วีระยุทธ รอดูท่าทีศาลฎีกา อุบตอบปมนั่ง หน. พรรคประชาชน

วีระยุทธ รอดูท่าทีศาลฎีกา อุบตอบปมนั่ง หน. พรรคประชาชน

วีระยุทธ รอดูท่าทีศาลฎีกา อุบตอบปมนั่ง หน. พรรคประชาชน

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.49 น.

วันที่ 10 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 08.40 น. ที่อาคารรัฐสภา นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นเอกสารร้องต่อศาลฎีกากรณี 44 สส.พรรคก้าวไกล เข้าชื่อแก้ไขมาตรา 112 เข้าข่ายผิดจริยธรรมร้ายแรง ซึ่งในจำนวนนี้มี 10 คนที่เป็น สส.พรรคประชาชน ตรงนี้ได้เตรียมกำหนดวันประชุมใหญ่สามัญเพื่อรองรับเหตุการณ์หรือยัง ว่า การประชุมใหญ่พรรคประชาชนเป็นวาระตามปกติในช่วงเดือนเม.ย. ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ส่วนการจะปรับโครงสร้างหรือไม่นั้นขอรอดูท่าที ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

เมื่อถามว่า นายวีระยุทธ มีโอกาสได้นั่งเป็นหัวหน้าพรรคประชาชนคนต่อไปหรือไม่ นายวีระยุทธ กล่าวว่า เดี๋ยวว่ากันไปทีละขั้น ตอนนี้ขอชวนให้ทุกคนฟังการอภิปราย โดยเฉพาะนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ที่อภิปรายเรื่องสแกมเมอร์ และตามต่อด้วยเรื่องเศรษฐกิจและสังคมที่จะอภิปรายวันนี้ด้วยเช่นเดียวกั

วีระยุทธ

ยศชนัน เข้ากระทรวง อว. วันแรก ไหว้ศาลพระภูมิ-ราชานุสาวรีย์ ร.4 จุลพันธ์ นำสส.เพื่อไทยร่วมยินดี

ยศชนัน เข้ากระทรวง อว. วันแรก ไหว้ศาลพระภูมิ-ราชานุสาวรีย์ ร.4  จุลพันธ์ นำสส.เพื่อไทยร่วมยินดี

ยศชนัน เข้ากระทรวง อว. วันแรก ไหว้ศาลพระภูมิ-ราชานุสาวรีย์ ร.4 จุลพันธ์ นำสส.เพื่อไทยร่วมยินดี

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.46 น.

“ยศชนัน” เข้ากระทรวง อว. วันแรก ไหว้ศาลพระภูมิ-ราชานุสาวรีย์ ร.4  ”จุลพันธ์“นำสส.เพื่อไทยร่วมยินดี ย้ำ แรงงานพร้อมเชื่อม อว. ดัน “เรียนได้ งบ จบได้ งาน” บูรณาการไร้ตะเข็บ

วันที่ 10 เมษายน 2569  เวลา 07.50 น. ที่กระทรวง อว. ถนนโยธี  ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ ก่อนเข้าปฏิบัติงาน ณ ห้องทำงานรัฐมนตรี (อาคารโยธี) มีคณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด รอให้การต้อนรับ

ศ.ดร.ยศชนัน สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง อว. ประกอบด้วย ศาลพระภูมิ กระทรวง อว. (ถนน โยธี) พระราชานุสาวรีย์ ร.4 และ ศาลพระภูมิ กระทรวง อว. (ถนนศรีอยุธยา)  จากนั้น ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงร่วมแสดงความยินดี  นายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย สส.พรรคเพื่อไทย ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสเข้าปฏิบัติงานวันแรกที่กระทรวง อว. ด้วย

นายจุลพันธุ์ กล่าวว่า อาจารย์เชน ในฐานะที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ซึ่งก็เป็นหัวใจของพรรคเพื่อไทย วันนี้ ตนในฐานะหัวหน้าพรรค รวมถึง สส. อีกหลายท่าน มาร่วมให้กำลังใจก่อนที่จะเข้าไปทำงานที่สภา ซึ่งมีการแถลงนโยบายอยู่ เราก็ต้องเดินทางเข้าสภาโดยด่วน

นายจุลพันธุ์ ยังได้กล่าวถึงความเชื่อมโยงกระทรวงแรงงานกับกระทรวง อว. ว่า ตั้งแต่ตอนเลือกตั้ง อาจารย์เชนได้พูดถึงคำว่า Synergistic Government คือการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเนื้อเดียวระหว่างกระทรวง วันนี้กระทรวง อว. เป็นหัวใจสำคัญสำหรับประเทศอยู่แล้ว ในการที่จะเชื่อมโยงเรื่องของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาทุนมนุษย์ เป็นหัวใจในการเชื่อมโยง

ในส่วนของกระทรวงแรงงาน เราก็มีแผนที่จะทำงานร่วมกับหลาย ๆ กระทรวงที่มีการพูดคุยไปแล้ว ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการเตรียมที่จะพัฒนาทุนมนุษย์ เพราะกระทรวงแรงงานมีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งเราจะทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรในการพัฒนาเกษตรกรให้กลายเป็น Smart Farm

ในส่วนของ อว. ก็มีการพูดคุยกันมาแล้วว่าจะมีการทำงานร่วมกัน เรื่องของ “เรียนได้ งบ จบได้ งาน” เป็นนโยบายหลักนโยบายหนึ่ง และเราจะผลักดันให้เดินหน้า โดยการเข้ามาพัฒนาทุนมนุษย์ในลักษณะที่เป็นไปตามความต้องการของตลาด โดยเฉพาะในเรื่องของ AI, Robotic เรื่องของ Data Center ต่าง ๆ ที่ความต้องการมีสูงมาก วันนี้เราต้องพัฒนาคนไทยให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งการทำงานร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญ เราจะประสานงาน บูรณาการกันอย่างไร้ตะเข็บ เพื่อการทำงานให้กับพี่น้องประชาชนจะได้ประสบผลสำเร็จ

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน มอบนโยบายผู้บริหารกระทรวง อว. มีคณะผู้บริหารกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการในกระทรวง เข้าร่วมรับฟังพร้อมเพรียง

ฝ่ายค้าน โวยกลางสภาฯโดนตัดสไลด์ บี้ถามใครคือมือสั่งเซ็นเซอร์

ฝ่ายค้าน โวยกลางสภาฯโดนตัดสไลด์ บี้ถามใครคือมือสั่งเซ็นเซอร์

ฝ่ายค้าน โวยกลางสภาฯโดนตัดสไลด์ บี้ถามใครคือมือสั่งเซ็นเซอร์

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.37 น.

10 เม.ย.2569 เมื่อเวลา 08.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา162 ต่อเนื่องเป็นวันที่2 ทั้งนี้ก่อนที่จะเข้าสู่กาาอภิปราย นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นทวงถามถึงกรณีที่สส.ฝ่ายค้านถูกตัดสไลด์บางส่วน แม้จะเป็นอำนาจของประธาน แต่ตัดตอนไหน และใครเป็นคนตัดเอกสารการอภิปรายได้ให้เหตุผลและแจ้งสส.หรือไม่ แต่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมขณะนั้นก็บอกว่าไม่ทราบเหมือนกัน จึงอยากทราบเหตุผลว่าตกลงข้าราชการโทรขึ้นไป หรือใครกันแน่ที่ใช้อำนาจในการตัด จึงอยากทราบเหตุผล เพราะขึ้นชื่อบุคคลภายนอกที่อยู่จังหวัดบอใบไม้หรือไม่ ซึ่งนายโสภณรับปากว่าจะไปหาข้อเท็จจริงให้ และหวังว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก แต่นายมงคล ชี้แจงว่าไม่ทราบ เรื่องนี้นายโสภณจะเป็นคนตอบ

ฝ่ายค้าน

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ เชื่อดีลหยุดยิง ต้องมีฝ่ายหนึ่งโกหก คาดมีแนวโน้มรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

'อดีตบิ๊กข่าวกรอง' เชื่อดีลหยุดยิง ต้องมีฝ่ายหนึ่งโกหก คาดมีแนวโน้มรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ เชื่อดีลหยุดยิง ต้องมีฝ่ายหนึ่งโกหก คาดมีแนวโน้มรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.30 น.

วันที่ 10 เมษายน 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า ไม่อยากหยุดยิง

ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอเมริกา อิสราเอลและอิหร่าน กำหนด 2 สัปดาห์

ผ่านไปไม่ถึงวันอิสราเอลก็โจมตีเลบานอนทันที

โรงพยาบาลในเลบานอนถูกระเบิด คนเสียชีวิตจำนวนมาก

อิหร่านประท้วงทันทีว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ให้รวมเลบานอนอยู่ในความตกลง

แต่อิสราเอลและอเมริกาเฉย ยืนยันว่า เลบานอนไม่อยู่ในความตกลง

อิหร่าน หันมาปิดช่องแคบฮอร์มุชทันที ไม่สนใจความตกลงที่ให้เปิดฮอร์มุช

ล่าสุดทางการปากีสถาน ซี่งเป็นคนกลางในการเจรจาคร้้งนี้

ออกมายืนยันว่า เลบานอน เป็นส่วนหนึ่งในความตกลงหยุดยิง

มันต้องมีฝ่ายหนึ่งโกหก ความจริงมีหนึ่งเดียว

สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเลวร้ายลงไปมากกว่าเก่าหรือไม่ ยากที่จะประเมิน

แต่มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

ประเทศเล็กๆในอ่าวได้รับการสนับสนุนจากมหาอำนาจยุโรป

เพื่อสู้กับอิหร่าน ประหนี่ง หนูอยากสู้กับราชสีห์

แต่ละฝ่ายต่างมีมหาอำนาจหนุนหลัง ไม่อยากให้ฝ่ายหนึ่งแพ้

ซึ่งจะทำให้เสียอิทธิพลในภูมิภาค ใครจะตายก็ชั่งมัน

เดือดแต่เช้า โรม ฟาด อนุทิน อย่าสร้างภาพคนดี ซัดพิพัฒน์ ปมน้ำมันเถื่อน

เดือดแต่เช้า โรม ฟาด อนุทิน อย่าสร้างภาพคนดี ซัดพิพัฒน์ ปมน้ำมันเถื่อน

เดือดแต่เช้า โรม ฟาด อนุทิน อย่าสร้างภาพคนดี ซัดพิพัฒน์ ปมน้ำมันเถื่อน

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.20 น.

10 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 08.10 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนคณะรัฐมนตรี(ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา162 ต่อเนื่องเป็นวันที่2 โดย นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายถึงนโยบายการปราบปรามสแกมเมอร์ ทุนเทา รวมถึงการทุจริต คอร์รัปชันว่า ตนไม่เชื่อมั่นการดำเนินการของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เนื่องจากย้อนแย้งกับการทำงานของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรัฐมนตรีคนเดียวกัน กรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ลงนามร่วมกับกลุ่มทุนเทา สแกมเมอร์ต่อความร่วมมือสแกนม่านตา ซึ่งมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะอดีตรมว.ดีอี  ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเสไอ) ดำเนินคดีและส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 

“ผมไม่รู้ว่าคดีนั้นจะรวดเร็วเหมือนคดีของพวกผมหรือไม่ แต่นายอนุทิน สั่งลงโทษนายประเสริฐ ที่ถูกกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ ชดใช้กรรมโดยให้เป็นรมว.ศึกษาธิการ เพื่อให้เยาวชนดูเป็นตัวอย่างให้จัดการผู้ทำผิดเป็นอย่างไร การแก้ปัญหาทุจริต คอร์รัปชันเป็นรูปธรรมของนายอนุทิน ไม่เกรงใจนายไชยชนก ที่ดำเนินคดีดังกล่าว ขณะที่เมื่อวานนายกฯ แถลงยึดทรัพย์เบน สมิธ คิดหรือไม่ว่ามีคนใน ครม.บางคนข้องเกี่ยวกับเครือข่ายดังกล่าวหรือไม่ ผมสงสัยต่อการคัดเลือกคนเป็นรัฐมนตรี ไม่ให้น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เป็นรัฐมนตรี เพราะมีคดีในดีเอสไอ แต่นายประเสริฐเรื่องส่งถึงป.ป.ช.แล้ว แต่ได้เป็นรัฐมนตรีได้ ตกลงในเรื่องคดีมีปัญหากับน.ส.สุดาวรรณ หรือพ่อของน.ส.สุดาวรรณกันแน่” นายรังสิมันต์ กล่าว

