เกาหลีเหนือเตรียมจัดพิ​ธีศพแก่เหล่านายทหารผู้ร่วมรบในสมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน

เกาหลีเหนือเตรียมจัดพิ​ธีศพแก่เหล่านายทหารผู้ร่วมรบในสมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน

3 เม.ย. 2569 13:23 น.

เกาหลีเหนือเตรียมจัดพิ​ธีศพแก่เหล่านายทหารผู้ร่วมรบในสมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน

ทางการเกาหลีเหนือเตรียมจัดพิธีฝังศพเหล่าทหารผู้เสียชีวิตระหว่างสู้รบกับยูเครนเคียงข้างรัสเซีย พร้อมเปิดตัวพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่เพื่อรำลึกถึงความเสียสละของเหล่าทหาร ในช่วงกลางเดือนเมษายนนี้ โดยมีนาย คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเป็นผู้ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมด้วยตนเอง

รายงานจากสำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ หรือ เคซีเอ็นเอ (KCNA) ในวันนี้ (3 เม.ย.) ระบุว่า เกาหลีเหนือมีกำหนดการจัดพิธีฝังศพของของเหล่าทหารที่เสียชีวิตจากการไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างแดนเคียงข้างกองทัพของรัสเซียเพื่อสู้รบกับยูเครน ภายในเดือนนี้

โดยที่ผ่านมาทางการเกาหลีเหนือได้ส่งกำลังทหารหลายพันนาย พร้อมด้วยขีปนาวุธและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ไปช่วยสนับสนุนกองทัพของรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครน โดยทางการเกาหลีใต้ได้ประมาณการว่ามีนายทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตจากการสู้รบครั้งนี้ไปแล้วกว่า 2,000 นาย

เหล่านักวิเคราะห์คาดว่าสิ่งที่เกาหลีเหนือได้รับเป็นการตอบแทนจากการให้ความช่วยเหลือแก่กองกำลังของรัสเซียในครั้งนี้ คือ ความช่วยเหลือจากรัสเซียในด้านการเงิน เทคโนโลยีทางการทหาร อาหาร และพลังงาน เช่นก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน โดยความช่วยเหลือเหล่านี้ทำให้เกาหลีเหนือสามารถหลบเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของนานาประเทศได้ ซึ่งมาตรการคว่ำบาตรส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อกดดันให้เกาหลีเหนือยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยขณะนี้เกาหลีเหนือกำลังเร่งก่อสร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารผู้ล่วงลับซึ่งโครงการดังกล่าวคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 97

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่า พิธีฝังร่างของเหล่าวีรชนจะจัดขึ้นอย่างสมเกียรติในช่วงกลางเดือนเมษายนนี้ พร้อมด้วยพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีของการเสร็จสิ้นปฏิบัติการปลดปล่อยเมือง Kursk

นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมพิพิธภัณฑ์และตรวจสอบขั้นตอนสุดท้ายของโครงการด้วยตนเอง ทั้งการจัดวางประติมากรรม และอนุสรณ์เชิงสัญลักษณ์ต่าง ๆ และยังกล่าวชื่นชมที่โครงการมีความคืบหน้าอย่างมาก

เขายกย่องว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็น “อนุสรณ์สถานแห่งยุคสมัย” ที่สะท้อนถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของเหล่าทหาร และเป็นแหล่งการเรียนรู้ด้านสำนึกในความรักชาติที่สำคัญ โดยทางการเกาหลีเหนือได้ออกมายืนยันเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมาว่าได้มีการส่งทหารไปช่วยรัสเซียสู้รบกับยูเครน และมีทหารเสียชีวิตระหว่างการรบจริง ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นายคิม จองอึน ก็ได้จัดพิธีเชิดชูเกียรติทหารผู้ล่วงลับมาแล้วหลายครั้ง

ในพิธีครั้งหนึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา ภาพจาก KCNA แสดงให้เห็นวินาทีขณะ นายคิม จองอึน สวมกอดทหารที่เพิ่งเดินทางกลับมาถึงเกาหลีเหนือด้วยท่าทีเศร้าโศก ขณะที่ทหารนายนั้นแสดงท่าทีตื้นตันด้วยการซบหน้าลงบนอกของผู้นำ  

นอกจากนี้ ยังมีภาพขณะ นายคิม จองอึน คุกเข่าต่อหน้าภาพถ่ายของทหารที่เสียชีวิตเพื่อแสดงความเคารพ พร้อมวางเหรียญเชิดชูเกียรติและดอกไม้ไว้ข้างรูปถ่ายของทหารผู้ล่วงลับ 

และเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมายังมีการเผยแพร่ภาพขณะ นายคิม จองอึน ประกอบพิธีเคารพโลงศพของเหล่าทหารที่ถูกส่งกลับมายังบ้านเกิดด้วยท่าทีสุดสะเทือนใจ.

“ทรัมป์” ขู่ทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานอิหร่านเพิ่ม

"ทรัมป์" ขู่ทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานอิหร่านเพิ่ม

3 เม.ย. 2569 12:25 น.

“ทรัมป์” ขู่ทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานอิหร่านเพิ่ม

“โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศกร้าวว่าการทำลายล้างเพิ่งเริ่มต้น ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน ทั้งโรงไฟฟ้าและสะพานเพิ่มอีก หลังปิดช่องแคบฮอร์มุซนานนับเดือนทำน้ำมันโลกพุ่ง ด้านผู้เชี่ยวชาญกฎหมายเตือนระวัง “อาชญากรรมสงคราม” ขณะที่ยูเอ็นเตรียมลงมติคุ้มครองการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า กองทัพสหรัฐฯ “ยังไม่ได้เริ่มทำลายสิ่งที่เหลืออยู่ในอิหร่านด้วยซ้ำ” โดยระบุว่าเป้าหมายถัดไปคือสะพานและโรงไฟฟ้า พร้อมกดดันให้ผู้นำอิหร่านเร่งตัดสินใจยุติความขัดแย้งโดยเร็ว

คำขู่นี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบถล่มสะพาน B1 ซึ่งเป็นสะพานที่สูงที่สุดในตะวันออกกลางและกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บเกือบ 100 คน ซึ่งนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน โต้กลับทันทีว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนจะไม่สามารถบังคับให้อิหร่านยอมจำนนได้

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศกว่า 100 ราย ออกมาแสดงความกังวลอย่างรุนแรงว่า พฤติกรรมของกองทัพสหรัฐฯ และคำสัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่ระดับสูง รวมถึงคำพูดของทรัมป์ที่ระบุว่าโจมตี “เพื่อความสนุก” อาจเข้าข่ายการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและเป็นอาชญากรรมสงคราม

สงครามที่ยืดเยื้อมากว่า 5 สัปดาห์ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลกถูกปิดตัวลงอย่างสิ้นเชิง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ โดยราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องจากความกังวลว่าสหรัฐฯ ไม่มีแผนเปิดช่องแคบที่ชัดเจน ขณะที่เอเชียและยุโรปเริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงและเศรษฐกิจชะลอตัว ส่วนสหประชาชาติเตือนว่าแอฟริกาอาจเกิดวิกฤตค่าครองชีพครั้งใหญ่จากภาวะเศรษฐกิจโลกหยุดชะงัก

ในวันที่ 4 เม.ย.นี้ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เตรียมลงมติตามข้อเสนอของบาห์เรนเพื่อคุ้มครองเรือพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม “จีน” ได้แสดงท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจนต่อการอนุญาตให้ใช้กำลังทหาร โดยระบุว่าจะทำให้สถานการณ์บานปลายจนคุมไม่อยู่

ขณะเดียวกัน อิหร่านได้เสนอแผนเก็บ “ค่าธรรมเนียม” ผ่านทาง ซึ่งทางสหภาพยุโรป นำโดย คายา คัลลาส หัวหน้านโยบายต่างประเทศ ออกมาปฏิเสธทันทีว่ากฎหมายระหว่างประเทศไม่ยอมรับระบบการเรียกเก็บเงินเพื่อขอทางผ่านเช่นนี้

ด้านสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ หรือ ไอเอฟอาร์ซี รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายพันรายและบาดเจ็บอีกนับหมื่นทั่วตะวันออกกลาง ขณะนี้เวชภัณฑ์กำลังขาดแคลนอย่างหนัก ท่ามกลางการยิงสกัดขีปนาวุธและโดรนที่เกิดขึ้นรายวันในประเทศรอบข้างอย่างคูเวต.

ที่มา Reuters

ได้คืนแล้ว “หมวกทองคำ” อายุ 2,500 ปี หลังพิพิธภัณฑ์เนเธอร์แลนด์ถูกแก๊งบุกปล้น

ได้คืนแล้ว "หมวกทองคำ" อายุ 2,500 ปี หลังพิพิธภัณฑ์เนเธอร์แลนด์ถูกแก๊งบุกปล้น

3 เม.ย. 2569 11:46 น.

ได้คืนแล้ว “หมวกทองคำ” อายุ 2,500 ปี หลังพิพิธภัณฑ์เนเธอร์แลนด์ถูกแก๊งบุกปล้น

ทางการเนเธอร์แลนด์และโรมาเนีย แถลงยืนยันการได้คืนหมวกทองคำโบราณ “โคโตเฟเนชตี” อายุราว 2,500 ปี หนึ่งในสมบัติล้ำค่าที่สุดของโรมาเนียที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ หลังจากถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์ในเนเธอร์แลนด์ เมื่อกว่าหนึ่งปีก่อน

พิพิธภัณฑ์เดรนท์ส (Drents Museum) ในเมืองอัสเซิน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้จัดแสดงหมวกทองคำ “โคโตเฟเนชตี” (Coțofenești) อายุ 2,500 ปี และกำไลทองคำอีก 2 วง ซึ่งเป็นโบราณวัตถุยุค 450 ปีก่อนคริสตกาล ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดและมีตำรวจติดอาวุธเฝ้าระวัง ภายหลังโบราณวัตถุที่ประเมินค่าไม่ได้ดังกล่าวถูกโจรกรรมเมื่อปีที่แล้ว ที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งโรมาเนียและเนเธอร์แลนด์

หมวกเกราะทองคำชิ้นนี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญทางการเมืองและสังคมของอารยธรรม “ดาเชีย” (Dacia) ซึ่งรุ่งเรืองก่อนการรุกรานของโรมัน โดยมันถูกขโมยไปในระหว่างการยืมมาจัดแสดงในนิทรรศการ “Dacia – อาณาจักรทองคำและเงิน”

คอเรียน ฟาห์เนอร์ อัยการเนเธอร์แลนด์ เปิดเผยว่า โบราณวัตถุเหล่านี้ถูกส่งมอบคืนให้กับทางการเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (1 เม.ย.) ซึ่งเป็นผลมาจากการเจรจาระหว่างอัยการและทนายความของกลุ่มผู้ต้องหา 3 ราย เป็นชายอายุประมาณ 30 ปี 2 ราย และอายุ 21 ปี 1 ราย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงก่อนเริ่มการพิจารณาคดีที่จะมีขึ้นในปลายเดือนนี้

กลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ถูกจับกุมได้เพียงไม่กี่วันหลังเกิดเหตุใช้ระเบิดบุกพังพิพิธภัณฑ์ แต่ในขณะนั้นเจ้าหน้าที่กลับไม่พบร่องรอยของสมบัติที่ถูกขโมยไป ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะเชื่อว่าเป็นการโจรกรรมตามใบสั่งของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

โรเบิร์ต ฟาน ลังห์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์เดรนท์ส ระบุว่าตัวหมวกเกราะมีรอยบุบเล็กน้อยแต่สามารถบูรณะได้ ส่วนกำไลทั้ง 2 วงยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ยังมีกำไลทองคำอีก 1 วงที่ยังสูญหายและอยู่ระหว่างการสืบสวนตามหา

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลโรมาเนียและเนเธอร์แลนด์จนฝ่ายเนเธอร์แลนด์ต้องจ่ายเงินชดเชยประกันภัยสูงถึง 5.7 ล้านยูโร (ประมาณ 200 ล้านบาท) แต่ยังส่งผลให้อดีตผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติในกรุงบูคาเรสต์ต้องพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักที่อนุญาตให้ส่งโบราณวัตถุไปจัดแสดงในต่างประเทศ

คดีนี้ตอกย้ำปัญหาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในเนเธอร์แลนด์ที่มักตกเป็นเป้าหมายของหัวขโมย เนื่องจากระบบป้องกันไม่แน่นหนาพอสำหรับวัตถุประเมินค่าไม่ได้ เช่นเดียวกับกรณีงานศิลปะของ แอนดี วอร์ฮอล และ ฟรานส์ ฮาลส์ ที่ถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ดานิเอลา บูรูยานา อัยการโรมาเนีย กล่าวปิดท้ายด้วยความยินดีว่า “นี่คือผลลัพธ์ที่เรารอคอยมานาน เราดีใจที่ได้เห็นการกู้คืนสมบัติชาติเพื่อนำกลับไปมอบคืนให้แก่ประชาชนชาวโรมาเนียอีกครั้ง”.

ที่มา BBC

ฝรั่งเศสสั่งระงับงานรวมตัวของชาวมุสลิมกลางกรุงปารีส หวั่นเกิดเหตุไม่ปลอดภัย

ฝรั่งเศสสั่งระงับงานรวมตัวของชาวมุสลิมกลางกรุงปารีส หวั่นเกิดเหตุไม่ปลอดภัย

3 เม.ย. 2569 11:04 น.

ฝรั่งเศสสั่งระงับงานรวมตัวของชาวมุสลิมกลางกรุงปารีส หวั่นเกิดเหตุไม่ปลอดภัย

ทางการฝรั่งเศสออกคำสั่งระงับงานรวมตัวประจำปีของชาวมุสลิมกลางกรุงปารีสด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย หลังผลกระทบสงครามอิหร่านทำให้ “แบงก์ออฟอเมริกา” ในกรุงปารีสเกือบถูกระเบิดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

นายปาทริซ ฟอร์ ผู้บัญชาการตำรวจปารีส เผยแพร่ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวานนี้ (2 เม.ย.) ว่าตนได้ออกคำสั่งระงับการจัดงานรวมตัวประจำปีของกลุ่มชาวมุสลิมในประเทศฝรั่งเศส ครั้งที่ 40 ที่มีกำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 ถึง 6 เมษายนนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการปารีส-เลอ บูร์เกต์ โดยการสั่งระงับครั้งนี้เป็นไปตามตามคำสั่งของ นาย ลอร็องต์ นูเนซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศส 

นายปาทริซ ฟอร์ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นตามบริบทของสถานการณ์ที่ตึงเครียดทั้งในและต่างประเทศ ประกอบกับการยกระดับการเฝ้าระวังภัยก่อการร้ายและความเสี่ยงในการก่อความวุ่นวายในที่สาธารณะที่เข้มงวดมากขึ้น 

อีกทั้งการจัดงานครั้งนี้ยังต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมากเพื่อช่วยดูแลความปลอดภัย แต่ในขณะนี้เจ้าหน้าที่หลายรายกำลังถูกส่งไปประจำการตามพื้นที่เสี่ยงต่าง ๆ ทั่วกรุงปารีส หลังเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 มี.ค.) ตำรวจสามารถสกัดแผนวางระเบิดสำนักงาน “แบงก์ออฟอเมริกา” ในเขต 8 ใกล้กับถนนฌ็องเซลีเซไว้ได้ โดยคาดว่าการลงมือครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน

ทางด้าน นายมะห์ลูฟ มาเมซ หัวหน้าองค์กรผู้จัดงานรวมตัวของชาวมุสลิม ได้ออกมายืนยันว่าคำสั่งระงับการรวมตัวนั้นเป็นเรื่องจริง พร้อมระบุว่าขณะนี้ทางองค์กรกำลังเตรียมเดินหน้าคัดค้านคำสั่งดังกล่าวด้วยวิธีการทางกฎหมายต่อไป.

“คิม จองอึน” ป้อนอาหารลูกแมว-อุ้มลูกสุนัขโชว์สื่อ เยี่ยมชมย่านที่พักอาศัยใหม่

"คิม จองอึน" ป้อนอาหารลูกแมว-อุ้มลูกสุนัขโชว์สื่อ เยี่ยมชมย่านที่พักอาศัยใหม่

3 เม.ย. 2569 10:43 น.

“คิม จองอึน” ป้อนอาหารลูกแมว-อุ้มลูกสุนัขโชว์สื่อ เยี่ยมชมย่านที่พักอาศัยใหม่

สื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือเผยแพร่ภาพสุดอบอุ่น “คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุด พร้อมด้วยลูกสาว “คิม จูแอ” เยี่ยมชมโครงการบ้านจัดสรรและร้านค้าสวัสดิการในเขตฮวาซอง กรุงเปียงยาง พร้อมป้อนอาหารลูกแมว-อุ้มลูกสุนัขโชว์สื่อ และสั่งเร่งขยายการผลิตสินค้าดูแลสัตว์เลี้ยงขานรับเทรนด์การเลี้ยงสัตว์ในเมืองหลวงที่เพิ่มสูงขึ้น

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ พร้อมด้วย “คิม จูแอ” บุตรสาว ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมย่านที่พักอาศัย “ฮวาซอง”  ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเดิมที่ถูกเปลี่ยนเป็นเขตที่อยู่อาศัยใหม่ขนาด 40,000 ยูนิต ตามคำสั่งของนายคิมตั้งแต่ปี 2022 เพื่อมุ่งยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนท่ามกลางการถูกคว่ำบาตรจากตะวันตก

ไฮไลต์สำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือการเยี่ยมชมร้านขายสัตว์เลี้ยงแห่งใหม่ โดยนายคิมระบุว่าปัจจุบันจำนวนครัวเรือนที่เลี้ยงสัตว์ทั้งในเมืองหลวงและต่างจังหวัดเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เขาจึงมีคำสั่งให้สร้างร้านค้าเฉพาะทางที่จำหน่ายทั้งสัตว์เลี้ยง อุปกรณ์เสริม อาหารสัตว์ รวมถึงยารักษาโรค

ภาพจากสื่อรัฐบาลเผยให้เห็น “คิม จูแอ” กำลังลูบคลำแมวอย่างเพลิดเพลิน ขณะที่นายคิมนั่งยิ้มอยู่ด้านหลัง และยังมีภาพที่เขากำลังอุ้มลูกสุนัขสีขาวอย่างทะนุถนอม ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ที่คอยดูอยู่ใกล้ๆ นอกจากนี้ นายคิมยังกำชับให้มีการวางมาตรการเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงเพื่อรองรับความต้องการในอนาคต

นอกเหนือจากร้านสัตว์เลี้ยง ทั้งสองยังได้เข้าชมร้านจำหน่ายเครื่องดนตรีที่เน้นไปที่กีตาร์และแซกโซโฟน รวมถึงร้านทำผม โดยนายคิมเน้นย้ำว่าสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสวัสดิการเหล่านี้ “มีความจำเป็นอย่างยิ่ง” ในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ถูกสุขลักษณะและศิวิไลซ์สำหรับการสร้างเมือง

นายคิมกล่าวว่า “เราต้องปรับปรุงคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักการตอบสนองรสนิยมทางสุนทรียะของประชาชน และสร้างวัฒนธรรมการบริการแบบเกาหลีแนวใหม่” 

การปรากฏตัวของ “คิม จูแอ” เคียงข้างผู้เป็นพ่อในภารกิจด้านพลเรือนครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่เธอเพิ่งร่วมชมการทดสอบขีปนาวุธนิวเคลียร์และฝึกซ้อมรบภาคสนาม ซึ่งหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ประเมินว่า นี่คือสัญญาณชัดเจนที่บ่งบอกว่าเธอกำลังถูกวางตัวเป็นทายาทผู้สืบทอดอำนาจคนถัดไป

ทั้งนี้ นายคิม จองอึน ได้สั่งการให้ร้านค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ เพื่อเฉลิมฉลอง “วันแห่งพระอาทิตย์” หรือวันคล้ายวันเกิดของนายคิม อิลซุง ปู่ของเขาและผู้ก่อตั้งประเทศ ในวันที่ 15 เมษายนที่จะถึงนี้.

ที่มา AFP

ยูเอ็นเตรียมโหวตมติคุ้มครองการเดินเรือ “ช่องแคบฮอร์มุซ”

ยูเอ็นเตรียมโหวตมติคุ้มครองการเดินเรือ "ช่องแคบฮอร์มุซ"

3 เม.ย. 2569 10:09 น.

ยูเอ็นเตรียมโหวตมติคุ้มครองการเดินเรือ “ช่องแคบฮอร์มุซ”

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เตรียมลงคะแนนเสียงรับรองร่างมติปกป้องเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซวันนี้ หลังวิกฤตความขัดแย้งทำราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูด ขณะที่ “จีน” ประกาศชัดไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทหาร ชี้อาจเป็นการสร้างความชอบธรรมให้การโจมตีที่ผิดกฎหมาย

คณะทูตเปิดเผยว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติภายใต้การนำของบาห์เรน ในฐานะประธานหมุนเวียน ได้เตรียมนำร่างมติเข้าสู่การลงคะแนนเสียงในวันนี้ (3 เม.ย.) แม้จะเป็นวันหยุดของยูเอ็น เพื่อตอบโต้กรณีที่อิหร่านพยายามเข้าควบคุมการเดินเรือสากลในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของโลก

เนื้อหาในร่างมติล่าสุดระบุว่า จะอนุญาตให้ใช้ “มาตรการป้องกันที่จำเป็นทุกประการ” เพื่อคุ้มครองเรือพาณิชย์เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งเป็นการปรับถ้อยคำเพื่อลดแรงเสียดทานจากรัสเซียและจีน โดยตัดการอ้างอิงถึงมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเกินไปออก

ทางด้าน นายฟู่ คง ผู้แทนถาวรจีนประจำสหประชาชาติ ได้แถลงคัดค้านการให้อำนาจใช้กำลังทหาร โดยระบุว่าอาจนำไปสู่การยกระดับความรุนแรงและเกิดผลกระทบที่ร้ายแรงตามมา ขณะที่มีรายงานว่า จีน รัสเซีย และฝรั่งเศส ได้ร่วมกันระงับกระบวนการพิจารณาแบบไม่คัดค้านเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทำให้ร่างมติดังกล่าวต้องถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่เพื่อลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์

การผ่านร่างมตินี้จำเป็นต้องได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบอย่างน้อย 9 เสียง และต้องไม่มีการใช้อำนาจ “วีโต้” จากสมาชิกถาวรทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ, รัสเซีย, จีน, อังกฤษ และฝรั่งเศส

สถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมากว่า 1 เดือน นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลงโดยปริยาย ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาน้ำมันทั่วโลก

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะเดินหน้าโจมตีต่อไปแต่ยังไม่มีแผนการที่ชัดเจนในการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือ ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนว่าสหรัฐฯ อาจไม่ได้แสดงบทบาทหลักในการรับรองความปลอดภัยให้กับเรือสินค้าในครั้งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันยิ่งทะยานสูงขึ้นไปอีก

ล่าสุด กลุ่มสันนิบาตอาหรับที่มีสมาชิก 22 ประเทศ รวมถึงอังกฤษที่เพิ่งเป็นเจ้าภาพจัดประชุมร่วมกับอีกกว่า 40 ประเทศ ได้ออกมาแสดงท่าทีสนับสนุนความพยายามของบาห์เรนในการจัดระเบียบและคืนความปลอดภัยให้แก่การเดินเรือสากล โดยเน้นย้ำว่าการกระทำของอิหร่านเป็นการคุกคามผลประโยชน์ของคนทั้งโลกที่ต้องได้รับการตอบโต้อย่างเด็ดขาด.

ที่มา Reuters

นักบินอวกาศอาร์เทมิส 2 จุดเครื่องยนต์หลุดวงโคจรโลก เริ่มภารกิจประวัติศาสตร์

นักบินอวกาศอาร์เทมิส 2 จุดเครื่องยนต์หลุดวงโคจรโลก เริ่มภารกิจประวัติศาสตร์

3 เม.ย. 2569 09:15 น.

นักบินอวกาศอาร์เทมิส 2 จุดเครื่องยนต์หลุดวงโคจรโลก เริ่มภารกิจประวัติศาสตร์

นักบินอวกาศในภารกิจอาร์เทมิส 2 (Artemis II) จุดระเบิดเครื่องยนต์นำยานแคปซูลโอไรออนทะยานออกจากวงโคจรโลก มุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์อย่างเต็มตัวแล้ว ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ที่มนุษย์เดินทางไกลเกินขอบเขตโลก 

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ศูนย์ควบคุมภารกิจที่ฮิวสตันยืนยันว่า ยานแคปซูล “โอไรออน” (Orion) ได้ทำการจุดระเบิดเครื่องยนต์นานเกือบ 6 นาที เพื่อเร่งความเร็วหลุดจากแรงดึงดูดของโลก มุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ด้วยแรงขับมหาศาล ซึ่งเทียบเท่ากับการเร่งเครื่องรถยนต์จากจุดหยุดนิ่งให้ถึงความเร็วขับขี่บนทางหลวงได้ในเวลาไม่ถึง 3 วินาที

หลังจากใช้เวลาปรับตัวอยู่ในวงโคจรโลกนาน 25 ชั่วโมง นักบินอวกาศชาวอเมริกัน 3 คน และแคนาดา 1 คน บนแคปซูลโอไรออน  ได้รับสัญญาณเดินเครื่องครั้งสำคัญ หรือที่เรียกว่า Translunar Injection เพื่อเร่งความเร็วหลุดจากแรงดึงดูดของโลก มุ่งหน้าสู่ระยะทางเกือบ 4 แสนกิโลเมตร

การจุดระเบิดครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบครึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่ภารกิจ อพอลโล 17 ในปี 1972 ซึ่งทาง นาซายืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน โดยเป้าหมายถัดไป ยานโอไรออนจะพานักบินอวกาศอ้อมไปทางด้านหลังของดวงจันทร์ เพื่อเก็บภาพพื้นผิวในมุมที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนด้วยตาตัวเอง ก่อนจะวนกลับมายังโลก ซึ่งนี่คือบทเริ่มต้นของการสร้างฐานที่มั่นถาวรบนดวงจันทร์ในอนาคต

เจเรมี แฮนเซน หนึ่งในนักบินอวกาศในภารกิจนี้ กล่าวรายงานด้วยความตื่นเต้นว่า “มนุษยชาติได้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าเราทำอะไรได้บ้าง” โดยขณะนี้เหล่านักบินอยู่บนเส้นทางแบบ “Free-return trajectory” ซึ่งจะใช้แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์เหวี่ยงตัวยานกลับสู่โลกโดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงขับดันหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

ก่อนการจุดระเบิดเครื่องยนต์ครั้งสำคัญ นักบินอวกาศทั้ง 4 นาย ได้แก่ รีด ไวส์แมน, วิกเตอร์ โกลเวอร์, คริสตินา โคช และเจเรมี แฮนเซน ได้ใช้เวลาในช่วงแรกบนอวกาศตรวจสอบระบบและแก้ไขปัญหาขัดข้องเล็กน้อยของยาน เช่น ระบบสื่อสารและระบบสุขาที่ทำงานผิดปกติ นอกจากนี้ยังเริ่มกิจวัตรประจำวันด้วยการออกกำลังกายวันละ 30 นาที เพื่อป้องกันการสูญเสียวลกล้ามเนื้อและมวลกระดูกในสภาวะไร้น้ำหนัก

อาร์เทมิส 2 ไม่ใช่แค่ภารกิจบินวนรอบดวงจันทร์ในระยะเวลา 10 วันเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสถิติใหม่ๆ เช่นมีการส่งนักบินอวกาศที่เป็นผู้หญิง (คริสตินา โคช), คนผิวสี (วิกเตอร์ โกลเวอร์) และชาวต่างชาติที่ไม่ใช่คนอเมริกัน (เจเรมี แฮนเซน ชาวแคนาดา) ไปยังดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ซึ่งหากสำเร็จ พวกเขาจะกลายเป็นมนุษย์ที่เดินทางไปไกลจากโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ หรือกว่า 400,000 กิโลเมตร ที่นับเป็นการปูทางสู่การลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ในปี 2028 และการสร้างฐานที่มั่นถาวรเพื่อเป็นสถานีส่งมนุษย์ไปสำรวจอวกาศที่ไกลกว่าเดิม

ภารกิจนี้ยังถูกจับตามองในแง่ของการเมืองระหว่างประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันกับ “จีน” ที่มีเป้าหมายส่งคนลงจอดบนดวงจันทร์ภายในปี 2030 รวมถึงแรงกดดันจากฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ที่ต้องการเห็นความสำเร็จก่อนปี 2029 อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังคงจับตาดูความท้าทายด้านเทคโนโลยีและงบประมาณ เนื่องจากนาซาต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากภาคเอกชนเป็นอย่างมากในภารกิจถัดไป.

ที่มา AP

จับตา! ครม.นัดแรก รัฐบาลรื้อโครงสร้างน้ำมันครั้งใหญ่ ดึงฐานข้อมูล พิพัฒน์ ปรับราคาน้ำมันใหม่

จับตา! ครม.นัดแรก รัฐบาลรื้อโครงสร้างน้ำมันครั้งใหญ่ ดึงฐานข้อมูล พิพัฒน์ ปรับราคาน้ำมันใหม่

จับตา! ครม.นัดแรก รัฐบาลรื้อโครงสร้างน้ำมันครั้งใหญ่ ดึงฐานข้อมูล พิพัฒน์ ปรับราคาน้ำมันใหม่

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.06 น.

จับตา! ครม.นัดแรก  รัฐบาลเตรียมรื้อโครงสร้างน้ำมันครั้งใหญ่ ดึงฐานข้อมูล “พิพัฒน์” ปรับราคาน้ำมันใหม่ คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค

วันที่ 4 เมษายน 2569.มีรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก ในวันที่ 6 เมษายนนี้ พิจารณาแก้ปัญหาราคาน้ำมันอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการแกะรอยและรื้อโครงสร้างพลังงานไทยครั้งสำคัญ เช่นเดียวกับ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์  รมว.พลังงาน ที่เตรียมเสนอที่ประชุม ครม. ให้พิจารณาทบทวนโครงสร้างค่าการกลั่น พร้อมปรับเวลาประกาศราคาน้ำมันใหม่ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคมากขึ้น ก่อนเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีการเดินทางหนาแน่น   

แหล่งข่าวด้านพลังงาน เปิดเผยว่า การเดินหน้าแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันอย่างเป็นรูปธรรมในครั้งนี้ ได้มีการนำฐานข้อมูลเชิงลึกที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ได้ศึกษากลไกราคาอย่างละเอียดเอาไว้ ส่งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนรีได้พิจารณา โดยเฉพาะประเด็นค่าการกลั่นที่เคยพุ่งสูงผิดปกติ จากราคา 2 บาทต่อลิตร ขยับขึ้นเป็น 6–7 บาทต่อลิตร ในเดือนมีนาคม ก่อนจะปรับสูงขึ้น 12–14 บาทต่อลิตร ในเดือนเมษายน  ซึ่งนายพิพัฒน์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างราคาน้ำมันอาจจะมีการบวก “ค่าความเสี่ยงจากสงคราม (War Premium)” รวมถึงค่าขนส่งและค่าประกันภัย ที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริงในปัจจุบัน ทั้งที่ประเทศไทยไม่ได้พึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าสูตรการคำนวณราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นมีการบวกค่าขนส่งและค่าประกันภัยรวมอยู่ด้วย ซึ่งอาจเป็นตัวเลขที่สูงเกินจริงและไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในปัจจุบัน

แหล่งข่าว เปิดเผยด้วยว่า ข้อมูลที่นายพิพัฒน์ทำไว้ ได้ถูกนายเอกนิตินำมาขยายผลต่อยอด​ สั่งการให้กระทรวงพลังงานพิจารณา “ตัดต้นทุนส่วนเกิน” ออกจากราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น พร้อมทบทวนความจำเป็นของ War Premium เพื่อสะท้อนราคาที่เป็นธรรมและโปร่งใสมากขึ้น นโยบายนี้ไม่เพียงมุ่งลดราคาน้ำมัน แต่ยังเป็นการแก้ไขปัญหาที่โครงสร้าง เพื่อดูแลต้นทุนภาคขนส่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ และส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนในทุกระดับ โดยที่รัฐบาลจะเร่งให้ทันกับช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์นี้

“บทบาทของนายพิพัฒน์จึงเปรียบเสมือนคนปูทาง ให้การแก้ปัญหาครั้งนี้เดินไปได้ไกลกว่าที่เคย จากการแก้เฉพาะหน้าสู่การแก้เชิงระบบ ที่แตะถึงต้นทุนจริงของภาคพลังงาน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อภาคขนส่ง อันเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ที่ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูง ดังนั้น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของพลังงานไทย ชุดข้อมูลของนายพิพัฒน์จึงถือว่ามีความสำคัญและเป็นชุดข้อมูลที่รองรับการเดินหน้าเต็มกำลังของรัฐบาลชุดใหม่“ แหล่งข่าว กล่าว

อนุทิน คอนเฟิร์ม! คนละครึ่งพลัส มาแน่ หลังสิ้นเดือน เม.ย. วงเงิน 2,000 เท่าเดิม แต่ครอบคลุมมากขึ้น

อนุทิน คอนเฟิร์ม! คนละครึ่งพลัส มาแน่ หลังสิ้นเดือน เม.ย. วงเงิน 2,000 เท่าเดิม แต่ครอบคลุมมากขึ้น

อนุทิน คอนเฟิร์ม! คนละครึ่งพลัส มาแน่ หลังสิ้นเดือน เม.ย. วงเงิน 2,000 เท่าเดิม แต่ครอบคลุมมากขึ้น

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.56 น.

 หลัง 30 เม.ย. ได้วงเงิน 2,000 เท่าเดิม แต่ครอบคลุมมากขึ้น”

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 4 เมษายน 2569 ที่โลตัสบางกะปิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้พูดคุยกับประชาชนภายหลังลงพื้นที่ดูสินค้าโครงการไทยช่วยไทย และได้มีประชาชนสอบถามถึงโครงการคนละครึ่งพลัสด้วย โดยนายกฯตอบประชาชนว่า หลังวันที่ 30 เม.ย. เมื่อประชาชนถามอีกว่าดำเนินการได้เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ได้เลย ซึ่งจะครอบคลุมมากกว่าเดิม โดยจำนวนเงินเท่าเดิม 2,000 บาท 

ชาวบ้านกล่าวกับนายกฯอีกว่าตอนนี้เศรษฐกิจแย่อยากให้ได้เงินมากกว่าเดิม และรอนานแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า หลังแถลงนโยบายจะเริ่มดำเนินการตามนโยบายต่างๆ

ชาวบ้านถามอีกว่าจะมีโอกาสได้มากกว่าเดิมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อาจจะทำบ่อยขึ้น ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินที่เรามี โดยจะทำเป็นช่วงๆ 

จากนั้นผู้สื่อข่าวถามนายกฯว่าที่มีข่าวจะให้ 200 บาท 10 เดือนไม่จริงใช่หรือไม่ นายอนุทินย้อนถามว่า เอาข่าวมาจากไหน ก่อนกล่าวอีกว่า คนละครึ่งมันเป็นช่วงๆไป 

นายกฯ แต่งตัวชิล เดินตรวจราคาสินค้า ไทยช่วยไทย แนะผู้ประกอบการจัดโซนเฉพาะหาง่ายต่อการซื้อ 

นายกฯ แต่งตัวชิล เดินตรวจราคาสินค้า ไทยช่วยไทย แนะผู้ประกอบการจัดโซนเฉพาะหาง่ายต่อการซื้อ 

นายกฯ แต่งตัวชิล เดินตรวจราคาสินค้า ไทยช่วยไทย แนะผู้ประกอบการจัดโซนเฉพาะหาง่ายต่อการซื้อ 

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.47 น.

