนต้นไม้ไม่เหลือกิ่งก้านสาขา ทั้งนี้ ผมขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่ จ.ตรัง ซึ่งมีการแก้ปัญหาโดยให้องค์กรและร้านค้าเอกชนเข้ามาช่วยดูแลรับผิดชอบต้นไม้เกาะกลางถนน เช่น บ.โตโยต้า ,บ.ฮอนด้า และโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ พร้อมกับมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อดูแลต้นไม้ โดยผมประเดิมมอบเงินให้ 100,000 บาท จนปัจจุบันมีเงินสมทบเกือบ 500,000 บาท ที่ช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้มาก แต่ยังไม่ทั่วถึง ผมจึงขอเสนอให้จัดสรรงบประมาณสำหรับการบำรุงรักษาและอนุรักษ์ต้นไม้ทั่วประเทศอย่างถูกต้องตามหลักรุกขกรรม ให้กับหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวง,กรมทางหลวงชนบท,กรมชลประทาน และส่วนท้องถิ่น ที่สำคัญต้องกำชับไม่ให้ใช้วิธีตัดกิ่งก้านแบบกุดหัว ตัดทำลายที่ทำกันอยู่ แต่ให้ใช้เจ้าหน้าที่รุกขกร คนที่มีความรู้เรื่องต้นไม้เข้ามาดูแล เพราะต้นไม้เหล่านี้ช่วยลดภัยพิบัติถือเป็นสมบัติของชาติที่มีคุณค่าเกินกว่าจะประเมินมูลค่าของเขาได้” นายชวน กล่าว