ฟิลิปปินส์วิกฤติหนัก คนขับ “จี๊ปนีย์” จ่อเลิกอาชีพ หลังสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง

 ฟิลิปปินส์วิกฤติหนัก คนขับ "จี๊ปนีย์" จ่อเลิกอาชีพ หลังสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง

24 มี.ค. 2569 09:13 น.

ฟิลิปปินส์วิกฤติหนัก คนขับ “จี๊ปนีย์” จ่อเลิกอาชีพ หลังสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง

ผู้ใช้รถยนต์ในฟิลิปปินส์ แห่ต่อคิวตามสถานีบริการน้ำมัน ก่อนการปรับขึ้นราคาอีกระลอก จากผลกระทบสงครามที่ดันราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูง ขณะที่คนขับจี๊ปนีย์สู้ไม่ไหวจ่อเลิกอาชีพ

สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางไม่เพียงส่งผลต่อผู้ใช้รถทั่วไปในฟิลิปปินส์ ที่ต่างตื่นตระหนกกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น แต่ยังกระทบอย่างหนักต่อระบบขนส่งสาธารณะของประเทศ โดยเฉพาะผู้ให้บริการรถจี๊ปนีย์ รถโดยสารสาธารณะสีสันสดใสที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของฟิลิปปินส์ ที่เคยได้รับฉายา “ราชาแห่งท้องถนน” ของกรุงมะนิลา รวมทั้งยังเป็นเส้นเลือดหลักของแรงงานรายได้น้อย รวมถึงเป็นแหล่งทำมาหากินของคนขับหลายหมื่นราย

คนขับจี๊ปนีย์ซึ่งใช้เครื่องยนต์ดีเซล ระบุว่า ต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บางช่วงเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ได้กัดกินรายได้ของพวกเขาอย่างรุนแรง โดยหลายคนระบุว่ารายได้สุทธิลดลงกว่าครึ่ง และบางรายเหลือเพียงไม่กี่ร้อยเปโซต่อวัน

อย่างนายแซนดี โรโน คนขับวัย 34 ปี ซึ่งเป็นพ่อของลูก 3 คน เปิดเผยว่า หากราคาน้ำมันยังพุ่งสูงขึ้นต่อไป เขาอาจต้องยุติอาชีพนี้ และหางานใหม่เพราะเขาจะไม่เหลือรายได้เลย มีแต่ขาดทุน

ขณะเดียวกัน วิกฤตพลังงานครั้งนี้มีรากฐานจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก และทำให้อุปทานพลังงานตึงตัว จนราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว 

ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ราคาน้ำมันดีเซลในฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบโดยตรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ค่าเงินที่อ่อนค่าลงยิ่งซ้ำเติมต้นทุนการนำเข้า ส่งผลให้ภาระตกอยู่กับผู้บริโภคและแรงงานภาคขนส่ง

เพื่อลดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ รัฐบาลฟิลิปปินส์เริ่มออกมาตรการฉุกเฉินหลายด้าน ทั้งการพิจารณาอนุญาตใช้น้ำมันเกรดต่ำชั่วคราว การให้เงินอุดหนุนค่าเชื้อเพลิง รวมถึงการปรับรูปแบบการทำงาน เช่น การส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน หรือสัปดาห์ทำงาน 4 วัน เพื่อลดการใช้พลังงานโดยรวม

อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง คนขับจี๊ปนีย์จำนวนมากอาจไม่มีทางเลือกนอกจากเลิกอาชีพ ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบขนส่งสาธารณะ และซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาราคาพลังงาน แต่เป็นวิกฤตเศรษฐกิจฐานราก ที่กำลังกดดันแรงงานรายได้น้อยอย่างหนัก และอาจกลายเป็นความท้าทายระยะยาวของหลายประเทศในเอเชีย หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังไม่คลี่คลาย

ที่มา : AP

ซาอุฯ หั่นส่งออกน้ำมันเอเชียเดือนเม.ย. เป็นเดือนที่ 2 เหตุสงครามทำปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ซาอุฯ หั่นส่งออกน้ำมันเอเชียเดือนเม.ย. เป็นเดือนที่ 2 เหตุสงครามทำปิดช่องแคบฮอร์มุซ

24 มี.ค. 2569 08:53 น.

