โซจึ้ง!‘ลูกน้ำ พาเมล่า’เปิดรอยยิ้มทอร์นาโด สวยแซ่บไม่ต้องพึ่งเหมยตู

โซจึ้ง!‘ลูกน้ำ พาเมล่า’เปิดรอยยิ้มทอร์นาโด สวยแซ่บไม่ต้องพึ่งเหมยตู

โซจึ้ง!‘ลูกน้ำ พาเมล่า’เปิดรอยยิ้มทอร์นาโด สวยแซ่บไม่ต้องพึ่งเหมยตู

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.12 น.

ปัจจุบันยืนหนึ่งบทแม่ แต่ชีวิตจริงไม่สะดวกแก่ ตำนานนักร้องสะโพกทอร์นาโด “ลูกน้ำ พาเมล่า เบาว์เด้นท์” เป็นนักแสดงตัวแม่อีกหนึ่งคน ที่ดูแลตัวเองดีมาก เพิ่งขึ้นเครื่องยกหน้าใหม่ไม่ทันไร ล่าสุดซุ่มเงียบโมฯต่อไม่รอแล้วนะ ขึ้นเขียงทำวีเนียร์ชุดใหญ่ไฟกะพริบ ที่คลินิกทันตกรรมชื่อดัง Cosdent พร้อมฮือฮาด้วยการปล่อยภาพเด็ดหลังพลิกโฉมกระชากวัย โชว์รอยยิ้มทอร์นาโด สวยหวานเหมือนสาวเจนZ เปลี่ยนวัย53ปีรุ่นมนุษย์แม่ โกงอายุมาเหมือนสาวแรกรุ่น เพิ่มดีกรีความแซ่บสมชื่อ “ลูกน้ำ” โพสต์ท่าจึ้งๆกรรมการอึ้ง กับคลื่นน้ำ ให้คะแนนสวยสิบกระโหลก

งานนี้เจ้าตัวแอบกระซิบให้ฟังว่าเบื้องหลังความสวย ใช้เวลาการปั้นมาเกือบครึ่งปี ทั้งผ่านการจัดฟันใส และดูแลสุขภาพช่องปาก จนมาถึงขั้นตอนทำวีเนียร์ จนพร้อมเผยรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ซุ่มเงียบปิดมานาน สนนราคาการทำครั้งนี้เกือบครึ่งล้าน บอกเลยว่าตัวแม่ตัวมัม สวยและรวยมากของแทร่

มงคลสูงสุดชีวิต!’ฟลุค-นาตาลี’พาลูกสาว ‘น้องนาลียา’เข้าพิธีโกนผมไฟรับเมตตาจากสมเด็จพระมหาธีราจารย์

มงคลสูงสุดชีวิต!'ฟลุค-นาตาลี'พาลูกสาว 'น้องนาลียา'เข้าพิธีโกนผมไฟรับเมตตาจากสมเด็จพระมหาธีราจารย์

มงคลสูงสุดชีวิต!’ฟลุค-นาตาลี’พาลูกสาว ‘น้องนาลียา’เข้าพิธีโกนผมไฟรับเมตตาจากสมเด็จพระมหาธีราจารย์

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.42 น.

ถือเป็นฤกษ์งามยามดีของครอบครัวคนบันเทิง เมื่อคุณพ่อลูกสองสุดหล่อ “ฟลุค-เกริกพล มัสยวาณิช” และคุณแม่คนสวย “นาตาลี เจียรวนนท์” พาครอบครัวพร้อมหน้าเข้ากราบนมัสการ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพลวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่สมาชิกใหม่

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ท่านได้เมตตาประกอบพิธี “โกนผมไฟ” ให้กับ “น้องนาลียา” ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรักและความศรัทธา ซึ่งทางครอบครัวมัสยวาณิชต่างซาบซึ้งในความเมตตาครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง ถือเป็นการเริ่มต้นก้าวแรกของชีวิตหนูน้อยนาลียาด้วยบุญบารมีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองอย่างแท้จริง

‘ลูกหมี’เฮชนะคดีฝากถึง ‘ปู-มัณฑนา’หากยอมจ่าย 1.5 ล้านจะยกฟ้องทั้ง5 คดี

‘ลูกหมี’เฮชนะคดีฝากถึง ‘ปู-มัณฑนา’หากยอมจ่าย 1.5 ล้านจะยกฟ้องทั้ง5 คดี

‘ลูกหมี’เฮชนะคดีฝากถึง ‘ปู-มัณฑนา’หากยอมจ่าย 1.5 ล้านจะยกฟ้องทั้ง5 คดี

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.58 น.

ยืดเยื้อกันข้ามปี สำหรับกรณีที่ ปู มัณฑนา เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง ทนายเดชา และ ลูกหมี รัศมี ในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและทวงหนี้ผิดวิธี หลังทนายเดชาและลูกหมีให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวว่า ปู เป็นหนี้สองล้านบาท ทั้งยังเปิดเผยหนี้ของโจทก์ด้วยการเปิดเผยชื่อโจทก์โดยไม่ปกปิดชื่อ ล่าสุดวันนี้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว เมื่อศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้อง ทนายเดชา และ ลูกหมี ทุกประเด็นในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเนื่องจากคดีไม่มีมูล

ส่วนแรก โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่าให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวว่าเป็นหนี้ 2 ล้านบาท แล้วลูกหมีกับทนายเดชาเปิดเผยยอดหนี้ เปิดเผยชื่อของปู มัณฑนา แต่ว่าศาลก็พิพากษามาแล้วบอกว่าโจทก์ไม่ได้ส่งคลิปวิดีโอ เอกสาร หรือถ้อยคำที่ให้สัมภาษณ์ของนายเดชาและลูกหมีติดมาท้ายฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณา และภาพสัญญากู้ยืมเงิน ไม่ปรากฏข้อความว่าโจทก์เป็นหนี้แล้วไม่จ่ายส่วนที่ 2 ที่โจทก์คือปู มัณฑนา หิมะทองคำ เขาฟ้องไปบอกว่าจำเลยทั้งสองเป็นคู่กรณีพิพาทกันอยู่ แล้วก็ลูกหมีกับทนายเดชา เดินทางไป สน. ทองหล่อ เพื่อไกล่เกลี่ย และถ้อยคำของจำเลยทั้งสอง ผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ศาลท่านบอกว่าต้องพิจารณาจากวิญญูชนทั่วไป มิใช่อาศัยแต่เพียงความรู้สึกของโจทก์เท่านั้น เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ไม่ได้มีความผิดใดๆ

ส่วนที่3 ความผิดตาม พ.ร.บ. ทวงถามหนี้ คือปู มัณฑนา เขาเป็นโจทก์ เขาบอกว่าลูกหมีไปทวงหนี้เขา ซึ่งโจทก์นำสืบมาได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหนี้เงินกู้ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหนี้เงินกู้ของลูกหนี้รายอื่นๆ อีก หรือเจ้าหนี้ให้กู้ยืมเงินเป็นทางการเป็นปกติ หรือเป็นปกติธุระของเจ้าหนี้ศาลท่านก็บอกว่าจำเลยที่ 2 ก็คือลูกหมี ประกอบอาชีพเป็นนักแสดง นางแบบ และครูสอนเดินแบบ ดังนั้นจำเลยที่ 2 จึงมิใช่ผู้ทวงถามหนี้ตาม พ.ร.บ. ทวงถามหนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2558ยังมีคดีอีก 5 คดี ที่ลูกหมีเป็นโจทก์ฟ้องปู มัณฑนา เป็นคดีอาญา คดีฉ้อโกง เดี๋ยวดูกันว่าคดีลูกหมีเป็นโจทก์จะชนะปู มัณฑนาไม่รอติดตามกันวันนี้ก็ดีใจมากที่ศาลยกฟ้อง สุดท้ายแล้วลูกหมีอยากได้เงินคืนเท่านั้นที่ปู มัณฑนา เขาพูดตลอดว่าติดหนี้ลูกหมีแค่ 1.5 ล้าน ยอดไม่ตรงกัน ลูกหมีจะถามว่า 1.5 ล้านจะจ่ายไหมล่ะ ถ้าจ่ายจะถอนฟ้องทุกคดีให้หมดเลย

ซึ่งหลังจากชนะคดีทางด้าน ‘ลูกหมี’ก็โพสต์ข้อความลงในเฟสบุ๊คส่วนตัวระบุข้อความว่า  ‘ศาลยกฟ้องลูกหมีคดีหมิ่นประมาท ลูกหมีชนะไปอีกหนึ่งคดี เลิศๆ ค่ะ’ ,ชนะคุณปูอีก1คดีรอฟังคำตัดสินคดีอาญาคดีฉ้อโกงวันที่ 22 เมษายน 69 สู้คุณปูต้องใจเย็นๆ รอเวลาเท่านั้นเลยค่ะ อีกทั้งยังขอบคุณทุก ๆกำลังใจที่ส่งมาให้

มิตรภาพ‘มอส ปฏิภาณ’ และ ‘หนุ่ม ศรราม’ เพื่อนรักขวัญใจวัยรุ่นยุค 90 กับของขวัญแทนใจให้หลาน

มิตรภาพ‘มอส ปฏิภาณ’ และ ‘หนุ่ม ศรราม’ เพื่อนรักขวัญใจวัยรุ่นยุค 90 กับของขวัญแทนใจให้หลาน

มิตรภาพ‘มอส ปฏิภาณ’ และ ‘หนุ่ม ศรราม’ เพื่อนรักขวัญใจวัยรุ่นยุค 90 กับของขวัญแทนใจให้หลาน

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.16 น.

ถึงแม้เรื่องราวจะผ่านไป 6-7 ปี แต่ก็ไม่วายวนกลับมาเป็นประเด็นอีก สำหรับ เรื่องทองรับขวัญของลูกสาว “ศรราม เทพพิทักษ์” ที่ถูกขายออกไปจนหมด แต่ที่พีคสุดๆ คือทองรับขวัญร็อกเก็ต ที่สลักหน้าและชื่อนามสกุลของลูกสาวหนัก 0.25 บาท และคนที่ใหัก็คือเพื่อนรัก “มอส ปฏิภาณ” แต่โชคดีที่คนดูแลบ้านไปตามซื้อกลับคืนมาได้ เพราะรู้สึกเสียดายแทน ซึ่งทาง หนุ่ม ศรราม ก็เคยคอมเม้นท์คุยกับมอส ถึงเรื่องนี้ว่า

“ทองของขวัญวันเกิดวีจิหมดไปแล้ว แต่เดชะบุญพี่ปรีชาที่ดูแลบ้าน ซื้อล็อกเกตทองที่มีรูปวีจิที่เมิงให้คืนมา กูจะรักษาอย่างดี เพื่อวันนึงจะให้วีจิแล้วบอกว่าลุงมอสให้หนูเป็นของขวัญนะลูกรัก…ขอบพระคุณมากนะครับเพื่อนรัก”

แม้เกิดเรื่องราวที่เกือบจะทำของชิ้นนี้หายไป แต่โชคยังดีมีคนรู้จักไปเจอทองชิ้นนี้เข้าพอดีจึงรีบซื้อคืนมาให้พ่อหนุ่มเก็บไว้หลังจากนั้นหนุ่มศรรามจึงเก็บของขวัญที่เพื่อนรักซื้อมาให้เป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้ของที่มีค่าขนาดนี้หายไปได้อีกครั้งเรียกได้ว่าเป็นมิตรภาพระหว่างเพื่อนที่ไม่เคยทิ้งกัน  แม้เวลาจะผ่านไป ‘ศรราม’ก็ยังคงเก็บรักษาทองคำแท่งสลักรูป ‘น้องวีจิ’ ที่ลุงมอสซื้อรับขวัญหลานให้เป็นอย่างดี จนตอนนี้กลายเป็นคุณพ่อกันหมดแล้ว แต่ก็ยังติดต่อพาลูกสาวเที่ยวด้วยกัน ทำให้ทั้งสองครอบครัวสนิทกันมาก

ภาพสุดประทับใจ‘พีท ทองเจือ’ควงลูกชาย’น้องโรเตอร์’ สวมชุดขาวเต็มยศเข้าวังพร้อมครอบครัว

ภาพสุดประทับใจ‘พีท ทองเจือ’ควงลูกชาย'น้องโรเตอร์' สวมชุดขาวเต็มยศเข้าวังพร้อมครอบครัว

ภาพสุดประทับใจ‘พีท ทองเจือ’ควงลูกชาย’น้องโรเตอร์’ สวมชุดขาวเต็มยศเข้าวังพร้อมครอบครัว

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.57 น.

เป็นอีกดหนึ่งภาพความประทับใจ ที่ทำเอาโซเชียลแทบแตก!ในความหล่อสมาร์ทเมื่อ น้องโรเตอร์ ได้โพสต์ภาพผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ขณะร่วมเดินทางกับ ‘ครอบครัวทองเจือ’ ทั้งคุณพ่อพีท คุณแม่เจ็ง และพี่สาวสุดสวย เข้าไปปฏิบัติหน้าที่และถวายความเคารพ ณ พระบรมมหาราชวัง

งานนี้บอกเลยว่า “สายตาพุ่งเป้า” ไปที่น้องโรเตอร์หนักมาก! เพราะเจ้าตัวมาในลุค สวมชุดขาวข้าราชการแบบเต็มยศ พร้อมประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า “น้องโรเตอร์” ในวัยหนุ่มสะพรั่งนั้น ดูสง่างาม สุขุม และภูมิฐานแบบสุด ๆ จนหลายคนถึงกับอุทานว่า นี่มันพระเอกซีรีส์ชัด ๆ!นอกจากความหล่อของลูกชายแล้ว งานนี้คุณพ่อ “พีท ทองเจือ” ก็ยังคงความเท่ตลอดกาลในชุดข้าราชการสีขาวเช่นกัน เมื่อทั้งคู่มายืนเฟรมเดียวกัน บอกเลยว่าเลือกไม่ถูกจริง ๆ ค่ะคุณขา! เพราะถอดแบบกันมาเป๊ะ ๆ ทั้งโครงหน้า ความสูง และมาดนักกีฬาที่ดูสมาร์ททั้งพ่อทั้งลูก สมกับเป็นครอบครัวหน้าตาดีระดับพรีเมียมของวงการบันเทิงไทยเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทายาทคนบันเทิงที่น่าจับตามองสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์การเป็นนักแข่งรถมือโปร หรือลุคออกงานสังคมที่ดูดีทุกกระเบียดนิ้ว

สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ถ.วิทยุ ประวัติศาสตร์สำคัญของกรุงเทพฯ

สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ถ.วิทยุ ประวัติศาสตร์สำคัญของกรุงเทพฯ

สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ถ.วิทยุ ประวัติศาสตร์สำคัญของกรุงเทพฯ

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งวงการอสังหาริมทรัพย์ เมื่อสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ประกาศขายที่ดินอันเป็นที่ตั้งของ “สถานทูต” ซึ่งอยู่บน “ทำเลทอง” ของกรุงเทพมหานคร นั่นคือ ตั้งอยู่บนถนนวิทยุ-ซอยต้นสน เขตปทุมวัน บนพื้นที่กว้างขวางร่มรื่นด้วยแมกไม้เขียวขจี  ติดกับพื้นที่ของทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

โดยสถานทูตเนเธอร์แลนด์ จะย้ายไปตั้งที่อาคารสำนักงานโครงการดุสิต เซ็นทรัลพาร์ค โดยมีกำหนดการย้ายในเดือนสิงหาคม 2569 ที่จะถึงนี้“วงการอนุรักษ์อาคารและสถาปัตยกรรม” ก็สั่นสะเทือนเช่นเดียวกัน

เว็บไซต์ คลังความรู้พิทักษ์มรดกสยาม ได้ขึ้นข้อความว่า “สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์” เป็นรายการ “มรดกที่น่าห่วงใย” โดยระบุว่า“…สยามสมาคมฯ ได้รับการแจ้งรายการ ‘มรดกที่น่าห่วงใย’ (Heritage Alert) โดยผู้แทนของชุมชนชาวดัตช์ในประเทศไทย ที่แสดงความกังวลต่อข้อเสนอของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในการขายสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย  

…ช่วยกันปกป้องสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพฯ หมุดหมายทางวัฒนธรรมและการทูตที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง

…ชุมชนชาวดัตช์ในประเทศไทย และผู้คนอีกมากมายทั่วโลก ต่างแสดงความวิตกอย่างยิ่งต่อข้อเสนอของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ที่จะขายสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย

…สถานทูตแห่งนี้ ไม่ใช่เพียงอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร การขายพื้นที่แห่งนี้จะเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจเรียกคืนได้ ไม่เพียงต่อประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาคมโลกด้วย เพราะเมื่อสูญเสียไปแล้ว จะไม่สามารถนำกลับคืนมาได้อีก 

…สถานทูตแห่งนี้ ไม่เพียงเป็นสถานที่ปฏิบัติงานด้านการทูต แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์และมิตรภาพอันยาวนานกว่า 400 ปี ระหว่างสองประเทศ การดำรงอยู่ของสถานทูตแห่งนี้ ช่วยเสริมสร้าง soft power สนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และอำนวยประโยชน์ต่อสาธารณะในหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์พิจารณาการตัดสินใจนี้อีกครั้ง และดำเนินการปกป้องสถานที่ซึ่งไม่สามารถทดแทนได้แห่งนี้”

อนึ่ง พึงทราบว่า อาคารสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่ประกาศขายผืนนี้ มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมาก

ที่ดินและอาคารอันเป็นที่ตั้งของสถานทู๖เนเธอแลนด์ประจำประเทศไทยแห่งนี้  เคยเป็นบ้านของ นายแพทย์อัลฟองส์ ปัวซ์ (Dr. Alphonse Poix) แพทย์หลวงชาวฝรั่งเศสประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งเดินทางเข้ามาประเทศสยามราว ค.ศ.1897 และเพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาหลายปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์แก่นายแพทย์ปัวซ์ เป็น “พระยาอัศวินอำนวยเวท” (Phya Asvin Amnueyvej)

นายแพทย์อัลฟองซ์ ปัวซ์ (Dr. Alphonse Poix) หรือที่คนไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 – 6 รู้จักในนาม “หมอปัวซ์” เป็นแพทย์ชาวฝรั่งเศส ที่เดินทางเข้ามาประเทศสยามราว ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเวลานั้น ในบางกอก มีการก่อสร้างโรงพยาบาลฝรั่งขึ้นแห่งหนึ่ง คือ โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์  ต่อมาเมื่อโรงพยาบาลสร้างเสร็จเรียบร้อยใน ค.ศ. 1898 (พ.ศ.2441) คุณหมอปัวซ์ ได้รับหน้าที่เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ นับได้ว่าท่านเป็นแพทย์คนแรกของโรงพยาบาลแห่งนี้ อีกทั้งรับหน้าที่เป็นแพทย์ประจำสถานกงสุลฝรั่งเศสด้วย

ต่อมาคุณหมอปัวซ์ได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทำหน้าที่เป็นแพทย์ประจำพระองค์ร่วมกับแพทย์ชาวต่างชาติอีกสองท่าน ท่านยังเป็นแพทย์ประจำราชสำนักเพื่อรักษาบรรดาเชื้อพระวงศ์ และรักษาบุคคลทั่วไป

ชื่อของคุณหมอปัวซ์ ปรากฏในบันทึกของ พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) เรื่อง จดหมายเหตุพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรจนถึงสวรรคต ความว่า

“วันที่ 20 ตุลาคม เวลา 3 โมงเช้า คุณพนักงานออกมาบอกว่า สมเด็จพระบรมราชินีนาถ มีรับสั่งให้มหาดเล็ก ไปตามหมอเบอร์เกอร์ หมอไรเตอร์ และหมอปัวซ์ ให้รีบมาเฝ้าโดยเร็ว
สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จออกมารับสั่ง แก่ข้าพเจ้า (พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ) ให้จัดอาหารเลี้ยงหมอ และจัดที่ให้หมออยู่ประจำ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป…
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการมาฟังพระอาการ มากด้วยกัน ตั้งแต่ 5 ทุ่มได้บรรทมหลับเป็นปรกติ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสรรพสิทธิประสงค์ หมอฝรั่ง หมอไทย และมหาดเล็ก อยู่ประจำพรักพร้อมกันตลอดทุกเวลา…

วันเสาร์ ที่ 22 ตุลาคม เวลาเช้า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์ฯ และหมอฝรั่ง 3 คน ขึ้นไปเฝ้าตรวจพระอาการ ข้าพเจ้าก็ขึ้นไปด้วยตามเคย เมื่อกลับลงมาเห็นกิริยาท่าทางของหมอ และเจ้านายไม่สู้ดี ได้ความว่า พระอาการหนักมาก พระบังคนเบาที่คาดว่าจะมีก็ไม่มี พิษของพระบังคนเบาซึม ไปตามเส้นพระโลหิตทั่วพระองค์ จึงทำให้เป็นพิษเซื่องซึมบรรทมหลับอยู่เสมอ หมอตั้งพระโอสถถวาย เร่งให้มีพระบังคนเบาแรงขึ้นทุกที…

พวกหมอฝรั่งประชุมกัน เขียนรายงานพระอาการยื่นต่อเจ้านาย เสนาบดีว่า พระอาการมาก เหลือกำลังของหมอ ที่จะถวายการรักษาแล้วสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนพิษณุโลกประชานาถ และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จมาแต่เช้า ได้ทอดพระเนตรรายงาน พระอาการที่หมอทำไว้ ทรงปรึกษาหารือเห็นพร้อมกันว่า ควรให้ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ มาเฝ้าตรวจพระอาการดูด้วย…

พระอาการตั้งแต่เช้าไปจนเย็น ไม่มีพระบังคนหนัก และเบาเลย พระหฤทัยอ่อนลงมาก ยังบรรทมหลับเซื่องซึมอยู่เสมอเวลาย่ำค่ำสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์ฯ และหมอฝรั่งขึ้นไปเฝ้าตรวจพระอาการ ข้าพเจ้าได้ขึ้นไปด้วย และเห็นหายพระทัยดังยาวๆ และหายพระทัยทางพระโอษฐ์ พ่นแรงๆ จนเห็นพระมัสสุไหวได้แต่ไกล สังเกตดูพระเนตร ไม่จับใครเสียแล้ว ลืมพระเนตรคว้างอยู่อย่างนั้นเอง แต่พระกรรณยังได้ยิน

สมเด็จพระบรมราชินีนาถ กราบทูลว่า เสวยน้ำ ยังทรงพยักพระพักตร์รับได้ และกราบทูลว่าพระโอสถแก้พระศอแห้ง ของพระองค์เจ้าสายฯ ก็ยังรับสั่งว่า “ฮือ” แล้วยกพระหัตถ์ขวาและซ้ายที่สั่นขึ้นเช็ดน้ำพระเนตร คล้ายทรงพระกันแสง พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ซับเช็ดพระเนตรด้วยผ้าซับพระพักตร์ ชุบน้ำถวาย หมอฉีดพระโอสถถวาย ช่วยบำรุงพระหฤทัยให้แรงขึ้นตั้ง

แต่เวลานี้ต่อไป หมอฝรั่งนั่งประจำคอยจับพระชีพจร ตรวจพระอาการผลัดเปลี่ยนกัน ประจำอยู่ที่พระองค์ การหายพระทัยค่อยเบาลงๆ ทุกที พระอาการกระวนกระวายอย่างหนึ่งอย่างใด ไม่มีเลย คงบรรทมหลับอยู่เสมอ เจ้านายจะขึ้นไปเฝ้าอีกครั้ง ก็พอหมอรีบลงมาทูลว่า เสด็จสวรรคตเสียแล้วด้วยพระอาการสงบ เมื่อเวลา 2 ยาม 45 นาที”ชื่อของคุณหมอปัวซ์ยังถูกกล่าวถึงการถวายการรักษาเจ้านายอีกหลายพระองค์

ดังนั้น เพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาหลายปี ตั้งแต่ครั้งรัชสมัยของพระชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์แด่นายแพทย์ปัวซ์ ขึ้นเป็น “พระยาอัศวินอำนวยเวท” และพระราชทานบ้านพักให้อยู่อาศัย ซึ่งก็คือ ที่ดินอันเป็นที่ตั้งของสถานทูตเนเธอแลนด์ที่ประกาศขาย รวมทั้งตัวอาคารบ้านพักเดิมด้วย

ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ผืนนี้ เริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ.1911 (พ.ศ.2454) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ขณะนั้น ที่ดินแถบนี้ยังเป็นทุ่งนา เมื่อมีการพัฒนาพื้นที่เพื่อการพาณิชย์ รองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมือง  ที่ดินแถบนี้จึงมีราคาสูงขึ้น ชาวนาเจ้าของที่ พากันขายที่ดินและย้ายออกไปอยู่นอกเมือง ต่อมา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5) ได้ซื้อที่ดินจำนวน 23 ไร่ ไว้จากชาวนาที่ย้ายออกไป

ปี ค.ศ.1914 (พ.ศ.2457) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ขายที่ดินและบ้านให้แก่พระยาราชสาส์นโสภณ ซึ่งภายหลังพระยาราชสาส์นโสภณก็ขายต่อให้กับกรมพระคลังข้างที่ หรือสำนักงานทรัพย์สินฯ ในปัจจุบัน

ปี ค.ศ.1929 (พ.ศ.2472) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงชื่นชมต่อความจงรักภักดีและการอุทิศตนในหน้าที่ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช จึงพระราชทานที่ดินแปลงนี้ พร้อมตัวอาคารบ้านพักให้ 

ปี ค.ศ.1932 (พ.ศ.2475) พระองค์เจ้าบวรเดชขอพระบรมราชานุญาต พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ผ่านกรมพระคลังข้างที่ เพื่อขายที่ดินคืนให้กรมพระคลังข้างที่จำนวน 2 ไร่ เพราะประสงค์นำเงินมาปรับปรุงตัวบ้าน และได้เงินมา 15,000 บาท ถือเป็นการปรับปรุงบ้านครั้งแรกและครั้งเดียว 

ปีนั้นเอง เริ่มเกิดความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทย และในวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ.1933 (พ.ศ.2476)  พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ได้นำทัพของกลุ่มซึ่งเรียกตนเองว่า “คณะกู้บ้านกู้เมือง” หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “กบฏบวรเดช” พยายามยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎร แต่ไม่สำเร็จ  ทำให้พระองค์เจ้าบวรเดชต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ที่กัมพูชา และได้เปิดโรงงานทอผ้า ค้าขายถ่านที่นั่น

ระหว่างที่พระองค์เจ้าบวรเดชลี้ภัยนั้น บ้านหลังนี้ถูกปล่อยเช่าให้กับสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษเพื่อใช้เป็นสำนักงานและสโมสรช่วงปี ค.ศ.1936-1939 แต่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ามาใช้ที่นี่เป็นสำนักงาน

เดือนตุลาคม ค.ศ.1946 (พ.ศ.2489) หลังสงครามสิ้นสุดลง ที่นี่ถูกปล่อยเช่าให้กับ Salesian บาทหลวงนิกายโรมันคาทอลิก เพื่อใช้เป็นสำนักงานและโบสถ์ส่วนตัว ส่วนอาคารไม้ชั้นเดียว 2 หลังที่ทหารญี่ปุ่นสร้างไว้ ได้ใช้เป็นศูนย์ฝึกอาชีพของเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส ต่อมาจึงได้รับการพัฒนาเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาดอนบอสโก (Don Bosco Vocational School)

หลังจากที่รัฐบาลออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้นักโทษการเมืองทุกคดี ปี ค.ศ.1948 พระองค์เจ้าบวรเดชจึงเสด็จกลับประเทศไทยหลังลี้ภัยในเขมร 16 ปี และทรงตั้งโรงงานทอผ้าที่อำเภอหัวหิน ทอผ้าโขมพัสตร์ขึ้นจำหน่ายได้รับความนิยมโด่งดังระดับโลก

ปี ค.ศ.1949 ทรงขายบ้านพร้อมที่ดินผืนนี้ ให้แก่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ด้วยราคา 1,850,000 บาท เพื่อใช้เป็นทำเนียบหรือที่พำนักของเอกอัครราชทูต และเป็นที่ทำการสถานทูตเนเธอร์แลนด์แห่งแรกในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เหล่านี้ จึงเป็นเครื่องยืนยันคุณค่าของอาคารละที่ดินแปลงสำคัญ ที่กำลังจะถูกขาย และไม่อาจทราบได้ว่า ในภายภาคหน้าจะกลายเป็นอะไรต่อไป.

พระองค์เจ้าบวรเดช

พระองค์เจ้าบวรเดช

หมอปัวซ์ หรือ “พระยาอัศวินอำนวยเวท”

หมอปัวซ์ หรือ “พระยาอัศวินอำนวยเวท”

‘ใหม่ ดาวิกา’ เครียดหนัก วิกฤตน้ำมันกระทบการทำงาน ทำทุกคนเดือดร้อน

‘ใหม่ ดาวิกา’ เครียดหนัก วิกฤตน้ำมันกระทบการทำงาน ทำทุกคนเดือดร้อน

‘ใหม่ ดาวิกา’ เครียดหนัก วิกฤตน้ำมันกระทบการทำงาน ทำทุกคนเดือดร้อน

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

วิกฤตน้ำมันตอนนี้ทำเอา ใหม่ถึงกับกุมหัว ?

“โอ้โห้เครียดมากเลยกลัวเดินทางไปกองถ่ายไม่ได้ เพราะว่าตอนนี้ถ่ายเรื่องคุณยายวรนาถอยู่ ดูข่าวไปแล้วก็รู้สึกว่ามันจะถึงวันที่เรานัดกองแล้วเราไม่มีน้ำมันไป นั่งรถไปกองยังไง ? เราก็คงต้องมานัดเจอกันแล้วนั่งรถตู้กองไปไหม ? หรืออะไร”

ที่บ้านเป็นไงบ้าง ?

“ที่บ้านทุกคนก็ติดตามข่าว อย่าให้มันกระทบเลย เศรษฐกิจของใช้มันแพงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าใครเตรียมตัวได้ช่วงนี้ก็ดูไว้ อาหารซื้อเก็บไว้ก็ดี ข้าวสารอาหารแห้ง เพราะว่าเราไม่รู้ว่าอนาคตอะไรจะเกิดขึ้น”

รับมือยังไงบ้าง มีแผนสำรองในการใช้ชีวิตช่วงนี้ยังไง

“ช่วงนี้ของใหม่จะประหยัดมากๆ ค่ะ ซื้อเฉพาะของที่จำเป็น ก็เริ่มแบบรู้แล้วว่าเราจะใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพยังไง จะไม่ใช้แบบฟุ่มเฟือย ถ้าเรามีเท่าไหร่เราก็ใช้แค่นั้น แล้วก็ตั้งใจทำงาน”

ไม่คิดว่าจะต้องมาเจอแบบนี้

“เราโตมาในยุคนี้ เราไม่เคยคิดว่าเราจะอยู่ในยุคสงคราม เด็กเกิดมายุคนี้ก็คือเด็กเกิดยุคสงครามก็สงสารน้องๆ เหมือนกัน เพราะว่ากำลังจะสนุกสนานกับชีวิตเลย กำลังจะได้ใช้ชีวิต กำลังจะได้เฮฮาดูคอนเสิร์ต กลายมาว่าต้องอยู่กับอะไรแบบนี้  แต่เราต้องสู้กันไปนะทุกคน ใหม่รู้แหละทุกอย่างมันบั่นทอนจิตใจไปเรื่อยๆ แต่ว่าชีวิตเราก็ต้องเดินหน้า

อย่างเรื่องน้ำมันเราตั้งรับยังไงตอนนี้

“ใหม่ไม่ได้มีกักตุนนะคะ แล้วใหม่ก็จะขายของ ใช้รถไฟฟ้าค่ะ ขายของก็ขายจริงจังค่ะ การใช้รถไฟฟ้าก็ตอบโจทย์จริงๆ นะ”

เห็นข่าวที่ประชาชนต้องไปนอนต่อคิวเติมน้ำมัน

“ใหม่ดูข่าวใหม่ก็รู้สึกว่าเขาต้องรอกันขนาดนั้นเลยเหรอ ก็แสดงความเป็นห่วงเป็นใยไปถึงทุกท่านด้วย”

เลิกยืมจมูกคนอื่นหายใจ! ทวี แนะดึงภาษีสรรพสามิต หนุนกองทุนน้ำมัน

เลิกยืมจมูกคนอื่นหายใจ! ทวี แนะดึงภาษีสรรพสามิต หนุนกองทุนน้ำมัน

เลิกยืมจมูกคนอื่นหายใจ! ทวี แนะดึงภาษีสรรพสามิต หนุนกองทุนน้ำมัน

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

เลิกยืมจมูกคนอื่นหายใจ! ‘ทวี’ แนะดึง ‘ภาษีสรรพสามิต’ มาหนุน ‘กองทุนน้ำมัน’ สร้างความมั่นคงทางพลังงานด้วยการใช้ ‘ปาล์ม’ แทนน้ำมันใต้ดิน 

วันที่ 25 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 11.40 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาถึงแนวทางรับมือวิกฤติตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย จำนวน6ญัตติ จาก6พรรคการเมือง

โดยพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อภิปรายว่า เรื่องน้ำมันระยะแรก ตนเสนอให้นำภาษีสรรพสามิต มาช่วยอุดหนุนกองทุนน้ำมัน เพราะรัฐถูกมองว่าทุจริต เมื่อเก็บภาษีไปประชาชนไม่ไว้วางใจ และกลัวว่าจะกระจุกตัว และการเอาค่าใช้จ่ายทิพย์หรือการอ้างอิงราคาน้ำมันจากประเทศสิงคโปร์ โดยรมว. พลังงานพูดว่า ให้เอาภาษีลาภลอยมาใช้ ซึ่งควรเข้ามาช่วยอุดหนุนราคาน้ำมัน  นอกจากนี้เราต้องคำนึงถึงความมั่นคงด้านพลังงาน ที่ผ่านมายืมแต่จมูกคนอื่นหายใจ วันนี้ต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานโดยใช้ปาล์ม แทนน้ำมันใต้ดิน คือการใช้ปาล์ม และกรรมาธิการได้ศึกษา B100 มี11 ล้านลิตร แต่นำไปผสมแค่ 3 ล้านลิตร ซึ่งตนเชื่อว่าหากเราสามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารทางเกษตร เงินก้อนนี้ไม่วิ่งไปต่างประเทศแต่จะกลับมาวิ่งในประเทศ ดังนั้นควรมีวิสัยทัศน์ในอนาคต ที่จะใช้ในส่วนนี้ 

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องไฟฟ้า ที่ทราบตอนนี้เราผลิต 30% ส่วนอีก 70% ไปจ้างเอกชน ทั้งที่เราต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำมาก และยังมีการใช้พลังงานน้ำด้วย วันนี้ต้องกล้าหาญที่จะนำกฎหมายมายึดคืนการผลิตจากเอกชนหากครบกำหนด นอกจากนี้ยังพบว่าคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ ได้นำไฟฟ้าจากโรงแก๊ส ไปใช้กับการผลิตเคมีภัณฑ์ แทนที่จะนำมาใช้กับครัวเรือนเรือน ซึ่งทำให้ผู้ผลิตที่มีศักยภาพมาแย่งทรัพยากรของประชาชน ตนจึงขอให้คณะกรรมการจัดการประชุมใหม่ และกลับไปใช้รูปแบบเดิม หากนำต้นทุนเชื้อเพลิงที่นำมาจากโรงงานแก๊สที่อยู่ในอ่าวไทยมาผลิตไฟฟ้าให้ใช้ในครัวเรือนราคาค่าไฟจะลดลงอีก 50 สตางค์ และค่าไฟก็จะไม่เกิน 3 บาท และอีกประการคือเรื่องปุ๋ย ประเทศไทยเราโชคร้าย เพราะเกษตรกรกว่า 70% ต้องใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งปีนึงใช้ประมาณ 6 ล้าน ตัน ส่วนใหญ่นำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลาง วันนี้ถึงเวลาแล้วที่อาจต้องมาศึกษา ทบทวน แห่งชาตินำมาใช้แก้ไขปัญหานี้ ซึ่งหากนำมาใช้เราจะเป็นมหาอำนาจทางเกษตร นอกจากนี้การสำรวจของสำนักงานสถิติ ประชาชนอยากให้ปรับโครงสร้างเรื่องหนี้ จึงฝากไปถึงแบงค์ชาติและกระทรวงการคลัง หลายคนมองว่าอยู่กับประชาธิปไตย แต่กฎหมายแพ่งกำหนดคิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 แต่กลับไปยอมรับประกาศปฏิวัติอนุญาตให้สถาบันการเงินคิดดอกเบี้ย ได้ถึงร้อยละ 25-28% ซึ่งมองว่าเป็นการขูดรีด และต้องมีการช่วยฟื้นฟูลูกหนี้ ซึ่งตนอยากให้รัฐบาลใหม่เข้ามาศึกษา เพื่อแก้ไขความทุกข์ของพี่น้องประชาชน

กล้าธรรม ขยี้ปมวิกฤตน้ำมัน แฉของไม่ขาดแต่หายกลางทาง ส่อเอื้อกลุ่มทุนโกยกำไร

กล้าธรรม ขยี้ปมวิกฤตน้ำมัน แฉของไม่ขาดแต่หายกลางทาง ส่อเอื้อกลุ่มทุนโกยกำไร

กล้าธรรม ขยี้ปมวิกฤตน้ำมัน แฉของไม่ขาดแต่หายกลางทาง ส่อเอื้อกลุ่มทุนโกยกำไร

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

กล้าธรรม ซัดวิกฤตน้ำมันลามหนักทั่วประเทศ แฉน้ำมันไม่ขาดแต่หายกลางทาง ส่อเอื้อกลุ่มทุนโกยกำไร ทำเกษตรกรอ่วมต้นทุนพุ่ง จี้นายกฯ แก้ ระวัง ‘รวยไม่ไหวแล้ว’ จะกลายเป็น ‘อดตายกันหมดแล้ว’

เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนายโสภณ ซารัมย์ ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณาญัตติด่วนที่พรรคการเมืองรวม 6 พรรคเสนอ เพื่อให้สภาฯ พิจารณาถึงปัญหาวิกฤติพลังงานและผลกระทบต่อประชาชน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเผ็ดร้อน สส.หลายพรรคสะท้อนเสียงเดือดร้อนจากพื้นที่ โดยเฉพาะพรรคกล้าธรรมที่ลุกขึ้นอภิปรายอย่างดุดัน

นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์ พรรคกล้าธรรม เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา โดยระบุว่า วิกฤตน้ำมันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เริ่มส่งสัญญาณมาตั้งแต่ต้นเดือน มีประชาชนในพื้นที่เข้ามาร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรม เช่น อำเภอชุมแสง บรรพตพิสัย และตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต แต่กลับต้องเผชิญปัญหาน้ำมันขาดแคลน

นายสัญญา กล่าวว่า น้ำมันไม่ได้ขาด แต่หายไปจากระบบ จากข้อมูลในพื้นที่ พบว่าน้ำมันไม่ถึงสถานีบริการจริง ทั้งที่รัฐบาลยืนยันว่ามีน้ำมันสำรองเพียงพอ สะท้อนความผิดปกติในกระบวนการกระจายสินค้า พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีบุคคลบางกลุ่มในระบบที่สับรางทำให้น้ำมันไหลไปอีกช่องทางหนึ่ง

“มีคนเสนอขายน้ำมันนอกระบบให้ผมในราคาลิตรละ 40-42 บาท ถามว่ามันมาจากไหน ถ้าไม่ใช่จากระบบเดียวกัน นี่คือสิ่งที่น่ากังวล และไม่ใช่คนนอกแน่นอน” นายสัญญา ระบุ

นอกจากนี้ วิกฤตที่เกิดขึ้นยังสะท้อนปัญหาที่ซ้ำเติมเกษตรกรอย่างหนัก โดยเฉพาะกรณีรถเกี่ยวข้าวที่ไม่สามารถซื้อน้ำมันในปริมาณมากได้ ทำให้โยนภาระให้เกษตรกรต้องไปจัดหาน้ำมันเอง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงทันที หากต้องซื้อน้ำมันในราคาตลาดมืดถึงลิตรละ 40 บาทขึ้นไป 

“เงินหลักพันหลักหมื่นมีผลกับชีวิตเกษตรกรอย่างมาก วันนี้เขาแทบจะไปต่อไม่ไหวแล้ว ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งศูนย์ข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่อรวมข้อมูลทุกหน่วยงาน และติดตามเส้นทางน้ำมันอย่างโปร่งใส” นายสัญญา กล่าว

ด้านนายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สส.ตาก พรรคกล้าธรรม อภิปรายเสริมว่า วิกฤตน้ำมันในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะจังหวัดตาก รุนแรงอย่างมาก ประชาชนต้องต่อคิวยาวหลายกิโลเมตรเพื่อรอซื้อน้ำมัน บางแห่งต้องถือแกลลอนรอเป็นเวลาหลายชั่วโมง ผมกลับบ้านไปแค่สัปดาห์เดียว ประเทศเหมือนเปลี่ยนไปแล้ว ต่อคิวยาว 2-3 กิโลเมตร คนหิ้วถังน้ำมันกันเต็มถนน

นายภาคภูมิ กล่าวต่อว่า ปัญหาในพื้นที่ชายแดนมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากมีการลักลอบนำน้ำมันข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในรูปแบบถูกและผิดกฎหมาย ทำให้ปริมาณน้ำมันในประเทศยิ่งตึงตัว นอกจากนี้ ยังสะท้อนความเดือดร้อนของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง ซึ่งขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่มีสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ ต้องลงจากดอยเพื่อมาซื้อและขนกลับไปกักตุน ส่งผลให้เสียเวลาและเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายอย่างมาก

นายภาคภูมิ ยังตั้งคำถามถึงนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะแนวคิดการปล่อยลอยตัวราคาน้ำมัน ซึ่งอาจทำให้ราคาพุ่งสูงถึงลิตรละ 50 บาท และจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุนการผลิต ทั้งปุ๋ย ยา และสินค้าเกษตร วันนี้ถ้ารัฐยังแก้ไม่ตรงจุด วิกฤตจะกลับมาอีกแน่นอน และอาจรุนแรงกว่าเดิม ความเดือดร้อนของประชาชนกำลังสะสม และอาจกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองในอนาคต

ทั้งนี้ นายภาคภูมิ กล่าวย้ำว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับระบบบริหารจัดการ การบังคับใช้กฎหมาย และพฤติกรรมแสวงหากำไรของบางกลุ่มในอุตสาหกรรมพลังงาน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบและแก้ไขอย่างจริงจัง ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามจนควบคุมไม่ได้

“ท่านนายกฯ ต้องรีบแก้วิกฤตนี้ให้จบ ถ้าไม่จบมันก็จะเป็นปัญหาในอนาคตอีกต่อไป นายกฯ เคยพูดว่า พอแล้วพอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว วันนี้ก็กลัวท่านจะเสียคำพูด ผมกลัวชาวบ้านจะบอกว่า พอแล้ว พอแล้ว จะอดตายกันหมดแล้ว”

ควักจ่ายหน่อยอร่อยแน่! ศูนย์อาหารรัฐสภา คึกคัก บรรดา สส. ตบเท้าซื้ออาหาร มื้อกลางวัน เอง

ควักจ่ายหน่อยอร่อยแน่! ศูนย์อาหารรัฐสภา คึกคัก บรรดา สส. ตบเท้าซื้ออาหาร มื้อกลางวัน เอง

ควักจ่ายหน่อยอร่อยแน่! ศูนย์อาหารรัฐสภา คึกคัก บรรดา สส. ตบเท้าซื้ออาหาร มื้อกลางวัน เอง

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

ควักจ่ายหน่อยอร่อยแน่! ศูนย์อาหารรัฐสภาคึกคัก ‘บรรดาผู้แทนฯ’ ตบเท้าช่วยตัวเองอิ่มอร่อยในมื้อกลางวันวันประชุมสภาฯ 

25มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหนังสือสอบถามไปยังแต่ละพรรคการเมือง จากกรณีมีสมาชิกอภิปรายในที่ประชุมสภาฯ สัปดาห์ที่แล้ว เกี่ยวกับการจัดเลี้ยงอาหารสส. ในวันประชุมสภาฯ และพรรคภูมิใจไทย มีมติจากที่ประชุมพรรคฯวานนี้(24มี.ค.) นำร่องให้สส.ดูแลตัวเองเรื่องอาหารในวันประชุมสภาฯ ส่งผลให้บรรยากาศในวันนี้(25มี.ค.) ที่บริเวณศูนย์อาหารกินนี่ฟู้ด ชั้นB2 อาคารรัฐสภา เป็นไปอย่างคึกคัก ในวันประชุมสภาฯที่กำลังมีการพิจารณาญัตติด่วนเกี่ยวกับวิกฤตพลังงาน-น้ำมัน โดยในช่วงเวลาอาหารกลางวัน บรรดาสส. ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นสส.จากพรรคภูมิใจไทย ทยอยลงไปรับประทานอาหารกลางวันด้วยการช่วยเหลือตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งกาาจัดเลี้ยงอาหารสส. ที่ทางสภาฯจัดไว้ให้ อย่างต่อเนื่อง อาทิ นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สส.กาญจนบุรี นายชานนท์ ไทยเศรษฐ์ สส.นครสวรรค์ เป็นต้น 

นอกจากนี้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ในฐานะผู้อภิปรายเปิดประเด็นเรื่องการตัดลดงบฯอาหารสส.ในที่ประชุมสภาฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ลงมารับประทานอาหารกลางวันเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งนายโสภณ ประธานสภาฯ ลงมารับประทานข้าวกระเพราถาด พร้อมออกปากชมว่าร้านอาหารในศูนย์อาหารฯรสชาติอร่อย ถ้ามาลองแล้วจะติดใจ