‘สอวช.’เปิดเวที Policy Dialogue ชงปฏิรูประบบวิจัย‘กระจายโอกาส–ลดเหลื่อมล้ำ’

4 กันยายน 2569 เวลา 10:44 น.

‘สอวช.’เปิดเวที Policy Dialogue ชงปฏิรูประบบวิจัย‘กระจายโอกาส–ลดเหลื่อมล้ำ’ ดึงคนชายขอบร่วมกำหนดโจทย์ สร้างนวัตกรรมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดเวทีเสวนาเชิงนโยบาย (Policy Dialogue) “การยกระดับบทบาทสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เพื่อกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย” ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “Closing the Gap: Pathways to Inclusive Growth – ปิดช่องว่าง สร้างการเติบโตที่ทั่วถึง” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเปิดวงนักวิชาการเสนอแนวทางปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมไทย ให้เป็นกลไกแก้ความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ระดับโครงสร้าง พร้อมกระจายอำนาจในการกำหนดโจทย์วิจัย เปิดพื้นที่ให้ประชาชนและชุมชนที่อยู่ห่างไกลจากอำนาจมีส่วนร่วม เพื่อให้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าถึงคนทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรม

ดร.สุชาต อุดมโสภกิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การพัฒนาประเทศระยะต่อไปต้องก้าวพ้นการมุ่งเน้นเพียง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” ไปสู่ “การเติบโตที่ทั่วถึง” โดยให้ความสำคัญทั้งคุณภาพของการพัฒนาและการกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม เนื่องจากแม้ประเทศไทยจะลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง แต่ผลประโยชน์จากการพัฒนายังคงกระจุกตัวในบางพื้นที่ อุตสาหกรรม และกลุ่มประชากร ขณะที่ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้น การลดความเหลื่อมล้ำจึงต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบระบบและนโยบาย ไม่ใช่เพียงแก้ปัญหาที่ปลายทาง โดยต้องเข้าใจความแตกต่างของผู้คนและบริบทแต่ละพื้นที่ และนำองค์ความรู้จากสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มาเติมเต็มระบบวิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้สามารถตอบโจทย์สังคมได้ลึกและรอบด้านมากขึ้น

รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์ประจำสาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รากของความเหลื่อมล้ำไทยส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างการถือครองทุนและทรัพยากรที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะชุมชนที่มีข้อจำกัดด้านสิทธิและกฎหมายในการจัดการทรัพยากร จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กับบริบทเฉพาะพื้นที่ พร้อมชี้ว่า ความเหลื่อมล้ำไม่ได้มีเพียงเรื่องรายได้ แต่ยังรวมถึงการลดลงของพื้นที่สำหรับ “ความรู้กระแสรอง” ซึ่งสะท้อนเสียง สิทธิ และประสบการณ์ของผู้คนที่อยู่นอกระบบหรือชายขอบ เมื่อองค์ความรู้เหล่านี้ถูกลดทอนลงจากการรวมศูนย์ของรัฐ ประชาชนบางกลุ่มจึงมีโอกาสน้อยลงที่จะถูกมองเห็นและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ขณะเดียวกัน การพัฒนารูปแบบใหม่ เช่น “ทุนนิยมสีเขียว” แม้มีเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่หากการกำหนดกติกาและการจัดสรรผลประโยชน์ไม่เป็นธรรม ก็อาจทำให้เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นต้องแบกรับต้นทุนมากขึ้น จึงต้องออกแบบนโยบายที่สร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม ความเป็นธรรม และสิทธิของประชาชน

ด้าน รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงต้องเดินควบคู่กับ “การลงทุนทางสังคม” โดยระบบสวัสดิการไม่ควรเป็นเพียงกลไกช่วยเหลือเมื่อประชาชนประสบปัญหา แต่ต้องเป็นการลงทุนเพื่อเสริมศักยภาพให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองและดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ความเหลื่อมล้ำยังเกิดจากหลายปัจจัยซ้อนทับกัน เช่น กรณีเด็กออทิสติกจากครอบครัวฐานะดีที่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาและพัฒนาทักษะ ขณะที่เด็กจากครอบครัวยากจนมีข้อจำกัดตั้งแต่ต้น ทำให้โอกาสทางการศึกษาและการเข้าสู่ตลาดแรงงานแตกต่างกันอย่างมาก รวมถึง “ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล” ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีอุปกรณ์หรืออินเทอร์เน็ต แต่เชื่อมโยงกับการเข้าถึงบริการรัฐ สวัสดิการ และความช่วยเหลือ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีข้อจำกัดในการใช้เทคโนโลยี

รศ.ดร.อัจฉรา เสนอให้ปรับกระบวนการวิจัยและการพัฒนานโยบายจากการกำหนดโจทย์โดยส่วนกลาง ไปสู่การขับเคลื่อนจากพื้นที่ เปิดให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการมีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดปัญหา ออกแบบงานวิจัย จนถึงพัฒนานโยบาย พร้อมย้ำว่า “Methodology หรือระเบียบวิธีวิจัยที่ดี ยังไม่เท่ากับงานวิจัยที่ถูกนำไปใช้จริง” เพราะงานวิจัยเชิงนโยบายต้องนำไปสู่การแก้ปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

ขณะที่ รศ.ดร.อุ่นเรือน เล็กน้อย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้ระบบวิจัยบูรณาการข้อมูลจากหลากหลายศาสตร์ เพื่อทำให้คนที่ระบบมองไม่เห็น ปรากฏอยู่ในกระบวนการกำหนดนโยบายมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่มาซ้อนทับกัน ทั้งความเสี่ยงภัย ความมั่นคงของมนุษย์ และระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อค้นหาพื้นที่ที่มีความเปราะบางหลายมิติ

รศ.ดร.อุ่นเรือน เสนอ “การเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์” (Strategic Moves) 3 ประการ ได้แก่ หนึ่ง กระจายอำนาจการกำหนดโจทย์วิจัย เปิดโอกาสให้คนที่อยู่ไกลจากอำนาจที่สุด มีส่วนร่วม ไม่ใช่เพียงกระจายงบประมาณ แต่ต้องกระจายอำนาจในการนิยามว่าปัญหาใดควรถูกศึกษา สอง สร้างคลังเครื่องมือกลางของประเทศ ให้โครงการวิจัยสามารถใช้และต่อยอดข้อมูล เครื่องมือ และบทเรียนร่วมกัน และ สาม ตรวจสอบความเป็นธรรมก่อนขยายผล โดยพิจารณาว่าใครได้รับประโยชน์ ใครรับความเสี่ยง และชุมชนสามารถดูแลระบบต่อได้หรือไม่ พร้อมเสนอให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับประชาชน เป็นตัวชี้วัดสำคัญของงานวิจัยเพื่อสังคม โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าคนที่อยู่ห่างไกลจากอำนาจและการมองเห็นของระบบได้รับประโยชน์และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่ ขณะที่นวัตกรรมที่จะสร้างผลกระทบอย่างยั่งยืนต้องใช้งานง่าย ชุมชนดูแลต่อได้ มีหน่วยงานและงบประมาณในพื้นที่รองรับ และประชาชนผู้ใช้เห็นว่าสามารถแก้ปัญหาได้จริง

ด้าน ดร.บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร ผู้ดำเนินรายการและนักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สรุปว่า ความเหลื่อมล้ำในอนาคตจะมีความซับซ้อนมากขึ้นจากการซ้อนทับของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีดิจิทัล ภัยพิบัติ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ กับประชาชนกลุ่มเดิมที่มีต้นทุนและโอกาสจำกัดอยู่แล้ว โจทย์ของระบบวิจัยและนวัตกรรมไทยจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนองค์ความรู้หรือนวัตกรรม แต่ต้องทำให้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้าถึงประชาชนและกระจายโอกาสได้จริง โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ห่างไกลจากโอกาส พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนา เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเดินควบคู่กับความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้คนทุกกลุ่มสามารถเติบโตไปพร้อมกับประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ครชายขอบ, นวัตกรรม, สอวช, เหลื่อมล้ำ

นักเรียน Crest School คว้า 3 รางวัลโอลิมปิกวิชาการโลก สะท้อนการเรียนรู้รายบุคคล ต่อยอดความถนัดสู่เวทีนานาชาติ

4 กันยายน 2569 เวลา 09:33 น.

ศูนย์การเรียนเครสท์สคูล (Crest School) ภายใต้ LEARN Corporation ตอกย้ำแนวทางการเรียนรู้ที่ผสานพื้นฐานวิชาการเข้ากับการพัฒนาความถนัดเฉพาะบุคคล หลัง นายศรัณย์ภัทร อุ่ยละพันธุ์ นักเรียนจาก Crest School ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 4 ผู้แทนประเทศไทย และคว้า 3 รางวัลจากการแข่งขันวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 19 (19th International Earth Science Olympiad: IESO 2026) ณ เมืองตูริน ประเทศอิตาลี ท่ามกลางผู้เข้าแข่งขันกว่า 160 คน จาก 40 ประเทศทั่วโลก

นายศรัณย์ภัทร อุ่ยละพันธุ์ หรือ “โฟกัส” นักเรียน Year 10 แห่ง Global Engineering Pathwa

จาก Crest School คว้า 3 รางวัลในการแข่งขัน IESO 2026 ได้แก่

  • เหรียญเงินจาก IESO Individual Competition การแข่งขันประเภทบุคคล ซึ่งวัดจากคะแนนรวมของ Written Test และ Practical Test
  • เหรียญทองแดงจาก Earth Science Project (ESP) การแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์โลก
  • เหรียญทองแดงจาก International Team Field Investigation (ITFI) การสำรวจภาคสนามร่วมกับสมาชิกทีมนานาชาติ

โดยก่อนหน้านี้ นายศรัณย์ภัทรคว้าเหรียญทองและทำคะแนนรวมสูงสุดของประเทศจากการแข่งขันวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศโอลิมปิกระดับชาติ (TESO 2026) จนได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 4 ผู้แทนประเทศไทย ส่วนผลการแข่งขันประเภทบุคคลของผู้แทนประเทศไทยใน IESO 2026 สามารถคว้าได้รวม 2 เหรียญเงินและ 2 เหรียญทองแดง ซึ่งนับเป็นพัฒนาการที่น่าภาคภูมิใจ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ที่ประเทศไทยได้รับเหรียญทองแดงในรายการดังกล่าว

นายศรัณย์ภัทรมีความสนใจด้านธรณีวิทยามาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะเรื่องหิน ฟอสซิล และไดโนเสาร์ ก่อนพัฒนาความรู้ผ่านการศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง จนก้าวสู่การเป็นผู้แทนประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ ขณะที่ Crest School สนับสนุนการพัฒนาความถนัดดังกล่าวผ่าน Career-based Curriculum โดยนายศรัณย์ภัทรเลือกเรียนใน Global Engineering Pathway ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้พัฒนาความรู้และทักษะที่สอดคล้องกับความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมอย่างต่อเนื่อง  ควบคู่กับการเรียนแบบ Project-Based ที่เสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการนำเสนอ นอกจากนี้ ในช่วงที่เข้าร่วมค่ายและการแข่งขัน Crest School ยังช่วยวางแผนการเรียน การสอบ และการทบทวนเนื้อหา ทำให้นายศรัณย์ภัทรสามารถเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันได้อย่างเต็มที่ โดยไม่กระทบต่อความต่อเนื่องของการเรียนตามหลักสูตร แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ Crest School ที่มุ่งต่อยอดความสนใจของผู้เรียนให้เป็นเส้นทางการพัฒนาที่ชัดเจน พร้อมสนับสนุนให้แต่ละคนก้าวไปสู่เป้าหมายได้อย่างเต็มศักยภาพ 

ผู้ที่สนใจสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านวิชาการ ทักษะที่จำเป็น และศักยภาพเฉพาะบุคคล สามารถศึกษาข้อมูลหลักสูตรและรายละเอียดของศูนย์การเรียนเครสท์สคูลได้ที่ www.crestschool.ac.th โทร. 065-954-3645 หรือ LINE Official: @crestschool

แนวหน้าแอดมิน #ฟิรุมุคุง

‘นิพนธ์’ ขอบคุณ ‘อนุทิน-สุชาติ’ ปลดล็อก’นกกรงหัวจุก’ คืนวิถีคนใต้ ต่อยอดเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้ถูกกฎหมาย

3 กันยายน 2569 เวลา 19:54 น.

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวขอบคุณ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่รับฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน และผลักดันการปลดล็อก “นกกรงหัวจุก” จนสามารถดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นายนิพนธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นข้อเรียกร้องของประชาชนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งนกกรงหัวจุกเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และกิจกรรมของชุมชนมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ก็เคยมีการจัดกิจกรรมและการแข่งขันนกกรงหัวจุกอย่างคึกคัก

แต่ในระยะหลัง ผู้จัดกิจกรรมและประชาชนจำนวนมากไม่กล้าจัดการแข่งขันหรือดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับการครอบครองและการเพาะเลี้ยง ทำให้วิถีที่เคยมีอยู่ในชุมชนต้องซบเซาลง

“วันนี้ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และท่านสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ที่เห็นความสำคัญของเสียงจากประชาชนและช่วยกันผลักดันเรื่องนี้จนเกิดผล เพราะสำหรับพี่น้องในภาคใต้ นกกรงหัวจุกไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง แต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต อาชีพ และเศรษฐกิจของชุมชนโดยตรง” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวว่า การปลดล็อกครั้งนี้จะเกิดประโยชน์กับประชาชนในหลายด้าน ทั้งการเพาะพันธุ์และจำหน่ายนก การผลิตอาหารนก การทำกรงและอุปกรณ์ ซึ่งเป็นงานฝีมือและภูมิปัญญาของชาวบ้าน ตลอดจนการจัดการแข่งขันที่สามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงไปถึงร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก และการท่องเที่ยวในพื้นที่

การแข่งขันนกกรงหัวจุกยังมีความสำคัญต่อการคัดเลือกสายพันธ์ นกที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์และขยายพันธุ์ต่อไป โดยนกที่มีคุณภาพมีน้ำเสียงดีจะมีมูลค่าตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท เมื่อสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องและเปิดเผย ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างอาชีพ และสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนมากขึ้น

“จากนี้ประชาชนไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาจับกุม สามารถเลี้ยง เพาะพันธุ์ ซื้อขาย และจัดกิจกรรมได้อย่างเปิดเผยภายใต้กฎหมาย สิ่งเหล่านี้จะทำให้ภูมิปัญญาของชาวบ้านกลับมาสร้างรายได้ และสามารถพัฒนานกกรงหัวจุกให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจของพื้นที่ได้อย่างจริงจัง” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงประมาณเดือนตุลาคม 2569 หรืออย่างช้าช่วงต้นปี 2570 มีแนวคิดที่จะจัดการแข่งขันและประกวดนกกรงหัวจุกครั้งใหญ่ เพื่อเป็นการประเดิมหลังการปลดล็อก พร้อมขอถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความคึกคัก ฟื้นฟูกิจกรรมของชุมชน และต่อยอดให้เกิดรายได้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป.

นกกรงหัวจุก, นิพนธ์ บุญญามณี

อว.หนุนไทยสู่ ‘ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารสุขภาพระดับเอเชีย’ ในงาน Vitafoods Asia 2026

3 กันยายน 2569 เวลา 15:21 น.

กระทรวง อว.หนุนไทยสู่ “ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารสุขภาพระดับเอเชีย” ในงาน Vitafoods Asia 2026 เดินหน้าเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคอุตสาหกรรมพร้อมยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่น สมุนไพรและความหลากหลายทางชีวภาพของไทย

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบหมายให้ ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว.เป็นประธานในพิธีเปิดงานแสดงสินค้าและนวัตกรรมส่วนผสมอาหารสุขภาพระดับเอเชีย “Vitafoods Asia 2026” โดยมีนายมนู เลียวไพโรจน์ ประธานอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกล่าวสนับสนุนการจัดงาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า อนาคตของเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness Economy) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงการจำหน่ายสินค้า แต่เกิดจากการสร้างองค์ความรู้ การวิจัยพัฒนา การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ และการขยายผลสู่เชิงพาณิชย์ กระทรวง อว.มีความมุ่งมั่นที่จะเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคอุตสาหกรรม โดยผนึกกำลังร่วมกับภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่น สมุนไพร และความหลากหลายทางชีวภาพของไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก

ภายหลังพิธีเปิดงาน รองปลัดกระทรวง อว. พร้อมคณะผู้บริหาร ได้เดินเยี่ยมชมการจัดแสดงนวัตกรรมและงานวิจัยภายในงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวง อว. ที่ร่วมจัดแสดงผลงานและออกบูธนิทรรศการ ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช. / NSTDA) ร่วมกับ โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) นำเสนอแนวทางช่วยเหลือและสนับสนุนภาคธุรกิจ SME ในการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว. / TISTR) นำเสนอนวัตกรรมและการบริการแบบครบวงจร (Total Solution Services) ด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชัน การสกัดสารสำคัญจากสมุนไพร ตลอดจนการทดสอบ วิเคราะห์ และออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทย

ทั้งนี้ งาน Vitafoods Asia 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2  –4 ก.ย.2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการวิจัย การผลิต และนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและสารสกัดในภูมิภาคเอเชียอย่างเป็นรูปธรรม

Vitafoods Asia 2026, อว.

CHOL Aromatique เปิดตัว ‘SOUL STATES’ Functional Fragrance 5 สภาวะอารมณ์ สู่กลิ่นหอมที่สะท้อนตัวตน

4 กันยายน 2569 เวลา 11:21 น.

CHOL Aromatique (ชล อโรมาทีค) แบรนด์เครื่องหอมสัญชาติไทย เดินหน้าขยายธุรกิจ ต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน Aromatherapy ขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์สู่ตลาด Personal Fragrance เปิดตัว “SOUL STATES” คอลเลกชัน Functional Fragrance ที่นำ Natural Essential Oils มาผสานกับศาสตร์การปรุงน้ำหอมสมัยใหม่ ถ่ายทอด 5 สภาวะอารมณ์ผ่าน 5 กลิ่นที่มีบุคลิกแตกต่างกัน

การเปิดตัว SOUL STATES นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในพัฒนาการของ CHOL หลังจากเปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการเมื่อปี2023  ด้วยจุดยืนในการนำศาสตร์ Aromatherapy และ Aromachology มาตีความใหม่ให้เข้ากับ Urban Lifestyle ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ใช้กลิ่นเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างบรรยากาศและช่วงเวลาในชีวิตประจำวัน จากผลิตภัณฑ์ Natural Essential Oils และ Home Fragrance  CHOL ได้พัฒนาพอร์ตโฟลิโออย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์รวมกว่า 70 รายการ ครอบคลุม 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย Home&Aroma 50% Personal Care 20% และ Fragrance 30%

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา CHOL สามารถสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 แบรนด์ เติบโตด้านยอดขายเฉลี่ย 25% โดยผลิตภัณฑ์กลุ่ม Home & Aroma ยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าหลักของแบรนด์ โดยสร้างรายได้คิดเป็น 60% ของยอดขาย

ทิน โชคกมลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชล แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด  ผู้ก่อตั้งแบรนด์ CHOL Aromatique กล่าวว่า  “จากวันแรกที่เริ่มต้น CHOL เรามีความตั้งใจที่จะทำให้ศาสตร์แห่งกลิ่นและน้ำมันหอมระเหยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ตลอดช่วงที่ผ่านมาเราไม่ได้เติบโตเพียงในแง่จำนวนผลิตภัณฑ์หรือช่องทางจำหน่าย แต่ยังได้เรียนรู้พฤติกรรมของผู้บริโภคมากขึ้นว่า คนไม่ได้มองหาความหอมเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ ความรู้สึก และความหมายที่ได้รับจากกลิ่นมากขึ้นด้วย สิ่งนี้ทำให้เราเห็นโอกาสในการนำจุดแข็งเดิมของ CHOL มาต่อยอดไปสู่หมวดผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะ Personal Fragrance ซึ่งเป็น Category ที่มีความใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น และสามารถสะท้อนทั้งบุคลิก ความรู้สึก และรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน การเข้าสู่ตลาดน้ำหอมจึงไม่ใช่การเปลี่ยนทิศทางของแบรนด์ แต่เป็นการขยายขอบเขตของสิ่งที่ CHOL เชี่ยวชาญอยู่แล้วให้กว้างขึ้น”

จาก Aroma สู่ Personal Fragrance ขยายโอกาสจาก Core Expertise เดิม

ในเชิงกลยุทธ์ CHOL มองการเข้าสู่ตลาด Personal Fragrance เป็นการต่อยอดจาก Core Competency ด้าน Essential Oils, Aromatherapy และ Aromachology ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของแบรนด์ตั้งแต่เริ่มต้น โดยนำองค์ความรู้เดิมมาพัฒนาร่วมกับศาสตร์การปรุงน้ำหอม เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากการพัฒนาน้ำหอมโดยมุ่งเน้นเพียงกลิ่นหรือเทรนด์ของตลาด

ขณะเดียวกัน การเพิ่ม Personal Fragrance เข้ามาในพอร์ตโฟลิโอ ยังเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจของ CHOL สู่ตลาด Lifestyle ที่หลากหลายยิ่งขึ้น จากผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์บรรยากาศรอบตัว สู่ผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคสามารถพกพาและใช้ในชีวิตประจำวัน ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีความสนใจในน้ำหอม Wellness และผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ พร้อมเปิดโอกาสให้ CHOL เข้าถึงทั้งฐานลูกค้าเดิมและกลุ่มผู้บริโภคใหม่ได้กว้างขึ้น

นอกจากนี้ CHOL ยังมองเห็นโอกาสจากตลาดน้ำหอมและผลิตภัณฑ์ Fragrance ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากข้อมูล Euromonitor International ตลาดน้ำหอมในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 14,900 ล้านบาทในปี 2025 ในแง่ยอดขายปลีก และเติบโตประมาณ 10% จากปีก่อน ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคมีแนวโน้มเปิดรับแบรนด์เฉพาะทางและน้ำหอมที่มีแนวคิดหรือเรื่องราวเฉพาะตัวมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับแบรนด์ไทยในการสร้างความแตกต่างด้วย Product Concept และความเชี่ยวชาญของแบรนด์

SOUL STATES ก้าวใหม่ของ CHOL ในตลาด Personal Fragrance

ภายใต้แนวคิด “Fragrance is more than scent.” CHOL ต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านศาสตร์แห่งกลิ่นสู่ตลาด Personal Fragrance ผ่าน SOUL STATES คอลเลกชันน้ำหอมที่พัฒนาจากแนวคิด Aromachology ซึ่งเชื่อมโยงกลิ่นเข้ากับสภาวะอารมณ์ของผู้ใช้ พร้อมการผสาน Natural Essential Oils ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งของ    แบรนด์ เข้ากับศาสตร์การปรุงน้ำหอมสมัยใหม่ เพื่อสร้าง Fine Fragrance ที่มีเอกลักษณ์และถ่ายทอด Emotional State ที่แตกต่างกัน สะท้อนทิศทางของ CHOL ในการขยายพอร์ตจาก Aromatherapy และผลิตภัณฑ์เครื่องหอม สู่หมวด Personal Fragrance ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์สำคัญในการขยายฐานลูกค้าและโอกาสการเติบโตของแบรนด์ในระยะต่อไป

SOUL STATES — 5 กลิ่น 5 สภาวะอารมณ์

SOUL STATES ประกอบด้วยน้ำหอม 5 กลิ่น ซึ่งแต่ละกลิ่นได้รับการออกแบบให้มีบุคลิก พลัง และสภาวะอารมณ์เฉพาะตัว ตั้งแต่ความสงบและชัดเจนภายใน ไปจนถึงความอ่อนโยน ความมั่นคง เสน่ห์ และความลุ่มลึก เปิดโอกาสให้ผู้สวมใส่เลือกกลิ่นให้สอดคล้องกับความรู้สึก บุคลิก หรือช่วงเวลาที่แตกต่างกันในแต่ละวัน

  • Silent Matcha น้ำหอมที่ถ่ายทอดสภาวะของความสงบและสมาธิ หรือ Calm Focus ผ่านโทนกลิ่น Fresh, Green, Airy และ Clean ให้ความรู้สึกเหมือนลมหายใจสีเขียวอ่อนในยามเช้า ท่ามกลางความสงบที่เปิดพื้นที่ให้ความคิดเริ่มชัดเจนขึ้น
  • Cloud Petals ถ่ายทอดพลังของ Gentle Comfort ผ่านกลิ่นโทน Creamy และ White Floral เสมือนกลีบดอกไม้สีขาวที่ลอยเบาอยู่ในอากาศ สร้างความรู้สึกผ่อนคลาย อ่อนโยน และโอบล้อมผู้สวมใส่อย่างเป็นธรรมชาติ
  • Between Trees น้ำหอมสำหรับสภาวะของ Quiet Confidence ถ่ายทอดความรู้สึกมั่นคงและสมดุลผ่านโทน Woody, Dry และ Clean กลิ่นถูกออกแบบให้ชวนให้นึกถึงอากาศที่ไหลผ่านแนวต้นไม้ รากที่หยั่งลึกลงสู่พื้นดิน และความมั่นคงที่เกิดขึ้นจากภายใน
  • Velvet Vanda ตัวแทนของ Magnetic Attraction ผ่านกลิ่น Warm, Soft และ Skin-Scent ที่สร้างเสน่ห์อย่างเป็นธรรมชาติ ให้บรรยากาศอบอุ่น น่าค้นหา และเปล่งประกายอย่างไม่จำเป็นต้องพยายาม
  • Ashen Rose กลิ่นที่สะท้อน Emotional Depth และความลุ่มลึกของตัวตน ผ่านโทน Deep, Shadowed และ Resinous สร้างบรรยากาศของความนิ่งลึก ความครุ่นคิด และประสบการณ์ที่ค่อย ๆ เปิดเผยความหมายเมื่อเวลาผ่านไป

หัวใจสำคัญในการพัฒนา SOUL STATES อยู่ที่ 4 แนวคิดหลัก ได้แก่ Aromachology-inspired Functional Fragrance, การใช้ Natural Essential Oils, Modern Fine Fragrance Construction และ Emotional State-driven Design ทำให้แต่ละกลิ่นไม่ได้ถูกสร้างจากโครงสร้างความหอมเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากสภาวะอารมณ์ที่ต้องการถ่ายทอด ก่อนนำองค์ประกอบของกลิ่นมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย

“สำหรับเรา SOUL STATES ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัวน้ำหอมคอลเลกชันใหม่ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ของ CHOL จากแบรนด์ที่นำกลิ่นเข้ามาสร้างบรรยากาศในชีวิตประจำวัน ไปสู่แบรนด์ที่ต้องการให้กลิ่นเป็นส่วนหนึ่งของการรู้จักและแสดงออกถึงตัวตน เราอยากให้คนสามารถเลือกกลิ่นตามสิ่งที่ตัวเองต้องการในแต่ละช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นความสงบ ความอ่อนโยน ความมั่นคง เสน่ห์ หรือความลุ่มลึก เพราะในแต่ละวัน เราทุกคนสามารถมี Soul State ที่แตกต่างกันได้” ทิน กล่าวทิ้งท้าย

SOUL STATES by CHOL Aromatique วางจำหน่ายในขนาด 50 มล. ราคา 2,690 – 3,290 บาท ประกอบด้วย Silent Matcha, Cloud Petals, Between Trees, Velvet Vanda และ Ashen Rose ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2026 เป็นต้นไป ที่ CHOL Aromatique สาขา Central World, ICONSIAM, King Power Suvarnabhumi & Rangnam รวมถึงช่องทางออนไลน์ http://www.cholaromatique.com

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line OA : @cholaromatique หรือ http://www.cholaromatique.com

CHOL Aromatique, SOUL STATES

โอเรียนท์เปิดตัว Diver Design ด้วยรุ่น GMT รุ่นแรก พร้อมหน้าปัดสีสันใหม่ที่โดดเด่นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

4 กันยายน 2569 เวลา 11:12 น.

โอเรียนท์ (Orient) แบรนด์นาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่น นำโดย UKT (UNITED KRUNGTHONG Trading) ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย จัดงานเปิดตัว Orient Pop-up ณ ชั้น 2 เซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมการเปิดตัวนาฬิกา Diver Design GMT และรุ่น Diver Design GMT Limited Edition ซึ่งมีฟังก์ชั่น GMT ที่สามารถบอกเวลาได้ 2 ไทม์โซน พร้อมนำเสนอผ่าน Pop-up ที่ดีไซน์บูธด้วย 2 สถานที่ที่แตกต่างกันอย่างมากในเรื่องของเวลา ทั้งยังเป็นสถานที่ที่มีเอกลักษณ์และเป็นที่รู้จัก อย่างหาดไมอามี่ และกรุงโตเกียว นอกจากนี้ภายในงานยังได้รับเกียรติจากนักแสดงหนุ่ม โนอึล–ณัฐรัชต์ ตังวาย มาร่วมงานเปิดตัวในครั้งนี้

การเปิดตัวนาฬิกา Diver Design GMT และรุ่น Diver Design GMT Limited Edition ในครั้งนี้นับเป็นการนำฟังก์ชั่นแสดงเวลาสองโซน (Dual Time Zone) มาสู่ซีรีส์ Diver Design เป็นครั้งแรก โดย Diver Design GMT ถือเป็นซีรีส์ไอคอนิกที่สำคัญของ Sport Collection พร้อมกันนี้ยังเผยโฉมนาฬิการุ่นใหม่ในซีรีส์ Diver Design อีก 4 รุ่น พร้อมโทนสีสดใหม่ที่ช่วยเสริมความโดดเด่นให้กับหน้าปัดแบบขีดบอกเวลา (Bar index)  ด้วยฟังก์ชั่นและสีสันที่เหมาะสมกับ     ไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยและกระฉับกระเฉง ที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

Orient Diver Design ถ่ายทอด DNA การออกแบบของนาฬิกาในดีไซน์แบบสปอร์ตดำน้ำของโอเรียนท์ที่มีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ผสานรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งเข้ากับคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ความสามารถในการป้องกันแรงดันน้ำได้เทียบเท่าระดับความลึกถึง 200 เมตร กระจกคริสตัลแซฟไฟร์กันรอยขีดข่วน และกลไกอินเฮาส์อัตโนมัติซึ่งให้ความแม่นยำสูง มีดีไซน์ที่ล้ำสมัย สามารถใช้งานได้ทั้งในที่ทำงานและกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างลงตัว และยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องสำหรับการใช้งานในหลากหลายโอกาส

นาฬิกา Diver Design GMT รุ่นใหม่นี้ ผสานดีไซน์นาฬิกาดำน้ำเข้ากับฟังก์ชั่น GMT เป็นครั้งแรกในซีรีส์นี้ โดยใช้ทั้งเข็มชั่วโมงมาตรฐานและเพิ่มเติมเข็ม GMT ที่หมุนครบหนึ่งรอบทุก ๆ 24 ชั่วโมง ฟังก์ชั่น GMT นี้ช่วยให้สามารถแสดงเวลาสองโซนพร้อมกันได้ โดยฟังก์ชั่นนี้ปรากฏครั้งแรกในนาฬิกาข้อมือในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เมื่อการบินพลเรือนเริ่มขยายตัวไปทั่วโลก และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหมู่นักบินและลูกเรือสายการบินที่เดินทางข้ามเขตเวลา รวมถึงนักเดินทาง    ทั่วโลก

ทั้ง Diver Design GMT และ Diver Design รุ่นใหม่ ออกแบบมาเพื่อความอเนกประสงค์ในการใช้งาน ตอบโจทย์ ผู้สวมใส่ที่ต้องการนาฬิกาดีไซน์สปอร์ตที่ใช้งานได้จริงและมีเอกลัษณ์  มาพร้อมเม็ดมะยมแบบขันเกลียวและฝาหลังแบบขันเกลียว เพื่อกันน้ำในระดับความลึกเทียบเท่า 200 เมตร พร้อมด้วยสายนาฬิกาที่แข็งแรงทนทานทำจากสแตนเลสคุณภาพสูง (SUS316L)  กลไกอินเฮาส์การทำงานแบบอัตโนมัติ (สามารถขึ้นลานด้วยมือ) ช่วยให้สามารถขึ้นลานนาฬิกาจนเต็มได้ในเวลาอันสั้น และให้ความเที่ยงตรงอยู่ที่ +25 วินาทีถึง -15 วินาทีต่อวัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่ดึงดูดใจของนาฬิกา Diver Design

สำหรับ Orient คำว่า GMT ไม่ได้มีความหมายแค่ “Greenwich Mean Time” แต่คือ “Great Moment Time” ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหน หรือสถานที่ไหน ให้นาฬิกา Orient Diver Design GMT เป็นส่วนหนึ่งในทุกช่วงเวลาและทุกสถานที่ที่แสนประทับใจ และในครั้งนี้ Orient Pop-up ได้ถูกสร้างสรรค์และออกแบบมาด้วยคอนเซ็ปต์ที่ต้องการสื่อสารถึงฟังก์ชั่น GMT ที่สามารถบอกเวลาได้ 2 ไทม์โซน โดยนำเสนอผ่านสีของท้องฟ้าจาก 2 สถานที่แห่งความประทับใจอย่าง หาดไมอามี่ และ กรุงโตเกียว ด้วยคอนเซ็ปต์ “Day in Maimi, Night in Tokyo” อีกทั้งภายในงานยังได้ โนอึล-ณัฐรัชต์ ตังวาย มาร่วมงานเปิดตัวในครั้งนี้

พบกับคอลเลกชัน Diver Design GMT จากแบรนด์โอเรียนท์ได้แล้ววันนี้ที่ Orient Pop-up at Central World ชั้น 2 เซ็นทรัลเวิลด์ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/orientthailand.watch หรือ www.orientwatch-th.com

#ORIENT #OrientThailand #MadeDifferent #DiverDesign #DiverDesignGMT #UnitedKrungThong #Sportcollection

Asava เผยโฉมแฟลกชิปสโตร์แห่งใหม่ ณ Gaysorn Amarin พร้อมพาชมคอลเลกชัน Autumn/Winter 2026 ‘A Life In Between’

4 กันยายน 2569 เวลา 11:06 น.

Asava แบรนด์เสื้อผ้าสตรีที่สะท้อนความเรียบโก้และสง่างาม นำโดย คุณหมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง Asavagroup  ตอกย้ำภาพลักษณ์พรีเมียมด้วยการเปิดตัวแฟลกชิปสโตร์แห่งใหม่ ณ Gaysorn Amarin  ใจกลางเมืองซึ่งการออกแบบร้าน Asava สาขา Gaysorn Amarin ถ่ายทอด DNA สไตล์มินิมอลแฝงความเรียบโก้ โดยดึงเทคนิคเสื้อผ้ามาสู่งานอินทีเรีย ผ่านการเล่น Contrast of Materials และโทนสีที่กลมกลืน ตั้งแต่ลายหินอ่อนไปจนถึงพรมไล่เฉดสีแบบ Custom-made ทั้งยังนำอัตลักษณ์ไทยอย่าง “บัว” มา Deconstruct ให้เป็นงาน Abstract สากลบนฉากหลัง และรังสรรค์เฟอร์นิเจอร์ไฮไลต์อย่างโซฟาไม้จริงจาก Vertier ที่ขัดมือชุบโครเมียมเงา สะท้อนงาน Craftsmanship ในทุกรายละเอียด

ความพิเศษของสาขา Gaysorn Amarin เป็นสาขาที่มีความสมบูรณ์แบบที่สุดทั้งในด้านการคัดสรรคอลเลกชันที่หลากหลาย และไซส์เสื้อผ้าที่มีให้เลือกถึง 6 ไซส์มาตรฐาน เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าได้ครบครันยิ่งขึ้น นอกจากเรื่องของไซส์แล้ว ในบางดีไซน์เรายังเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถ Customize เลือกปรับเปลี่ยนสีและชนิดผ้าได้เป็นกรณีพิเศษ โดยเฉลี่ยแล้วเราสามารถตัดเย็บและส่งมอบงานสั่งทำได้ภายใน 7–10 วัน นอกจากนี้ ที่สาขา Gaysorn Amarin ยังมี Limited Thai Silk Collection by Asava ซึ่งจะมีเฉพาะที่ Gaysorn Amarin เท่านั้น

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากเหล่าเซเลบริตี้และคนดังระดับแถวหน้ามาร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ มิว-นิษฐาคูหาเปรมกิจ, ต้าเหนิง-กัญญาวีร์ สองเมือง และเอินเอิน-ฟาติมา เดชะวลีกุลร่วมสัมผัสประสบการณ์ความงามของ Asava พร้อมกันนี้ Asava ได้พาชมคอลเลกชัน Autumn/Winter 2026 ‘A Life In Between’ ที่ได้แรงบันดาลใจจากคำกล่าวของ Diana Vreeland โดยมองว่าเสื้อผ้าคือส่วนหนึ่งของชีวิตมากกว่าแฟชั่น คอลเลกชันนี้ตั้งต้นการดีไซน์จาก DNA ของแบรนด์,ประเภทผ้า และฟังก์ชันการใช้งาน เพื่อสร้างเสื้อผ้าที่มิกซ์แอนด์แมตช์ง่าย ยืดหยุ่น และตอบโจทย์หลากหลายบทบาทในชีวิตประจำวัน โดดเด่นด้วยซิลูเอตที่ยังคงความเฉียบคมในแบบฉบับของ Asava แต่ผ่อนคลายมากขึ้น โดยวัสดุยังคงเป็นหัวใจสำคัญของคอลเลกชัน ตั้งแต่ผ้าเจอร์ซี่ (Jersey) และผ้านิต (Knit) ที่ถูกตีความใหม่ในซิลูเอตอันประณีตยิ่งขึ้น ไปจนถึงผ้าลูกไม้ (Lace) ผ้าทาฟต้า (Taffeta) และผ้ากรอสเกรน (Grosgrain) ที่สร้างมิติ ผ่านเทคนิคการตีเกล็ด (Tucking), การจับเดรป (Draping), การจับรูด (Ruching) และการตกแต่งขอบผ้าแบบสแกลลอป (Scallop) ทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านพาเลตต์สี Neutral อันเป็นเอกลักษณ์ของ Asava พร้อมสอดแทรกเฉดสีสดใสอย่างสีฟ้า สีเขียว และสีชมพู เพื่อเติมความมีชีวิตชีวาให้กับคอลเลกชัน

A Life In Between จึงไม่ใช่เพียงคอลเลกชันสำหรับฤดูกาลใหม่ หากเป็นการออกแบบที่เติบโตไปพร้อมกับชีวิต เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ทำให้เสื้อผ้ามีความหมาย ไม่ใช่เพียงการออกแบบ แต่คือผู้คนและเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในนั้น ร่วมสัมผัสประสบการณ์แฟชั่นของ Asava ได้แล้ววันนี้ ณ ร้าน Asava ศูนย์การค้า Gaysorn Amarin ชั้น 2, ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 1 โซนดีพาร์ทเมนท์สโตร์, ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มโพเรียม ชั้น 1 โซนดีพาร์ทเมนท์สโตร์, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม ชั้น 2 โซนดีพาร์ทเมนท์สโตร์, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลแอทเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 2 โซนดีพาร์ทเมนท์สโตร์ และอาซาว่ากรุ๊ป แฟลกชิปสโตร์ ซอยสุขุมวิท 45 รวมถึงช่องทางออนไลน์ที่ Website : http://www.asavagroup.com, Line Official : @asavagroup, Lazada : https://bit.ly/AsavaXLazada และ Central Online :http://www.central.co.th/th/asava/women

@asavagroup #ALifeInBetween #AsavaAW26

OKMD ชวนคนไทยค้นหาความหมายของ ‘การมีชีวิตที่ยืนยาว’ ผ่านนิทรรศการและเทศกาลภาพยนตร์ Longevity for All

4 กันยายน 2569 เวลา 10:15 น.

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD จัดงาน “Longevity for All: Exhibition and Film Festival” ร่วมดำเนินงานกับวิสาหกิจเพื่อสังคม ฟองเมฆ และได้รับความร่วมมือจาก Documentary Club และสมาคมสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Media for Change Association) เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้ผ่านนิทรรศการ ภาพยนตร์ และบทสนทนา เพื่อชวนผู้คนร่วมออกแบบชีวิตผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลาย และค้นพบว่าการมีชีวิตที่ยืนยาว ไม่ได้วัดจากจำนวนปีของชีวิต หากแต่คือการใช้ทุกช่วงเวลาให้เต็มไปด้วยการเรียนรู้ การเติบโต และความหมาย

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ กล่าวว่า ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์และเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้คนมีอายุยืนยาวมากขึ้น คำถามสำคัญทุกวันนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า เราจะมีชีวิตยืนยาวได้อีกกี่ปี แต่คือ เราจะใช้ชีวิตให้มีคุณภาพและมีความหมายแบบยั่งยืนอย่างไร ซึ่งแนวคิดเรื่อง Longevity ในศตวรรษที่ 21 นี้ก็ได้ก้าวข้ามการมุ่งยืดอายุขัยเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างโอกาสให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถเรียนรู้ เติบโต และใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าในทุกช่วงวัย

“ดังนั้น OKMD จึงต้องการให้ Longevity for All เป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนเห็นว่า ‘การเรียนรู้’คือเครื่องมือสำคัญของการมีชีวิตที่ยืนยาว และไม่จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียนหรือสถาบันการศึกษา แต่เกิดขึ้นได้จากประสบการณ์รอบตัว ศิลปะ ภาพยนตร์ การแลกเปลี่ยนความคิด และการได้ตั้งคำถามกับชีวิตของตนเอง ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเติบโตตลอดช่วงชีวิต”

ภายในงาน Longevity for All ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสนิทรรศการเชิงประสบการณ์ที่ออกแบบให้ผู้ชมใช้ประสาทสัมผัสทั้งการมองเห็น การฟัง การสัมผัส และการมีปฏิสัมพันธ์ เพื่อสำรวจความเชื่อมโยงระหว่างสมอง ร่างกาย อารมณ์ และการเรียนรู้ ผ่านแนวคิด Live – Love – Learn ที่ชวนให้กลับมาทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ชีวิต การเรียนรู้ และการค้นหาความหมายของชีวิตในแบบของตนเอง
ดร.ทวารัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไฮไลท์ของงาน คือ เทศกาลภาพยนตร์เพื่อการเรียนรู้ (Film Festival) ที่คัดสรรผลงานระดับนานาชาติซึ่งสะท้อนแง่มุมของชีวิต ความทรงจำ ความรัก และการเติบโต ไม่ว่าจะเป็น Moriyama-San (2017) สารคดีที่ชวนมองเห็นคุณค่าของความเรียบง่ายและการใช้ชีวิตอย่างมีสติ The Bridges of Madison County (1995) ภาพยนตร์คลาสสิกที่ตั้งคำถามถึงความรัก การเลือก และคุณค่าของช่วงเวลาสำคัญในชีวิต และ Aftersun (2022) ภาพยนตร์ร่วมสมัยที่ถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก ความทรงจำ และการเยียวยาบาดแผลภายในอย่างละเอียดอ่อน

ด้านคุณเปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสมาคมสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง กล่าวว่า ภาพยนตร์และสารคดีไม่ได้เป็นเพียงสื่อเพื่อความบันเทิง หากแต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สำรวจตัวเองผ่านเรื่องราวของผู้อื่น ได้ตั้งคำถามกับความคิด ความทรงจำ ความสัมพันธ์ และการตัดสินใจในชีวิต ผ่านประสบการณ์ที่ทั้งสะเทือนอารมณ์และชวนใคร่ครวญ เพราะหลายครั้งการเรียนรู้ที่สำคัญไม่ได้เกิดจากการได้รับคำตอบ แต่เกิดจากการกล้าที่จะตั้งคำถามกับชีวิตของตนเอง

“เราหวังว่าผู้เข้าร่วมงานจะไม่ได้เพียงรับชมภาพยนตร์ แต่จะเดินออกไปพร้อมบทสนทนาบทใหม่กับตัวเอง เพราะบางครั้งการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด อาจเริ่มต้นจากการตั้งคำถามกับชีวิตของเราเอง นอกจากกิจกรรมภายในงานแล้ว เรายังได้จัดทำคลิปวิดิโอและองค์ความรู้ด้าน Longevity ในหลากหลายมิติ โดยรวบรวมไว้ใน OKMD Knowledge Portal เพื่อให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง เราต้องการให้เป็นแพลตฟอร์มกลางเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทย”

ตลอดสองวันของงาน ยังมีกิจกรรมเสวนาและเวิร์กช็อปจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา อาทิ รศ.ดร.นพ.ชัยภัทร ชุณหรัศมิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.รัชชุพร สุขสถาน ผู้เชี่ยวชาญด้านพืชสมุนไพรสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ดร.สฤกกา พงษ์สุวรรณ หัวหน้า Happiness Science Hub ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) คุณวีรพร นิติประภา นักเขียนรางวัลซีไรต์ 2 สมัย และ ดีเจอ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล ที่จะร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัส การเรียนรู้ ความรัก ความทรงจำ และการเยียวยา เพื่อชวนผู้เข้าร่วมสำรวจชีวิตในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

งาน Longevity for All : Exhibition and Film Festival เปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้สนใจด้านสุขภาพ การเรียนรู้ตลอดชีวิต ภาพยนตร์ ศิลปะ การออกแบบประสบการณ์ นักสร้างสรรค์ หรือประชาชนทั่วไปที่ต้องการค้นหาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต โดยเชื่อว่าการมีชีวิตที่ยืนยาวไม่ได้เกิดจากการเพิ่มจำนวนปีของชีวิตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเติมเต็มทุกช่วงเวลาของชีวิตด้วยการเรียนรู้ ความสัมพันธ์ และความหมาย
ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ในวันที่ 5 – 6 กันยายน 2569 ณ โรงภาพยนตร์เฮาส์ สามย่าน หรือติดตามรายละเอียดได้ที่ FB : OKMD

Longevity for All, OKMD

คุณแหน : 4 กันยายน 2569

4 กันยายน 2569 เวลา 04:00 น.

ll ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย เป็นประธานมอบทุนการศึกษาของ มูลนิธิเพื่อการศึกษาของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนนิสิตนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีและมีศักยภาพเป็นนักการตลาดรุ่นใหม่ในโครงการ “The Future Marketer” 7 กย. 13.30-15.30 น. ณ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย..

ll ชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี เปิดงานอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างการรับรู้ให้รู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ครั้งที่ 3 จ.นนทบุรี จัดโดย ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ..

ll มิตรสหายยินดีกับ นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ที่ได้เป็น อธิบดีกรมการแพทย์ ตั้งแต่ 1 ตค. เป็นต้นไป..

ll ณรงค์วิทย์ พบพาน รอง ผวจ.นครปฐม เป็นประธานเปิดกิจกรรม “เส้นทางตามรอยพระเถราจารย์ สัมผัสศรัทธาแห่งธรรมเมืองนครปฐม จ.นครปฐม”  ณ องค์พระปฐมเจดีย์..

ll ชาว LSP 2 ร่วมยินดีกับ พรรคพงษ์ อัคนิวรรณ ที่ได้เป็น ซีอีโอ บจ.ไวร์เออ แอนด์ ไวร์เลส ซึ่งอยู่ในกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น..

ll เพื่อนๆชาว Digital CEO พร้อมใจกันเลือก ดร.โชคชัย เอี่ยมฤทธิไกร เป็นประธานรุ่นคนใหม่แทน ดร.คณพศ นิจสิริภัช ที่หมดวาระ..

ll ดร.จรวยพรภัทร ลีสมสิริ ควง จารุวรรณ น้าประทานสุข ลูกสาวคนโตไปร่วมวิ่งงานซิดนีย์มาราธอน พร้อมพาหลานๆเที่ยวต่ออีกหนึ่งสัปดาห์ งานนี้คุณอูฐสุดแฮปปี้เพราะจบวิ่งสวยๆแบบไม่เจ็บตัวและยังทำลายสถิติตัวเองอีกด้วย..

ll ยามว่าง ภก.ไพศาล พุทธสันติธรรม ชวน ณัฐพงศ์ โกวิทยานันต์, เอกชัย โชติพิทยสุนนท์, ดร.วุฒิชัย ปรีพุทธรัตน์, สมศักดิ์ ตรียากิจ, กำพล สิงห์โต ไปออกรอบกันที่ สนามกอล์ฟ รอยัล บางปะอิน กอล์ฟคลับ..

ll ดร.ณรงค์ทัศน์ ธัญญเวทย์ Chief AI Officer บมจ.เรียล สมาร์ท ได้เป็นวิทยากรร่วมในหัวข้อ หัวข้อ How “AI for Enterprise” Can Break Pilot Trap ในงาน Techsauce Global Summit 2026 10 อนุโมทนาบุญกับ ดร.พรเพ็ญ เดชวิไลศรี ที่บริจาคเงินช่วยสนับสนุนนักเรียนเด็กพิเศษของ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์..

ll รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย แสดงความยินดีกับ ดช.ปัญณัฎฐ์ รัตนวนิชย์โรจน์ นักเรียนชั้น ป.6/8 ได้รับรางวัล Gold Award of Pre-Senior Category of Violin และ ดช.ชยณัฎฐ์ รัตนวนิชย์โรจน์ นักเรียนชั้น ป.5/10ได้รับรางวัล Elite Award of Grade 2 Category of Piano ในการแข่งขันรายการ Tokyo Int’l Music & Dance Competition 2026 (TIMDC) Final Round ณ นครโตเกียว ญี่ปุ่น..

ll สวด พรวรา คมพงษ์ปภา ภริยา สมชาย คงพงษ์ปภา  ศาลา1 วัดหนองหลอด อ.เมือง ชัยภูมิ 1-5 ก.ย.19.00 น. ฌาปนกิจ 6 ก.ย.15.00 น. ..

ll ชื่นชม ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ที่คว้าแชมป์ AVC Women’s Volleyball Continental Championship 2026 และได้ตั๋วไปแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ LA 2028 ได้สำเร็จ ขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกคนที่ทำให้คนไทยใจฟูไปทั้งประเทศ..

น้องใหม่

50 ปี บนเส้นทางแห่งความเร็ว TAG Heuer Monza หวนคืนความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

3 กันยายน 2569 เวลา 18:34 น.

ครึ่งศตวรรษหลังจากการเปิดตัวครั้งแรก TAG Heuer Monza กลับมาหวนคืนความยิ่งใหญ่อีกครั้งในรุ่นผลิตจำนวนจำกัด ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาจับเวลาโครโนกราฟสำหรับสนามแข่งระดับตำนานอันโด่งดังที่สุดรุ่นหนึ่งของเมซง โดยผสานมรดกตกทอดแห่งโลกมอเตอร์สปอร์ตเข้ากับวัสดุแห่งยุคร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

ลา โช-เดอ-ฟง, สวิตเซอร์แลนด์, 1 กันยายน 2026

TAG Heuer แบรนด์นาฬิกาหรูชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีของ TAG Heuer Monza ด้วยการเปิดตัวรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันใหม่ล่าสุด เผยโฉมอย่างยิ่งใหญ่ต้อนรับการแข่งขัน FORMULA 1 PIRELLI GRAN PREMIO D’ITALIA 2026 ณ เมืองมอนซา โดย TAG Heuer Monza Flyback Chronograph รังสรรค์ขึ้นเพื่อรำลึกถึงรุ่นดั้งเดิมปี 1976 พร้อมผสานความเชี่ยวชาญด้านกลไกและเอกลักษณ์งานออกแบบอันสะท้อนตัวตนของเมซงยุคปัจจุบัน ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 500 พร้อมรันหมายเลข รวบรวมประวัติศาสตร์การแข่งรถอันยาวนานถึงครึ่งศตวรรษไว้ในนาฬิกาจับเวลาโครโนกราฟที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ประสิทธิภาพระดับสูงสุดในยุคปัจจุบัน

TAGHeuer, TAGHeuerThailand