ทรัมป์ขู่ระงับการเปิดสะพานเชื่อมแคนาดา–สหรัฐฯสายใหม่ อ้างอเมริกาควรถือครองครึ่งหนึ่ง

ทรัมป์ขู่ระงับการเปิดสะพานเชื่อมแคนาดา–สหรัฐฯสายใหม่ อ้างอเมริกาควรถือครองครึ่งหนึ่ง

10 ก.พ. 2569 08:59 น.

ทรัมป์ขู่ระงับการเปิดสะพานเชื่อมแคนาดา–สหรัฐฯสายใหม่ อ้างอเมริกาควรถือครองครึ่งหนึ่ง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาขู่อาจไม่อนุญาตให้เปิดใช้งานสะพานแห่งใหม่ที่เชื่อมสหรัฐฯ กับแคนาดา หากสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นเจ้าของครึ่งหนึ่ง

โดนัลด์ ทรัมป์ขู่แคนาดาอีก โดยโพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า “ผมจะไม่อนุญาตให้เปิดสะพานนี้ จนกว่าสหรัฐฯ จะได้รับการชดเชยอย่างเต็มที่ สำหรับทุกสิ่งที่เราให้กับแคนาดา และที่สำคัญ แคนาดาต้องปฏิบัติต่อสหรัฐฯ ด้วยความยุติธรรมและความเคารพที่เราสมควรได้รับ”

โดยทรัมป์ระบุว่าสหรัฐฯ ควรเป็นเจ้าของอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ของสะพาน Gordie Howe International Bridge ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และเชื่อมต่อระหว่างรัฐมิชิแกนของสหรัฐฯ กับมณฑลออนแทรีโอของแคนาดา แม้โครงการดังกล่าวจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่รัฐบาลแคนาดาเป็นผู้ผลักดันหลัก

สะพานแห่งนี้ใช้งบประมาณก่อสร้างราว 4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2018 และมีกำหนดเปิดใช้งานภายในปีนี้ โดยตั้งชื่อตาม กอร์ดี ฮาว ตำนานนักฮอกกี้น้ำแข็ง NHL ชาวแคนาดา

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวโจมตีว่า แคนาดาเป็นเจ้าของทั้งสองฝั่งของสะพาน และแทบไม่ได้ใช้สินค้าจากสหรัฐฯ ในการก่อสร้าง พร้อมพาดพิงไปถึงนายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ ที่ต้องการทำข้อตกลงกับจีน โดยกล่าวว่า จีนจะกลืนแคนาดาทั้งประเทศ และสหรัฐฯ จะไม่ยอมตกเป็นฝ่ายเสียประโยชน์

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลวอชิงตันขู่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาในอัตราสูงถึง 100% หลังนายกรัฐมนตรีคาร์นีย์เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเมื่อเดือนที่แล้ว และบรรลุข้อตกลงทางการค้าเบื้องต้นกับจีน

ทรัมป์ยังกล่าวอ้างซ้ำอีกครั้งว่า จีนอาจยุติการแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็งทั้งหมดในแคนาดา ซึ่งเป็นถ้อยแถลงที่สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนมกราคม 2025 ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาก็เผชิญแรงสั่นสะเทือนต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยถึงขั้นเรียกร้องให้สหรัฐฯ ผนวกแคนาดาเป็นรัฐที่ 51 แม้ในช่วงหลังจะลดการกล่าวอ้างในประเด็นนี้ลง

ด้านนายกรัฐมนตรีคาร์นีย์ เคยเตือนในเวทีประชุมเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส เมื่อเดือนที่ผ่านมา ว่าระบบการกำกับดูแลโลกที่นำโดยสหรัฐฯ กำลังเผชิญรอยร้าว และเรียกร้องให้ประเทศขนาดกลางรวมกลุ่มกันมากขึ้น ท่ามกลางความปั่นป่วนของสถานการ์ณโลก.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

นิวยอร์กอ่วม คลื่นความเย็นปกคลุมยาวนาน อุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศานานสุดในรอบ 60 ปี ดับแล้ว 18 ศพ

นิวยอร์กอ่วม คลื่นความเย็นปกคลุมยาวนาน อุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศานานสุดในรอบ 60 ปี ดับแล้ว 18 ศพ

10 ก.พ. 2569 08:29 น.

นิวยอร์กอ่วม คลื่นความเย็นปกคลุมยาวนาน อุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศานานสุดในรอบ 60 ปี ดับแล้ว 18 ศพ

ชาวนิวยอร์ก สังเวย 18 ศพ อากาศหนาวเย็นจัดต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม อุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศาเซลเซียสติดต่อกันถึง 13 วัน นับว่านานทีี่สุดในรอบ 60 ปี 

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า นครนิวยอร์กเผชิญอุณหภูมิที่ 0 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่า ติดต่อกันถึง 13 วัน นับตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม ซึ่งเป็นหนึ่งในช่วงอากาศหนาวจัดยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2506 

โดยคลื่นความเย็นที่ทำให้อุหภูมิลดลงต่ำปกคลุมเมืองนิวยอร์กตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 18 ศพ โดยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา  และทางการได้ประกาศภาวะฉุกเฉินอากาศหนาวเย็นตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา 

ทางการนิวยอร์กได้ผ่อนปรนนโยบายรับผู้ไร้ที่อยู่อาศัยเข้าศูนย์พักพิง ส่งผลให้มีผู้เข้ารับการคุ้มครองแล้วราว 1,400 คน รวมถึงเพิ่มห้องพักโรงแรมอีก 64 ห้อง และส่งเจ้าหน้าที่ภาคสนามเพิ่มอย่างน้อย 150 คน ออกดูแลผู้เปราะบางตามท้องถนน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า มวลอากาศอาร์กติกทำให้อุณหภูมิความรู้สึกจริง หรือวินด์ชิลล์ ต่ำกว่าศูนย์อย่างอันตราย เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำและอาการบาดเจ็บจากความเย็นจัด โดยอุณหภูมิสูงสุดในช่วงนี้ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติซึ่งอยู่ที่ประมาณ 4 องศาเซลเซียส

ขณะที่หน่วยงานบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินของนครนิวยอร์กเตือนว่า แม้อากาศจะเริ่มอุ่นขึ้น แต่ความเสี่ยงยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะหิมะและน้ำแข็งที่ละลายอาจร่วงหล่นจากอาคาร รวมถึงพื้นถนนและทางเท้าที่อาจกลับมาเป็นน้ำแข็งอีกครั้งในช่วงกลางคืน.

ที่มา BBC

อิสราเอลทิ้งบอมบ์เลบานอนดับ 4 ศพ อ้างโจมตี ผบ.ฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลทิ้งบอมบ์เลบานอนดับ 4 ศพ อ้างโจมตี ผบ.ฮิซบอลเลาะห์

10 ก.พ. 2569 06:17 น.

อิสราเอลทิ้งบอมบ์เลบานอนดับ 4 ศพ อ้างโจมตี ผบ.ฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลโจมตีเลบานอนรอบใหม่ อ้างมุ่งเป้าสังหารผู้บัญชาการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ แต่การโจมตีนี้ทำให้มีพ่อลูกคู่หนึ่งเสียชีวิตแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศในประเทศเลบานอนรอบใหม่ เมื่อวันจันทร์ที่ 9 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา โดยอ้างว่ามุ่งเป้าหมายไปที่ผู้บัญชาการคนหนึ่งของกลุ่ม “ฮิซบอลเลาะห์” แต่การโจมตีนี้กลับทำให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของเลบานอนคนหนึ่งกับลูกของเขาเสียชีวิต

อิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอนบ่อยครั้ง แม้ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ยุติการปะทะกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ดำเนินมานานกว่า 1 ปี

เมื่อวันจันทร์ กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนกล่าวว่า การโจมตีของอิสราเอลที่หมู่บ้านยานูห์ (Yanuh) ทางตอนใต้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ

ด้านกองทัพอิสราเอลระบุว่า การโจมตีดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่ อาห์มัด อาลี ซาลาเมห์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าฝ่ายปืนใหญ่ของฮิซบอลเลาะห์ และกำลังทำงานเพื่อฟื้นฟูขีดความสามารถของกลุ่ม

แต่สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอน (NNA) ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลรายงานว่า นอกเหนือจากนายซาลาเมห์แล้ว การโจมตีดังกล่าวยังทำให้สมาชิกกองกำลังความมั่นคงของเลบานอนและลูกวัย 3 ขวบของเขาที่ผ่านมาในบริเวณนั้นเสียชีวิตด้วย

กองทัพอิสราเอลระบุว่า พวกเขากำลังตรวจสอบรายงานที่ว่ามีพลเรือนหรือผู้ไม่เกี่ยวข้องเสียชีวิตจากการโจมตีของพวกเขา

ต่อมาในวันเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนก็รายงานเพิ่มเติมว่า อิสราเอลโจมตีอีกจุดที่หมู่บ้านไอตา อัล-ชาบ (Aita al-Shaab) บริเวณชายแดน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 1 ศพ โดยกองทัพอิสราเอลระบุว่า ผู้เสียชีวิตเป็นสมาชิกของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่กำลังรวบรวมข่าวเกี่ยวกับกองทัพอิสราเอล และดำเนินการเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้าย

ในขณะเดียวกัน ฮิซบอลเลาะห์เรียกร้องให้รัฐบาลเลบานอนดำเนินมาตรการป้องปราม ตลอดจนแสดงจุดยืนที่มั่นคงและชัดเจน และดำเนินการในทันทีในทุกระดับ ทั้งทางการเมือง การทูต และทางกฎหมาย และทำงานอย่างจริงจังเพื่อปกป้องพลเมือง

ฮิซบอลเลาะห์กล่าวหาอิสราเอลว่า ลักพาตัวพลเมืองเลบานอนไปกว่า 20 คนนับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง โดย 10 คนในจำนวนนี้ถูกลักพาตัวหลังจากข้อตกลงหยุดยิงเริ่มมีผลบังคับใช้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนปัดข้อกล่าวหา แอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ จวกสหรัฐฯ โกหกเพื่อหาข้ออ้าง

จีนปัดข้อกล่าวหา แอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ จวกสหรัฐฯ โกหกเพื่อหาข้ออ้าง

10 ก.พ. 2569 03:22 น.

จีนปัดข้อกล่าวหา แอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ จวกสหรัฐฯ โกหกเพื่อหาข้ออ้าง

จีนปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ที่ว่าพวกเขาแอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ไปแล้วหลายครั้ง และกล่าวหาสหรัฐฯ กลับว่า กำลังหาข้ออ้างเพื่อหวนกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเอง

เมื่อวันจันทร์ที่ 9 ก.พ. 2569 ทางการจีนออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างของสหรัฐฯ ที่ระบุว่า แดนมังกรดำเนินการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์อย่างลับๆ ไปแล้ว โดยจีนระบุว่านี่เป็น “การโกหกอย่างสิ้นเชิง” และกล่าวหาว่าวอชิงตันกำลังหาข้ออ้างที่จะเริ่มการทดสอบของตัวเอง

ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการลดอาวุธที่นครเจนีวาเมื่อวันศุกร์ (6 ก.พ.) นายโทมัส ดีนันโน รัฐมนตรีช่วยด้านการควบคุมอาวุธของกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวหาว่าจีนแอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ไปแล้วหลายครั้ง รวมถึงครั้งหนึ่งเมื่อ 22 มิ.ย. 2563 และกำลังเตรียมการทดสอบเพิ่มอีก

“ข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ไม่มีมูลความจริงเลยและเป็นคำโกหกอย่างสิ้นเชิง จีนต่อต้านความพยายามของสหรัฐฯ ในการสร้างข้ออ้างเพื่อกลับมาเริ่มทดสอบนิวเคลียร์ของตัวเองอีกครั้ง” กระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุในแถลงการณ์ โดยจีนยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ “หยุดการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบในทันที”

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยกล่าวในเดือนตุลาคมปีก่อนว่า วอชิงตันจะเริ่มทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ “อย่างเท่าเทียมกัน” กับที่มอสโกและปักกิ่งทำ โดยที่เขาไม่ได้ขยายความเพิ่มเติมว่า เขาต้องการเริ่มการทดสอบนิวเคลียร์ประเภทใด

ความคิดเห็นของนายดีนันโนเกิดขึ้นในขณะที่เขานำเสนอแผนการใหม่ของสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้มีการเจรจาสามฝ่ายกับรัสเซียและจีน เพื่อกำหนดขีดจำกัดใหม่สำหรับอาวุธนิวเคลียร์ หลังจากสนธิสัญญา New START หมดอายุลง โดยนี่เป็นสนธิสัญญาเพื่อควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียฉบับสุดท้ายที่เหลือแล้ว

อย่างไรก็ตาม ทางการจีนระบุว่า พวกเขาปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการเจรจาปลดอาวุธ “ในขั้นตอนนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คิงชาร์ลส์กังวลพระทัย พระอนุชาโดนแฉยับ ยืนยันสนับสนุนตำรวจสืบสวน

คิงชาร์ลส์กังวลพระทัย พระอนุชาโดนแฉยับ ยืนยันสนับสนุนตำรวจสืบสวน

10 ก.พ. 2569 02:41 น.

คิงชาร์ลส์กังวลพระทัย พระอนุชาโดนแฉยับ ยืนยันสนับสนุนตำรวจสืบสวน

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงกังวลพระทัยเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องพฤติกรรมของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ผู้เป็นพระอนุชา และยืนยันว่า สำนักพระราชวังจะสนับสนุนการสืบสวนของตำรวจอย่างเต็มที่

เมื่อ 9 ก.พ. 2569 โฆษกสำนักพระราชวังบักกิงแฮม เปิดเผยว่า สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งราชวงศ์อังกฤษ ทรงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ทั้งด้วยถ้อยคำและการกระทำที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เกี่ยวกับความกังวลอย่างลึกซึ้งของพระองค์ต่อข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับความประพฤติของแอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ พระอนุชาของพระองค์

“แม้ว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวจะเป็นเรื่องที่นายเมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ต้องจัดการเอง แต่หากเราได้รับการติดต่อจากตำรวจเทมส์วัลเลย์ เราก็พร้อมที่จะสนับสนุนพวกเขาตามที่คาดหวัง” โฆษกกล่าว

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากตำรวจเทมส์วัลเลย์ยืนยันว่า พวกเขากำลังประเมินว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะสอบสวนคำร้องของกลุ่มสาธารณรัฐ (Republic) ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านระบอบกษัตริย์ ที่แจ้งความเอาผิดอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ในข้อหาต้องสงสัยว่าประพฤติมิชอบในหน้าที่การงานสาธารณะและละเมิดความลับทางการ

ข้อกล่าวหาดังกล่าวมีต้นตอมาจากอีเมลจากแฟ้มเอกสารคดีของนายแจฟฟรีย์ เอปสตีน ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยออกมา แสดงให้เห็นว่า ในช่วงปี 2553-2554 แอนดรูว์ ซึ่งตอนนั้นเป็นทูตการค้าของสหราชอาณาจักร ได้แบ่งปันข้อมูลที่เป็นความลับให้กับนายเอปสตีน

อีเมลชี้ว่า แอนดรูว์ได้ส่งต่อรายงานอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเยือนสิงคโปร์ ฮ่องกง และเวียดนาม และรายละเอียดเกี่ยวกับโอกาสในการลงทุนในอัฟกานิสถาน ซึ่งถูกระบุว่าเป็นข้อมูล “ลับ” ให้แก่นายเอปสตีน

แถลงการณ์จากพระราชวังบักกิงแฮมระบุด้วยว่า “ความคิดคำนึงและความเห็นอกเห็นใจ” ของสมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินี “ยังคงอยู่กับเหยื่อของการล่วงละเมิดในทุกรูปแบบ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทหารสหรัฐฯ บุกยึดเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ อ้างสกัดเรือถูกคว่ำบาตร

ทหารสหรัฐฯ บุกยึดเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ อ้างสกัดเรือถูกคว่ำบาตร

10 ก.พ. 2569 01:40 น.

ทหารสหรัฐฯ บุกยึดเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ อ้างสกัดเรือถูกคว่ำบาตร

(ภาพจาก Department of War / @DeptofWar)

ทหารสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังจากตามล่ามาหลายพันไมล์จนถึงมหาสมุทรอินเดีย โดยระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการสกัดกั้นเรือที่ถูกคว่ำบาตร

เมื่อวันจันทร์ที่ 9 ก.พ. 2569 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงว่า ทหารของกองทัพสหรัฐฯ ได้เข้าควบคุมเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่ง หลังจากติดตามเรือลำดังกล่าวเป็นระยะทางหลายพันไมล์จากทะเลแคริบเบียนไปจนถึงมหาสมุทรอินเดีย

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าเรือลำดังกล่าวชื่อ “อากีลา 2” (Aquila II) กำลังปฏิบัติการโดยฝ่าฝืนคำสั่ง “กักกันเรือที่ถูกคว่ำบาตรในทะเลแคริบเบียน” ของสหรัฐฯ

“เรือลำนี้หนี และเราตาม” กระทรวงกลาโหมระบุบนโซเชียลมีเดีย พร้อมเสริมว่า “ไม่ว่าจะทางบก ทางอากาศ หรือทางทะเล กองทัพของเราจะตามหาคุณเจอและดำเนินการลงโทษ”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2568 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ยึดเรือบรรทุกน้ำมันไปแล้วอย่างน้อย 7 ลำ ในขณะที่รัฐบาลทรัมป์กำลังมีมาตรการควบคุมการจัดหาน้ำมันของเวเนซุเอลาอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจหลักของประเทศ

กองทัพสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ถึงที่บ้านพักในกรุงการากัส ระหว่างการบุกจู่โจมเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และบังคับใช้มาตรการปิดกั้นการส่งน้ำมันของเวเนซุเอลา

“เมื่อ (กระทรวงกลาโหม) พูดว่ากักกัน เราหมายความตามนั้นจริง ๆ” กระทรวงฯ เขียนบน X โดยระบุว่า ไม่มีสิ่งใดจะหยุดยั้งกองทัพสหรัฐฯ จากการบังคับใช้กฎหมาย “แม้จะอยู่ในมหาสมุทรที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่งก็ตาม”

ทั้งนี้ การปิดล้อมของสหรัฐฯ ได้ลดการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาลงอย่างมาก โดยมีเพียงเรือที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเชฟรอน (Chevron) และมุ่งหน้าไปยังสหรัฐฯ เท่านั้นที่ดำเนินการได้ตามปกติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกาหลีใต้เดือด จนท.ท้องถิ่นแนะ “นำเข้าผู้หญิง” แก้ปัญหาอัตราเกิดต่ำ

เกาหลีใต้เดือด จนท.ท้องถิ่นแนะ “นำเข้าผู้หญิง” แก้ปัญหาอัตราเกิดต่ำ

9 ก.พ. 2569 23:24 น.

เกาหลีใต้เดือด จนท.ท้องถิ่นแนะ “นำเข้าผู้หญิง” แก้ปัญหาอัตราเกิดต่ำ

เจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นของเกาหลีใต้โดนไล่ออกจากพรรค หลังเสนอแนะว่า ให้นำเข้าผู้หญิงจากเวียดนามหรือศรีลังกา เพื่อแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายคิม ฮี-ซู หัวหน้าคณะบริหารเขตจินโด ทางตอนใต้ของประเทศ ถูกไล่ออกจากพรรคประชาธิปไตยของเกาหลีใต้แล้ว หลังจากเขาออกมาเสนอแนะผ่านทางโทรทัศน์ว่าให้ “นำเข้าหญิงสาว” จากประเทศเวียดนามหรือศรีลังกา แล้วให้ไปแต่งงานกับชายหนุ่มในชนบท เพื่อแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำ

นายคิม ฮี-ซู พูดเรื่องดังกล่าวระหว่างการประชุมเจ้าหน้าที่เมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการควบรวมการบริหารระหว่างจังหวัดที่เขตจินโดตั้งอยู่และเมืองใกล้เคียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ภูมิภาคที่ประชากรกำลังลดลงในเกาหลีใต้ เริ่มหันมาพิจารณามากขึ้นเรื่อยๆ

เกาหลีใต้ยังคงต่อสู้กับภาวะอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลก ซึ่งหากแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ประชากรของเกาหลีใต้ที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 50 ล้านคน อาจลดลงเหลือครึ่งหนึ่งภายใน 60 ปี

อย่างไรก็ตาม คำพูดของนายคิม สร้างความไม่พอใจเป็นวงกว้าง และทำให้ทูตของประเทศเวียดนามยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ ระบุว่า คำพูดของนายคิม “ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการแสดงออก แต่เป็นเรื่องของคุณค่าและทัศนคติที่มีต่อผู้หญิงอพยพและกลุ่มคนกลุ่มน้อย”

นายคิมออกมาขอโทษในเวลาต่อมา โดยระบุว่า ความคิดเห็นของเขาตั้งใจที่จะเน้นย้ำถึงปัญหาประชากรในภูมิภาคชนบท แต่ยอมรับว่าถ้อยคำที่เขาใช้ “ไม่เหมาะสม”

รัฐบาลจังหวัดชอลลาใต้ก็ออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการต่อกรณีที่เกิดขึ้นเช่นกัน โดยระบุว่า คำพูดของนายคิมได้สร้างความเจ็บปวดอย่างลึกซึ้งต่อชาวเวียดนามและต่อผู้หญิง

แต่ดูเหมือนว่าคำขอโทษจะไม่สามารถลดทอนกระแสความไม่พอใจของประชาชนได้ ทำให้ในวันจันทร์ (9 ก.พ.) สภาสูงสุดของพรรคประชาธิปไตยก็ลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ขับคิมออกจากพรรค

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนเตือนญี่ปุ่น จะตอบสนองอย่างเด็ดขาด หากทำอะไรไม่ยั้งคิด

จีนเตือนญี่ปุ่น จะตอบสนองอย่างเด็ดขาด หากทำอะไรไม่ยั้งคิด

9 ก.พ. 2569 21:55 น.

จีนเตือนญี่ปุ่น จะตอบสนองอย่างเด็ดขาด หากทำอะไรไม่ยั้งคิด

จีนเตือนญี่ปุ่นว่า จะเผชิญการตอบสนองอย่างเด็ดขาดหากทำอะไรไม่ยั้งคิด หลังพรรคของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งกำลังมีปัญหากับจีน ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย

เมื่อวันจันทร์ที่ 9 ก.พ. 2569 รัฐบาลจีนออกโรงเตือนทางการญี่ปุ่น ว่าปักกิ่งจะมีการตอบสนองอย่างรุนแรง หากฝ่ายโตเกียวทำอะไรไม่ยั้งคิด หลังจากพรรครัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ชนะการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรอย่างถล่มทลาย และครองเสียงข้างมากในสภาอย่างเด็ดขาด

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นกำลังอยู่ในภาวะย่ำแย่ หลังจากนางทาคาอิจิแสดงความเห็นในเดือนพฤศจิกายน 2568 ว่า หากจีนใช้กำลังโจมตีไต้หวัน ญี่ปุ่นอาจสนับสนุนกำลังทางทหารเพื่อช่วยไต้หวัน ภายใต้สิทธิการป้องกันตนเองร่วม

ล่าสุดในวันจันทร์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเรียกร้องให้ญี่ปุ่นถอนความคิดเห็นดังกล่าว และเตือนถึงผลที่จะตามมาหากญี่ปุ่นกระทำการใดๆ อย่างไม่ยั้งคิด

“หากขุมกำลังฝ่ายขวาจัดในญี่ปุ่นประเมินสถานการณ์ผิดพลาดและดำเนินการอย่างไม่ยั้งคิด พวกเขาจะต้องเผชิญกับการต่อต้านจากประชาชนชาวญี่ปุ่นและได้รับการตอบสนองอย่างเด็ดขาดจากประชาคมระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวในการแถลงข่าวประจำวัน

“เราขอเรียกร้องให้ฝ่ายญี่ปุ่นถอนคำพูดที่ผิดพลาดของทาคาอิจิเกี่ยวกับไต้หวันอีกครั้ง และแสดงความจริงใจขั้นพื้นฐานในการปกป้องรากฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น ผ่านการกระทำที่เป็นรูปธรรม”

ทั้งนี้ หลังจากนางทาคาอิจิแสดงความคิดเห็นดังกล่าวในเดือนพฤศจิกายน ก็จีนได้ดำเนินมาตรการตอบโต้หลายอย่าง รวมถึงขัดขวางไม่ให้พลเมืองของตัวเองเดินทางไปญี่ปุ่น โดยอ้างเหตุผลเรื่องความปลอดภัยสาธารณะที่ย่ำแย่ลง และการก่ออาชญากรรมต่อชาวจีนในญี่ปุ่น

เดือนธันวาคมที่ผ่านมา เครื่องบินทหารของจีนได้ล็อกเรดาร์เป้าหมายไปที่เครื่องบินขับไล่ของญี่ปุ่น ส่งผลให้รัฐบาลโตเกียวต้องเรียกตัวเอกอัครราชทูตจีนเข้าพบเพื่อชี้แจง นอกจากนั้น ปักกิ่งยังระงับการส่งออกแร่หายาก ซึ่งจำเป็นต่อการผลิตทุกอย่างตั้งแต่ รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงขีปนาวุธ ให้แก่ญี่ปุ่นด้วย

เมื่อเดือนมกราคม ญี่ปุ่นก็ต้องส่ง แพนด้ายักษ์ 2 ตัว ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างสูงในประเทศ กลับคืนแก่จีน ทำให้ญี่ปุ่นไม่มีหมีแพนด้าเหลืออยู่ในประเทศเลยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

‘อธิบดีกรมชลฯ’ ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

'อธิบดีกรมชลฯ' ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘อธิบดีกรมชลฯ’ ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.11 น.

“อธิบดีกรมชลฯ”ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ของกระทรวงเกษตรฯ

9 กุมภาพันธ์ 2569 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน ผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ปัตตานี สร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงาน เน้นย้ำ อยู่ไกลแค่ไหน ก็ไม่ทิ้งกัน

อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ปัตตานี สร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงาน เน้นย้ำ อยู่ไกลแค่ไหน ก็ไม่ทิ้งกัน

อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ปัตตานี สร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงาน เน้นย้ำ อยู่ไกลแค่ไหน ก็ไม่ทิ้งกัน

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.03 น.

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายสมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคใต้ เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าวปัตตานี และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปัตตานี เพื่อ​ติดตามผลการดำเนินงาน​ พบปะเยี่ยมเยียน และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ถือเป็นการสัมผัสความเป็นอยู่และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ด้วยตัวเอง โดยได้ร่วมพูดคุยและรับฟังสถานการณ์การทำงานอย่างใกล้ชิด พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น​ รวมทั้ง​ปัญหาอุปสรรคต่างๆ ในการปฏิบัติงาน และใช้โอกาสนี้ลงพื้นที่สำรวจ​จุดที่ได้รับความเสียหาย​จากอุทกภัยปี 2568 และหาแนวทางป้องกันร่วมกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับแปลงเมล็ดพันธุ์ข้าว และอาคารสำนักงาน

“ผมมีความตั้งใจอย่างมากที่อยากจะเดินทางมาเยี่ยมเยียนพี่น้องทีมงานที่นี่ด้วยตัวเอง อยากมารับฟังว่าทุกคนมีความเป็นอยู่กันอย่างไร มีอะไรที่ผมพอจะช่วยสนับสนุนหรือแก้ไขให้การทำงานราบรื่นขึ้นได้บ้าง ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่าแม้จะอยู่ไกล แต่กรมการข้าวเราดูแลกันทั่วถึงแน่นอน” อธิบดีอานนท์ กล่าว

นอกจากนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้รับฟังแนวทางการดำเนินงานวิจัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยเน้นการพัฒนาพันธุ์ข้าวด้วยการใช้เทคโนโลยีทางชีวภาพ (Biotechnology) และการเพาะเลี้ยงอับละอองเรณู (Anther Culture) เพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูข้าว ดินเปรี้ยว ดินเค็ม และน้ำท่วม เป็นต้น การอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นเมืองสู่ความเป็นอัตลักษณ์ เช่น พันธุ์ข้าวมือลอ และเมาะโน๊ะ ซึ่งอยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) การใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวแบบ BCG Model ในการยกระดับผลผลิตข้าวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งในนิเวศน์นาสวน สภาพไร่ และพืชร่วมระบบ รวมถึงการให้ความสำคัญกับงานวิจัยด้านหลังการเก็บเกี่ยวด้วยการหาสารเคมีที่มีประสิทธิภาพนำมาคลุกเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวหลังการเก็บเกี่ยว ทดแทนการใช้สารคลอไพริฟอสซึ่งถูกห้ามใช้ในประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อเพิ่มผลิตภาพของผลผลิตข้าวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต