ประสบความสำเร็จล้นหลามการแข่งขันเต้นนานาชาติ ATOD 2026 ชิงถ้วยพระราชทาน

ประสบความสำเร็จล้นหลามการแข่งขันเต้นนานาชาติ ATOD 2026 ชิงถ้วยพระราชทาน

ประสบความสำเร็จล้นหลามการแข่งขันเต้นนานาชาติ ATOD 2026 ชิงถ้วยพระราชทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และสมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน จัดการแข่งขันเต้นนานาชาติ 2026 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ATOD International Dance Competition 2026) ภายใต้การดำเนินงานของ ดร.หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช นายกสมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน  มีผู้เข้าร่วมแข่งขันจาก 34 เชื้อชาติ แบ่งรูปแบบการแข่งขันออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การบันทึกการแสดงล่วงหน้าเพื่อส่งให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาตัดสิน ณ ประเทศออสเตรเลีย และการแข่งขันแสดงสดบนเวทีอักษรา รวมการแสดงกว่า 1,700 ระบำ ตลอด 9 วันเต็ม 

อีกทั้ง ยังมีการมอบทุนการศึกษาให้เยาวชนไปเรียนต่อที่ ไอดิลไวลด์ อาร์ตส์ อะคาเดมี สหรัฐอเมริกา, สิงคโปร์บัลเลต์, สถาบันนานยางอะคาเดมีออฟไฟน์อาร์ต สิงคโปร์ และสถาบันสอนเต้นมาลูปี อินโดนีเซีย รวมทั้งสมาคมฯ ยังมอบทุนให้เยาวชนไปเรียนเพิ่มเติมหลักสูตรบัลเลต์เวิร์คช็อปกับ มิส ราเชล ฮันท์ ผู้จัดการฝ่ายศิลปะนานาชาติ สถาบันรอยัลบัลเลต์ สหราชอาณาจักร (The Royal Ballet School)  หนึ่งในสามสถาบันบัลเลต์ชั้นนำของโลก ที่ทางสมาคมฯ จัดขึ้นในประเทศไทยอีกด้วย

เวทีการแข่งขันนี้เป็นเวทีนานาชาติที่เปิดโอกาสให้เยาวชนจากทั่วโลก ได้มีโอกาสแสดงความสามารถในบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นมิตร จัดขึ้นระหว่างวันเสาร์ที่ 21 – วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2569 รวม 9 วันเต็ม ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ ถนนรางน้ำ กรุงเทพฯ โดยมี โดยมี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และ นายอิสระ ริ้วตระกูลไพบูลย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยให้เกียรติมอบรางวัลและร่วมเป็นสักขีพยาน นอกจากนี้ยังประกอบด้วยผู้แทนกระทรวงต่างๆ อาทิ  นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และมาดามวีรี ฐิติปุญญา, นายณัฐพล ณ สงขลา ผู้อำนวยการกองการทูตวัฒนธรรม กระทรวงการต่างประเทศ และ ทูตานุทูตจากนานาประเทศร่วมเป็นประธานมอบรางวัล บนเวทีการแข่งขัน อาทิ ดร. แองเจลา เจน แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลีย, มิสเซซิเลีย กาลาเรตา เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเปรู, มิสคริสทีน เลอว์ อัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย และ ดร. อาแลง ซูราบีเอ 

รางวัลในปีนี้มีดังนี้ รางวัลถ้วยพระราชทาน สำหรับคะแนนรวมสูงสุดประเภทบุคคล – หลักสูตร (Syllabus) ได้แก่ เด็กหญิง ศศิมาฆ์ วิสุทธิ ณ อยุธยา รางวัลถ้วยพระราชทาน สำหรับคะแนนรวมสูงสุดประเภทบุคคล – ทั่วไป (Public) ได้แก่ เด็กหญิง เอวิตรา ไวศยวนิช โดยเยาวชนทั้ง 2 คน ได้รับทุนสนับสนุนไปร่วมแข่งขันเต้นนานาชาติดานส์ อะวอร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล ออสเตรเลีย ซึ่งจะจัดที่ประเทศสิงคโปร์ ปี 2027 

รางวัลถ้วยพระราชทาน ประเภทสถาบัน ที่ได้คะแนนรวมสูงสุดในหลักสูตร และที่ได้คะแนนรวมสูงสุดในการแข่งขันทั่วไป ได้แก่ โรงเรียนแพชชั่น แดนส์ รางวัล รางวัล Young Star Award 2026 ได้แก่ เด็กหญิงฐานิต คุณากรจิตติรักษ์, เด็กหญิงบุญญาลักษณ์ สัมฤทธิวนิชา หลิวสุวรรณ, เด็กหญิงพิมพ์ฐดา พีระเดชาพันธ์, เด็กหญิงชนิสรา ธรณธรรม, วาร์วารา ยัตเซนยุ (Varvara Yatseniuk) และ ฮอลลี เจน เคนยอน (Holly Jane Kenyon) จาก ออสเตรเลีย

รางวัล The Best Inspiration Award ได้แก่โรงเรียน โรงเรียนเด่นหล้า บริติช สคูล, ไอแดนส์ สตูดิโอ แอนด์ สเปซ,เชสซ่า แดนส์ สคูล, วัน อะคาเดมี ชลบุรี, อะลิตเติ้ลแดนส์ บาย อะลิตเติ้ลคลับ, โฟนิกซ์ แดนส์สตูดิโอ, แทงลิน อาร์ต สตูดิโอ สิงคโปร์ และ แดนส์เซ็นเตอร์ เวียดนาม
 
ทั้งนี้ การแข่งขันเต้นนานาชาติ 2026 ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตร อาทิ ซันช่า แบงค็อก,  บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน), โรงพยาบาลศิครินทร์, ไทยทีวีสีช่อง 3, งานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ, เดอะ เอเจนซี่ คอลเลจ รีครูท (AR), สิงคโปร์บัลเล่ต์, สถาบันนานยางอะคาเดมีออฟไฟน์อาร์ต สิงคโปร์,  สถาบันสอนเต้นมาลูปี อินโดนีเซีย, บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) พร้อมกับอีก 90 สถาบันการเต้น

Wacky Willy ยกประสบการณ์จากกรุงโซลสู่สยามเซ็นเตอร์แห่งแรกในไทย

Wacky Willy ยกประสบการณ์จากกรุงโซลสู่สยามเซ็นเตอร์แห่งแรกในไทย

Wacky Willy ยกประสบการณ์จากกรุงโซลสู่สยามเซ็นเตอร์แห่งแรกในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.25 น.

เปิดแฟลกชิฟสโตร์แห่งแรก ใจกลงกรุงเทพฯ  Wacky Willy (แวกกี้ วิลลี่) แบรนด์เสื้อผ้าสตรีทแฟชั่นจากประเทศเกาหลีใต้ นำเสนอแฟชั่นที่สะท้อนตัวตนผ่านดีไซน์ที่สนุกสนาน ขี้เล่น ความคิดสร้างสรรค์ และศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมสไตล์ที่สวมใส่ได้จริงในทุกวัน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่รักการแต่งตัว และการแสดงตัวตนผ่านแฟชั่น โดดเด่นด้วยคาแรคเตอร์และกราฟิกที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ หรือตัวการ์ตูน KIKY ที่เป็นมาสคอร์ตไอคอนประจำแบรนด์ รวมถึงดีเทลเล็กๆ ที่ซ่อนความ playful ไว้ในทุกไอเท็ม ทำให้ Wacky Willy กลายเป็นแฟชั่นที่เข้าถึงง่าย แต่ยังคงมีสไตล์ชัดเจน

