อิหร่านเริ่มไว้ทุกข์ 40 วัน ให้กับ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี”

อิหร่านเริ่มไว้ทุกข์ 40 วัน ให้กับ "อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี"

2 มี.ค. 2569 10:28 น.

อิหร่านเริ่มไว้ทุกข์ 40 วัน ให้กับ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี”

รัฐบาลอิหร่านประกาศหยุดราชการ 7 วัน ควบคู่ไว้ทุกข์ 40 วัน ประธานาธิบดีเปเซชเคียนประณามเป็น การก่ออาชญากรรมครั้งใหญ่ 

วันที่ 2 มีนาคม 2569 รัฐบาลอิหร่านประกาศเริ่มช่วงไว้ทุกข์ทั่วประเทศเป็นเวลา 40 วัน ภายหลังการเสียชีวิตของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด จากการโจมตีของสหรัฐฯ และ อืเราเอล โดยรายงานระบุว่า การโจมตีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ยังคร่าชีวิตเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงหลายราย รวมถึงบุตรสาว บุตรเขย และหลานของคาเมเนอี นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดต่อโครงสร้างผู้นำอิหร่าน นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 2522 

ด้านประธานาธิบดีอิหร่าน ออกแถลงการณ์ผ่านสำนักงาน ประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “อาชญากรรมครั้งใหญ่” พร้อมประกาศหยุดราชการ 7 วัน ควบคู่กับช่วงไว้ทุกข์ 40 วันทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรุงเตหะรานว่า ประชาชนจำนวนมากหลั่งไหลออกสู่ท้องถนนหลังทราบข่าวการเสียชีวิตของคาเมเนอี โดยคาดว่าจะมีพิธีไว้อาลัยจัดขึ้นในหลายพื้นที่ แม้ยังคงมีการทิ้งระเบิดต่อเนื่องในบางเมือง ขณะที่รายงานการชุมนุมประณามการสังหารผู้นำสูงสุดในเมืองชีราซ ยาซูจ และลอเรสถาน ขณะที่ภาพจากสื่อทางการเผยให้เห็นผู้สนับสนุนจำนวนมากร่วมไว้อาลัยที่มัสยิดอิหม่ามเรซา เมืองมัชฮัด บางรายร้องไห้และเป็นลมด้วยความโศกเศร้า

แรงสะเทือนจากเหตุการณ์ยังลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างอิรัก ซึ่งประกาศไว้ทุกข์ 3 วัน โดยในกรุงแบกแดด ผู้ประท้วงรวมตัวในเขตกรีนโซน พื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารรัฐบาลและสถานทูตต่างประเทศ และมีรายงานเผชิญหน้ากับกองกำลังความมั่นคง บางส่วนพยายามเคลื่อนขบวนไปยังสถานทูตสหรัฐฯ พร้อมปิดกั้นการจราจรบริเวณวงเวียนใกล้ทางเข้าเขตกรีนโซน

สถานการณ์ในภูมิภาคยังคงตึงเครียดอย่างหนัก ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองและความมั่นคงที่อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในตะวันออกกลาง.

สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ คัดกรองโรคติดต่อ-ดูแลจิตใจ จัดสถานพยาบาลส่งกลับภูมิลำเนา

สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ คัดกรองโรคติดต่อ-ดูแลจิตใจ จัดสถานพยาบาลส่งกลับภูมิลำเนา

2 มี.ค. 2569 10:11 น.

สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ คัดกรองโรคติดต่อ-ดูแลจิตใจ จัดสถานพยาบาลส่งกลับภูมิลำเนา

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมของกระทรวงสาธารณสุขในการดูแลคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีการจัดทำแผนดูแลด้านสุขภาพกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินในต่างประเทศไว้แล้ว โดยจะมีการประสานสถานทูต กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย ประเมินระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ เพื่อพิจารณารูปแบบการช่วยเหลือภายใต้ 3 กรอบภารกิจคือ ประสานการดูแลระหว่างประเทศ รวมถึงระบบการแพทย์ทางไกล, ดูแลผู้เดินทางกลับประเทศในมิติทางกาย สุขภาพจิต และโรคติดต่อ จัดให้มีโรงพยาบาลรับส่งต่อ ทั้งทางกายและสุขภาพจิต

ด้าน นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. กล่าวว่า การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น จะใช้แนวทางที่เคยดำเนินการเมื่อปี 2566 คือ 1.คัดกรองสุขภาพทางกาย โดยกรมการแพทย์ดูแลสนามบินดอนเมือง และ บน.6 ดอนเมือง (กองทัพอากาศ) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ ดูแลสนามบินสุวรรณภูมิ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยองดูแลสนามบินอู่ตะเภา 2.คัดกรองโรค โดยกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ดูแล 3 สนามบิน และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 ดูแลสนามบินอู่ตะเภา 3.คัดกรองสุขภาพจิต โดยกรมสุขภาพจิตดูแลใน 3 สนามบิน ศูนย์สุขภาพจิตที่ 6 ดูแลสนามบินอู่ตะเภา 4.โรงพยาบาลรับส่งต่อโดยสถานพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์และกรมสุขภาพจิต และ 5.การดูแลสุขภาพต่อเนื่อง โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลตามภูมิลำเนา

นพ.สมฤกษ์กล่าวต่อว่า สำหรับกระบวนการดูแลคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ จะผ่านจุดตรวจสุขภาพ/คัดกรองโรคก่อน กรณีบาดเจ็บจะส่งตรวจสุขภาพหรือพบแพทย์ กรณีอาการผิดปกติโรคติดเชื้อ จะเก็บตัวอย่างส่งตรวจ โดยมีสถาบันบำราศนราดูร เตรียมห้องพักรองรับ กรณีไม่มีอาการผิดปกติ จะเข้าสู่การประเมินสุขภาพจิตและเยียวยาจิตใจ ก่อนประสานกรมการจัดหางานดูแลสิทธิประโยชน์/สิทธิแรงงานไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ความช่วยเหลือด้านสังคมและเดินทางกลับภูมิลำเนา.

สลด กราดยิงในบาร์เท็กซัส-โอไฮโอ ดับ 3 ศพ เจ็บ 20 ราย ตร.เร่งสอบความเชื่อมโยงก่อการร้าย

สลด กราดยิงในบาร์เท็กซัส-โอไฮโอ ดับ 3 ศพ เจ็บ 20 ราย ตร.เร่งสอบความเชื่อมโยงก่อการร้าย

2 มี.ค. 2569 09:45 น.

สลด กราดยิงในบาร์เท็กซัส-โอไฮโอ ดับ 3 ศพ เจ็บ 20 ราย ตร.เร่งสอบความเชื่อมโยงก่อการร้าย

เกิดเหตุกราดยิงในบาร์ 2 แห่งที่สหรัฐฯ ในรัฐเท็กซัส มือปืนสวมเสื้อมีข้อความพาดพิงศาสนา ตร.เร่งสอบเป็นก่อการร้าย อีกแห่งที่รัฐโอไฮโอ ยังไม่แน่ใจเอี่ยวความโกรธแค้นสหรัฐฯ ถล่มอิหร่านหรือไม่  

วันที่ 2 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เกิดเหตุกราดยิงบริเวณหน้า “บัฟฟอร์ดส์”  ร้านเบียร์การ์เดน ย่านบันเทิงในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส ของสหรัฐฯ เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. วันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ รวมผู้ต้องสงสัยก่อเหตุ และยังมีผู้บาดเจ็บ 14 ราย ในจำนวนนี้ 3 รายอาการสาหัส

ตำรวจเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สายตรวจในย่านอีสต์ซิกซ์สตรีท ได้รับแจ้งเหตุชายใช้อาวุธปืนยิงใส่ประชาชนบริเวณเวสต์ซิกซ์สตรีท เมื่อไปถึงพบชายต้องสงสัยใช้อาวุธปืน ก่อนเผชิญหน้าและยิงตอบโต้ ทำให้ผู้ต้องสงสัยเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ โดยคนร้ายขับรถเอสยูวีคันใหญ่ เปิดไฟฉุกเฉิน ลดกระจกลงแล้วใช้ปืนพกยิงใส่ผู้คนที่นั่งอยู่บริเวณลานหน้าร้าน จากนั้นจอดรถหยิบปืนไรเฟิลลงมาเดินย้อนกลับไปยังร้าน ก่อนถูกตำรวจ 3 คนเข้าสกัดและยิงวิสามัญ

เจ้าหน้าที่ตรวจค้นรถไม่พบวัตถุระเบิด แต่เอฟบีไอ ระบุว่า พบคนร้ายสวมเสื้อที่มีข้อความ “Property of Allah” หรือทรัพย์สินของอัลเลาะห์ และข้อบ่งชี้บางประการที่อาจเชื่อมโยงกับ การก่อการร้าย แม้การสอบสวนยังอยู่ในระยะต้น และยังไม่เปิดเผยรายละเอียด

วันเดียวกัน ยังเกิดเหตุกราดยิงอีกกรณีที่เมืองซินซินเนติ รัฐโอไฮโอ บริเวณถนนเคลล็อกก์ อเวนิว เจ้าหน้าที่ตำรวจและดับเพลิงเข้าระงับเหตุหลังรับแจ้งเหตุผู้บาดเจ็บจำนวนมาก เบื้องต้นมีรายงานผู้ถูกยิง 13 คน ก่อนยืนยันอย่างเป็นทางการว่า มีผู้บาดเจ็บ 9 คน ทั้งหมดอาการไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต และถูกนำส่งโรงพยาบาลแล้ว

ตำรวจซินซินเนติอยู่ระหว่างตรวจสอบที่เกิดเหตุและสืบสวนหาสาเหตุ โดยปิดการจราจรบริเวณดังกล่าวทุกทิศทางระหว่างดำเนินการสอบสวน.

ปิดแล้วหรือยังไม่ปิด? จับตา “ช่องแคบฮอร์มุซ” จุดยุทธศาสตร์พลังงานโลก

ปิดแล้วหรือยังไม่ปิด? จับตา “ช่องแคบฮอร์มุซ” จุดยุทธศาสตร์พลังงานโลก

2 มี.ค. 2569 09:43 น.

ปิดแล้วหรือยังไม่ปิด? จับตา “ช่องแคบฮอร์มุซ” จุดยุทธศาสตร์พลังงานโลก

ทั่วโลกต่างจับตาช่องแคบฮอร์มุซ จุดยุทธศาสตร์สำคัญด้านพลังงานของโลก หวั่นความตึงเครียดในตะวันออกกลาง จะส่งผลให้มีการปิดช่องแคบอีกครั้ง แม้อิหร่านจะยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการก็ตาม

หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เตหะรานได้ประกาศผ่านวิทยุสื่อสารถึงเรือในพื้นที่ว่า ห้ามผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าได้ปิดเส้นทางการเดินเรือดังกล่าวแล้ว ขณะที่นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว อัลจาซีราว่า ในขณะนี้ประเทศของเขาไม่มีความประสงค์ที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ และไม่มีแผนการที่จะกระทำการใดๆ ที่จะเป็นการขัดขวางการเดินเรือในช่องแคบดังกล่าวในระยะนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ แต่มีรายงานว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ยิงขีปนาวุธโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำของสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ จนเกิดเพลิงไหม้บนเรือดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้แต่ละประเทศต่างหลีกเลี่ยงการเข้าไปยังช่องแคบฮอร์มุซ หรือหยุดเดินเรือบางส่วน ทำให้สถานการณ์ใกล้เคียงกับการปิดช่องแคบไปโดยปริยาย

ทำไม “ช่องแคบฮอร์มุซ” จึงสำคัญต่อโลก?

ช่องแคบฮอร์มุซ คือทางออกแคบ ๆ ของอ่าวเปอร์เซียสู่ทะเลเปิด แม้เส้นทางเดินเรือจะกว้างเพียงประมาณ 2 ไมล์ แต่เป็นคอขวดพลังงานโลก เพราะเรือที่ผ่านจุดนี้ขนส่งน้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันโลก

นอกจากน้ำมันแล้ว ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และปุ๋ยคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของการค้าปุ๋ยโลกก็ต้องผ่านเส้นทางนี้เช่นกัน ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวในพื้นที่ส่งแรงสะเทือนไปยังตลาดพลังงานและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกทันที

ปิดจริงหรือแค่ “ปิดโดยพฤตินัย”?

แม้การปิดทางกายภาพ จะทำได้ยาก เพราะมีฐานทัพเรือสหรัฐประจำการจำนวนมากในภูมิภาค แต่วิธีที่อิหร่านสามารถทำได้จริงคือการวางทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือ ซึ่งถือเป็นการยกระดับรุนแรงอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติไม่จำเป็นต้องประกาศปิดอย่างเป็นทางการ หากระดับความเสี่ยงสูงขึ้น บริษัทเดินเรือก็อาจหยุดวิ่งเอง ขณะนี้บริษัทขนส่งรายใหญ่ เช่น Hapag-Lloyd และ CMA CGM ได้ระงับการผ่านช่องแคบและสั่งให้เรือหลบภัยแล้ว

โดยข้อมูลติดตามเรือแสดงให้เห็นว่า การจราจรทางทะเลในพื้นที่ลดลง เรือจำนวนมากทอดสมอรออยู่หรือเปลี่ยนเส้นทาง ขณะที่ศูนย์ UKMTO ของสหราชอาณาจักรเตือนถึงความเสี่ยงจากการคำนวณผิดพลาดหรือการระบุเป้าผิด

ผลกระทบพลังงาน–เศรษฐกิจโลก

ประเทศปลายทางหลักของน้ำมันและก๊าซจากฮอร์มุซ ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอินเดียที่นำเข้าน้ำมันดิบราวครึ่งหนึ่งผ่านเส้นทางนี้ ได้เริ่มแผนฉุกเฉินด้านพลังงานแล้ว

แม้ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะมีท่อส่งน้ำมันที่หลีกเลี่ยงฮอร์มุซได้ แต่กำลังสำรองรวมกันเพียงราว 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณปกติ

นักวิเคราะห์คาดว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากความตึงเครียดยืดเยื้อ ขณะที่ โอเปก พยายามเพิ่มกำลังผลิตเล็กน้อยเพื่อพยุงตลาด แต่ตัวเลือกมีจำกัด ผลกระทบจึงสะท้อนถึงผู้บริโภคโดยตรง ทั้งราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า ต้นทุนขนส่ง และราคาสินค้าในวงกว้าง

ความเสี่ยงการยกระดับขั้นรุนแรง

ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า หากเกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำมันถูกจม จะส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมร้ายแรงและอาจทำให้การเดินเรือหยุดชะงักเป็นเวลานาน

ที่ผ่านมาการปิดฮอร์มุซถูกมองว่าไม่น่าเกิดขึ้น เพราะจะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านเอง แต่เมื่อเป้าหมายของสหรัฐและอิสราเอลถูกมองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบ ต้นทุนทางเศรษฐกิจอาจถูกนำมาคำนวณใหม่โดยผู้นำในเตหะราน.

ที่มา : The Independent

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

ทรัมป์ชี้ สู้รบอิหร่านอาจยืดเยื้อถึง 1 เดือน ลั่นจะล้างแค้นให้ทหารสหรัฐที่เสียชีวิต

ทรัมป์ชี้ สู้รบอิหร่านอาจยืดเยื้อถึง 1 เดือน ลั่นจะล้างแค้นให้ทหารสหรัฐที่เสียชีวิต

2 มี.ค. 2569 08:59 น.

ทรัมป์ชี้ สู้รบอิหร่านอาจยืดเยื้อถึง 1 เดือน ลั่นจะล้างแค้นให้ทหารสหรัฐที่เสียชีวิต

ทรัมป์ระบุ การสู้รบกับอิหร่านอาจยืดเยื้อราว 4 สัปดาห์ พร้อมประกาศจะล้างแค้นให้ทหารอเมริกัน 3 นายที่เสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารล่าสุด โดยยอมรับว่าอาจสูญเสียเพิ่มก่อนสถานการณ์จะยุติ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ระบุว่าการสู้รบกับอิหร่านอาจยืดเยื้อราว 4 สัปดาห์ หรือเกือบ 1 เดือน พร้อมประกาศจะล้างแค้นให้ทหารอเมริกัน 3 นายที่เสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน ซึ่งนับเป็นความสูญเสียครั้งแรกของสหรัฐในความขัดแย้งรอบนี้  โดยเขายอมรับว่า น่าเศร้าที่อาจมีความสูญเสียเพิ่มเติมก่อนสถานการณ์จะยุติ แต่ยืนยันว่าอเมริกาจะตอบโต้อย่างรุนแรงที่สุด

ท่าทีดังกล่าวของโดนัลด์ ทรัมป์ มีขึ้นหลังวอชิงตันประกาศทำลายกองบัญชาการของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน ขณะที่ อิสราเอล ระบุว่าปฏิบัติการร่วมได้สร้างความเสียหายรุนแรง ต่อโครงสร้างบัญชาการของเตหะราน ภายหลังการสังหารผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี

กองทัพสหรัฐระบุว่า เครื่องบินและเรือรบอเมริกันได้โจมตีเป้าหมายในอิหร่านมากกว่า 1,000 จุด นับตั้งแต่ทรัมป์สั่งเปิดฉากปฏิบัติการเต็มรูปแบบ โดยรวมถึงเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 ที่ทิ้งระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ใส่ฐานยิงขีปนาวุธใต้ดินที่เสริมความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ

ทรัมป์ยังอ้างว่า ผู้นำอิหร่าน 48 คนถูกสังหาร และกองทัพสหรัฐเริ่มจมกองทัพเรืออิหร่าน ทำลายเรือรบแล้ว 9 ลำ และกำลังจัดการที่เหลือ

ด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐ เปิดเผยว่า ทหารอเมริกัน 3 นายเสียชีวิต และอีก 5 นายบาดเจ็บสาหัสจากปฏิบัติการในอิหร่าน โดยเหตุเกิดที่ฐานทัพในคูเวต

สถานการณ์ลุกลามเมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดแม้จะไม่มีการประกาศปิดอย่างเป็นทางการ แต่ท่าทีจากอิหร่านที่พร้อมโจมตีเรือน้ำมันที่แล่นเข้ามาก็เหมือนการปิดเส้นทางไปโดยปริยาย ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันราว 20% ของโลก เมืองหลักในอ่าว เช่น ดูไบ, อาบูดาบี และ โดฮา เผชิญการโจมตีทางอากาศ ขณะที่สายการบินทั่วโลกต้องยกเลิกหรือเปลี่ยนเส้นทางบินครั้งใหญ่

ผลสำรวจ Reuters/Ipsos ชี้ว่า มีชาวอเมริกันเพียงราว 1 ใน 4 ที่สนับสนุนปฏิบัติการครั้งนี้ ท่ามกลางความกังวลว่าราคาน้ำมันอาจพุ่งสูง หากฮอร์มุซปิดต่อเนื่องหลายวัน

ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ระบุว่า ได้ตั้งคณะผู้นำชั่วคราวทำหน้าที่แทนผู้นำสูงสุดแล้ว ขณะเดียวกันรัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาส อารักชี ส่งสัญญาณผ่านโซเชียลมีเดียว่า อิหร่านพร้อมสู้ต่อ แม้มีรายงานจากโอมานว่าเตหะรานเปิดทางลดความตึงเครียด

นักวิเคราะห์ชี้ว่า กลยุทธ์ของวอชิงตันและเทลอาวีฟอาจมุ่งไม่เพียงลดศักยภาพทางทหารอิหร่าน แต่รวมถึงการสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม วุฒิสมาชิกทั้งจากพรรครีพับลิกันและเดโมแครตเห็นต่างกันว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบ ด้วยการโจมตีทางอากาศเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

“เคียร์ สตาร์เมอร์” นายกฯ อังกฤษ ลั่นไม่ร่วมโจมตีอิหร่าน แต่เปิดฐานทัพให้สหรัฐฯ ใช้ทำลายขีปนาวุธ

"เคียร์ สตาร์เมอร์" นายกฯ อังกฤษ ลั่นไม่ร่วมโจมตีอิหร่าน แต่เปิดฐานทัพให้สหรัฐฯ ใช้ทำลายขีปนาวุธ

2 มี.ค. 2569 07:47 น.

“เคียร์ สตาร์เมอร์” นายกฯ อังกฤษ ลั่นไม่ร่วมโจมตีอิหร่าน แต่เปิดฐานทัพให้สหรัฐฯ ใช้ทำลายขีปนาวุธ

“เคียร์ สตาร์เมอร์” นายกฯ ของอังกฤษ ยืนยันลั่นไม่เข้าร่วมปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน เชื่อทางออกคือการเจรจา แต่อนุญาตสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอังกฤษโจมตีเป้าหมายขีปนาวุธ พร้อมส่งเครื่องบินสกัดการโจมตี

วันที่ 2 มีนาคม 2569 นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ แถลงว่า อังกฤษจะไม่เข้าร่วมการโจมตีอิหร่าน โดยอังกฤษไม่ได้มีส่วนร่วมในการโจมตีอิหร่านในระยะแรก และจะไม่เข้าร่วมปฏิบัติการโจมตีในเวลานี้  ย้ำว่า อังกฤษไม่ได้เข้าร่วมการโจมตีอิหร่าน แต่จะเดินหน้าปฏิบัติการเชิงป้องกันต่อไปในภูมิภาค  โดยเครื่องบินรบของกองทัพอากาศอังกฤษ ได้เข้าร่วมสกัดกั้นการโจมตีของอิหร่านในฐานะส่วนหนึ่งของปฏิบัติการป้องกัน พร้อมกล่าวว่า ทุกคนจำบทเรียนจากอิรักได้ และอังกฤษได้เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น  

อย่างไรก็ตาม อังกฤษได้อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพของอังกฤษสำหรับโจมตีขีปนาวุธและแท่นยิงของอิหร่านได้ แม้ก่อนหน้านี้ อังกฤษเคยปฏิเสธไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในดินแดนอังกฤษเพื่อโจมตีอิหร่าน แต่นายสตาร์เมอร์เปิดเผยว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นจากภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากการโจมตีของอิหร่านต่อหลายประเทศในภูมิภาค 

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า อิหร่านกำลังดำเนินยุทธศาสตร์แบบเผาทุกสิ่งจนราบ โจมตีผลประโยชน์ของอังกฤษและพันธมิตรในภูมิภาค ดังนั้นวิธีเดียวที่จะยุติภัยคุกคาม คือการทำลายขีปนาวุธตั้งแต่ต้นทาง พร้อมย้ำว่าอังกฤษมีหน้าที่ต้องปกป้องประชาชนของตนและพันธมิตร

คำแถลงของนายสตาร์เมอร์ มีขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเดินหน้าโจมตีเป้าหมายทั่วอิหร่านต่อเนื่องเข้าสู่วันที่ 3  โดยมุ่งทำลายฐานยิงขีปนาวุธและเรือรบของอิหร่าน ภายหลังการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี. 

ที่มา AP

สื่ออิหร่านเผย มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด อดีต ปธน.ถูกสังหารแล้ว

สื่ออิหร่านเผย มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด อดีต ปธน.ถูกสังหารแล้ว

2 มี.ค. 2569 04:25 น.

สื่ออิหร่านเผย มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด อดีต ปธน.ถูกสังหารแล้ว

สื่อของอิหร่านเผยว่า มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด ผู้เคยเป็นประธานาธิบดีอิหร่าน 2 สมัย เสียชีวิตแล้วในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลกับสหรัฐฯ

สำนักข่าว ILNA ของอิหร่าน รายงานในวันที่ 1 มี.ค. 2569 ว่า นายมาห์มูด อาห์มาดิเนจาด ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอิหร่านระหว่างปี 2548-2556 ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศร่วมกันระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐฯ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ILNA ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่บ้านพักของอาห์มาดิเนจาดในย่านนาร์นัค (Narnak) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเตหะราน ส่งผลให้เขาและองครักษ์หลายคนเสียชีวิต

ตามรายงานของสื่อต่างประเทศ เหตุโจมตีในย่านนาร์นัคมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นในช่วงดึกของวันเสาร์

ทั้งนี้ ก่อนจะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี อาห์มาดิเนจาดเคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอาร์ดาบิล (Ardabil) และนายกเทศมนตรีกรุงเตหะราน

ต่อมาหลังจากเขาเป็นผู้นำประเทศครบ 2 สมัยแล้ว อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน (ในตอนนั้น) ก็แต่งตั้งอาห์มาดิเนจาดให้ดำรงตำแหน่งใน สภาวินิจฉัยความเหมาะสม ซึ่งเป็นสภาที่ปรึกษาที่มีสมาชิกจำนวน 48 คน ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่สำนักงานผู้นำสูงสุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : jpost

ทรัมป์โว จมเรือรบอิหร่านแล้ว 9 ลำ ทำลายฐานกองทัพเรือเกือบหมด

ทรัมป์โว จมเรือรบอิหร่านแล้ว 9 ลำ ทำลายฐานกองทัพเรือเกือบหมด

2 มี.ค. 2569 03:38 น.

ทรัมป์โว จมเรือรบอิหร่านแล้ว 9 ลำ ทำลายฐานกองทัพเรือเกือบหมด

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย กองทัพสหรัฐฯ ทำลายเรือรบของอิหร่านไปแล้ว 9 ลำ และทำลายฐานทัพเรือไปหลายแห่งแล้ว ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่า ฐานบัญชาการของ IRGC ถูกทำลายแล้ว

เมื่อ 1 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐอเมริกาได้จมเรือรบของกองทัพเรืออิหร่านไปแล้ว 9 ลำ และได้ “ทำลาย” กองบัญชาการทหารเรือของอิหร่านไปเกือบทั้งหมด

“ผมเพิ่งได้รับแจ้งว่าเราได้ทำลายและจมเรือรบอิหร่านไป 9 ลำ บางลำมีขนาดใหญ่และสำคัญพอสมควร เรากำลังจัดการกับส่วนที่เหลือ – พวกมันจะไปลอยอยู่ก้นทะเลในไม่ช้าเช่นกัน!”

“ในการโจมตีอีกจุดหนึ่ง เราได้ทำลายกองบัญชาการทหารเรือของพวกเขาไปเกือบทั้งหมด” โพสต์ของนายทรัมป์ระบุ และเสริมเชิงประชดประชันว่า “นอกเหนือจากนั้นแล้ว กองทัพเรือของพวกเขาก็ยังคงสบายดีมากๆ!”

ขณะเดียวกัน กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) ประกาศว่าได้ทำลายกองบัญชาการของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ไปแล้ว

“อเมริกาเป็นเจ้าของกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลก และ IRGC ไม่มีกองบัญชาการอีกต่อไปแล้ว” CENTCOM ระบุ “IRGC สังหารชาวอเมริกันไปมากกว่า 1,000 คนในช่วง 47 ปีที่ผ่านมา เมื่อวานนี้ การโจมตีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ได้จัดการกับ ‘หัวงู’ เรียบร้อยแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , aljazeera

ดับพุ่ง 165 ศพ โรงเรียนหญิงล้วนอิหร่านโดนโจมตี กู้ภัยยุติค้นหาแล้ว

ดับพุ่ง 165 ศพ โรงเรียนหญิงล้วนอิหร่านโดนโจมตี กู้ภัยยุติค้นหาแล้ว

2 มี.ค. 2569 02:39 น.

ดับพุ่ง 165 ศพ โรงเรียนหญิงล้วนอิหร่านโดนโจมตี กู้ภัยยุติค้นหาแล้ว

จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุโรงเรียนหญิงล้วนของอิหร่านโดนโจมตีระหว่างปฏิบัติการของสหรัฐฯ กับอิสราเอล เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 165 ศพ ขณะที่ปฏิบัติการค้นหายุติลงแล้ว

สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) ของรัฐบาลอิหร่านรายงานเมื่อ 1 มี.ค. 2569 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุอิสราเอลโจมตีทางอากาศโดนโรงเรียนหญิงล้วนในเมืองมินาบ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 165 ศพแล้ว และในขณะนี้ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยในสถานที่เกิดเหตุได้สิ้นสุดลงแล้ว

ก่อนหน้านี้ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการของอิหร่านให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว IRNA ว่า โรงเรียนดังกล่าวถูกทิ้งระเบิดถึง 3 ครั้ง ระหว่างการโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล อย่างไรก็ตาม CNN ยังไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงของคำกล่าวอ้างนี้ได้ อย่างไรก็ตาม โรงเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากฐานทัพทหารของอิหร่านเพียง 61 เมตรเท่านั้น

รายงานระบุด้วยว่า เดิมทีโรงเรียนแห่งนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของฐานทัพดังกล่าว แต่พื้นที่ทั้งสองส่วนได้ถูกแยกออกจากกันอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา

นักข่าวของ CNN ถามนาย ทิม ฮอว์กินส์ โฆษกกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เรื่องการโจมตีดังกล่าว นายฮอว์กินส์ตอบว่า “เราได้รับทราบรายงานความสูญเสียของพลเรือนที่เกิดจากปฏิบัติการทางทหารที่กำลังดำเนินอยู่แล้ว เราให้ความสำคัญกับรายงานเหล่านี้อย่างจริงจังและกำลังดำเนินการตรวจสอบ”

ด้านกองทัพอิสราเอลระบุว่า กำลังตรวจสอบรายงานดังกล่าวอยู่เช่นกัน “ณ ขณะนี้ ผมยังไม่ได้รับทราบว่ามีการโจมตีจากอิสราเอลหรืออเมริกาในพื้นที่ดังกล่าว ผมทราบเพียงว่าทั้งเราและฝ่ายอเมริกากำลังเร่งตรวจสอบเรื่องนี้อยู่”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านยืนยัน โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันฝืนคำสั่ง ห้ามผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านยืนยัน โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันฝืนคำสั่ง ห้ามผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

2 มี.ค. 2569 01:15 น.

อิหร่านยืนยัน โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันฝืนคำสั่ง ห้ามผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

สื่ออิหร่านเผย กองทัพโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งใกล้ชายฝั่งประเทศโอมาน เมื่อวันอาทิตย์ โทษฐานพยายามฝ่าฝืนคำสั่งห้ามผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง

สถานีโทรทัศน์ของอิหร่านรายงานในวันอาทิตย์ที่ 1 มี.ค. 2569 ว่า อิหร่านยืนยันว่าได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งบริเวณชายฝั่งของประเทศโอมาน โทษฐานพยายามฝ่าฝืนคำสั่งห้ามไม่ให้เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นช่องทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก

ด้านศูนย์ความมั่นคงทางทะเลของโอมานแถลงเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย หลังจากเรือบรรทุกน้ำมันติดธงชาติปาเลา ชื่อว่า “สกายไลท์” (SKYLIGHT) ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีขณะลอยลำอยู่ห่างจากท่าเรือคาซับ ในช่องแคบฮอร์มุซ

“ลูกเรือทั้ง 20 คน ซึ่งประกอบด้วยชาวอินเดีย 15 คน และชาวอิหร่าน 5 คน ได้รับการอพยพเรียบร้อยแล้ว” แถลงการณ์เสริม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ ส่งผลให้อิหร่านดำเนินการโจมตีตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรน ขณะที่เรือขนส่งต่าง ๆ ได้รับการส่งสัญญาณผ่านคลื่นวิทยุ VHF จากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน โดยระบุว่า “ไม่อนุญาตให้เรือลำใดผ่านช่องแคบฮอร์มุซ”

ในวันอาทิตย์ นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว อัลจาซีรา ว่า ในขณะนี้ประเทศของเขาไม่มีความประสงค์ที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ และไม่มีแผนการที่จะกระทำการใดๆ ที่จะเป็นการ “ขัดขวางการเดินเรือในช่องแคบดังกล่าวในระยะนี้” อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าในทางปฏิบัติจะไม่เป็นเช่นนั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aa