โรม

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีการจับน้ำมันที่จ.อ่างทอง ซึ่งพบว่ามีเสี่ยตือเป็นเจ้าของ และจากการตรวจสอบพบว่ามีคลังน้ำมันหลายแห่ง หลายล้านลิตร แต่การดำเนินการรัฐบาลไม่จัดการ หรือจัดการอย่างยากเย็น ทั้งที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคมรู้จักดี เพราะบริษัทของเสี่ยตือเป็นลูกหนี้นายพิพัฒน์ มูลค่าเกินกว่า 100 ล้านบาทมีสัญญาเงินกู้ 2 ครั้ง 2 สัญญา ที่สำคัญ พ.ย.2568 พบบว่าคนในครอบครัวเสี่ยตือบริจาคให้พรรคภูมิใจไทย 1 ล้านบาท  ขณะที่ราคาน้ำมันแพง เสี่ยตือถูกสงสัยว่าขายน้ำมันแพง แต่กลับไม่ดำเนินคดีใดๆ  ซึ่งอาจมีสาเหตุว่าเพราะมีนายทุนการเมืองอยู่ในพรรคการเมืองหรือไม่  

“นายพิพัฒน์ทราบดีว่าเสี่ยตือมีธุรกิจอย่างไร ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่อย่างไร เหตุที่รัฐบาลไม่กล้าทำอะไรไอ้โม่ง อาจเพราะไอ้โม่งอยู่ในรัฐบาล ก็เป็นได้ ก่อนหน้านี้ที่บอกว่ามีการติดสินบนไม่ให้ปราบสแกมเมอร์ทราบว่าเป็นลูกของเสี่ยตือด้วย ดังนั้นกรณีที่เป็นเครือข่ายเดียวกันมีสัมพันธ์กัน พวกเขาจึงลอยนวลพ้นผิดได้  หากนายกฯ ดูการกระทำไม่ดูชื่อ ทำไมตอนนี้เครือข่ายเสี่ยตือ ที่มีประเด็นกักตุนน้ำมัน น้ำมันเถื่อน สแกมเมอร์ถึงไม่จัดการ หากทำจริงควรดำเนินการเพื่อไม่ให้อำนาจมืดซื้ออำนาจรัฐ และนายอนุทินต้องตรวจสอบนายพิพัฒน์ว่าไม่เกี่ยวกับน้ำมันเถื่อนหรือเรื่องทุนเทา เพื่อไม่ให้การปราบทุจริตจะได้ไม่เป็นเพียงลมปากและอย่าสร้างภาพเป็นคนดี แล้วแสวงหาประโยชน์จากวิกฤติชาติ และปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชน”  นายรังสิมันต์ กล่าว

โรม

ทั้งนี้ในช่วงท้ายการอภิปรายของนายรังสิมันต์ สส.พรรคภูมิใจไทย ลุกประท้วงการอภิปรายเนื่องจากมีลักษณะใส่ร้าย แต่นายมงคลยังให้นายรังสิมันต์อภิปรายจนจบ ซึ่งมีสาระตอนท้ายว่า “ไม่รู้ว่าเวลาของผมจะเหลือในสภาฯ เท่าไร แต่ผมและพรรคประชาชนไม่มีวันยอมแพ้คนที่ทำหลายชาติ ทำลายหลักนิติธรรม”

โรม

วัส ติงสมิตร ชำแหละดาบจริยธรรม ล้างบาง 44 สส. ขุนพลพรรคประชาชนจ่อหลุดเก้าอี้

วัส ติงสมิตร ชำแหละดาบจริยธรรม ล้างบาง 44 สส. ขุนพลพรรคประชาชนจ่อหลุดเก้าอี้

วัส ติงสมิตร ชำแหละดาบจริยธรรม ล้างบาง 44 สส. ขุนพลพรรคประชาชนจ่อหลุดเก้าอี้

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.48 น.