‘นายกฯ’ แต่งตัวชิล เดินตรวจราคาสินค้าโครงการไทยช่วยไทย แนะ ผู้ประกอบการจัดโซนเฉพาะหาง่ายต่อการซื้อ พร้อมเชิญชวนซื้อสินค้าร่วมโครงการถูกกว่า 20% เจอประชาชนปรี่ร้องช่วยหน่อยน้ำมันแพง ปล่อยแบบนี้ตายแน่ บอก หลังแถลงนโยบาย คนละครึ่งมาแน่มากกว่าพลัส ครอบคลุมมากกว่าเดิม

วันที่ 4 เมษายน 2569 เวลา 14.00 น. ที่โลตัสบางกะปิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะอดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่สำรวจราคาสินค้าที่โลตัสบางกะปิ โดยนายกฯ สวมชุดลำลอง เสื้อยืดกางเกงขายาวสีกรม

โดยทันทีที่เดินทางถึงมีประชาชนมาทักทายบอกได้เจอตัวจริง หล่อกว่าในทีวี มีหลายคนเข้ามาขอถ่ายภาพ พูดคุยก่อนจะบอกว่าที่ผ่านมาก็ได้รับโครงการคนละครึ่ง 

นอกจากนี้ มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาถามว่า รวยไม่ไหวแล้วหมายถึงประชาชนหรือนายทุนน้ำมัน โดยนายกฯไม่ได้ยิน เนื่องจากอยู่ระหว่างการถ่ายรูปกับประชาชน ทำให้น.ส.รัชดา พยายามเข้าไปพูดคุย โดยชายคนดังกล่าว ระบุว่า ไม่ต้องสร้างภาพประชาชนเขารู้ทัน

จากนั้น นายกฯ เดินต่อมาด้านใน ศูนย์การค้าโลตัสเพื่อดูบูธสินค้า ในส่วนโครงการไทยช่วยไทย ที่เป็นการลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล ช่วยประชาชนในช่วงวิกฤติตะวันออกกลาง มีสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็น โดยมีการติดป้ายอย่างชัดเจนว่าร่วมโครงการไทยช่วยไทย โดยนายกฯ ได้แนะนำให้จัดสินค้าที่อยู่ในโครงการไทยช่วยไทยอยู่ในโซนเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนเลือกซื้อง่าย พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนซื้อสินค้าในโครงการเนื่องจากราคาจะถูกกว่า 20% และเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ โดยนายกฯ กล่าวกับประชาชนว่า มาวันนี้เพื่อมาสำรวจราคาสินค้า และอยากให้ซื้อสินค้าที่มีป้ายโครงการไทยช่วยไทย เพราะราคาถูก 

โดยระหว่างนายกฯเดินดูสินค้าที่ร่วมโครงการ มีประชาชน เดินเข้ามาบอกว่า นายกฯช่วยหน่อยน้ำมันแพง ไปไหนไม่ได้ ทุกวันนี้ไม่กล้าไปไหนอยู่แต่ในบ้าน สินค้าแพงนายกฯช่วยหน่อย อย่าให้ประชาชนตายแน่ๆ นายกฯช่วยด้วย ลูกสะใภ้ขายของ ขายไม่ได้เลย 

จากนั้น นายกฯได้แวะร้านนาฬิกา และได้ซื้อนาฬิกาข้อมือ CASIO ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมจึงตัดสินใจซื้อ นายกฯ บอกว่า เคยใส่ตอนเด็ก พร้อมกับยกป้ายหน้าร้านที่เขียนว่า Sale 60% 

จากนั้นเวลา 15.20 น. นายกฯ ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจราคาสินค้า ว่า ไม่เชิงเป็นการสุ่มตรวจ เพียงแต่ตนสนใจว่าหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ จัดให้มีสินค้าอุปโภคบริโภค ประหยัดกว่าราคาปกติ จึงอยากมาดูว่า การกระจายสินค้าเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด จึงมาดูที่โลตัสบางกะปิเป็นที่แรก ซึ่งผู้จัดการห้างได้รายงานว่า มีสินค้าที่ราคาต่ำกว่าปกติหลายตัว เพียงแต่อาจไม่ใช่แบรนด์ที่คุ้นหูคุ้นตา เพราะเอาค่าการตลาดออกจึงนำมาขายถูกได้ ขอเชิญชวนให้ประชาชนเวลามาห้าง ทุกห้างไม่ใช่เฉพาะโลตัส จะมีสินค้าประเภทนี้จำหน่าย ราคาเฉลี่ยต่ำกว่าราคาทั่วไป 20-30%

ภายหลังการสัมภาษณ์ มีประชาชนเข้ามา สอบถามนายกฯ ถึงโครงการคนละครึ่งว่าสามารถดำเนินการได้เลยหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ได้เลย ส่วนจะได้เหมือนเดิมหรือไม่นั้น นายกฯ กล่าวว่า พลัสมากกว่าเดิม ซึ่งจะครอบคลุมมากกว่าเดิม ในเงินจำนวนเท่าเดิม และอาจจะทำได้หลายรอบ 

ก่อนที่ประชาชนจะบอกว่าเศรษฐกิจแย่  ซึ่งนายกฯ บอกว่า ถูก โดยหากแถลงนโยบายแล้วก็สามารถดำเนินนโยบายต่างๆได้  

จากนั้นประชาชนถามต่อว่ามีโอกาสจะได้มากกว่าเดิมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อาจจะทำบ่อยขึ้น ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินที่เรามี ส่วนระยะเวลาในการดำเนินการนั้นก็เป็นช่วงๆ เช่นครั้งที่แล้ว 2 เดือน จะไปใช้ยาวเลยไม่ได้