Wacky Willy ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในเกาหลีใต้ แบรนด์มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเปิดตัว Flagship Store แห่งแรกในย่าน Hongdae (ฮงแด) ซึ่งเป็นศูนย์กลางแฟชั่นวัยรุ่น ตามมาด้วยสาขาในย่าน Myeongdong (เมยองดง) หนึ่งในย่านการค้าหลักของกรุงโซล  นอกจากนี้ ยังขยายฐานเปิดสาขาต่างประเทศ ได้แก่ ไต้หวัน และล่าสุดก็พร้อมแล้วที่จะส่งต่อสีสัน และความสุข สู่วัยรุ่นคนเมือง ด้วยการเปิด Flagship Store แห่งแรกใจกลางกรุงเทพฯ ที่ สยามเซ็นเตอร์ พร้อมดึง  “มิกซ์ สหภาพ วงศ์ราษฎร์” คิ้วท์บอยไอดอลของแฟนๆ มาร่วมถ่าย Preview Collection เซ็ทแรกในไทย ถือเป็นแบรนด์เฟรนด์คนแรกบน Photo Look คอลฯล่าสุด ในโอกาส เปิด Flagship Store แห่งแรกในเมืองไทยด้วย


การันตีความฮอตของ Wacky Willy ด้วยการร่วมงานกับไอคอนแฟชั่นรุ่นใหม่อย่าง GISELLE (จีเซล) สมาชิกวง aespa เกิร์ลกรุ๊ป K-POP ระดับโลก ที่โดดเด่นด้วยสไตล์เฉพาะตัวและทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่นระดับสากล ความร่วมมือเริ่มต้นขึ้นในแคมเปญ Fall/Winter 2025  และต่อยอดความสำเร็จด้วยการขึ้นแท่นเป็น Asia Brand Ambassador กับคอลเลกชั่นล่าสุด Spring/Summer 2026   ถ่ายทอดพลังความสดใส ความมั่นใจ และตัวตนที่ชัดเจนได้อย่างลงตัว สะท้อน DNA ของ Wacky Willy ที่กล้าสนุก กล้าแตกต่าง และมีสไตล์เป็นของตัวเอง พร้อมส่งต่อพลังแฟชั่นที่เข้าถึงชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ทั่วโลก การร่วมงานครั้งนี้ไม่เพียงตอกย้ำภาพลักษณ์ของ Wacky Willy ในฐานะแบรนด์สตรีทแฟชั่นจากเกาหลีที่มาแรงในระดับโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งต่อแรงบันดาลใจด้านแฟชั่นที่เข้าถึงได้จริง และเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ทั่วโลกอย่างชัดเจน

Wacky Willy ยังเดินหน้าความสร้างสรรค์ ผ่านการ Collaboration กับแบรนด์แฟชั่น การร่วมงานกับแบรนด์เดนิมระดับตำนานอย่าง Lee ที่นำความคลาสสิค มาผสมกับแนวคิด street casual จนกลายเป็นคอลเลกชันสุดเท่ คอลแลปพิเศษ ที่ผสาน DNA ของทั้งสองแบรนด์เข้าด้วยกัน โดยนำเสนอสินค้าที่สะท้อนทั้ง สไตล์สตรีทสนุกสนาน และ heritage ของยีนส์คลาสสิก เน้นไอเท็มที่แมทช์ง่ายอย่าง เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต หมวก พร้อมฟังก์ชันการใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน

การเปิดตัว Wacky Willy Thailand Flagship Store ได้ยกบรรยากาศความชิคและพลังแฟชั่นจากกรุงโซลมาไว้ใจกลางสยามเซ็นเตอร์ พร้อมเปิดจักรวาลแห่งสีสันและความสนุกที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์อย่างชัดเจน โดยเน้นความสดใสของ Kiki มาสคอร์ตคาแรกเตอร์ไอคอนประจำแบรนด์ ผสานเข้ากับการดีไซน์ที่หยิบเอกลักษณ์ความเป็นไทยมาเล่าในมุมมองที่ทันสมัย เห็นปุ๊บรู้ทันทีว่านี่คือ “ไทยแลนด์” ในแบบ Wacky Willy การออกแบบที่เต็มไปด้วยพลังบวก ความขี้เล่น และรอยยิ้ม ถ่ายทอดสไตล์ที่เป็นตัวของตัวเอง ท่ามกลางวัฒนธรรมที่หลากหลาย เพื่อสื่อสารตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ 

พร้อมเอาใจแฟนๆ แบบจัดเต็มด้วยสินค้าที่ขนมาครบแบบ Full Collection ราวกับยกโซลมาไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด แจ็กเกต ฮู้ดดี้ กางเกง กระโปรง รวมถึงหมวกและเอสเซสเซอรีอีกมากมาย ครบทุก LINE UP ในแบบ Total Look ตอกย้ำแนวคิด “Anyone, Anywhere, Anytime”  แฟชั่นที่ออกแบบมาเพื่อทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ใส่ง่าย ใส่ได้จริง และสนุกไปกับสไตล์ได้ในทุกวัน

สินค้าไฮไลต์อยู่ที่ Kiky Friends Graphic Short Sleeve T-Shirt ใน 26SS Collection ที่เป็น Signature Character ถ่ายทอดผ่านคาแรกเตอร์ KIKY & Friends สะท้อนความสนุก ความซน และความขี้เล่นอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยลายกราฟิกที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์ และเต็มไปด้วยสีสัน ช่วยเติมชีวิตชีวาให้ลุคได้อย่างดี

“พาร์กินสัน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผู้ป่วยไทยพุ่ง 3 เท่า สูงสุดในเอเชีย แพทย์เตือน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้

“พาร์กินสัน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผู้ป่วยไทยพุ่ง 3 เท่า สูงสุดในเอเชีย แพทย์เตือน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้

“พาร์กินสัน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผู้ป่วยไทยพุ่ง 3 เท่า สูงสุดในเอเชีย แพทย์เตือน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.00 น.

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ กำลังส่งสัญญาณเตือนถึงสังคมไทย “โรคพาร์กินสัน” ซึ่งเคยพบประมาณ 1 คนในประชากร 1,000 คน วันนี้ขยับขึ้นเป็น 1 คน ใน 400 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 250 ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสูงเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย สะท้อนปรากฏการณ์ “ความเร่งของโรคในระดับประชากร” ซึ่งไม่อาจอธิบายได้จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณที่ต้องจับตาอย่างจริงจัง

นพ.สิทธิ เพชรรัชตะชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและโรคพาร์กินสัน โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมของเซลล์ประสาทบริเวณก้านสมอง ส่งผลให้การผลิตสารโดปามีนลดลง ทำให้การเคลื่อนไหวช้าลง และอาจมีอาการมือสั่นร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษา อาการจะค่อย ๆ รุนแรงขึ้นจนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

สาเหตุสำคัญของโรคเกี่ยวข้องกับการสะสมของโปรตีน alpha-synuclein ที่ผิดปกติ ซึ่งในหลายกรณีเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม เมื่อร่างกายไม่สามารถกำจัดโปรตีนชนิดนี้ได้ โปรตีนจะสะสมจนกลายเป็น “โปรตีนขยะ” โดยมีข้อสันนิษฐานว่าจุดเริ่มต้นอาจเกิดขึ้นที่ลำไส้ ก่อนส่งผ่านเส้นประสาทเข้าสู่ก้านสมองและสมองส่วนอื่น ๆ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงเริ่มมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก แน่นท้อง หรือเรอบ่อย ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงปัญหาระบบย่อยอาหาร ทั้งที่อาจเป็นสัญญาณระยะเริ่มต้นของโรคได้

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การสัมผัสสารเคมีกลุ่มยาฆ่าแมลง มลพิษทางอากาศ PM2.5 การสะสมของไมโครพลาสติก และสารเคมีจากบรรจุภัณฑ์อาหาร อาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดโรคได้

สำหรับสัญญาณเตือนที่หลายคนมักมองข้าม ได้แก่ การนอนละเมอ ท้องผูกเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า หรือความวิตกกังวลที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน อาการเหล่านี้อาจเป็น “เสียงเตือน” จากสมอง และอาจเกิดขึ้นก่อนอาการสั่นถึง 10–20 ปี หมายความว่า เมื่อเริ่มมีอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น เคลื่อนไหวช้า มือสั่น หรือเดินสะดุด อาจเป็นช่วงที่เซลล์สมองสูญเสียไปแล้วมากกว่าร้อยละ 60

นพ.สิทธิ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า จากสถิติเดิมที่พบผู้ป่วย 1 คนต่อประชากร 1,000 คน ปัจจุบันเพิ่มเป็น 1 คนต่อ 400 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 250 ภายใน 10 ปี โดยประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสูงเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ภาพรวมของเอเชียถือเป็นภูมิภาคที่มีการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยเร็วที่สุดในโลก สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อน “ความเร่งของโรคในระดับประชากร” อย่างชัดเจน

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น คือ อายุของผู้ป่วยที่ลดลง จากเดิมที่มักพบในวัยประมาณ 60 ปี ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยรายใหม่อยู่ที่ราว 50 ปี และเริ่มพบมากขึ้นในกลุ่มอายุ 40 ปี บางรายที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมอาจเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 30 ปีเศษ สะท้อนว่าโรคนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของผู้สูงอายุหลังเกษียณอีกต่อไป แต่กำลังกระทบประชากรวัยทำงานโดยตรง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทยที่สามารถวินิจฉัยโรคได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

หัวใจสำคัญของการรับมือโรคพาร์กินสันคือแนวคิด “รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้” เพราะโรคไม่ได้เริ่มต้นด้วยอาการมือสั่นเสมอไป ระยะแรกอาจแสดงอาการที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวลที่รุนแรงขึ้น การนอนผิดปกติ หรือท้องผูกเรื้อรัง หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกันควรรีบปรึกษาแพทย์ โดยการ  รู้เร็วมีสองมิติ คือ รู้ว่าเป็นโรคเร็วเพื่อเริ่มรักษาได้ทันเวลา และรู้วิธีดูแลเร็วเพื่อชะลอความเสื่อมของสมอง

นพ.สิทธิ กล่าวปิดท้ายว่า แม้ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาให้หายขาดหรือหยุดการเสื่อมของเซลล์ประสาทได้โดยตรง แต่การดูแลแบบองค์รวมสามารถช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติได้ถึง 80–90 เปอร์เซ็นต์ หากได้รับการรักษาและดูแลอย่างเหมาะสม

สำหรับขั้นตอนการรักษาโรคพาร์กินสัน มีตั้งแต่การใช้ยาเพิ่มระดับสารโดปามีนในสมอง การผ่าตัดฝังอิเล็กโทรดในสมองด้วยเทคโนโลยี Deep Brain Stimulation (DBS) ซึ่งช่วยลดอาการสั่น เคลื่อนไหวช้า และลดการพึ่งพายาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอัลตราซาวด์ความเข้มสูง (Focused Ultrasound) เป็นการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด โดยใช้คลื่นเสียงยิงเข้าไปในสมองเฉพาะจุดเพื่อหยุดวงจรที่ผิดปกติ และมีแนวโน้มว่าเทคโนโลยีนี้จะขยายผลได้ดีในกลุ่มผู้ป่วยระยะแรก สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน สามารถรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์สมองและระบบประสาท โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคพาร์กินสันเบื้องต้นได้ที่แอปพลิเคชัน “Check PD”

เพื่อสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพระรามเก้า จึงได้จัดกิจกรรม World Parkinson’s Disease Day 2026 “พาร์กินสัน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้” เนื่องในวันพาร์กินสันโลก เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน สัญญาณเตือนระยะเริ่มต้น และแนวทางดูแลผู้ป่วยอย่างถูกต้อง โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมเสวนาในหัวข้อ “พาร์กินสัน อาการเริ่มต้นที่ไม่ควรมองข้าม พร้อมเทคนิคดูแลผู้ป่วยพาร์กินสันที่บ้าน” นำโดย นพ.สิทธิ เพชรรัชตะชาติ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านสมองและระบบประสาท และ พญ.ปิยะวรรณ งามองอาจ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ “แม่แก้ว” คุณณราวดี คูกิมิยะ โดยบรรยากาศภายในงานได้รับความสนใจและมีผู้เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

“โรคพาร์กินสัน” ไม่ใช่จุดจบของชีวิต หากตรวจพบเร็ว ดูแลอย่างถูกต้อง และได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยยังสามารถทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ เพราะการรู้เร็วและดูแลอย่างถูกต้อง คือโอกาสสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อีกครั้ง

ศูนย์คุณธรรม โชว์ผลสำเร็จ “MLC รุ่นที่ 3” ปั้นผู้นำคุณธรรม 31 องค์กร แก้วิกฤต Cyberbullying สู่การเปลี่ยนแปลงระดับสังคม

ศูนย์คุณธรรม โชว์ผลสำเร็จ “MLC รุ่นที่ 3” ปั้นผู้นำคุณธรรม 31 องค์กร แก้วิกฤต Cyberbullying สู่การเปลี่ยนแปลงระดับสังคม

ศูนย์คุณธรรม โชว์ผลสำเร็จ “MLC รุ่นที่ 3” ปั้นผู้นำคุณธรรม 31 องค์กร แก้วิกฤต Cyberbullying สู่การเปลี่ยนแปลงระดับสังคม

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.55 น.

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ประสบความสำเร็จในการจัด โครงการพัฒนาเครือข่ายคุณธรรม ผู้นำการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รุ่นที่ 3 (MLC3) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ – 8 เมษายน 2569 โดยมีพิธีปิดและนำเสนอผลงาน ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ สีลม กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจาก คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม เป็นประธานในพิธีพร้อมมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ผ่านการอบรมจำนวน 31 คน จาก 31 องค์กร

โครงการฯ ดำเนินการภายใต้แนวคิด “ผู้นำคุณธรรม พลังขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน” โดยมุ่งสร้างเครือข่ายผู้นำจาก 5 ภาคส่วนสำคัญ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ผสานทั้งองค์ความรู้เชิงวิชาการ การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และการพัฒนาโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอกย้ำความสำเร็จเชิงระบบ สร้าง “ชุมชนผู้นำคุณธรรม” ของประเทศ

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เปิดเผยว่า โครงการ MLC3 ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง “ชุมชนผู้นำคุณธรรม” ที่สามารถทำงานข้ามภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้เข้าร่วมทั้ง 31 คน จาก 31 องค์กร ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ตลอด 9 สัปดาห์ รวม 9 ครั้ง ซึ่งไม่เพียงเสริมสร้างองค์ความรู้ แต่ยังสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งและยั่งยืน

“โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการอบรมให้ความรู้ แต่เป็นการสร้างผู้นำทางความคิดที่มี ‘หัวใจคุณธรรม’ และสามารถเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง” ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรมกล่าว

พร้อมกันนี้ ยังได้เน้นย้ำว่า การรวมตัวของผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน ทำให้เกิด “ชุมชนผู้นำที่พูดภาษาเดียวกัน” คือ ภาษาแห่งคุณธรรม เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เติมพลังบวก และพร้อมขยายผลสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับองค์กรและสังคมในระยะยาว

คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล

ไม่เพียงเท่านี้ ผู้เข้าร่วมอบรมยังต่อยอดองค์ความรู้ สู่โครงการ “Moral Cyber Space” แก้ปัญหาสังคมจริง ซึ่งเป็นหนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของโครงการ คือ การพัฒนาโครงการต้นแบบ “Moral Cyber Space” ซึ่งมุ่งแก้ไขปัญหาการถูกระรานทางไซเบอร์ในกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยพัฒนาเป็นชุดการเรียนรู้และแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานศึกษาและชุมชน โครงการดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของผู้เข้าร่วมในการนำองค์ความรู้จากหลักสูตรไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมเชิงโครงสร้าง พร้อมทั้งพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถขับเคลื่อนในระดับประเทศได้ต่อไป

ด้านคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม ได้กล่าวแสดงความชื่นชมว่า ผลงานของผู้เข้าร่วมโครงการมีคุณค่าและสามารถนำไปต่อยอดทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ เพื่อสร้างผลกระทบในวงกว้าง เน้นย้ำว่าผู้นำทั้ง 31 คน คือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน “สังคมคุณธรรม” ของประเทศ พร้อมกล่าวขอบคุณคณะผู้บริหารโครงการ ดร.ศิริลักษณ์ เมฆสังข์ ผู้อำนวยการโครงการฯ และคุณวิรุฬ รัตนปริคณน์ รองผู้อำนวยการโครงการฯ ที่สนับสนุนการดำเนินงานจนโครงการเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี 

ความสำเร็จของโครงการ MLC3 จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาศักยภาพรายบุคคล แต่เป็นการวางรากฐานของเครือข่ายผู้นำคุณธรรมระดับประเทศ ที่สามารถขยายผลสู่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนในอนาคต และศูนย์คุณธรรมยังคงเดินหน้าผลักดันการพัฒนาผู้นำเชิงคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ “ความดีมีพื้นที่ในสังคม” และเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

คนดูไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้ดู วิกฤต ‘ตั๋วผี’แฟนคลับ ‘อัสนี-วสันต์’ร้องระงมบัตรอัปราคาระบาดเกลื่อนโซเชียล

คนดูไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้ดู วิกฤต ‘ตั๋วผี’แฟนคลับ ‘อัสนี-วสันต์’ร้องระงมบัตรอัปราคาระบาดเกลื่อนโซเชียล

คนดูไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้ดู วิกฤต ‘ตั๋วผี’แฟนคลับ ‘อัสนี-วสันต์’ร้องระงมบัตรอัปราคาระบาดเกลื่อนโซเชียล

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.39 น.

คนดูไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้ดูกลายเป็นมหากาพย์ความเดือดดาลอีกครั้งสำหรับวงการคอนเสิร์ตไทยหลังจากที่คอนเสิร์ตใหญ่แห่งปี “FAREWELL CONCERT อัสนีและวสันต์ : อยากจะย้ำชัดๆ ครั้งสุดท้าย” เปิดขายบัตรเพิ่มรอบเมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ผลปรากฏว่าบัตรถูกกวาดเรียบภายในเวลาไม่กี่นาที แต่สิ่งที่ตามมาคือความเจ็บช้ำของแฟนเพลงตัวจริง เมื่อพบว่าบัตรเหล่านั้นไปโผล่อยู่ในเพจ “รีเซล” (Resale) ด้วยราคาที่พุ่งสูงจนน่าตกใจ

สมรภูมิที่แฟนคลับแพ้ยับเพราะกดบัตรไม่ทันแม้ผู้จัดงานจะพยายามวางมาตรการป้องกัน แต่ดูเหมือนว่า “พ่อค้าบัตรผี” จะก้าวล้ำไปอีกขั้น กลุ่มแฟนคลับจำนวนมากเข้าแจ้งความจำนงผ่านโซเชียลระบุว่า ระบบการจองบัตรหมุนวนจนเข้าไม่ได้ แต่พอกดเข้าไปได้อีกทีบัตรกลับถูกจองเต็มพื้นที่ (Sold Out)”รอหน้าจอก่อน 10 โมง เน็ต 5G แรงสุด แต่สู้บอทไม่ได้จริงๆ แป๊บเดียวบัตรราคา 7,000 ไปโผล่ในเพจรีเซลขาย 35,000 บาท นี่มันปล้นกันชัดๆ ,เสียใจกดบัตรอัศนี-วสันต์ไม่ได้แฟนบอกดูในเน็ตเอา มันเหมือนกันที่ไหนละ ,เมื่อรับลูกค้าท่านหนึ่ง เพลงพี่ป้อมขึ้นมา น้องร้องเพลงตาม FC แน่นอน..น้องจองบัตรได้ไหม..ไม่ได้เลยพี่หนูเป็นซึมเศร้าเลย เห่อตอนนี้ในกลุ่มบัตร 4,000 เป็นราคา10,000 ต้องไปลุ้นน่างานเอาพี่  หนึ่งในเสียงสะท้อนจากแฟนเพลงรุ่นใหญ่ที่พลาดบัตร

นอกจากประเด็นเรื่องราคาที่สูงเกินควรแล้ว สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ “การโกง” ทางเจ้าหน้าที่และผู้จัดคอนเสิร์ตต่างออกมาย้ำเตือนให้แฟน ๆ ระมัดระวังการซื้อบัตรต่อจากบุคคลอื่น คือมิจฉาชีพอาจนำไฟล์บัตร E-Ticket ใบเดียวไปวนขายให้คนนับสิบคน มีการตัดต่อแก้ไขชื่อหรือโซนที่นั่งบนบัตรให้ดูเหมือนจริงเมื่อผู้ซื้อโอนเงินเสร็จ มิจฉาชีพจะทำการบล็อกบัญชีหนีทันทีจากเหตุการณ์นี้ แฟนเพลงเรียกร้องให้ผู้จัดคอนเสิร์ตและแพลตฟอร์มจำหน่ายบัตร ออกมาตรการที่เข้มงวดขึ้น เช่น การระบุชื่อบนบัตรให้ตรงกับบัตรประชาชน, การจำกัดจำนวนการซื้อต่อคนอย่างเคร่งครัด หรือแม้แต่การนำระบบยืนยันตัวตนหลายชั้นมาใช้ เพื่อสกัดกั้นกลุ่มพ่อค้าคนกลางที่ฉวยโอกาสบนความรักและความศรัทธาของแฟนเพลงที่มีต่อศิลปินสำหรับแฟนคลับ “อัสนี-วสันต์” ท่านใดที่ยังไม่มีบัตร แนะนำให้ติดตามประกาศจากทาง Official เท่านั้น และ “อย่าหลงเชื่อโอนเงินให้บัตรผี” เพราะนอกจากจะส่งเสริมวงจรที่ไม่ถูกต้องแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเสียเงินฟรีโดยไม่ได้เข้าชมการแสดงอีกด้วย

หนึ่งเดียวบ้านโอภากุล แอ๊ด คาราบาว สุดภูมิใจ โซโล วรมัน ลูกชายคนเล็กผงาดติดยศ พันตำรวจโท

หนึ่งเดียวบ้านโอภากุล แอ๊ด คาราบาว สุดภูมิใจ โซโล วรมัน ลูกชายคนเล็กผงาดติดยศ พันตำรวจโท

หนึ่งเดียวบ้านโอภากุล แอ๊ด คาราบาว สุดภูมิใจ โซโล วรมัน ลูกชายคนเล็กผงาดติดยศ พันตำรวจโท

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.15 น.

กลายเป็นเรื่องราวที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวศิลปินระดับตำนานอย่างวง คาราบาว” เมื่อลูกชายคนเล็กของ “แอ๊ด คาราบาว อย่าง “โซโล – วรมัน โอภากุล” ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางข้าราชการตำรวจอย่างเต็มตัว และล่าสุดเพิ่งได้รับการประดับยศเป็น “พันตำรวจโท สร้างความยินดีให้กับครอบครัวและเหล่าแฟนคลับเป็นอย่างมากเรียกได้ว่าหนึ่งเดียวในบ้านนักดนตรี ที่เลือกสวมเครื่องแบบท่ามกลางครอบครัวที่อบอวลไปด้วยเสียงดนตรีและศิลปะ “โซโล” ถือเป็นลูกชายคนเดียวที่เลือกทางเดินแตกต่างจากคุณพ่อและพี่ๆ โดยการเข้ามารับราชการตำรวจ ซึ่งเจ้าตัวขยันสร้างผลงานและไต่เต้าตามสายงานมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งความสำเร็จล่าสุดคือการเลื่อนตำแหน่งเป็น พ.ต.ท. วรมัน โอภากุล

เปิดประวัติ “โซโล” ว่าที่พันตำรวจโท วรมัน โอภากุล ลูกชาย แอ๊ด คาราบาว เปิดเส้นทางสีกากี หนุ่มในเครื่องแบบคนเดียวของบ้านนักดนตรีชื่อของ วรมัน โอภากุล หรือ “โซโล” ลูกชายคนเล็กที่ได้ประดับยศ “พันตำรวจโท” ในวัย 39 ปี สร้างความภูมิใจแก่ตระกูลนักดนตรี “แอ๊ด คาราบาว” ยืนยง โอภากุล และภรรยา ลินจง โอภากุล นี่คือเส้นทางอันแตกต่างแต่เต็มไปด้วยเกียรติยศ และรางวัลที่ครอบครัวมอบให้วันนี้คือนาฬิกาหรู Rolex ประหนึ่งเป็นเครื่องเตือนใจ สัญลักษณ์แห่งช่วงเวลาแห่งความปิติ

ประวัติการศึกษา

ลูกชายศิลปินเพื่อชีวิตเริ่มต้นที่โรงเรียนอนุบาลทับแก้ว, อนุบาลยุคลธร และโรงเรียนนานาชาติเขาใหญ่ ซึ่งเหตุผลที่ย้ายบ่อยเพราะพ่อมีอาชีพเป็นนักดนตรีนั่นเองอย่างไรก็ตามช่วงมัธยม โซโล วรมัน ได้ถูกส่งไปศึกษาไกลถึงเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย นานกว่า 4 ปี ก่อนจะกลับมาศึกษาหลักสูตรนานาชาติที่โรงเรียน American school international bangkok และตามด้วยการเรียนกศน.เทียบวุฒิเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สาขาคอมอาร์ต คือที่แรก จากนั้นได้ย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยมหิดล สาขาแอนิเมชั่น ตามด้วยมหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ด และจบปริญญาตรี สาขาการโรงแรม ที่นี่ในที่สุด

โดย โซโล ลูกชาย แอ๊ด คาราบาว เผยไม่สนใจเส้นทางสายดนตรีแบบพ่อเลย แต่ตนกลับชอบการใช้ และงานสืบสวน เคยจับเพื่อนขโมยของตอนอนุบาลแล้วรู้สึกอะดรีนาลีนหลั่ง รวมถึงเคยแอบส่งใบสมัครไปเป็นทหารรับจ้างที่ฝรั่งเศสมาแล้ว พร้อมบอกด้วยว่าเคยจะสมัครเข้ารับราชการทหารช่วงเกณฑ์ทหารแต่เขตของตนกลับมีผู้สมัครเต็มเสียก่อน

ประวัติ โซโล วรมัน กับเส้นทางสีกากี

หลังจากเรียนจบได้เข้าอบรมหลักสูตรโอนบุคคลภายนอกมาเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตรรุ่น 36 ติดยศครั้งแรก “ร้อยตำรวจตรี” ตำแหน่งรองสารวัตร สังกัดกองงานสโมสร และสันทนาการ กองสวัสดิการ โดยมีหน้าที่คอยดูแลพื้นที่สโมสรตำรวจ รับจัดสัมนา ดูแลผู้มาเช่าที่จัดงานเลี้ยง งานแต่งงาน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยสืบสวนผู้เช่าที่เป็นแก๊งแชร์ลูกโซ่ที่มาเช่าพื้นที่จนนำไปสู่การจับกุมมาแล้ว รวมถึงเคยปราบเด็กๆลูกตำรวจในแฟลตที่มาแอบเล่นน้ำในสระของสโมสรยามค่ำคืนมาแล้วด้วย

พร้อมโชว์ศักยภาพด้านงานสืบสวนด้วยการร่วมชุดปฏิบัติการปราบปรามแก๊งลักลอบค้างาช้าง และเป็นหนึ่งในทีมจับกุมขบวนการยาเสพติดถึงขั้นปลอมตัวเข้าผับจนกลับบ้านมาตอนเช้าถูกแอ๊ด คาราบาว ตำหนิว่าเหตุใดไม่ไปทำงาน ซึ่งโซโลเผยว่าพ่อไม่รู้ว่าตนปฏิบัติหน้าที่เพิ่งกลับบ้าน

ประวัติด้านงานตำรวจของ วรมัน โอภากุล ไต่ยศตามอายุราชการจนมาสู่ยศปัจจุบัน “ร้อยตำรวจโท” ซึ่งโซโล ได้เปิดเผยกับ Cops-Magazine ว่าตนถูกค่อนแคะมาตลอดว่าเป็นลูกแอ๊ด คาราบาว รวมถึงคดีเมื่อปี 48 ที่ศาลยกฟ้องไปแล้วก็ถูกนำมาโจมตี ยืนยันไม่เคยกระทำสิ่งที่อยู่บนหน้าสื่อ และเชื่อว่าเป็นเกมการเมืองเพื่อดิสเครดิตพ่อของตนเอง

‘ช่อง 7HD’ยกทัพพิธีกร-ผู้ประกาศข่าวลงพื้นที่ส่งความห่วงใยในแคมเปญ’สงกรานต์ปลอดภัย ส่งใจกลับบ้าน’

'ช่อง 7HD'ยกทัพพิธีกร-ผู้ประกาศข่าวลงพื้นที่ส่งความห่วงใยในแคมเปญ'สงกรานต์ปลอดภัย ส่งใจกลับบ้าน'

‘ช่อง 7HD’ยกทัพพิธีกร-ผู้ประกาศข่าวลงพื้นที่ส่งความห่วงใยในแคมเปญ’สงกรานต์ปลอดภัย ส่งใจกลับบ้าน’

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.22 น.

ช่อง 7HD เดินหน้าส่งต่อความห่วงใยในช่วงเทศกาลสำคัญ จัดกิจกรรม 7HD รักษ์ประเพณีปีใหม่ไทย “สงกรานต์ปลอดภัย ส่งใจกลับบ้าน” ขนทัพพิธีกรรายการดังและผู้ประกาศข่าวขวัญใจประชาชน ลงพื้นที่มอบของขวัญและรณรงค์การเดินทางอย่างปลอดภัยปักหมุด 3 จุดยุทธศาสตร์สัญจรกลางกรุง สร้างบรรยากาศสุดคึกคักและรอยยิ้มตลอดเส้นทาง

การรวมตัวครั้งสำคัญของเหล่าคนหน้าจอ กิจกรรมในครั้งนี้เป็นการผนึกกำลัง นำทีมโดย เอ-ไชยา มิตรชัย พิธีกรและผู้ผลิตรายการ “มิตรรักทั่วไทย” ร่วมด้วย โต๋นแตร-ทินกร ภูวศักดิวงศ์ และ จุกบี้-พรเทพ แก้วทรัพย์ศักดิ์ จากรายการ “เกษตรสุข”ทัพด้วยทีมจากรายการ “สายสืบชาวบ้าน” อย่าง สายสืบจีจี้-ศจี วงศ์อำไพ และ สายสืบนิวหนวด-ธนิศ แก้วนาค

นอกจากนี้ยังมีผู้ประกาศข่าวชื่อดัง อาย-ศรสวรรค์ ภู่วิจิตร จากรายการสนามข่าวกีฬา และสะเก็ดข่าว, แชมป์-ศรัณภัสร์ ตั้งไพศาลธนกุล และ เพชรหอม-สุคนธ์เพชร ผลประดิษฐานนท์ จากรายการห้องข่าวภาคเที่ยง สุดสัปดาห์ มาร่วมพบปะพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อมอบของขวัญแทนความปรารถนาดี ได้แก่ ยาดมผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านตะปอนน้อย อ.ขลุง จ.จันทบุรี สนับสนุนโดยรายการมิตรรักทั่วไทย และซองกันน้ำจาก TOYOTA ถนนสีขาว เพื่อใช้ประโยชน์ในช่วงเทศกาล และยังร่วมรณรงค์ด้านความปลอดภัยในการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ด้วยปักหมุด 3 จุดสัญจร ส่งความสุขถึงมือประชาชน เริ่มต้นกระจายความสุขตั้งแต่บริเวณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (เกาะพญาไท) ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปยัง สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) และปิดท้ายกิจกรรมที่ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (รถไฟฟ้าสายสีแดง ประตู 13) ซึ่งบรรยากาศในทุกจุดเต็มไปด้วยความคึกคัก แม้อากาศจะร้อนแต่ประชาชนต่างมารอรับความสุขและของที่ระลึกกันอย่างเนืองแน่น โดยจุดสุดท้ายมีอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญสร้างความฮือฮาให้ประชาชน คือการปรากฏตัวของตำรวจสายสืบตัวจริง
รองจ๋อ-พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ (รอง.ผบช.น.) และ สารวัตรแจ๊ะ-พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ (สว.กก3.บก.สส.บช.น.) ที่ให้เกียรติมาร่วมแจกของขวัญและส่งสารเตือนใจถึงพี่น้องประชาชน ให้เดินทางกลับภูมิลำเนาด้วยความไม่ประมาท เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนและส่งทุกคนกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยในเทศกาลแห่งความสุขนี้

โดย เอ ไชยา และศจี วงศ์อำไพ เป็นตัวแทนเผยถึงการมาร่วมขบวนแจกความสุขครั้งนี้ว่าเอ ไชยา กล่าวว่า  “ช่วงสงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยในการเดินทางกลับบ้านไปหาคนที่รัก เราเลยอยากออกมาส่งต่อกำลังใจและร่วมสวัสดีปีใหม่ไทยกับพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมมอบของขวัญเล็ก ๆ จากวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านตะปอนน้อยแทนความสดชื่น และขอเป็นอีกหนึ่งเสียงที่อยากเตือนทุกคนให้เดินทางด้วยความมีสติ ขับขี่อย่างปลอดภัย เพื่อให้สงกรานต์ปีนี้เป็นเทศกาลแห่งรอยยิ้มของทุกคนครับ”

ขณะที่ ศจี วงศ์อำไพ เผย “นอกจากพิธีกรและผู้ประกาศข่าวของช่อง 7HD ที่มาร่วมส่งความสุขแล้ว เรายังได้รับเกียรติจากท่านรองจ๋อและสารวัตรแจ๊ะ มาร่วมรณรงค์ความปลอดภัยด้วย เพราะอยากให้ทุกคนตระหนักว่า การเดินทางกลับบ้านในช่วงเทศกาลไม่ใช่แค่ไปให้ถึงจุดหมาย แต่ต้องถึงอย่างปลอดภัย เพื่อคนที่เรารักด้วยค่ะ” สะท้อนเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นของ ช่อง 7HD ที่พร้อมก้าวข้ามขีดจำกัดหน้าจอ เพื่อส่งมอบความปรารถนาดีและกำลังใจสู่ประชาชนโดยตรง เพราะความปลอดภัยและความสุขของผู้ชมคือสิ่งสำคัญที่สุดที่เราพร้อมดูแลในทุกช่วงเวลาสำคัญ

‘ป้าจิ๊’อายุ 75 ปี ไม่เคยมีโรค! ตรวจมะเร็งทุกปีมา 20 ปี จนหมอขอร้องให้หยุด

'ป้าจิ๊'อายุ 75 ปี ไม่เคยมีโรค! ตรวจมะเร็งทุกปีมา 20 ปี จนหมอขอร้องให้หยุด

‘ป้าจิ๊’อายุ 75 ปี ไม่เคยมีโรค! ตรวจมะเร็งทุกปีมา 20 ปี จนหมอขอร้องให้หยุด

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.12 น.

ไม่อยากนอนติดเตียง ต้องเริ่มวันนี้! Tuck Talk เปิดเคล็ดลับสุขภาพดีฉบับ “ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ” ในวัย 75 ปี ที่ไม่มีโรค เพราะวินัยเล็ก ๆ ที่ทำต่อเนื่องกว่า 40 ปี ตรวจละเอียดทุกอวัยวะไม่ปล่อยให้คลาดสายตา จนหมอยังต้องเบรก! เพราะเนื้อมันงอกไม่ทัน กินดี ออกกำลังกาย เพราะ ชอบไม่ใช่กระแสเลยทำได้นานและเห็นผลจริง เลือกใช้ชีวิตอย่างมีสติ ฝึกใจให้สงบ เพราะความคิดคือตัวการทำร้ายร่างกายได้มากกว่าที่คิด!

จัดระเบียบชีวิตตัวเองยังไง ?

ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ : จัดระเบียบชีวิตตัวเอง จะเป็นคนที่ชอบพูดคุยกับตัวเอง ก็บอกว่าเราจะเป็นคนที่อยากจะแข็งแรง เราไม่อยากจะวันหนึ่งแก่แล้วนอนติดเตียง เพราะฉะนั้นต้องลุกมาทำอะไรที่จะทำให้สุขภาพของเราดี และการดีไม่ใช่แบบว่าทำไปตามแฟชั่น ไม่ได้ ต้องมีวินัย คนก็มีติง ๆ บอก ป้าเป็นคนซีเรียสมาก ทำไม ดูที่สตริก ๆ กัน ยังเจ็บไข้ได้ป่วยกันอย่างนี้ แล้วลองไม่สตริก แล้วลองไม่ให้เขามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราจริง ๆ ไปเดี๋ยวเราก็ลืม เดี๋ยวเราก็เลิก อะไรที่ทำตามแฟชั่นแล้วจะทำต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มี และบางคนไม่มีแรงบันดาลใจ แล้วบางคนก็จะมีข้ออ้างต่าง ๆ ว่างานก็เยอะอยู่แล้ว ต้องมาอะไรหนักหนา เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อสมมติว่าเริ่มต้นจากความชอบ ยังไงมันจะไม่หลุดไปจากชีวิตเราเลย

เคยป่วยครั้งสุดท้ายที่ต้องหาหมอเมื่อไหร่ ?

ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ : จริง ๆ มีทุกคนบอกทำไมหาหมอนักหนา พาตัวเองไปหาหมอตลอด ชอบมากเลยในการไปหาหมอ เป็นการตรวจร่างกายประจำปี อยากทราบบ้างไหมว่าไปที่ไหน สถาบันมะเร็ง คนบอกว่าไปอะไรนักหนา จะไปหาอะไรให้เจอเหรอสถาบันมะเร็ง ไปทำไม ก็ไปตั้งแต่ก่อนที่มันยังไม่เป็นสิ เพราะฉะนั้นไปมา 10-20 ปีแล้ว สถาบันมะเร็ง

สถาบันมะเร็งตรวจอะไรบ้าง ?

ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ : เราไม่ต้องไปล้วงไปควัก หมอเขาจะดูเอง จับเต้านม บีบบี้ ขยี้ขยำ เห็นไปทุกปี นมไม่แตกเหรอป่านนี้ เพราะว่าเวลาที่ท่านผู้ชายอาจจะไม่รู้จัก ว่าเวลาที่ไปตรวจเต้านม เขาจะเอาเนื้อนมใส่เข้าไป แล้วเอาแผ่นเหล็กบนล่างแล้วก็บีบเข้าไปแบน ๆ เลย เพราะฉะนั้นเราไปทำตลอด เพราะเราจะรู้ว่ามะเร็งเต้านมบางทีเห็นเพื่อนเราดี ๆ สุขภาพก็ดีแล้วทำไมถึงได้เป็น เพราะฉะนั้นไปในการตรวจร่างกายประจำปี ช่องท้องบน ช่องท้องล่าง ตรวจลำไส้

ตรวจบ่อยแค่ไหน ?

ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ : ความจริง 5 ปี 10 ปี แต่ว่าธรรมดาเคยไปครั้งหนึ่งแล้วอีก 2 ปีตรวจอีกแล้ว หมอบอกเราลำไส้สวยมากเห็นเป็นขดๆ เกลี้ยงเกลา ไม่เคยมีอาการป่วยแบบที่ต้องนอนโรงพยาบาล ไข้หวัดก็ไม่ค่อยเป็นอะไรเลย เราตรวจหมดเลยทุกอย่าง ปอด ปัสสาวะ แล้วที่จะไปประจำคือ ศูนย์ผู้สูงวัยสุขภาพดีที่อาคารสิรินธร โรงพยาบาลจุฬาฯ ดีมาก ตรวจละเอียดมากถามทุกอย่างเลย แล้วกลับบ้านด้วยการจ่ายเงิน 50 บาท แต่ต้องอายุ 60 ปีขึ้นไป

ทำไมถึงต้องกินมังสวิรัติ ?

ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ : การกินมังสวิรัติ จริง ๆ นิสัยการกินของตัวเราเองจะไม่ชอบอะไรที่รีบ ๆ จะไม่ชอบอะไรที่เคี้ยวยาก เพราะบางทีเมื่อก่อนเวลาทำงานเวลาเรากระชั้น กว่าจะนั่งกินเพราะถ้าเผื่อกินอาหารเคี้ยวแล้วไม่ถึง 30 ครั้งก็จะไม่กลืน เพราะว่าถ้าเผื่อสมมติว่าเกิดเรากินอะไรที่เคี้ยวก็ยังไม่ละเอียดมันเข้าไป แล้วถ้าเผื่อเรากินเข้าไปทั้งดุ้น ๆ แบบนี้ กระเพาะเราซึ่งมันเป็นเนื้อที่มันน่าสงสาร กว่ามันจะมาย่อยให้เรานึกออกไหม แล้วอีกอย่างหนึ่ง มันจะอืด เฟ้อ เรอ เหม็นเปรี้ยว ถ้าเผื่อเรากินไปแล้วให้ร่างกายมันมีภาระ ข้อที่ 1 กินช้า ข้อที่ 2 ไม่มีเวลาขอไม่กิน แล้วเดี๋ยวพอเสร็จงานแล้วมาตามกิน พี่เลี้ยงยังบอกเลยบอกว่ารีบ ๆ เลยวันไหนจะไปทำงาน เพราะฉะนั้นมันก็เลยเป็นเหตุที่ว่าเราต้องกินให้มันละเอียดช้า ๆ

คนที่กินมังสวิรัติต้องมีความรู้ในเรื่องของสุขภาพศึกษาเรื่องนี้ยังไง ?

ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ : จริง ๆ เวลาตอนที่จะกิน ไม่ได้กินเพราะเตรียมตัวแล้วว่าฉันจะกิน วันดีคืนดีไปเห็นเขาฆ่าสัตว์ ถากหัวปลา แล้วเราเห็นปุ๊บเราก็มันจำเป็นเหรอว่าเราจะต้องกินปลา ไม่ต้องกินก็ได้ เราจะไม่ต้องให้เขาตาย เราก็เลยเลิก แล้วพอเลิกก็ปิดสวิตช์เลย แต่ว่าที่บอกว่าเราจะต้องศึกษา ก็ในช่วงแรก ๆ กลุ่มอโศกเป็นกลุ่มที่กินมังสวิรัติเป็นกลุ่มแรก เราไปเลย แล้วไปดูว่าเขามีอาหารอะไรบ้าง แล้วก็ดี ๆ ผู้คนก็มีจิตเมตตาแล้วคอยบอกเรา สิ่งที่จะต้องมีก็คือโปรตีน เราไม่ได้จากเนื้อสัตว์แล้ว จะมาจากเต้าหู้ เห็ด ถั่ว ธัญพืชต่าง ๆ เพราะฉะนั้นก็ต้องกินให้ครบ เอาแค่ไม่หิวไม่ใช่เอาอิ่ม

ไข่ก็ให้โปรตีนปกติทานเยอะไหม ?

ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ : ตอนแรกไม่ค่อยเยอะ ไข่ไม่เกี่ยวกับคอเลสเตอรอล จะกินไข่ประมาณ 1-2ฟองกินไปตามปกติ แต่ที่พี่ไปที่ศูนย์ผู้สูงวัยสุขภาพดีมีแผนกโภชนาการ พอเสร็จแล้วถามว่าทานอะไรบ้าง คุยกับนักโภชนาการ เต้าหู้ให้กินเป็นแผ่น ไข่แดงอย่ากินมากเกินไป

เวลาเช็คร่างกายคอเลสเตอรอลมีไหม ?

ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ : คอเลสเตอรอล ไม่ขึ้นสูงปรี๊ด ไม่ให้เกิน 200  

ตอนที่เลิกกินเนื้อสัตว์ สิ่งที่พบว่ามันยากที่สุดของการกินมังสวิรัติคืออะไร ?

ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ : มันไม่ยาก แต่ว่ามันไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว ก็กินไป เพราะเราไม่ใช่คนแสวงหาการกิน มันไม่ได้ทน ถ้าเผื่อทนเมื่อไหร่เราจะทำไม่ได้ ไม่เคยเลย มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มันเกิดอาการขึ้นมา คือไม่สบายตอนนั้น เป็นหวัด เป็นไข้ ในใจมันข้างในมันโหยหามาก ข้าวต้มปลาสลิด แล้วเราก็แบบอยากกิน ทำไม่ได้ ๆ เราต้องไม่กิน แล้วเราก็ไปที่มังสวิรัติ เพราะชอบไปซื้อกับข้าวเขาซื้อวัตถุดิบ ก็บอกว่าอยากกินมากเลยข้าวต้มปลาสลิด เขาก็ดีให้คำแนะนำก็บอกว่ามารมันมาลองใจค่ะ (หัวเราะ) แต่ก็ไม่ได้กิน แค่ครั้งเดียวแล้วไม่เคยอยากอะไรอีกเลย

มีอาหารเสริมอะไรที่ต้องกินไหม ?

ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ : ไม่ทานอาหารเสริมเลย แต่วิตามินคนละเรื่องกัน วิตามินหมอจะบอกว่าเป็นมังสวิรัติ บางมื้อบางทีถ้าเผื่อกินอาหารไม่ครบ ก็จะจะขาดวิตามิน B เพราะฉะนั้นหมอก็จะบอกว่า B1, B6, B12 แล้วก็วิตามิน C จะได้ไม่เป็นหวัด แล้วก็วิตามิน D แก่แล้ว แนวโน้มเดี๋ยวกระดูกหักกระดูกแตก แล้วก็ประคอง ๆ ไว้ ก็จะกินแค่นี้ 

แบ่งเวลาการออกกำลังกายยังไง ?

ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ : ไม่มีเลย เพราะว่าจะไม่ไปแบบฟิกซ์ (Fix) ว่าต้องอย่างงี้ วันนี้ไม่ออกกำลังกายไม่ได้ แต่ว่าในการทำเราต้องรู้ว่าประโยชน์ของมันคืออะไร แล้วมันก็ติดตัวเรา เพราะเราทำไว้แล้วเราสะสมไว้แล้วใช่ไหม เรื่องกล้ามเนื้อต่าง ๆ อะไรอย่างนี้กับโยคะ แต่ว่าบางทีเราก็ต้องแบบว่าให้เห็นว่าในการฝึกเพื่ออะไร ทุกคนมาสตูดิโอบอกอยากได้รูปร่างสวย เราก็เลยบอกเอาสุขภาพก่อนเถอะ รูปร่างสวยมันคือของแถม เพราะว่าโยคะนี่มันคือการเหลาร่างกายให้เรียวเล็กและกระชับ มันไม่ใช่อยู่ ๆ มันผอมเฉพาะส่วนมันลงหมดเลย ก่อนไปเริ่มฝึกโยคะน้ำหนัก 58 พอตอนไปฝึกแล้วจะเหลือประมาณ 52-53 แล้วมันก็อยู่อย่างงั้น แล้วก็ชอบปั่นจักรยานเสือหมอบ

เคยเครียดไหมหรือโมโหใครไหม ?

ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ : ไม่ค่อยนะ แต่ว่าพอเวลาโมโหแล้วด่ามันยังหัวเราะ เขานึกว่าเราพูดตลก ฉันโกรธแกนะ ฉันกำลังโมโห ให้รู้นะว่าฉันโมโหแกเรื่องอะไร จะไม่เก็บกดพูดกันเลยเรื่องนี้อย่างงี้ ๆ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมี จะไม่เก็บกดเอาไว้ ก็จะมีวิธีเอาออกอย่างเช่นการแผ่เมตตาให้ แล้วเราก็จะไม่พูดคำหยาบกับใคร

อะไรที่คิดว่ามันทำร้ายสุขภาพเรามากที่สุด ?

ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ : ความคิด ใจมันนำทุกอย่างเลยนะ เพราะฉะนั้นดี ๆ ความคิดอย่าไปสร้างเรื่องลบ สมมติว่าลบเรื่องหนึ่ง เกลียดนี่อย่างงี้ ในใจเราคิดว่านี่มันน่าจะเกลียดมันได้อีกเรื่องอะไร หลั่งไหลเข้ามา เราไม่เอาไง เป็นคนไม่อยากสะสมอะไรที่เรารู้แล้วว่ามันไม่ดี แล้วจะสะสมทำไม

มองภาพตัวเองตอนอายุ 80-100 ไว้ไหมว่าเป็นอย่างไร ?

ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ : ไม่เลย ทำจริง คืออยู่กับปัจจุบัน ฉันไม่ได้อยู่ถึง 100 หรอก

ขอประโยคหนึ่งถ้าอยากจะเตือนสติข้อหนึ่ง ?

ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ : วันหนึ่งจะได้นอนติดเตียงแน่ ๆ ถ้าเผื่อสมมติอะไรก็ไม่เอา กินก็ไม่อยากกินดี ออกกำลังกายก็ไม่อยากออกกำลังกาย คิดก็อยากคิดแต่เรื่องลบ เพราะฉะนั้นทุกอย่างทำอะไรไปแล้ว มันสุมกลับเข้ามาอยู่ในตัวของเรา เราเป็นคนรับ คนนั้นที่เราด่ามัน เราโมโหมัน ไปไหนเราไม่รู้ นี่ยังแบบว่าโมโหอยู่ แล้วเวลาโมโห เครียดนะ รีบไปดูกระจก หน้าฉันเป็นอย่างงี้เหรอ

ดรามาสนั่น น้องฟ้าใสลั่นแรง ‘ไม่ได้อยากอยู่อยู่แล้ว’ เจอทัวร์ลงลืมบุญคุณ สไปรท์ SPD

ดรามาสนั่น น้องฟ้าใสลั่นแรง 'ไม่ได้อยากอยู่อยู่แล้ว' เจอทัวร์ลงลืมบุญคุณ สไปรท์ SPD

ดรามาสนั่น น้องฟ้าใสลั่นแรง ‘ไม่ได้อยากอยู่อยู่แล้ว’ เจอทัวร์ลงลืมบุญคุณ สไปรท์ SPD

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.47 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียล เมื่อ “น้องฟ้าใส” เด็กหญิงยอดกตัญญูที่เคยเป็นไวรัลจากการช่วยเหลือแม่เก็บขยะ จน สไปรท์ SPD และ อุงเอิง ยื่นมือเข้าช่วยเหลือและพามาร่วมงานด้วย ล่าสุดเจอกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังหลุดปากตอบคอมเมนต์ชาวเน็ตด้วยถ้อยคำที่ถูกมองว่า “ไม่น่ารัก”

เรื่องราวเริ่มขึ้นขณะที่น้องฟ้าใสและคุณแม่กำลังไลฟ์สดพูดคุยกับแฟนคลับใน TikTok โดยมีช่วงหนึ่งที่มีคนคอมเมนต์ถึงความสัมพันธ์กับยูทูบเบอร์ดังว่า “ไม่ต้องอยู่กับพี่ไปร์ท” ซึ่งน้องฟ้าใสได้ตอบกลับทันทีว่า “ไม่ได้อยากอยู่อยู่แล้วค่ะ” นอกจากนี้ ในไลฟ์ดังกล่าวยังมีการโต้ตอบกับคอมเมนต์ที่เข้ามาบูลลี่เรื่องสีผิวและหน้าตาด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและไม่สุภาพ จนทำให้ผู้ชมหลายคนรู้สึกผิดหวังในตัวน้อง

หลังเกิดเหตุการณ์ ทัวร์ได้ไปลงที่ช่องทางโซเชียลของน้องอย่างหนัก โดยแบ่งความเห็นออกเป็นสองมุม มองว่าน้องลืมตัว ลืมบุญคุณที่เคยได้รับโอกาสจากทีม SPD รวมถึงกิริยามารยาทที่เปลี่ยนไป ไม่เหมือนเด็กกตัญญูที่เคยเห็นในคลิป และอีกฝ่ายก็มองว่าน้องยังเด็กและถูกบูลลี่เรื่องรูปลักษณ์อย่างหนักจนคุมอารมณ์ไม่อยู่ ความอดทนมีขีดจำกัดและอยากให้สังคมให้อภัย

หลังจากเจอทัวร์ลงอย่างหนัก น้องฟ้าใสและคุณแม่ได้ออกมาไลฟ์สดขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยอมรับว่าทำไปเพราะ “อารมณ์ชั่ววูบ” และความร้อนใจที่ถูกคอมเมนต์ต่อว่า แต่กระแสสังคมยังคงไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อชาวเน็ตบางส่วนมองว่าการขอโทษครั้งนี้ “ไม่จริงใจ” เนื่องจากในระหว่างที่พูดขอโทษ น้องยังมีการเอ่ยขอของขวัญและสติ๊กเกอร์จากผู้ชมอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่าควรหยุดพักจากการเล่นโซเชียลเพื่อไปปรับปรุงตัวก่อนจะดีกว่า

นุ้ย สุจิรา ฉลองวันเกิดสุดปัง หน้าเด็กจนแฟนๆ ทายอายุไม่ถูก

นุ้ย สุจิรา ฉลองวันเกิดสุดปัง หน้าเด็กจนแฟนๆ ทายอายุไม่ถูก

นุ้ย สุจิรา ฉลองวันเกิดสุดปัง หน้าเด็กจนแฟนๆ ทายอายุไม่ถูก

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.54 น.

เรียกเสียงฮือฮาในโลกโซเชียลได้อีกครั้ง สำหรับ นุ้ย สุจิรา อรุณพิพัฒน์ คุณแม่สายฮา ดีกรีนางสาวไทย ที่ล่าสุดออกมาปล่อยภาพฉลองวันเกิดสุดปัง ทำเอาแฟนๆ แห่กดไลก์และคอมเมนต์กันอย่างล้นหลาม

โดยครั้งนี้ นุ้ยมาในลุคเดรสสั้นสีม่วงสดใส เผยผิวออร่าเปล่งประกาย โพสต์ท่าถ่ายภาพอย่างมืออาชีพ จนหลายคนต้องยอมรับว่า กาลเวลาแทบทำอะไรเธอไม่ได้ เพราะยังคงดูหน้าเด็กและเป๊ะปังไม่เปลี่ยน

แต่ที่เรียกเสียงฮือฮาไม่แพ้ลุคสวย คือแคปชั่นสุดพีคที่เจ้าตัวเขียนแซวตัวเองว่า “เกิดปีจอ ขอไม่ระบุ พ.ศ นะคะ #วันเกิด #happybirthday #ขอบคุณทุกคำอวยพรนะคะ”

ขอบคุณภาพจาก : @nuisujiraa