วันนี้ 10 เมษายน 2569  นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้โพสต์เฟซบุ๊กวิเคราะห์สถานการณ์ร้อน กรณี ป.ป.ช. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเอาผิดจริยธรรมร้ายแรงอดีต 44 สส. พรรคก้าวไกล ปมแก้ไข ม.112 โดยมีเนื้อหาต้นฉบับระบุว่า “จาก “ยุบพรรค” ถึง “ดาบจริยธรรม”: ชำแหละยุทธศาสตร์ล้างบางขุนพล 44 สส.

ยุทธศาสตร์การเมืองไทยกำลังเข้าสู่บทใหม่ที่เข้มข้นที่สุดอีกครั้ง เมื่อ ป.ป.ช. ขยับยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อเอาผิดทางจริยธรรมร้ายแรงกับอดีต 44 สส. พรรคก้าวไกล กรณีเข้าชื่อแก้ไข ป.อาญา มาตรา 112 โดยมีจุดเชื่อมโยงสำคัญจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 20/2567 (คดียุบพรรคก้าวไกล) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567

วัส ติงสมิตร

1. หัวใจของคำฟ้อง: “นิติบัญญัติ” ไม่ใช่เกราะกำบังจริยธรรม ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือการที่ ป.ป.ช. ยืนยันว่า แม้ สส. จะมีสิทธิในการเสนอแก้ไขกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ แต่สิทธินั้นไม่ได้อยู่เหนือ “มาตรฐานทางจริยธรรม”
เนื้อหา + พฤติการณ์: ป.ป.ช. มุ่งพิจารณาว่า “เนื้อหา” ของร่างกฎหมาย และ “พฤติกรรม” ของผู้เสนอ มีความไม่สมควรประการใด

พันธะผูกพัน: เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าพฤติการณ์นี้เป็นการ “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” ข้อเท็จจริงนี้จึงกลายเป็นอาวุธสำคัญที่ผูกพันทุกองค์กร และย่อมมีผลถึงการพิจารณาทางจริยธรรมว่า สส. ได้พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เป็นกลาง หรือกระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง สส. หรือไม่

2. 10 ขุนพลพรรคประชาชน: ความเสี่ยงหน้างานในสภา จากการตรวจสอบพบว่าในบรรดา 44 คนนั้น มี 10 สส. ที่ยังคงทำหน้าที่อยู่ในสภาปัจจุบันภายใต้สังกัด พรรคประชาชน ได้แก่ สายบัญชีรายชื่อ: ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ศิริกัญญา ตันสกุล, รังสิมันต์ โรม, วาโย อัศวรุ่งเรือง, ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, ณัฐวุฒิ บัวประทุม, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ และ ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สายเขต: ธีรัจชัย พันธุมาศ และ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผลกระทบที่ต้องจับตา: หากศาลฎีการับคำร้อง ทั้ง 10 ท่านนี้จะต้อง “หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที” (เว้นแต่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น) ซึ่งจะทำให้ฝ่ายค้านเสียขุนพลระดับมันสมองไปพร้อมกันในคราวเดียว

วัส ติงสมิตร

3. ทางรอดของ 44 สส. ผู้ถูกร้อง

1)หาก สส. สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดจึงไม่ขอแก้ไขกฎหมายคุ้มครองผู้แทนรัฐต่างประเทศซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยจากการถูกหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย (มาตรา 134 ป.อาญา) ทำนองเดียวกับคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย (มาตรา 112) ก็อาจรอดพ้นจากปัญหาการเลือกปฏิบัติ

2) แยกความรับผิดรายบุคคล

ในคดีฝ่าฝืนจริยธรรม ศาลฎีกาน่าจะพิจารณาเป็น “รายบุคคล” ซึ่งต่างจากคดียุบพรรคการเมืองที่ต้องพิจารณาบริบทขององค์กรกลุ่มโดยรวม
ทัศนะการต่อสู้: หาก สส. ท่านใดมีเพียงพฤติกรรมเพียง “เข้าชื่อร่วมแก้ไขกฎหมาย” โดยไม่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงนอกสภา (เช่น การปราศรัยรุนแรง หรือกิจกรรมที่กระทบต่อสถาบันฯ) ก็อาจจะมีโอกาส “รอด” มากกว่า
และเน้นความได้สัดส่วน (proportionality) ซึ่งไม่ได้จบแค่การพ้นตำแหน่ง แต่มันคือการ “เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป” อันเป็นการปิดตายเส้นทางเมืองยิ่งกว่าคดียุบพรรคที่โดนเพียง 10 ปี