ซาอุฯ หั่นส่งออกน้ำมันเอเชียเดือนเม.ย. เป็นเดือนที่ 2 เหตุสงครามทำปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ซาอุฯ ลดส่งน้ำมันให้เอเชียต่อเนื่องเดือนเมษายน หลังเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซปั่นป่วนจากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน กดซัพพลายตึงตัว เสี่ยงกระทบโรงกลั่น

วันที่ 24 มีนาคม 2569 บริษัทซาอุดี อารามโก (Saudi Aramco) ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ปรับลดปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบให้กับลูกค้าในเอเชียเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันในเดือนเมษายน 2569 ท่ามกลางความปั่นป่วนของเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จากสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯ – อิสราเอล และอิหร่าน

แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมน้ำมันเปิดเผยว่า บริษัทอารามโกจะจัดส่งน้ำมันดิบเกรด “อาหรับ ไลต์” (Arab Light) ให้เฉพาะลูกค้าสัญญาระยะยาว โดยขนส่งผ่านท่าเรือยันบู ออกทะเลแดง ทางฝั่งตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นความพยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากเส้นทางฮอร์มุซ ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ปริมาณน้ำมันเข้าสู่โรงกลั่นในเอเชียอยู่ในระดับตึงตัว และจำกัดกำลังการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปของโรงกลั่นในภูมิภาค

ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ Kpler ระบุว่า ปริมาณส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียในเดือนมีนาคมอยู่ที่ประมาณ 4.355 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงอย่างมากจาก 7.108 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะเดียวกัน อารามโกพยายามเพิ่มการขนส่งผ่านท่าเรือยันบู เพื่อชดเชยการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีรายงานว่า บริษัทซิโนเปค (Sinopec) โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของจีน เตรียมรับน้ำมันจากยันบูราว 24 ล้านบาร์เรลในเดือนมีนาคม

ทางด้านนายอามิน นัสเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอารามโก เตือนว่าหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงกระทบเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อาจก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อตลาดพลังงานโลก โดยสถานการณ์นี้ยังคงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญที่สุดของโลก และความตึงเครียดที่ยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก.

ที่มา Reuters

เครื่องบินทหารตกในโคลอมเบีย พบแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีก 77 ราย

เครื่องบินทหารตกในโคลอมเบีย พบแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีก 77 ราย

24 มี.ค. 2569 06:28 น.

เครื่องบินทหารตกในโคลอมเบีย พบแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีก 77 ราย

เกิดเหตุเครื่องบินขนส่งของกองทัพโคลอมเบียซึ่งบรรทุกผู้โดยสารกับลูกเรือ 121 คน ตกในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ โดยตอนนี้พบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ กับผู้บาดเจ็บอีก 77 ราย

เมื่อ 23 มี.ค. 2569 เกิดเหตุเครื่องบินขนส่งของกองทัพรุ่น “เฮอร์คิวลิส ซี-130” (Hercules C-130) ที่มีผู้อยู่บนเครื่อง 121 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหาร ตกหลังจากทะยานขึ้นได้ไม่นาน ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโคลอมเบีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ศพ และบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 77 ราย

นายเปโดร ซานเชซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของโคลอมเบีย โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “อุบัติเหตุที่น่าสลดใจ” ครั้งนี้เกิดขึ้นที่เมืองปูเอร์โต เลกิซาโม (Puerto Leguizamo) ซึ่งเป็นเทศบาลที่ห่างไกลในจังหวัดปูตูมาโย แถบลุ่มน้ำอะเมซอน ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านในอเมริกาใต้อย่างเปรูและเอกวาดอร์

ภาพที่มีการแชร์ทางออนไลน์โดยสำนักข่าวของโคลอมเบีย เผยให้เห็นกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งขึ้นจากทุ่งนาซึ่งเป็นจุดที่เครื่องบินตก และมีรถบรรทุกทหารกำลังเร่งรุดไปยังที่เกิดเหตุ

กองทัพอากาศระบุในแถลงการณ์ว่า มีผู้ได้รับการช่วยเหลือจากจุดเกิดเหตุแล้วอย่างน้อย 77 รายในสภาพได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ปฏิบัติการกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไป ทั้งนี้มีการยืนยันผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ราย ตามแถลงการณ์ของกองบัญชาการทหารที่ประธานาธิบดี กุสตาโว เปโตร แห่งโคลอมเบีย นำมาโพสต์ลงทางออนไลน์

กองทัพอากาศระบุว่ามีผู้อยู่บนเครื่องบินลำนี้ทั้งหมด 121 คน ประกอบด้วยทหาร 110 นาย และลูกเรือ 11 นาย โดยระบุว่าเครื่องบินกำลังอยู่ระหว่างการขนส่งทหารไปยังเมืองอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดปูตูมาโย ทั้งนี้ในช่วงแรกเจ้าหน้าที่รายงานว่ามีผู้อยู่บนเครื่อง 125 คน

คาร์ลอส เฟอร์นานโด ซิลวา ผู้บัญชาการกองทัพอากาศโคลอมเบีย กล่าวว่ายังไม่ทราบรายละเอียดที่แน่ชัดของเหตุเครื่องบินตกครั้งนี้ “ยกเว้นเพียงว่าเครื่องบินประสบปัญหาและตกลงในระยะห่างจากสนามบินราว 2 กม.”

ผู้บัญชาการกองทัพอากาศกล่าวเสริมว่า ได้มีการส่งเครื่องบิน 2 ลำ พร้อมเตียงพยาบาล 74 เตียงไปยังพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บกลับไปรักษาตัวยังโรงพยาบาลในกรุงโบโกตา เมืองหลวง และพื้นที่อื่นๆ โดยยังไม่มีการเปิดเผยชะตากรรมของผู้โดยสารและลูกเรือคนอื่นๆ แต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อังกฤษเร่งสืบ มือมืดจุดไฟเผารถพยาบาลอาสาชาวยิววอด 4 คัน

อังกฤษเร่งสืบ มือมืดจุดไฟเผารถพยาบาลอาสาชาวยิววอด 4 คัน

24 มี.ค. 2569 03:45 น.

อังกฤษเร่งสืบ มือมืดจุดไฟเผารถพยาบาลอาสาชาวยิววอด 4 คัน

เจ้าหน้าที่ของอังกฤษกำลังสืบสวนเหตุคนร้าย จุดไฟเผารถพยาบาลของกลุ่มอาสาสมัครชาวยิว ในกรุงลอนดอน จนเสียหายถึง 4 คัน โดยตำรวจเชื่อว่านี่เป็นอาชญากรรมจากความเกลียดชัง

เมื่อ 23 มี.ค. 2569 สำนักงานตำรวจนครบาลกรุงลอนดอนแถลงว่า เกิดเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงรถพยาบาลขององค์กรการกุศลชาวยิวในลอนดอนตอนเหนือ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนคดีนี้ในฐานะ “อาชญากรรมจากความเกลียดชังต่อชาวยิว” โดยมีเจ้าหน้าที่หน่วยต่อต้านการก่อการร้ายร่วมเป็นผู้สืบสวนด้วย

รถพยาบาลขององค์กร “ฮัตโซลา” (Hatzola) ถูกจุดไฟเผาในย่าน โกลเดอร์ส กรีน (Golders Green) เมื่อช่วงเช้ามืดของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดการระเบิดหลายครั้งจากถังบรรจุก๊าซที่อยู่ภายในรถ

อนึ่ง Hatzola เป็นองค์กรอาสาสมัครชาวยิวขนาดใหญ่ที่ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งให้บริการตอบโต้เหตุฉุกเฉินทางการแพทย์และเคลื่อนย้ายผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ขณะนี้ยังไม่มีการจับกุมผู้ใด แต่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งดูเหมือนจะเผยให้เห็นผู้ต้องสงสัย 3 รายสวมชุดสีดำกำลังวางเพลิงรถพยาบาล อย่างไรก็ตาม นายลุค วิลเลียมส์ สารวัตรสืบสวน กล่าวว่า ยังไม่ได้ประกาศให้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุก่อการร้าย “ในขั้นตอนนี้”

“เราทราบเรื่องการกล่าวอ้างบนโลกออนไลน์ของคนกลุ่มหนึ่งที่อ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ แต่การพิสูจน์ความชัดเจนและความถูกต้องของคำกล่าวอ้างดังกล่าวถือเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดของทีมสืบสวน ซึ่งยังไม่ใช่สิ่งที่เราจะยืนยันได้ในขณะนี้”

คำกล่าวอ้างดังกล่าวดูเหมือนจะมาจากกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกับอิหร่าน ชื่อว่า “ฮาราคัต อาชาบ อัล-ยามิน อัล-อิสลามิยา” (Harakat Ashab al-Yamin al-Islamiya) โดยพวกเขาโพสต์ข้อความกล่าวอ้างผ่านช่องทาง Telegram ของตนเอง

ทางด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชาบานา มาห์มูด แถลงต่อสภาสามัญชนว่า เธอขอเรียกร้องให้ใครก็ตามที่มีข้อมูลรีบติดต่อตำรวจโดยด่วน

“เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การเหยียดเชื้อชาติชาวยิวในประเทศของเราพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก และในวันนี้ ข้อความของฉันถึงชุมชนชาวยิวของเรานั้นชัดเจน เราขอยืนหยัดเคียงข้างคุณ เราจะทำทุกวิถีทางภายใต้อำนาจของเราเพื่อปกป้องคุณ และเราจะต่อสู้อย่างไม่ลดละเพื่อกวาดล้างการเหยียดชาวยิวให้หมดไปจากสังคมของเรา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปากีสถานเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดเจรจา สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน

ปากีสถานเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดเจรจา สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน

24 มี.ค. 2569 02:56 น.

ปากีสถานเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดเจรจา สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน

ปากีสถานเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ, อิสราเอล และอิหร่าน หลังเตหะรานกับวอชิงตันต่างฝ่ายต่างพูดไม่ตรงกันเรื่องการเจรจา

เมื่อ 23 มี.ค. 2569 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของปากีสถานบอกกับ CNN ว่า ประเทศของพวกเขาพร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ, อิสราเอล กับอิหร่าน เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เตหะรานปฏิเสธข้อกล่าวอ้างที่ว่าสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มการเจรจากันแล้วเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

“หากทั้งสองฝ่ายเห็นพ้อง ปากีสถานก็พร้อมเสมอที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจา” นายตาฮีร์ ฮุสเซน อันดราบี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเมื่อวันจันทร์

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านและสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างสองประเทศในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ในขณะที่สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งจุดชนวนโดยการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ กับอิสราเอลเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 แล้ว

กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านระบุว่า “ไม่มีการเจรจาใดๆ” ระหว่างเตหะรานและวอชิงตัน ในทางตรงกันข้าม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ บอกกับ CNN ว่าการพูดคุยระหว่างสองประเทศในสุดสัปดาห์นี้ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันถึง 15 ประเด็น

ขณะที่แหล่งข่าวระบุเมื่อวันจันทร์ว่า จนถึงตอนนี้ อิหร่านกับสหรัฐฯ สื่อสารกันผ่านเจ้าหน้าที่ตัวกลางจากประเทศอื่นๆ เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งรวมถึงตุรกีและอียิปต์ เพื่อพยายามลดระดับความรุนแรงในภูมิภาค

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กองทัพอิหร่านลั่น คุมหมดทั้งอ่าวเปอร์เซีย-ฮอร์มุซ เตือนต่างชาติอย่าแทรกแซง

กองทัพอิหร่านลั่น คุมหมดทั้งอ่าวเปอร์เซีย-ฮอร์มุซ เตือนต่างชาติอย่าแทรกแซง

24 มี.ค. 2569 02:05 น.

กองทัพอิหร่านลั่น คุมหมดทั้งอ่าวเปอร์เซีย-ฮอร์มุซ เตือนต่างชาติอย่าแทรกแซง

กองทัพอิหร่านประกาศกร้าว ควบคุมเบ็ดเสร็จแล้วทั้งอ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุซ และน่านน้ำโอมาน จึงไม่มีความจำเป็นต้องวางทุ่นระเบิด พร้อมเตือนประเทศนอกภูมิภาคอย่าแทรกแซง

เมื่อ 23 มี.ค. 2569 นายอิบราฮิม โซลฟากอรี โฆษกกองทัพอิหร่านประกาศกร้าวว่า อิหร่านควบคุมพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุซ และน่านน้ำนอกชายฝั่งโอมานอย่าง “เบ็ดเสร็จ” พร้อมโต้แย้งว่าเตหะรานไม่มีความจำเป็นต้องวางทุ่นระเบิดในอ่าวเพื่อยืนยันสถานะของตนเอง

“สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านมีการควบคุมพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย น่านน้ำอาณาเขตของโอมาน และช่องแคบฮอร์มุซ อย่างเต็มรูปแบบและทรงพลัง” นายโซลฟากอรีระบุในถ้อยแถลงที่เผยแพร่โดยสื่อของอิหร่าน

“ดังนั้น ด้วยความได้เปรียบและอำนาจที่เพียงพอ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องวางทุ่นระเบิดในอ่าวเปอร์เซีย และเราจะใช้ทุกวิถีทางที่เป็นไปได้เพื่อรักษาความมั่นคงตามความจำเป็น”

นายโซลฟากอรีระบุอีก กองทัพของอิหร่านมีความสามารถในการรักษาความปลอดภัยในอ่าวเปอร์เซีย และเตือนว่าประเทศนอกภูมิภาค “ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาแทรกแซงในพื้นที่นี้”

ก่อนหน้านี้สำนักข่าว CNN รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวสองรายที่คุ้นเคยกับรายงานข่าวกรองของสหรัฐฯ ว่าอิหร่านได้เริ่มวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญด้านพลังงานของโลกที่มีน้ำมันดิบประมาณ 1 ใน 5 ของโลกขนส่งผ่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ เดินทางถึงท่าเรือกรีซ เพื่อซ่อมบำรุงหลังไฟไหม้

เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ เดินทางถึงท่าเรือกรีซ เพื่อซ่อมบำรุงหลังไฟไหม้

24 มี.ค. 2569 00:58 น.

เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ เดินทางถึงท่าเรือกรีซ เพื่อซ่อมบำรุงหลังไฟไหม้

เรือบรรทุกเครื่องบิน เจอรัลด์ ฟอร์ด ของสหรัฐฯ เดินทางถึงท่าเรือกรีซแล้ว เพื่อซ่อมบำรุงหลังจากเกิดเพลิงไหม้เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน โดยกองทัพยืนยันว่าไม่ได้เป็นผลจากการโจมตีแต่อย่างใด

กองทัพเรือสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันจันทร์ (23 มี.ค. 2569) ว่า เรือบรรทุกเครื่องบิน เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด เดินทางถึงอ่าวซูดา บนเกาะครีต ประเทศกรีซแล้ว เพื่อเข้ารับการบำรุงรักษาและซ่อมแซม หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ในส่วนซักรีดของเรือ โดยเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ได้เข้าร่วมในปฏิบัติการของสหรัฐฯ ต่อต้านอิหร่านก่อนที่จะเกิดเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าว

แถลงการณ์ของกองทัพเรือระบุว่า เหตุเพลิงไหม้ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 12 มี.ค.ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสู้รบแต่อย่างใด และเรือลำนี้ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุดของกองทัพเรือ “ยังคงมีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มรูปแบบ”

ก่อนหน้านี้สำนักข่าว CNN รายงานว่าเรือ เจอรัลด์ ฟอร์ด กำลังมุ่งหน้าไปยังอ่าวซูดา โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งกล่าวว่าเรือจะจอดพักที่นั่นเป็น “ระยะเวลาสั้นๆ” ขณะที่แถลงการณ์ระบุของกองทัพเรือระบุว่า เรือลำนี้จะเข้ารับการประเมินประสิทธิภาพ การซ่อมแซม และการเติมเสบียง

เรือบรรทุกเครื่องบิน เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด ถูกส่งเข้าประจำการตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว โดยเริ่มแรกถูกส่งไปยังทะเลแคริบเบียนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมกำลังทหารท่ามกลางความตึงเครียดกับเวเนซุเอลา และในขณะนี้ได้ถูกส่งมายังตะวันออกกลางเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสงครามกับอิหร่าน

ข้อมูลจาก USNI News ระบุว่า หากเรือลำนี้ยังคงประจำการอยู่จนถึงช่วงกลางเดือนเมษายน อาจเป็นการทำลายสถิติการประจำการของเรือบรรทุกเครื่องบินที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ยุคสงครามเวียดนาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

มะเร็งคร่าชีวิต ลีโอนิด ราดวินสกี เจ้าของ OnlyFans วัยเพียง 43 ปี

มะเร็งคร่าชีวิต ลีโอนิด ราดวินสกี เจ้าของ OnlyFans วัยเพียง 43 ปี

23 มี.ค. 2569 23:56 น.

มะเร็งคร่าชีวิต ลีโอนิด ราดวินสกี เจ้าของ OnlyFans วัยเพียง 43 ปี

(ภาพจาก iconstyle.al)

ลีโอนิด ราดวินสกี เจ้าของเว็บไซต์ OnlyFans เสียชีวิตแล้วในวัยเพียง 43 ปี หลังจากต่อสู้กับโรคมะเร็งมาอย่างยาวนาน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 23 มี.ค. 2569 ว่า ลีโอนิด ราดวินสกี เจ้าของ OnlyFans เว็บไซต์ชื่อดังด้านเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ปฏิวัติอุตสาหกรรมสื่อลามกออนไลน์ เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุเพียง 43 ปี

OnlyFans ยืนยันผ่านแถลงการณ์ว่า นายราดวินสกีจากไปอย่างสงบหลังจากต่อสู้กับโรคมะเร็งมาอย่างยาวนาน พร้อมทั้งขอความเป็นส่วนตัวให้กับครอบครัวของเขาด้วย

ทั้งนี้ ราดวินสกีสำเร็จการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น และอาศัยอยู่ที่รัฐฟลอริดาเป็นที่สุดท้าย โดยนิตยสาร Forbes ประเมินว่าเขามีทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 4.7 พันล้านดอลลาร์

นอกจาก OnlyFans แล้ว ราดวินสกียังลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ผ่านบริษัทร่วมลงทุนในฟลอริดาที่ชื่อว่า Leo.com ขณะที่ในด้านงานการกุศล เว็บไซต์ของเขาระบุว่าเขาได้บริจาคเงินให้กับศูนย์มะเร็ง Memorial Sloan Kettering อีกด้วย

อนึ่ง OnlyFans ก่อตั้งขึ้นในปี 2559 เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เหล่าครีเอเตอร์สามารถโพสต์วิดีโอและรูปภาพ โดยเรียกเก็บเงินจากผู้ติดตาม (Subscribers) ผ่านการให้ทิปหรือค่าธรรมเนียมรายเดือน

ครีเอเตอร์มีการแบ่งปันเนื้อหาที่หลากหลาย ตั้งแต่การทำอาหารไปจนถึงวิดีโอออกกำลังกาย แต่แพลตฟอร์มนี้เป็นที่รู้จักมากที่สุดในด้านสื่อสำหรับผู้ใหญ่ และรูปแบบที่สนับสนุนให้ครีเอเตอร์กับแฟนคลับเชื่อมต่อกันผ่านการไลฟ์สด การส่งข้อความส่วนตัว และการขอให้ทำรูปภาพหรือวิดีโอตามสั่ง โดย OnlyFans จะหักส่วนแบ่ง 20% จากการชำระเงินทั้งหมด

ลีโอนิด ราดวินสกี ซึ่งเกิดในยูเครนและเติบโตในชิคาโก ซื้อกิจการ OnlyFans ต่อจาก 2 ผู้ก่อตั้งชาวอังกฤษในปี 2561 ก่อนที่ความนิยมของเว็บไซต์จะพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และทำให้ชื่อของเขาติดมหาเศรษฐีประจำปีของนิตยสาร Forbes ในอีก 3 ปีต่อมา

ตามรายงานที่ยื่นต่อสำนักงานทะเบียนบริษัทระบุว่า ในปี 2567 บริษัทสร้างรายได้ถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากยอดการทำธุรกรรมรวมกว่า 7 พันล้านปอนด์ และมีผู้ติดตามมากกว่า 377 ล้านคน นอกจากนี้ บริษัทยังระบุว่าในปีดังกล่าว มีครีเอเตอร์ประมาณ 4.6 ล้านคนที่โพสต์เนื้อหาลงในเว็บไซต์

OnlyFans เคยถูก Ofcom (หน่วยงานกำกับดูแลด้านการสื่อสารของอังกฤษ) สอบสวนในปี 2567 ว่ามีเด็กเข้าถึงสื่อลามกหรือไม่ ซึ่งในขณะนั้นบริษัทได้ชี้แจงว่าเป็นผลมาจากปัญหาทางเทคนิค

ในท้ายที่สุด Ofcom ตัดสินใจยุติการสอบสวนดังกล่าว แต่สั่งปรับบริษัทเป็นเงินประมาณ 1 ล้านปอนด์ เนื่องจากล้มเหลวในการตรวจสอบอายุของผู้ใช้งาน ซึ่งควรจะมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป

เมื่อปี 2564 OnlyFans เคยถูกกล่าวหาว่าล้มเหลวในการจัดการกับเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย ซึ่งรวมถึงสื่อลามกอนาจารเด็ก ถึงขั้นที่ OnlyFans ประกาศจะยุติการอนุญาตให้มีเนื้อหาทางเพศบนแพลตฟอร์ม

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ทำการ “กลับลำ” อย่างกะทันหัน ต่อข้อเสนอดังกล่าวในอีกเพียงไม่กี่วันต่อมา หลังจากแผนการนี้ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากทั้งผู้ใช้งานและนักแสดงสื่อสำหรับผู้ใหญ่

นอกจากนี้ บริษัทยังพัวพันกับการต่อสู้ทางกฎหมายกับผู้ใช้งาน รวมถึงบางรายที่รู้สึกว่าตนเองถูกหลอกลวงหลังจากทราบว่า แชตที่พวกเขาคิดว่ากำลังคุยกับครีเอเตอร์ OnlyFans อยู่นั้น แท้จริงแล้วถูกจัดการโดยบุคคลที่สามที่ได้รับค่าจ้างต่ำ ซึ่งจนถึงปัจจุบัน ศาลก็ยังไม่ตัดสินคดีเหล่านี้

เมื่อปีก่อน นายราดวินสกีเคยพิจารณาเรื่องการขายกิจการ OnlyFans แต่มันยังไม่เกิดขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ราคาน้ำมันโลกลง 10% หุ้นพุ่ง หลังทรัมป์เลื่อนโจมตีพลังงานอิหร่าน

ราคาน้ำมันโลกลง 10% หุ้นพุ่ง หลังทรัมป์เลื่อนโจมตีพลังงานอิหร่าน

23 มี.ค. 2569 22:49 น.

ราคาน้ำมันโลกลง 10% หุ้นพุ่ง หลังทรัมป์เลื่อนโจมตีพลังงานอิหร่าน

ตลาดหุ้นพุ่งสูงขึ้นและราคาน้ำมันปรับตัวลดลง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ จะเลื่อนการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไป เพื่อรอผลการเจรจา

สำนักข่าว CNN รายงานว่า ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้น 975 จุด หรือ 2.1% ขณะที่ S&P 500 ปรับตัวสูงขึ้น 2% และ Nasdaq บวกเพิ่ม 2.3% หลังจากที่เมื่อวันศุกร์ดัชนี Nasdaq เพิ่งปิดตัวลงในระดับที่เกือบจะเข้าสู่ภาวะปรับฐาน (Correction) ซึ่งหมายถึงการลดลง 10% จากจุดสูงสุดล่าสุด

ส่วนราคาน้ำมันร่วงลงอย่างหนัก โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ลดลง 10.1% ลงมาอยู่ที่ 100.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากดิ่งลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงสั้นๆ ส่วนน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ลดลง 9.5% มาอยู่ที่ 88.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ทันทีที่ข้อความของทรัมป์เกี่ยวกับการหยุดโจมตีอิหร่านชั่วคราวถูกเผยแพร่ออกมาเมื่อเช้าวันจันทร์ ดัชนีหุ้นฟิวเจอร์สก็กระโดดสูงขึ้นทันทีในขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ตลาดมีการปรับตัวบ้างจากความตื่นเต้นในช่วงแรก หลังจากกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่ายังคงเดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อไป ขณะที่สื่ออิหร่านออกมาปฏิเสธคำพูดของนายทรัมป์ โดยยืนยันว่าไม่มีการเจรจาใดๆ กับสหรัฐฯ

ด้านตลาดหุ้นในยุโรปปรับตัวสูงขึ้น พลิกกลับจากการขาดทุนในช่วงก่อนหน้า โดยดัชนี Stoxx 600 ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงบวกขึ้น 1.1% และดัชนี DAX ของเยอรมนีพุ่งทะยาน 1.8%

ส่วนราคาทองคำร่วงลง 2% ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง 0.5% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Treasury yields) ปรับตัวลดลงเนื่องจากนักลงทุนหันไปซื้อพันธบัตรแทน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์อ้าง ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดเร็วๆ นี้ สหรัฐฯ-อิหร่านจะคุมร่วมกัน

ทรัมป์อ้าง ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดเร็วๆ นี้ สหรัฐฯ-อิหร่านจะคุมร่วมกัน

23 มี.ค. 2569 21:43 น.

ทรัมป์อ้าง ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดเร็วๆ นี้ สหรัฐฯ-อิหร่านจะคุมร่วมกัน

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดในเร็วๆ นี้ โดยสหรัฐฯ กับอิหร่านจะเป็นผู้ควบคุมร่วมกัน และย้ำว่า สหรัฐฯ กำลังเจรจากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน แต่ไม่ใช่ผู้นำสูงสุดคนใหม่

เมื่อ 23 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะ “เปิดในเร็วๆ นี้” พร้อมเสริมว่าเขาต้องการเห็นเส้นทางการเดินเรือที่สำคัญแห่งนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

เมื่อถูก เคทแลน คอลลินส์ จาก CNN ซักไซ้ว่าคาดว่าช่องแคบจะกลับมาเปิดได้เมื่อใด ทรัมป์กล่าวว่า “มันจะเปิดในเร็วๆ นี้แหละ” หากการเจรจากับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไปด้วยความรวดเร็ว

“มันจะเป็นการควบคุมร่วมกัน” เขากล่าวเสริม “ระหว่างผมกับอยาตอลเลาะห์ ไม่ว่าอยาตอลเลาะห์จะเป็นใคร หรือใครก็ตามที่จะมาเป็นอยาตอลเลาะห์คนต่อไป”

“และจะมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในรูปแบบที่จริงจังมากด้วย” ทรัมป์กล่าว โดยอ้างถึงการโจมตีในช่วงชั่วโมงแรกๆ ของความขัดแย้งที่กวาดล้างผู้นำระดับสูงของอิหร่านไปเป็นจำนวนมาก “การเปลี่ยนแปลงระบอบมันเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว”

จากนั้นนายทรัมป์บอกเป็นนัยว่าการพูดคุยเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีที่จะยุติความขัดแย้ง “แต่เรากำลังดีลกับบางคนที่ผมพบว่ามีเหตุผลมากและพึ่งพาได้” ทรัมป์บอกกับคอลลินส์ “คนในนั้นรู้ดีว่าพวกเขาเป็นใคร พวกเขาได้รับความเคารพมาก และบางทีหนึ่งในนั้นอาจจะเป็นคนที่เรากำลังมองหาอยู่พอดีก็ได้”

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านมีการเจรจาระหว่างกันในช่วง 2 วันที่ผ่านมา และการพูดคุยเป็นไปได้ด้วยดี เขาจึงประกาศเลื่อนการโจมตีโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเป็นเวลา 5 วัน เพื่อเปิดทางให้การเจรจาซึ่งจะเกิดขึ้นตลอดทั้งสัปดาห์นี้

แต่อิหร่านออกมาปฏิเสธในเวลาต่อมาว่า รัฐบาลเตหะรานไม่ได้กำลังเจรจาใดๆ กับวอชิงตัน และกล่าวหาว่า นายทรัมป์มีคำกล่าวอ้างดังกล่าวเพื่อหวังลดราคาน้ำมันโลกที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์บอกกับ CNN ว่า สหรัฐฯ กำลังพูดคุยกับ “บุคคลระดับสูง” ในระบอบการปกครองของอิหร่านเพื่อพยายามยุติสงคราม แต่ไม่ใช่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดคนใหม่

ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังเจรจากับ “คนระดับสูงคนหนึ่ง” แต่ย้ำด้วยว่า “อย่าลืมนะว่าเราได้กวาดล้างผู้นำระดับที่หนึ่ง ระดับที่สอง และส่วนใหญ่ของระดับที่สามไปแล้ว แต่เรากำลังดีลกับชายคนหนึ่งที่ผมเชื่อว่าเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพสูงสุดและเป็นผู้นำ คุณก็รู้ว่ามันยากหน่อย เพราะพวกเขาถูกกวาดล้าง … คือเรากวาดล้างทุกคนไปหมดแล้ว”

ทรัมป์บอกด้วยว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงร่วมกัน 15 ประเด็น — แม้ว่าเขาจะระบุรายละเอียดเพียงข้อเดียวคือ ฝั่งอิหร่านให้คำมั่นว่าจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรัมมป์เคยพูดไปแล้วในอดีต 

“ผมบอกได้เลยว่าทุกอย่างเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ” เขากล่าวเสริมในภายหลัง พร้อมระบุว่าอิหร่านเป็นฝ่ายเริ่มการเจรจาครั้งนี้ก่อน “ผมคิดว่าถ้าพวกเขาสานต่อเรื่องนั้นได้ มันจะยุติปัญหา ยุติความขัดแย้ง และผมคิดว่ามันจะจบลงอย่างเป็นรูปธรรมมากจริงๆ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn