ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์เยือนปักกิ่ง 14-15 พ.ค. พร้อมเตรียมต้อนรับสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐฯ ปลายปีนี้

ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์เยือนปักกิ่ง 14-15 พ.ค.  พร้อมเตรียมต้อนรับสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐฯ ปลายปีนี้

26 มี.ค. 2569 07:44 น.

ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์เยือนปักกิ่ง 14-15 พ.ค. พร้อมเตรียมต้อนรับสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐฯ ปลายปีนี้

ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์จะเดินทางเยือนจีนระหว่าง 14-15 พ.ค. เลื่อนมาจากช่วงปลายมี.ค.เนื่องจากสงครามโจมตีอิหร่านยังไม่จบ พร้อมระบุว่าเตรียมต้อนรับสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐฯ ช่วงปลายปีนี้ด้วย 

วันที่ 26 มีนาคม 2568 แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว เปิดเผยว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯเตรียมเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง ของจีน ระหว่างวันที่ 14-15 พฤษภาคม เพื่อพบกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน หลังต้องเลื่อนกำหนดการเดิมออกไปจากช่วงปลายเดือนมีนาคม เนื่องจากสถานการณ์สงครามอิหร่านที่ยังยืดเยื้อ

โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า การเลื่อนกำหนดการไม่ได้มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการยุติสงคราม แต่เป็นเพราะผู้นำสหรัฐฯ จำเป็นต้องอยู่บริหารสถานการณ์การสู้รบในช่วงเวลาสำคัญ นอกกจากนี้ยังระบุว่า ประธานาธิบดีของจีนยังมีแผนจะเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในช่วงปลายปีนี้เช่นกัน

โดยคาดว่าการหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีน จะครอบคลุมทั้งประเด็นสงครามอิหร่าน และความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายหลิน เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซกำลังส่งผลกระทบต่อการค้าพลังงานและความมั่นคงในระดับโลก โดยจีนได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการสู้รบโดยเร็ว ขณะเดียวกันทรัมป์ได้ขอให้จีนช่วยผลักดันการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่จีนยังไม่ตอบรับข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ.

ที่มา Aljazeera

อิหร่านยอมรับ แลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ปฏิเสธเรื่องเจรจา

อิหร่านยอมรับ แลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ปฏิเสธเรื่องเจรจา

26 มี.ค. 2569 05:45 น.

อิหร่านยอมรับ แลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ปฏิเสธเรื่องเจรจา

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเผย มีการแลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ย้ำว่านี่ไม่ใช่การเจรจา พร้อมเย้ยสหรัฐฯ ว่า กำลังยอมรับความล้มเหลว หลังจากตอนแรกบอกว่าอิหร่านต้องยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกมาตั้งคำถามต่อการเรียกร้องให้มีการเจรจาของสหรัฐฯ โดยระบุว่าการที่วอชิงตันเปลี่ยนท่าทีนั้น เท่ากับเป็นการยอมรับความล้มเหลว หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยเรียกร้องให้อิหร่าน “ยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข”

นายอารักชีบอกอีกว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สหรัฐฯ ส่งข้อความมาหาเตหะรานหลายฉบับโดยส่งผ่านสิ่งที่เขาเรียกว่า “ประเทศที่เป็นมิตร” แต่เขาเน้นย้ำว่าการติดต่อสื่อสารดังกล่าวยังไม่ถือว่าเป็นการเจรจา

“พวกอเมริกันไม่ได้พูดว่า “ยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข” หรอกหรือ?” อารักชีกล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ผ่านเครือข่าย IRIB ของรัฐบาลเมื่อวันพุธ “แล้วทำไมตอนนี้พวกเขาถึงมาพูดเรื่องการเจรจาล่ะ?”