4. บทสรุป: บรรทัดฐานใหม่ของการเมืองไทย คดีนี้อาจเป็นการสร้าง “กำแพงจริยธรรม” ชุดใหม่ ที่จะทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “หน้าที่นิติบัญญัติ” กับ “ความรับผิดชอบทางจริยธรรม” เลือนรางลง
การเคลื่อนไหวทางการเมืองในอนาคต สส. จะต้องระมัดระวังอย่างมหาศาล เพราะ “พฤติกรรมนอกสภา” จะมีผลต่อการนำมาผูกรวมกับ “งานในสภา” อันเป็นเหตุแห่งการตัดสินโทษประหารชีวิตทางการเมืองได้
และอาจเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของหลักนิติรัฐ เสรีภาพฝ่ายนิติบัญญัติ และสมดุลอำนาจทางการเมืองไทย [⚖️] 

วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 10/4/69″

วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร

ย้อนศรพรรคส้ม! ณัฐวุฒิ สวน หัวหน้าเท้ง ตอนโหวตให้ ภท. เป็นรัฐบาลตาม MOA เอาวิญญาณใครไปขาย

ย้อนศรพรรคส้ม! ณัฐวุฒิ สวน หัวหน้าเท้ง  ตอนโหวตให้ ภท. เป็นรัฐบาลตาม MOA เอาวิญญาณใครไปขาย

ย้อนศรพรรคส้ม! ณัฐวุฒิ สวน หัวหน้าเท้ง ตอนโหวตให้ ภท. เป็นรัฐบาลตาม MOA เอาวิญญาณใครไปขาย

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.48 น.

วันที่ 10 เมษายน 2569 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เพิ่งเห็นคลิปหัวหน้าเท้งอภิปรายว่าการที่พรรคเพื่อไทยร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยคือการขายวิญญาณ 

ไม่นึกว่าพรรคประชาชนจะมาแนวนี้ เพราะไม่เกี่ยวกับวาระการประชุมสภา ไม่ได้สะท้อนคุณค่าของผู้นำฝ่ายค้านในการอภิปรายนโยบายรัฐบาล 

เพื่อไทยลงเลือกตั้ง ประกาศนโยบาย ต่อสู้กับทุกพรรคสุดกำลัง จุดยืนเรื่องการร่วมรัฐบาลที่ประกาศไว้ คือรอฟังเสียงพี่น้องประชาชน และพร้อมร่วมงานกับทุกพรรค

เมื่อผลเลือกตั้งได้อันดับ 3 และพรรคภูมิใจไทยซึ่งได้อันดับ 1 มาชวนร่วมรัฐบาลก็ตอบตกลง ทุกอย่างชัดเจนตามระบบรัฐสภา ในทางกลับกันถ้าพรรคสีส้มได้ที่ 1 แต่คะแนนไม่เกินครึ่งก็ต้องตั้งรัฐบาลโดยชวนพรรคสีแดงหรือไม่ก็น้ำเงินเข้าร่วม ไม่ผิดไปจากนี้ 

ถ้าหัวหน้าเท้งบอกว่าเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาลคือการขายวิญญาณ ก็ควรอธิบายด้วยว่าการโหวตให้ภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลตาม MOA ของพรรคส้มคืออะไร เอาวิญญาณใครไปขาย

เท้งคือหัวหน้าพรรคการเมืองที่ทำสิ่งที่ไม่เคยมีในรอบเกือบร้อยปีของประชาธิปไตยไทย เอาการต่อสู้ไป Grand Compromise ยกอำนาจให้เขาแล้วก็ไม่ควรกล่าวหาคนอื่น แต่ถ้าคิดว่าการเมืองแบบตอนนี้พรรคส้มควรเร่งมือซัดพรรคอื่นโดยเฉพาะเพื่อไทยก็เอาที่สบายใจ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : หัวหน้าเท้ง เปิดวอร์ ซัดเพื่อไทย ขายวิญญาณร่วมรัฐบาล จุลพันธ์ ทนไม่ไหว ประท้วงบี้ถอนคำพูด

