ประชามติรธน.ไร้หลักประกัน พฤติกรรมบ่งชี้เจตนา!

ประชามติรธน.ไร้หลักประกัน พฤติกรรมบ่งชี้เจตนา!

ประชามติรธน.ไร้หลักประกัน พฤติกรรมบ่งชี้เจตนา!

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.04 น.

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นมากกว่าวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะในวันเดียวกัน ประชาชนยังต้องตัดสินใจต่อคำถามสำคัญอีกเรื่อง คือเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ

คำถามในบัตรมีเพียงประเด็นเดียว ไม่มีรายละเอียด ไม่มีเงื่อนไข และไม่มีการระบุขอบเขตว่าอะไรอยู่ในกรอบและอะไรอยู่นอกกรอบ

การตัดสินใจเช่นนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง แต่กระทบโครงสร้างประเทศในระยะยาว เพราะรัฐธรรมนูญคือกติกาสูงสุดที่กำหนดความสัมพันธ์ของอำนาจ การทำงานของสถาบัน และทิศทางการเมืองโดยรวม การขอให้ประชาชนลงคะแนนเห็นชอบโดยยังไม่รู้ว่ากระบวนการจัดทำใหม่จะพาไปไกลเพียงใด จึงเป็นการขอความไว้วางใจในระดับที่สูงมาก

ความกังวลของสังคมจำนวนมาก มุ่งไปที่หมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ หมวดหนึ่งเป็นบททั่วไปที่กำหนดตัวตนของประเทศอย่างชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียว แบ่งแยกมิได้ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย หมวดนี้คือกรอบใหญ่ที่นิยามรัฐไทยทั้งหมด

หมวดสองว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการกำหนดสถานะ ความคุ้มกัน และบทบาทตามรัฐธรรมนูญ เป็นโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันหลักกับรัฐสมัยใหม่ ไม่ใช่ประเด็นเชิงนโยบายหรือเรื่องบริหารทั่วไป สองหมวดนี้จึงเป็นรากฐานของประเทศ และเป็นเหตุผลที่ทำให้สังคมจับตาการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เป็นพิเศษ

บนเวทีการเมือง พรรคการเมืองส่วนใหญ่พยายามแสดงจุดยืนว่าจะไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 แต่ภาพดังกล่าวเปลี่ยนไปบนเวที NATION ELECTION 2569 เมื่อมีเพียงคนเดียวที่ไม่ยกมือแสดงจุดยืน นั่นคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคส้ม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคส้ม

คำอธิบายที่ตามมาคือ ไม่ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราหรือทั้งฉบับ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองได้ เพราะตัวบทรัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้ว เหตุผลนี้อาจฟังดูมั่นคงในเชิงกฎหมาย แต่ในทางการเมือง กลับไม่ช่วยลดความกังวลของสังคม

ประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การเมืองไม่ได้เดินตามตัวบทอย่างตรงไปตรงมาเสมอ การตีความและการใช้อำนาจขึ้นอยู่กับผู้ถืออำนาจในแต่ละช่วงเวลา

การยืนยันว่าแก้ไม่ได้ในวันนี้ จึงไม่ใช่หลักประกันว่าแนวคิดจะไม่ถูกผลักดันหากเงื่อนไขทางการเมืองเปลี่ยนไปในวันหน้า

ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวบทรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างไร แต่อยู่ที่ว่า หากพรรคส้มได้อำนาจรัฐครบมือ ใครจะรับรองได้ว่าการจัดการต่อหมวด 1 และหมวด 2 จะไม่เปลี่ยนไปตามแนวคิดทางการเมืองของพรรค

ความกังวลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากเชื่อมโยงกับแนวคิดและท่าทีในอดีตของกลุ่มการเมืองเดียวกัน พรรคส้มสืบทอดฐานความคิดมาจากพรรคก้าวไกลที่เคยมีจุดยืนต่อการแก้ไขมาตรา 112

แม้มาตราดังกล่าวอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา แต่รัฐธรรมนูญเองก็มีบทบัญญัติว่าด้วยสถานะและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเป็นระบบ การแยกสองเรื่องออกจากกันโดยสิ้นเชิงจึงไม่ใช่สิ่งที่สังคมรู้สึกว่าเชื่อได้ง่าย

ท่าทีการไม่ยกมือในประเด็นที่อ่อนไหวที่สุด จึงถูกอ่านว่าเป็นท่าทีทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องเชิงสัญลักษณ์ และเมื่อผู้นำพรรคเลือกวางตัวเช่นนั้น ภาพรวมของพรรคย่อมถูกตั้งคำถามตามไปด้วย

