ไอติม กลับมาแล้ว! หลังไปคุ้ยข้อมูลเพิ่ม โผล่สวนกลับนภินทร ตอกย้ำคำเดิมๆ หลักฐานอันควรเชื่อได้

30 สิงหาคม 2569 เวลา 12:41 น.

30 สิงหาคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึง นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า [ 3 ข้อค้นพบใหม่เพื่อประกอบการพิจารณา เกี่ยวกับข้อกล่าวหาและคำชี้แจง รมต. นภินทร ในคดีโกง สว.

สรุป ข้อค้นพบใหม่:

(1) พยานหลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ห้องทำงานรัฐมนตรี (24 & 25 มิ.ย. 2567) เป็นผู้ที่พัวพันกับข้อกล่าวหาเรื่องการโกง สว. หรือ ทีมงานที่น่าจะใกล้ชิดกับ รมต. นภินทร และตามไปช่วยงานต่อที่ สสว.

(2) 1 จาก 2 สว. จาก จ.ราชบุรี ที่ รมต. นภินทร ยอมรับว่ารู้จัก (โดยบอกว่าเป็น “อดีต ผอ.พลังงาน ที่ช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งทำงานสัมพันธ์กันอยู่”) เคยมีบทบาทเป็นที่ปรึกษาตลาดศรีเมืองของ รมต. นภินทร

(3) ผู้สมัคร สว. อีกกลุ่ม ที่อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ในห้วงเวลาเดียวกับเหตุการณ์ในห้องทำงาน รมต. (1 วันก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ) คือ สว. ภาวนา (ราชบุรี) กับ สว.วราภัสร์ (เพชรบุรี) ซึ่งอยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน [แต่ในประเด็นนี้ รมต. ยืนยันแล้วว่าไม่ได้เจอผู้สมัคร สว. คนอื่นเลย (นอกจากเหตุการณ์ในห้องทำงาน) ในวันดังกล่าว / ดังนั้นคำถามนี้ต้องถามไปที่ สว. 2 คน]

เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โปรดอ่านรายละเอียดข้างล่างทั้งหมดที่ผมพยายามนำเสนอข้อมูลทั้ง 2 ด้าน

—

เมื่อ 2 วันก่อน ผมได้มีโอกาสซักถาม-แลกเปลี่ยนกับ รมต. นภินทร ในช่วงเช้าในรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ และได้ย้อนฟังคำชี้แจงของ รมต. ในช่วงบ่ายที่ทำเนียบ (ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องดีที่ รมต. ได้มาชี้แจงข้อกล่าวหาโดยละเอียดในทุกประเด็น) โดยผมค้นพบว่า รมต. มีการพูดถึงหลายประเด็นใหม่ ที่อยู่นอกเหนือจากคำชี้แจงต่อข้อกล่าวหาเดิม

เมื่อวาน ผมจึงได้เจาะลึกต่อและได้ค้นพบข้อมูลเพิ่มเติม โดยได้นำเสนอไปบนเวทีฝ่ายค้านเมื่อวานช่วงเช้า และขอนำมาเผยแพร่ผ่านช่องทางนี้ในวันนี้

แต่ก่อนจะนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติม ผมยืนยันว่าผมเข้าใจดีถึงความสำคัญของการฟังความทั้ง 2 ด้าน แต่ผมต้องย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า ผมไม่ใช่คนเดียวที่ฟังความทั้ง 2 ด้านแล้ว และยังเห็นว่าเรื่องนี้มีความน่าสงสัย

การพิจารณาของ กกต. ที่ผ่านมาในลำดับชั้นต่างๆ ก็ได้มีการฟังความทั้ง 2 ด้าน และได้ลงความเห็นไปแล้วใน 3 ชั้น:

1. คณะไต่สวนชุดที่ 26 : เห็นว่าควรสั่งฟ้อง รมต. นภินทร (เห็นว่าควรสั่งฟ้องทั้งหมด 229 คน)

2. รองเลขาฯ กกต. ที่ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาฯ: เห็นว่าควรสั่งฟ้อง รมต. นภินทร (อ้างอิงเอกสารจาก iLaw)

3. คณะอนุฯวินิจฉัยที่ 36 : เห็นว่าควรยกคำร้อง รมต. นภินทร (เห็นว่าควรยกคำร้องทุกคน)

จะเห็นได้ว่า:

– 2 จาก 3 ชั้น เห็นว่าควรสั่งฟ้อง รมต. นภินทร

– ชั้นเดียวที่ลงความเห็นว่าควรยกคำร้อง รมต. นภินทร คือ คณะอนุฯวินิจฉัยที่ 36

โดยอนุฯวินิจฉัยที่ 36 นี้ คือ อนุฯที่ลงความเห็นว่าไม่มีใครจาก 229 คนมีมูลความผิดแม้แต่คนเดียว ซึ่งทำให้เกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือในการทำงานของชุดที่ 36 เนื่องจากเป็นการยกคำร้องอีกหลายคนที่ความจริงแล้ว มีหลักฐานที่น่าสงสัยมากกว่ากรณี รมต. นภินทร เสียอีก (เช่น กรณีอื่นที่มีเส้นทางการเงิน)

–

ก่อนจะเจาะลึกข้อมูลใหม่ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เราคงต้องเริ่มต้นด้วยการสรุปข้อเท็จจริงเดิมที่เป็นข้อยุติแล้ว (และได้รับการยืนยันจาก รมต.) และข้อกล่าวหากับคำชี้แจง ที่ยังไม่ตรงกัน (เพื่อให้เห็นข้อมูลของทั้ง 2 ฝั่ง)

1. เป็นข้อยุติแล้ว ว่า รมต. นภินทร ได้พบเจอกับผู้สมัคร สว. (นามสมมุติ นาย A) ที่ห้องทำงาน รมต. ที่กระทรวงพาณิชย์ 2 ครั้ง (24 มิ.ย. 2567 & 25 มิ.ย. 2567) “จริง” / แต่ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องทำงาน ยังต่างกัน:

– ข้อกล่าวหา (จาก นาย A): มีการพูดคุยกันเรื่องการเลือก สว. โดยทาง รมต. มีการขอให้เซ็นใบลาออก สว. ล่วงหน้า

– ผู้ถูกกล่าวหา (รมต. นภินทร) เป็นการพูดคุยกันเรื่องปัญหาไก่งวง / ไม่เคยมีการช่วยเหลือเรื่อง สว. และไม่เคยมีการขอให้เซ็นใบลาออก

2. เป็นข้อยุติแล้ว ว่าหนังสือร้องเรียนเรื่องไก่งวง ไม่มีการลงรับในระบบของกระทรวง “จริง” / แต่สาเหตุในการไม่มีการลงรับในระบบของกระทรวง ยังต่างกัน:

– ข้อกล่าวหา-ข้อสงสัย: ในเมื่อไม่มีการลงรับ จึงมีการตั้งคำถามว่าเป็นเอกสารที่นำมาใช้ย้อนหลังหรือไม่

– ผู้ถูกกล่าวหา: ไม่มีการลงรับ เพราะโครงการที่ถูกเสนอในหนังสือร้องเรียน เป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่สามารถทำได้-ไม่มีงบอุดหนุน จึงไม่ได้ลงรับเพราะไม่ได้จะมีการดำเนินการใดๆต่อ

3. เป็นข้อยุติแล้ว ว่าคนอื่นที่อยู่ในห้องทำงานในเหตุการณ์ทั้ง 2 ครั้ง (~8 คน) ให้การสนับสนุนคำชี้แจงของ รมต. นภินทร ผ่านหนังสือชี้แจงที่มีถ้อยคำ-รูปแบบหนังสือคล้ายกัน (โดยใช้ทีมกฎหมายเดียวกันในการเรียบเรียง)

– ข้อกล่าวหา-ข้อสงสัย: ควรรับฟังด้วยความระมัดระวัง เพราะมีความป็นไปได้ว่ามีการนัดแนะเรื่องคำชี้แจงให้ตรงกันก่อนส่งต่อให้หน่วยงานตรวจสอบ

– ผู้ถูกกล่าวหา: เป็นเรื่องปกติที่ใช้ทีมกฎหมายเดียวกันในการช่วยเรียบเรียง / สาเหตุที่ทุกคนพูดตรงกัน ก็เป็นเพราะทุกคนพูดตามความจริงที่เกิดขึ้น

แต่นอกจากบทสรุปดังกล่าวในแต่ละประเด็น ทาง รมต. นภินทร ได้พูดถึงหรือยืนยันข้อมูลเพิ่มเติมบางส่วน ที่ผมได้ไปตรวจสอบต่อและค้นพบ 3 ประเด็นใหม่ ที่ผมเห็นว่าสังคมควรรับรู้เพื่อประกอบการพิจารณา

[ ประเด็น 1: พยานที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ห้องทำงานรัฐมนตรี (24 & 25 มิ.ย. 2567) และให้การสนับสนุน เป็นใครบ้าง? คำตอบ = หลายคนเป็นผู้ที่พัวพันกับข้อกล่าวหาเรื่องการโกง สว. หรือ ทีมงานที่ใกล้ชิดกับ รมต. นภินทร ]

แม้พยาน ~8 คน ในห้องทำงาน รมต. ให้การสนับสนุนคำชี้แจงของ รมต. นภินทร แต่ผมได้ค้นพบว่าพยานดังกล่าว มีหลายคนที่มีสถานะที่ทำให้เราต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักรับฟังด้วยความระมัดระวัง:

1 คน (วิถี สุพิทักษ์) เป็น สว. สำรอง กลุ่ม 6 ซึ่งอยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน

– วิถี มีหมายเลขผู้สมัครของตนเอง (91) ปรากฏอยู่ในหลาย “โพยใบสั่ง”

– แม้ วิถี ไม่ได้รับเลือกเป็น สว. แต่ได้รับคะแนนในรอบไขว้หรือรอบสุดท้าย 18 คะแนน (ใกล้เคียงกับ สว. ที่ได้รับเลือกลำดับ 10 ของกลุ่มที่ได้ 21 คะแนน)

– **ในประเด็นนี้ รมต. นภินทร ยืนยันว่าไม่รู้ ณ เวลานั้น ว่าเขาเป็นผู้สมัคร สว.**

3 คน (เมธัสสิทธิ์ ลัคนทินวงศ์ / ไชยวิทย์ บัวงาม / สำอาง แก้วประดับ) เป็นคนในเครือข่ายสภาเกษตรกร ที่ถูกโยงกับศูนย์ทำโพยเลือก สว. ที่ รร. ไพน์เฮิร์สท

– หากทั้ง 3 คน มีสถานะเป็นเพียงคนในเครือข่ายสภาเกษตรกร โดยไม่ได้มีข้อมูลหรือหลักฐานใดๆเพิ่มเติมว่าเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ก็คงไม่มีข้อสงสัยอะไรมากนัก

– แต่ปรากฎว่ามีอย่างน้อย 1 คน (สำอาง แก้วประดับ) ที่มีพยานระบุว่าได้เดินทางไปทำโพยที่ รร. ไพน์เฮิร์สท กอล์ฟ คลับ จ.ปทุมธานี (ซึ่งเป็นสถานที่ ที่พยานบุคคลหลายคนให้ข้อมูลว่าถูกใช้ศูนย์ทำโพยในช่วงก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ) ในวันเดียวกันกับเหตุการณ์ที่กระทรวงพาณิชย์

– โดยในประเด็นนี้ มีอย่างน้อย 2 คน (สำอาง แก้วประดับ / เมธัสสิทธิ์ ลัคนทินวงศ์) ที่ข้อมูลระบุว่าทั้ง 2 คนได้ยอมรับว่าเดินทางไปที่ รร. ไพน์เฮิร์สท จริง (แต่ให้เหตุผลว่าเป็นการไปเพื่อพบเจอกับประธานสภาเกษตรกรจากจังหวัดอื่นๆ)

– ยิ่งไปกว่านั้น อีก 2 คน ที่ข้อมูลระบุว่าได้ยอมรับเช่นกันว่า ได้เดินทางไปที่ รร. ไพน์เฮิร์สท ในวันเดียวกัน คือ:

– (1) วิถี สุพิทักษ์ (สว. สำรอง ที่อยู่ในห้องทำงาน รมต. เช่นกัน) โดยวิถีให้เหตุผลว่าไปที่โรงแรมเพื่อพูดคุยแนะนำตัวกับผู้สมัครคนอื่น

– (2) สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ (พ่อ รมช. มหาดไทย) ซึ่งอยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน และมีพยานบุคคลหลายคนยืนยันว่าเป็นวิทยากรหลักในการจัดทำโพยในหลายโรงแรม (เช่น ธารา แกรนด์ จ.ปทุมธานี) โดยสมเกียรติให้เหตุผลว่าไปเพื่อศึกษาวิธีการเลือก และเตรียมตัวสมัคร สว. รอบหน้า

– คำถามคือ มันเป็นเรื่องบังเอิญเกินไปหรือไม่ ที่คนจากสภาเกษตรกรที่อยู่ในห้องทำงาน รมต. จะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการเลือก สว. แต่กลับไปปรากฎที่โรงแรมที่เป็นศูนย์ทำโพย ในวันเดียวกันกับที่มีการกล่าวหาว่ามีการทำโพย และมี ทั้ง สว. สำรอง จากเหตุการณ์ห้องทำงาน รมต. และ “วิทยากรหลัก” เรื่องการทำโพย (สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์) ปรากฏอยู่ในที่เดียวกันด้วย?

2 คน (วิฑูรย์ สุขพลู / จิระเดช ธาราศักดิ์) เคยเป็นทีมงานของ รมต. นภินทร ที่กระทรวงพาณิชย์ ณ วันเกิดเหตุ แต่ตอนนี้ พบว่าทั้ง 2 คน ได้ตาม รมต. นภินทร ไปทำงานในคณะกรรมการของ สสว. (สำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) ซึ่ง รมต. นภินทร กำกับดูแลอยู่ ณ ปัจจุบัน ในฐานะ รมต. สำนักนายกฯ

– วิฑูรย์ สุขพลู ตอนนี้ ทำหน้าที่เป็น ประธานกรรมการบริหาร สสว. โดยเข้าสู่ตำแหน่งในวันที่ 27 พ.ย. 2568 (2 เดือน หลัง รมต. นภินทร ถูกตั้งเป็น รมต. สำนักนายกฯ ที่กำกับดูแล สสว.)

– จิระเดช ธาราศักดิ์ ตอนนี้ ทำหน้าที่เป็น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ของ คณะกรรมการ สสว.

– ดังนั้น ผมเห็นว่าเราควรต้องพิจารณาคำให้การของเขาด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากประวัติการทำงานของทั้ง 2 คนบ่งชี้ว่าอาจมีความสัมพันธ์ทางการงานที่ใกล้ชิดกับ รมต. นภินทร

2 คน (นาง ก. / นาย ป.) เป็นข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้ รมต.นภินทร ณ วันเกิดเหตุ

– พยาน 2 คนนี้ ดูมีสถานะที่น่าจะมีน้ำหนักมากกว่าพยานคนอื่น เนื่องจากเป็นข้าราชการประจำที่โดยหลักแล้ว ควรต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง (ซึ่งคงต้องตรวจสอบต่อไป)

[ ประเด็น 2: สว. จาก จ.ราชบุรี ที่ รมต. นภินทร ยอมรับว่ารู้จัก เป็นใคร? คำตอบ = 1 คน เป็น ที่ปรึกษาตลาดของ รมต. นภินทร ]

เมื่อวาน รมต. นภินทร ยอมรับในรายการ ว่ารู้จักกับ สว. ราชุบรี โดยพูดถึง 2 คน:

– คนที่ 1: รมต. นภินทร บอกว่า “เป็นเจ้าของโรงแรมที่บ้านโป่ง” ที่เคยไปใช้บริการ ซึ่ง (ดูจากประวัติแล้ว) น่าจะหมายถึง สว. ภาวนา ว่องอมรนิธิ (กลุ่ม 11 / อันดับ 4 ของกลุ่ม ด้วยคะแนนล้นกระดาน)

– คนที่ 2: รมต. นภินทร บอกว่า “เป็นอดีต ผอ. พลังงาน ที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งทำงานสัมพันธ์กันอยู่” ซึ่ง (ดูจากประวัติแล้ว) น่าจะหมายถึง สว. สัมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา (กลุ่ม 8 / อันดับ 3 ของกลุ่ม ด้วยคะแนนล้นกระดาน)

แม้ สว. ทั้ง 2 คนนี้ จะมีชื่อปรากฎในโพยใบสั่งจำนวนมากที่พัวพันกับคดีโกง สว. แต่ผมเข้าใจดีว่าการที่ รมต. รู้จักเขา ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเข้าไปช่วยหรือรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาดังกล่าวเสมอไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ รมต. นภินทร อาจจะยังไม่ได้พูดครบทั้งหมด คือ รมต. ไม่น่าจะรู้จัก สว. สัมพันธ์ แค่ในฐานะ “อดีต ผอ. พลังงาน…ที่ทำงานสัมพันธ์กันอยู่” เพียงเท่านั้น

เพราะผมค้นพบว่าก่อนมาลงสมัคร ทาง สว. สัมพันธ์ เคยมีบทบาทเป็น “ที่ปรึกษาตลาดศรีเมือง” ที่ รมต. นภินทร เป็นผู้บริหาร และน่าจะร่วมงานกับตลาดกันมาเป็นระยะหนึ่ง (เราเห็นโพสต์ของ สว. สัมพันธ์ ที่เคยบอกว่า “ได้รับมอบหมาย” จากคุณนภินทร ให้ไปทำกิจกรรมในนามตลาดศรีเมือง ย้อนไปตั้งแต่ พ.ศ. 2562)

ผมเข้าใจดีว่าแม้เคยเป็นทีมงานกันจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องช่วยเหลือหรือเกี่ยวข้องกันในการเลือก สว. แต่ถ้าจะบอกว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ไม่ควรนำมาประกอบการพิจารณาหรือตรวจสอบเพิ่มเติมเลย ก็คงจะไม่ใช่

[ ประเด็น 3: ตกลงกลุ่มผู้สมัคร สว. อีกกลุ่ม ที่อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ในห้วงเวลาเดียวกับเหตุการณ์ในห้องทำงานรัฐมนตรี (25 มิ.ย. 2567 ช่วงบ่าย) คือใคร? คำตอบ = สว. ภาวนา (ราชบุรี) กับ สว.วราภัสร์ (เพชรบุรี) ]

ในประเด็นนี้ ทาง รมต. ยืนยันไปแล้วว่าไม่ได้พบเจอผู้สมัคร สว. คนใดอีกที่กระทรวงพาณิชย์ นอกจาก นาย A และ วิถี (ที่เจอในห้องทำงาน) ดังนั้น ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เป็นประเด็นที่ต้องถาม รมต. เพิ่มเติม

แต่จากการตรวจสอบเพิ่มเติม ผมค้นพบว่าผู้สมัคร สว. ที่มีข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ว่าอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ในห้วงเวลาเดียวกันกับเหตุการณ์ในห้องทำงาน รมต. (ย้ำว่าอยู่ที่กระทรวง ไม่ใช่อยู่ในห้องทำงาน รมต.) ไม่ใช่แค่ผู้สมัคร สว. ทั่วไป แต่เป็น 2 คนที่ในที่สุดได้รับเลือก เป็น สว. โดยทั้ง 2 คน อยู่ในโพยใบสั่งจำนวนมาก และอยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน:

– 1. สว. ภาวนา ว่องอมรนิธิ จาก จ.ราชบุรี (กลุ่ม 11 / อันดับ 4 ของกลุ่ม ด้วยคะแนนล้นกระดาน) ซึ่ง รมต. ยอมรับว่ารู้จัก | ค้นพบว่าอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 25 มิ.ย. 67 ในช่วงบ่าย

– 2. สว. วราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ จาก จ.เพชรบุรี (กลุ่ม 12 / อันดับ 1 ของกลุ่ม ด้วยคะแนนล้นกระดาน) | ค้นพบว่าอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 25 มิ.ย. 67 ในช่วงบ่าย

โดยจากการตรวจสอบข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ของห้วงเวลา มิ.ย. 67 – ก.ย. 67, ค้นพบว่าทาง สว. ทั้ง 2 คน มีหลักฐานการปรากฎตัวที่กระทรวงพาณิชย์ แค่ไม่กี่ครั้งและแค่เฉพาะในช่วง มิ.ย. & ก.ค. (ช่วงการเลือก สว. และการเตรียมปฏิบัติหน้าที่) แต่ไม่มีหลักฐานการปรากฎตัวในช่วง ส.ค. & ก.ย.

ในเมื่อ รมต. ยืนยันว่าไม่ได้เจอทั้ง 2 คน ที่กระทรวงพาณิชย์ เราคงไม่ต้องถาม รมต. อะไรเพิ่มเติม

แต่เราคงต้องถามไปทาง สว. ทั้ง 2 คน ว่าไปทำอะไรที่กระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 25 มิ.ย. 67 หรือ 1 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ และได้พบเจอกับกลุ่มคนไหนเกี่ยวกับการเลือก สว. หรือไม่?

[ หลักฐานต้องชัดขนาดไหน กกต. ถึงมีหน้าที่สั่งฟ้อง รมต. นภินทร หรือผู้ถูกกล่าวหาคนใดไปให้ศาลพิจารณา? ]

ผมย้ำว่า ในขั้นตอนปัจจุบันตามหลักกฎหมาย กกต. ไม่ได้มีหน้าที่ทำตัวเป็นศาล

– กกต. ไม่จำเป็นต้องมี “หลักฐานที่พิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย” ว่ามีการทุจริต ถึงจะสั่งฟ้อง

– แต่หาก กกต. มี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่ามีการทุจริต ก็มีหน้าที่ต้องสั่งฟ้อง โดยให้เป็นหน้าที่ของศาลอีกชั้นหนึ่งในการพิสูจน์หลักฐาน

หลังจากฟังความจากทั้ง 2 ด้าน (ผู้กล่าวหา & ผู้ถูกกล่าวหา) และหลังจากได้รับรู้ข้อมูลใหม่ที่ผมได้นำเสนอวันนี้ ผมคงคิดแทนประชาชนทุกคนไม่ได้ ว่าแต่ละคนเห็นว่ามี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่ามีการทุจริตหรือไม่

แต่อย่างที่กล่าวไปข้างต้น การพิจารณาของ กกต. ที่ผ่านมาในลำดับชั้นต่างๆ ก็ได้มีการฟังความทั้ง 2 ด้าน และได้ลงความเห็นไปแล้วใน 3 ชั้น:

1. คณะไต่สวนชุดที่ 26 : เห็นว่าควรสั่งฟ้อง รมต. นภินทร (เห็นว่าควรสั่งฟ้องทั้งหมด 229 คน)

2. รองเลขาฯ กกต. ที่ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาฯ: เห็นว่าควรสั่งฟ้อง รมต. นภินทร (อ้างอิงข้อมูล iLaw)

3. คณะอนุฯวินิจฉัยที่ 36 : เห็นว่าควรยกคำร้อง รมต. นภินทร (เห็นว่าควรยกคำร้องทุกคน)

ส่วนคณะกรรมการการเลือกตั้ง 7 คนจะลงมติอย่างไร รอดูกันในวันที่ 14 ก.ย. นี้ครับ

นภินทรศรีสรรพางค์, พรรคประชาชน, พริษฐ์วัชรสินธุ, ฮั้วสว.

การดี ข้องใจ! ถูกฟ้องปิดปาก คดี TH-AI Passport ยันลุยเดินหน้าตรวจสอบ เพื่อประโยชน์สาธารณะ

30 สิงหาคม 2569 เวลา 12:19 น.

30 สิงหาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังจากการที่ได้รับหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องจากศาล โดยมีบริษัทผู้รับจ้างโครงการ TH-AI Passport เป็นโจทก์ยื่นฟ้องในฐานความผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีการโพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก โดยศาลได้นัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 28 ก.ย.นี้ ว่า กระบวนการทางกฎหมายที่เกิดขึ้นมีลักษณะที่ทำให้เกิดคำถามว่าเป็นการฟ้องปิดปากหรือไม่ หรือเป็นการใช้กระบวนการทางกฎหมายในลักษณะที่สร้างภาระต่อผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือไม่ พร้อมชี้แจงเพิ่มเติมว่า ในโพสต์ดังกล่าวเป็นการตั้งคำถามตามหลักวิชาการ หลักจริยธรรม และบริบทหน้าที่ของฝ่ายค้าน โดยไม่ได้มีการระบุชื่อพาดพิงถึงบริษัททั้งสองแห่งแต่อย่างใด และต่อมาในวันที่ 27 กรกฎาคม ตนก็ได้นำประเด็นเหล่านี้ไปยื่นเป็นหนังสือเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตามระบบอย่างถูกต้อง

“การปวารณาตัวมาเป็นนักการเมือง เราคือผู้แทนราษฎร สิ่งที่ดิฉันทำอย่างต่อเนื่องสำหรับโครงการนี้ ไม่เคยมีความเกี่ยวข้องกับประโยชน์ส่วนตัว หรือประโยชน์อื่นใดเลย แต่มุ่งเน้นเรื่องประโยชน์จากภาษีของประชาชนเป็นที่ตั้ง ทุกครั้งที่ออกมาพูดคือการทำงานเพื่อปกป้องภาษีประชาชนและประโยชน์ของประเทศชาติเพียงอย่างเดียว” นางการดี กล่าว

นางการดี กล่าวต่อว่า ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในสังคมที่คนตั้งคำถามหาความจริงเพื่อส่วนรวม ต้องกลายเป็นจำเลยหรือไม่ พร้อมยืนยันความพร้อมในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความจริง และจะยังคงยืนหยัดทำหน้าที่ตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลเคียงข้างประชาชนอย่างเข้มแข็งเช่นเดิม

THAIPassport, การดี เลียวไพโรจน์, พรรคประชาธิปัตย์, ฟ้องปิดปาก

ปธ.กมธ.ดีอี เผยเสียงตอบรับ TH-AI Passport กระหึ่ม เด็ก ม.ต้น แห่หนุนเชียร์ ยันดันเด็กไทยก้าวสู่ยุคเอไอเท่าเทียม

30 สิงหาคม 2569 เวลา 12:11 น.

30 สิงหาคม 2569 นพ.อลงกต มณีกาศ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่พบปะพูดคุยกับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูล อำเภอเรณูนคร และโรงเรียนธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เพื่อรับฟังความคิดเห็นและความต้องการด้านการเรียนรู้และการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของเยาวชนในพื้นที่

นพ.อลงกต กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ โครงการ TH-AI Passport ซึ่งนักเรียนจำนวนมากแสดงความสนใจและต้องการเข้าร่วม แม้ว่านักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นส่วนใหญ่จะยังมีอายุไม่ถึง 15 ปี ซึ่งตามเงื่อนไขปัจจุบัน ผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยและมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน

นพ.อลงกต กล่าวต่อว่า เสียงจากเยาวชนสะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังกลายเป็นทักษะสำคัญของคนรุ่นใหม่ตั้งแต่อายุยังน้อย นักเรียนต้องการเรียนรู้และใช้ AI เพื่อการศึกษา ค้นคว้า สร้างสรรค์ผลงาน และพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต จึงควรพิจารณาแนวทางที่จะเปิดโอกาสให้เยาวชนกลุ่มที่มีความพร้อมสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ด้าน AI ได้อย่างทั่วถึงและเหมาะสมกับช่วงวัย

“การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เพียงการประชาสัมพันธ์โครงการ แต่ยังเป็นการรับฟังเสียงจากเยาวชนในพื้นที่จริง เพื่อนำความต้องการและข้อเสนอแนะไปประกอบการผลักดันนโยบายด้านดิจิทัลและ AI ให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้นและโครงการ TH-AI Passport จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI และลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล ซึ่งนักเรียนมัธยมต้นที่อายุไม่ถึง 15 ปี มีความสนใจและต้องการเข้าร่วมโครงการ” นพ.อลงกต กล่าว

THAIPassport,ดีอี,เด็กไทย,เอไอ,

นายกฯ นำคณะล่องเรือติดตามโครงการพระราชดำริ พัฒนาคูคลองเกาะรัตนโกสินทร์ หนุน ภูเขาทอง-ป้อมมหากาฬ เป็นแลนด์มาร์คท่องเที่ยว

30 สิงหาคม 2569 เวลา 11:20 น.

