ชาวนอร์เวย์หลั่งน้ำตาไว้อาลัย “กษัตริย์ฮารัลด์” สิ้นพระชนม์ 89 พรรษา พระโอรสขึ้นครองราชย์ต่อทันที

ชาวนอร์เวย์หลั่งน้ำตาไว้อาลัย "กษัตริย์ฮารัลด์" สิ้นพระชนม์ 89 พรรษา พระโอรสขึ้นครองราชย์ต่อทันที

29 ส.ค. 2569 11:35 น.

ชาวนอร์เวย์หลั่งน้ำตาไว้อาลัย “กษัตริย์ฮารัลด์” สิ้นพระชนม์ 89 พรรษา พระโอรสขึ้นครองราชย์ต่อทันที

ประชาชนหลายพันคนรวมตัวหน้าพระราชวังในกรุงออสโล ท่ามกลางสายฝน เพื่อน้อมรำลึกถึง “กษัตริย์ฮารัลด์” แห่งนอร์เวย์ หลังสิ้นพระชนม์ในวัย 89 พรรษา ปิดฉากการครองราชย์ยาวนาน 35 ปี 

กรุงออสโลของนอร์เวย์เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความโศกเศร้า เมื่อประชาชนหลายพันคนออกมารวมตัวบริเวณหน้าพระราชวัง เพื่อร่วมถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 หลังทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ขณะมีพระชนมพรรษา 89 พรรษา หลังทรงครองราชย์มายาวนานถึง 35 ปี

ประชาชนต่างนำช่อดอกไม้ การ์ดข้อความ และธงชาตินอร์เวย์สีแดง ขาว และน้ำเงิน มาวางไว้หน้าพระราชวัง หลายคนสวมกอดและปลอบโยนกัน ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในช่วงค่ำ

หญิงชาวนอร์เวย์วัย 49 ปีรายหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาถวายดอกไม้กล่าวว่า พระองค์ทรงมีความหมายอย่างมากต่อประชาชน และทรงเป็นกษัตริย์ที่ช่วยสร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้กับประเทศ โดยเธอเปรียบพระองค์ว่าเป็นเสมือน คุณปู่ของคนทั้งชาติ

ปิดฉากรัชสมัย 35 ปี พระโอรสขึ้นครองราชย์ต่อ

หลังการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ฮารัลด์ พระโอรสวัย 53 พรรษา คือ มกุฎราชกุมารโฮกุน เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อทันที ในฐานะ สมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 8

นายกรัฐมนตรีโจนัส กาห์ร สตือเรอ กล่าวสุนทรพจน์หลังเข้าเฝ้ากษัตริย์พระองค์ใหม่ใจความตอนหนึ่งว่า ชาวนอร์เวย์จะจดจำกษัตริย์ฮารัลด์จากความรักที่ทรงมีต่อประชาชน อารมณ์ขัน ความอบอุ่น และความเชื่อมั่นที่พระองค์ทรงมีต่อประชาชนชาวนอร์เวย์

ในช่วงค่ำ มีขบวนรถอัญเชิญพระบรมศพจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยออสโลไปยังพระราชวัง โดยมีประชาชนจำนวนมากยืนเรียงรายอยู่ตามสองข้างทางเพื่อร่วมถวายความอาลัย

ขณะที่กษัตริย์โฮกุนเสด็จไปยังพระราชวังพร้อมพระธิดาวัย 22 พรรษา เจ้าหญิงอิงกริด อเล็กซานดรา ซึ่งจะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าหญิงรัชทายาทพระองค์ใหม่ เพื่อแจ้งการสิ้นพระชนม์ของพระราชบิดาอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาล

รัฐสภานอร์เวย์ระบุว่า กษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงถวายสัตย์ปฏิญาณต่อรัฐสภาในวันที่ 1 กันยายนนี้ ขณะที่รัฐบาลประกาศช่วงเวลาไว้ทุกข์แห่งชาติไปจนถึงพระราชพิธีพระบรมศพ ซึ่งยังไม่ได้กำหนดวัน

ประชาชนยก “กษัตริย์ฮารัลด์” เป็นกษัตริย์ของประชาชน

กษัตริย์ฮารัลด์เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี 1991 และได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นสัญลักษณ์ของนอร์เวย์ที่เปิดกว้างและยอมรับความแตกต่าง

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี พระองค์ทรงอยู่เคียงข้างประเทศท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของประชากร และความหลากหลายทางสังคม

ชาวนอร์เวย์จำนวนมากยังกล่าวถึงพระราชดำรัสของกษัตริย์ฮารัลด์ในช่วงเวลาที่ประเทศเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้าย โดยเฉพาะหลังเหตุกราดยิงและเหตุโจมตีในปี 2011 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 77 คน ถือเป็นเหตุสังหารหมู่ครั้งเลวร้ายที่สุดของนอร์เวย์นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ผู้คนที่ออกมาถวายความอาลัยระบุว่า พระองค์ทรงสามารถเลือกถ้อยคำที่ช่วยให้ผู้คนกลับมารวมกันและสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับสังคมในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

พระพลานามัยทรุดในช่วงหลายปีสุดท้าย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กษัตริย์ฮารัลด์ทรงเผชิญปัญหาด้านพระพลานามัยหลายครั้ง จนต้องลดภารกิจอย่างเป็นทางการลง

พระองค์ทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงออสโลตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม หลังทรงมีภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้าและหายใจไม่สะดวก

แม้จะมีพระพลานามัยที่อ่อนแอลง แต่พระองค์ทรงยืนยันมาตลอดว่าจะไม่สละราชสมบัติ โดยให้เหตุผลว่าได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตลอดพระชนม์ชีพต่อรัฐสภานอร์เวย์แล้ว

ราชวงศ์นอร์เวย์เผชิญปีแห่งความวุ่นวาย

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ราชวงศ์นอร์เวย์เผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยสมเด็จพระราชินีซอนยา พระมเหสีของกษัตริย์ฮารัลด์ ซึ่งมีพระชนมพรรษา 89 พรรษาเช่นกัน ทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเป็นเวลาสั้นๆ เมื่อเดือนพฤษภาคมจากปัญหาเกี่ยวกับพระหทัย

ขณะที่ มกุฎราชกุมารโฮกุน พระโอรสองค์ใหม่ ทรงเผชิญแรงกดดันจากประเด็นเกี่ยวกับ มกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริต พระชายา ซึ่งถูกจับตามองจากความเชื่อมโยงกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำความผิดทางเพศชาวอเมริกันที่เสียชีวิตไปแล้ว

ส่วน มาริอุส บอร์ก เฮยบี พระโอรสของมกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริตจากความสัมพันธ์ก่อนเสกสมรส ถูกศาลพิพากษาจำคุก 4 ปีเมื่อเดือนมิถุนายน จากความผิดฐานข่มขืน 2 กระทง

ด้านมกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริตเอง ซึ่งมีพระชนมพรรษา 53 พรรษา และทรงมีพระอาการประชวรจากโรคปอดรุนแรง ได้เข้ารับการปลูกถ่ายปอดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

แม้ราชวงศ์จะเผชิญมรสุมหลายด้าน แต่การสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ฮารัลด์ได้สร้างความโศกเศร้าไปทั่วประเทศ และผู้นำจากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย อิสราเอล อิตาลี จอร์แดน และยูเครน ตลอดจนราชวงศ์ยุโรป ต่างส่งสารแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียครั้งนี้.

ที่มา : channelnewsasia

ยอดผู้สูญหายพุ่งกว่า 2,400 คน เหตุน้ำท่วมเนปาล-ทิเบต ยอดเสียชีวิต 616 ราย

ยอดผู้สูญหายพุ่งกว่า 2,400 คน เหตุน้ำท่วมเนปาล-ทิเบต ยอดเสียชีวิต 616 ราย

29 ส.ค. 2569 09:59 น.

ยอดผู้สูญหายพุ่งกว่า 2,400 คน เหตุน้ำท่วมเนปาล-ทิเบต ยอดเสียชีวิต 616 ราย

ค้นหาและกู้ภัยเร่งฝ่ากองโคลนช่วยผู้รอดชีวิต หลังมวลน้ำและเศษซากจากธารน้ำแข็งถล่มกวาดหมู่บ้านในเนปาลและทิเบต ขณะที่ยอดผู้สูญหายพุ่งเกิน 2,400 คนแล้ว

สถานการณ์น้ำท่วมและดินถล่มครั้งรุนแรงในพื้นที่ชายแดน เนปาลและจีน ยังคงวิกฤต เมื่อจำนวนผู้สูญหายเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 2,400 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางสภาพพื้นที่เต็มไปด้วยโคลนและเศษซาก หลังมวลน้ำและดินจำนวนมหาศาลไหลบ่าราวกับกำแพงน้ำ กวาดหมู่บ้านและพื้นที่ชุมชนจนได้รับความเสียหายอย่างหนัก

มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้แล้ว 616 ราย โดยบางศพถูกกระแสน้ำพัดลงมาตามแม่น้ำไกลถึงประเทศอินเดีย

เนปาลสูญหายเกือบ 2,000 คน

หน่วยงานจัดการภัยพิบัติของเนปาลเปิดเผยตัวเลขล่าสุดว่า มีผู้สูญหายหรือไม่สามารถติดต่อได้ในประเทศ 1,924 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติ 517 คน โดยตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังทางการนำรายชื่อคนงานในโครงการพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำอีก 933 คน เข้ามารวมในบัญชีผู้สูญหาย

ก่อนหน้านี้รายงานจำนวนผู้สูญหายในเนปาลอยู่ที่ 977 คน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตในเนปาลอยู่ที่ 579 ราย

บรรดาญาติของผู้สูญหายเดินทางไปตามโรงพยาบาลในกรุงกาฐมาณฑุ เพื่อค้นหาข่าวคราวของคนในครอบครัว โดยมีการติดภาพถ่ายและรายชื่อผู้สูญหายไว้ตามผนังโรงพยาบาล

หญิงชาวเนปาลวัย 27 ปีรายหนึ่ง ซึ่งกำลังตามหาน้องชายเปิดเผยว่า ครอบครัวไม่รู้ว่าน้องชายอยู่ที่ไหน และได้แต่หวังว่าเขาจะยังปลอดภัย พร้อมบอกว่าเธอและครอบครัวสูญเสียทุกอย่างจากภัยพิบัติครั้งนี้

USGS ชี้ธารน้ำแข็งถล่มเป็นต้นเหตุ

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ระบุว่า ภัยพิบัติครั้งนี้เกิดจาก การพังถล่มของธารน้ำแข็ง ซึ่งทำให้เกิดกระแสน้ำและเศษซากน้ำแข็ง ดิน และหินจำนวนมหาศาลไหลทะลักลงมาอย่างรุนแรง

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นภัยพิบัติที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในเนปาล นับตั้งแต่เหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี 2558

มวลน้ำและโคลนที่ไหลลงมาอย่างรุนแรงยังทำให้เกิดทะเลสาบขนาดใหญ่หลายแห่งจากการสะสมของเศษซาก และหนึ่งในนั้นกำลังกลายเป็นภัยคุกคามต่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่กำลังค้นหาผู้สูญหาย

ตำรวจเนปาลจึงออกคำเตือนให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที หลังได้รับข้อมูลว่าเขื่อนกั้นน้ำแห่งหนึ่งทางฝั่งทิเบตแตกอีกครั้ง

จีนระงับภารกิจกู้ภัย หวั่นน้ำทะลักซ้ำ

สถานการณ์ฝั่งทิเบตของจีนก็ยังน่าเป็นห่วง โดยทางการจีนต้องระงับปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่ จี๋หลง ซึ่งได้รับความเสียหายหนักที่สุด เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดน้ำท่วมระลอกใหม่ ก่อนที่ทางการจะประกาศในเวลาต่อมาว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนรายงานว่า ทะเลสาบที่เกิดจากกองเศษซากขนาดมหึมาเริ่มมีน้ำเอ่อล้นไปยังพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังมุ่งหน้าเข้าไป อย่างไรก็ตามต่อมามีรายงานว่าระดับน้ำในแอ่งดังกล่าวลดลงแล้ว ทำให้การค้นหาและกู้ภัยสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างเป็นระบบ

ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นประธานการประชุมหารือเกี่ยวกับภารกิจกู้ภัย และแสดงความพร้อมให้จีนช่วยเหลือปฏิบัติการฉุกเฉินของเนปาล

เร่งช่วยคนงานกว่า 100 คนติดอยู่ในอุโมงค์

หนึ่งในภารกิจกู้ภัยที่สำคัญคือการช่วยเหลือคนงานและประชาชนที่ติดอยู่บริเวณโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ Trishuli 3A โดยกองทัพเนปาลตรวจพบผู้ประสบภัยติดอยู่ภายในอุโมงค์ และพยายามหาทางเข้าไปช่วยเหลือ

กองทัพส่งเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำเข้าปฏิบัติการ แต่การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากเจ้าหน้าที่แทบไม่สามารถระบุจุดทางเข้าอุโมงค์ได้ หลังพื้นที่โดยรอบถูกน้ำและโคลนถล่มปกคลุม

เจ้าหน้าที่ระบุว่า สามารถอพยพคนงานและประชาชนออกจากพื้นที่ได้แล้วประมาณ 350 คน แต่ยังมีผู้ติดอยู่ในพื้นที่เดียวกันมากกว่า 100 คน ที่ต้องเร่งช่วยเหลือ

ผู้รอดชีวิตจากโครงการเขื่อนและโรงไฟฟ้าอื่น ๆ ในหุบเขาแม่น้ำตรีศูลี เล่าว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง คนงานจำนวนมากไม่มีเวลาตั้งตัว

ชายคนหนึ่งเปิดเผยว่า เขารอดชีวิตมาได้เพราะขณะเกิดน้ำท่วม เขาอยู่ภายในอุโมงค์ของเขื่อน แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ทำงานอยู่อีกฝั่งถูกกระแสน้ำกวาดหายไปทั้งหมด

ศพถูกกระแสน้ำพัดถึงอินเดีย

ผลกระทบจากภัยพิบัติไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในเนปาลและจีน โดยทางการอินเดียรายงานว่า พบศพ 7 ราย ในแม่น้ำที่ไหลมาจากเนปาล และเชื่อว่าเป็นผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้

ส่วนฝั่งทิเบต สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 554 คน

ทางการจีนยังเปิดเผยว่า ได้อพยพนักท่องเที่ยวที่ติดค้างออกจากพื้นที่ทิเบตแล้ว 555 คน รวมถึงประชาชนชาวจีนอีก 499 คน

นักแสวงบุญไปเขาไกรลาส สูญหายจำนวนมาก

หนึ่งในกลุ่มผู้สูญหายคือบรรดานักแสวงบุญชาวฮินดูจากหลายประเทศ ซึ่งกำลังเดินทางไปยัง เขาไกรลาส (Mount Kailash) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในทิเบต

หญิงวัย 46 ปีรายหนึ่งเล่าว่า เธอเดินทางด้วยรถบัสพร้อมผู้โดยสารอีก 56 คน มุ่งหน้าไปยังชายแดนจีน แต่รถต้องหยุดกลางทาง โดยในตอนแรกทุกคนคิดว่าเป็นเพียงการจราจรติดขัด

จากนั้นหมอก ควัน และบางสิ่งบางอย่างก็เข้าปกคลุมพื้นที่อย่างฉับพลัน ก่อนที่เธอจะเห็นมวลน้ำและเศษซากจำนวนมหาศาลพุ่งเข้ามา

รถหลายคันถูกกระแสน้ำกวาดหายไปหรือถูกโคลนฝัง ขณะที่ผู้โดยสารบนรถต้องพยายามปีนออกทางฝั่งคนขับ ก่อนพากันหนีขึ้นไปบนเนินเขาเพื่อเอาชีวิตรอด

เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเดินหน้าค้นหาผู้สูญหาย ท่ามกลางความกังวลว่าอาจเกิดน้ำท่วมและดินถล่มระลอกใหม่ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยและช่วยเหลือผู้ที่ยังติดอยู่.

ที่มา: channelnewsasia

ทรัมป์เผยสหรัฐฯ บรรลุดีลคุมแหล่งน้ำมันเวเนซุเอลา 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล

ทรัมป์เผยสหรัฐฯ บรรลุดีลคุมแหล่งน้ำมันเวเนซุเอลา 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล

29 ส.ค. 2569 08:45 น.

ทรัมป์เผยสหรัฐฯ บรรลุดีลคุมแหล่งน้ำมันเวเนซุเอลา 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล

“โดนัลด์ ทรัมป์” เผยสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงกับเวเนซุเอลา เข้าควบคุมปริมาณน้ำมันสำรองพิสูจน์แล้วกว่า 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล อ้างช่วยเพิ่มน้ำมัน-ลดราคาเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญกับเวเนซุเอลา เพื่อให้สหรัฐฯ เข้าควบคุมปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วของเวเนซุเอลามากกว่า 65,000 ล้านบาร์เรล โดยระบุว่าเป็นการบรรลุข้อตกลงน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ข้อตกลงนี้จะทำให้ปริมาณน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า เพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาด และช่วยลดราคาน้ำมันเบนซินสำหรับชาวอเมริกันในระยะยาว โดยยืนยันว่าข้อตกลงนี้จะไม่มีค่าใช้จ่ายต่อผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน

ตามข้อมูลจากทรัมป์ ข้อตกลงนี้วเกิดขึ้นภายใต้การเจรจาระหว่างนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และ นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม ร่วมกับ นายเดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา ผ่านความร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างของข้อตกลง เงื่อนไขที่สหรัฐฯ จะได้รับ หรือบทบาทของบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมความร่วมมือ

ทั้งนี้ เวเนซุเอลามีน้ำมันสำรองที่สำรวจแล้วมากที่สุดในโลก ประมาณ 303,000 ล้านบาร์เรล แต่การผลิตน้ำมันของประเทศลดลงอย่างมากจากระดับสูงสุดในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เนื่องจากอุตสาหกรรมน้ำมันประสบปัญหาการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมโทรม.

ที่มา AP

กรุงโรม ของอิตาลี เผชิญคลื่นความร้อนระลอกที่ 5 อุณหภูมิแตะ 39 องศาฯ ทางการเตือนภัยระดับสูงสุด

กรุงโรม ของอิตาลี เผชิญคลื่นความร้อนระลอกที่ 5 อุณหภูมิแตะ 39 องศาฯ ทางการเตือนภัยระดับสูงสุด

29 ส.ค. 2569 06:07 น.

กรุงโรม ของอิตาลี เผชิญคลื่นความร้อนระลอกที่ 5 อุณหภูมิแตะ 39 องศาฯ ทางการเตือนภัยระดับสูงสุด

กรุงโรมของอิตาลีเผชิญคลื่นความร้อนครั้งใหญ่เป็นระลอกที่ 5 ของฤดูร้อน อุณหภูมิพุ่ง 39 องศาฯ กระทรวงสาธารณสุขประกาศเตือนภัยระดับสูงสุด

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 กรุงโรม เมืองหลวงของอิตาลี กลับมาเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดอีกครั้ง หลังคลื่นความร้อนระลอกใหม่แผ่ปกคลุมเมืองในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องหลบแดดและหาวิธีคลายร้อน ขณะที่ทางการประกาศเตือนภัยระดับสูงสุด

โดยบรรยากาศบริเวณด้านหน้าสนามกีฬาโคลอสเซียมยังคงเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ต่อแถวยาวเพื่อใช้น้ำจากจุดบริการสาธารณะ หลายคนถือร่มและพัดลมแบบพกพา พร้อมพยายามหาพื้นที่ร่มเพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อน

กระทรวงสาธารณสุขอิตาลีประกาศให้กรุงโรมอยู่ในระดับ “แจ้งเตือนสีแดง” เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับเตือนภัยสูงสุด หมายความว่าสภาพอากาศร้อนจัดในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้มีปัญหาสุขภาพ ขณะที่ ข้อมูลจากหน่วยงานพยากรณ์อากาศของกองทัพอากาศอิตาลีระบุว่า กรุงโรมมีอุณหภูมิสูงถึง 39 องศาเซลเซียส  

ทั้งนี้ คลื่นความร้อนช่วงปลายเดือนสิงหาคมครั้งนี้นับเป็นคลื่นความร้อนครั้งใหญ่ระลอกที่ 5 ที่พัดถล่มกรุงโรมในช่วงฤดูร้อนปีนี้ ขณะที่หลายพื้นที่ทางตอนใต้ของอิตาลีก็เผชิญกระแสลมร้อนจากทางใต้ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ส่งผลให้อุณหภูมิในเกาะซาร์ดิเนีย แคว้นปุลยา และแคว้นคาลาเบรีย พุ่งแตะ 40 องศาเซลเซียส .

ที่มา AFP

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มอิหร่านครบ 6 เดือน สงครามยังไร้ทางออก ช่องแคบฮอร์มุซปิดตาย

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มอิหร่านครบ 6 เดือน สงครามยังไร้ทางออก ช่องแคบฮอร์มุซปิดตาย

29 ส.ค. 2569 05:04 น.

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มอิหร่านครบ 6 เดือน สงครามยังไร้ทางออก ช่องแคบฮอร์มุซปิดตาย

ครบรอบ 6 เดือนสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ขณะที่อิหร่านยืนกรานถูกบีบให้เข้าสู่สงคราม ด้านข้อตกลงหยุดยิงล่ม สหรัฐฯ เดินหน้าคว่ำบาตรเพิ่ม

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เป็นวันครบรอบ 6 เดือนนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน แต่จนถึงตอนนี้สถานการณ์ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย โดยรัฐบาลอิหร่านยังคงมีท่าทีแข็งกร้าว พร้อมยืนยันว่าประเทศถูกบังคับให้เข้าสู่สงคราม

โดยนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน กล่าวา สหรัฐฯ ควรดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจระหว่างสองประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายยุติการสู้รบ พร้อมระบุว่าปัญหาควรได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจา แทนที่จะให้ประเทศต่างๆ หันไปใช้สงครามและแสดงเขี้ยวเล็บใส่กัน ขณะที่บันทึกความเข้าใจที่ลงนามเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงและเปิด ช่องแคบฮอร์มุซ กลับมาใช้งานอีกครั้ง แต่ข้อตกลงแทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ หลังสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง

จนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าการเดินเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเป็นปกติ แม้ก่อนเกิดสงครามเรือสินค้าสามารถใช้เส้นทางน้ำระหว่างประเทศแห่งนี้ได้อย่างเสรี ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลกและเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย.

ที่มา BBC

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิตอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงจีน รับสินบนกว่า 3.7 พันล้านบาท

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิตอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงจีน รับสินบนกว่า 3.7 พันล้านบาท

28 ส.ค. 2569 23:53 น.

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิตอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงจีน รับสินบนกว่า 3.7 พันล้านบาท

เจียง เฉาหลียง อดีตกรรมการประจำคณะกรรมการประจำสภาประชาชนแห่งชาติจีน ถูกศาลจีนตัดสินประหารชีวิต แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี หลังรับสินบนกว่า 746 ล้านหยวน หรือราว 3.7 พันล้านบาท

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวพีเพิลส์เดลีของจีนรายงานว่า เจียง เฉาหลียง อดีตกรรมการประจำคณะกรรมการประจำสภาประชาชนแห่งชาติ ชุดที่ 14 ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติสูงสุดของจีน ถูกศาลประชาชนชั้นกลางเมืองหนานจิง มณฑลเจียงซู ทางตะวันออกของจีน พิพากษาประหารชีวิต แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี ในคดีรับสินบน

ศาลระบุว่า นายเจียงรับสินบนรวมกว่า 746 ล้านหยวน หรือประมาณ 3,700 ล้านบาท จากการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่บริษัทและบุคคลหลายราย โดยหลังพ้นระยะเวลารอลงอาญา 2 ปี โทษประหารชีวิตจะเปลี่ยนเป็น จำคุกตลอดชีวิต และไม่มีสิทธิได้รับการลดโทษหรือพักการลงโทษอีก

นอกจากนี้ เงินและทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ รวมถึงผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินเหล่านั้นและถูกยึดไว้แล้ว จะถูกส่งเข้าคลังของชาติตามกฎหมาย ส่วนทรัพย์สินที่ยังเรียกคืนไม่ได้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการติดตามเรียกคืนต่อไป

ทั้งนี้ จากคำพิพากษาระบุว่า ระหว่างปี 2538-2568 นายเจียงอาศัยตำแหน่งในสถาบันการเงินขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของมณฑล เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่บริษัทและบุคคลต่างๆ ในหลายด้าน ทั้งการดำเนินธุรกิจ การอนุมัติสินเชื่อ การรับเหมาดำเนินโครงการ และการเลื่อนตำแหน่งบุคลากร

ที่มา Global Times

กษัตริย์โอโยแห่งยูกันดา อดีตราชาที่อายุน้อยที่สุดในโลก สิ้นพระชนม์ในวัย 34 ปี

กษัตริย์โอโยแห่งยูกันดา อดีตราชาที่อายุน้อยที่สุดในโลก สิ้นพระชนม์ในวัย 34 ปี

28 ส.ค. 2569 23:10 น.

กษัตริย์โอโยแห่งยูกันดา อดีตราชาที่อายุน้อยที่สุดในโลก สิ้นพระชนม์ในวัย 34 ปี

กษัตริย์โอโย นยิมบา แห่งโตโร ราชอาณาจักรดั้งเดิมทางตะวันตกของยูกันดา ซึ่งขึ้นครองราชย์ตั้งแต่อายุเพียง 3 พรรษา และเคยเป็นกษัตริย์ผู้ครองราชย์ที่อายุน้อยที่สุดในโลก สิ้นพระชนม์ในวัย 34 ปี

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กษัตริย์โอโย นยิมบา คาบัมบา อิกูรู รูกิดีที่ 4  กษัตริย์แห่งโตโร ราชอาณาจักรดั้งเดิมทางตะวันตกของยูกันดา สิ้นพระชนม์ในวัย 34 ปี โดยนายคาลวิน อาร์มสตรอง รโวมีเร อาคีกี นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรโตโร ประกาศข่าวการสิ้นพระชนม์เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

นายอาคีกีระบุว่า กษัตริย์โอโยสิ้นพระชนม์เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น แต่ไม่ได้เปิดเผยสาเหตุการสิ้นพระชนม์ พร้อมกันนี้ระบุว่า การสิ้นพระชนม์ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ พร้อมยืนยันว่า แม้พระองค์ยังไม่ได้ทรงอภิเษกสมรส แต่ทรงมีทายาทแล้ว ทำให้เกิดความต่อเนื่องของการสืบราชบัลลังก์

กษัตริย์โอโยเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2538 ขณะมีพระชนมายุเพียง 3 พรรษา หลังกษัตริย์รูคิราบาซาอิยา แพทริก เดวิด แมทธิว คาบอยโย โอลิมีที่ 3 พระราชบิดา สิ้นพระชนม์ ทำให้พระองค์ได้รับการบันทึกว่าเป็นกษัตริย์ผู้ครองราชย์ที่อายุน้อยที่สุดในโลกในขณะนั้น

ทั้งนี้ ยูกันดาปกครองในระบอบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งเป็นประมุขของประเทศ แต่ยังมีราชอาณาจักรดั้งเดิมหลายแห่งที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่ก่อนยุคอาณานิคม แม้สถาบันกษัตริย์จะไม่มีอำนาจทางการเมืองอย่างเป็นทางการมากนัก แต่ยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อวัฒนธรรมและสังคม.

ที่มา CNN

จีนเตือนภารกิจกู้ภัยโศกนาฏกรรมเนปาลเข้าสู่ช่วงเวลา “วิกฤติ” ขณะที่ยอดตายพุ่ง 547 ศพ

จีนเตือนภารกิจกู้ภัยโศกนาฏกรรมเนปาลเข้าสู่ช่วงเวลา “วิกฤติ” ขณะที่ยอดตายพุ่ง 547 ศพ

28 ส.ค. 2569 21:51 น.

จีนเตือนภารกิจกู้ภัยโศกนาฏกรรมเนปาลเข้าสู่ช่วงเวลา “วิกฤติ” ขณะที่ยอดตายพุ่ง 547 ศพ

เจ้าหน้าที่จีนเตือนภารกิจค้นหาและกู้ภัยหลังมวลน้ำไหลหลากในเนปาลเข้าสู่ช่วงวิกฤติ หลังทะเลสาบที่เกิดจากดินถล่มเสี่ยงล้นตลิ่ง ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 547 ศพ

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 สถานการณ์มวลน้ำไหลหลากและดินถล่มครั้งใหญ่บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตยังคงน่าเป็นห่วง หลังเกิดมวลน้ำและดินโคลนไหลหลากอย่างฉับพลันเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในเนปาลเพิ่มเป็นอย่างน้อย 547 ศพ และมีผู้สูญหายจำนวนมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยท่ามกลางความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมระลอกใหม่

เจ้าหน้าที่จีนระบุว่า ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยได้เข้าสู่ “ช่วงวิกฤติ” เนื่องจากทะเลสาบที่เกิดขึ้นจากดินถล่มบริเวณชายแดนมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นและเสี่ยงล้นตลิ่ง หากน้ำทะลักลงพื้นที่ด้านล่างอาจทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหม่และเป็นอันตรายต่อประชาชนรวมถึงทีมกู้ภัย

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่เนปาลเปิดเผยว่า สามารถช่วยเหลือชาวต่างชาติได้แล้วมากกว่า 100 คน แต่ยังมีชาวต่างชาติสูญหายจำนวนมาก โดยตัวเลขล่าสุดระบุว่า ชาวต่างชาติสูญหายเพิ่มเป็น 575 คน จาก 36 ประเทศ ในจำนวนนี้ ได้แก่ ชาวอินเดีย 183 คน ชาวสหรัฐฯ 65 คน ชาวยูเครน 62 คน และชาวอังกฤษ 33 คน นอกจากนี้ยังมีชาวเนปาลสูญหายอีก 149 คน

ขณะที่ตัวเลขผู้สูญหายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบและปรับปรุงรายชื่อผู้สูญหายจากหลายหน่วยงาน ขณะที่การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยเป็นไปอย่างยากลำบากจากถนนและสะพานที่ได้รับความเสียหาย ด้านสถานการณ์ฝั่งทิเบตของจีน สื่อทางการจีนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ และสูญหายมากกว่า 558 คน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าตัวเลขผู้สูญหายบางส่วนอาจซ้ำกับรายชื่อที่เจ้าหน้าที่เนปาลรายงานหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายและอพยพผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่เสี่ยง ขณะที่ต้องจับตาระดับน้ำในทะเลสาบที่เกิดจากดินถล่มอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกรงว่าอาจเกิดน้ำทะลักลงสู่พื้นที่ชุมชนและทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอีก.

ที่มา BBC

‘อนุทิน’ แชร์โพสต์ สรุปเหตุ ‘ไอติม’ แพ้น็อก ‘นภินทร’ กลาง ‘กรรมกรข่าว’

29 สิงหาคม 2569 เวลา 11:24 น.

นายก

วันนี้ 29 สิงหาคม 2569 กลายเป็นกระแสฮืฮฮาบนโลกโซเชียล เมื่อ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย แชร์โพสต์ของ ธารินี วรินทรากุล นักวิชาการอิสระ ที่ออกมา สรุปสั้น ๆ ว่า เหตุใด นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือที่รู้จักกันในชื่อของ ไอติม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จึงแพ้น็อก นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กลางรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ

ซึ่งข้อความดังกล่าวมาจากเพจของ ธารินี วรินทรากุล ระบุว่า “ดิฉันสรุปให้สั้น ๆ ว่า เหตุใด “ไอติม” จึงแพ้น็อก “นภินทร” กลางรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะรัฐมนตรีพูดเก่งกว่าหรือใช้อารมณ์เสียงดังกว่าค่ะ แต่เป็นเพราะตลอดการสนทนา ฝ่ายหนึ่งตอบด้วยข้อเท็จจริง พยานบุคคล และเอกสารอ้างอิง ขณะที่อีกฝ่ายมีเพียงคำว่า

“มีคนบอกมา”

“ผมตั้งข้อสังเกต”

“ผมไม่ได้กล่าวหา”

และ “นี่คือข้อมูลเท่าที่ผมมี”

อนุทิน

พูดง่าย ๆ คือ ตอนตั้งข้อกล่าวหามาเต็มร้อย แต่พอถูกถามหาหลักฐาน ความมั่นใจกลับเหลือไม่ถึงครึ่งค่ะ


เริ่มจากการกล่าวหารัฐมนตรีว่า “ไร้จิตสำนึก” เพราะไม่เข้าสภาไปตอบกระทู้ ทั้งที่รัฐมนตรีชี้แจงว่า วันดังกล่าวมีนัดหมายล่วงหน้าตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ต้องประชุมแก้ไขปัญหาน้ำท่วม 5 จังหวัดร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่ประมาณ 50 คน

เมื่อถูกถามกลับตรง ๆ ว่า การไปจัดการความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม ทำให้ตนเป็นคนไร้จิตสำนึกอย่างนั้นหรือ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นอย่างน้อยที่สุดคือการยอมรับว่า คำพูดก่อนหน้านี้อาจรุนแรงเกินไป
แต่ไอติมไม่ขอโทษค่ะ


กลับยืนยันเพียงว่า รัฐมนตรีต้องมาสภาเพราะเป็นหน้าที่

ดิฉันจึงอยากถามว่า แล้วการแก้ปัญหาน้ำท่วมให้ประชาชนไม่ใช่หน้าที่ของรัฐมนตรีหรือคะ? หรือในความเข้าใจของฝ่ายค้าน หน้าที่ของรัฐมนตรีมีเพียงการมานั่งเป็นฉากให้ตนเองอภิปรายและตัดคลิปลงโซเชียลเท่านั้น?

จากนั้นเข้าสู่ประเด็นพยาน A ซึ่งไอติมอ้างว่าไปขอให้รัฐมนตรีช่วยเหลือเรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา รัฐมนตรีไม่ได้ปฏิเสธว่าบุคคลดังกล่าวเคยเข้ามาพบ แต่ชี้แจงว่าเมื่อทราบว่ามาขอความช่วยเหลือเรื่องใด ก็ให้ออกจากห้องและไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ พร้อมระบุว่ามีข้าราชการระดับ C8 และ C9 อยู่ในเหตุการณ์ รวมถึงมีหนังสือราชการเกี่ยวกับการประชุมเรื่องไก่งวงรองรับที่มาของการนัดหมาย

นี่คือคำชี้แจงที่มีทั้งชื่อพยานแวดล้อมและเอกสารซึ่งสามารถตรวจสอบต่อได้


แล้วฝั่งไอติมมีอะไรคะ?


คำตอบคือ ไม่มีเอกสาร และอาศัยเพียงคำบอกเล่าของบุคคล A ก่อนนำมาตีความต่อว่า “จึงทำให้เชื่อได้ว่า…”


การตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านค่ะ แต่การนำคำกล่าวหาของบุคคลหนึ่งมาขยายผล แล้วใช้ถ้อยคำชวนให้สังคมเชื่อไปแล้วว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิด ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน ไม่ได้เรียกว่า “ตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์”


มันคือการตั้งธงก่อนหาหลักฐานค่ะ


ประเด็นถัดมา ไอติมตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดผู้ถูกกล่าวหา 9 คนจึงใช้คำชี้แจงคล้ายกัน และเหตุใดจึงใช้ทีมกฎหมายเดียวกัน


คำถามคือ แล้วมันผิดกฎหมายข้อไหนคะ?


ผู้ถูกกล่าวหาจะจ้างทนายคนเดียวกัน จ้างเป็นกลุ่ม หรือแยกกันจ้าง เป็นสิทธิในการต่อสู้คดีของแต่ละคน การใช้ทีมกฎหมายเดียวกันไม่ได้พิสูจน์ว่ารัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง และไม่ได้แปลว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นความจริง


ถ้าจะโยงให้ถึงรัฐมนตรี อย่างน้อยก็ควรมีหลักฐานแสดงว่าใครเป็นผู้ว่าจ้าง ใครเป็นผู้จ่ายเงิน หรือใครเป็นผู้สั่งการ ไม่ใช่เพียงเห็นเอกสารคล้ายกันแล้วค่อยวาดเส้นประโยงไปหาคนที่ตนเองอยากกล่าวหา
ยิ่งคำถามเรื่องมีผู้สมัคร สว. เดินทางเข้ากระทรวงพาณิชย์หลายคน ยิ่งสะท้อนวิธีคิดแบบ “ขอให้สงสัยไว้ก่อน”


รัฐมนตรีตอบชัดว่า ในแต่ละวันมีคนเข้าออกกระทรวงประมาณ 4,000–5,000 คน แล้วรัฐมนตรีต้องทราบหรือคะว่าใครเข้ามาพบหน่วยงานใด มาทำธุระเรื่องอะไร และมีสถานะเป็นผู้สมัคร สว. หรือไม่?


เมื่อถูกถามว่าทำไมจึงพยายามโยงทุกอย่างมาหาตน ไอติมกลับตอบว่า “ไม่ได้โยง แค่พูดเฉย ๆ”


นี่แหละค่ะ เทคนิคการเมืองแบบคุ้นตา


ตั้งข้อกล่าวหาบนเวทีใหญ่ ปล่อยให้สังคมเชื่อมโยงและพิพากษา แต่พอเจ้าตัวถามหาหลักฐาน ก็ถอยกลับมาบอกว่าไม่ได้กล่าวหา เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตเท่านั้น


กล่าวหาเอง จุดไฟเอง แล้วถอยไปยืนดูคนอื่นเผาแทน อย่างนี้สะดวกดีนะคะ


ช่วงที่น่าฟังที่สุดคือเมื่อรัฐมนตรีถามกลับว่า เหตุใดไอติมจึงเลือกนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว ทั้งที่เรื่องนี้มีทั้งข้อกล่าวหาและคำชี้แจง เหตุใดจึงไม่วางข้อมูลทั้งสองด้านให้ประชาชนพิจารณาอย่างเที่ยงธรรม


คำตอบของไอติมคือ ตนไม่ได้เสนอข้อมูลข้างเดียว แต่เสนอ “เฉพาะข้อมูลที่ตนมี”


ดิฉันฟังแล้วแทบอยากถามกลับว่า หากข้อมูลที่มีเป็นเพียงข้อกล่าวหา ไม่มีเอกสารยืนยัน และยังไม่ฟังคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาให้ครบ แล้วรีบนำออกมาชี้นำสังคม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้อมูลมีน้อยอย่างเดียวนะคะ
แต่อยู่ที่รู้น้อย แล้วยังรีบกล่าวหาแรงเกินหลักฐานด้วยค่ะ


ท้ายที่สุด รายการนี้จึงไม่ได้ทำให้สังคมเห็นหลักฐานใหม่ที่มัดตัวรัฐมนตรี แต่กลับทำให้เห็นข้อจำกัดของการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วย “ข้อสงสัย” มากกว่า “ข้อพิสูจน์”


ถามได้ค่ะ ตรวจสอบได้ และควรตรวจสอบอย่างถึงที่สุดด้วย แต่ถ้าจะกล่าวหาผู้อื่นว่าไร้จิตสำนึกหรือพยายามโยงให้เกี่ยวข้องกับคดีร้ายแรง ผู้พูดก็ต้องรับผิดชอบต่อมาตรฐานหลักฐานของตนเองเช่นกัน
เพราะการเรียนมาดี พูดคล่อง และเรียบเรียงประโยคสวย ไม่ได้ทำให้ข้อสันนิษฐานกลายเป็นข้อเท็จจริงค่ะ


และคำว่า “ผมไม่ได้โยง แค่พูดเฉย ๆ” ก็ไม่ใช่ยางลบวิเศษที่จะลบผลกระทบจากคำกล่าวหาที่ปล่อยออกไปแล้วได้


ครั้งนี้ไอติมไม่ได้แพ้เพราะถูกใครปิดปาก แต่แพ้เพราะเมื่อเปิดพื้นที่ให้พูดจนเต็มที่แล้ว สิ่งที่นำมาแลกกับคำชี้แจง กลับมีเพียงคำบอกเล่า การคาดเดา และข้อสงสัยที่เจ้าตัวยังไม่มีหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน


สรุปตรง ๆ นะคะ


ตั้งใจจะขึ้นเวทีไปชำแหละรัฐมนตรี แต่พอถูกถามกลับทีละข้อ กลับกลายเป็นชำแหละมาตรฐานการตรวจสอบของตัวเองให้คนทั้งประเทศดูเสียอย่างนั้น
ใครยังคิดว่าดิฉันสรุปแรงเกินไป ลองฟังบทสนทนาเต็มแล้วตัดสินด้วยตัวเองได้ค่ะ เพราะครั้งนี้ไม่ต้องมีใครทำคลิปตัดต่อเพื่อช่วยรัฐมนตรีเลย


คำตอบของไอติมแต่ละช่วง ทำหน้าที่นั้นให้เรียบร้อยหมดแล้วค่ะ


รับชมรายการต้นทาง : กรรมกรข่าว คุยนอกจอ⁠
ข้อกล่าวหาที่อภิปรายในสภาก่อนหน้า : ข่าวการตั้งกระทู้ของพริษฐ์”

อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Anake Chongsathien, เฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul

ดรามาการเมือง, ธารินี วรินทรากุล, นภินทร ศรีสรรพางค์, พริษฐ์ วัชรสินธุ, อนุทิน ชาญวีรกูล

เปิดเวทีถล่มองค์กรอิสระ รุมสับเละสว. ซัดดุเดือดที่มาวิปริต ยกโกงฮั้วจุดชี้วิกฤติ นภินทร-ไอติมโต้นัว

29 สิงหาคม 2569 เวลา 06:02 น.

เปิดเวทีถล่มองค์กรอิสระ

รุมสับเละสว.

ซัดดุเดือดที่มาวิปริต

ยกโกงฮั้วจุดชี้วิกฤติ

นภินทร-ไอติมโต้นัว

“อภิสิทธิ์” กางต้นตอองค์กรอิสระเกิด “วิกฤตศรัทธา” เพราะ“นักการเมือง-สว.” ส่อเข้าข่ายใช้เสรีภาพ “ล้มล้างการปกครอง”ลั่นอยู่เฉยไม่ได้ ชง 2 โอกาสทองรื้อที่มาองค์กรอิสระ-วุฒิสภา เป็นทางออกหากมีการแก้รธน. ด้าน‘บวรศักดิ์’ซัดเชื่อมั่นองค์กรอิสระตำต่ำ หนุนแก้รัฐธรรมูญปรับ5ข้อ ยึดอำนาจจัดเลือกตั้ง กกต.ให้ส่วนราชการทำแทน กกต.แค่ออกกฎ จับคนทำผิด ปรับสรรหาองค์กรอิสระขณะที่‘วิชา’ชี้วิกฤติประเทศ หนุนแก้ รธน.ยกเครื่องที่มา ติงองค์กรอิสระอย่าสำคัญตัวผิดว่า’อิสระ‘ต้องทำงานให้ประชาชน ฟันธง‘ทุจริตสอบท้องถิ่น’ตัดจบที่ขรก.ประจำ สาวไปไม่ถึงนักการเมือง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 สิงหาคม2569 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กทม.คณะกรรมาธิการ(กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า จัดเสวนาทางวิชาการ “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ: ที่มาและทางออก”

โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกมธ.ฯ เปิดการสัมมนา และกล่าวในหัวข้อ“ถอดบทเรียน 30 ปี องค์กรอิสระ” ว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 30ปีที่แล้วหลังจากที่ประชาธิปไตยไทยพัฒนาขึ้นมา เราก็เริ่มจะมีความมั่นใจว่า กลไกของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจะมีอำนาจตามหลักการของประชาธิปไตยแต่ตั้งแต่ปี2535 หลังจากนั้นมาเพียงไม่กี่ปี เสียงของสังคมก็เริ่มบ่นขึ้นแล้วว่า ได้กลไกขึ้นมา แต่เหมือนถูกใช้ในลักษณะเสียงข้างมากไป ตอนนั้นมีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่นักการเมืองเข้าไปอยู่ ฝ่ายบริหารทำอะไรก็ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหมด ตอนนั้นกระทรวงมหาดไทยดูการเลือกตั้งก็มีข้อครหาว่า ฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งได้หรือไม่

รธน.ปี40ต้นเรื่องจัดตั้งองค์กรอิสระ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า แนวคิดเรื่ององค์กรอิสระ ตนได้เห็นความเห็นของ นายบวรศักดิ์ อุวรรโณ ที่บอกว่า ในระบบของสังคมไทยเมื่อผู้ใช้อำนาจในทางที่ผิดมีสถานะมีบารมีทางการเมือง เราต้องมีเครื่องมือที่มันแตกต่างไปจากความพยายามไล่จับขโมยเล็กๆน้อยๆ ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นตนรับแนวความคิดนี้มา และพยายามผลักดันเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แต่ไม่ประสบความสำเร็จ กระทั่งเกิดการเรียกร้องให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปี40 แนวคิดเรื่องนี้จึงเข้าไปอยู่ในกฎหมายสูงสุดเป็นครั้งแรก มีศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน มีการสร้างระบบขึ้นมาเพื่อหวังว่า จะสามารถมาตรวจสอบนักการเมืองที่ใช้อำนาจหรือเข้ามาโดยมิชอบ

สุดท้ายถูกการเมืองเข้าไปแทรกแซง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า มาวันนี้เกิดวิกฤตมีคนจำนวนไม่น้อยมีความคิดว่า ขอลบทิ้งไปทั้งหมด แล้วให้ประชาชนเป็นคนชี้ขาดผ่านการเลือกตั้ง ตนไม่อยากให้ประเทศไทยเดินวนเป็นวัฏจักรแบบนี้ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญ40 เกิดขึ้นมีกลไกนี้เข้ามาช่วงแรกกองเชียร์เยอะมากและเห็นผล ปปช.เล่นงานนักการเมืองใหญ่ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนั้นกกต.แจกใบเหลืองเป็นว่าเล่น เลือกแล้วเลือกอีก คนเชียร์ว่าให้ใบเหลืองไม่พอต้องให้ใบแดง ก็มีการไปแก้ให้ใบแดง ทุกคนก็เริ่มมีความหวัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือนักการเมืองก็ไม่หยุดอยู่กับที่ หาวิธีการรเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ ทั้งที่องค์กรอิสระในระบอบประชาธิปไตยด้านหนึ่งต้องมีอิสระ แต่อีกด้านหนึ่งคนเขียนกติกาต้องการให้มีความเชื่อมโยงกับประชาชน ฉะนั้นในกรณีของรัฐธรรมนูญปี40 คือเชื่อมโยงผ่านวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพราะหวังว่า จะปลอดจากการเมือง แต่ถูกพิสูจน์ว่า ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมีการเข้าไปแทรกแซง

ปัจจุบันมีการแทรกแซงครบวงจร

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า มารัฐธรรมนูญปี50 ก็พยามจะแก้เรื่องนี้ โดยมองว่าปัญหาเกิดจากวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรง จึงสร้างระบบวุฒิสภาลูกผสมขึ้นมา ระหว่างเลือกตั้งและสรรหา ดูเหมือนอาจจะลดปัญหาลงบ้าง แต่ในที่สุดก็ยังไม่พ้นข้อครหาเกี่ยวกับเรื่องเข้าแทรกแซงองค์กรอิสระ มาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไปอีกขั้นหนึ่ง เพราะนอกเหนือจากการที่คณะรัฐประหารเข้ามาเขียนกติกาเองแล้ว ยังเตรียมตัวมาเป็นผู้เล่นเองและเป็นคนให้คุณให้โทษกับองค์กรอิสระ ด้วยการทำระบบการเลือกวุฒิสภา ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังเป็นนวัตกรรมทางการเมืองของโลก ตนไม่เชื่อว่า จะมีที่อื่นใช้ คิดว่าวันนี้มาถึงจุดที่เรียกว่าครบวงจรคือสามารถที่จะมีกลุ่มคนวางแผนที่จะเข้าไปยึดกลไกของวุฒิสภาเพื่อสามารถจะเป็นผู้คนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ และถ้าคนเหล่านั้นเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองซึ่งเข้าไปมีอำนาจกับฝ่ายบริหารก็ครบวงจร ปัญหาและที่มาขององค์กรอิสระที่มีการแทรกแซง ยังมีปัญหาที่เพิ่มเข้ามาใหม่เมื่อมีหน่วยงานไหนก็ตามอยู่ไปสักพักก็จะขยายอาณาจักรและปิดกั้นการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ฉะนั้นนอกเหนือจากปัญหาที่อาจถูกยึดครองโดยกลุ่มแล้ว วันนี้เวลาเราจะใช้องค์กรอิสระ หรือเราจะตรวจสอบองค์กรอิสระกลายเป็นเรื่องยากมาก จึงไม่แปลกใจว่า ทำไมวันนี้เราจึงมาพูดเรื่องวิกฤติขององค์กรอิสระ

หากทำรธน.ใหม่เปิดโอกาสให้แก้ไข

“เราต้องคิดถึงทางออก ที่ผมพอมองเห็นในขณะนี้คือ ถ้าเรามีกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็เป็นโอกาสทองที่เราจะมาทบทวนเรื่องนี้ แต่ผมเป็นคนที่พูดตั้งแต่ต้นและยังยืนยันเดิมจนถึงวันนี้ว่าผมยังเชื่อว่าเรายังต้องการเครือข่ายองค์กรอิสระ เพื่อเข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจนักการเมือง หากนักการเมือง และพรรคการเมือง ยังไม่สามารถสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นว่าเราจะดูแลกันเองได้ แต่ถ้าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังคงมีอุปสรรคอีกมากมายทำไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดต้องมีความพยายามในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติ ใน 2 ส่วน คือ 1.ที่มาขององค์กรอิสระ 2.ที่มาของวุฒิสภา ที่เชื่อว่าจะเป็นองค์กรที่คัดสรรองค์กอิสระ นอกจากนั้นคือ การแก้ไขกลไกที่บิดเบี้ยว เช่น การกำหนดให้ ประธานสภาฯ ใช้ดุลยพินิจต่อการยื่นเรื่องตรวจสอบป.ป.ช.แต่หากการแก้ไขยังได้ยาก ต้องปรับปรุงกฎที่เกี่ยวข้องเพื่อให้องค์กรอิสระทำงานโปร่งใส” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ปธ.สภาขวางตรวจสอบองค์กรอิสระ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า เราอยู่เฉยไม่ได้ ถ้าเราอยู่เฉยวันนี้ ถ้าสมมุติเราบอกว่าพรรคการเมืองยึดครอง สว.และส่งคนเป็นองค์กรอิสะ ที่ช่วยเหลือไม่ให้ฝ่ายบริหาร สว.ผิด ไม่มีใครตรวจสอบองค์กรอิสระได้ เพราะประธานสภาฯยืนขวางอยู่ ตนรู้สึกว่าคนเหล่านี้ใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองหรือไม่ เพราะหลักของประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่คือความรับผิดชอบต่อประชาชน

‘บวรศักดิ์’ชี้อดีตให้อำนาจกกต.มาก

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตกรรมการกฤษฎีกาและอดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า

อดีตการจัดเลือกตั้งทำโดยกระทรวงมหาดไทย คนถึงอยากเป็น รมว.มหาดไทย เพราะชี้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอให้เข้าข้างตัวเองได้ ละซื้อเสียงด้วย ดังนั้นจึงแก้รัฐธรรมนูญ มีการตั้งองค์กรอิสระต่างๆ รวมถึงกกต.แล้วมีการถ่ายโอนภารกิจเลือกตั้งมาให้กกกต.มีอำนาจ คือ ออกกฎเกณฑ์เลือกตั้ง จัดเลือกตั้งและวินิจฉัยชี้ขาด แต่ไม่เด็ดขาด โดยแรกๆกกต.มีอำนาจให้ใบเหลืองได้ แต่คณะรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย ส่งสถาบันพระปกเกล้าวิจัยก็พบว่า จริงๆแล้วกกต.มีอำนาจให้ใบแดง จึงแก้กฎหมายให้ใบแดง เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งได้ 1ปี ทั้งก่อนและหลัง ประกาศผลเลือกตั้ง แต่ใบแดงหลังเลือกตั้ง กกต.ต้องให้เหตุผลพร้อมส่งศาล โดยกกต.ไต่สวนพบว่า มีหลักฐานอันควรชื่อได้ว่า หรือคดีมีมูล ต้องส่งศาล ไม่ได้ให้ กกต.ใช้ดุลยพินิจ ส่วนศาลจะวินิจฉัยลงโทษต้องใช้พยาน หลักฐานจนสิ้นสงสัย ดังนั้นมาตรฐานต่างกัน

แต่ปัจจุบันปชช.มีความเชื่อมั่นตกต่ำ

นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นที่ผ่านมาสถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติได้ทำวิจัย ตั้งแต่เริ่มมีองค์กรอิสระปี 2545 พบว่า ชุดแรกๆ มีผลงานดี แต่ปัจจุบันความเชื่อมั่นตกต่ำ เพราะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังของประชาชน รวมถึงรัฐบาล และสว.ต่ำกว่า เมื่อสส.รวมไปถึงพรรคการเมือง ทั้งนี้ ตนขอเสนอทางออกให้อภิวัฒน์พัฒนาไปในทางที่ดี ได้แก่ 1.อภิวัติเวลาได้มาของ ครม.โดยรัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดการได้มาของรัฐบาลใหม่ช้า ซึ่งเขียนเหมือน ปี 2475 เมื่อสภาสิ้นอายุ ต้องเลือกตั้งภายใน 45 วัน หากสิ้นอายุยุบสภา เลือกตั้ง 45-60วัน ปี2560 ขยายให้ กกต.มีเวลาประกาศ 30วัน อีก 15วัน เรียกประชุมสภา กว่าจะได้ ครม.ใหม่ 5เดือน

ให้เลือกตั้งหลังยุบสภาภายใน30วัน

“หากผมเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ จะเขียนให้เลือกตั้ง 30วัน หลังยุบสภา การยุบแล้วเลือกช้า ซื้อกันเยอะ หากยุบแล้วมีเวลาน้อย ซื้อไม่ได้ ต้องทำความดีระหว่างเป็น สส.ส่วนหากสิ้นอายุเมื่อครบวาระ ให้เลือกตั้งภายใน 15วัน ให้เวลารับรอง 30วัน เพื่อ กกต.ให้ใบเหลือง ใบส้ม และเรียกประชุมสภา ภายใน 10 วัน ให้เลือกนายกฯให้เสร็จภายใน 30 วันเมื่อเกินครึ่งหนึ่ง หากไม่เกินครึ่งภายใน 15 วันใครได้เสียงสูงสุดได้เป็น ตอนนี้รัฐธรรมนูญไม่เขียนเวลาไว้ อย่านึกว่าไม่เกิดปัญหา” นายบวรศักดิ์ กล่าว

แนะต้องแก้ต้นทางที่มาองค์กรอิสระ

นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า 2.อภิวัฒน์การสรรหาการเลือกองค์กรอิสระ คือ กรรมการสรรหา ให้นำบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ2558 ที่ถูก สปช.ตีตกมาใช้ โดยมาจาก ศาลฏีกา ศาลปกครองสูงสุด พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายรัฐบาล ครม.พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน ส่วนละ 2 คน และประธานองค์กอิสระที่เลือกกันเอง 1คน ส่วนคนให้ความเห็นชอบต้องใช้ที่ประชุมรัฐสภา ลงคะแนนครั้งเดียว แต่คิดคะแนนเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มสส.รัฐบาล กลุ่มฝ่ายค้านและกลุ่มสว.หากใครได้เสียง 2 กลุ่มจาก 3 กลุ่มให้ได้เป็น และต้องเปิดเผยผลการลงคะแนนและการตรวจสอบประวัติ 3.อภิวัติระบบถอดถอนให้กลับมา หากไม่มีสว.ที่ดีต้องโยงไปถึงประชาชนให้ลงคะแนนได้ เช่น ถอดถอนนายกฯ หรือ รัฐมนตรีให้ใช้การลงมติถอดถอนจากทั้งประเทศ สส.หรือ สว.จำกัดเฉพาะภาคหรือจังหวัด

ห้ามกกต.จัดเลือกตั้ง-แค่ให้ออกกฎ

นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า 4.อภิวัฒน์ สำนักงาน กกต.โดยไม่ให้มีอำนาจจัดการเลือกตั้ง แต่ให้เป็นอำนาจของที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงคุมเลือกตั้งโดยให้ใช้องค์กภูมิภาค ท้องถิ่นดำเนินการ ส่วนหน้าที่ของ กกต.จะมี 2ประเด็นคือ ออกกฎ กำกับการเลือก และจับคนทำผิดเลือกตั้ง ซึ่งตนเคยเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญปี2558และ5.อภิวัติการยอมรับกลุ่มการเมืองที่ไม่ถึงขั้นต้องเป็นพรรคการเมือง ที่ถูกกำหนดจำนวนสมาชิก 5,000คน หรือ มีสาขาพรรค เพื่อเป็นทางออกของบ้านเมือง ทั้งนี้ก่อนเขียนรัฐธรรมนูญต้องศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบด้วย

‘วิชา’อัดองค์กรอิสระอยู่ใต้การเมือง

ขณะที่ นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า เหตุที่องค์กรอิสระมีปัญหาในปัจจุบัน ตนประเมินได้ว่า เพราะยอมตามผู้มีอำนาจอย่างไม่ขัดขืน และไม่ยอมขัดขืนต่ออำนาจรัฐ ที่ผ่านมาการตรวจสอบมีปัญหา เพราะไม่ยอมเปิดเผยอ้างกฎหมายกำหนด แต่กรณีของไอลอว์ โดย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารและจะเป็นตัวอย่างต่อความเพียรพยายามของมนุษย์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีใครปิดหู ปิดตาประชาชนได้ ทั้งนี้ การตรวจสอบทุจริตเป็นหน้าที่ของพลเมือง ปัจจุบันมีกฎหมายห้ามฟ้องร้องปิดปาก คือส่วนช่วยที่ทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบเรื่องที่กระทบต่อประโยชน์สาธารณะได้

ต้องเป็นองค์กรทำงานรับใช้ปชช.

นายวิชา กล่าวต่อว่า องค์กรอิสระอย่าสำคัญตัวผิดว่าเป็นอิสระ แต่ต้องเป็นองค์กรของประชาชน ทำงานให้ประชาชน เพื่อประชาชน ตนเชื่อว่าหากออกนอกลู่นอกทางให้องค์กรที่ไม่ยึดโยงต่อประชาชน และปกปิดข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนควรรู้ ถือว่าทำลายหลักการขององค์กรอิสระ ที่เป็นองค์กรธรรมาภิบาล โปร่งใส เปิดเผย ตรวจสอบได้ ส่วนข้อกำหนดให้องค์กรรายงานต่อรัฐสภา ต้องถูกเอาใจใส่ สมาชิกรัฐสภาต้องทำหน้าที่ ไล่บี้ ไล่เบี้ย ว่าเกิดผลอย่างไรกับประชาชนต้องเอาผลลัพธ์ ไม่ใช่งานนับครั้งหรือนับคดีเท่านั้น องค์กรอิสระถูกทำให้ขยายตัวใหญ่ขึ้น ที่ทำผิดหลายเรื่อง เช่นในสิ่งที่เห็นอยู่ และยอมรับว่าผมไม่ได้แก้ไขจนออกมา คือ การตรวจสอบทรัพย์สินของข้าราชการ ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน หากไม่ยื่นถือว่าผิดจริยธรรม ลงโทษให้ออกจากราชการ ซึ่งระบบดังกล่าวไม่ต้องใช้คนจำนวนมาก เหมือนอย่างที่ประเทศสิงคโปร์ใช้ และทำให้เกิดวัฒนธรรมที่ดีของราชการ

หนุนแก้รธน.โกงสอบไม่ถึงตัวใหญ่

นายวิชา กล่าวต่อว่า ตอนที่เกิดทุจริตสอบท้องถิ่น ประธาน ปปช.โทรศัพท์หาตน เพื่อขอให้เป็นที่ปรึกษา ตนตอบไปว่า ไม่ไป เพราะหากให้เป็นที่ปรึกษา ไม่มั่นใจจะปรึกษาหรือไม่ หากเขาต้องการว่าไปถึงใคร ตนนึกในใจว่าจะจบลงแค่ข้าราชการประจำ ไม่ไปถึงนักการเมือง สำหรับปัญหาขององค์กรอิสระ ตนสนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญ เช่น ที่มาขององค์กรอิสระ ตอนที่พิจารณาอย่างตระหนักว่า สว.เป็นกรอบทำงานให้ แต่ใครจะนึกว่า มีการโกงตั้งแต่ตอนตั้ง กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของการตั้งวุฒิสภา เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นต้องยอมรับว่าเป็นวิกฤติประเทศ ทั้งนี้ตนมองว่าทางออกของวิกฤติอยู่ที่ประชาชนต้องออกมา และตนไม่ไว้วางใจนอกจากประชาชน

‘วัส’ชี้ต้องแก้ที่มาองค์กรอิสระ

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระและอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา กล่าวว่า ประเด็นที่มาขององค์กรอิสระนั้นตนมองว่า ยังควรใช้การสรรหา แต่ในใบสมัครควรกำหนดว่า มีคุณสมบัติ และยืนยันคุณสมบัติของตัวเอง มีความกล้าหาญในการทำหน้าที่ การแสดงวิสัยทัศน์ต้องมีการถ่ายทอดสด เช่น กรณีการสรรหาประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นต้น ส่วนการให้ความเห็นชอบนั้นให้ดำเนินการผ่านรัฐสภา หรือวุฒิสภา รัฐธรรมนูญปี2560 มีปัญหาการใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะที่มาสว.ถือว่าวิปริต ที่ให้เลือกกันเองและฮั้วกันได้ ซึ่งตนเชื่อว่า คนส่วนใหญ่มองว่าระบบการเลือกแบบนี้ใช้ไม่ได้ ดังนั้นตนจึงเห็นว่าระบบการเลือกสว.แบบนี้ควรเปลี่ยนแปลงไปเลย เพราะขนาดอดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้พิพากษา ยังตกรอบการคัดเลือก สว.มาไม่ถึงระดับประเทศ ดังนั้นตนจึงมั่นใจว่า ประชาชนส่วนใหญ่ เห็นว่า ระบบเลือก สว.แบบนี้ไปต่อไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนแปลงแน่นอน

พท.เปิดกว้าง’ชลน่าน’ร่วมวงเสวนา

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.) ให้สัมภาษณ์กรณี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส.และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เตรียมขึ้นเวทีเสวนาฝ่ายค้าน หัวข้อ“การเมืองไทย ในวิกฤตความเชื่อมั่น”ในวันที่ 29สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นเวทีเสวนาของฝ่ายค้านว่าความจริงพรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่เปิดกว้างอยู่แล้ว เราไม่ได้ห้ามสมาชิกไปดำเนินกิจกรรม ในเรื่องของการไปพบปะพูดคุยกับประชาชน หรือการไปเสวนาหรือสัมมนา ซึ่งตนได้มีการพูดคุย นพ.ชลน่าน เมื่อวานนี้ ทราบว่า การที่สำนักผู้นำฝ่ายค้านประสานไปก็เนื่องจาก นพ.ชลน่าน เป็นอดีตผู้นำฝ่ายค้าน และได้เชิญเข้าไปร่วมในการเสวนาช่วงหนึ่งเท่านั้น ซึ่งทราบว่านอกจาก นพ.ชลน่านแล้ว ยังมีอดีตผู้นำฝ่ายค้านคนอื่นด้วย อย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งเป็นอดีตผู้นำฝ่ายค้าน

ยันพรรคร่วมรัฐบาลยังแน่นปึ๊ก

เมื่อถามว่าเรื่องนี้จะกระทบไปถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่าโดยสภาพการเป็นรัฐบาลมันก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว มันไม่ได้มีอะไรซับซ้อน นี่คือกลไกของระบอบประชาธิปไตยแบบเสียงข้างมาก ทุกคนในสภาต้องฟังการอภิปราย และใช้วิจารณญาณในการตัดสิน ว่ามีข้อมูลใหม่หรือไม่ หรือเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเชื่อได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ตาม นอกจากนี้ในส่วนของการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เราขับเคลื่อนรัฐนาวาร่วมกัน โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนกินดีอยู่ดี มีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นโดยสภาพแล้ว ถ้ามันไม่ได้มีอะไรที่ใหม่จนกระทั่งเป็นเรื่องที่เสียหาย ตนก็เชื่อว่าสุดท้ายเราต้องเดินหน้าเพื่อขับเคลื่อนความเป็นรัฐ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนต่อไป

เมื่อถามย้ำว่า เสถียรภาพของรัฐบาลยังแน่นอยู่ใช่ไหม นายจุลพันธ์ กล่าวว่า “แน่นปึ้ก!”เมื่อถามว่าที่ได้พบกับนายกรัฐมนตรีช่วงเช้าวันนี้ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า”ไม่มี พูดคุยกันแต่เรื่องแรงงาน”

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่านายกฯได้มีการแจ้งถึงการนัดรับประทานอาหารร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาลแล้วหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ยัง แต่ได้ข่าวว่าจะนัดอยู่เหมือนกัน ซึ่งยังไม่ได้กำหนดเวลาสถานที่ โดยทราบว่าจะมีการแบ่ง เป็น2วง วงแรกเป็นของรัฐมนตรีที่ร่วมรัฐบาล วงที่2 เป็นสส.พรรคร่วมรัฐบาล

‘นภินธร’ปัดหนีกระทู้-ไปดูน้ำท่วม

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานวิปฝ่ายค้าน ออกมาโจมตีหลีกเลี่ยงตอบกระทู้สภาเรื่องคดีฮั้ว สว.ว่า ตนได้รับคำสั่งแต่งตั้งจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้เป็นประธานคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งลุ่มน้ำภาคกลาง มีกำหนดการลงพื้นที่ จ.ราชบุรีในวันที่ 27ส.ค.และได้ทำหนังสือแจ้งนายกฯตั้งแต่วันที่ 20ส.ค.ว่า จะไปราชการในวันดังกล่าว ต่อมาวันที่ 22 ส.ค. มีหนังสือแจ้งให้คณะกรรมการจากทั้ง 5 จังหวัดเดินทางมาประชุมร่วมกันที่ จ.ราชบุรี ส่วนกรณีที่ได้รับแจ้งว่าจะมีกระทู้ถามสดนั้น ตนได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่ามีกระทู้ถามสด แต่ในขณะนั้นยังไม่ทราบว่าจะเป็นเรื่องใด และวันต่อมาได้ประสานกับเจ้าหน้าที่อีกครั้งเพื่อยืนยันว่าในวันที่ 27 ส.ค. ตนมีภารกิจตรวจราชการที่ จ.ราชบุรี

ยันผู้สมัครสว.เข้าพบคุยเรื่องเกษตร

นายนภินทร กล่าวต่อว่า ข้อกล่าวหาที่ถูกตั้งกระทู้ถามระบุว่า เมื่อวันที่ 24มิ.ย.67 นายเอ ซึ่งเป็นผู้สมัคร สว.ได้เข้าพบตนในห้องทำงาน ขณะที่ตนดำรงตำแหน่ง รมช.พาณิชย์และวันที่ 25มิ.ย.ได้ถูกเรียกมาพบอีกครั้ง รวมถึงมีการกล่าวอ้างว่า ให้เซ็นใบลาออกจากการเป็น สว.ล่วงหน้า จึงมีการตั้งคำถามว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ซึ่งจุดเริ่มต้นการเข้าพบเกิดจากการประสานงานของประธานสภาเกษตรแห่งชาติในช่วงกลางเดือนมิ.ย.67 เพื่อขอเข้าพบ เนื่องจากมีปัญหาภาคการเกษตรใน จ.ราชบุรี จึงมีการนัดหมายเข้าพบในวันที่ 24มิ.ย.ที่กระทรวงพาณิชย์ วันดังกล่าวมีผู้แทนสภาเกษตรแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาเกษตรแห่งชาติ รวมถึงผู้อำนวยการและประธานสภาเกษตรจังหวัดราชบุรี และนายเอเข้าร่วมการหารือ ตนจึงเชิญข้าราชการระดับสูงจากกรมการค้าภายในและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเข้ามาร่วมพูดคุยด้วย เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร

ขอตนช่วยแต่ไม่ได้เพราะพรรคห้ามไว้

นายนภินทร กล่าวอีกว่า ระหว่างการพูดคุย นายเอ ได้กล่าวขึ้นมาว่า ตนเป็นผู้สมัคร สว.และขอให้ช่วยสนับสนุน แต่ตนตอบปฏิเสธทันที โดยระบุว่าไม่สามารถช่วยเหลือหรือสนับสนุนได้ เนื่องจากมีกฎหมายห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. อีกทั้งในขณะนั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีคำสั่งภายในพรรคอย่างชัดเจน ห้ามสมาชิกพรรคเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ซึ่งหลังจากปฏิเสธเรื่องดังกล่าวแล้ว การหารือจึงกลับเข้าสู่ประเด็นปัญหาการเกษตร โดยเฉพาะปัญหาของชมรมผู้เลี้ยงไก่งวงที่ประสบปัญหาเรื่องตลาดและการจำหน่ายผลผลิต

ไม่เกี่ยวฮั้วสว.ซัด’ไอติม’ไร้หลักฐาน

นายนภินทร ยังชี้แจงกรณีถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยระบุว่า ข้อกล่าวหาที่มีต่อตนเป็นการกล่าวหาที่ไม่มีพยานหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน และไม่มีหนังสือหรือเอกสารที่ยืนยันตามข้อกล่าวหา ขณะที่ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องจำนวน 9 คน ต่างให้การสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ตนชี้แจงทั้งหมด“ผมเองก็เป็นมนุษย์กินข้าวคนหนึ่ง ไม่โง่ที่จะทำผิดกฎหมายต่อหน้าคน 8-9คน ถ้าบอกว่าจะช่วยอะไร ให้เซ็น ไม่ร้อง จะทำต่อหน้าคน 8-9 คนได้อย่างไร นี่คือข้อเท็จจริงที่ผมนำเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดที่26”

สัญญาณมือถือที่รร.เป็นที่ทำงาน

นายนภินทร ยังตั้งคำถามว่า นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส.พรรคประชาชน ได้นำข้อเท็จจริงเหล่านี้มาเปิดเผยหรือไม่ รวมถึงได้ระบุหรือไม่ว่า มีพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องให้การในลักษณะดังกล่าว ส่วนกรณีวันที่ 4-5กรกฎาคม2567 ซึ่งเป็นช่วงการปฐมนิเทศ สว.ที่โรงแรมพูลแมน นายนภินทร กล่าวว่า มีการนำข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ของ สว.และนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยมาเชื่อมโยงกับสถานที่ดังกล่าว โดยตั้งข้อสังเกตว่า โรงแรมพูลแมนเปรียบเสมือนพื้นที่สาธารณะ ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปใช้บริการได้ ทั้งบริเวณชั้นล่าง ร้านกาแฟ ล็อบบี้ และห้องอาหาร

แจง’อนุทิน’ก็ไปรร.พูลแมนทุกวัน

นายนภินทร ระบุว่า มีประเด็นเพิ่มขึ้นมาว่า วันที่ 21-27ก.ค.67 มี สว.ไปรวมกันที่โรงแรมพูลแมน และมีคนเห็นนายกฯไปที่นั่น มีสัญญาณโทรศัพท์ ขอถามว่า แค่นั้นพอหรือ นายกฯไปโรงแรมพูลแมนเป็นประจำ ท่านจำไม่ได้หรอกว่าไปวันไหน การที่ท่านอยู่โรงแรมพูลแมนแล้ว สว.จะไปจริงหรือไม่จริง ตนไม่ทราบ แต่จะมาสันนิษฐานเชิงลบว่าท่านอยู่ในห้องประชุมกับ สว.ด้วยนั้น เป็นการจินตนาการให้ร้ายและนำสิ่งนี้มาแสดงต่อสังคม อยากฝากสังคมให้พิจารณาอย่างรอบด้าน ให้โอกาสคนที่ทำงาน ให้โอกาส กกต. และให้โอกาสผู้ถูกร้องได้พูดบ้าง

แจ้งความ’ยิ่งชีพ’แล้วเจอกันที่ศาล

“ผมพยายามเงียบที่สุด เพราะผมส่งข้อมูลทั้งหมดให้ กกต.หมดแล้ว แต่เมื่อคณะไต่สวนชุดที่ 26 ลงความเห็นว่าผมมีความผิด ก็ไม่เป็นไร ผมยังเชื่อใน กกต.ทั้ง 7ท่านว่า มีเหตุและผลเพียงพอ และเชื่อในกระบวนการยุติธรรม แต่ผมไม่เชื่อคณะชุดที่ 26 จากหลักฐานที่ผมชี้แจง ผมไม่เชื่อว่าผมได้รับความเป็นธรรมจากคณะชุดที่26ของกกต.ขณะนี้ได้แจ้งความ นายยิ่งชีพ ไว้แล้วที่ สน.ทองหล่อ เพราะสิ่งที่เอามาพูดว่า มีนายเอ มาเจอตนและมีข้าราชการ2คนเห็น ทำไมคุณไม่พูดให้หมดว่า ข้าราชการ 2คนนั้นก็อยู่ในห้องด้วยและรู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดคุณตัดถ้อยคำบางส่วนมาพูดต่อสังคม การแสดงความคิดเห็นแบบนี้ไม่ใช่เพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นเชิงอคติให้ร้ายตน แล้วพบกันที่ศาล ทุกคดีที่คุณพูดถึงตน แจ้งความหมดและบางเรื่องตนจะฟ้องด้วยตัวเอง”นายนภินทร ระบุและกล่าวว่า

ปชน.เตรียมยื่นปปช.ฟันกกต.ยกก๊วน

นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน แถลงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 1,767 ราย จากปัญหาขาดคุณสมบัติและข้อสงสัยเรื่องการทุจริต โดยตั้งคำถามถึงกระบวนการทำงานของ กกต.ว่า เหตุใดจึงไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา เนื่องจากคดีอาญาปกติไม่ได้ส่งผลให้ สว.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็นการ “ซื้อเวลา” ทั้งที่กระบวนการเลือก สว.ครั้งนี้ปรากฏหลักฐานเชื่อมโยงการฮั้ว ทั้งเอกสาร โพยการลงคะแนน เส้นทางการเงิน และการประสานงานทางโทรศัพท์

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนเตรียมยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เป็นรายบุคคล พร้อมเรียกร้องให้ กกต. จำแนกตัวเลขให้ชัดเจนว่าในกลุ่มผู้ถูกดำเนินคดี 1,767 รายนั้น เป็น สว.ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่จริงกี่ราย และเป็น สว. สำรองกี่ราย เพื่อดำเนินคดีและเรียกคืนเงินสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายหากพบความผิดจริง เมื่อมีอะไรที่ไม่จริงก็ขอให้เถียงออกมา ใครที่ถูกกล่าวหาหรืออะไรที่ไม่เป็นจริง ก็หาหลักฐานมาหักล้าง ผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว. บางราย อย่าง นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงษ์สว. ก็มีสิทธิ์ที่จะปกป้องตัวเองได้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่ส่วนตัวก็เห็นว่าสิ่งที่ปรากฏออกมาก็ค่อนข้างชี้ชัดว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง การที่มาพูดถึงเรื่องการหมิ่นประมาท หรือการปลุกปั่นประชาชน ก็ขอถามกลับว่า หากมีประเด็นอะไรที่ไม่เป็นความจริง ก็ขอให้แถลงออกมาเป็นข้อๆ เพื่อให้เกิดความกระจ่าง ยิ่งตัวเองเป็นผู้ถูกกล่าวหา ยิ่งต้องเปิดพื้นที่ให้ข้อเท็จจริงเพื่อถูกตรวจสอบ

กกต, สว., องค์กรอิสระ