พรรคส้มอธิบายว่า ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อประชามติ ไม่ได้ทำให้หมวด 1 และหมวด 2 เปลี่ยนแปลง แต่ความไว้วางใจของสังคมไม่ได้เกิดจากการอ้างข้อจำกัดของกฎหมายเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากความชัดของท่าทีและความสม่ำเสมอของการกระทำ เมื่อสัญญาณที่ส่งออกมายังไม่ตรงและชัด ความกังวลย่อมไม่หายไป

นอกเหนือจากโครงสร้างประเทศ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ตั้งแต่การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ กระบวนการรับฟังความคิดเห็น ไปจนถึงการทำประชามติหลายครั้ง ภาระเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศยังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจและภาระการคลังอย่างต่อเนื่อง

คำถามจึงอยู่ที่ความจำเป็น ในเมื่อรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้เป็นกติกาที่แก้ไขไม่ได้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีการแก้ไขเป็นรายมาตรามาแล้ว กรณีการปรับระบบเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวเป็นบัตรสองใบเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าการแก้เฉพาะจุดสามารถทำได้จริง

ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจมองข้ามคือ พรรคที่ได้รับประโยชน์จากการปรับระบบเลือกตั้งครั้งนั้นมากที่สุด คือพรรคส้มเอง สิ่งนี้สะท้อนว่าการแก้ไขแบบรายมาตราไม่ใช่ทางตัน และไม่จำเป็นต้องรื้อทั้งฉบับเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะด้าน

เมื่อยังมีทางเลือกที่ลดความเสี่ยง การเร่งเดินไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับจึงถูกตั้งคำถามว่า เป็นความจำเป็นของประเทศ หรือเป็นแรงผลักทางการเมืองของบางพรรค การเปิดทุกประเด็นพร้อมกัน โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นหัวใจของรัฐ ย่อมเพิ่มความไม่แน่นอนในระดับที่ประเทศไม่จำเป็นต้องรับ

เมื่อพิจารณาบริบททั้งหมด ทางเลือกที่มีน้ำหนักและรับผิดชอบมากที่สุดในเวลานี้ คือ ไม่เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ การไม่เห็นชอบไม่ใช่การปฏิเสธการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการปฏิเสธกระบวนการที่ยังขาดหลักประกันเพียงพอสำหรับความเสี่ยงระดับประเทศ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังสามารถเดินหน้าได้ผ่านการแก้เป็นรายมาตรา ภายใต้การตรวจสอบของสังคม และไม่กระทบโครงสร้างประเทศพร้อมกันทั้งหมด เมื่อท่าทีของพรรคส้มยังทิ้งพื้นที่ให้เกิดข้อกังวล และคำอธิบายที่มีอยู่ไม่สามารถยืนยันเจตนาทางการเมืองในอนาคตได้ การไม่เห็นชอบจึงเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลกว่า

ประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่คำถามว่าต้องการเปลี่ยนประเทศหรือไม่ แต่เป็นคำถามว่าจะยอมให้ประเทศเดินเข้าสู่กระบวนการเขียนกติกาใหม่ทั้งเล่ม ภายใต้เงื่อนไขที่ความไว้วางใจยังไม่เกิดหรือไม่

และคำตอบที่ชัดเจนในเวลานี้ คือ ไม่เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

นายกฯนำถกครม. ขณะที่รัฐมนตรีลาประชุม 14 คน

นายกฯนำถกครม. ขณะที่รัฐมนตรีลาประชุม 14 คน

นายกฯนำถกครม. ขณะที่รัฐมนตรีลาประชุม 14 คน

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.01 น.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เยี่ยมชมกิจกรรม โดย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานมหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับประเทศ ประจำปี 2569 หรือ มหกรรม อย. EXPO 2026 “From Local to Global” ที่โถงกลางตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล จากนั้น นายกฯ เป็นประธานการประชุม ครม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีรัฐมนตรีลาการประชุม ครม.จำนวน 14 คน ประกอบด้วย 1.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง 2.นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกฯ 3.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ 4.น.ส. น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม 5.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ 6.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย 7.นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย 8.นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข 9.นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา 10.นายอัครา พรหมเผ่า รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 11.นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 12.นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.เกษตรและสหกรณ์ 13.นายองอาจ วงษ์ประยูร รมช.ศึกษาธิการ และ 14.น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน

‘เรืองไกร’ร้อง’นายกฯ’สอบ’วีระ’ปมจ้อรายการไม่ตรงข้อเท็จจริง เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมฯ หรือไม่

'เรืองไกร'ร้อง'นายกฯ'สอบ'วีระ'ปมจ้อรายการไม่ตรงข้อเท็จจริง เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมฯ หรือไม่

‘เรืองไกร’ร้อง’นายกฯ’สอบ’วีระ’ปมจ้อรายการไม่ตรงข้อเท็จจริง เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมฯ หรือไม่

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.46 น.

‘เรืองไกร’ร้อง’นายกฯ’สอบ’วีระ’ปมจ้อรายการไม่ตรงข้อเท็จจริง เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมฯ ม.14 (1) หรือไม่

เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2569 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบนายวีระ ธีระภัทรานนท์ กับพวก รวม 3 คน กรณีให้ข้อมูลในรายการ คุยให้คิด ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงนั้น เข้าข่ายเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตามมาตรา 14 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หรือไม่ และส่งเรื่องให้ กกต. พิจารณาอีกทางหนึ่งว่า การกระทำของนายวีระ ธีระภัทรานนท์ กับพวก รวม 3 คน เข้าข่ายฝ่าฝืนระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ข้อ 18 (1) วรรคหนึ่ง หรือไม่

นายเรืองไกร กล่าวว่า ในคำร้องแยกเป็นข้อ ๆ ดังนี้

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 69 เว็บไซต์ topnews หัวข้อ “อนุทิน” ติงแรง “สุทธิชัย-วีระ” ให้ข้อมูลมั่วผ่านจอทีวี สื่อปชช.เข้าใจผิดๆ ยัน “สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ” เป็นสมาชิก-ทีมศก.ภูมิใจไทย “ไม่ใช่คนนอกพรรค” ลั่นถ้าเป็นรัฐบาล 3 คนนี้เป็นรมต.แน่นอน ลงข่าวไว้ (รายละเอียดตามสำเนาข่าวที่แนบ)

ข้อ 2. ต่อมา เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 69 เว็บไซต์ประชาชาติ หัวข้อ ‘วีระ’ คอมเมนต์ขอโทษอนุทิน เผยไม่ทราบ เอกนิติ-ศุภจี เป็นสมาชิกภูมิใจไทย ลงข่าวไว้ (รายละเอียดตามสำเนาข่าวที่แนบ)

ข้อ 3. กรณีดังกล่าว เกิดขึ้นในรายการ คุยให้คิด ซึ่งมีนายวีระ ธีระภัทรานนท์ กับพวก รวม 3 คน เป็นพิธีกร เหตุเกิดเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 69 (รายละเอียดตามสำเนาข่าวที่แนบ)

ข้อ 4. ประกอบกับนายวีระ ธีระภัทรานนท์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ลงวันที่ 15 ธ.ค. 68 ประกอบมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 21 ธ.ค. 68 และหนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0905/15611 ลงวันที่ 24 พ.ย. 68 ดังนั้น นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะ กรรมการ จึงเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามความในมาตรา 4 แห่ง พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งนายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงอยู่ในหน้าที่และอำนาจในการกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี

ข้อ 5. นอกจากนี้ นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา ตามคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 7/2569 อีกด้วย ซึ่งอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดังนั้น นายวีระ ธีระภัทรานนท์ จึงเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามความในมาตรา 4 แห่ง พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 อีกโสดหนึ่งด้วย (รายละเอียดตามสำเนาคำสั่งที่แนบ)

ข้อ 6. เนื่องจาก พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติว่า

“มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา”

ข้อ 7. กรณีตามข้อเท็จจริงที่เป็นข่าวดังกล่าว นายกรัฐมนตรี รวมทั้งนายวีระ ธีระภัทรานนท์ ย่อมต้องรู้หรือควรรู้อยู่แล้วนั้น กรณี จึงมีเหตุอันควรขอให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบว่า นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กับพวก รวม 3 คน ว่าเข้าข่ายกระทำความผิดตามมาตรา 14 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หรือไม่

ข้อ 8. กรณีดังกล่าว ขอให้นายกรัฐมนตรี ส่งเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบอีกทางหนึ่งด้วยว่า การกระทำของนายวีระ ธีระภัทรานนท์ กับพวก รวม 3 คน เข้าข่ายฝ่าฝืนระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ข้อ 18 (1) วรรคหนึ่ง หรือไม่

รู้ลึกรู้จริงเรื่อง‘ข้าว’ เปิดภาพ‘ศุภจี’ลงมือเอง ตั้งแต่เป็น‘ซีอีโอดุสิตธานี’

รู้ลึกรู้จริงเรื่อง‘ข้าว’ เปิดภาพ‘ศุภจี’ลงมือเอง ตั้งแต่เป็น‘ซีอีโอดุสิตธานี’

รู้ลึกรู้จริงเรื่อง‘ข้าว’ เปิดภาพ‘ศุภจี’ลงมือเอง ตั้งแต่เป็น‘ซีอีโอดุสิตธานี’

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.44 น.

รู้ลึกรู้จริงเรื่องข้าว! เปิดภาพ”ศุภจี”ลงมือเอง ทำการศึกษา-ทดลอง-ดำนา-ปลูก-นวด-ฝัด-สีข้าว-ทำการตลาด ช่วยชาวนา ตั้งแต่เป็น”ซีอีโอดุสิตธานี”

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์มีการแชร์ภาพและคลิปของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในการทำกิจกรรมปลูกข้าว เกี่ยวข้าว นวดข้าว ฝัดข้าว เลี้ยงควาย ในแปลงนาจริงๆ

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 นางศุภจี ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือดุสิตธานี มีนโยบายรักษาพนักงานไม่ปลดใคร จึงคิดเปลี่ยนที่ดินที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน ดำเนินการปลูกข้าว เกี่ยวข้าว นวดข้าว ฝัดข้าว รวมถึงการเลี้ยงควาย จนขณะนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแนวใหม่

นอกจากนี้ ยังมีคลิปนางศุภจี ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือดุสิตธานี ได้นำ ดุสิต กาสโทร ที่ทำธุรกิจด้านอาหาร เครือดุสิตธานี ไปช่วยสนับสนุนการปลูกข้าวที่ชุมชนห้วยทับทัน ทุ่งกุลาร้องไห้ จ.ศรีสะเกษ โดยเลือกข้าวหอมมะลิ พันธ์ุ 105 ที่ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่มีการปนเปื้อนสารพิษ โดยไปทำสัญญารับซื้อข้าวราคาสูงกว่าตลาดและจัดซื้อเครื่องสีข้าว มอบให้กลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ห้วยทับทัน

คลิปและภาพแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า นางศุภจี มีความรู้และเข้าใจหัวอกชาวนา ขั้นตอนการผลิต ไปจนถึงการทำการตลาดค้าขายข้าว แบบเพิ่มมูลค่าข้าว ให้กับชาวนาไทย และเกษตรกรไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย ที่ประกาศในการเลือกตั้งครั้งนี้

– 006

‘นายกฯ’มอบเงินเยียวยาเหยื่อเครนตกทับรถไฟ ยันรบ.ไม่ทอดทิ้งพร้อมช่วยเหลือเต็มที่

'นายกฯ'มอบเงินเยียวยาเหยื่อเครนตกทับรถไฟ ยันรบ.ไม่ทอดทิ้งพร้อมช่วยเหลือเต็มที่

‘นายกฯ’มอบเงินเยียวยาเหยื่อเครนตกทับรถไฟ ยันรบ.ไม่ทอดทิ้งพร้อมช่วยเหลือเต็มที่

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.35 น.

‘นายกฯ’มอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตเหตุเครนตกทับรถไฟ เป็นกำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิตผ่านช่วงเวลายากลำบาก ยันรบ.ไม่ทอดทิ้งพร้อมช่วยเหลือเต็มที่

เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 20 ม.ค.2569 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานสักขีพยานในการมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างถล่มทับรถไฟ ที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม 

โดยนายอนุทิน มอบเงินเยียวยาครอบคลุมครอบครัวหรือทายาทผู้เสียชีวิตจำนวน 30 ครอบครัว  ทั้งนี้สำหรับเงินเยียวยาช่วยเหลือประกอบด้วย เงินช่วยเหลือจากการรถไฟแห่งประเทศไทย รายละ 340,000 บาท, เงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) รายละ 1,000,000 บาท และเงินช่วยเหลือจากบริษัทผู้รับจ้างรายละ 150,000 บาท 

จากนั้นนายกฯ กล่าวว่า ในนามของรัฐบาล ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เคนก่อสร้างรางรถไฟความเร็วสูงตกทับในส่วนของรถไฟ ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงและสร้างความสะเทือนใจให้แก่ประชาชนทั้งประเทศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่อาจประเมินค่าได้ การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตในวันนี้เป็นความตั้งใจของรัฐบาลในการที่จะเร่งรัดการช่วยเหลือดูแลและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบให้เป็นไปได้โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสียให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ ซึ่งการมอบเงินเยียวยาในวันนี้เป็นการช่วยเหลือจากกรมการประกันภัยรวมถึงภาคส่วนอื่นๆซึ่งรัฐบาลได้เร่งประสานและอำนวยความสะดวก ในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การช่วยเหลือถึงมือครอบครัวผู้สูญเสียโดยเร็ว โดยรัฐบาลจะติดตามการเยียวยาในระยะต่อไปจนกว่าทุกขั้นตอนจะแล้วเสร็จสมบูรณ์

“ผมได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมและจะไม่มีการละเว้นหรือยกเว้น การกระทำผิดแก่ผู้ใดทั้งสิ้น
หากพบการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการผิดกฎหมายและฝ่าฝืนกฎหมายและประมาทเลินเล่อ รัฐบาลจะใช้วิธีการดำเนินการตามกฏหมายโดยเคร่งครัด“นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้รัฐบาลได้มอบนโยบายให้กระทรวงคมนาคมในการเร่งทบทวนปรับปรุงและยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านกฎหมายมาตรฐานวิชาชีพ การกำกับดูแลหน้างานและบทลงโทษเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันโดยจะกำหนดให้ความปลอดภัยของแรงงานและประชาชนเป็นวาระสำคัญของประเทศ ตนขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปยังผู้ได้รับบาดเจ็บรวมทั้งญาติผู้เสียชีวิตและครอบครัวทุกคน ขอให้ทุกคนมีกำลังใจที่เข้มแข็ง รัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชนและพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังในทุกมิติ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นความปลอดภัยและความเป็นธรรมให้กับคืนสู่ครอบครัวของทุกท่านให้เร็วที่สุด

ด้าน นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้บาดเจ็บทุกรายอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์แล้วได้รับการรักษาอย่างเต็มที่  และยังมีในส่วนของค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งมีวงเงินรวมกว่า 583 ล้านบาท สามารถรองรับค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด

ทั้งนี้ภายหลังพิธีมอบเงินนายกฯเดินทักทายพูดคุยให้กำลังใจกับญาติผู้เสียชีวิต

โฆษกพรรคโอกาสใหม่ ขอบคุณเสียงชื่นชม จตุพร หลังดีเบตปะทะ เท้ง

โฆษกพรรคโอกาสใหม่ ขอบคุณเสียงชื่นชม จตุพร หลังดีเบตปะทะ เท้ง

โฆษกพรรคโอกาสใหม่ ขอบคุณเสียงชื่นชม จตุพร หลังดีเบตปะทะ เท้ง

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.27 น.

“โฆษกพรรคโอกาสใหม่” ขอบคุณเสียงชื่นชม “จตุพร” หลังดีเบตปะทะ “เท้ง” ปมผู้สมัคร สส.สีเทา ดันเรตติงพรรคพุ่ง ตอกย้ำภาพลักษณ์คัดคนคุณภาพ–โชว์จริยธรรมผู้นำ

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นาย สิรวิทย์ ช่วงเสน ทีมโฆษกพรรคโอกาสใหม่ กล่าวถึงกระแสเสียงชื่นชมที่เกิดขึ้นในสื่อสังคมออนไลน์ ภายหลังนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคฯ ขึ้นเวทีดีเบตในรายการ Nation Debate : จุดเปลี่ยนประเทศไทย ว่า พรรคขอขอบคุณประชาชนที่ให้ความสนใจและสะท้อนความคิดเห็นต่อจุดยืนด้านจริยธรรมทางการเมืองของพรรค โดยกระแสดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการดีเบตระหว่างนายจตุพร กับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในประเด็นคำถามกรณีผู้สมัคร สส. ถูกออกหมายจับ โดยผู้ใช้งานโซเชียลจำนวนหนึ่งได้นำคำตอบของทั้งสองฝ่ายมาเปรียบเทียบถึง “ระดับความเป็นผู้นำ” และความเข้าใจเรื่องจริยธรรมทางการเมือง 

ระหว่างคำตอบของนายณัฐพงษ์ ที่ระบุบนเวทีว่า “หากมีการออกหมายจับผู้สมัครฯ มาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองและความรับผิดชอบของผู้สมัครฯ ต้องสูงกว่ามาตรฐานทางกฎหมาย” ขณะที่นายจตุพร ให้คำตอบในอีกมุมหนึ่งว่า “ถ้าผมเป็นหัวหน้าพรรค ผมก็ต้องลาออกด้วย เพราะเราตัดสินใจเอาเขาเข้ามา เราต้องรับผิดชอบ” โดยส่วนหนึ่งมองว่าคำตอบของนายจตุพรสะท้อนความรับผิดชอบในฐานะผู้นำองค์กรทางการเมือง

นายสิรวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความเห็นในโลกออนไลน์บางส่วนยังชี้ว่า แนวคิดของนายจตุพรมีลักษณะใกล้เคียงกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพร้อมแสดงความรับผิดชอบ แม้ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดโดยตรง หากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นภายใต้การตัดสินใจหรือการคัดเลือกของตนผิดพลาด

“กระแสตอบรับดังกล่าวทำให้คะแนนนิยมของพรรคโอกาสใหม่เพิ่มขึ้น ประชาชนให้ความสนใจติดตามมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งคำตอบของนายจตุพรก็สอดคล้องกับแนวทางการคัดสรรผู้สมัครฯ ของพรรคโอกาสใหม่” นายสิรวิทย์ กล่าว

นายสิรวิทย์ ระบุด้วยว่า เวทีดีเบตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการประชันนโยบาย แต่ยังเป็นการจุดประกายให้สังคมหันมาสนใจแนวคิดด้านจริยธรรมและมาตรฐานผู้นำทางการเมืองมากขึ้น ตลอดจนทำให้เห็นถึงความพร้อมของนายจตุพรที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศในอนาคต

‘ไชยชนก’แย้ม 10 สส. เอี่ยวสแกมเมอร์อยู่พรรคเดียวกันหมด ลั่นเดี๋ยวเปิดแน่

'ไชยชนก'แย้ม 10 สส. เอี่ยวสแกมเมอร์อยู่พรรคเดียวกันหมด ลั่นเดี๋ยวเปิดแน่

‘ไชยชนก’แย้ม 10 สส. เอี่ยวสแกมเมอร์อยู่พรรคเดียวกันหมด ลั่นเดี๋ยวเปิดแน่

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.19 น.

ไชยชนก ใบ้แล้ว 10 สส. เอี่ยวสแกมเมอร์อยู่พรรคเดียวกัน ลั่นเดี๋ยวเปิดแน่ 

เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 20 ม.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้ากรณี 10 สส. ที่มีชื่อเอี่ยวสแกมเมอร์ ว่า ให้เวลาคณะทำงานทำงานนิดนึง ผู้สื่อข่าวพยายามถามย้ำว่า 10 รายชื่อนี้อยู่พรรคการเมืองเดียวกันหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล ไม่ตอบคำถาม และเดินขึ้นตึกบัญชาการทันที

ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ส่วนจะเปิดชื่อทั้ง 10 คนเลยหรือไม่ นายไชยชนก ระบุว่า เดี๋ยวเปิดแน่นอน

เมื่อถามว่า 10 คนนี้อยู่พรรคการเมืองเดียวกันหมดเลยใช่หรือไม่ นายไชยชนก ตอบสั้นๆ ว่า อยู่ทั้งหมด

‘บุญยอด’ฟาด’วีระ’ อวยนโยบาย’ปชน.’-อัดพรรคอื่น’เส็งเคร็ง’ สอนมวยเป็น กก.ตรวจสอบต้องเป็นกลาง

'บุญยอด'ฟาด'วีระ' อวยนโยบาย'ปชน.'-อัดพรรคอื่น'เส็งเคร็ง' สอนมวยเป็น กก.ตรวจสอบต้องเป็นกลาง

‘บุญยอด’ฟาด’วีระ’ อวยนโยบาย’ปชน.’-อัดพรรคอื่น’เส็งเคร็ง’ สอนมวยเป็น กก.ตรวจสอบต้องเป็นกลาง

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.58 น.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วีระ ธีระภัทรานนท์ ในรายการ “ฟังหูไว้หู” MCOT

ชื่นชมนโยบาย”พรรคประชาชน”เต็มปากเต็มคำ

ในขณะที่วิจารณ์พรรคอื่น(แบบไม่เอ่ยชื่อ) ว่า “เส็งเคร็ง”

1.นายวีระ เคยรับตำแหน่ง กมธ. งบประมาณ ปี 2568 และปี2569 2ครั้ง จากการนำเสนอในสัดส่วน”พรรคประชาชน”

2.กกต.แต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินฯ

คำถามคือ กรรมการ ต้องมีความเป็นกล าง ปราศจากผลประโยชน์ที่ขัดกัน อันจะทำให้ การเลือกตั้งเป็นไปอย่าง”ยุติธรรม”ได้จริงหรือ??

ลองฟังหูไว้หูจากรายการตัวอย่าง

*เมื่อวันที่ 7 ม.ค. นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ลงนามในคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 7/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา

นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบาย และกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ

https://mgronline.com/politics/detail/9690000001859
https://www.facebook.com/share/v/1C5JMRQGbY/
https://www.facebook.com/share/v/1C5JMRQGbY/

– 006

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FBoonyodSook%2Fposts%2Fpfbid0QVSgW4Cm9N7PQGjKL2aDvamCEAiEfbaDVhtfEVVeFgdgu2MCEZomCKjk6GQVyfkZl&show_text=true&width=500

‘ธรรมนัส’ร้องห๊ะ! ซื้อเสียงหัวละ 7,500 บอกถ้าจริงประเทศพินาศแน่ โวทุกโพลกธ.ติด 1 ใน 5 ตลอด

'ธรรมนัส'ร้องห๊ะ! ซื้อเสียงหัวละ 7,500 บอกถ้าจริงประเทศพินาศแน่ โวทุกโพลกธ.ติด 1 ใน 5 ตลอด

‘ธรรมนัส’ร้องห๊ะ! ซื้อเสียงหัวละ 7,500 บอกถ้าจริงประเทศพินาศแน่ โวทุกโพลกธ.ติด 1 ใน 5 ตลอด

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.54 น.

‘ธรรมนัส’ร้องห๊ะ! ซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท บอกถ้าจริงประเทศพินาศแน่ โวทุกโพล กธ.ติด 1 ใน 5 ตลอด ลั่นไม่จับมือพรรคบ่อนทำลายเสาหลักบ้านเมือง เย้ยบางคนอยากเป็นนายกฯ จนตัวสั่น แต่จะถึง 25 ที่นั่งหรือเปล่า

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 20 ม.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการออกมาระบุว่ามีการซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท โดย ร.อ.ธรรมนัสถึงกับร้อง “ห๊ะ ! ” เมื่อได้ยินคำถาม พร้อมกับระบุว่า มีด้วยหรือ มีคนไม่ปกติอย่างนี้ด้วยหรือ ตนไม่ทราบเหมือนกัน 

ผู้สื่อข่าวถามว่า เนื่องจากครั้งนี้มีข่าวว่ามีการซื้อเสียงกันหนัก เลยอาจทำให้ตัวเลขพุ่งสูงไปถึงจำนวนดังกล่าวได้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าถ้าใครทำแบบนี้ โอ้โหบ้านเมืองพินาศแน่ ไม่ไหวหรอก ถ้าจะใช้เงินทุ่มกันขนาดนี้ แต่ตนเชื่อว่านักการเมืองคงไม่มีใครทำแบบนี้หรอก 

เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ ที่การเลือกตั้งซึ่งมีการแข่งขันกันสูง อาจจะมีปัจจัยนี้เข้ามา ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ห่วง ตนก็ใช้วิธีการหาเสียงตามสไตล์ตน ไปเกือบทุกจังหวัด ไม่มีวันหยุด

เมื่อถามว่า ที่มีข่าวออกมาช่วงนี้ มองว่าต้องการโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “คิดว่าส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักเลงคีย์บอร์ดโจมตี ลองคิดดู มีที่ไหนไปเล่นกันหัวละ 7,500 บาท ถ้าทำอย่างนี้ คูณเข้าไป คงไม่ต่ำกว่า 2-3 หมื่น” 

เมื่อถามว่าจากการลงพื้นที่ของพรรค กธ.ในขณะนี้ เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรามีการทำโพลของเรา และดูโพลของสำนักอื่นด้วย เราก็มั่นใจ ซึ่งเราก็อยู่ 1 ใน 5 ตลอดทุกโพล บางจังหวัดก็เป็นที่ 1 ซึ่งผลโพลที่ออกมา คะแนนนิยมของพรรค ติด 1 ใน 5 เกือบทุกจังหวัด เราไม่มีหลุดลำดับที่ 5 เลย 

เมื่อถามย้ำว่า โพลของพรรคกับโพลสำนักต่างๆ ที่ออกมาแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ต่างกัน ส่วนใหญ่จะคล้ายๆ กัน 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งเป้าไว้กี่ที่นั่ง ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เราก็ต้องทำหน้าที่ของการเป็นนักการเมืองในการหาเสียงตามกรอบของกฎหมายอย่างดีที่สุด ส่วนประชาชนจะเลือกหรือไม่เลือกอยู่ที่เขา เราไม่รู้หรอก เข้าคูหาแล้วเราเดาใจใครไม่ได้หรอก แต่เราทำการบ้าน เราทำการเมืองมาเรารู้ว่าการตอบรับมันเป็นอย่างไร เราต้องรู้ตัวเราเอง ผู้สมัครทุกเขตต้องรู้ตัวเอง 

เมื่อถามว่า  หลังเลือกตั้งสามารถจับมือกันได้ทุกพรรคหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า พรรคเรามีหลักการชัดเจน โดยเฉพาะหัวหน้าพรรคเป็นคนที่ชัดเจนมาก และลูกพรรคทุกคนก็ชัดเจนว่า อะไรที่เกี่ยวข้องกับการทำลายเสาหลักของบ้านของเมือง ชาติ ศาสนา เราไม่เอาด้วย หากเป็นอย่างนั้นตนเลิกเล่นการเมืองดีกว่า 

เมื่อถามอีกว่า โค้งสุดท้ายพรรค กธ. จะมียุทธศาสตร์เพื่อเรียกคะแนนอย่างไร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า อันนี้เป็นความลับ  แต่มันต้องมียุทธศาสตร์อยู่แล้ว ตนเป็นนักเลือกตั้ง ทุกเวทีตนไม่ได้เป็นรองใคร ซึ่ง 10 วันสุดท้ายตนก็ไม่เคยเป็นรองใคร

เมื่อถามย้ำว่า จะมีไม้เด็ดอะไรที่พอจะแย้มออกมาได้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จะสังเกตเห็นว่าการเลือกตั้งทุกครั้ง 10 วันสุดท้ายตนจะมีไม้เด็ดของตน เมื่อถามอีกว่า ในพื้นที่ภาคใต้ ยังมั่นใจว่าจะเจาะได้หรือไม่ เพราะตอนนี้หลายพรรคลงพื้นที่กันหนัก ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า มั่นใจว่าภาคใต้มันไม่ได้เป็นไปอย่างที่โพลบางโพลออกมาว่า พรรค กธ. ในภาคใต้เป็นศูนย์ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ มั่นใจว่าเราอยู่ 1 ใน 3 ของสมการนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประกาศย้ำหลายครั้งว่าไม่ร่วมงานกับพรรค กธ. เรามีจุดยืนกับ 2 พรรคนี้อย่างไรบ้าง ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนมีจุดยืนของตน ไม่ได้มีจุดยืนที่จะไม่เอาพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ถ้าพรรคใดพรรคหนึ่งมีนโยบายชัดเจนว่าเป็นผู้บริหารและทำลายบ้านเมืองมา ตนไม่เอาด้วย และการเข้าไปยุ่งบ่อนทำลายเสาหลักของบ้านเมือง ตนไม่เอาด้วย สมมุติว่าถ้าเราจะต้องร่วมมือกับพรรคที่ทำลาย โดยเฉพาะการแก้มาตรา 112 ยืนยันว่าไม่เอาด้วยเด็ดขาด 

เมื่อถามว่า  ขณะนี้มีการพูดกันล่วงหน้าแล้วว่าจะจับมือกับพรรคนั้นพรรคนี้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่มีหรอก คุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณจะได้เท่าไหร่ บางคนอยากเป็นนายกรัฐมนตรีจนตัวสั่น คุณจะถึง 25 เสียงหรือเปล่า แต่เราถึงแน่

เมื่อถามถึงจุดยืนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะหมวด 1 หมวด 2 ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เราไม่แตะอยู่แล้ว บอกชัดเจนว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับหมวด 1 หมวด 2 ไม่เอาอยู่แล้ว ยืนยันชัดเจน แล้วเราจะรณรงค์ด้วยว่าแนวร่วมของเราไม่เห็นด้วยในการแก้หมวด 1 หมวด 2

‘สรสินธุ’ พรรคทางเลือกใหม่ชูการเมืองคุณธรรม ย้ำความจริงใจ–ซื่อสัตย์ แก้ปากท้อง

‘สรสินธุ’ พรรคทางเลือกใหม่ชูการเมืองคุณธรรม ย้ำความจริงใจ–ซื่อสัตย์ แก้ปากท้อง

‘สรสินธุ’ พรรคทางเลือกใหม่ชูการเมืองคุณธรรม ย้ำความจริงใจ–ซื่อสัตย์ แก้ปากท้อง

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.50 น.

‘สรสินธุ ไตรจักรภพ’ ประกาศยึดหลักการเมืองคุณธรรม ย้ำความจริงใจ–ซื่อสัตย์ ขอใช้ประสบการณ์กว่า 60 ปี ร่วมแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชน

วันที่ 20 ม.ค.69 นายสรสินธุ ไตรจักรภพ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคทางเลือกใหม่ เปิดเผยถึงแนวคิดและเหตุผลในการตัดสินใจก้าวเข้าสู่สนามการเมืองว่า การทำงานทางการเมืองของตนยึดหลัก “คุณธรรม ความจริงใจ และสัจจะ” เป็นหัวใจสำคัญ ตนเองนั้นมีพื้นฐานเป็นนักธุรกิจ และเห็นปัญหาปากท้องของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง จึงต้องการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสภา เพื่อร่วมบริหารและผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยเชื่อว่าการแก้ปัญหาของประเทศจำเป็นต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ ประสบการณ์ และความเข้าใจเชิงลึกต่อโครงสร้างเศรษฐกิจจริง 

“ผมมีประสบการณ์ในการทำงานมากว่า 60 ปี ผ่านการทำงานและการบริหารมาไม่น้อย อยากนำความรู้และศักยภาพที่มีมาช่วยประเทศ ไม่อยากปล่อยให้เวลาที่เหลืออยู่สูญเปล่า” นายสรสินธุ กล่าวและว่า การลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้ตั้งความคาดหวังในตำแหน่งหรืออำนาจทางการเมืองเป็นหลัก แต่ต้องการทำหน้าที่ของตนเองอย่างตรงไปตรงมา หากมีโอกาสได้เข้าไปทำงานในสภา ก็พร้อมทุ่มเทความสามารถทั้งหมดเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ” นายสรสินธุ กล่าว

ผู้สมัครบัญชีรายชื่อพรรคทางเลือกใหม่รายนี้ยังย้ำว่า ประเทศไทยต้องการคนทำงานที่ซื่อสัตย์และกล้าพูดความจริง พร้อมยืนอยู่ข้างประชาชน มากกว่าการเมืองที่เน้นผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม และเชื่อว่าการเมืองที่ยึดคุณธรรมจะเป็นทางออกสำคัญของประเทศในระยะยาว