‘เสธ.ปูด้วง’นั่งเลขาสมช. ลุยแก้ไฟใต้ นายกฯปรับยุทธศาสตร์ คุมเข้มรับถกครม.สัญจร

29 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

‘เสธ.ปูด้วง’นั่งเลขาสมช. ลุยแก้ไฟใต้ นายกฯปรับยุทธศาสตร์ คุมเข้มรับถกครม.สัญจร

ผบช.ภ.9 สั่งคุมเข้ม พร้อมรับ ครม.สัญจร จ.สงขลา แจงเหตุอ้าง ฮ.ยิงโจ๋ รอผลตรวจสอบกระสุนให้ชัดเจน ขณะที่ประชุม สมช. เคาะ‘เสธ.ปูด้วง’ นั่งเลขาฯ สมช.คนใหม่ นายกฯ เผยปรับยุทธศาสตร์ดูแลพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้าน “สุรเดช”คาใจเหตุป่วนใต้ รัฐบูรณาการทำงานจริงหรือไม่ แนะตั้งรางวัลนำจับจูงใจชาวบ้าน

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9) กล่าวภายหลังประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 6/2569 ถึงการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่ จ.สงขลา ว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทุกฝ่ายได้ประชุมและติดตามสถานการณ์ทุกวัน เพื่อดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร และภารกิจของ ครม.โดยประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคง ติดตามเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อความเรียบร้อย พร้อมประสานการทำงานร่วมกับทหาร ผวจ.สงขลา และ ผวจ.ทั้ง 7 จังหวัดพื้นที่ภาคใต้

พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ กล่าวอีกว่า ไม่ใช่ว่าไม่มีความกังวล แต่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้เตรียมการและทำงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะช่วงที่นายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่ ซึ่งตำรวจให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากนายกฯ เป็นผู้บริหารประเทศ จึงจำเป็นต้องดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด รัดกุม

ส่วนกรณีที่คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ ระบุถึงการตรวจสอบกระสุนปืนที่ถูกอ้างว่าอาจถูกใช้ยิงจากเฮลิคอปเตอร์ตรวจการณ์ โดยตำรวจขอเวลา 3 วัน เพื่อพิสูจน์นั้น พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ กล่าวว่า ขอรอผลการสอบสวนและการตรวจพิสูจน์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน โดยตำรวจจะดำเนินการด้วยความละเอียดรอบคอบ เนื่องจากเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบหลักฐานอย่างรอบด้าน

นอกจากนี้ ในที่ประชุม สมช.ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานฯ มีวาระสำคัญคือการเสนอชื่อ เลขาฯ สมช.คนใหม่ แทนนายฉัตรชัย บางชวด ที่ ครม.เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา มีมติให้โยกย้ายไปเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

มีรายงานว่าการประชุม สมช.วันเดียวกันนี้ มีการเสนอชื่อ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เป็นเลขาธิการ สมช.คนใหม่ ซึ่งตามขั้นตอน หลังจากที่ประชุม สมช.ให้ความเห็นชอบแล้ว จะเสนอขอความเห็นชอบต่อที่ประชุม ครม.ต่อไป ซึ่งก่อนการประชุม ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามนายอนุทิน ว่าจะเคาะรายชื่อเลขาธิการ สมช.คนใหม่ เลยหรือไม่ โดยนายอนุทิน พยักหน้ารับ ก่อนจะเข้าประชุม

จากนั้นนายอนุทิน กล่าวภายหลังการประชุม ว่าที่ประชุมเคาะรายชื่อเลขาฯ สมช.คนใหม่ เมื่อถามว่าเป็นชื่อ พล.อ.ชัยพฤกษ์ หรือไม่ นายอนุทิน ตอบรับว่าครับ เมื่อถามว่าเป็นไปตามความเหมาะสมที่ต้องการนำทหาร มาดูแล สมช.ในสถานการณ์ปัจจุบันใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าครับ เหมาะสม วันนี้เสียงไม่มี พูดได้แค่นี้ เรียบร้อยทุกอย่าง เมื่อถามอีกว่า เป็นการวางตัวคนเหมาะสมกับงานใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถูกต้อง นั่นเป็นหลักสำคัญที่สุดอยู่แล้ว

ต่อข้อถามถึงสถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้ มีรายงานเข้ามาอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า มีการนำเสนอยุทธศาสตร์การบริหารจัดการสถานการณ์ ช่วงนี้เราได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน การบริหารจัดการสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเรื่องความมั่นคง ทุกอย่างก็น่าจะเป็นไปในแนวทางที่ดี

ด้านนายสุรเดช ยะสวัสดิ์ อดีต สว.และ สส.กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีการก่อเหตุป่วนกว่า 51 จุด ว่ามีข้อสังเกตว่าเทคโนโลยีที่ใช้ในพื้นที่ อย่างกล้องวงจรปิด ซึ่งรัฐจัดสรรงบประมาณจำนวนมาก ทำไมยังมีปัญหากล้องเสีย ใช้งานไม่ได้ ใครเป็นผู้ดูแล และที่พูดกันเสมอ ว่ามีการทำงานแบบบูรณาการนั้น จริงหรือไม่

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า กล้องวงจรปิดในพื้นที่ เราใช้กันมานานแล้ว ตนเคยเสนอตั้งแต่ยังเป็น สว.ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีทันสมัยขึ้นมาก เจ้าหน้าที่สามารถดูกล้องวงจรปิดจากโทรศัพท์มือถือได้แล้ว มีการอัพเกรดเทคโนโลยีกันหรือไม่ หรือระดับปฏิบัติละเลยหรือไม่ ใครเป็นผู้ดูแล ต้องประสานกัน โดยเฉพาะท้องถิ่นต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ตรวจสอบว่ากล้องวงจรปิดใช้การได้จริงกี่ตัว

อย่างไรก็ตาม นายสุรเดช เสนอว่าควรต้องมีหน่วยงานแทรกซึมในมวลชน ซึ่งปัจจุบันในส่วนของทหารและตำรวจ มีอยู่แล้ว ที่ฝังตัวอยู่กับชาวบ้าน ส่วนชาวบ้านเราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร บางคนเป็นผู้ก่อการร้าย แฝงตัวเข้ามา เราต้องทันเกมคนพวกนี้ เพราะเขาโจมตีแบบใต้ดิน วางแผนซุ่มโจมตี เมื่อถึงเวลาก็ก่อเหตุร่วมกัน ทำให้ภาครัฐทำงานลำบาก ซึ่งหน่วยงานรัฐต้องอัพเกรดตัวเองตลอดเวลา ผู้ที่เจตนาก่อความไม่สงบบางครั้งปลอมตัวเป็นพลเมืองทั่วไป ข้อมูลตรงนี้ต้องได้ในเชิงลึก

นอกจากนี้ขอเสนอให้สร้างแรงจูงใจเพื่อให้ประชาชนเป็นแนวร่วมของรัฐ โดยให้รางวัลนำจับ หรือแจ้งเบาะแส ถือว่าสำคัญมาก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ดี เพราะความไม่สงบ ช่วงที่ผ่านมา มีคนตกงานจำนวนมาก เมื่อตกงานจึงเสี่ยงที่จะถูกดึงไปร่วมกับฝ่ายที่กระทำผิดกฎหมาย ดังนั้นรัฐต้องมีงบประมาณส่วนนี้สร้างแรงจูงใจ ขณะเดียวกัน ต้องทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ให้ความร่วมมือกับรัฐอย่างจริงจังไห้ได้

“ส่วนการประกาศเคอร์ฟิว ไม่อยากให้ประกาศเฉพาะเวลาเกิดเหตุเพียงไม่กี่วัน แต่ต้องคงไว้ต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นเจ้าหน้าที่รัฐทำงานไม่ได้ อาจจะเคอร์ฟิวตั้งแต่เวลา 22.00–06.00 น.ไม่ให้ออกจากบ้าน เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถปูพรมตรวจสอบได้ ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการตรวจสอบมากมาย แต่ต้องมีพื้นที่ให้เขาลงไป และไม่กระทบกับประชาชนผู้บริสุทธิ์” นายสุรเดช กล่าว

ครม.สัญจร, ชายแดนภาคใต้, พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์, เลขาสมช., ไฟใต้

กกต. เผยนัดลงมติคดีฮั้วสว. จันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้

28 สิงหาคม 2569 เวลา 21:16 น.

กกต. เผยนัดลงมติคดีฮั้วสว. จันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้

เมื่อวันที่ 28 ส.ค.2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. โดยวันนี้ กกต.ได้พิจารณารับฟังข้อเท็จจริงในสำนวนเสร็จสิ้นแล้ว และเนื่องจากสำนวนดังกล่าวมีข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานบางส่วนที่จำเป็นที่ต้องขอพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณา ดังนั้น เพื่อให้ การพิจารณาลงมติเป็นไปโดยละเอียดรอบคอบ จึงกำหนดนัดพิจารณาลงมติสำนวน เกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. ในวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569

กกต, ฮั้วสว., แนวหน้าออนไลน์

อนุทิน หัวโต๊ะ ก.ตร. เคาะโผนายพลสีกากี

28 สิงหาคม 2569 เวลา 18:53 น.

เมื่อวันที่ 28 ส.ค.2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 8/2569 โดยมีวาระคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.)และจเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ลงมาถึง ผู้บังคับการ (ผบก.) วาระประจำปี 2569

มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 23 ส.ค. ที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร. หรือ บอร์ดกลั่นกรอง นัดประชุมคณะกรรมการฯ ที่มี รอง ผบ.ตร. และผู้แทนสำนักงาน ก.พ. กำหนดประชุมเพื่อพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งระดับ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง จตช. ลงมาถึงระดับ ผบก. วาระประจำปี 2569 โดยใช้เวลาในการประชุมยาวนานกว่า 19 ชั่วโมง ซึ่งจะนำรายชื่อที่ผ่านการพิจารณาเข้าที่ประชุมก.ตร.เพื่อลงมติเห็นชอบขั้นสุดท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเริ่มการประชุมนายอนุทิน ได้แจ้งว่า วันนี้เจ็บคออาการไม่ดี ไม่สบาย พร้อมกับจับที่บริเวณลำคอ

ขณะที่เวลาประมาณ 17.00 น.หลังผ่านไปเกือบ 3 ชม. นายอนุทิน ได้เรียกพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ หารือคาดว่าเกี่ยวกับข้อมูลการแต่งตั้งโยกย้ายในบางตำแหน่ง

ต่อมาเวลา 17.57 น. นายอนุทิน ได้เดินทางกลับโดยมอบหมายให้พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ทำหน้าที่ประธานการประชุมต่อ โดยนายอนุทิน กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า การแต่งตั้งเรียบร้อยดี เป็นไปตามหลักเกณฑ์

มีรายงานว่าภายหลังนายกฯ เดินทางกลับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้เรียกประชุมคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร. หรือ บอร์ดกลั่นกรอง ที่ห้องประชุม 2 เพื่อพิจารณาในระดับ รอง ผบช. ถึง ผบก. ในบางตำแหน่งที่ยังไม่ลงตัว

สำหรับปีนี้มีตำแหน่งว่าง 163 ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.ว่าง 3 ตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ว่าง 6 ตำแหน่ง ผบช.ว่าง 19 ตำแหน่ง รอง ผบช.ว่าง 41 ตำแหน่ง ผบก.ว่าง 94 ตำแหน่ง

ระดับรอง ผบ.ตร.ว่าง 3 ตำแหน่ง พิจารณาแต่งตั้งเรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่ พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผู้ช่วยผบ.ตร. พล.ต.ท.กฤษฎา สุรเชษฐพงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และพล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รองจตช. เลื่อนเป็นจตช. โดยโยกพล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จตช. เป็น รอง ผบ.ตร.

ระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. ว่าง 6 ตำแหน่ง พิจารณาแต่งตั้งเรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่ พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.4 พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พล.ต.ท.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผบช.สตส. เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 และพล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นรอง จตช. โดยโยกพล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.

ระดับ ผบช. ตำแหน่งหลักอยู่ที่เดิม ได้แก่ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. นรต.รุ่น 46 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.นรต.รุ่น 47 พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด. นรต.รุ่น 48 พล.ต.ท.ยศวินท์ หรรษมนตร์ ผบช.ส. นรต.รุ่น 45 พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9

สำหรับตำแหน่งที่น่าสนใจ อาทิ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 46 มือทำงาน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร. โยกเป็น ผบช.สตม. พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ประจำสนง.ผบ.ตร.นรต.รุ่น 41 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐโยกเป็น ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. นรต.46 มือทำงาน ศอปส. ทีมปราบสแกรมเมอร์ คนสนิท พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เลื่อนเป็น ผบช.ภ.2 พล.ต.ท.อาทิชา เปาอินทร์ ผบช.สพฐ.ตร. นรต.รุ่น 44 โยกเป็น ผบช.ภ.3 พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รองผบช.ภ.4 นรต.รุ่น 48 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม. นรต.46 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.วรวัฒน์ มะลิ รองผบช.ภ.6 นรต.รุ่น 44 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.6 พล.ต.ท.ศิรัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ จตร.(สบ 8) โยกเป็น ผบช.ภ.7 พล.ต.ท.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบช.สยศ.ตร. นรต.รุ่น 45 โยกเป็น ผบช.ภ.8

พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 52 โยกเป็น ผบช.ปส. พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผบช.ทท. นรต.รุ่น 42 อดีตนายเวร พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผบ.ตร. เลื่อนเป็น ผบช.ทท. พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รองผบช.สอท. นรต.46 มือปราบอาชญากรรมไซเบอร์ เลื่อนขึ้นเป็น ผบช.สอท. พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 48 มือทำงานปราบ นอมินีต่างด้าว ของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ผบ.ตร. ที่ได้รับเยียวยาจาก ก.พ.ค.ตร. เป็น ผบช.สกบ. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รองผบช.สอท. นรต.รุ่น 45 ได้รับการเยียวยาจาก ก.พ.ค.ตร. เลื่อนขึ้น เป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.นรต.รุ่น 48 เลื่อนขึ้นเป็น ผบช.สทส. พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รองผบช.ปส. นรต.รุ่น 50 เลื่อนขึ้นเป็น ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.วีระพัฒน์ ศิวะแพทย์ รองผบช.สยศ.ตร. ขึ้น ผบช.สยศ.ตร. พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผบช.ภ.3 นรต.รุ่น 42 โยกเป็น หัวหน้าจเรตำรวจ (สบ 8) พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7 เลื่อนเป็น ผบช.กมค. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. นรต.45 เลื่อนเป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.

ตร., นายกฯ, แนวหน้าออนไลน์, โผตำรวจ

ชำเเหละเส้นทางชีวิต ‘ทนายอั๋น บุรีรัมย์’ ก่อนยื่นฟ้อง ‘พล.ต.ท.รุทธพล’ คดีหมิ่นฯ

28 สิงหาคม 2569 เวลา 18:47 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ประกาศจะฟ้องศาลในคดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาในไม่กี่วันข้างหน้า ต่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม หลังจากทั้งสองได้ตอบโต้วิวาทะการสร้าง #ไอ้หอกหัก เเละ #ลูกไอ้ขี้คุก จนหลายฝ่าย เช่น กสม./นักวิชา การด้านการเมืองได้วิจารณ์คำพูดของรมว.ยุติธรรมที่กล่าวพาดพิงพฤติกรรมในอดีตของครอบครัวทนายอั๋นว่าไม่เหมาะสม

ทั้งนี้ รมว.ยุติธรรม ระบุว่า ไม่เคยขัดเเย้งกับทนายอั๋น เเต่ทนายอั๋นพาดพิงว่า รมว.ยุติธรรม ดองคดีเขากระโดง จ.บุรี รัมย์  เเละในช่วงที่ รมว.ยุติธรรมรับราช การตำรวจ จ.บุรีรัมย์  พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่าเคยจับกุมพ่อของทนายอั๋นในคดีเกี่ยวกับยาเสพติดตั้งแต่ปี 2541 ซึ่งศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนแม่ของทนายอั๋นถูกจับในพื้นที่อื่น จำคุก 25 ปี

ส่วนทนายอั๋น อ้างล่าสุดว่าเพิ่งทราบว่ารมว.ยุติธรรม คือตำรวจที่จับพ่อของตนในปี 2541 เเละทราบว่าคดีที่ รมว.ยุติธรรมจับกุมพ่อของตนนั้นศาลมีคำสั่งยกฟ้อง เเต่ยอมรับว่าพ่อเเละเเม่ของทนายอั๋นติดคุกข้อหายาเสพติดจริง เเละเเม่ของทนายอั๋นเสียชีวิตในเรือนจำในช่วงต้องโทษคดีข้างต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงที่ผ่านมาทนายอั๋นเดินสายร้องเรียนเเละตรวจสอบหลายหน่วยงานรัฐ/องค์กรอิสระ/พรรคภูมิใจไทย  โดยนอกเหนือจากคำพูดว่า “ไอ้หอกหัก” ที่ทนายอั๋นนำมาใข้เเละอ้างว่าคำๆ นี้ ไม่ได้หมิ่นประมาทเเละเป็นคำที่ใช้กันมานานในสังคมไทยนั้น เเต่พบว่า ทนายอั๋นมักเปรียบเปรยเเละกล่าวหาในช่วงไปร้องเรียนว่ามีการทุจริต เช่น กกต.กินกล้วยคนละ 200 กิโลกรัมให้ยกฟ้อง229คนในคดีฮ้้วสว. เป็นต้น  ซึ่งคำพูดของทนายอั๋นดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาต่อสำนักงาน กกต. เป็นต้น

ส่วนการตรวจสอบการฮั้ว สว.ปี2567-ปัจจุบัน เเละการตรวจสอบการทำงาน-การทุจริตอื่นๆของพรรคภูมิใจไทย พบว่าทนายอั๋นอ้างว่ายังทำหน้าที่ต่อเเม้ไม่กี่วันก่อนจะท้อใจไปครึ่งวันกับสิ่งที่รมว.ยุติธรรมกล่าวถึงประวัติพ่อเเม่ของทนายอั๋น เเต่ทนายอั๋นอ้างว่าได้รับการสนับสนุนจากเเฟนคลับ จึงกลับมาทำหน้าที่เพื่อสังคมต่อไป เพราะทนายอั๋นประกาศว่า“ตัวเอง คือบุคคลสาธารณะ ทำงานเพื่อประโยชน์สังคม พร้อมรับการตรวจสอบ เเละยืนยันไม่ฝักใฝ่ทางการเมืองกับพรรค/กลุ่มใด“    

ทั้งนี้ มีภาพปรากฏในสังคมออนไลน์ว่า  ทนายอั๋นใกล้ชิดกับผู้ประสงค์จะทำงานการเมืองระดับชาติ  เช่นครอบครัวประเสริฐศรี จ.อำนาจเจริญ/อดีตผู้สมัครสว.เช่น นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีต ผู้สมัครสว. ,พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายขื่อ พรรคเสรีรวมไทย นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สว. ซึ่งทนายอั๋นโพสต์โชว์ภาพบัตรประจำตัวผู้ติดตามสว.ปี 2569 (นางสาวนันทนา) ลงในสังคมออนไลน์ การยื่นร้องเรียนเเละส่งข้อมูลต่างๆให้พรรคประชาชน  เป็นต้น

เเละพบว่าบางครั้งทนายอั๋นจะเลี่ยงไม่ตอบคำถามกับบางฝ่าย เช่น  ทำไมทนายอั๋นไม่ตรวจสอบการรวมตัวของผู้สมัครสว.ที่ห้องจูปิเตอร์ อิมเเพค เมืองทองธานี ในช่วงก่อนลงคะเเนนเลือก สว.ระดับประเทศ ตามที่พรรคภูมิใจไทยพาดพิงว่าคนใกล้ชิดนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  เป็นคนชำระค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมคราวนั้น นอกจากนี้ ยังพบว่าทนายอั๋นไม่ตรวจสอบกรณีหัวคะเเนนผู้สมัครสส.(นางจันทร์เพ็ญ ประเสริฐศรี)เขต2 จ.อำนาจเจริญ พรรคพลังประชารัฐ ปี2566 ถูกตั้งข้อหาซื้อเสียงเเละติดคุก เเต่ต่อมาผู้สมัครสส.รายดังกล่าว กกต.ยกคำร้องนั้น  ปรากฏว่าทนายอั๋นอ้างว่าหากจะให้ตรวจสอบกรณีนี้กกต.มอบเงินเดือนครึ่งหนึ่งให้ได้หรือไม่ หากมอบให้ก็พร้อมไปตรวจสอบ เป็นต้น

สำหรับประวัติทางการเมืองของทนายอั๋นนั้นพบว่า เคยลงสมัคร สส. บุรีรัมย์ เขต 3 พรรคอนาคตใหม่ ปี 2562 เเต่สอบตก ปี2563 ลงสมัครนายกอบจ.บุรีรัมย์ ผลปรากฏว่าสอบตก  จนครั้งล่าสุดปี 2564 ลงสมัครนายก อบต.ดอนกอก อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์  แพ้คู่แข่งอีก โดยทนายอั๋นได้284 คะแนน ส่วนผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งได้ 2,142 คะแนน

หลังจากนั้นทนายอั๋นได้ปรากฏตัวในสังคมออนไลน์เเละสื่อมวลชนจนปรากฏเป็นข่าวเนืองๆ โดยเน้นวิจารณ์ และตรวจสอบนโยบายของรัฐบาลเเละนโยบายพรรคภูมิใจไทย ล่าสุดระบุว่าพร้อมเป็นรมว.ยุติธรรม ทำให้ตอนนี้มียอดติดตามเฟสบุ๊กทนายอั๋น มากถึง 5.6 เเสนคน พร้อมกันนี้ทนายอั๋นยังขอรับบริจาคเงินจากทุกฝ่ายในการตรวจสอบทุจริตอีกด้วย

ทนายอั๋นบุรีรัมย์, ภัทรพงศ์ ศุภักษร

กองทัพไทยเดือด! ปฏิเสธข้อกล่าวหา ฮุน เซน สิ้นเชิง ยันปราบสแกมเมอร์ตามหลักสากล ไม่ใช่ข้ออ้างยึดพื้นที่ชายแดน

28 สิงหาคม 2569 เวลา 18:39 น.

28 สิงหาคม 2569 พลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวถึงกรณี สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวหาฝ่ายไทยและกองทัพไทยว่า นำประเด็นขบวนการหลอกลวงออนไลน์ (Scammer) และแก๊งคอลเซ็นเตอร์มาใช้เป็นข้ออ้างในการยึดครอบครองพื้นที่ตามแนวชายแดน โดย กองทัพไทยขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง และเห็นว่าประเด็นนี้ควรพิจารณาบนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้” มากกว่าการกล่าวอ้างทางการเมือง

โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทยยืนยันว่า กองทัพไทยขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง โดยข้อมูลเกี่ยวกับฐานปฏิบัติการอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การค้ามนุษย์ และเครือข่ายสแกมเมอร์ในฝั่งกัมพูชา มิใช่ข้อมูลที่กองทัพไทยหรือประเทศไทยกล่าวอ้างขึ้นเอง หรือสร้างขึ้นเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางนโยบายแต่อย่างใด

หากแต่เป็นข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันจากองค์กรระดับสากลอย่าง สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) รวมถึงรายงานสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) ซึ่งได้ระบุอย่างชัดเจนว่า พื้นที่บริเวณชายแดนและเขตเศรษฐกิจพิเศษในกัมพูชากลายเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคและระดับโลกของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ มีการบังคับใช้แรงงาน กักขัง ทรมาน และหลอกลวงประชาชนจากหลากหลายประเทศทั่วโลก

กองทัพไทยเน้นย้ำว่า การวางกำลังและการปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ดำเนินการภายใต้กรอบถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาความมั่นคง ป้องกันการลักลอบกระทำผิดกฎหมาย และคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน มิได้มีความเกี่ยวข้องกับการนำประเด็นสแกมเมอร์มาเป็นข้ออ้างเพื่อยึดครองพื้นที่ตามที่ถูกกล่าวหา

การนำสองประเด็นดังกล่าวมาเชื่อมโยงกันจึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และอาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน รวมทั้งเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันเป็นภัยคุกคามที่ประชาคมระหว่างประเทศให้ความสำคัญและกำลังร่วมกันแก้ไขอย่างจริงจัง

กองทัพไทยจึงขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชามุ่งดำเนินการตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนข้อเสนอแนะและข้อมูลจาก UNODC ในการปราบปรามและกวาดล้างเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง มากกว่าการสร้างวาทกรรมที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและเพิ่มความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ประเทศไทยและกองทัพไทยยังคงยึดมั่นในการดำเนินการตามหลักกฎหมายและกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมประสานความร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติและประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันถอนรากถอนโคนอาชญากรรมไซเบอร์ การค้ามนุษย์ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ อันจะนำไปสู่ความมั่นคง ความปลอดภัย และความสงบสุขของประชาชนในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

กองทัพไทย,ฮุนเซน,กัมพูชา,สแกมเมอร์,ชายแดน,

ศาลยกคำร้อง ประกันตัว ไผ่-จตุภัทร์ คดีมาตรา 112 เหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร

28 สิงหาคม 2569 เวลา 18:18 น.

28 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “วันนี้ (28 ส.ค. 2569) ศาลอาญา “ยกคำร้อง” ประกันตัว ไผ่-จตุภัทร์ ในคดีมาตรา 112 เหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ระบุไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”

พร้อมทั้งระบุในคอมเมนต์อีกว่า วันนี้ (28 ส.ค. 2569) ศาลยกคำร้องประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ในคดี #มาตรา112 เหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19 – 20 ก.ย. 2563 หลังได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวในวันนี้

เวลา 16.56 น. ศาลมีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว โดยระบุว่า “พิเคราะห์แล้ว ศาลนี้และศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง
นอกจากนี้ จำเลยที่ 7 ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวมาแล้วเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2569 โดยให้เหตุผลไว้แล้ว อีกทั้งตามคำร้องฉบับนี้ อ้างเหตุขอปล่อยชั่วคราวไว้ในลักษณะเดียวกัน กรณียังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมแต่อย่างใด”

ผู้พิพากษาที่ลงนามคำสั่งคือ ณัฐนันท์ ดุจดำเกิง

กรณีดังกล่าวจึงทำให้ไผ่ยังคงถูกขังพร้อมกับกำไล EM ต่อไป ถึงแม้ว่าจะได้รับประกันตัวจากศาลฎีกาในคดี ม.112 อีกคดีหนึ่งแล้วก็ตาม

ย้อนอ่านข่าว https://tlhr2014.com/archives/82300

ยกคำร้อง,ประกันตัว,ไผ่จตุภัทร์,มาตรา112,ชุมนุม,19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร,

รองเลขาฯ กกต. แจ้งความไอลอว์ ปมเผยแพร่ความเห็นคดีฮั้ว สว. ย้ำทำตามขั้นตอนกฎหมาย

28 สิงหาคม 2569 เวลา 17:37 น.

28 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) ออกเอกสารข่าวระบุว่า นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้เข้าแจ้งความณกองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ดำเนินคดีตามกฎหมาย กรณี iLaw เผยแพร่เอกสารความเห็นของนายครรชิต ซึ่งขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่แทน นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่เกี่ยวข้องกับคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือคดีฮั้ว สว.

นอกจากนี้ ยังระบุว่า การดำเนินการแจ้งความเป็นไปเพื่อให้ข้อเท็จจริงได้รับการตรวจสอบตามกระบวนการของกฎหมาย และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงาน กกต.โดยยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมาย

คณะกรรมการการเลือกตั้ง

อาสพลธ์ แฉยับ เครือข่ายตบทรัพย์สอบท้องถิ่น โยง DSI ระดับ พ.ต.ท. โชว์หลักฐานแชทไลน์มัด

28 สิงหาคม 2569 เวลา 16:13 น.

“อาสพลธ์”แฉยับ เครือข่ายตบทรัพย์สอบท้องถิ่น โยง DSI ระดับ “พ.ต.ท.” โชว์หลักฐานแชทไลน์มัด เตรียมลุยรับเรื่องร้องเรียน 11 ก.ย. นี้

28 สิงหาคม 2569 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand รายการข่าวเชิงวิเคราะห์ โดย “หมาแก่-แมวสาว” ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ และ อมรรัตน์ มหิทธิรุกข์ ถึงกรณีที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าจับกุม นายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ “ผู้ใหญ่เฮง” อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคเพื่อไทย หลังเรียกรับเงิน 650,000 บาท โดยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นได้ ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้อาจจะโยงไป “บิ๊กบอส” หรือ นักการเมือง หรือ เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่า ก่อนหน้านี้มีหลักฐานจากแชทไลน์ที่ผู้เสียหายทวงเงินคืนจากอดีต ส.ส.สอบตก

นายอาสพลธ์ กล่าวต่อว่า เครือข่ายในจังหวัดศรีสะเกษพบว่ามี “ผู้ใหญ่เฮง” เป็นเบอร์หนึ่งในจังหวัด แต่จากเบอร์หนึ่งจะโยงไปที่ส่วนกลางใครนั้นยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม และในส่วนของจังหวัดขอนแก่นก็มีลักษณะเครือข่ายลักษณะเดียวกันแต่เป็นเครือข่ายอื่นที่ไม่ใช่ของ “ผู้ใหญ่เฮง” ส่วนที่ในแชทไลน์ที่ระบุว่าเป็นเจ้าหน้าที่ DSI ที่เชื่อมโยงกับ “ผู้ใหญ่เฮง” มีตำแหน่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษ (ระดับ C8-C9 หรือยศพันตำรวจโท)

“เครือข่ายการเรียกรับสินบนในจังหวัดศรีสะเกษ มีผู้เสียหายเข้าร้องเรียนแล้ว 19 คดี และมีคดีเพิ่มเติมรวมเป็น 20 คดี ซึ่งทาง DSI ลงมาสอบปากคำเอง 18 คดี ส่วนอีก 1 คดีทาง ป.ป.ช. ลงมาดำเนินการเอง และมีอีก 1 คดีที่ส่วนกลางเข้าบุกจับกุมเมื่อวันก่อน คดีนี้ไม่ได้ทำคนเดียว แต่ทำกันเป็นกลุ่ม/แก๊ง ในส่วนของคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร จะมีรับเรื่องร้องเรียนผ่านทางองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โดยจะเซ็นต์ MOU การทำงานร่วมกันเพื่อปราบปรามการทุจริตระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ และ ภาคประชาสังคม ในวันที่ 11 ก.ย. นี้ เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดส่งให้ ป.ป.ช. และตำรวจดำเนินการขยายผลต่อไป” ประธาน กมธ. ป.ป.ช. กล่าว

อาสพลธ์สรรณ์ไตรภพ,พรรคภูมิใจไทย,แก๊งตบทรัพย์,สอบท้องถิ่น,DSI,

Bigo Live เปิดเวทียกย่องครีเอเตอร์ชั้นนำ ผู้ขับเคลื่อนการสร้างผลกระทบระดับโลก

29 สิงหาคม 2569 เวลา 08:00 น.

 บีโก้ ไลฟ์ (Bigo Live) แพลตฟอร์มไลฟ์สตรีมมิ่งระดับโลก เปิดเวทียกย่องครีเอเตอร์ชั้นนำในภูมิภาค ณ งาน ‘Thailand Mid-Year Gala 2026’ ซึ่งจัดขึ้นที่ RARIN Bangkok ท่ามกลางมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของประเทศไทย งานกาล่าครั้งนี้รวบรวมครีเอเตอร์ เอเจนซี และผู้นำชุมชนหลายร้อยคนจากกว่า 10 ประเทศและภูมิภาค มาร่วมยกย่องความสำเร็จและผลงานของครีเอเตอร์ที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนวงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

“งานกาล่าครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญสำหรับคอมมูนิตี้ครีเอเตอร์ที่มีความหลากหลายของเรา ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถ ความมุ่งมั่น และความทุ่มเทอย่างน่าประทับใจแก่ผู้ชมทั่วโลก” ตัวแทนจาก Bigo Live ประจำประเทศไทย กล่าว “ครีเอเตอร์คือหัวใจสำคัญในความมุ่งมั่นของ BIGO LIVE ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นบวก มีชีวิตชีวา และปลอดภัยสำหรับทุกคน พวกเขากำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายด้วยการเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นโอกาส พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้กับคอมมูนิตี้ผ่านความสัมพันธ์ที่จริงใจ เราภูมิใจที่ได้สนับสนุนเส้นทางของครีเอเตอร์เหล่านี้ และจะเดินหน้าสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เปิดกว้างและครอบคลุมสำหรับทุกคนต่อไป”

งานกาล่าครั้งนี้ยังถูกถ่ายทอดสดผ่านแอปพลิเคชันอย่างเป็นทางการของ Bigo Live เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ชมหลายล้านคนจากทั่วโลกได้เข้าร่วม มีปฏิสัมพันธ์ และร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อม ๆ กับครีเอเตอร์คนโปรดแบบเรียลไทม์

ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองเริ่มต้นขึ้นด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมอันตระการตา ซึ่งผสมผสานนาฏศิลป์ไทยแบบดั้งเดิมเข้ากับองค์ประกอบทางศิลปะร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ตลอดค่ำคืน ผู้เข้าร่วมงานยังได้เพลิดเพลินกับการแสดงจากครีเอเตอร์ของ Bigo Live ได้แก่ BIGO ID: anoli1, BIGO ID: blackjack6666 และ BIGO ID: 1064256800 ที่มาร่วมถ่ายทอดความสามารถและความคิดสร้างสรรค์บนเวที

ในพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติครั้งนี้ ครีเอเตอร์และเอเจนซีชั้นนำของ Bigo Live ได้รับการยกย่องจากผลงานและการมีส่วนร่วมสำคัญในการขับเคลื่อนระบบนิเวศครีเอเตอร์ที่มีชีวิตชีวาของแพลตฟอร์ม โดยมีการถ่ายทอดบรรยากาศและช่วงเวลาสำคัญของงานทั้งจากบนเวทีและแบบออนไลน์ผ่านการไลฟ์สตรีมบนแอป Bigo Live (TH Official) รวมถึงบัญชีทางการของ Bigo Live บน Facebook (BIGO Live Thailand) และ YouTube (@BigoLiveThailand) โดยรายชื่อผู้ได้รับรางวัลมีดังนี้  Top Creator: HQ TOP 1 VJ Galaxy, BIGO ID: Pukkardjade และ Top Agency: AUGUST

ร่วมเฉลิมฉลองการเติบโตของครีเอเตอร์ประเทศไทย

ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตลาดครีเอเตอร์ที่มีความเคลื่อนไหวโดดเด่นที่สุดในภูมิภาคอย่างรวดเร็ว ด้วยแรงขับเคลื่อนจากชุมชนชุมชนผู้ใช้งานที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งแกร่ง และความหลากหลายทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ Bigo Live ได้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตดังกล่าว ด้วยการมอบเครื่องมือ โอกาส และการเชื่อมต่อสู่ผู้ชมทั่วโลกก 

เพื่อให้ครีเอเตอร์สามารถเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์และความหลงใหลของตนให้กลายเป็นอาชีพที่มั่นคง พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

แม้งาน Thailand Mid-Year Gala จะเป็นงานเฉลิมฉลองครั้งสำคัญประจำปีของแพลตฟอร์ม แต่ Bigo Live ยังคงเดินหน้าสนับสนุนครีเอเตอร์ไทยตลอดทั้งปี ผ่านโครงการเพื่อชุมชนและแคมเปญท้องถิ่นที่หลากหลาย โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ครีเอเตอร์ Bigo Live และชุมชนได้ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ผ่านกิจกรรมไลฟ์สตรีมแบบอินเทอร์แอคทีฟและการส่งของขวัญเสมือนจริง เพื่อนำเสนอวัฒนธรรมไทยสู่สายตาผู้ชมทั้งในประเทศและทั่วโลก

Bigo Live ยังคงมุ่งมั่นในการส่งเสริมศักยภาพของครีเอเตอร์ไทยที่มีความหลากหลาย ด้วยการมอบแพลตฟอร์มที่ปลอดภัย เปิดกว้าง และสร้างสรรค์ เพื่อให้ครีเอเตอร์สามารถแสดงศักยภาพและความสามารถ สร้างคอมมูนิตี้ที่มีความหมาย และเชื่อมต่อกับผู้ชมทั่วภูมิภาคและทั่วโลก ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Bigo Live สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้ https://www.bigo.tv/show/  สามารถดาวน์โหลด บีโก้ ไลฟ์ ได้บน App Store และ Google Play

BigoLive

ทันโลกทันเหตุการณ์ แพทยสภา : การใช้ยาหยอดตาอย่างปลอดภัย และถูกวิธี

29 สิงหาคม 2569 เวลา 02:00 น.

หลายคนอาจคิดว่าแค่ ‘หยอดยา’ คงไม่ซับซ้อนอะไร แต่ในความเป็นจริง ถ้าใช้ไม่ถูกต้อง อาจทำให้ยาไม่ได้ผล หรือบางครั้งอาจเกิดอันตรายกับดวงตาได้

ดวงตาของเราเป็นอวัยวะที่บอบบาง การรักษาโรคทางจักษุหลายโรคต้องพึ่งพายาหยอดตาเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น โรคต้อหิน โรคตาแห้ง โรคตาอักเสบ หรือแม้กระทั่งการติดเชื้อที่ดวงตา

ยาหยอดตาที่ใช้ในปัจจุบันมีประเภทใดบ้าง

ยาหยอดตาสามารถแบ่งออกได้หลายประเภทตามการใช้งาน ได้แก่ ยาขยายม่านตา ใช้งานโดยจักษุแพทย์ขณะตรวจตา,ยาลดอาการตาแดง เป็นยาที่หาซื้อได้ทั่วไป แต่ถ้าหากใช้บ่อยเกินไปจะทำให้ตาแดงมากกว่าเดิม

,น้ำตาเทียม ที่ใช้สำหรับผู้ที่มีภาวะตาแห้ง, ยาลดอาการคัน หรืออาการแพ้, ยาชาเฉพาะที่ ต้องใช้ในห้องตรวจหรือห้องผ่าตัดเท่านั้น ห้ามนำมาใช้เอง, ยาปฏิชีวนะ สำหรับรักษาการติดเชื้อ, ยาลดความดันตา สำหรับรักษาโรคต้อหิน

,ยาสเตียรอยด์ สำหรับรักษาการอักเสบรุนแรง โดยต้องใช้ภายใต้การดูแลใกล้ชิด

“ยาทุกชนิดมีข้อดีและข้อควรระวัง การเลือกใช้ต้องเหมาะกับโรค และควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เสมอ”

ทำไมต้องหยอดยาหยอดตาให้ถูกวิธี

ถ้าหากวิธีหยอดไม่ถูกต้อง อาจทำให้สูญเสียยาที่ควรจะออกฤทธิ์เต็มที่ ไปเกือบครึ่ง ส่งผลต่อผลการรักษาได้ หรือบางครั้งอาจไหลลงคอ ทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย เช่น ใจสั่น หรือ หายใจลำบาก

ขั้นตอนการหยอดยาหยอดตาที่ถูกต้อง

ขั้นตอนก่อนการใช้ยา : อ่านฉลากยา หรือคำแนะนำของแพทย์ให้ดีก่อนใช้เสมอ ใช้ยาหยอดตาให้ถูกต้องทั้งเวลา และวิธีการหยอด ล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสตา ถ้าหากใส่ contact lens แนะนำให้ถอดออกก่อน ยกเว้นจักษุแพทย์แจ้งว่าไม่ต้องถอดออก

เตรียมยา เขย่าขวดถ้าฉลากระบุไว้ โดยเฉพาะยาบางชนิดเป็นสารแขวนลอย สามารถสังเกตได้ที่ข้างขวดยาจะมีคำว่า “Suspension”  เปิดฝาโดยอย่าสัมผัสบริเวณหัวขวดยา

***ยาหยอดตาชนิดแขวนลอยคือยาหยอดตาที่ตัวยาจะไม่ละลายเป็นเนื้อเดียวกันแต่จะกระจายเป็นอนุภาคเล็กๆลอยในน้ำ มีความสำคัญคือก่อนใช้งานต้องเขย่าเพื่อให้ตัวยากระจายตัวสม่ำเสมอ ไม่กองที่ก้นขวด

ขั้นตอนหยอดยา : เตรียมท่าทาง เอนศีรษะ มองขึ้นบน ใช้นิ้วดึงเปลือกตาล่างเป็นกระพุ้งเพื่อรองรับหยดยา

ถือขวดห่างตา 1–2 ซม. ระมัดระวังไม่ให้ขวดสัมผัสตาหรือเปลือกตาโดยเด็ดขาดเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคปนเปื้อนในขวดยา จากนั้นหยอดเพียง 1 หยด หลับตาค้างไว้ กดหัวตาเบา ๆ 1–2 นาที เพื่อป้องกันยาไหลลงคอ  เช็ดส่วนเกินที่บริเวณขอบตาออกขณะหลับตา ด้วยกระดาษสะอาด ถ้ามียาหยอดตาหลายชนิด ต้องเว้นระยะเวลา 3–5 นาทีระหว่างยาแต่ละตัว  การเก็บยาในตู้เย็น ให้สอบถามจักษุแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนว่าสามารถแช่เย็นได้หรือไม่

ล้างมือเสมอหลังหยอดยาหยอดตา

เล่าเสริม**:

สำหรับคนที่กลัวการหยอดตา หรือเด็กเล็ก ที่ไม่สามารถลืมตาขณะจะหยอดยาได้ สามารถหยอดยาไว้ที่หัวตา โดยระมัดระวังไม่ให้ขวดยาโดนเปลือกตาหรือผิวหนัง แล้วค่อยลืมตาให้ยากลิ้งเข้าไป กระพริบตา 2-3 ครั้งเพื่อให้ยากระจายทั่วๆ

มีอุปกรณ์ช่วยหยอดตา สำหรับคนสูงอายุที่มือสั่นหรือยกแขนลำบาก หรือสำหรับผู้ที่ไม่สามารถหยอดยาเองได้จริงๆ ทั้งอุปกรณ์ที่ช่วยเล็งหยดยา หรือช่วยให้ลืมตาได้ขณะหยอดยา

ยาหยอดตาประเภทที่เป็นขี้ผึ้งสามารถใช้วิธีในการหยอดแบบเดียวกับยาน้ำ แต่ควรใช้ตามแพทย์สั่งและ ใช้หยอดเป็นชนิดสุดท้ายหลังจากหยอดยาชนิดอื่น

ข้อควรระวัง ในการใช้ยาหยอดตา

อย่าใช้ยาที่หมดอายุ หรือเปลี่ยนสีไปจากเดิม ยาหยอดตาปกติมีอายุประมาณ 3 ปีนับจากวันผลิต เนื่องจากสารป้องกันการเติบโตของเชื้อโรคอาจหมดอายุ แต่หลังจากทำการเปิดใช้ยาหยอดตาแล้วควรใช้ให้หมดภายใน 1 เดือน รวมถึงควรเก็บรักษาในอุณหภูมิที่ถูกต้องตามชนิดของยา อย่าใช้ยาร่วมกับผู้อื่นเนื่องจากอาจมีการติดเชื้อได้

อย่าใช้ผิดขวด (เช่น ยาหยอดหูแทน) อย่าหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง โดยเฉพาะยาต้อหิน ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น แสบตา ตาแดงมาก หรือการมองเห็นเปลี่ยน → รีบมาพบแพทย์

คำถามที่พบบ่อย

หยอดยามากกว่า 1 หยดจะดีกว่าไหม? → ไม่จำเป็นเนื่องจากดวงตาดูดซึมยาได้เพียงแค่ 1 หยดหากหยอดเกินทำให้เสียยาทิ้งโดยเปล่าประโยชน์

เก็บยาในตู้เย็นได้ไหม? → ยาบางชนิดได้ ถ้าแพทย์หรือเภสัชบอกว่าเหมาะ

เด็กเล็กหยอดยาต่างจากผู้ใหญ่ไหม? → ใช้หลักการเดียวกัน แต่ต้องมีผู้ใหญ่ช่วย

สรุปและฝากข้อคิด

“ดวงตาเป็นหน้าต่างของชีวิต และเป็นอวัยวะที่บอบบางมากครับ การใช้ยาหยอดตาอย่างถูกวิธี คือหนึ่งในวิธีดูแลรักษาดวงตาให้แข็งแรงและปลอดภัย

จำไว้เสมอว่า…ล้างมือก่อน – หยอดถูกวิธี – กดหัวตา – รักษาความสะอาด เพียงเท่านี้ ยาหยอดตาก็จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และช่วยถนอมสายตาของเราได้ครับ

โดย นพ.เอกชนก วัชรปัญจมาศ และ นพ.วิชญ์ ธรานนท์