นายกฯ นำคณะล่องลงเรือติดตามโครงการพระราชดำริ พัฒนาคลองเกาะรัตนโกสินทร์ โครงการ พระภิกษุสงฆ์ ล่องเรือชมคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์ น้อมนำพระบรมราโชบาย พัฒนาคุณภาพชีวิต ปชช.- หนุนภูเขาทอง-ป้อมมหากาฬ แลนด์มาร์คท่องเที่ยวเมืองกรุง

เมื่อเวลา 06.45 น. ที่ท่าเรือวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร เขตปทุมวัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ล่องเรือ พร้อมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย ในโครงการ “พระภิกษุสงฆ์ ล่องเรือชมคู คลองในเกาะรัตนโกสินทร์“ โดยมีสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ร่วมกิจกรรม

โดยนิมนต์พระภิกษุสงฆ์จำนวน 120 รูป จาก5 วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร,วัดราชนัดดารามวรวิหาร ,วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร ,วัดสุนทรธรรมทาน และวัดบรมธาสราชวรวิหาร ล่องเรือชมคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่คลองมหานาค คลองผดุงกรุงเกษม คลองโอ่งอ่าง และคลองบางลำพู พร้อมรับฟังบรรยายจากหน่วย ราชการในพระองค์ ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับประวัติความเป็นมา บทบาทและความสัมพันธ์ของคูคลอง วัด และวิถีชุมชน โดยตลอดเส้นทางได้รับความสนใจจากประชาชนริมสองฝั่งคลอง พนมมือไหว้พระสงฆ์และถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ก่อนขึ้นเรือที่ท่าเรือพิพิธภัณฑ์บางลำภู จากนั้นนั่งรถไปยังวัดสระเกศเพื่อถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ที่วัดสระเกศ

สำหรับโครงการดังกล่าวเป็นการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์ โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทำให้สามารถขุดลอกคูคลองระบายน้ำ เชื่อมการสัญจรในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ ให้ใช้ประโยชน์ได้ในปัจจุบันรวมถึงมีแผนที่จะเชื่อมการสัญจรทางน้ำไปถึงจ.ฉะเชิงเทราและพระนครศรีอยุธยา โดยน้อมนำหลักการทรงงานตามแนวพระราชดำริ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการ“สืบสาน รักษา ต่อยอด“ เป็นแนวทางการดำเนินงาน โดยสะท้อนความร่วมมือของทุกฝ่ายที่มีแผนที่ยกระดับการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณภูเขาทองวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ป้อมมหากาฬ วัดราชนัดดารามวรวิหาร และวัดเทพธิดารามวรวิหาร เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตามพระบรมราโชบาย

นายกฯ, ล่องเรือ, โครงการพระราชดำริ

“เชษฐา” แกะเกมส้ม ใช้ฮั้ว สว. ปั้น “ระบอบสีน้ำเงิน” ชี้หลักฐานยังจำกัด ล้มพรรค-รัฐบาล ไม่สำเร็จ

30 สิงหาคม 2569 เวลา 11:13 น.

ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์ วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวกรณีข้อกล่าวหา “ฮั้ว สว.” ว่า ต้องมองแยกกันระหว่างกระบวนการตรวจสอบทางกฎหมาย กับยุทธศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง โดยมองว่า พรรคประชาชนและเครือข่ายกำลังใช้ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญเพื่อสร้างและตอกย้ำวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” เชื่อมโยง สว. องค์กรอิสระ และบุคคลบางส่วนเข้ากับพรรคภูมิใจไทย


ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า เป้าหมายทางการเมืองคือการดิสเครดิตพรรคแกนนำรัฐบาล และสร้างภาพอีกด้านขึ้นมาหักล้างจุดแข็งของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะภาพด้านความมั่นคงและผลงานของรัฐบาล ด้วยการตั้งคำถามว่าพรรคสีน้ำเงินกำลังขยายอำนาจหรือกินรวบประเทศหรือไม่


“ถ้าจะทำให้คำว่าระบอบสีน้ำเงินมีน้ำหนัก ก็ต้องมีประเด็นมาหล่อเลี้ยง หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องฮั้ว สว. เพราะฉะนั้นเกมของการจุดประเด็นเรื่องฮั้ว สว. คือเกมที่จะมาดิสเครดิต แล้วเสริมคำว่าระบอบสีน้ำเงิน”

ผศ.ดร.เชษฐา ยอมรับว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวสามารถจุดกระแสบนโลกออนไลน์ได้ในระดับหนึ่ง เพราะพรรคประชาชนมีความแข็งแรงด้านการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย เมื่อประเด็นหนึ่งได้รับความสนใจ ระบบอัลกอริทึมก็มีส่วนทำให้ผู้ใช้ได้รับเนื้อหาในทิศทางเดียวกันซ้ำๆ จนเกิดความรู้สึกว่าเป็นกระแสขนาดใหญ่ แต่ในโลกจริง ยังต้องรอการพิสูจน์

อย่างไรก็ตาม กระแสทางการเมือง ในโลกออนไลน์ กับ น้ำหนักของหลักฐานทางกฎหมาย เป็นคนละเรื่องกัน

สำหรับข้อมูลที่มีการเปิดเผยออกมา ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อทางโทรศัพท์ หรือข้อมูลที่ถูกระบุว่าเป็นหลักฐานการโอนเงิน ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ในฐานะนักวิชาการยังไม่สามารถฟันธงได้ เพราะเป็นข้อมูลที่เห็นผ่านสื่อและยังไม่ได้ตรวจสอบต้นฉบับหลักฐานด้วยตนเอง

“หลักฐานที่แม้จะหลุดออกมาทางหน้าสื่อ แล้วบอกว่าเป็นหลักฐานการโอนเงิน แต่ผมไม่เห็นกับมือ ผมเห็นผ่านสื่อ เพราะฉะนั้นถ้าให้ผมเชื่อ 100% นักวิชาการอย่างผมตัดสินใจเชื่ออย่างนั้นไม่ได้”

หากท้ายที่สุดหลักฐานเหล่านั้นเป็นของจริงและสามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงได้ ก็อาจสร้างปัญหาให้กับบุคคลบางรายที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างการกระทำของสมาชิกหรือบุคลากรบางคน กับการกระทำในนามพรรคการเมือง

การจะทำให้คดีขยายผลไปถึงตัวพรรค จำเป็นต้องมีหลักฐานพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นมติพรรค มีการสั่งการจากส่วนกลาง หรือมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบในนามของพรรค ไม่ใช่เพียงพบว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นสมาชิก เคยเป็นผู้สมัคร หรือมีความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง

ผศ.ดร.เชษฐา ประเมินว่า หากต้องให้น้ำหนักจากข้อมูลที่ปรากฏในขณะนี้ ตนให้น้ำหนัก ว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างพรรค แต่อาจไปถึงบุคลากรบางรายของบางพรรค หากมีหลักฐานพิสูจน์ได้จริง


“ถ้าให้ผมฟันธง ณ วินาทีนี้ ผมคิดว่ามันจะไม่ไปถึงเชื่อมโยงกับโครงสร้างพรรค แต่ถ้าจะเชื่อม จะเชื่อมเฉพาะบุคลากรบางคนของบางพรรคเท่านั้น”

ส่วนคำถามว่าหลักฐานที่ปรากฏขณะนี้หนักแน่นถึงขั้นสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อรัฐบาลหรือไม่ ผศ.ดร.เชษฐา มองว่า ยังไม่ถึงระดับนั้น เนื่องจากข้อมูลหลายส่วนยังเป็นการนำพยาน คำให้การ การติดต่อ หรือความสัมพันธ์ของบุคคลมาร้อยเรียงเชื่อมโยงกัน ขณะที่รายละเอียดสำคัญยังต้องผ่านการพิสูจน์

ดังนั้น แม้เกมฮั้ว สว. จะสร้างกระแสและสามารถนำไปต่อยอดเป็นประเด็นทางการเมือง รวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แต่หากถามถึงผลทางกฎหมายที่จะลามไปถึงพรรคภูมิใจไทย หรือรุนแรงถึงขั้นกระทบเสถียรภาพรัฐบาล ผศ.ดร.เชษฐา เห็นว่า หลักฐานที่ปรากฏในขณะนี้ยังไปไม่ถึง

พร้อมมองว่า หลังจากนี้การแข่งขันทางการเมืองระหว่าง “บ้านส้ม” กับ “บ้านน้ำเงิน” จะยิ่งเข้มข้น โดยฝ่ายหนึ่งพยายามผลักวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” ขณะที่อีกฝ่ายจะต้องใช้ข้อเท็จจริงและผลงานรัฐบาลเข้าสู้

ท้ายที่สุด ประชาชนจึงต้องแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่ “ชนะกระแสบนโซเชียล” กับสิ่งที่ “ชนะด้วยหลักฐาน” เพราะข้อกล่าวหาสามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองได้ แต่การจะเอาผิดบุคคล พรรคการเมือง หรือทำให้รัฐบาลได้รับผลกระทบ ต้องพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐานตามกระบวนการกฎหมาย ไม่ใช่ตัดสินจากกระแสบนโลกออนไลน์

พรรคส้ม, เชษฐา ทรัพย์เย็น

รัฐเร่งปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ ดึงผลิต-ส่งออก-สร้างงานในไทย วาง 3 เป้าหมาย รับอุตสาหกรรมยานยนต์

30 สิงหาคม 2569 เวลา 10:47 น.

30 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกวาง 3 เป้าหมายรับอุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนผ่านรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเร่งปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายกรมสรรพสามิตพิจารณาโครงสร้างอัตราภาษีและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และสนับสนุนผู้ประกอบการที่ลงทุน ผลิต ใช้ชิ้นส่วน และสร้างการจ้างงานในประเทศไทย

การพิจารณาครั้งนี้ครอบคลุมรถยนต์ทั้งระบบ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาด EV เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความตกลงการค้าเสรี (FTA) บางฉบับทำให้รถยนต์สำเร็จรูปนำเข้าจากต่างประเทศได้รับสิทธิด้านภาษีศุลกากร จึงจำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างภาษีสรรพสามิตควบคู่กัน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมตลาด การลงทุน และการผลิตในประเทศ

ขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้างภาษีไม่ได้พิจารณาเพียงว่าจะเพิ่มหรือลดอัตราภาษีเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการวางทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ในระยะต่อไป โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบนโยบายแก่กรมสรรพสามิตไว้ 3 เป้าหมายสำคัญ

1) นำเข้าเพื่อการลงทุน (Investment-Driven Import) การนำเข้ารถยนต์เทคโนโลยีใหม่ต้องเชื่อมโยงไปสู่การลงทุนระยะยาว โดยเปิดโอกาสให้นำรถยนต์รุ่นใหม่และเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาศึกษา ทดลองตลาด และเรียนรู้ ก่อนต่อยอดไปสู่การลงทุนและผลิตจริงในประเทศไทย

2) ผลิตเพื่อส่งออก มุ่งสู่ Regional EV Hub ต่อยอดความแข็งแกร่งของประเทศไทยจากการเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์สำคัญ หรือ “Detroit of Asia” ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภูมิภาค โดยเพิ่มขนาดการผลิตในประเทศควบคู่กับการขยายตลาดส่งออก

3) ยกระดับ Local Content สู่ชิ้นส่วนมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Local Content) สนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนและห่วงโซ่อุปทานไทยให้ก้าวจากการผลิตและประกอบชิ้นส่วนพื้นฐาน ไปสู่ชิ้นส่วนและเทคโนโลยีสำคัญของยานยนต์ยุคใหม่ ผ่านความร่วมมือกับนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยมากขึ้น

“ที่ผ่านมามาตรการส่งเสริม EV มีส่วนสำคัญในการสร้างตลาดและดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย เมื่ออุตสาหกรรมเข้าสู่ระยะต่อไป มาตรการของรัฐจึงต้องปรับให้ทันกับสถานการณ์ เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์เกิดประโยชน์กลับมาถึงคนไทยมากขึ้น ทั้งการรักษาและสร้างงานในภาคการผลิต การเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงสร้างการแข่งขันและทางเลือกด้านเทคโนโลยีให้แก่ผู้บริโภค” นางสาวรัชดา กล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดโครงสร้างอัตราภาษีและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดและทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศในระยะต่อไป

รัฐบาล,โครงสร้างภาษี,ภาษีรถยนต์,อุตสาหกรรมยานยนต์,

“ศุภจี” เปิดใจ ตอบคำถามฮิตหายไปไหน? เล่าเบื้องหลังคนทำงาน ดีลลับเจรจาข้าว-ช่วยสินค้าเกษตร

30 สิงหาคม 2569 เวลา 10:43 น.

นายอนิศ โอสถานุเคราะห์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถ่ายทอดบทสนทนาและการเปิดใจร่วมกับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถึงเบื้องหลังการขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด และแนวทางการผลักดันนโยบายเพื่อผู้ประกอบการรายย่อย ท่ามกลางข้อสงสัยของสังคมว่าหายหน้าไปจากหน้าสื่อ

นายอนิศ ระบุว่า นางศุภจีได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเข้ามารับตำแหน่งเพื่อสานต่องานสำคัญ แม้ตนเองจะมีบุคลิกแบบ Introvert และไม่ชอบออกหน้ากล้อง โดยตั้งใจใช้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ในทางการเมืองจำเป็นต้องสื่อสารข้อเท็จจริงให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ จึงต้องอาศัยกลยุทธ์ การเจรจา และความเชี่ยวชาญทางการค้าเป็นหลัก

กางกลยุทธ์แก้ปัญหาสินค้าเกษตร-ราคาตกต่ำ

เจรจาขายข้าว 500,000 ตัน อาศัยช่องทางการทูตในวาระครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน เจรจาส่งออกข้าวล็อตใหญ่ได้สำเร็จ

ยกระดับทุเรียนซุปเปอร์จิ๋ว ผลักดันแก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด พร้อมเตรียมแผนสร้างโรงงานฟรีซดรายเพื่อรองรับการแปรรูปส่งออกตลอดทั้งปีสู่ตลาดโลก

บริหารจัดการวิกฤตราคาสินค้า กรณีมะพร้าวล้นตลาด ใช้การประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนช่วยกระจายผลผลิต และกรณีราคาข้าว ได้ประสานหน่วยงานภาครัฐ เช่น กลาโหม ราชทัณฑ์ และการเคหะฯ เข้ามาร่วมรับซื้อทันทีโดยไม่ต้องใช้งบประมาณชดเชย

โครงการรถพุ่มพวง ต่อยอดแนวคิดกระจายสินค้าจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ห่างไกลในต่างจังหวัด เพื่อลดภาระค่าเดินทางและหมุนเวียนเศรษฐกิจในระดับชุมชน

คุมเข้มค่า GP แพลตฟอร์มต่างชาติ – ยกร่างเกณฑ์ Credit Term ปกป้องรายย่อย

ในส่วนของนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย นางศุภจีเตรียมออกมาตรการกำกับดูแลค่าธรรมเนียม (GP) ของแพลตฟอร์มต่างประเทศ รวมถึงการยกร่างประกาศควบคุมระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการรายย่อย ให้อยู่ในกรอบ 30–45 วัน เพื่อป้องกันการดึงสภาพคล่องและเปิดทางให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบได้อย่างคล่องตัว

ดัน Creative Economy หนุน Micro Drama และศูนย์กลางซูเปอร์ยอชต์

นอกจากนี้ ยังมีการตอบรับข้อเสนอเชิงนโยบายใหม่ ๆ อย่างรวดเร็ว ทั้งการเตรียมมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมคอนเทนต์และซีรีส์ขนาดสั้นด้วยเทคโนโลยี AI (Micro Drama Series) รวมถึงการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางเรือซูเปอร์ยอชต์ระดับโลก (Monaco of Asia) โดยได้มอบหมายให้นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะทำงานด้าน Creative Economy และ Visitor Economy เข้ามารับช่วงดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมทันที

นายอนิศ สรุปทิ้งท้ายว่า บทบาทการทำงานของนางศุภจีมุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติจริงและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการบริหารจัดการ มากกว่าการประชาสัมพันธ์ ซึ่งผลสัมฤทธิ์สะท้อนผ่านตัวเลขและผลงานการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

ศุภจี, ศุภจี สุธรรมพันธุ์, อนิศ

อย่าเอามาปนกัน! ศุภชัย เคลียร์ชัดคดีฮั้ว สว. ขั้นตอนไต่สวน กกต. ชี้คณะ 26 ทำสำนวน-คณะ 36 กลั่นกรอง

30 สิงหาคม 2569 เวลา 08:58 น.

30 สิงหาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “คณะ 26” กับ “คณะ 36” คนละหน้าที่ อย่าเอามาปนกัน

ในคดีที่เรียกกันว่า “คดีฮั้ว สว.” มีการกล่าวถึง คณะ 26 และ คณะ 36 อยู่บ่อยครั้ง จนอาจทำให้เข้าใจว่าทั้งสองคณะเป็นคณะสอบสวนเหมือนกัน หรือคณะ 36 ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อสอบสวนต่อจากคณะ 26

ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น

กระบวนการดังกล่าวอยู่ภายใต้ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งแยกหน้าที่ของผู้ทำสำนวน ผู้กลั่นกรองสำนวน และผู้วินิจฉัยออกจากกัน

“คณะ 26” ทำหน้าที่สืบสวนและไต่สวน

คณะ 26 คือ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26

หน้าที่หลักคือ สืบสวนและไต่สวนข้อเท็จจริง รวบรวมพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง แจ้งข้อกล่าวหาและเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงหรือนำพยานหลักฐานมาหักล้าง ตลอดจนจัดทำความเห็นประกอบสำนวน

พูดง่าย ๆ คือ

คณะ 26 เป็น “ผู้ทำสำนวน”

เมื่อทำสำนวนเสร็จ หน้าที่ของคณะ 26 ในชั้นนี้ก็สิ้นสุดลง และต้องส่งสำนวนเข้าสู่สำนักงาน กกต. เพื่อดำเนินกระบวนการตามระเบียบต่อไป

คณะ 26 ไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดสุดท้ายว่าผู้ใดผิดหรือไม่ผิด

แล้ว “คณะ 36” ทำอะไร?

คณะ 36 คือ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36

คณะนี้ไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อ “สอบสวนใหม่” แทนคณะ 26

แต่มีหน้าที่ในอีกชั้นหนึ่งของกระบวนการ คือ พิจารณาและกลั่นกรองสำนวนการไต่สวนที่ผ่านขั้นตอนของสำนักงาน กกต. มาแล้ว พิจารณาข้อเท็จจริง พยานหลักฐานและข้อกฎหมาย แล้วจัดทำความเห็นเพื่อเสนอ กกต. พิจารณาต่อไป

พูดให้เห็นภาพชัดที่สุดคือ

คณะ 26 = ทำสำนวน

คณะ 36 = พิจารณากลั่นกรองสำนวนและทำความเห็น

กกต. = ผู้พิจารณาชี้ขาดหรือมีคำสั่งตามอำนาจกฎหมาย

นี่คือสามบทบาทที่ต้องแยกออกจากกัน

กระบวนการจึงไม่ได้กระโดดจาก “26” ไป “36” ทันที

เมื่อคณะ 26 ทำสำนวนเสร็จ จะต้องส่งเข้าสู่ สำนักงาน กกต. ส่วนกลาง เพื่อให้ผู้รับผิดชอบวิเคราะห์สำนวนและจัดทำความเห็นตามสายงานเสียก่อน

จากนั้นจึงเข้าสู่ชั้นของ คณะ 36 เพื่อพิจารณากลั่นกรองและทำความเห็น ก่อนเสนอไปยัง กกต. ชุดใหญ่

จึงอธิบายเป็นลำดับได้ว่า

คณะ 26

สืบสวน–ไต่สวน–รวบรวมพยานหลักฐาน–ทำสำนวน

↓

สำนักงาน กกต.

วิเคราะห์สำนวนและจัดทำความเห็น

↓

คณะ 36

พิจารณา–กลั่นกรองสำนวน–จัดทำความเห็น

↓

กกต.

พิจารณาชี้ขาดหรือมีคำสั่ง

จุดนี้สำคัญต่อ “คดีฮั้ว สว.” อย่างมาก

เพราะเมื่อเข้าใจหน้าที่ของแต่ละคณะแล้ว จะเห็นว่า สิ่งที่ต้องตรวจสอบมิใช่เพียงว่า คณะ 26 มีความเห็นอย่างไร หรือคณะ 36 จะมีความเห็นอย่างไร

แต่ต้องตรวจสอบว่า พยานหลักฐานที่นำมาพิจารณานั้นมาจากไหน เข้าสู่สำนวนในขั้นตอนใด ผู้ใดเป็นผู้นำเข้าสู่สำนวน ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และผู้ถูกกล่าวหาได้รับโอกาสตรวจสอบและโต้แย้งพยานหลักฐานนั้นอย่างเป็นธรรมหรือไม่

โดยเฉพาะหากมีเอกสารหรือข้อมูลที่อ้างว่ามาจาก DSI หรือบุคคลภายนอก ยิ่งต้องแยกให้ออกระหว่าง “ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ” กับ “พยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบตามกระบวนการของ กกต.”

สองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ดังนั้น การพิจารณาคดีนี้จึงต้องเริ่มจากการเข้าใจบทบาทของแต่ละคณะให้ถูกต้องเสียก่อน

คณะ 26 เป็นผู้ทำสำนวน

คณะ 36 เป็นผู้กลั่นกรองสำนวน

กกต. เป็นผู้ชี้ขาด

และไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนใด สิ่งที่ต้องยืนอยู่เหนือกระแสการเมืองเสมอคือ

พยานหลักฐานต้องตรวจสอบที่มา

กระบวนการต้องชอบด้วยกฎหมาย

และผู้ถูกกล่าวหาต้องได้รับความเป็นธรรม

เพราะคดีจะหนักเพียงใด ไม่ได้อยู่ที่ข่าวดังแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า พยานหลักฐานนั้นรับฟังได้เพียงใด และกระบวนการที่ได้มานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

และทุกคดีไม่ว่า สส.หรือ สว.ขั้นตอนการดำเนินการก็เป็นเช่นคดีนี้

ศุภชัย ใจสมุทร,พรรคภูมิใจไทย,ฮั้วสว,กกต,

รัฐบาลโชว์ผลงาน ปราบสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิต รอบ 11 เดือน ปีงบฯ 69 จับ 35,739 คดี เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.84 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

30 สิงหาคม 2569 เวลา 08:43 น.

30 สิงหาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป้ดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตอย่างต่อเนื่อง ตามข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่เถื่อน ยังคงเป็นสินค้าผิดกฎหมายที่ตรวจพบมากที่สุด สร้างความเสียหายต่อรายได้ของรัฐ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ผลการดำเนินงานอย่างเข้มข้น ในรอบ 11 เดือน ปีงบประมาณ 2569 กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลังสามารถจับกุมดำเนินคดีได้รวม 35,739 คดี เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.84 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีการเปรียบเทียบปรับและประมาณการค่าปรับรวม 6,274.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.98 โดยสินค้ายาสูบยังเป็นสินค้าที่พบการกระทำผิดสูงสุด รองลงมาคือสุราและน้ำมัน

“รัฐบาล โดยกรมสรรพสามิต เดินหน้ายกระดับแนวทางการทำงานเชิงรุกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data Driven Enforcement) โดยนำข้อมูลการจับกุม ข้อมูลพื้นที่ เส้นทางลำเลียงสินค้า ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเบาะแสจากประชาชน มาวิเคราะห์ วางแผนการทำงาน เพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับลักษณะปัญหาในแต่ละพื้นที่ เปลี่ยแนวคิดจาก “มาตรการเดียวใช้ทั่วประเทศ” สู่ “พื้นที่ต่างกัน ความเสี่ยงต่างกัน มาตรการก็ต้องต่างกัน” (From One-Size-Fits-All to Tailored Enforcement) เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ มุ่งให้การปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

รัฐบาล,สินค้าผิดกฎหมาย,สรรพสามิต,บุหรี่เถื่อน,

รัฐบาลดีเดย์ ก.ย.69 ค่าไฟโครงสร้างใหม่ ใช้น้อย จ่ายถูกลง 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท/หน่วย ลดภาระกว่า 21 ล้านครัวเรือน

30 สิงหาคม 2569 เวลา 08:37 น.

30 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่รอบบิลเดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป ประชาชนจะเริ่มได้รับประโยชน์จากโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ ตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพด้วยการแก้ปัญหาที่ต้นทุนและโครงสร้างค่าไฟฟ้าอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟน้อยที่จะจ่ายในอัตราที่ถูกลง

สำหรับบ้านอยู่อาศัย ค่าไฟจะคิดในอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) โดย 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3.00 บาทต่อหน่วย หน่วยที่ 201–400 อัตรา 4.1584 บาทต่อหน่วย และตั้งแต่หน่วยที่ 401 ขึ้นไป อัตรา 4.3583 บาทต่อหน่วย เพื่อให้การคิดค่าไฟสะท้อนระดับการใช้จริงและช่วยครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่มากเป็นลำดับแรก

พร้อมกันนี้ อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยทุกประเภท รวมค่า Ft จะลดจาก 3.95 บาท เหลือ 3.86 บาทต่อหน่วย หรือลดลง 9 สตางค์ต่อหน่วย และจะ แยกภาระค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชน ช่วยลดภาระลงอีก 0.0634 บาทต่อหน่วย โดยคาดว่าประชาชนกว่า 21 ล้านครัวเรือนจะได้รับประโยชน์ คิดเป็นมูลค่าการประหยัดค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 18,000 ล้านบาท

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อีกการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการขยายสิทธิให้ครอบคลุมประชาชนที่อยู่อาศัยจริง แม้ยังไม่มีทะเบียนบ้านถาวร หากมีการใช้ไฟเพื่อการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องและมีประวัติชำระค่าไฟไม่น้อยกว่า 6 เดือน ก็สามารถได้รับสิทธิอัตราค่าไฟใหม่ได้เช่นกัน

“หลักคิดชัดเจนคือ คนที่ใช้ไฟน้อยควรจ่ายน้อยลง และผู้ที่อยู่อาศัยจริงต้องเข้าถึงสิทธิได้ รัฐบาลต้องการให้การลดค่าไฟครั้งนี้เกิดผลกับบิลของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับทำให้โครงสร้างค่าไฟมีความเป็นธรรมและยั่งยืนในระยะยาว” นางสาวรัชดา กล่าว

รัฐบาล,ค่าไฟ,ค่าไฟฟ้า,