เขากล่าวเสริมว่า “ความจริงที่ว่าตอนนี้พวกเขาพูดเรื่องการเจรจา คือการยอมรับความพ่ายแพ้โดยตรง” และย้ำว่า “การส่งข้อความมาและเราตอบกลับด้วยคำเตือน หรือการระบุจุดยืนของเรานั้น ไม่ได้เรียกว่าการเจรจาหรือการหารือ แต่มันคือ “การแลกเปลี่ยนข้อความ””

“ในข้อความเหล่านี้ มีการเสนอแนวคิดต่างๆ ซึ่งได้ถูกส่งต่อไปยังผู้มีอำนาจระดับสูงแล้ว และหากจำเป็นต้องมีการกำหนดจุดยืนใดๆ พวกเขาจะเป็นผู้ประกาศเอง” นายอารักชีกล่าว

ในส่วนของทำเนียบขาวได้ระบุว่า การพูดคุยกับอิหร่านยังคงดำเนินไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเตหะรานจะยังไม่ตอบรับแผน 15 ประเด็นเพื่อยุติสงครามในทันทีก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

Meta – YouTube ถูกตัดสินว่า “มีความผิด” ในคดี “เสพติดโซเชียลมีเดีย”

Meta - YouTube ถูกตัดสินว่า “มีความผิด” ในคดี “เสพติดโซเชียลมีเดีย”

26 มี.ค. 2569 05:24 น.

Meta – YouTube ถูกตัดสินว่า “มีความผิด” ในคดี “เสพติดโซเชียลมีเดีย”

บริษัท Meta กับ YouTube ถูกคณะลูกขุนสหรัฐฯ ตัดสินให้มีความผิดฐานทำให้หญิงคนหนึ่งเสพติดโซเชียลมีเดียตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ในคดีประวัติศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินคดีอื่นๆ อีกมากมาย

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 คณะลูกขุนศาลลอสแอนเจลิส มีคำตัดสินให้หญิงสาวรายหนึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน หลังจากที่เธอตัดสินใจฟ้องร้องบริษัท “เมตา” (Meta) และ “ยูทูป” (YouTube) ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียรายใหญ่ของโลก เกี่ยวกับอาการเสพติดโซเชียลมีเดียในช่วงวัยเด็กของเธอ

คณะลูกขุนพบว่า Meta (เจ้าของ Instagram, Facebook และ WhatsApp) และ Google (เจ้าของ YouTube) จงใจสร้างแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียให้มีลักษณะที่ทำให้เกิดการเสพติด ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของหญิงสาววัย 20 ปีรายนี้ ซึ่งเปิดเผยชื่อเพียงว่า “เคลีย์”

คณะลูกขุนยังตัดสินให้ เคลีย์ ได้รับค่าเสียหายจำนวน 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 98 ล้านบาท) ซึ่งผลการตัดสินนี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อคดีที่คล้ายคลึงกันอีกหลายร้อยคดีที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลของสหรัฐฯ

ทางด้าน Meta และ Google ต่างออกแถลงการณ์เป็นของตัวเองว่า พวกเขาไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินและจะยื่นอุทธรณ์ โดย Meta ระบุว่า “สุขภาพจิตของวัยรุ่นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนอย่างมาก และไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับแอปพลิเคชันเพียงแอปเดียวได้”

“เราจะเดินหน้าปกป้องตัวเองอย่างเต็มที่ เนื่องจากแต่ละกรณีมีความแตกต่างกัน และเรายังคงมั่นใจในประวัติการทำงานของเราในการปกป้องเยาวชนบนโลกออนไลน์” Meta ระบุเสริม

ขณะที่โฆษกของ Google กล่าวว่า “คดีนี้มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ YouTube ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ถูกสร้างขึ้นอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ใช่เว็บไซต์โซเชียลมีเดีย”

คณะลูกขุนพิจารณาว่า Meta ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโจทก์ 70% ส่วน YouTube รับผิดชอบ 30% ซึ่งหมายความว่า Meta จะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนใหญ่ให้กับเคลีย์

นอกจากนี้ ยังมีค่าเสียหายอีกรูปแบบหนึ่งคือ “ค่าเสียหายเชิงลงโทษ” (Punitive damages) ที่ศาลยังต้องพิจารณาต่อไป ซึ่งตามกฎหมายของรัฐ ค่าเสียหายส่วนนี้อาจพุ่งสูงถึง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 982 ล้านบาท)

คำพิพากษาในลอสแอนเจลิสนี้เกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่คณะลูกขุนในรัฐนิวเม็กซิโก ตัดสินให้ Meta มีความผิด ในกรณีที่แพลตฟอร์มของบริษัททำให้เด็กตกอยู่ในอันตราย และปล่อยให้เด็กเผชิญกับเนื้อหาทางเพศที่ลามกอนาจาร รวมถึงการถูกคุกคามจากอาชญากรทางเพศ

นายไมค์ พรูลซ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Forrester กล่าวว่า คำพิพากษาที่เกิดขึ้นติดต่อกันนี้เป็นการย้ำถึง “จุดแตกหัก” ระหว่างบริษัทโซเชียลมีเดียกับสาธารณชน “กระแสความรู้สึกเชิงลบต่อโซเชียลมีเดียได้ก่อตัวมานานหลายปี และในที่สุดวันนี้มันก็ได้ปะทุออกมาแล้ว”

อนึ่ง แม้ว่า Google ในฐานะเจ้าของ YouTube ซึ่งเป็นเว็บไซต์แบ่งปันวิดีโอจะเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย แต่กระบวนการพิจารณาคดีส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ Instagram และ Meta เป็นหลัก

เดิมที Snap และ TikTok ก็ตกเป็นจำเลยด้วยเช่นกัน แต่ทั้งสองบริษัทได้บรรลุข้อตกลงประนีประนอมยอมความกับเคลีย์โดยไม่เปิดเผยรายละเอียดก่อนที่จะมีการพิจารณาคดี

มาร์ก ลาเนียร์ ทนายความของ
มาร์ก ลาเนียร์ ทนายความของ “เคลีย์” ผู้เป็นโจทก์ในคดีนี้

ทั้งนี้ เคลีย์ระบุว่าเธอเริ่มใช้งาน Instagram ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ และใช้งาน YouTube ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ โดยไม่พบความพยายามใดๆ ที่จะปิดกั้นการเข้าถึงของเธอเนื่องจากข้อจำกัดด้านอายุเลย

“ฉันเลิกมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว เพราะฉันใช้เวลาทั้งหมดไปกับโซเชียลมีเดีย” เคลีย์กล่าวในระหว่างการให้การ

เธอกล่าวว่าเธอเริ่มมีความรู้สึกวิตกกังวลและซึมเศร้าตั้งแต่อายุเพียง 10 ปี ซึ่งเป็นอาการผิดปกติที่นักบำบัดได้วินิจฉัยอย่างเป็นทางการในหลายปีต่อมา นอกจากนี้ เธอยังเริ่มหมกมุ่นกับรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเอง และเริ่มใช้ฟิลเตอร์ใน Instagram เพื่อเปลี่ยนใบหน้าให้ดูต่างไปจากเดิม เช่น ทำให้จมูกเล็กลงและดวงตากลมโตขึ้น แทบจะทันทีที่เธอเริ่มใช้งานแพลตฟอร์มนี้ในฐานะเด็กคนหนึ่ง

ต่อมาเคลีย์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น โรคคิดว่าตนเองมีความผิดปกติของรูปร่างหน้าตา (Body Dysmorphia) ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้ผู้ป่วยกังวลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของตนเองมากจนเกินไป และทำให้พวกเขาไม่สามารถมองเห็นตัวเองตามความเป็นจริงอย่างที่คนอื่นเห็นได้

ทนายความของเคลีย์กล่าวหา Meta และ YouTube ว่า ได้สร้าง “เครื่องจักรผลิตอาการเสพติด” และล้มเหลวที่จะรับผิดชอบในเรื่องการป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึงแพลตฟอร์มของพวกเขา และโจมตีฟีเจอร์ต่างๆ ของ Instagram เช่น “การเลื่อนดูหน้าจอที่ไม่มีวันสิ้นสุด” ว่า ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้งานเกิดอาการเสพติด

ทนายความของเคลีย์ระบุอีกว่า เป้าหมายการเติบโตของ Meta มุ่งเน้นไปที่การดึงดูดให้เยาวชนมาใช้งานแพลตฟอร์มของตน โดยอ้างอิงจากคำให้การของผู้เชี่ยวชาญและอดีตผู้บริหารของ Meta และว่าบริษัทต้องการผู้ใช้งานอายุน้อย เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะ “ติดหนึบ” อยู่กับแพลตฟอร์มได้ยาวนานกว่าในระยะยาว

ในตอนที่ทนายความของเคลีย์แจ้งต่อ อดัม มอสเซอรี หัวหน้าทีม Instagram ว่า สถิติการใช้งานแพลตฟอร์มที่นานที่สุดต่อวันของเธอพุ่งสูงถึง 16 ชั่วโมง มอสเซอรีกลับปฏิเสธว่านั่นคือหลักฐานของอาการเสพติด ในทางกลับกัน เขากล่าวว่าการที่วัยรุ่นใช้เวลาเกือบทั้งวันอยู่บน Instagram นั้นเป็นเรื่องที่ “น่าหนักใจ” เท่านั้น

ทนายความของเคลีย์กล่าวเมื่อวันพุธว่า คำพิพากษาของคณะลูกขุนในครั้งนี้ “เป็นการส่งสารที่ชัดเจนว่า ไม่มีบริษัทใดอยู่เหนือความรับผิดชอบ เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลูกหลานของเรา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านเตือน อาจเปิดแนวรบ “บับ เอล-มันเดบ” หากสหรัฐฯ โจมตีภาคพื้นดิน

อิหร่านเตือน อาจเปิดแนวรบ “บับ เอล-มันเดบ” หากสหรัฐฯ โจมตีภาคพื้นดิน

26 มี.ค. 2569 04:46 น.

อิหร่านเตือน อาจเปิดแนวรบ “บับ เอล-มันเดบ” หากสหรัฐฯ โจมตีภาคพื้นดิน

อิหร่านออกโรงเตือนว่า จะเปิดแนวรบเพิ่มในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ รวมถึงบริเวณช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” หากสหรัฐฯ มีปฏิบัติการภาคพื้นดินบนเกาะของอิหร่าน

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 แหล่งข่าวทางทหารของอิหร่านออกมาเตือนว่า เตหะรานอาจเปิดแนวรบเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มเติม รวมถึงบริเวณช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” (Bab el-Mandeb) หากสหรัฐฯ และอิสราเอลดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อเกาะต่างๆ ของอิหร่าน หรือพยายามกดดันประเทศผ่านปฏิบัติการทางเรือ

ช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดนและมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งถือเป็น “คอคอด” สำคัญสำหรับการค้าโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

“หากศัตรูพยายามใช้ปฏิบัติการภาคพื้นดินต่อเกาะต่างๆ ของอิหร่าน หรือส่วนใดก็ตามในดินแดนของเรา หรือพยายามสร้างความเสียหายแก่เราผ่านการเคลื่อนไหวทางเรือในอ่าวเปอร์เซียหรือทะเลโอมาน เราจะเปิดแนวรบอื่นๆ เป็น “เซอร์ไพรส์” ตอบโต้” แหล่งข่าวระบุตามการอ้างอิงของสำนักข่าว “ทัสนิม” (Tasnim) ของอิหร่าน

แหล่งข่าวทางทหารรายนี้เจาะจงเอ่ยชื่อช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” ต่อสำนักข่าว “ทัสนิม” โดยยืนยันว่า อิหร่านมีทั้งขีดความสามารถและความมุ่งมั่นที่จะสร้างภัยคุกคามอย่างแท้จริงในพื้นที่นั้นหากสถานการณ์บานปลาย

“หากชาวอเมริกันคิดจะดำเนินการอย่างไม่ยั้งคิดเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ พวกเขาควรระวังให้ดีว่าจะไม่มี “ช่องแคบอื่น” เพิ่มเข้ามาในรายการความท้าทายของพวกเขา” แหล่งข่าวกล่าวเสริม

ทั้งนี้ ประมาณ 12% ของปริมาณน้ำมันที่ขนส่งทางเรือทั่วโลก และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จำนวนมหาศาลต้องผ่านช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” ในแต่ละปี

ทางด้าน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ก็ออกมาเตือนเมื่อวันพุธเช่นกันว่า เตหะรานมีข้อมูลข่าวกรองว่า “ศัตรู” กำลังเตรียมการยึดเกาะแห่งหนึ่งของอิหร่านโดยได้รับการสนับสนุนจากประเทศในภูมิภาค

“กองกำลังของเรากำลังเฝ้าติดตามทุกการเคลื่อนไหวของศัตรู และหากพวกเขาก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทั้งหมดของรัฐในภูมิภาคแห่งนั้นจะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดยั้ง” กาลีบาฟระบุผ่านข้อความบนแพลตฟอร์ม X โดยไม่ได้ระบุชื่อประเทศดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยกับอิหร่าน ชี้แผน 15 ข้อจริงแค่บางส่วน

โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยกับอิหร่าน ชี้แผน 15 ข้อจริงแค่บางส่วน

26 มี.ค. 2569 02:48 น.

โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยกับอิหร่าน ชี้แผน 15 ข้อจริงแค่บางส่วน

โฆษกทำเนียบขาวยืนยันว่า รัฐบาลทรัมป์ยังคงเจรจากับอิหร่าน แม้เตหะรานจะปฏิเสธ ขณะที่บอกด้วยว่า เรื่องแผนการ 15 ข้อที่รายงานกันบนโลกออนไลน์ เป็นการคาดเดาที่มีความจริงปนอยู่บ้าง

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวจัดการแถลงข่าวประจำวัน ซึ่งเธอพูดถึงประเด็นเรื่องสงครามกับอิหร่านอย่างกว้างๆ และดูเหมือนว่าเธอกำลังพยายามลดความสำคัญของข่าวลือเรื่องแผน 15 ประเด็น ที่มีรายงานว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอให้อิหร่านพิจารณาเพื่อยุติสงคราม

ในเรื่องสถานะการเจรจา ลีวิตต์อ้างว่าประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงอยู่ระหว่างการ “หารืออย่างมีประสิทธิผล” กับอิหร่าน แม้ว่าทางเตหะรานจะมีแถลงการณ์ปฏิเสธแผนสันติภาพจากสหรัฐฯ ไปก่อนหน้านี้ก็ตาม

ส่วนรายงานเรื่องแผน 15 ข้อที่ส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย ลีวิตต์กล่าวว่าเป็นข้อมูลที่ “เป็นการคาดเดา” แต่ก็มี “องค์ประกอบที่เป็นความจริงปนอยู่บ้าง” โดยเธอปฏิเสธที่จะลงลึกในรายละเอียดปลีกย่อย ว่าการพูดคุยคืบหน้าไปอย่างไรบ้าง

เรื่องราคาน้ำมัน ลีวิตต์ให้ความมั่นใจว่าทรัมป์กำลังพยายามรักษาให้ราคา “ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้” ในช่วงระหว่างสงคราม ท่ามกลางเสียงร้องเรียนจากผู้บริโภคในสหรัฐฯ เรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน โฆษกทำเนียบขาวปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการส่งทหารราบเข้าสู่อิหร่าน แต่เธอระบุว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องขออนุมัติอย่างเป็นทางการจากสภาคองเกรส หากจะดำเนินการดังกล่าว

เมื่อถูกนักข่าวถามว่า เราใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดของสงครามมากเพียงใด ลีวิตต์ยังคงย้ำจุดยืนเดิมของทำเนียบขาวว่า สถานการณ์กำลังดำเนินไป “เร็วกว่ากำหนดการ” และกล่าวชื่นชมสิ่งที่รัฐบาลเรียกว่าเป็นปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก

ผู้สื่อข่าวรายหนึ่งตั้งคำถามว่า มีการกำหนดกรอบเวลาหรือไม่ว่าน้ำมันจะสามารถขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเสรีเมื่อใด ซึ่ง น.ส.ลีวิตต์ ตอบว่า “ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่เฉพาะเจาะจง” แต่รัฐบาลภายใต้การนำของทรัมป์กำลัง “พยายามดำเนินการ” เพื่อให้เกิดขึ้น “โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เนทันยาฮูลั่น ทำสงครามกับอิหร่านต่อ เร่งขยายเขตกันชนในเลบานอน

เนทันยาฮูลั่น ทำสงครามกับอิหร่านต่อ เร่งขยายเขตกันชนในเลบานอน

26 มี.ค. 2569 01:44 น.

เนทันยาฮูลั่น ทำสงครามกับอิหร่านต่อ เร่งขยายเขตกันชนในเลบานอน

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลยืนยัน การทำสงครามกับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป แม้สหรัฐฯ จะบอกว่ากำลังเจรจากับอิหร่าน นอกจากนั้นอิสราเอลยังมุ่งขยายเขตกันชนในเลบานอนด้วย

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ออกมากล่าวว่า “ปฏิบัติการวงกว้างเพื่อต่อต้านอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีรายงานข่าวออกมาอย่างไรก็ตาม” ในขณะที่สหรัฐฯ ออกมาระบุว่ากำลังมีการเจรจากับอิหร่าน เพื่อหาทางยุติความขัดแย้ง

เนทันยาฮูยังพูดถึงปฏิบัติการทางทหารต่อต้านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งมีอิทธิพลในเลบานอน โดยระบุว่า “การทำลายล้างกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรก” และว่า “เราตั้งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในเลบานอนอย่างถอนรากถอนโคน”

เนทันยาฮูบอกกับเหล่านายกเทศมนตรีและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจากชุมชนชายแดนทางเหนือของอิสราเอลด้วยว่า อิสราเอลกำลังขยายกำลังทางทหารในพื้นที่ที่เขาเรียกว่า “เขตกันชน” (Buffer zone) ในเลบานอนตอนใต้ โดยระบุว่าเขตนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลักดันกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ให้ออกห่างจากชายแดน และเพื่อปกป้องชุมชนชาวอิสราเอล

“เราได้สร้างเขตกันชนด้านความมั่นคงของจริง ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการรุกรานทางบกเข้าสู่ภูมิภาคกาลิลีและชายแดนทางเหนือของเรา” เขากล่าว “โดยเนื้อแท้แล้ว เรากำลังสร้างแนวเข็มขัดนิรภัยที่กว้างขึ้น”

เนทันยาฮูระบุอีกว่า อิสราเอลได้กำจัด “ภัยคุกคามจากขีปนาวุธส่วนใหญ่ของฮิซบอลเลาะห์ไปแล้ว” แต่ยอมรับว่า “ยังมีงานที่ต้องทำต่อ” และเสริมว่า กองทัพอิสราเอลได้ “ขจัด” ภัยคุกคามจากการบุกโจมตีทางบกของนักรบหน่วยรัดวาน (Radwan) ซึ่งเป็นหน่วยพิเศษของฮิซบอลเลาะห์ได้แล้ว

“เราได้กำจัดภัยคุกคามนั้นไปแล้ว” เนทันยาฮูกล่าว “มันไม่มีอยู่อีกต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่เจรจากับอิสราเอล ตราบที่เลบานอนยังโดนโจมตี

ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่เจรจากับอิสราเอล ตราบที่เลบานอนยังโดนโจมตี

26 มี.ค. 2569 00:33 น.

ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่เจรจากับอิสราเอล ตราบที่เลบานอนยังโดนโจมตี

หัวหน้ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ประกาศจะไม่เจรจากับอิสราเอลตราบใดที่เลบานอนยังคงถูกระดมโจมตี ชี้การเจรจาภายใต้เงื่อนไขเช่นนั้นเปรียบเหมือนการยอมจำนน

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 นายนาอิม คาสเซม ผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งมีอิทธิพลในเลบานอน ออกมาปฏิเสธที่จะเจรจากับอิสราเอลในขณะที่เลบานอนยังคงตกอยู่ภายใต้การระดมยิง โดยระบุว่าการเจรจาใดๆ ภายใต้เงื่อนไขความขัดแย้งในปัจจุบันถือเป็นการ “บังคับให้ยอมจำนน”

“เมื่อมีการเรียกร้องสิทธิ์ขาดในการถือครองอาวุธเพียงเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของ “อิสราเอล” ในขณะที่การยึดครองและการรุกรานยังคงดำเนินอยู่ นั่นย่อมเป็นก้าวไปสู่ความพินาศของเลบานอน” นายคาสเซมระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านทาง Telegram

เขากล่าวเสริมว่า “การเจรจากับศัตรู “อิสราเอล” ภายใต้การระดมยิง ถือเป็นการบังคับให้ยอมจำนนและเป็นการพรากขีดความสามารถทั้งหมดของเลบานอนไป การเจรจากับศัตรูที่ยึดครองดินแดนและโจมตีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้โดยสิ้นเชิง”

นอกจากนั้น นายคาสเซมยังอ้างว่า นักรบฮิซบอลเลาะห์ “มุ่งมั่นที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างไม่มีขีดจำกัด” หากความขัดแย้งขยายตัวรุนแรงขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ซีอีโอ บ.เชลล์เตือน ยุโรปอาจเผชิญวิกฤต ขาดแคลนพลังงานในเดือนเมษายน

ซีอีโอ บ.เชลล์เตือน ยุโรปอาจเผชิญวิกฤต ขาดแคลนพลังงานในเดือนเมษายน

25 มี.ค. 2569 23:16 น.

ซีอีโอ บ.เชลล์เตือน ยุโรปอาจเผชิญวิกฤต ขาดแคลนพลังงานในเดือนเมษายน

ซีอีโอบริษัท เชลล์ กับรัฐมนตรีพลังงานเยอรมนีกล่าวเตือนว่า ยุโรปอาจเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป หลังจากทวีปเอเชียได้รับผลกระทบไปแล้ว

เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 ทั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง “เชลล์” (Shell) และรัฐมนตรีเศรษฐกิจของเยอรมนี ต่างออกมาเตือนว่า ยุโรปอาจต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป หากสงครามกับอิหร่านยังไม่ยุติ

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งเป็นภูมิภาคที่อุดมไปด้วยน้ำมัน ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแล้ว และนายเวล ซาวัน (Wael Sawan) CEO ของบริษัทเชลล์ กล่าวในงานประชุมด้านพลังงาน CERAWeek ที่รัฐเท็กซัสว่า น้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินจะเป็นลำดับถัดไปที่จะได้รับผลกระทบ

การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งตามปกติเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 1 ใน 5 ของโลก รวมถึงการโจมตีโรงงานพลังงานในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการจัดหาเชื้อเพลิงทั่วโลก

“เอเชียใต้เป็นภูมิภาคแรกที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด จากนั้นได้ลามไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ และจะขยายวงกว้างเข้าสู่ยุโรปมากขึ้นเมื่อเราเข้าสู่เดือนเมษายน” นายซาวันกล่าว

ในงานประชุมเดียวกัน นางคาเทอรินา ไรเชอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานของเยอรมนี ถูกตั้งคำถามว่าวิกฤตพลังงานโลกกำลังส่งผลกระทบต่อประเทศของเธออย่างไร ซึ่งเธอตอบว่า “ในขณะนี้เรายังไม่เห็นการขาดแคลนในแง่ของปริมาณ แต่ถ้าความขัดแย้งไม่ยุติ เราอาจจะได้เห็นผลกระทบนี้ในช่วงหลังจากนี้ คือประมาณเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม

อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม

25 มี.ค. 2569 22:07 น.

อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม

สื่อท้องถิ่นเผย ทางการอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอที่สหรัฐฯ ยื่นมาเพื่อหาทางยุติสงครามในตะวันออกกลางแล้ว พร้อมกับยื่นเงื่อนไขของตัวเอง 5 ข้อ โดยย้ำว่าสงครามจะยุติเมื่อเงื่อนไขทุกข้อได้รับการตอบสนองแล้ว

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 Press TV สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน รายงานโดยอ้างคำพูดของ เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงและการเมืองรายหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยนาม ว่า อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้

Press TV ไม่ได้ระบุชื่อ ตำแหน่ง หรือยศของเจ้าหน้าที่รายดังกล่าว แต่รายงานว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นระบุว่า “อิหร่านจะยุติสงครามก็ต่อเมื่ออิหร่านตัดสินใจด้วยตัวเอง และเมื่อเงื่อนไขต่างๆ ของอิหร่านได้รับการตอบสนองแล้วเท่านั้น”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อิหร่านย้ำมาโดยตลอดว่าพวกเขาต้องการให้ “สงครามยุติลงอย่างสมบูรณ์” ไม่ใช่เพียงแค่การประกาศหยุดยิงชั่วคราว

ตามรายงานของ Press TV เจ้าหน้าที่ได้สรุปเงื่อนไขสำคัญไว้ 5 ข้อ ดังนี้

1.ยุติ “การรุกรานและการลอบสังหาร” โดยฝ่ายศัตรูอย่างสิ้นเชิง

2.จัดตั้งกลไกที่ชัดเจน เพื่อรับประกันว่าจะไม่มีการกลับมาทำสงครามกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านอีก

3.ต้องมีการรับประกันและระบุจำนวนการชดเชยค่าเสียหายจากสงคราม และค่าปฏิกรรมสงครามอย่างชัดเจน

4.สงครามในทุกแนวรบต้องสิ้นสุดลงรวมถึงการต่อสู้กับฝ่ายต่อต้านทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องทั่วทั้งภูมิภาค

5. ต้องมีการยอมรับและรับประกันในระดับนานาชาติ เรื่องสิทธิอธิปไตยของอิหร่าน ในการมีอำนาจเหนือช่องแคบฮอร์มุซ

Press TV ระบุทิ้งท้ายว่า แม้วอชิงตันจะพยายามผลักดันการเจรจาผ่านช่องทางทางการทูตต่างๆ แต่เตหะรานมองว่าข้อเสนอเหล่านั้นเป็นข้อเรียกร้องที่ “เกินกว่าเหตุ”

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอ 15 ข้อให้อิหร่านทำตามเพื่อยุติสงคราม แต่แหล่งข่าวรายหนึ่งให้ความเห็นว่า มีหลายประเด็นที่ “แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย” ที่อิหร่านจะยอมรับ ขณะที่แหล่งข่าวอีกรายระบุว่า ข้อเสนอเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นประเด็นเดียวกับที่สหรัฐฯ เคยเสนอให้อิหร่านพิจารณาในการหารือเมื่อปีที่แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

25 มี.ค. 2569 21:31 น.

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ กำลังส่งทหารไปยังตะวันออกกลางเพิ่มอีกประมาณ 1,000 นาย เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร ในขณะที่รัฐบาลทรัมป์อ้างว่า การเจรจากับอิหร่านเพื่อหาทางยุติความขัดแย้งกำลังดำเนินอยู่

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 สำนักข่าว CNN รายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าว 2 คนว่า ทหารสหรัฐฯ ประมาณ 1,000 นายจากกองพลร่มที่ 82 เตรียมจะเคลื่อนกำลังพลไปยังตะวันออกกลางในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อเพิ่มแสนยานุภาพทางทหารในภูมิภาค ในขณะที่รัฐบาลทรัมป์อ้างว่ากำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้ง

แหล่งข่าวระบุว่า กำลังพลชุดนี้ประกอบด้วย พลตรี แบรนดอน เทกต์ไมเออร์ ผู้บัญชาการกองพลร่มที่ 82 พร้อมคณะเสนาธิการ รวมถึงกองพลน้อยที่ 1 (1st Brigade Combat Team) ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่เป็นหน่วยตอบโต้ฉับพลัน โดยคาดว่าหน่วยเสนาธิการและกองพลส่วนแรกจะเริ่มเคลื่อนกำลังพลภายในหนึ่งสัปดาห์ ส่วนหน่วยอื่นๆ ในกองพลน้อยมีกำหนดจะตามไปในภายหลัง แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์

แหล่งข่าวรายที่สองเปิดเผยกับ CNN เมื่อวันพุธว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้อนุมัติคำสั่งเคลื่อนกำลังพลเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเมื่อช่วงค่ำวันอังคาร โดยกองพลน้อยนี้จะทำหน้าที่เป็น “หน่วยเตรียมพร้อม” ในตะวันออกกลาง ซึ่งพร้อมปฏิบัติการทันทีหากมีความจำเป็น เช่นเดียวกับที่กองพลร่มที่ 82 เคยเคลื่อนกำลังพลในลักษณะนี้เมื่อปี 2563 หลังจากการสังหารนายพล คาเซม โซเลมานี ของอิหร่าน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้แล้ว 15 ประเด็น ในการหารือเพื่อยุติความขัดแย้ง และอิหร่าน “กระตือรือร้นอย่างมาก” ที่จะทำข้อตกลง ขณะที่ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธว่าไม่มีการพูดคุยกับสหรัฐฯ แต่เมื่อวันอังคาร แหล่งข่าวชาวอิหร่านบอกกับ CNN ว่ามีการ “ติดต่อประสานงาน” ระหว่างสองประเทศจริง และอิหร่านพร้อมจะรับฟังข้อเสนอที่ “ยั่งยืน” เพื่อยุติสงคราม

ทั้งนี้ นอกจากกองพลร่มที่ 82 แล้ว ยังมีกองกำลังสหรัฐฯ อีกหลายพันนายกำลังมุ่งหน้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึง หน่วยปฏิบัติการทางทะเล (MEU) ที่ 11 กับกองเรือสะเทินน้ำสะเทินบก (ARG) “บ็อกเซอร์” (Boxer) และหน่วย MEU ที่ 31 กับกองเรือ ARG “ตริโปลี” (Tripoli)

หน่วย ARG-MEU แต่ละชุดประกอบด้วยนาวิกโยธินและลูกเรือประมาณ 4,500 นาย พร้อมขีดความสามารถที่หลากหลาย ทั้งการสนับสนุนภาคพื้นดิน การบิน และการส่งกำลังบำรุงที่ครบวงจร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn