หนักกว่ายุค’จอมพล ป.’ ‘นิพิฏฐ์’ฟันฉับ’เลือกตั้ง 69’ จะถูกจารึกไว้ว่า’ทุจริต’มากที่สุด

หนักกว่ายุค'จอมพล ป.' 'นิพิฏฐ์'ฟันฉับ'เลือกตั้ง 69' จะถูกจารึกไว้ว่า'ทุจริต'มากที่สุด

หนักกว่ายุค’จอมพล ป.’ ‘นิพิฏฐ์’ฟันฉับ’เลือกตั้ง 69’ จะถูกจารึกไว้ว่า’ทุจริต’มากที่สุด

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.13 น.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า การเลือกตั้งสกปรกในปี 2500 จะถูกทำลายด้วยการเลือกตั้งในปี 2569 ที่สกปรกกว่า

การเลือกตั้งในประเทศไทยที่ถือว่าสกปรกที่สุด คือ การเลือกตั้งในปี 2500

เป็นการแข่งขันกันระหว่างพรรคเสรีมนังคศิลา รัฐบาลทหารของจอมพลป. พิบูลสงคราม กับ พรรคประชาธิปัตย์ ของ นายควง อภัยวงศ์ ที่เป็นฝ่ายค้าน

สาเหตุหลักของความสกปรกในการเลือกตั้งมีอยู่ 2-3 ประการ

1.การใช้ข้าราชการเป็นเครื่องมือในการเลือกตั้ง

2.เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมการเลือกตั้ง(กระทรวงมหาดไทย) กาบัตรลงคะแนนใส่หีบเลือกตั้งเสียเอง

-นักศึกษาและประชาชนรับไม่ได้กับการทุจริตการเลือกตั้งได้มีการเดินขบวนประท้วง และบุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล

-ผู้ประท้วง เจอจอมพลป.พิบูลสงคราม และ จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ อยู่ในทำเนียบรัฐบาล จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รับเรื่องนี้ไปแก้ไขในคณะรัฐมนตรี

แต่มีความขัดแย้งในครม. ไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตในการเลือกตั้งได้ ประชาชนไม่พอใจมากขึ้น ลุกลามไปทั่วกทม.

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงได้ยึดอำนาจจากจอมพลป. พิบูลสงคราม เมื่อ 16 กันยายน 2500 จนจอมพลป.ลี้ภัยไปญี่ปุ่น และถึงแก่อนิจกรรมหลังจากลี้ภัย 7 ปี

การเลือกตั้งในปี 2569 มีความละม้ายคล้ายคลึงกับการเลือกตั้งที่ถือว่าสกปรกที่สุด ในปี 2500 เช่น การใช้ข้าราชการเป็นเครื่องมือในการเลือกตั้ง และผู้ควบคุมการเลือกตั้ง(ในปัจจุบันคือ กกต.) ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรมได้

หากให้ผมประเมินการเลือกตั้งในปี 2500 ในสมัย จอมพลป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี กับ ปี 2569 ในสมัยนายอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ครั้งไหนมีการทุจริตมากกว่ากัน

ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งในปี 2569 จะถูกจารึกไว้ ว่า มีการทุจริตมากกว่า สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม

ถูกศาลตัดสิทธิการเมือง? ‘สมชาย’ยก รธน.มาตราแสลงใจ อาจถูกโละทิ้งในการลงประชามติ

ถูกศาลตัดสิทธิการเมือง? 'สมชาย'ยก รธน.มาตราแสลงใจ อาจถูกโละทิ้งในการลงประชามติ

ถูกศาลตัดสิทธิการเมือง? ‘สมชาย’ยก รธน.มาตราแสลงใจ อาจถูกโละทิ้งในการลงประชามติ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.19 น.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า Ep.2 มาตรา98(4)(5)แสลงใจนักการเมือง

ถูกศาลตัดสิทธิการเมือง ?

ก่อนถึงวันออกเสียงประชามติ 8 กุมภาพันธ์นี้ประชาชนไทยผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ

ควรรับทราบให้ชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญมาตราใด

บ้างที่นักการเมืองอยากแก้ไข

โดยจะขอนำเสนอรายประเด็นให้ทราบต่อไปดังนี้

มาตรา 98 ตามรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน (สส)ซึ่งใช้กับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี และสมาชิกวุฒิสภา(สว)มี18อนุมาตรา แต่อนุมาตรา ที่แสลงใจ และบรรดานักการเมืองระดับหัวหน้าทีมและลูกทีม อยากโละทิ้งมากที่สุดคือ มาตรา98 (4)และ(5) เนื่องด้วยนักการเมืองระดับนำของหลายพรรคการเมือง ถูกศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตัดสิทธิเลือกตั้งหรือตัดสิทธิ์ทางการเมือง10ปี จึงมีความพยายามในหลายครั้งที่จะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ตัดออก แต่ไม่กล้าเสนอแก้ไขเป็นรายมาตรา เพราะจะปรากฏให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่าแก้ไขเพื่อตนเองและพวกพ้อง ดังนั้นการรณรงค์ให้เห็นชอบประชามติ ล้มรัฐธรรมนูญแล้วร่างใหม่ โดยนอมินี ก็จะทำให้ประชาชนมองไม่เห็นว่า ได้ยกเลิกอนุมาตรานี้ไปแล้ว

ซึ่งเท่ากับเป็นการนิรโทษกรรมทางอ้อมเพื่อยกเลิกลักษณะต้องห้ามดังกล่าว และเปิดโอกาสให้อดีตสส สว รมต ที่เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาวินิจฉัยตัดสิทธิไป สามารถกลับมาสมัคร สส สว เป็นรมต ได้อีกครั้ง

รัฐธรรมนูญมาตราแสลงใจ

ที่เป็นลักษณะต้องห้ามของนายกฯ รมต สส สว นี้กำลังจะถูกยกเลิกไปในการลงประชามติเห็นชอบเลิกรัฐธรรมนูญ2560

และจะไม่มีวันปรากฏมาตรา98(4)(5)อีกไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่

เพราะไม่มีวันที่พวกเขาจะยอมให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญหรือสสร ที่เขาตั้งขึ้นบัญญัติไว้อีก

จึงเสนอมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงประชามติ X #ไม่เห็นชอบ

#ล้มรัฐธรรมนูญ #ปราบโกง

สมขาย แสวงการ
อดีตสมาชิกวุฒิสภาและอดีตประธานคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาญัตติขอให้สภา
มีมติส่งเรื่องที่มีเหตุสมควรจะให้มีการออกเสียงประชามติให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการ ของวุฒิสภา

เอกสารประกอบการพิจารณา
https://share.google/EesRoQsYhDf5yiwDt

‘สมชัย’อธิบายชัด! หากจัดทำ’รธน.ใหม่’ ไม่มีทางล้ำเส้นไปในแนวทางที่ไม่ควร

'สมชัย'อธิบายชัด! หากจัดทำ'รธน.ใหม่' ไม่มีทางล้ำเส้นไปในแนวทางที่ไม่ควร

‘สมชัย’อธิบายชัด! หากจัดทำ’รธน.ใหม่’ ไม่มีทางล้ำเส้นไปในแนวทางที่ไม่ควร

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.20 น.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความระบุว่า ปล่อยให้ร่างใหม่ เดี๋ยวได้ล้มล้างการปกครองหรือไม่

ความกังวลใจสูงสุดของประชาชนที่จะไปออกเสียงประชามติ คือ ขืน “เห็นชอบ” ไป ฝ่ายร่างเขาไปร่างตามใจชอบ ประเทศไทยอาจกลายเป็นสาธารณรัฐ มีการยกเลิกระบอบกษัตริย์ อย่างนี้จะไว้ใจ ลงมติเห็นชอบได้หรือ

คำตอบคือ “อย่างไรก็เป็นไปไม่ได้”

ต้องทำความเข้าใจว่า ขณะที่กำลังร่างใหม่นั้น “รัฐธรรมนูญ 2560 ยังบังคับใช้” มิได้ถูกยกเลิกทันทีตั้งแต่วันแรกที่กระบวนการร่างใหม่เกิดขึ้น

คนร่างจะเป็นใครก็แล้วแต่ ยังอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ยังต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดกติกาต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญที่จะหลบหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังเช่น มาตรา 255 ที่เขียนว่า “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้”

คนร่างคนใดที่อุตริร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เปลี่ยนแปลงการปกครองหรือเปลี่ยนรูปแบบรัฐ แค่พูด เขียนและดำเนินการอื่นใด ก็ผิด กม.อาญา มาตรา 116 ที่กำหนดว่า “ผู้ใดกระทำให้ปรากฏด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีการอื่นใดเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน“ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี

ดังนั้น จึงสบายใจได้ว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่มีทางล้ำเส้นไปในแนวทางที่ไม่ควร

บอกกล่าวให้คนที่กลัวจะมีการเปลี่ยน“ได้ทราบ” และปรามคนที่คิดว่าจะเปลี่ยน “ได้รู้”

อวิชฺชา ปรมํ มลํ : ความไม่รู้เป็นสิ่งเลวร้าย อัปมงคลยิ่ง

‘ซื้อเสียง’หัวละ 7.5 พัน มีจริง! ‘เทพไท’แฉ’ภาคใต้’ดุ ‘ผู้นำท้องถิ่น-หัวคะแนน’เริ่มเคลื่อนไหว

'ซื้อเสียง'หัวละ 7.5 พัน มีจริง! 'เทพไท'แฉ'ภาคใต้'ดุ 'ผู้นำท้องถิ่น-หัวคะแนน'เริ่มเคลื่อนไหว

‘ซื้อเสียง’หัวละ 7.5 พัน มีจริง! ‘เทพไท’แฉ’ภาคใต้’ดุ ‘ผู้นำท้องถิ่น-หัวคะแนน’เริ่มเคลื่อนไหว

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.18 น.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ซื้อเสียง หัวละ7500บาท มีจริง

กรณีที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน3สถาบัน หรือ กกร.และคณะทำงานซีโร่คอรัปชั่น ได้สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อเสียงในการเลือกตั้งส.ส.ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า การซื้อเสียงในภูมิภาคต่างๆเป็นจำนวนมาก และตัวเลขการซื้อเสียงที่สูงมาก กรณีพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่มีตัวเลขการซื้อเสียงสูงถึงหัวละ 7500 บาท ถึง 3000 บาท ส่วนในภูมิภาคอื่นๆ ตัวเลขจะอยู่ในระหว่าง 1000 – 3000 บาท

ในฐานะที่เป็นนักการเมืองมาก่อน ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ พบว่ากระแสการซื้อเสียงความรุนแรงมาก สืบเนื่องจากมีการเลือกตั้งนายกอบต. สมาชิกอบต.เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 พบว่าอัตราการซื้อเสียงอยู่ที่ นายกอบต. หัวละ 3000 บาทสมาชิกอบต. หัวละ 1000 บาท จึงทำให้มีการคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งส.ส. ที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตัวเลขหรือราคาการซื้อเสียงก็ไม่แตกต่างกันมากนัก น่าจะอยู่ในราคาเสียงละ 1000 บาท หรือมากกว่านั้น ถ้าหากการแข่งขันมีสูง และมีการซื้อเสียงแข่งขันกันระหว่างผู้สมัครด้วยกัน ก็อาจจะมีราคาการซื้อเสียงที่สูงถึงหัวละ 2000 บาท

แต่การที่ กกร.ไปสำรวจว่า มีอัตราการซื้อเสียงสูงสุดถึง 7500 บาท น่าจะเป็นตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการซื้อเสียงการเลือกตั้งในบางพื้นที่ เช่นการเลือกตั้งพื้นที่เล็กๆแคบๆ เช่น การเลือกตั้งเทศบาล การเลือกตั้งอบต. หรือการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน เมื่อพื้นที่แคบ มีจำนวนผู้ลงคะแนนน้อย สามารถเช็คเสียงกันได้ว่า แพ้ชนะกันไม่กี่คะแนน จึงทำให้คะแนนที่ต้องแข่งขันกันเพียงไม่กี่เสียง ก็ทำให้เสียงที่ต้องการให้ได้รับชัยชนะ มีราคาที่สูง บางครั้งถ้าแพ้ชนะกันเพียงไม่กี่เสียง ก็อาจจะมีอัตราการซื้อเสียงที่สูงถึงเสียงละ 10,000 บาทก็มีในการเลือกตั้งระดับเทศบาลเล็กๆบางแห่ง

เพราะฉะนั้นการมีการซื้อเสียง ที่จะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ เห็นชัดว่ามีการเคลื่อนไหวจดรายชื่อกันอย่างคึกคัก จากข้อมูลที่ได้รับพบว่า ในพื้นที่ตำบลไชยมนตรี อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้นำท้องถิ่นผู้ใหญ่บ้านบางคน จ่ายเงินให้กับประชาชนแล้ว เพื่อซื้อเสียงในอัตราหัวละ 1000 บาท และมีกำนันตำบลหนึ่ง ที่อำเภอปากพนัง นัดหัวคะแนนให้พบกับแกนนำพรรคการเมืองบางพรรค และการประกาศของผู้นำท้องถิ่น ที่ต้องการซื้อคะแนนเสียงให้กับพรรคการเมืองบางพรรค ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองปากพนัง โดยตั้งเป้าหมายต้องการจัดซื้อจำนวน 6000 เสียง

การที่นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.ได้แถลงข่าวว่า จะมีการรณรงค์เลือกตั้งให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์ และเลือกคนที่ไม่ซื้อเสียง และต่อต้านการซื้อเสียง ซึ่งการรณรงค์ในลักษณะเช่นนี้ เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง แต่ผลที่ได้รับคือไม่ประสบความสำเร็จ ยังมีการซื้อเสียง ยังมีการขายสิทธิ์กันอย่างแพร่หลาย สิ่งที่กกต.ควรจัดการและควรเร่งรัดในการควบคุมไม่ให้ในการซื้อเสียง คือต้องจับกุมการซื้อเสียง และดำเนินการป้องปรามการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในเชิงรุกให้มากกว่านี้ เพราะการซื้อเสียงคือมะเร็งร้ายในระบอบประชาธิปไตย

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“การเมืองไม่ควรมีไว้เฉพาะคนที่มีเงิน พรรควิชชั่นใหม่จึงเลือกทำในสิ่งที่คิดว่าจำเป็นต่อประเทศ หากมีโอกาสได้ร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะในสถานะใด เราจะสนับสนุนและผลักดันนโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ยอย่างเต็มที่ เพราะนี่คือเรื่องโครงสร้าง ไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง”

นายพิเชษฐ สถิรชวาล

หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่

‘ชูวิทย์’หยันปชน.เป็นฝ่ายค้านแน่ โต้รับงานคว่ำ‘ส้ม’ ประเมินลต.ได้90-100ที่นั่ง

‘ชูวิทย์’หยันปชน.เป็นฝ่ายค้านแน่ โต้รับงานคว่ำ‘ส้ม’ ประเมินลต.ได้90-100ที่นั่ง

‘ชูวิทย์’หยันปชน.เป็นฝ่ายค้านแน่ โต้รับงานคว่ำ‘ส้ม’ ประเมินลต.ได้90-100ที่นั่ง

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ชูวิทย์’หยันปชน.เป็นฝ่ายค้านแน่ โต้รับงานคว่ำ‘ส้ม’ ประเมินลต.ได้90-100ที่นั่ง ‘วิโรจน์’ฮึ่มขู่ฟ้องจอมแฉ กกต.เต้นซื้อเสียงหัว7พัน

ชูวิทย์” โต้รับใบสั่ง บิ๊กแดง” ล้ม พรรคส้ม” ยันคุย บิ๊กโจ๊ก” บอกอยากคุมตร.ประเมินปชน.ได้สส.ต่ำร้อย ชวน” ลุย เชียงใหม่” หาเสียงช่วย ต๊ะ นารากร” ที่ตลาดดอกไม้-ตลาดต้นลำไยอ้อนขอคะแนนทั้งพรรคและสส.เขต เน้นการเมืองสุจริต-ไม่ซื้อเสียง เพราะคือต้นตอธุรกิจการเมือง-วงจรอุบาทว์ ด้านแสวงชี้ผลสำรวจซื้อเสียง7,500บาท อาจเป็นเพียงประเมิน ย้ำหน้าที่ กกต.ต้องทำให้เงินไม่มีความหมายต่อผลเลือกตั้ง ระดมการข่าวหน่วยเคลื่อนที่เร็วสกัดพื้นที่สีแดงทุกภาค

เมื่อวันที่ 19มกราคม2569 นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรค ปชป.พร้อม น.ส.นารากร ติยายน หรือต๊ะ ผู้สมัครสส.เขต1 ได้ลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดดอกไม้ และตลาดต้นลำไย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของต๊ะ นารากร อ้อนขอคะแนนเสียงจากพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาเดินตลาด ขอให้เลือกทั้งพรรคและสส.แบบเบ่งเขต ขอให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมารับใช้ประชาชนอีกครั้ง การลงหาเสียงครั้งนี้ของนายชวน ได้รับการตอบรับจากชาวเชียงใหม่และแฟนคลับเป็นอย่างดี มีคนนำมาลัยกรมามอบให้พร้อมกับขอถ่ายรูปด้วย หลังหาเสียงที่ตลาดเสร็จแล้ว นายชวนและน.ส.นารากร ได้ขึ้นรถแห่ขอคะแนนเสียงชาวเชียงใหม่รอบคูเมือง ก่อนเดินทางไปวัดเชียงมั่น วัดเก่าแก่และวัดแรกของจังหวัดเชียงใหม่เพื่อไปไหว้ขอพร พระเสตังคมณี หรือพระแก้วขาว

ชวนอ้อนเลือกทั้งพรรค-ปาร์ตี้ลิสต์

นายชวน กล่าวว่า การลงพื้นที่เชียงใหม่วันนี้คิดว่า ระบบบัญชีรายชื่อนั้นจะดีขึ้นแต่ก็คิดว่าจำนวนไม่มากขึ้นแต่อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นในส่วนที่น่าจะไม่มีการซื้อเสียง เพราะการเลือกตั้งเขตส่วนใหญ่จะมีการซื้อเสียงกันเลยทำให้ผู้สมัครแบบแบ่งเขต จะยากหน่อยในการที่จะลงหาเสียงและได้คะแนนมา แต่เมื่อระบบบัญชีรายชื่อไม่มีการซื้อเสียงถือว่า มีโอกาสที่พรรคจะได้คะแนนมากขึ้น โดยทั่วไป กระแสที่มีการต้อนรับหัวหน้าพรรคอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมีความนิยมมาก เลยเชื่อว่าเชียงใหม่ระบบบัญชีรายชื่อจะเพิ่มขึ้น ซึ่งทางหัวหน้าพรรคอย่างนายอภิสิทธิ์ ก็ได้ขอร้องว่าเลือกพรรคแล้วขอให้เลือกคนด้วย เขตไหนที่คนเหมาะสมก็ขอให้เลือกคนไว้ด้วย ส่วนสส.แบบเขตพรรคปชป.ไม่กล้าหวังแต่ถ้าหากได้มาก็ดี เพราะการเมืองมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ช่วยสนับสนุน น.ส.นรากร ด้วย เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนพอที่ให้ นายอภิสิทธิ์ มีเสียงพอที่จะไปต่อรองในการที่จะทำงานการเมือง เพื่อพาประเทศไปสู่ความรุ่งเรื่อง ด้วยการไม่โกง ไม่ทุจริต ไม่คอร์รัปชั่น

เน้นการเมืองสุจริต-ต้องไม่ซื้อเสียง

นายชวน กล่าวอีกว่า ตนผ่านการเป็น สส.มา 17สมัย โดยไม่เคยซื้อเสียงแม้แต่บาทเดียว ขอให้พี่น้องประชาชนรู้เท่าทันว่าใครก็ตามที่ซื้อเสียง นั่นคือจุดเริ่มต้นของธุรกิจการเมือง เมื่อเขาลงทุนจ่าย ซื้อไปแล้ว ที่สุดท้ายนักการเมืองคนนั้น พรรคนั้น เขาต้องไปถอนทุนคืนผ่านการทุจริตคอรัปชั่นในโครงการรัฐเมื่อเขามีอำนาจเข้ามาบริหารบ้านเมือง ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ อาจไม่ใช่พรรคเดียวที่พูดเรื่องสุจริต แต่เราเป็นพรรคที่ทำให้เห็นเป็นรูปธรรมที่สุดว่า ทำได้เพื่อพาประเทศไปสู่ความรุ่งเรืองโดยไม่โกงไม่กิน วงจรอุบาทว์จากการซื้อเสียงจากนักการเมืองและลามไปสู่ข้าราชการ นี่คือสิ่งที่เป็นอันตราย ถ้ามองภาพความเป็นจริง กำลังลุกลากไปสู่องค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ8องค์กร เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องรู้ตระหนัก ไม่เช่นนั้นเราจะเสียท่าให้นักการเมืองที่โกงบ้านโกงเมือง โดยใช้คำซื่อสัตย์ สุจริตเป็นเกราะป้องกันตัว แต่ปฏิบัติไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และอันตรายต่อบ้านเมือง

ระหว่างเดินหาเสียง นายชวนพบนักท่องเที่ยวหนุ่มคนหนึ่งที่มาเชียงใหม่เพราะพักใจจากความรัก นายชวนได้ให้คำแนะนำอย่างเป็นกันเองว่า ให้ตัดใจ แล้วมาเดินหาเสียงด้วยกันดีกว่า สร้างรอยยิ้มให้กับหนุ่มนักท่องเที่ยวและคนรอบข้างที่ได้ยินการพูดคุย

ต๊ะแนะรับเงินไว้-แต่ให้เลือกปชป.

ด้านน.ส.นารากร กล่าวเป็นภาษาคำเมืองตามสโลแกนที่รณรงค์หาเสียงว่า “เงินมาฮาเอา แต่เฮากาประชาธิปัตย์” เพื่อสื่อว่า รับเงินได้ตามน้ำใจที่ให้ แต่ไม่ต้องเลือกคนโกง ให้หันมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ตั้งใจทำงานจริงที่อาสามาพัฒนาและแก้ไขปัญหาของชาวเชียงใหม่

แสวงพร้อมสอบซื้อหัวละ7.5พันบาท

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.กล่าวถึงการที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร.ออกมาเปิดเผยข้อมูลผลสำรวจว่า มีการซื้อเสียงกันดุเดือด ถึงขั้นหัวละ 7,500บาท ว่า เป็นหน้าที่ของสำนักงาน กกต.จะต้องขยับตัวเพื่อตอบสนองต่อข้อมูลดังกล่าว กกต.มุ่งเน้นไปที่การป้องปรามไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นผ่านกระบวนการและเครือข่ายที่เป็นรูปธรรม ส่วนการข่าวกกต.รับรู้ข้อมูลอยู่แล้ว แต่ไม่ทราบถึงจำนวนเงินที่แน่นอนได้ว่ากี่บาท อาจเป็นการประเมินหรือความเห็นตามหลักวิชาการของทางเอกชนเอง แต่ว่าเรื่องนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของกกต.ที่จะต้องจัดการต้องทำให้เรื่องพวกนี้ไม่มีนัยยะสำคัญต่อการลงคะแนน หรือไม่เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้คนชนะการเลือกตั้งได้ ส่วนจะมีการเชิญภาคเอกชนที่ไปทำผลสำรวจเข้ามาให้ข้อมูลหรือไม่นั้น นายแสวง กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่จำเป็น เพราะ กกต.มีหน้าที่ป้องกันและรับทราบข้อมูลเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิดขึ้น

เตือนทุกคนทำผิดได้หมดแม้แต่จนท.

เรื่องเล่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องของเมืองหรือเกมอำนาจ แต่สิ่งที่เราทำคือการปฏิบัติ ช่วงนี้การป้องกันป้องปรามโดยการใช้ข่าวร่วมกับฝ่ายบ้านเมือง และใช้หน่วยเคลื่อนที่เร็วลงไปในพื้นที่ที่ได้แบ่งกันไว้ไม่รู้จะเป็นสีแดง สีเหลือง หรือสีขาว ซึ่งเราทำแบบนี้ทุกครั้ง ทั้งนี้ข่าวกับเรื่องจริงมันอาจจะคนละเรื่อง” เมื่อถามว่า พื้นที่สีแดงส่วนใหญ่อยู่ภาคไหน นายแสวง กล่าวว่า พื้นที่สีแดงมีอยู่ทุกภาค ไม่ได้เจาะจงที่ภาคใดภาคหนึ่งเป็นพิเศษ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดความรุนแรงหรือความเข้มข้นของการแข่งขันแต่ละเขตเลือกตั้ง คำว่ารุนแรงไม่ได้ หมายถึงการใช้กำลังเสมอไป แต่หมายถึงความเข้มข้นในการชิงชัยในพื้นที่เหล่านี้ ทุกคนสามารถกระทำผิดได้หมด ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้สมัครเอง ประชาชน หรือแม้แต่ตัวเจ้าหน้าที่ กกต.ในการจัดการเลือกตั้งเองก็ตาม เราก็ไม่อยากให้มันเกิดเพราะจะทำให้ผลการเลือกตั้งไม่เป็นที่ยอมรับ

หวังปชช.ออกมาใช้สิทธิเกินกว่า75%

ต่อข้อถามกรณีที่เลขา กกต.ส่งข้อความในLine กลุ่มสำนักงาน กกต.ถึงเจ้าหน้าที่ กกต.ให้ช่วยกันรณรงค์ไม่ให้เกิดการซื้อสิทธิขายเสียงนั้น นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ส่วนตัวอยากให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ อยู่บนพื้นฐานบรรยากาศที่ดี และเป็นคะแนนที่สุจริต เพราะสะท้อนถึงคุณภาพของการเลือกตั้ง ซึ่งเราต้องการ 2 อย่าง คือ ปริมาณคนไปใช้สิทธิเยอะ ซึ่งเรื่องนี้ไม่น่าเป็นห่วง เชื่อว่าจะผู้ไปใช้สิทธิจะมากกว่าครั้งที่แล้ว ที่อยู่ที่ 75% ซึ่งในส่วนคุณภาพคะแนนก็อยากให้เกิดจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ดูนโยบาย ว่าพรรคไหนหรือผู้สมัครคนไหนจะเป็นผู้แทนเขาได้ก็ควรจะเลือกตรงนั้น แต่ไม่ใช่เลือกด้วยเหตุผลอื่น จึงไม่อยากให้เกิดเงื่อนไขแบบนี้ ย้ำว่าอยากให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำไปใช้พัฒนาประเทศตามศักยภาพที่เรามี

เจษฎ์หยอกหนูเนื้อหอมถูกรุมรัก

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ ลงพื้นที่หาเสียง จ.ชลบุรี บรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างให้การตอบรับ พร้อมให้กำลังใจ อยากให้คนรุ่นใหมได้มีโอกาสทำงานการเมือง เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ๆ ด้าน นายเจษฎ์ กล่าวว่า พรรครักชาติก่อตั้งขึ้นบนพื้นฐานของการเมืองใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับภาคพลเมืองเป็นหลัก การเมืองต้องไม่ทอดทิ้งประชาชน และสิ่งสำคัญที่สุดคือการตีแผ่ข้อเท็จจริงให้สังคมได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือใครก็ตาม ประชาชนในฐานะพลเมืองมีสิทธิที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา ส่วนสถานการณ์การจับขั้วทางการเมือง มีความย้อนแย้งของพรรคการเมืองใหญ่ที่มีสีเสื้อต่างกัน ลองไปดูสีแต่ละสี สีส้มนั่งคุยกับสีฟ้าบอกว่าจะไปจับมือกับสีน้ำเงินกันดีไหม เถียงกันไปเถียงกันมา สุดท้ายก็แบะท่าว่าจะไปจับกับสีน้ำเงินกันได้ วันนี้คุณอนุทินเนื้อหอมมากนะครับ ถ้าเปรียบเป็นคนที่มีคนหมายปอง ก็มีคนรุมตอมกันถึง 5คน

ภราดรชูจุดแข็งหนูปกป้องอธิปไตย

นายภราดร ปริศนานันทกุล ผู้สมัคร สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีทำไมประชาชนต้องเลือกพรรคภูมิใจไทย ว่า ในช่วง 2เดือนกว่า พรรคภูมิใจไทยได้แสดงให้เห็นศักยภาพการทำงานแล้วว่าสามารถทำได้มากขนาดไหน เราขอโอกาสจากประชาชนในอีก 4 ปีข้างหน้า และจะเข้ามาสานต่อสิ่งที่ได้ทำเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ภัยสังคม การต่อต้านทุนเทา สแกมเมอร์ และกาสิโน

ชวนทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราไว้ใจประเทศเพื่อนบ้านได้มากน้อยแค่ไหน แล้วผู้นำแบบไหนที่ประชาชนจะไว้ใจให้มาบริหารประเทศบนสถานการณ์ที่เราไม่ไว้วางใจเพื่อนบ้านแบบนี้ เราได้เห็นสภาวะความเป็นผู้นำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่พร้อมทำทุกอย่างปกป้องอธิปไตยของประเทศ ขอโอกาสจากคนไทยทุกคนให้พรรคภูมิใจไทยทำงานบริหารประเทศอีก4ปี เข้าคูหากาเบอร์37

พท.ชี้กระแสยศชนันแรงเกินคาด

นายสุไพรพล เพ็ญแข หรือป๊อบ ผู้สมัครสส.พรรคเพื่อไทย (พท.) กรุงเทพมหานคร เขตบางพลัด-บางกอกน้อย หมายเลข 1 กล่าวถึงกระแสความนิยม”ดร.เชน’ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ว่า เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการก้าวเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเงียบๆ แต่กลับสามารถสร้างความตื่นตัวและความสนใจจากประชาชนทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กระแสความนิยมในตัว ดร.เชน เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ตนเองจะไม่เคยมีโอกาสสนทนากับ ดร.เชน อย่างเต็มที่มาก่อน แต่ก็รู้สึกประหลาดใจเช่นเดียวกันกับการตอบรับจากประชาชนที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ขณะที่ จักรภพ เพ็ญแข หรือ “พี่เอก” ซึ่งเคยพบและพูดคุยกับ ดร.เชน มาก่อนหน้านี้ ก็แสดงความแปลกใจไม่ต่างกัน กับการที่ประชาชนจำนวนมากให้การยอมรับและสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีรายนี้อย่างชัดเจน โชคดีของพรรค พท.ที่ได้แคนดิเดตนายกฯซึ่ง”ถูกที่ ถูกเวลาและที่สำคัญคือ ถูกคน ถูกสถานการณ์”ทั้งตนเองและนายจักรภพ จึงเชื่อมั่นว่า แคนดิเดตนายกฯผู้มีคุณวุฒิระดับปริญญาเอกและผลงานวิจัยเป็นที่ประจักษ์ จะนำพาพรรคพท.กลับมารับใช้ประชาชนอีกครั้งในฐานะรัฐบาล

วิโรจน์แถลงแฉขบวนการใส่ร้ายปชน.

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคและผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.) แถลงข่าวเปิดโปงขบวนการสร้างข่าวปลอมใส่ร้ายพรรคปชน.และการดำเนินคดีกับผู้ปล่อยข่าวดังกล่าวต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายวิโรจน์ ระบุว่า ที่ผ่านมาทุกครั้งที่พรรคถูกวิพากษ์วิจารณ์ติติง พรรคก็จะแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะและสังคมอย่างได้สัดส่วนมาตลอด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่หยุดตลอดระยะเวลาหาเสียงและนับวันจะหนักขึ้นเรื่อยๆ คือ ปฏิบัติการของขบวนการใส่ร้ายป้ายสี ที่มีทั้งบัญชีไอโอ แอ็คหลุมบอต ตลอดจนการฟาร์มเพจขึ้นมา ผสมกับการใช้เหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์ในการผลิตซ้ำและเผยแพร่ข้อความและข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อทำให้ประชาชนเข้าใจพรรคปชน.ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการกระทำความผิดกฏหมายพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร2561 มาตรา73 (5) โดยฝ่ายกฎหมายของพรรคก็จะรวบรวมคอมเมนต์ทั้งหมดส่งให้ กกต.ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับตาให้ฝ่ายกม.พรรคฟ้องชูวิทย์

นายวิโรจน์ ยังแถลงกรณี นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ออกมากล่าวหาว่าพรรคประชาชนมีการทำดีลลับกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแลกกับการสนับสนุนให้พรรคได้รับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ภาคใต้จำนวน 10ที่นั่งและผลักดันให้ขึ้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย.ยืนยันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง และเป็นการกล่าวหาเกินขอบเขตของการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าพรรคประชาชนจะดำเนินการฟ้องร้อง นายชูวิทย์หรือไม่ นายวิโรจน์ ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมายพรรค และจะดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายที่เหมาะสม ทั้งนี้ ตนไม่ต้องการกล่าวหานายชูวิทย์ว่า ไปรับงานใด ๆ แต่เห็นว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเกินกว่าการแสดงอคติส่วนตัวหรือการวิจารณ์ทางการเมืองตามปกติ และเชื่อว่านายชูวิทย์ควรไตร่ตรองถึงผลกระทบของการกระทำดังกล่าว

ชูวิทย์โต้ใบสั่งบิ๊กแดงล้มส้่ม

เวลา 14.00น.ที่โรงแรมเดอะ เดวิส นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ตั้งโต๊ะแถลงข่าว โต้นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่บอกว่ารับงานมาเพื่อมาถล่มพรรคส้มหรือไม่

ก่อนการแถลงข่าว ทีมงานของนายชูวิทย์ ได้นำส้ม 5ลูก พร้อมกระถางธูป ถุงโจ๊กและป้ายข้อความราษฎรเต็มขั้น มาจัดวางประกอบการแถลงข่าว โดยนายชูวิทย์ ได้สวมเสื้อที่ติดป้ายชื่อ ราษฎรเต็มขั้น ที่หน้าอกเช่นเดียวกัน จากนั้น นายชูวิทย์ได้ แถลงชี้แจงกรณีที่สังคมตั้งข้อสงสัยถึงเหตุผลที่ตนเองกลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง โดยกล่าวว่า ขอฝากถึงนักวิชาการพรรคส้ม ที่อ่านแต่ตำราแต่ไม่เคยสัมผัสการเมืองภาคปฏิบัติจริง ตนเองในฐานะประชาชนย่อมมีสิทธิออกมาแสดงความคิดเห็นตนสนับสนุนพรรคการเมืองสายส้ม ตั้งแต่ปี62-66 เคยต่อสู้ทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยในประเด็นเขากระโดง

คุยบิ๊กโจ๊กต่อรองเก้าอี้เรื่องปกติ

สำหรับกรณีที่กล่าวหาว่า พรรคประชาชนรทำดีลลับกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร.เพื่อแลกกับการสนับสนุนให้พรรคได้ ส.ส.ในพื้นที่ภาคใต้ 10ที่นั่งและผลักดันให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องนี้ นายชูวิทย์ กล่าวว่า การต่อรองตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย การต่อรองตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด หากฝ่ายใดจะฟ้องร้องตนเองก็สามารถทำได้ เพราะตนเองเคยผ่านการถูกฟ้องร้องมาแล้วหลายคดีและพร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมตนได้คุยกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นการส่วนตัว ไม่มีการบันทึกคลิปและไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย เนื่องจากพรรคปชน.มีนโยบายจัดการทุนสีเทา ขณะที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ เป็นอดีตรองผบ.ตร. ซึ่งย่อมมีข้อมูลจำนวนมากที่เป็นประโยชน์ โดยระบุว่าพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ เคยกล่าวในเชิงว่าหากช่วยทำพื้นที่ ส.ส. ได้ก็อยากดูแลตำรวจ แต่ไม่ได้ระบุถึงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แม้ตนจะไม่มีเอกสารหรือใบเสร็จมาแสดง เนื่องจากตนเองเวลาพูดคุยหรือหารือกับใครก็ไม่เคยมีการบันทึกเสียง ดังนั้นหาก นายวิโรจน์ จะมาถามหาหลักฐาน ตนไม่มีแน่นอน

จากนั้น นายชูวิทย์ ได้แสดงแชตไลน์ที่พูดคุยกับ พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือบิ๊กแดง อดีต ผบ.ทบ.ต่อหน้าสื่อมวลชน โดยยืนยันว่า เป็นเพื่อนกันมานานกว่า 30 ปี สนิทกันตั้งแต่สมัยอยู่ต่างประเทศ รู้จักกัน กินดื่มและพูดคุยกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน หรือสามารถบังคับความคิดซึ่งกันและกันได้ พร้อมย้ำว่า แชตดังกล่าวเป็นการสนทนาตั้งแต่ปี2566และไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ขณะที่ในปีเดียวกันตนเองยังสนับสนุน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โดยบิ๊กแดงไม่เคยห้ามแต่อย่างใด มิตรภาพอยู่เหนือการเมือง การพยายามเชื่อมโยงตนกับ พล.อ.อภิรัชต์ เป็นวิธีคิดการเมืองเก่าตนไม่มีทีมงาน มีเพียงตัวคนเดียว ส่วนการเขียนบทความหรือแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กเป็นสิทธิของทุกคน

คาดปชน.ได้สส.90-100คนเท่านั้น

นายชูวิทย์ กล่าวถึงเจตนารมณ์ของตนเองว่า ต้องการสั่งสอนพรรคปชน.เพื่อให้ราษฎรตื่นจากภวังค์ และเข้าใจโลกของการเมือง พร้อมย้ำว่าการแก้รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ประชาชนร่ำรวย หากโครงสร้างอำนาจยังไม่เปลี่ยน โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต้องใช้เวลา ไม่สามารถทำได้รวดเร็ว เรื่องนี้อาจเป็นผลดีในระยะยาว เพราะจะทำให้พรรคปชน.มีความแหลมคมมากขึ้น ไม่เดินซ้ำรอยความผิดพลาดเดิมอีก ต่อให้พรรคการเมืองได้คะแนนเยอะก็ไม่มีทางที่จะโตได้ ส่วนใครกล่าวหาว่า ตัวเองบอกว่า พรรคส้มเลว ตนขอสาปแช่งให้ตาย โดยเฉพาะตือป่วยก่าย ครั้งนี้เชื่อว่าพรรคประชาชนจะไม่ได้คะแนนเสียงตามที่ตั้งเป้าไว้อย่างแน่นอน ซึ่งนายชูวิทย์คำนวณว่าหากได้เกิน 120 ถือว่าเก่งมากแล้วโดยประเมินไว้ว่าจะได้เพียงแค่ 90 ถึง 100 ที่นั่งเท่านั้น โดยให้ประชาชนเฝ้ารอไปจนถึงวันเลือกตั้งที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

จากนั้น นายชูวิทย์ ได้นำส้มขึ้นมาแกะ พร้อมกับปอกใส่ปาก ก่อนชิมส้มไปหนึ่งซีก และบอกว่าส้มนี้ยังไม่หวาน ต้องบ่มอีกนิดถึงจะพอดี ต้องค่อยเป็นค่อยไป งั้นขอกินอีกที แต่มันก็ยังเปรี้ยวอยู่ ถ้ารออีกหน่อยอาจจะดีกว่านี้ จากนั้น นายชูวิทย์ หยิบมาชิมอีกที พร้อมอุทานว่า“อื้อหืออออ เปรี้ยว พร้อมหัวเราะเบาๆ แล้วบอกว่า รอสมัยหน้าแล้วกัน มันเปรี้ยวไป ต้องรอหน่อย อาจจะดี แต่นี่ส้มไปหรือนี่คือส้มเก๊หรือเปล่า ยังไม่ถึงเวลา พรรคส้มใจเย็นๆ อย่ารีบร้อนหิวโหยอำนาจ มันจะทำให้คุณเปลี่ยนไป คุณต้องมีอุดมการณ์ ต้องวิพากษ์วิจารณ์ได้“

เพื่อไทยเดินหน้า รณรงค์ทั่วทุกภาค กาบัตรประชามติ

เพื่อไทยเดินหน้า รณรงค์ทั่วทุกภาค กาบัตรประชามติ

เพื่อไทยเดินหน้า รณรงค์ทั่วทุกภาค กาบัตรประชามติ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เพื่อไทยเดินหน้า รณรงค์ทั่วทุกภาค กาบัตรประชามติ หนุนแก้ไขรธน.

จาตุรนต์” ชงกกต. 6 ข้อ จี้แจงปชช.โทษการไม่ไปออกเสียงประชามติ จะทำให้เสียสิทธิ เพื่อไทย” เดินหน้ารณรงค์ทุกภาคเห็นชอบแก้รธน. ด้านพี่ศรีสุวรรณยื่นกกต.สอบ จาตุรนต์” ปมดึงแข้งเยาวชน หมอนทองวิทยา” ร่วมรณรงค์ ยันผิดกม.ชัด โดยเฉพาะพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ขณะที่เลขาฯกกต.ระบุขอเวลาตรวจสอบก่อน ส่วนจะถูกบังคับหรือถูกหลอกให้พูดยังบอกไม่ได้ ต้องรอให้ตั้งสำนวนสอบสวนก่อน

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย พร้อมคณะกรรมการรณรงค์ประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พรรคเพื่อไทยแถลงชี้แจงกิจกรรมที่รณรงค์ประชามติฯและนำเสนอข้อเสนอ คำแนะนำและข้อเรียกร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ว่า คณะกรรมการฯมีกิจกรรมที่ดำเนินการไปแล้วและจะทำต่อจากนี้ ทั้งในส่วนคณะกรรมการรณรงค์และส่วนพรรค รวมถึงการร่วมมือกับองค์กรภาคประชาชน โดยกิจกรรมที่จัดไปแล้ว เริ่มตั้งแต่วันรับสมัครสส.บัญชีรายชื่อ ยืนยันจะรณรงค์ในทางที่ให้ประชาชนเห็นชอบ และร่วมประชุมภาคีสองครั้งระหว่าง 7 พรรคการเมืองกับ 14 องค์กรภาคประชาสังคม ร่วมประชุมพรรคการเมือง 9 พรรคที่ยืนยันเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

พท.เดินหน้ารณรงค์ทำประชามติทุกภาค

นายจาตุรนต์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา พรรคเราร่วมกิจกรรมกับภาคประชาสังคม กลุ่ม Constitution for All และจัดกิจกรรมบางจังหวัด จัดรถแห่ แจกบัตรตัวอย่างบัตรประชามติ รวมถึงร่วมเวทีปราศรัย หาเสียงทั่วไป ส่วนที่กำลังเตรียมดำเนินการ เตรียมอุปกรณ์จัดกิจกรรม รวมถึงบัตรตัวอย่างประชามติ «คู่มือประชาชน» เพื่อชี้แจงและให้ข้อมูลประชาชนใช้ทำกิจกรรมรณรงค์หรือเข้าร่วมเวทีต่างๆ จะมีเนื้อหา เหตุผล และข้อกฎหมายที่ชัดเจน โดยจะเผยแพร่คู่มือประชาชนทางออนไลน์ ให้ผู้สมัครของพรรคทั้งหมด พร้อมจัดพิมพ์เป็นเอกสารส่งตามไป เพื่อใช้รณรงค์จนถึงวันเลือกตั้ง รวมถึงคณะกรรมการฯจะไปจัดกิจกรรมรณรงค์ทุกภูมิภาค และร่วมเวทีของกกต.วันที่ 27 มกราคม ร่วมกิจกรรมรณรงค์ใหญ่กับภาคประชาชนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ด้วย

ยื่น6ข้อจี้กกต.ย้ำปชช.ต้องไปลงประชามติ

นายจาตุรนต์ยังกล่าวถึงข้อเสนอต่อกกต. 6 ข้อว่า 1.ขอบคุณกกต.ที่ให้ความชัดเจนว่า พรรคการเมืองและผู้สมัครสามารถรณรงค์ประชามติได้เสรี ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยกกต.จัดเวทีและเชิญพรรคการเมืองเข้าร่วมฟังการชี้แจงและแสดงความเห็น แต่มีเพียงเวทีเดียวเท่านั้น 2.เอกสารใหม่ที่แก้เรื่องไม่มีเครื่องหมายกากบาท ควรพิมพ์ส่งถึงบ้าน ระบุถึงผู้มีสิทธิและชี้แจงผ่านสื่อให้มากกว่านี้ เพราะประชาชนอาจไปออกเสียงผิดวิธี 3.กกต.ควรย้ำขอบเขตเนื้อหาและวิธีทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อยู่ในขั้นตอนต่อไปหลังประชามติ ไม่ใช่ขั้นตอนทำประชามติครั้งนี้

4.ขอให้กกต.ชี้แจงให้ประชาชนที่ไม่ได้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขต แต่ไปลงทะเบียนออกเสียงเลือกตั้งสส.ล่วงหน้าไว้วันที่ 1 กุมภาพันธ์ จำเป็นต้องกลับไปออกเสียงประชามติที่ภูมิลำเนาของตนเองเท่านั้น จะได้ไม่เสียสิทธิ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ อยากให้ กกต.ประชาสัมพันธ์และชี้แจงให้มากกว่านี้ 5.ขอให้ กกต.กำชับคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งให้จัดหน่วยเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ให้เป็นเส้นทางเดียวตั้งแต่ต้นจนออกมาไม่ควรแยกกัน ป้องกันคนไปใช้สิทธิลืม จะทำให้เสียสิทธิทางการเมืองหลายประการตามกฎหมายประชาธิปไตย และ6.เสนอขยายเวลาลงทะเบียน จัดเวทีแสดงความคิดเห็น ให้โอกาสทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน

สมชัยแจงผลประชามติกาช่องไหนได้อะไร

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โพสต์ชี้แจงการใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติว่า บัตรประชามติสีเหลือง มีช่องให้ตัดสินใจกา 3 ช่อง คือ เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ และ ไม่แสดงความคิดเห็น หากผลออกเสียงช่องใดได้เสียงข้างมากแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ หนึ่ง ถ้าประชาชนเสียงข้างมาเห็นชอบ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เดินหน้าต่อไป โดย ครม.ชุดใหม่สามารถเสนอให้รัฐสภาใหม่หยิบร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ค้างในวาระ 2 ของรัฐสภาชุดที่แล้วมาพิจารณาต่อภายใน 60 วัน นับแต่มีการประชุมรัฐสภาชุดใหม่ครั้งแรกได้ หากผ่านวาระ 2 และ 3 จะทำประชามติ คำถามที่ 2 เกี่ยวกับวิธีและสาระสำคัญที่จะแก้

นายสมชัยกล่าวต่อว่า ถ้าเสียงข้างมากไม่เห็นชอบ แนวคิดจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับจะยุติลง หากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีข้อบกพร่องเรื่องใด ให้ใช้กลไกรัฐสภาแก้รายมาตรา แต่ต้องยอมรับสภาพเงื่อนไขว่า การแก้รายมาตราทุกเรื่อง ต้องมีสว.ร่วมเห็นชอบ 1 ใน 3 หรือ 67 คนขึ้นไป ในวาระที่ 1 และ 3 ทุกครั้ง และหากแก้ 4 เรื่องคือ เรื่องที่ 1 แก้หมวด 1 หมวด 2 เรื่องที่ 2 แก้คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆตามรัฐธรรมนูญ เรื่องที่ 3 แก้หน้าที่อำนาจของศาลและองค์กรอิสระ และ 4.แก้วิธีการแก้ ต้องทำประชามติทุกครั้ง และถ้าผลลงคะแนนประชามติออกมาว่า เสียงข้างมาก ไม่แสดงความคิดเห็น เท่ากับการทำประชามติคราวนี้ยังไม่มีข้อยุติ คำตอบที่ต้องการทราบยังไม่มีคำตอบ เงินที่ทำประชามติสูญเปล่า หากยังต้องการคำตอบ ต้องทำประชามติใหม่อีกครั้ง

พี่ศรียื่นกกต.สอบคลิปจาตุรนต์

เวลา 10.00 น.วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดินเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ขอให้ตรวจสอบกรณีการนำนักฟุตบอลเยาวชนทีมโรงเรียนหมอนทองวิทยา มาทำคลิปวิดีโอรณรงค์ประชามติรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าอาจเป็นการหลอกลวงและใช้เด็กเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งมีต้นเรื่องจากคลิป «8 กุมภา กาเห็นชอบ» ซึ่งเหตุการณ์นี้เริ่มจากวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคการเมืองชื่อดัง โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ขณะลงพื้นที่ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เป็นภาพ อาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ (โค้ชสกล) นำกลุ่มนักฟุตบอลเยาวชนโรงเรียนหมอนทองวิทยา ตะโกนคำขวัญ «8 กุมภา กาเห็นชอบ» พร้อมโบกธงสีเขียวที่มีสัญลักษณ์กากบาท หลังโพสต์คลิปดังกล่าว ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนักถึงความเหมาะสม ซึ่งนายศรีสุวรรณยื่นหลักฐานให้กกต.ตรวจสอบ 3 ประเด็นหลัก 1.สอบว่าหลอกลวงหรือจูงใจเด็กให้ร่วมคลิปโดยไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริงหรือไม่ 2.เอาผิดผู้ประสานงานและผู้ว่าจ้างที่ดึง สถาบันการศึกษาเข้ามาข้องเกี่ยวกับการเมือง และ3.วินิจฉัยว่าการกระทำของนายจาตุรนต์ ขัดระเบียบรณรงค์ประชามติที่กกต.กำหนดไว้หรือไม่

แม้นายจาตุรนต์จะลบคลิปไปแล้ว แต่ทางกฎหมายถือว่าความผิดสำเร็จ จึงมาร้องเรียน กกต.สอบ

เลขาฯกกต.ขอตรวจสอบก่อน

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ให้สัมภาษณ์การร้องเรียนให้สอบคลิปของนายจาตุรนต์ว่า ต้องดูข้อเท็จจริงกฎหมายการออกเสียงเลือกตั้ง และออกเสียงประชามติว่าเข้าข่ายหลอกลวงใส่ร้ายหรือไม่ ต้องดูว่าเจตนาพิเศษอะไรหรือไม่ตามองค์ประกอบกฎหมาย ส่วนที่ระบุเด็กแสดงความเห็นว่าเห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญนั้น เป็นเสรีภาพการแสดงความเห็นหรือรณรงค์ให้เห็นชอบหรือไม่ก็ได้ แต่เบื้องหลังจะมีอะไรต้องไปสอบสวนอีกที เบื้องต้นยังเป็นสิทธิ์แสดงความเห็นรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ซึ่งกฎหมายให้ประชาชนทำได้ ส่วนเป็นการถูกบังคับหรือหลอกให้พูดยังบอกไม่ได้ ต้องรอให้ตั้งสำนวนสอบสวนก่อน ตอนนี้มีแต่ข่าวและต่างคนต่างพูด ส่วนที่นายศรีสุวรรณยื่นให้กกต.สอบสวนกรณีดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายออกเสียงประชามติ 2568 และ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก 2546 หรือไม่ เป็นสิทธิของนายศรีสุวรรณ ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าเป็นความผิดหรือไม่ เพราะทุกคนมีสิทธิพูด

‘ดร.เอ้’ ปราศรัยใหญ่โคราช จี้ ‘รถไฟความเร็วสูง’ ต้องเสร็จ ‘คุณหญิงกัลยา’ ชู ‘ชุมแพโมเดล’ แก้จน

‘ดร.เอ้’ ปราศรัยใหญ่โคราช จี้ ‘รถไฟความเร็วสูง’ ต้องเสร็จ  ‘คุณหญิงกัลยา’ ชู ‘ชุมแพโมเดล’ แก้จน

‘ดร.เอ้’ ปราศรัยใหญ่โคราช จี้ ‘รถไฟความเร็วสูง’ ต้องเสร็จ ‘คุณหญิงกัลยา’ ชู ‘ชุมแพโมเดล’ แก้จน

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 22.00 น.

‘ดร.เอ้’ ปราศรัยใหญ่โคราช จี้ ‘รถไฟความเร็วสูง’ ต้องเสร็จ เตือนรับเงินเท่ากับโกงลูกหลาน ด้าน ‘คุณหญิงกัลยา’ ชู ‘ชุมแพโมเดล’ แก้จน

วันที่ 19 มกราคม 2569 ที่ตลาดเซฟวัน จังหวัดนครราชสีมา คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังจบเวทีปราศรัยใหญ่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกาศวิสัยทัศน์มุ่งแก้ปัญหาความยากจนและเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานเพื่อชาวอีสาน

โดยนายสุชัชวีร์ กล่าวเน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะเข้ามายุติความยากจนในภาคอีสานว่า พร้อมขออาสาเป็นนายกรัฐมนตรีที่จะลงมาเร่งรัดโครงการ “รถไฟความเร็วสูง” ด้วยตนเอง เพื่อให้โครงการเสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุดและต้องมีความปลอดภัย โดยระบุว่า หากโครงการยังล่าช้าโดยเฉพาะช่วงผ่านจังหวัดนครราชสีมา จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของภูมิภาค พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะคืนศักดิ์ศรีให้คนไทย และต้องไม่เกิดเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยอย่างเครนถล่มรายวันอีกต่อไป

นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า เตือนสติพี่น้องประชาชนเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงว่า “ถ้าท่านรับเงินไปเลือก ท่านกำลังทุจริตคอร์รัปชันลูกท่านอยู่” เพราะเงินที่รับไปจะย้อนกลับมาทำร้ายอนาคตลูกหลานผ่านโครงการก่อสร้างที่ไม่ได้คุณภาพและการศึกษาที่ไม่พัฒนา พร้อมขอคะแนนเสียงให้เลือกทั้งคนและพรรคเบอร์ 49 เพื่อให้ตนเองมีกำลังมากพอที่จะนำทีมงานระดับโลกเข้ามาแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งและดึงอุตสาหกรรมใหม่มาสู่อีสาน

ด้านคุณหญิงกัลยา เปิดเผยว่า ได้เดินสายหาเสียงมาแล้ว 4-5 จังหวัด ทั้งขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด จนมาถึงนครราชสีมาและอำเภอสีคิ้ว โดยระบุว่าในฐานะ “ลูกหลานชาวสีคิ้ว” ตนมีความตั้งใจที่จะตอบแทนคุณแผ่นดินอีสานและประเทศไทย ด้วยการผลักดัน “ชุมแพโมเดล” ซึ่งเป็นโครงการที่พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จในการทำให้เกษตรกรร่ำรวยขึ้นได้จริง
 

ยศชนัน ประกาศยกเครื่อง ปทุมธานี ทั้งระบบ ชู มากกว่าพลัส 70:30 ให้เม็ดเงินหมุนเข้าระบบศก.ฐานราก

ยศชนัน ประกาศยกเครื่อง ปทุมธานี ทั้งระบบ ชู มากกว่าพลัส 70:30 ให้เม็ดเงินหมุนเข้าระบบศก.ฐานราก

ยศชนัน ประกาศยกเครื่อง ปทุมธานี ทั้งระบบ ชู มากกว่าพลัส 70:30 ให้เม็ดเงินหมุนเข้าระบบศก.ฐานราก

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.53 น.

“ยศชนัน” ประกาศยกเครื่องปทุมทั้งระบบ ชู ”มากกว่าพลัส 70 : 30“ ศุกร์นี้ เปิดนโยบายใหญ่ “ณัฐวุฒิ” บอกปทุมมี “3 ลุง” แข่งกันเอง แนะเลือกเพื่อไทยส่งลุงกลับไปพัก 

วันที่ 19 มกราคม 2569 ที่ลานกินซ่า โลตัสรังสิต อ.ธัญบุรี ปทุมธานี  พรรคเพื่อไทยเปิดเวทีปราศรัย นำโดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีปราศรัย ช่วยผู้สมัคร สส. ปทุมธานี 8 เขต  นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย และแกนนำพรรคเพื่อไทยร่วมปราศรัย นายแพทองธาร ชินวัตร ขึ้นเวทีให้กำลังใจ มีชาวปทุมธานีรอฟังส่งเสียงเชียร์ลั่นเต็มลาน

นายยศชนัน เริ่มปราศรัย โดยระบุว่าตนเองใช้ชีวิตศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 4 ปีเต็ม รู้สึกผูกพันเสมือนเป็นลูกหลานที่มี “เลือดเนื้อเชื้อไขของคนปทุม” ขอโอกาสพี่น้องชาวปทุมธานีเข้าไปบริหารประเทศ ในฐานะนายกรัฐมนตรี พร้อมย้ำถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ไม่ใช่เพียงแค่วันเลือกตั้งทั่วไป แต่คือ “วันเริ่มต้นแห่งความหวัง” ที่จะเปลี่ยนความฝันให้เป็นความจริง หากพรรคได้รับชัยชนะแบบถล่มทลาย

นายยศชนัน ได้หยิบยกปัญหาผลกระทบจากโควิด-19 ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ประชาชนจำนวนมาก “ล้มลง” และยังไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ กลายเป็นหนี้สินทั้งในและนอกระบบ พรรคเพื่อไทยจึงประกาศนโยบาย “ทำสงครามกับความยากจน” แก้หนี้ทั้งระบบ และประกาศเป้าหมายทันทีที่เริ่มงาน คนไทยต้อง “ไร้จน” และเมื่อหายจนแล้ว จะต้องไม่กลับมาจนอีก ด้วยการสร้างรายได้และลดรายจ่ายควบคู่กันไป พร้อมเสนอนโยบายเติมเงินช่วยเหลือเดือนละ 3,000 บาท ให้กับกลุ่มเปราะบาง เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย

นอกจากนี้เสนอโมเดลพลิกฟื้นเศรษฐกิจ รัฐบาลช่วยจ่าย 70% ประชาชนจ่าย 30% (มากกว่าพลัส 70 : 30) เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างแท้จริง และเติมเงินเข้ากระเป๋าพี่น้องประชาชน

เรื่องการลดรายจ่าย ปรับลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3.70 บาทต่อหน่วย ทำต่อ “บ้านเพื่อคนไทย” ภายในปี 2569 ยืนยันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และแก้ปัญหาการเดินทางเข้า-ออกซอยลึกด้วยระบบ Feeder เชื่อมถึงหน้าบ้าน พัฒนาทักษะแรงงานและอาชีพ มี “คูปองทักษะ” สนับสนุน Reskill/Upskill เปิดโอกาสสร้างรายได้ ในนโยบาย “เรียนได้ครบ จบได้งาน” 

ในส่วนของการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของปทุมธานี ที่ต้องรับน้ำจากสองทาง คือน้ำเหนือและน้ำทะเลหนุน ต้องใช้การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงการระบายลงอ่าวไทย โดยพรรคเพื่อไทยมีแผนแม่บทที่ชัดเจนเพื่อรับประกันว่า “น้ำต้องไม่ท่วม และน้ำต้องไม่แล้ง” ขอให้รอปราศรัยใหญ่ แผนจัดการน้ำทั้งระบบของพรรคเพื่อไทยวันศุกร์นี้ 

ด้านสาธารณสุขเสนอนโยบายยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค สู่ยุค “30 บาท AI” ด้านการศึกษา จะสานต่อโครงการ “1 อำเภอ 1 ทุน” ส่งเสริมให้เรียนจบถึงระดับปริญญาเอก และเน้นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพิ่มงบประมาณให้โรงเรียนในพื้นที่ เพื่อให้ปทุมธานีมีโรงเรียนที่ดีที่สุดใกล้บ้าน

ด้านนายณัฐวุฒิ ปราศรัยเปรียบเทียบการเลือกตั้งครั้งก่อนว่าประชาชนอาจจะ “น้ำส้มดีดเข้าตา” (เผลอไปเลือกพรรคอื่น) ทำให้คะแนนเสียงตกไปเป็นของพรรคภูมิใจไทย (สีน้ำเงิน) โดยเปรียบเปรยโบราณว่า “อย่าฝากปลาย่างไว้กับแมว” แต่นี่กลับฝากประเทศไว้กับ “หนู” และยังกล่าวอีกว่า “ส้ม” (พรรคก้าวไกล/ประชาชน) ไม่ได้เป็นแค่ผลไม้ แต่เป็น “อาหารหนู” (พรรคภูมิใจไทย) หมายความว่าเมื่อเลือกส้มไปแล้ว สุดท้ายผลประโยชน์กลับไปตกที่พรรคภูมิใจไทย ทำให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้น

นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวถึงการแข่งขันในพื้นที่ปทุมธานีที่มี “3 ลุง” (ลุงแจ๊ส, ลุงชาญ, ลุงเบี้ยว) แข่งขันกันเอง โดยนายณัฐวุฒิระบุว่าหากเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็จะเกิดความขัดแย้งไม่จบสิ้น แนะนำให้ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยทั้ง 2 ใบ เพื่อส่งลุงทั้ง 3 คนกลับไปพักผ่อนที่บ้าน และให้พรรคเพื่อไทยที่เป็น “บ้านใหญ่หัวใจเดิม” เข้ามาทำงานแทน

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า แม้โยบายเงินหมื่นดิจิทัลมีความล่าช้าเนื่องจากถูกขัดขวางและตรวจสอบจากองค์กรอิสระและหน่วยงานต่างๆ เช่น ป.ป.ช. และแบงก์ชาติ แต่รัฐบาลก็พยายามปรับรูปแบบจนสามารถแจกให้กลุ่มเปราะบางไปแล้ว 17 ล้านคน และยืนยันว่าจะเดินหน้าโครงการต่อในเฟสถัดไปหากไม่มีอุบัติเหตุทางการเมือง พร้อทั้งยังประกาศ หากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งและกลับมาเป็นรัฐบาล จะเดินหน้านโยบายทันทีภายใน 3 เดือนแรก

สำหรับผู้สมัคร สส. ปทุมธานี ของเพื่อไทย ได้แก่ นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล เขต1 เบอร์3 , นายศุภชัย นพขำ เขต2 เบอร์1 , นายภัทรพล ฐิติภวัตสกุล เขต3 เบอร์8 , นายสุทิน นพขำ เขต4 เบอร์4 , นายภานุวัฒน์ ณ ระนอง เขต5 เบอร์2 , นายอธิวัฒน์ สอนเนย เขต6 เบอร์3 , นายบุญเริ่ม อรชุน ผู้สมัครสส. จังหวัดปทุมธานี เขต7 เบอร์6 , นายยงยุทธ มั่นบุปผชาติ เขต8 เบอร์4 

พีระพันธุ์ไล่บี้พรรคร่วมฯ เปิดปากตอบชัดๆ จะป้องหรือจะเป่า รัฐธรรมนูญ 60

พีระพันธุ์ไล่บี้พรรคร่วมฯ เปิดปากตอบชัดๆ จะป้องหรือจะเป่า รัฐธรรมนูญ 60

พีระพันธุ์ไล่บี้พรรคร่วมฯ เปิดปากตอบชัดๆ จะป้องหรือจะเป่า รัฐธรรมนูญ 60

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.50 น.

“พีระพันธุ์” ซัดพรรครัฐบาล ปากบอกปกป้องหมวด 1-2 แต่ปล่อยคำถามประชามติฉีก รธน. กระทบสถาบัน จี้พรรคการเมืองเลิกแทงกั๊ก  ย้ำ รทสช. ชัดเจน ไม่เห็นชอบประชามติ “ตีเช็คเปล่า” ให้มี รธน.ใหม่

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง การที่พรรครัฐบาลมีมติ ครม. เสนอคำถามประชามติว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” โดยไม่มีวิธีการและเนื้อหาว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไรนั้น เป็นเหมือนคำถามที่มาหลอกประชาชนให้ฉีกรัฐธรรมนูญ แล้วยังเปิดช่องให้เกิดปัญหากระทบต่อสถาบันหลักของชาติด้วย ทั้งนี้แม้ในช่วงแรกจะไม่เกี่ยวกับเนื้อหา  แต่รัฐบาลสามารถบอกกรอบที่จะให้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ว่าจะมีกรอบอย่างไร การที่ไม่บอกอะไรเลยเหมือนขออนุญาตเซ็นเช็คเปล่าไปก่อน ซึ่งไม่ถูกต้อง

“พรรครัฐบาลประกาศว่าจะไม่แก้หมวด 1-2 แต่กลับให้ทำประชามติฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับ ซึ่งเป็นการกระทำที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้แสดงความผิดหวังต่อท่าทีของพรรคการเมืองต่าง ๆ  ที่ยัง “แทงกั๊ก”  โดยระบุว่า พรรคการเมืองควรแสดงความชัดเจนว่า “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ใช่แค่ประกาศว่าจะไม่กระทบหมวด 1-2  แต่กลับมีแกนนำพรรคและผู้สมัครหลายคนไปร่วมรณรงค์เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  

“พรรคการเมืองควรเลิกแทงกั๊ก เพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า การทำประชามติครั้งนี้คือการขอความเห็นชอบที่จะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบไม่มีกรอบเงื่อนไข เท่ากับเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เพื่อเปิดช่องให้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่พรรครวมไทยสร้างชาติยืนยันเจตนารมณ์ชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญแก้ไขได้ แต่ไม่ใช่ฉีกทิ้ง ทำใหม่” นายพีระพันธุ์กล่าว