ชลน่าน ร่วมเวทีผู้นำฝ่ายค้าน หยอดหวานมาเพราะ อภิสิทธิ์ ยก ปชป. อัจฉริยะเปลี่ยนหมาเป็นแมว ‘มาร์ค’โต้กลับต้องอยู่กับความจริง

29 สิงหาคม 2569 เวลา 15:45 น.

“ชลน่าน” ร่วมเวทีผู้นำฝ่ายค้าน ยันพรรคไม่ห้าม-นายกไม่ตำหนิ ชี้ กลไกตรวจสอบอ่อนแอพาเมืองไทยเข้าสู่วิกฤตศรัทธา เตือนการเมืองยุคใหม่ ระวัง “โจรสมองเพชร” วางกลยุทธ์ลึกยึดฐานเสียง มองทุกอย่างต้องตรวจสอบถ่วงดุลได้ หยอด บอกมาเพราะ “อภิสิทธิ์” ก่อนเหน็บ การเมือง ความเชื่อคือความจริง ยก “ปชป.” อัจฉริยะเปลี่ยนหมาเป็นแมว ขณะ “อภิสิทธิ์” โต้กลับต้องอยู่กับความจริง

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา กลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2569 หัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” โดยในช่วงเช้า เป็นเวทีของอดีตผู้นำฝ่ายค้าน ฯ 3 คน มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหร้า พรรคประชาธิปัตย์ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส.พรรคเพื่อไทย นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตสส.พรรคก้าวไกล ร่วมเสวนา

นพ.ชลน่าน กล่าวตอนหนึ่งว่า ยืนยันว่าการเข้าร่วมเสวนาผู้นำฝ่ายค้านเพราะตนเคยเป็นฝ่ายค้าน และแจ้งทางพรรคเพื่อไทยแล้วไม่ได้คัดค้านอะไร อีกทั้งการขึ้นเวทีนี้ไม่ได้กระทบกับการเป็นะรรคร่วมรัฐบาลของเพื่อไทย เพราะตนให้มาให้ความคิดเห็นส่วนตัว เพื่อให้คนที่มีหน้าที่โดยตรงหรือองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเอาความคิดเห็นเราไปทำต่อ

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า รัฐบาลเป็นองคาพยพหนึ่งในมิติทางการเมือง ในฝ่ายบริหาร ชัดเจนว่าระบบการเมืองเป็นระบบแบ่งแยกอำนาจ ทุกอำนาจเป็นอิสระต่อกัน แต่ต้องตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ระบอบนี้ถึงจะไปรอด ข้อกังวลที่ห่วงใยที่สุดคือ ถ้าเราไม่ทำให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุล ให้กลไกเข้าสู่อำนาจรัฐ การใช้อำนาจรัฐ การตรวจสอบอำนาจรัฐ เป็นไปตามตัวบทกฎหมาย เราอาจจะไม่มีระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

“ระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ถูกทำให้อ่อนแอทำให้ไร้ประสิทธิภาพ ตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อผลประโยชน์เฉพาะคนบางกลุ่ม ยิ่งไปเติมวิกฤตความเชื่อมั่น วิกฤตศรัทธา และอาจถูกนำไปอ้างเพื่อเปลี่ยนระบบ ฉะนั้นเราจะแก้จุดใดจุดหนึ่งไม่ได้ต้องไปทั้งระบบ ” นพ.ชลน่านกล่าว

นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า ระบบการตรวจสอบทุกอย่างให้ไปอยู่ในตัวบทกฎหมาย สุดท้ายมีการตัดสินด้วยกระบวนการยุติธรรม เรามีหน้าที่อะไรก็ต้องทำไปตามนั้น กกต. มีหน้าที่ไปหาเหตุอันควรเชื่อได้ว่า และหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า แต่สิ่งที่ปรากฏในบ้านเมืองขณะนี้จะเพียงพอหรือไม่กับคำว่าอันควร วิญญูชนพึงคิดได้ เพราะฉะนั้นเพื่อให้ระบบการตรวจสอบสมดุล เกิดความเชื่อมั่น ลดภาวะวิกฤตลง ก็ให้เป็นไปตามระบบ และดำเนินไปตามกฎหมายในสิ่งที่ควรจะเป็น สำหรับผลประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติและประชาชน

“การเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจและการตรวจสอบอำนาจ มันเป็นเรื่องที่เป็นวิกฤตทั้ง 3 ระบบ ไม่แปลกที่ทุกคน จะมุ่งตรงไปที่การเข้าสู่อำนาจของทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น สส. สว. องค์กรอิสระหรือองค์กรตุลาการ แม้เราจะไม่มีหน้าที่โดยตรงแต่ก็อยู่บนเงื่อนไขว่าต้องตรวจสอบถ่วงดุลได้” นพ.ชลน่าน กล่าว

นพ.ชลน่าน ยังกล่าวว่า ในอดีตพรรคประชาธิปัตย์ มีความอัจฉริยะในการนำเสนอคือโน้มน้าวชักจูงให้เกิดความเชื่อมั่นให้ได้ เพราะมิติทางการเมืองความเชื่อคือความจริงทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องจริง นายอภิสิทธิ์สามารถอภิปรายในสภาบอกว่านี่คือแมว ทั้ง ๆ ที่เป็นหมา แต่ทำให้ทุกคนเชื่อว่านี่เป็นแมวได้และคนก็เชื่อว่าเป็นแมว เพราะฉะนั้นในมิติทางการเมืองความเชื่อคือความจริง และในระบบประชาธิปไตยต้องตัดสินด้วยเสียงข้างมาก แต่ในยุคนี้ถ้าไม่มาช่วยกันแก้ นโยบายผลงานการทำหน้าที่ของสภาผู้แทนก็จะมีค่าเท่ากับศูนย์ ดังนั้นตนอยากสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการเมือง เพราะนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่ตำหนิตนที่มาพูดบนเวทีนี้ก็ถือว่าเปิดกว้างให้มีกลไกตรวจสอบถ่วงดุล ถ้าเราช่วยกันสร้างความเชื่อมั่นได้ ก็จะเป็นกฎหมายที่ทำให้ระบบการเมืองเราก้าวหน้าต่อไป การเข้าสู่อำนาจขณะนี้สิ่งที่น่าห่วงที่สุดคือผู้มอบอำนาจโดยไม่รู้สึกตัว ว่าอำนาจที่มอบให้นั้นเกิดจากอำนาจที่แท้จริงของเขาหรือไม่ และยังไม่รู้ว่าไม่ชอบ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องช่วยกันคือการเข้าสู่ระบบอำนาจต้องมีความชอบธรรมด้วย ถ้าการเข้าสู่อำนาจถูกชี้นำให้เป็นของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้เป็นตามที่เขาวางไว้ โอกาสที่จะมีส่วนร่วมของประชาชนก็ค่อนข้างยากและบุคคลที่จะมาเป็นผู้ตรวจสอบถ่วงดุลก็ขอฝากไว้ด้วย

“คุณขนกระสุนไปเป็นร้อย กับอีกกลุ่มหนึ่งขนไปแค่ 30 แต่มีกระบวนการจัดการ การบริหารที่ดีเยี่ยม 30 ชนะ การสร้างบริบททางการเมือง สร้างสภาพแวดล้อมไม่ใช่เฉพาะวันเลือกตั้ง เขาปูมาเรื่อยๆ ไม่ใช้เงินสักบาทเพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ร้อยนึงเขาก็เลือก เพราะบริบทการเมืองมันเอื้อมาแล้ว เพราะฉะนั้นการจัดการสำคัญที่สุดบริหารฐานคะแนน อย่างที่ทุกคนเห็นทำไมเขาถึงสร้างกลุ่มตัวแทนเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นเพราะความชาญฉลาดผมยอมรับนับถือความชาญฉลาดนี้ ถ้าเป็นโจรเรียกว่าโจรสมองเพชรน่ากลัวมาก สมองเพชรถ้าใช้ประโยชน์ในทางที่ดีกับประเทศชาติบ้านเมือง มันจะเจริญรุ่งเรืองมาก บ้านเมืองก็จะอยู่อย่างมีความสุข” นพ.ชลน่านมกล่าว

ขณะที่นายอภิสิทธิ์​ ยังขอใช้สิทธิ์พาดพิง​ พร้อมหันไปแตะมือนพ.ชลน่าน และกล่าวว่า ต้องพูดไว้ล่วงหน้าเพราะหาตัวยาก ต.ค.นี้พรรคประชาธิปัตย์จะจัด homecoming รวบรวมศิษย์เก่า​ ที่เคยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตสมาชิก จึงขอเชิญล่วงหน้า เนื่องจากครบโอกาสที่พรรคครบ 80 ปีแต่ตนยังเป็นหัวหน้าพรรคที่อายุน้อยกว่าพรรค​ และขอชี้แจงคนเข้าใจผิดว่าพรรคประชาธิปัตย์พูดแมวเป็นมา พูดหมาเป็นแมว คือจริง ๆ ฝ่ายค้านในอดีต ต้องยอมรับว่าเครื่องไม้เครื่องมือในการสื่อสารอยู่ในมือรัฐบาล เพราะฉะนั้นง่ายที่สุดคือฝ่ายรัฐบาล ก็บอกว่าแมวเป็นหมา หน้าที่เราก็คือใช้ความสามารถ ให้ถึงที่สุดในเวทีสภาให้คนเห็น จริงๆ แล้วมันคือแมว

ก่อนที่นายอภิสิทธิ์จะหัวเราะ และกล่าวต่อว่า “คุณหมอคงไม่ลืมว่า สัจจัง​ เว​ อมตา วาจา​ เราต้องอยู่บนความจริงครับ”

ชลน่าน, ประชาธิปัตย์, อภิสิทธิ์, เพื่อไทย, เวทีผู้นำผ่านค้าน

สั้น ๆ แต่เจ็บจี๊ด! ‘อนุทิน’ ปล่อยวลีเด็ดเปรียบเทียบ หลังแชร์บทวิเคราะห์ศึก ‘นภินทร-ไอติม’

29 สิงหาคม 2569 เวลา 15:43 น.

วันนี้ 29 สิงหาคม 2569 นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย แชร์โพสต์เฟซบุ๊กของ กวีเหลวไหลแท้ วิเคราะห์ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือที่รู้จักกันในชื่อของ ไอติม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ ที่เขียนโพสต์เอาไว้ว่า “นภินทร นักการเมืองโปรไฟล์ธรรมดาแทบจะไม่มีใครรู้จัก กลับสร้างชื่อเสียงขึ้นมาในเวลาชั่วข้ามคืน หลังจากสยบ พริษฐ์ ไอติม นักการเมืองดาวรุ่งผู้โด่งดังด้านฝีปาก ลงได้แทบไม่น่าเชื่อฟังคลิปแล้ว นภินทรคงมีความรู้ด้านงานวิจัยทางธุรกิจมาบ้าง แกจึงตอบเฉพาะที่อยู่ในสโคป ตอบตามความจริงเท่านั้น จึงดูธรรมชาติกลมกลืนน่าเชื่อถือ

ขณะที่ไอติม แม้จะมีสายเลือดวัวชน(นักพูด) อยู่ในยีน จากการเป็นหลานน้าของอภิสิทธิ์ แต่นิสัยได้ฟังอะไรมานิดหน่อยก็รีบไปขยายผลต่อโดยไม่ตรวจสอบให้แน่ชัดรอบด้านก่อน ซึ่งเป็นพฤติกรรมหมู่ของสมาชิกพรรคส้มมายาวนาน (รอมดอนเรื่องยิงจากคอปเตอร์, ไอซ์ นี่หลายเรื่อง ฯลฯ) ทำให้เขาทะเล่อทะล่าพ่ายแพ้คาเวทีซึ่งถือว่าได้เปรียบหลายช่วงตัวเพราะเป็นสนามเหย้า ชนิดพลิกล็อกมโหฬารจริงๆ การรับมือกับนักการเมืองฝั่งนี้ไม่มีอะไรยาก แค่แม่นยำในเรื่องที่ทำหรือรู้ ก็ตอบคำถามลมเพลมพัด หวังแต่ผลทางการเมืองได้สบายๆ”

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

ไม่เพียงแค่นี้ อนุทิน ชาญวีรกูล ยังได้พิมพ์ข้อความสั้น ๆ ด้วยว่า “Iron doesn’t melt. Ice cream does.” ซึ่งแปลได้ว่า “เหล็กไม่ละลาย แต่ไอศกรีมละลาย”

หลังจากที่โพสต์ของ อนุทิน ชาญวีรกูล เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“หมๆๆๆๆๆ”

“อุ๊ย”

“ถูกใจนายยก”

“แดกปากเบี้ยวเลย”

“เจอเข้าไป ละลายคาบ้าน..3 !!!”

“ผมนี่อยากยกนิ้วให้ท่านเลยครับ….”

“นายกฯ ค่ะ 5555”

“ตัวจริงรึเปล่าครับ ออกมาไลฟ์สดให้ดูหน่อย”

“เจ้าบทเจ้ากลอน นะท่าน ทุกสิ่งมีจุดหลอมเหลว ของมันนะท่าน”

“555 ไปเรื่อยอะเรา”

“ครับคุณอนุทินเจ้าของประเทศไทย”

“ทำไมประชาชนกดหัวเราะท่านนายกเยอะจังเลยครับ”

“แปลกนะครับท่านนายก แทนที่ท่านจะจับคนทำผิด ไปจับคนแจ้ง แบบนี้มันจะไม่บิดเบี้ยวไปหน่อยหรอครับ ผมจะสอนลูกสอนหลานยังไงครับ”

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

Typography is the art and technique

Typography is the art and technique of arranging type to make written language legible, readable and appealing when displayed. The arrangement of type involves selecting typefaces, point size, line length, line-spacing (leading), letter-spacing (tracking), and adjusting the space within letters pairs (kerning).

กวีเหลวไหลแท้, การเมือง, นภินทร ศรีสรรพางค์, พริษฐ์ วัชรสินธุ, ยอนุทิน ชาญวีรกูล

กกต.ยัน 14 ก.ย. ชี้ขาดมติเอกฉันท์ ส่งศาลฎีกา คดีฮั้ว สว. หรือไม่

29 สิงหาคม 2569 เวลา 15:20 น.

กกต.ยัน 14 ก.ย. ชี้ขาดมติเอกฉันท์ ส่งศาลฎีกา คดีฮั้ว สว. หรือไม่ หลังพิจารณาครบทุกสำนวนแล้ว “ณรงค์” ลั่นไร้แรงกดดันตลอด 3 เดือน ขอ ประชาชนมั่นใจ

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 นายณรงค์ รักร้อย กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงคดีฮั้ว สว. ที่ กกต. จะมีมติส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาหรือไม่ในวันที่ 14 ก.ย. โดยยืนยันว่าจะมีมติในวันที่ 14 กันยายนจริง โดยเราพิจารณาไปหมดแล้วเมื่อวาน พิจารณาทุกสํานวน ที่เป็นปัญหาของ สว. และทาง กกต. มีมติเป็นเอกฉันท์ เพราะตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่เราทำ เราพิจารณามาโดยตลอด อาจจะมีบางสัปดาห์ที่ไม่ได้ประชุม เนื่องมาจากว่ามีภารกิจอื่น ก็เรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้

เมื่อถามว่ามีอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า อาจจะมีข้อมูลเพิ่มเติมบางประเด็น ที่ต้องสอบถาม

เมื่อถามว่ามีกลุ่มภาคประชาสังคมหรือฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ออกมาเคลื่อนไหว จำเป็นต้องมอนิเตอร์ด้วยหรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า อ๋อ ไม่หรอกครับ เป็นเรื่องที่สามารถที่จะทำได้อยู่แล้ว เราก็ทำตามสํานวนของเรา พร้อมย้ำว่าต้องว่าไปตามข้อกฎหมาย ตามระเบียบแบบแผน มีข้อกฎหมายอยู่

เมื่อถามว่าตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ไม่ได้อยู่ภายใต้การกดดันอะไรใช่หรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า ไม่เคยมีอะไรกดดัน

“ขอให้มั่นใจครับ มั่นใจพวกเรา กกต. ทั้ง 7 คน ขอบคุณครับ” นายณรงค์ กล่าว

กกต, คดีฮั้ว สว., ศาลฎีกา, ฮั้ว สว.

อภิสิทธิ์ รับกังวลสภาพบ้านเมือง ระบบปัจจุบัน ตรวจสอบยาก เหน็บอดพิสูจน์อาหาร รร.พูลแมน

29 สิงหาคม 2569 เวลา 15:09 น.

’อภิสิทธิ์‘ ได้ทีเหน็บนึกว่าจะได้พิสูจน์ว่าอาหาร ‘โรงแรมพูลแมน’ อร่อยจริงตามที่ ’นายกฯ‘ บอกหรือไม่ รับกังวลสภาพบ้านเมือง-ระบบปัจจุบัน ตรวจสอบยากมาก กังขาใช้สิทธิเสรีภาพสมคบคิดล้มล้างการปกครองหรือไม่ ปลุก ’ฝ่ายค้าน‘ ใช้เครื่องมือ-สิทธิที่มีตามกม. ทำหน้าที่ให้เต็มที่ เชื่อไม่มีใครยอมปล่อยกับสิ่งไม่ถูกต้อง แซะ ’ศุภชัย‘ โร่ออกมาตอบ ไปกินอะไรมา ช่วยให้ท้องท่านเย็นหน่อยก็ดี

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการจัดเสวนาตามโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ในหัวข้อ “การเมืองไทย ในวิกฤตความเชื่อมั่น ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ“ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับเชิญมาร่วมเป็นวิทยากรเสวนา กล่าวตอนหนึ่งว่า ขอเริ่มต้นด้วยการต่อว่า ผู้นำฝ่ายค้านฯ ที่ให้ประธานวิปฝ่ายค้าน มาเชิญตน ที่ตนตอบรับ เพราะนึกว่าจะได้พิสูจน์ว่านายกรัฐมนตรีพูดความจริงหรือไม่ว่าอาหารที่โรงแรมพูลแมนอร่อยหรือเปล่า ตนเลยตอบรับ ในที่สุดตนไม่ได้พิสูจน์ แต่ว่าตกปากรับคำไปแล้วก็ต้องมา ทางนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตสส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้านฯ แนะนำให้ตนสั่งอาหารจากโรงแรมพูลแมนมา แต่ตนว่าอย่าเลยดีกว่า

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตนขอให้กำลังใจทุกคนที่เป็นฝ่ายค้าน ตนมักจะใช้คำหนึ่งว่า คือถ้าจะดูว่าประเทศไหนเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ มันไม่เกี่ยวกับรัฐบาล มันดูว่ามีฝ่ายค้านหรือไม่ เพราะถ้าไม่มีฝ่ายค้าน จะเป็นการรวบอำนาจ ที่ต้องให้ให้กำลังใจ เพราะว่าทุกวันนี้ในสังคมไทยเป็นสังคมที่น่ารัก ประนีประนอมต่อกัน สังคมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจหรือยอมรับการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน จะเห็นว่าเราจะได้ยินคำพูดว่าฝ่ายค้านทำไมค้านทุกเรื่อง ไม่อย่างนั้น ไม่อย่างนี้ ถ้าใครมาดูเราทำหน้าที่ในสภาฯ กฎหมายต่างๆพวกเราก็ลงคะแนนให้ไม่ได้คัดค้าน แต่เวลาฝ่ายค้านเห็นด้วยกับรัฐบาลมันเป็นข่าวหรือไม่ มันก็ไม่เป็น ดังนั้นเราต้องรู้บทบาทฝ่ายค้านเวลาที่มีความเห็นต่าง เพราะนั่นคือคุณค่าของการมีฝ่ายค้านให้เห็นว่าเกือบทุกเรื่องที่เป็นปัญหาของสังคมมันมี2ด้านเสมอ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีคนถามตนว่ามีความกังวลหรือไม่ ก็ต้องตอบว่ากังวลอย่างมากกับสภาพบ้านเมือง และระบบในปัจจุบัน สมัยหนึ่งเรากลัวเรื่องการรวบอำนาจในแง่เสียงข้างมากในสภาฯ ถ้าอยากทำอะไรทุกเรื่องเหมือนกับสภาฯดูไม่ค่อยมีความหมาย ความจริงระบบของเราแปลก เพราะในต่างประเทศรัฐบาลในระบบรัฐสภา เขามักจะมีการแบ่งประเด็น เรื่องที่คอขาดตาย กฎหมายงบประมาณ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เขาต้องขีดเส้นใต้สามเส้นว่า สส.รัฐบาลต้องเอาตามนั้น แต่อีกหลายๆเรื่องเขาจะบอกว่าถ้าเห็นต่างกับรัฐบาล หรือเห็นด้วยกับฝ่ายค้าน หรือแม้แต่ฝ่ายฝ่ายค้านเห็นด้วยกับรัฐบาล มันไม่ต้องลงคะแนนกันเป็นพรรค หรือบังคับเป็นมติอย่างที่ปรากฏในประเทศไทยเกือบทุกครั้งที่มีการลงมติ เราเอากลไกการตรวจสอบถ่วงดุลออกไปอยู่ข้างนอกสภาฯโดยใช้สิ่งที่เรียกว่าองค์กรอิสระ เพราะการตรวจสอบของนักการเมืองด้วยกันเองมันเข้มแข็งไม่พอ เราหวังว่าองค์กรอิสระจะเป็นกลางด้วยความให้ยึดโยงกับประชาชนทางใดทางหนึ่ง ก็ไปใช้บริการวุฒิสภาแต่ก็ประสบปัญหามาทุกยุคทุกสมัย เพราะเอาจริงวุฒิสภาก็ไม่ได้เป็นกลาง หรือเริ่มต้นอาจจะเป็นกลาง ทำไปทำมาก็ไม่เป็นกลาง แล้วก็ไปเริ่มสร้างเครือข่ายอำนาจ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้ที่น่ากลัวคือมันไปไกล จนเราเห็นปรากฏการณ์หลายอย่างปรากฏในกระบวนการยุติธรรม การตรวจสอบยากมาก มันเหมือนกับการใช้สิทธิเสรีภาพสมคบกันล้มล้างการปกครองหรือไม่ ตนจึงไม่ทราบว่าทำไมนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จึงต้องมาตอบตน ไปกินอะไรมาไม่ทราบ ช่วยให้ท้องท่านเย็นหน่อยก็ดี เพราะมันเป็นอย่างนี้ ตนจึงกังวลกับสภาพบ้านเมือง แต่ตนในฐานะฝ่ายค้าน ไม่กังวลในการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายค้าน ในอดีตที่ตนต่อสู้กับพรรคเพื่อไทย มีหลายสถานการณ์ที่ต้องบอกว่าใหญ่โตมากทั้งในสภาฯและหลายๆอย่าง แต่เราคงไม่รื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ แต่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เราพูดเสมอ คือเราต้องทำหน้าที่ เพราะฉะนั้นตนไม่อยากให้กังวลในการทำหน้าที่ เครื่องมือที่มีตามกฎหมาย สิทธิที่มีตามรัฐธรรมนูญ เราต้องใช้ ถึงที่สุดตนเชื่อว่ามันไม่มีใครยอมปล่อยให้บ้านเมืองอยู่บนความไม่ถูกต้อง

การเมืองไทย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

‘ธนพร’กาง 2 โพล ชี้’อนุทินหนังเหนียว’ 62%เชื่อรัฐบาลรอด แรงกดดันฝ่ายค้าน

29 สิงหาคม 2569 เวลา 15:04 น.

ธนพร-ศรียากูล

“ธนพร” อ่านตัวเลขนิด้าโพล-สวนดุสิตโพล ชี้สัญญาณ “อนุทินหนังเหนียว เคี้ยวยาก” 68% เชื่อรัฐบาลรับมือปัญหาได้ ขณะที่ 62% มองรัฐบาลยังรอด ด้านดุสิตโพล 54.30% ไม่เชื่อซักฟอกตรวจสอบรัฐบาลได้ผล มองฝ่ายค้านกดดันหนัก ต้องงัด “ของจริง-หลักฐานใหม่” พิสูจน์ตัวเอง หากโหมโรงหนักแต่สุดท้ายไม่มีอะไรใหม่ ระวังเสียเครดิต

รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง วิเคราะห์ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากทั้งนิด้าโพลและสวนดุสิตโพล โดยระบุว่า หากอ่านตัวเลขทั้งหมดอย่างครบถ้วน จะเห็นภาพที่ค่อนข้างชัดว่า แม้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะกำลังเผชิญหลายประเด็นทางการเมือง และฝ่ายค้านเตรียมนำไปใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่ารัฐบาลสามารถรับมือและประคองตัวผ่านสถานการณ์ไปได้

รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า นิด้าโพลได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล ทั้งกรณีทุจริตการสอบท้องถิ่น ประเด็นฮั้ว สว. และกรณีเขากระโดง ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองและสอดคล้องกับสิ่งที่ฝ่ายค้านเตรียมนำมาอภิปราย

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงความสามารถของรัฐบาลในการรับมือกับปัญหาเหล่านี้ มี 31.99% ที่มองว่ารัฐบาลไม่สามารถรับมือได้เลย แต่เมื่อรวมกลุ่มที่เห็นว่ารัฐบาลสามารถรับมือได้ทั้งหมด รับมือได้เป็นส่วนใหญ่ และรับมือได้บางประเด็น กลับมีสัดส่วนรวมประมาณ 68%

ขณะที่คำถามว่ารัฐบาลจะ “รอดหรือไม่รอด” จากปัญหาที่กำลังเผชิญ มี 37.86% เชื่อว่าไม่รอด แต่เมื่อรวมผู้ที่ตอบว่า รอดแบบสบายๆ รอดแต่บอบช้ำน้อย และรอดแต่บอบช้ำมาก จะมีสัดส่วนรวมประมาณ 62%

รศ.ดร.ธนพร ระบุว่า นี่คือเหตุผลที่เขาใช้คำว่า “อนุทินหนังเหนียว เคี้ยวยาก” เพราะไม่ได้เป็นการพูดจากความรู้สึกส่วนตัวหรือการเชียร์รัฐบาล แต่เป็นการอ่านจากตัวเลขของผลสำรวจ ซึ่งสะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่ารัฐบาลสามารถรับมือกับแรงกดดันและอยู่ต่อไปได้

“วันนี้เชื่อว่ารอดประมาณ 62% และเชื่อว่ารัฐบาลรับมือได้ประมาณ 68% ผมไม่ได้เอาความรู้สึกส่วนตัวมาตอบ แต่ตัวเลขโพลออกมาแบบนี้ เพราะฉะนั้นที่บอกว่านายกฯ อนุทินหนังเหนียว มันก็ดูจากตรงนี้” รศ.ดร.ธนพร กล่าว

สำหรับผลสำรวจของสวนดุสิตโพล รศ.ดร.ธนพร มองว่า ยิ่งสะท้อนโจทย์สำคัญที่ฝ่ายค้านต้องเผชิญ โดยเมื่อถามถึงเรื่องที่ประชาชนต้องการให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจมากที่สุด พบว่า ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องสูงถึง 80.58% ขณะที่ประเด็นฮั้ว สว. ซึ่งถูกผลักดันอย่างหนักทางการเมือง มีผู้ให้ความสนใจประมาณ 34.25%

ที่สำคัญ เมื่อถามว่าประชาชนเชื่อหรือไม่ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ มีถึง 54.30% ที่ตอบว่าไม่เชื่อ

ส่วนคำถามว่า หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว สถานการณ์การเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด มี 50.28% มองว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และอีก 28.49% มองว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

รศ.ดร.ธนพร จึงประเมินว่า เมื่ออ่านผลสำรวจทั้งสองสำนักประกอบกัน แรงกดดันก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจไม่ได้ตกอยู่กับรัฐบาลมากที่สุด แต่กำลังย้อนกลับไปอยู่ที่ฝ่ายค้าน เพราะฝ่ายค้านได้สร้างความคาดหวังต่อสังคมไว้สูงว่าจะมี “หมัดเด็ด” และข้อมูลสำคัญในการตรวจสอบรัฐบาล

ดังนั้น หากถึงวันอภิปรายแล้ว สิ่งที่นำเสนอเป็นเพียงข้อมูลเดิม ข้อกล่าวหาเดิม หรือไม่สามารถแสดงหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็อาจกลายเป็นปัญหาต่อความน่าเชื่อถือของฝ่ายค้านเอง

โดยเฉพาะประเด็นฮั้ว สว. รศ.ดร.ธนพร เห็นว่า หากฝ่ายค้านมีหลักฐานใหม่จริง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเงิน หลักฐานการสั่งการ หรือข้อมูลที่สามารถพิสูจน์ความเกี่ยวข้องของบุคคลสำคัญในรัฐบาล ก็ควรนำออกมาเปิดเผยให้สังคมตรวจสอบ เพราะประชาชนกำลังรอดูว่า “ของใหม่” ที่ฝ่ายค้านพูดถึงนั้นมีน้ำหนักเพียงใด

เช่นเดียวกับกรณีทุจริตการสอบท้องถิ่น ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ หากมีหลักฐานว่ามีบุคคลระดับสูงหรือฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ต้องนำหลักฐานออกมาแสดงอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงการตั้งข้อสงสัยหรือกล่าวหาทางการเมือง

รศ.ดร.ธนพร ย้ำว่า หน้าที่ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาลเป็นเรื่องสำคัญและควรได้รับการสนับสนุน แต่เมื่อฝ่ายค้านเป็นฝ่ายกล่าวหา ภาระสำคัญก็คือการนำข้อมูลและพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักมาแสดงต่อประชาชน

“ฝ่ายค้านยิ่งตีปี๊บมากเท่าไร ตัวเองก็ยิ่งกดดันมากขึ้น เพราะสังคมคาดหวังแล้วว่าคุณต้องมีของ ถ้าถึงวันอภิปรายแล้วไม่มีอะไรใหม่ ปัญหาจะกลายเป็นเรื่องเครดิตของฝ่ายค้านเอง”

รศ.ดร.ธนพร กล่าวทิ้งท้ายว่า ผลสำรวจทั้งนิด้าโพลและสวนดุสิตโพลในเวลานี้จึงสะท้อนภาพเดียวกันว่า ประชาชนยังไม่ได้คาดหวังว่าศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลครั้งใหญ่ และยังมีคนจำนวนมากเชื่อว่ารัฐบาลสามารถผ่านสถานการณ์ไปได้

“ที่ผมบอกว่า ‘หนูหนังเหนียว อนุทินหนังเหนียว เคี้ยวยาก’ ไม่ใช่เพราะผมเชื่อว่าหนังเหนียว แต่ตัวเลขโพลมันชัดเจน วันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่ารัฐบาลรับมือได้และยังรอด เพราะฉะนั้นแรงกดดันจริงๆ จึงอยู่ที่ฝ่ายค้านว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อว่า ข้อมูลและหลักฐานที่มีอยู่ในมือนั้นหนักพอ”

ธนพร ศรียากูล, อนุทินชาญวีรกูล

ปธ.วุฒิสภา แถลงโต้ ฮุน เซน ซัด กัมพูชา บิดเบือนข้อเท็จจริง-เล่นบทเหยื่อ

29 สิงหาคม 2569 เวลา 14:54 น.

“มงคล”ออกถ้อยแถลงโต้ข้อกล่าวหา “ฮุน เซน” ซัด “กัมพูชา”บิดเบือนข้อเท็จจริง-เล่นบทเหยื่อ ย้ำ “ไทย”ยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง จี้ร่วมมือแก้ปัญหาด้วยความจริงใจ

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้ออกถ้อยแถลงทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ปฏิเสธข้อกล่าวหาของนายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ได้กล่าวพาดพิงประเทศไทยในระหว่างการประชุมสภาผู้นำระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2 (ISC-2) ณ กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 27-28 สิงหาคม 2569 ระบุว่า ในนามของประธานวุฒิสภา ขอชี้แจงว่า วุฒิสภาได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา โดยได้มีรายงานผลการศึกษาและได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา นำเสนอต่อรัฐบาลเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 พร้อมทั้งได้แต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกิจการต่างประเทศของวุฒิสภา เพื่อทำหน้าที่ติดตามประเด็นสถานการณ์ไทย – กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง

ประธานวุฒิสภาขอกล่าวถ้อยแถลงเพื่อปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อข้อกล่าวหาที่ไร้ซึ่งมูลความจริงโดยประธานวุฒิสภากัมพูชาที่ได้กล่าวถ้อยแถลง เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ในการประชุมผู้นำรัฐสภาระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2 (ISC-2) ณ กรุงพนมเปญ นับเป็นความย้อนแย้งอย่างยิ่งที่ประเทศซึ่งเป็นผู้เปิดฉากโจมตีผู้อื่นก่อน กลับมาเรียกร้องเรื่องการเคารพอธิปไตยเหนือดินแดนและการระงับข้อพิพาทอย่างสันติ ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่สิ่งที่ประเทศไทยพึงประสงค์ ในข้อเท็จจริงนั้น ไทยได้ใช้สิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเอง และยังคงยึดมั่นอย่างเคร่งครัดต่อแถลงการณ์ร่วมของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย – กัมพูชา (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3/2568

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งนำไปสู่การหยุดยิงที่ยังคงมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน กัมพูชาได้ใช้เวทีระหว่างประเทศอีกครั้งเพื่อเผยแพร่ข้อกล่าวหาที่ไม่อยู่บนพื้นฐานของความจริงและข้อมูลอันเป็นเท็จ รวมถึงใช้กลยุทธ์ในการนำเสนอตนเองในฐานะเหยื่อ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ เป็นการบั่นทอนการสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นระหว่างกัน และไม่ส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธีระหว่างสองประเทศ ตามที่ได้ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมที่ทั้งสองฝ่ายได้ให้คำมั่นสัญญา

ในส่วนของประเทศไทยนั้น ได้ปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมนี้อย่างเคร่งครัด ซึ่งระบุให้ทั้งสองฝ่ายคงการจัดวางกำลังทหารไว้ ณ ตำแหน่งปัจจุบันโดยไม่มีการเคลื่อนกำลังเพิ่มเติม ในระหว่างที่รอกระบวนการปักปันเขตแดน อีกทั้ง เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายละเว้นการกระทำที่เป็นการยั่วยุ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ และใช้ความอดทนอดกลั้นเพื่อลดความตึงเครียดประเทศไทยยังคงยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันให้สอดคล้องกับข้อตกลงที่มีอยู่และกฎหมายระหว่างประเทศ ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ
ไม่ควรถูกยกระดับให้เป็นเรื่องระหว่างประเทศ หรือถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง และไม่ควรบิดเบือนข้อเท็จจริง การเปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์ระหว่างไทย – กัมพูชาไปสู่บริบทใหม่ จำเป็นต้องอาศัยความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความอดทนอดกลั้น และความจริงใจจากทั้งสองฝ่าย ประเทศไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชาทำงานร่วมกับไทยด้วยความจริงใจ รวมถึงการจัดการกับความท้าทายร่วมกัน เช่น ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และการเก็บกู้วัตถุระเบิด เพื่อส่งเสริมบรรยากาศและขับเคลื่อนความสัมพันธ์ให้รุดหน้าต่อไป

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมดังกล่าว ประธานวุฒิสภากัมพูชาได้กล่าวหาประเทศไทยว่าเป็นฝ่ายยิงใส่กัมพูชา รวมถึงทำให้คนกัมพูชาจำนวนมากต้องพลัดถิ่น

กัมพูชา, มงคล สุระสัจจะ, ฮุน เซน

ก.ตร.เคาะโผนายพลสีกากี ฉลุยตั้ง 163 นายพล เช็กชื่อ ผบช.-ผู้การใหม่ ได้ที่นี่

29 สิงหาคม 2569 เวลา 14:44 น.

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 8/2569 โดยมีวาระคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.)และจเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ลงมาถึง ผู้บังคับการ (ผบก.) วาระประจำปี 2569

มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร. หรือ บอร์ดกลั่นกรอง นัดประชุมคณะกรรมการฯ ที่มี รอง ผบ.ตร. และผู้แทนสำนักงาน ก.พ. กำหนดประชุมเพื่อพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งระดับ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง จตช. ลงมาถึงระดับ ผบก. วาระประจำปี 2569 โดยใช้เวลาในการประชุมยาวนานกว่า 19 ชั่วโมง ซึ่งจะนำรายชื่อที่ผ่านการพิจารณาเข้าที่ประชุมก.ตร.เพื่อลงมติเห็นชอบขั้นสุดท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเริ่มการประชุมนายอนุทิน ได้แจ้งว่า วันนี้เจ็บคออาการไม่ดี ไม่สบาย พร้อมกับจับที่บริเวณลำคอ

ขณะที่เวลาประมาณ 17.00 น.หลังผ่านไปเกือบ 3 ชม. นายอนุทิน ได้เรียก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ หารือคาดว่าเกี่ยวกับข้อมูลการแต่งตั้งโยกย้ายในบางตำแหน่ง

ต่อมาเวลา 17.57 น. นายอนุทิน ได้เดินทางกลับโดยมอบหมายให้พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ทำหน้าที่ประธานการประชุมต่อ โดยนายอนุทิน กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า การแต่งตั้งเรียบร้อยดี เป็นไปตามหลักเกณฑ์

มีรายงานว่าภายหลังนายกฯ เดินทางกลับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้เรียกประชุมคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร. หรือ บอร์ดกลั่นกรอง ที่ห้องประชุม 2 เพื่อพิจารณาในระดับผบช.ในบางตำแหน่งที่ยังไม่ลงตัว
ต่อมาเวลา 21.00 น.นายอนุทิน ได้เดินทางกลับเข้ามาร่วมประชุมอีกครั้ง โดยการประชุมแล้วเสร็จในเวลา 23.00 น. รวมระยะเวลาการประชุมยาวนานเกือบ 9 ชั่วโมง

มีรายงานว่าในส่วนของตำแหน่งผู้บังคับการมีผู้ที่ครองตำแหน่ง 4 ปี ได้รับพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง 5-6 ราย คิดเป็น 5 เปอร์เซ็นต์ของตำแหน่งว่าง

สำหรับปีนี้มีตำแหน่งว่าง 163 ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.ว่าง 3 ตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ว่าง 6 ตำแหน่ง ผบช.ว่าง 19 ตำแหน่ง รอง ผบช.ว่าง 41 ตำแหน่ง ผบก.ว่าง 94 ตำแหน่ง

ระดับรอง ผบ.ตร.ว่าง 3 ตำแหน่ง พิจารณาแต่งตั้งเรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่ พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผู้ช่วยผบ.ตร. พล.ต.ท.กฤษฎา สุรเชษฐพงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และพล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รองจตช. เลื่อนเป็นจตช. โดยโยกพล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จตช. เป็น รอง ผบ.ตร.

ระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. ว่าง 6 ตำแหน่ง พิจารณาแต่งตั้งเรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่ พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.4 พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พล.ต.ท.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผบช.สตส. เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 และพล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นรอง จตช. โดยโยกพล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.

ระดับ ผบช. ตำแหน่งหลักอยู่ที่เดิม ได้แก่ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. นรต.รุ่น 46 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.นรต.รุ่น 47 พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด. นรต.รุ่น 48 พล.ต.ท.ยศวินท์ หรรษมนตร์ ผบช.ส. นรต.รุ่น 45 พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9

สำหรับตำแหน่งที่น่าสนใจ อาทิ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 46 มือทำงาน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร. โยกเป็น ผบช.สตม. พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ประจำสนง.ผบ.ตร.นรต.รุ่น 41 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ โยกเป็น ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. นรต.46 มือทำงาน ศอปส. ทีมปราบสแกรมเมอร์ คนสนิท พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เลื่อนเป็น ผบช.ภ.2 พล.ต.ท.อาทิชา เปาอินทร์ ผบช.สพฐ.ตร. นรต.รุ่น 44 โยกเป็น ผบช.ภ.3 พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รองผบช.ภ.4 นรต.รุ่น 48 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม. นรต.46 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.วรวัฒน์ มะลิ รองผบช.ภ.6 นรต.รุ่น 44 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.6 พล.ต.ท.ศิรัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ จตร.(สบ 8) โยกเป็น ผบช.ภ.7 พล.ต.ท.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบช.สยศ.ตร. นรต.รุ่น 45 โยกเป็น ผบช.ภ.8

พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 52 โยกเป็น ผบช.ปส. พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผบช.ทท. นรต.รุ่น 42 อดีตนายเวร พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผบ.ตร. เลื่อนเป็น ผบช.ทท. พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รองผบช.สอท. นรต.46 มือปราบอาชญากรรมไซเบอร์ เลื่อนขึ้นเป็น ผบช.สอท. พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 48 มือทำงานปราบ นอมินีต่างด้าว ของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ผบ.ตร. ที่ได้รับเยียวยาจาก ก.พ.ค.ตร. เป็น ผบช.สกบ. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รองผบช.สอท. นรต.รุ่น 45 ได้รับการเยียวยาจาก ก.พ.ค.ตร. เลื่อนขึ้น เป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.นรต.รุ่น 48 เลื่อนขึ้นเป็น ผบช.สทส. พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รองผบช.ปส. นรต.รุ่น 50 เลื่อนขึ้นเป็น ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.วีระพัฒน์ ศิวะแพทย์ รองผบช.สยศ.ตร. ขึ้น ผบช.สยศ.ตร. พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผบช.ภ.3 นรต.รุ่น 42 โยกเป็น หัวหน้าจเรตำรวจ (สบ 8) พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7 เลื่อนเป็น ผบช.กมค. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. นรต.45 เลื่อนเป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.

ระดับรอง ผบช. อาทิ พล.ต.ต.ปิยะอนันต์ โตสกุลวงศ์ รองผบช.สทส. เป็นรอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5 เลื่อนเป็น รอง ผบช.น. พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.2 เลื่อนเป็น รอง ผบช.น. พล.ต.ต.สินเลิศ สุขุม ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต เลื่อนเป็น รอง ผบช.ตชด. พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม. เป็น รอง ผบช.สทส. พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 เลื่อนเป็นรองผบช.สอท. พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ปคม. เลื่อนเป็น รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี เลื่อนเป็น รอง ผบช.ภ.2

พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล. โยกเป็น ผบก.รน. พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. โยกเป็น ผบก.สอท.1 พล.ต.ต.สุรพงษ์ ไทยประเสริฐ ผบก.อก.บช.สอท. โยกเป็น ผบก.ทท.1 พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา จากตำเเหน่งเดิม ผบก.ตอท. โยกเป็น ผบก.สอท.5

พล.ต.ต.สุรชัย สุขใส ผบก.ฝรก. โยกเป็น ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต พล.ต.ต.เพลิน กลิ่นพยอม เลขานุการ ตร. อดีตนายเวรพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข อดีต ผบ.ตร. โยกเป็นผบก.อก.บช.ส. พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผบก.สอท.3 โยกเป็น ผบก.ภ จว.ฉะเชิงเทรา พล.ต.ต.ประสงค์ อานมณี ผบก.น.3 โยกเป็น ผบก.สปพ. 191 พล.ต.ต.ทนงศิลป์ มณีโชติ ผบก.กยศ. โยกเป็น ผบก.น.2 พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7 โยกเป็น ผบก.น.6 พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5 โยกเป็น ผบก.สส.สตม. พล.ต.ต.ชูตระกูล ยศมาดี ผบก.ศยก. โยกเป็น ผบก.ภ.จว.นครนายก พล.ต.ต.พงศกร รัศมีโรจน์สกุล ผบก.ประจำ สง.ผบ.ตร. โยกเป็น ผบก.สส.บช.ภ.5

พ.ต.อ.กรกฎ โปชยะวณิช รอง ผบก.สปพ. นรต.รุ่น 52 นายเวร พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร.ขึ้น เป็น เลขานุการ ตร. พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น รอง ผบก.ปพ. คนสนิทพล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. เลื่อนเป็น ผบก.ทล. พ.ต.อ.จักษ์ ยังให้ผล ผบก.ศพข.บช.ส. เลื่อนเป็นผบก.ส.3 พ.ต.อ.สุธี พรมมาลี รองผบก.น.9 เลื่อนเป็น ผบก.น.3 พ.ต.อ.นิติวัฒน์ แสนสิ่ง รองผบก.น.6 เลื่อนเป็น ผบก.น.5 พ.ต.อ.เทพปทาน นิพิวรรณ์ รองผบก.อคฝ. เลื่อนเป็น ผบก.น.7

พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ มีสวัสดิ์ รองผบก.น.2 เลื่อนเป็น ผบก.น.8 พ.ต.อ.เดโช โสสุวรรณากุล รอง ผบก.ตม.5 เลื่อนเป็นผบก.ตม.5 พ.ต.อ.เศรษฐนัณข์ ปิยะสมบูรณ์ รอง ผบก.ปคม. เลื่อนเป็น ผบก.สอท.3

พ.ต.อ.ทำนุรัฐ คงมั่น รองผบก.สอท.1 เลื่อนเป็น ผบก.อก.สอท. พ.ต.อ.พัฒน์เชษฐ์ อุ่นอนันต์ รองผบก ฯ ช่วยราชการ รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี เลื่อนเป็น ผบก.ประจำ บช.ก. พ.ต.อ.ไพฑูรย์ พิทักษ์ธรรม รองผบก.ภ.จว.ชลบุรี เลื่อนเป็นผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรี

พ.ต.อ.ธราเทพ ตูพานิช รองผบก.ภ.จว.จันทบุรี เลื่อนเป็นผบก.ภ.จว.จันทบุรี พ.ต.อ.เธียรธรรม์ กัลยาวัฒนาเจริญ รอง ผบก.อก.ภ.5 เลื่อนเป็น ผบก.ภ.จว.ลำพูน พ.ต.อ.ภพธร จิตต์หมั่น รอง ผบก.น.5 เลื่อนเป็น ผบก.สส.บช.ภ.3 พ.ต.อ.รณภพ พัฒนา รอง ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี เลื่อนเป็น ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รองผบก.ตม.6 เลื่อนเป็น ผบก.สส.บช.ภ.1พ.ต.อ.พรรณศักดิ์ วรวิบูลย์สวัสดิ์ รอง ผบก.สอท. เลื่อนเป็น ผบก.สท.

นายพลสีกากี, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, อนุทิน ชาญวีรกูล, โผตำรวจ

ผอ.JIC จับไต๋ ฮุนเซน เสนอตั้ง ‘คณะผู้สังเกตการณ์รัฐสภา’ ไกล่เกลี่ย หวังใช้พิพากษาเขตแดน

29 สิงหาคม 2569 เวลา 14:25 น.

S__51601634_0

ผอ.JIC จับไต๋ ฮุนเซน เสนอตั้ง “คณะผู้สังเกตการณ์รัฐสภา”ไกล่เกลี่ย หวังใช้พิพากษาเขตแดน ถามกลไกที่อยู่ใช้เต็มที่ยัง หาก 2 ประเทศ จริงจังข้อตกลงหยุดยิง ก็ไม่ใช่แค่กระดาษ

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ. ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) ระบุถึงกรณีถ้อยแถลงของ ฮุน เซน เสนอคณะผู้สังเกตการณ์รัฐสภาหยุดยิง เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ชายแดนขยายตัวว่า ประเทศไทยสนับสนุนทุกความพยายามที่นำไปสู่สันติภาพ ซึ่งคำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะตั้งคณะใหม่กี่คณะ แต่กลไกที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้แล้ว ใช้ให้เต็มประสิทธิภาพหรือยัง

เรามีช่องทางทวิภาคี มีกลไกด้านชายแดน และมีกลไกผู้สังเกตการณ์ที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือทุกฝ่ายต้องเคารพข้อตกลงเดียวกัน ใช้ข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน และไม่พยายามให้กลไกสังเกตการณ์กลายเป็นเครื่องมือตัดสินข้อพิพาทเรื่องอธิปไตย ผู้สังเกตการณ์มีหน้าที่สังเกตการณ์ ไม่ใช่ผู้พิพากษาเขตแดน

เมื่อถามว่า ฮุน เซน บอกว่า “ข้อตกลงหยุดยิงอาจเป็นเพียงกระดาษหนึ่งแผ่น ที่ไม่สามารถรับประกันสันติภาพยั่งยืน เห็นอย่างไร พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ตนเห็นต่างในหลักการ ข้อตกลงหยุดยิงจะเป็นเพียงกระดาษ ก็ต่อเมื่อฝ่ายที่ลงนามไม่ปฏิบัติตาม แต่ถ้าทุกฝ่ายเคารพสิ่งที่ตกลงร่วมกัน กระดาษแผ่นนั้นคือคำมั่นระหว่างรัฐ และเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดในการรักษาชีวิตประชาชนและกำลังพลของทั้งสองประเทศ

ดังนั้น แทนที่จะลดคุณค่าของข้อตกลง เราควรถามว่า เราทำตามสิ่งที่ลงนามไว้ครบถ้วนหรือยังสันติภาพไม่ได้เกิดจากการตั้งกลไกใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรักษาคำพูดและสร้างความไว้วางใจผ่านการปฏิบัติ

ส่วนกรณีที่ ฮุน เซน ระบุถึง Salami Slicing หรือ การรุกคืบยึดพื้นที่ทีละเล็กทีละน้อย เหมือนกำลังพาดพิงประเทศไทย พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ถ้าจะใช้ศัพท์ทางยุทธศาสตร์ เราก็ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะคำศัพท์ไม่ได้เป็นหลักฐาน สิ่งที่ต้องตอบให้ได้คือ พื้นที่ใด พิกัดใด อ้างอิงเอกสารอะไร และผ่านกลไกที่สองประเทศยอมรับร่วมกันหรือยัง

การประกาศฝ่ายเดียวว่าพื้นที่หนึ่งเป็นของตน แล้วนำการปฏิบัติของอีกฝ่ายไปนิยามว่าเป็น Salami Slicing ไม่ได้ทำให้ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนได้รับการตัดสิน เรื่องเขตแดนต้องคุยกันด้วยแผนที่ เอกสาร หลักฐาน และกลไกที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ตัดสินกันบนเวทีสื่อ

เมื่อถามถึงประเด็นที่แรงที่สุดคือ ฮุน เซน ระบุว่า การใช้อาชญากรรมข้ามชาติ เช่น “หลอกลวงออนไลน์” เป็นข้ออ้างยึดครองดินแดนประเทศอื่น ถือเป็นสงครามยุคใหม่ พล.อ.อ.ประภาสกล่าวว่า คิดว่าเราต้องแยกสองเรื่องออกจากกันให้ชัด

1. ปัญหาเขตแดน ต้องแก้ด้วยกลไกเขตแดน
2. อาชญากรรมออนไลน์และสแกมเมอร์ ต้องแก้ด้วยการบังคับใช้กฎหมายและความร่วมมือระหว่างประเทศ

ประเทศไทยไม่ได้ใช้คำว่า “สแกมเมอร์” เป็นเครื่องมือกำหนดเส้นเขตแดน แต่ในทางกลับกัน การมีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนก็ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบหรือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ถ้ามีข้อกล่าวหาเรื่องศูนย์หลอกลวงออนไลน์ คำตอบที่ดีที่สุดไม่ใช่การกล่าวหาประเทศอื่น แต่คือ เปิดเผยข้อเท็จจริง ตรวจสอบอย่างโปร่งใส และร่วมกันปราบปราม เพราะเหยื่อของสแกมเมอร์ไม่ได้มีเฉพาะคนไทยหรือคนกัมพูชา แต่มีประชาชนจากหลายประเทศ

เมื่อถามว่า ฮุน เซน บอกว่าสงครามยุคใหม่รวมถึงสงครามบั่นทอนชื่อเสียง และการทำสงครามข้อมูล ไทยกำลังทำ Information Warfare ต่อกัมพูชาหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การนำเสนอข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่สงครามข้อมูล ถ้าฝ่ายใดเห็นว่าข้อมูลของไทยไม่ถูกต้อง สามารถนำหลักฐานมาโต้แย้งได้ และประเทศไทยพร้อมให้ข้อเท็จจริง

สิ่งที่อันตรายกว่าคือการกล่าวข้อกล่าวหาเดิมซ้ำ ๆ จนสาธารณชนเข้าใจว่าเป็นข้อเท็จจริง ทั้งที่ประเด็นนั้นยังอยู่ในกระบวนการหารือระหว่างสองประเทศ ข้อกล่าวหาที่ถูกพูดหนึ่งร้อยครั้ง ก็ยังเป็นข้อกล่าวหา จนกว่าจะพิสูจน์ด้วยหลักฐาน

เมื่อถามว่า ไทยเห็นด้วยกับข้อเสนอเครือข่ายผู้ไกล่เกลี่ยรัฐสภาระหว่างประเทศหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ทุกข้อเสนอเพื่อสันติภาพสามารถรับฟังได้ แต่การเพิ่มผู้เล่นไม่จำเป็นต้องหมายความว่าปัญหาจะง่ายขึ้นก่อนจะถามว่าใครควรเข้ามาไกล่เกลี่ย เราควรถามก่อนว่า กลไกที่ไทยและกัมพูชามีอยู่แล้ว ได้รับโอกาสให้ทำงานเต็มที่หรือยังถ้าเราต้องการสันติภาพจริง สิ่งที่ทำได้ทันทีคือ ลดถ้อยคำกล่าวหา ลดการตัดสินผ่านสื่อ รักษาข้อตกลง และนำประเด็นที่เห็นต่างกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา

พล.อ.อ.ประภาส ย้ำว่า ผู้สังเกตการณ์ไม่ใช่ผู้พิพากษา ข้อกล่าวหาไม่ใช่คำตัดสินเขตแดน และสแกมเมอร์ไม่ใช่หลักเขตแดน เรื่องเขตแดนให้กลไกเขตแดนทำงาน เรื่องอาชญากรรมให้กฎหมายทำงาน ส่วนหน้าที่ของเราทั้งสองประเทศ คือทำให้สันติภาพทำงาน

“ถ้าเห็นว่าข้อตกลงหยุดยิงเป็นเพียงกระดาษ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่ฉีกคุณค่าของกระดาษแผ่นนั้น แต่คือทำให้ทุกคำที่ลงนามไว้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เพราะสันติภาพพิสูจน์กันด้วยการปฏิบัติ ไม่ใช่ด้วยจำนวนเวทีที่เราพูดถึงสันติภาพ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ชายแดนไทยกัมพูชา, ผอ.JIC

คลองถมเซ็นเตอร์เสียหาย 100% ชัชชาติ ชี้ ต้องรื้อโครงสร้างทิ้ง สั่งเฝ้าระวังค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงกว่า 630 มคก.

29 สิงหาคม 2569 เวลา 14:17 น.

ชัช

29 ส.ค. 69 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์เหตุเพลิงไหม้คลองถมเซ็นเตอร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย พร้อมตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยกล่าวว่า ขณะนี้สามารถควบคุมเพลิงได้เกือบทั้งหมดแล้ว แต่ยังมีไฟคุกรุ่นและจุดความร้อนบางส่วนอยู่ภายในอาคาร ซึ่งอยู่ระหว่างการใช้รถแบ็กโฮเปิดทาง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงและดับไฟบริเวณด้านในได้ โดยต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากโครงสร้างอาคารได้รับความเสียหายอย่างหนัก

“ความเสียหายขณะนี้ 100 เปอร์เซ็นต์ เต็มพื้นที่ 4 ไร่ คลองถมเซ็นเตอร์ก็คงไม่มีแล้ว ก็ต้องรื้อเพราะโครงสร้างสภาพเสียหายค่อนข้างเยอะ ทีมโดรนของกทม. ได้ขึ้นสำรวจบริเวณรอบพื้นที่ บันทึกเหตุการณ์ และช่วยประเมินสถานการณ์ได้ ซึ่งจากภาพพบว่า ตัวอาคารยุบตัวทั้งหมดจากด้านใน ห้องแถวด้านข้างประมาณ 8-9 ห้อง มีไฟไหม้อยู่ 2 ห้อง โดยรถแบล็คโฮเข้าไปเจาะทาง เพื่อจะเข้าไปดับไฟในบริเวณด้านในแล้ว” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

สำหรับข้อกังวลเรื่องควันและสารพิษ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า จากการตรวจวัดเบื้องต้น ขณะนี้ยังไม่พบค่าก๊าซหรือสารพิษที่อยู่ในระดับน่าเป็นห่วง โดยตรวจวัดสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOC) ได้ประมาณ 0.4 ppm และบริเวณที่ตรวจวัดยังอยู่ในระดับปกติ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีควันและฝุ่นจากเหตุเพลิงไหม้ จึงต้องติดตามคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในขณะนี้คือ ฝุ่นละออง โดยเฉพาะ PM2.5 ซึ่งบริเวณจุดเกิดเหตุตรวจวัดได้ประมาณ 630 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่เกิดเหตุหากไม่มีความจำเป็น และหากอยู่ในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มควัน ควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น โดยเฉพาะ หน้ากาก N95 ขณะที่กลุ่มเปราะบางควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ทั้งนี้ ทิศทางลมมีแนวโน้มพัดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ กทม. จึงอยู่ระหว่างติดตามทิศทางลมและตรวจวัดคุณภาพอากาศเพิ่มเติมในพื้นที่ตามแนวลม เพื่อประเมินผลกระทบและแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ว่าฯ ชัชชาติ ย้ำว่า “แม้ขณะนี้ยังไม่พบค่าก๊าซหรือสารพิษที่น่าเป็นห่วง แต่ประชาชนควรติดตามสถานการณ์และปฏิบัติตามคำแนะนำของ กทม. โดยเฉพาะการป้องกันฝุ่นและหลีกเลี่ยงพื้นที่เกิดเหตุ”

นอกจากนี้ กทม. ได้นำ โดรนพร้อมกล้องอินฟราเรด เข้ามาช่วยตรวจสอบจุดความร้อนและสภาพพื้นที่จากมุมสูง เพื่อสนับสนุนการวางแผนเข้าปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมจัดทำแผนที่แสดงจุดเสี่ยง จุดความร้อน และทิศทางลม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่และทุกภาคส่วนที่ร่วมปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่า กทม. จะติดตามทั้งสถานการณ์เพลิงไหม้และคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชน และรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

PM2.5, คลองถม, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, ฝุ่น, ไฟไหม้

เนปาลแจง ต้องการความช่วยเหลือด้านเทคนิค-ตรวจ DNA ไม่ใช่ทีมค้นหากู้ภัย

เนปาลแจง ต้องการความช่วยเหลือด้านเทคนิค-ตรวจ DNA ไม่ใช่ทีมค้นหากู้ภัย

29 ส.ค. 2569 12:22 น.

เนปาลแจง ต้องการความช่วยเหลือด้านเทคนิค-ตรวจ DNA ไม่ใช่ทีมค้นหากู้ภัย

เนปาลระบุต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศในด้านเทคนิคและวิชาชีพเฉพาะทางที่ประเทศยังขาดความเชี่ยวชาญ แต่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ทีมค้นหาและกู้ภัยจากภายนอก

นายชิเชียร์ ขานาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเนปาล ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อค่ำวันศุกร์ (28 ส.ค.) ว่า เนปาลต้องการความช่วยเหลือจากต่างชาติในภารกิจเฉพาะทาง เช่น การกู้ภัยผู้ติดค้างภายในอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำ, การฟื้นฟูระบบขนส่งและการสื่อสารในจุดที่สะพานถูกทำลาย, การพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลและการตรวจ DNA ของผู้เสียชีวิต, เทคโนโลยีการรักษาสภาพศพเพื่อเก็บรักษาได้ยาวนานขึ้น

“เราได้ยื่นขอความช่วยเหลือเฉพาะทางและสนับสนุนด้านเทคนิคในส่วนที่เรายังขาดความเชี่ยวชาญและเครื่องมือแล้ว” นายขานาลกล่าว พร้อมระบุเสริมว่าได้ร้องขอสะพานเบลีย์ (Bailey bridges) จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดียและจีน เพื่อเร่งเปิดเส้นทางคมนาคมหลังสะพานในพื้นที่ประสบภัยถูกทำลายไปราว 24 แห่ง

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการต่างประเทศเนปาลได้ปฏิเสธความช่วยเหลือด้านการกู้ภัยจากต่างชาติ โดยระบุว่าบุคลากรภายในประเทศยังคงรับมือได้ ซึ่งนายขานาลอธิบายเพิ่มเติมว่า ทีมกู้ภัยของเนปาลกำลังดำเนินการในส่วนภารกิจค้นหาทั่วไปอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องรับทีมซ้ำซ้อนจากภายนอก

โรงพยาบาลรับศึกหนัก ศพแน่นจนขาดแคลนตู้แช่

เจ้าหน้าที่กู้ภัยเนปาลเปิดเผยว่า มวลน้ำได้พัดร่างผู้เสียชีวิตลอยไปไกลถึงเขตจิตวัน และนวาลปราซี ซึ่งเป็นพื้นที่ราบห่างจากจุดเกิดเหตุราว 100 กิโลเมตร โดยคาดว่าจะพบร่างผู้เสียชีวิตในพื้นที่เหล่านี้เพิ่มขึ้นอีก ซึ่งขณะนี้โรงพยาบาลในพื้นที่กำลังแบกรับภาระหนัก และประสบปัญหาขาดแคลนตู้แช่สำหรับเก็บรักษาศพ 

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ระบุว่าน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างแก่โรงเรียน โรงพยาบาล โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ซึ่งเนปาลจะต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากนานาชาติในการบูรณะและฟื้นฟูประเทศในระยะต่อไป

นายขานาลยังกล่าวปิดท้ายว่า มีรายงานผู้ติดค้างอยู่ภายในอุโมงค์ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เนื่องจากเนปาลยังใหม่กับเทคโนโลยีอุโมงค์ จึงจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนอุปกรณ์และความรู้เทคนิคเฉพาะทางในการกู้ภัยในอุโมงค์เป็นการด่วน.

ที่มา : channelnewsasia