เจษฎ์ ชี้ทางรอดรัฐบาล ปราบโกงคือหัวใจ แนะน้อมนำ เศรษฐกิจพอเพียง ฝ่าวิกฤตชาติ

เจษฎ์ ชี้ทางรอดรัฐบาล ปราบโกงคือหัวใจ แนะน้อมนำ เศรษฐกิจพอเพียง ฝ่าวิกฤตชาติ

เจษฎ์ ชี้ทางรอดรัฐบาล ปราบโกงคือหัวใจ แนะน้อมนำ เศรษฐกิจพอเพียง ฝ่าวิกฤตชาติ

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.36 น.

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 นายเจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวถึงทิศทางการบริหารประเทศของรัฐบาล พร้อมจับตาการแถลงนโยบาย 5 ด้าน โดยเน้นย้ำว่า แม้ปัญหาเศรษฐกิจจะเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสนใจ แต่กุญแจสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลอยู่รอดและนำพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งได้แท้จริง คือการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาด โดยระบุถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจ ว่า การแก้ปัญหาระยะสั้นนั้นหลายฝ่ายพอจะมองเห็นทิศทางอยู่แล้ว แต่โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งวางโครงสร้างคือ การแก้ปัญหาระยะกลางและระยะยาว เพื่อสร้างความยั่งยืน

​ทั้งนี้ นายเจษฎ์ ยังเสนอให้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) มาเป็นเข็มทิศในการฝ่าวิกฤต แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะมาขุดดินกินหญ้า หรือต้องไปปลูกพืชปลูกผักกันทุกคน แต่มันคือการใช้ความพอเพียงในการดูแลกันและกัน ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนตระหนักและจัดวางให้ได้

เจษฎ์ โทณะวนิก

นายเจษฎ์ กล่าวว่า ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าเรื่องเศรษฐกิจ นั่นคือการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะ สนิมที่เกิดแต่เนื้อใน ซึ่งหากรัฐบาลไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ รัฐบาลก็ไม่อาจไปรอด รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ล้ม ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชัน หรือถูกกล่าวหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชันทั้งสิ้น 

นายเจษฎ์ ยังกล่าวว่า หากรัฐบาลสามารถทำตามนโยบายปราบปรามการทุจริตได้สำเร็จ 1 เรื่องจะส่งผลดีเป็นโดมิโนไปยังด้านอื่น ๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง โดยจะทำให้คนการเมืองต้องทำงานอย่างจริงจังและซื่อสัตย์สุจริต เมื่อปัญหาการโกงกินถูกขจัด ความแตกแยกในสังคมและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายจะลดลง เนื่องจากข้ออ้างหลักที่มักใช้โจมตีกันคือเรื่องทุจริต ซึ่งจะนำไปสู่ความสมานฉันท์ของคนในชาติ ทำให้ทุกฝ่ายสามารถพูดคุย หาทางออกร่วมกันได้ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างยั่งยืนต่อไป

เจษฎ์ โทณะวนิก

‘รัฐสภา’ ถกนโยบายรัฐบาล ‘อนุทิน 2’ วันแรก ลากยาวเกือบ 18 ชม.

‘รัฐสภา’ ถกนโยบายรัฐบาล ‘อนุทิน 2’ วันแรก ลากยาวเกือบ 18 ชม.

‘รัฐสภา’ ถกนโยบายรัฐบาล ‘อนุทิน 2’ วันแรก ลากยาวเกือบ 18 ชม.

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.33 น.

วันที่ 10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา พิจารณาวาระคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา162 วันแรก(9เม.ย.) ซึ่งเริ่มตั้งแต่เวลา 08.30 น. การอภิปรายเป็นไปด้วยความราบรื่น สส.พรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาชนได้มุ่งเน้นการอภิปรายไปที่กระทรวงแรงงาน เช่น การบริหารงานของสำนักงานประกันสังคม การดูแลสิทธิ์สวัสดิการผู้ใช้แรงงานโดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ค่าครองชีพสูง เนื่องมาจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน จึงอยากให้รัฐบาลเตรียมแผนรับมือทั้งระยะสั้นและระยะยาว ตลอดจนอภิปรายเรื่องของการแก้ปัญหายาเสพติด ที่จะต้องครอบคลุมทุกมิติเพื่อลดปัญหาการเสพติดซ้ำ รวมไปถึงปัญหางบประมาณที่จัดสรรให้สำหรับค่ารักษาพยาบาล ผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง ซึ่งมีการจ่ายเงิน ในอัตรา ต่ำกว่าค่ารักษาจริง เป็นต้น

จากนั้นในเวลา 02.18 น. นายโสภณ ในฐานะประธานที่ประชุม ได้สั่งพักการประชุม และนัดหมายประชุมอีกครั้งในเวลา เวลา 08.00 น.

ทั้งนี้ ในการแถลงนโยบาย ของครม. อนุทิน 2 ในวันแรกใช้เวลาไปทั้งสิ้น 17.30 ชั่วโมง เบื้องต้นมีในการแถลงนโยบายวันสุดท้าย มึกำหนดปิดเวลา 23.00 น. วันที่ 10 เม.ย. ตามกรอบระยะเวลาที่วิป 3 ฝ่าย และครม. ได้ตกลงกันไว้

โปรดเกล้าฯ ถอดยศทหาร เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 1 พลโท 4 นายทหารสัญญาบัตร

โปรดเกล้าฯ ถอดยศทหาร เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 1 พลโท 4 นายทหารสัญญาบัตร

โปรดเกล้าฯ ถอดยศทหาร เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 1 พลโท 4 นายทหารสัญญาบัตร

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.31 น.

วันที่ 10 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอด พลโท จักรกริศน์ หรือยงยุทธ เจริญโชติกาญจน์ หรือเหล่าเขตรการ หรือเหล่าเขตร์การ นายทหารนอกราชการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2568 เนื่องจากต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ในความผิดฉ้อโกงประชาชน คดีถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2568 ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยศทหาร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2501 ประกอบระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ. 2507 ข้อ 2 และข้อ 4 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก ประถมาภรณ์มงกุฎไทย ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรมาลา ที่ได้รับพระราชทานตามข้อ 6 และข้อ 7 (2) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548

ทั้งนี้ พลโท จักรกริศน์ หรือยงยุทธ เจริญโชติกาญจน์ หรือเหล่าเขตรการ หรือเหล่าเขตร์การ เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว

นอกจากนี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ยังเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ความว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอด นายทหารสัญญาบัตร จำนวน 4 ราย ออกจากยศทหาร ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยศทหาร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2501 ประกอบระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ. 2507 ข้อ 2 และข้อ 4 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่นายทหารสัญญาบัตร จำนวน 4 ราย ได้รับพระราชทานทุกชั้นตรา ตามข้อ 6 และข้อ 7 (2) และ (4) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ดังนี้

สังกัดกองทัพบก

1. ร้อยเอก พันธุ์เทพ นกแก้ว ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เนื่องจากกระทำผิดวินัยทหารฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก และเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย

2. ร้อยตรี กิตติศักดิ์ นามโสม ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2567 เนื่องจากกระทำความผิดฐานหนีราชการทหารในเวลาประจำการ และเรียกคืนเหรียญราชการชายแดนและเหรียญทองช้างเผือก

สังกัดกองทัพเรือ

3. เรือโท ลิขิต หรือธีวิชญ์ศรุต สำเร็จทรัพย์ หรือกุลธีร์ธนธรณ์ ออกจากยศทหาร

ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2568 เนื่องจากต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต คดีถึงที่สุด เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย เหรียญทองช้างเผือก และเหรียญจักรมาลา

4. เรือโท เอกวัสส์ หรือสุริยันต์ หรือเสฎฐวุฒิ ไพศาลอัครพล หรือไปแดน ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เนื่องจากกระทำผิดวินัยทหารฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย เหรียญทองช้างเผือก และเหรียญจักรมาลา

ทั้งนี้ นายทหารสัญญาบัตรทั้ง 4 รายดังกล่าว เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว

ประกาศ ณ วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี