‘นายกฯ’มอบเงินเยียวยาเหยื่อเครนตกทับรถไฟ ยันรบ.ไม่ทอดทิ้งพร้อมช่วยเหลือเต็มที่

'นายกฯ'มอบเงินเยียวยาเหยื่อเครนตกทับรถไฟ ยันรบ.ไม่ทอดทิ้งพร้อมช่วยเหลือเต็มที่

‘นายกฯ’มอบเงินเยียวยาเหยื่อเครนตกทับรถไฟ ยันรบ.ไม่ทอดทิ้งพร้อมช่วยเหลือเต็มที่

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.35 น.

‘นายกฯ’มอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตเหตุเครนตกทับรถไฟ เป็นกำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิตผ่านช่วงเวลายากลำบาก ยันรบ.ไม่ทอดทิ้งพร้อมช่วยเหลือเต็มที่

เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 20 ม.ค.2569 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานสักขีพยานในการมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างถล่มทับรถไฟ ที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม 

โดยนายอนุทิน มอบเงินเยียวยาครอบคลุมครอบครัวหรือทายาทผู้เสียชีวิตจำนวน 30 ครอบครัว  ทั้งนี้สำหรับเงินเยียวยาช่วยเหลือประกอบด้วย เงินช่วยเหลือจากการรถไฟแห่งประเทศไทย รายละ 340,000 บาท, เงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) รายละ 1,000,000 บาท และเงินช่วยเหลือจากบริษัทผู้รับจ้างรายละ 150,000 บาท 

จากนั้นนายกฯ กล่าวว่า ในนามของรัฐบาล ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เคนก่อสร้างรางรถไฟความเร็วสูงตกทับในส่วนของรถไฟ ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงและสร้างความสะเทือนใจให้แก่ประชาชนทั้งประเทศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่อาจประเมินค่าได้ การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตในวันนี้เป็นความตั้งใจของรัฐบาลในการที่จะเร่งรัดการช่วยเหลือดูแลและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบให้เป็นไปได้โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสียให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ ซึ่งการมอบเงินเยียวยาในวันนี้เป็นการช่วยเหลือจากกรมการประกันภัยรวมถึงภาคส่วนอื่นๆซึ่งรัฐบาลได้เร่งประสานและอำนวยความสะดวก ในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การช่วยเหลือถึงมือครอบครัวผู้สูญเสียโดยเร็ว โดยรัฐบาลจะติดตามการเยียวยาในระยะต่อไปจนกว่าทุกขั้นตอนจะแล้วเสร็จสมบูรณ์

“ผมได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมและจะไม่มีการละเว้นหรือยกเว้น การกระทำผิดแก่ผู้ใดทั้งสิ้น
หากพบการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการผิดกฎหมายและฝ่าฝืนกฎหมายและประมาทเลินเล่อ รัฐบาลจะใช้วิธีการดำเนินการตามกฏหมายโดยเคร่งครัด“นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้รัฐบาลได้มอบนโยบายให้กระทรวงคมนาคมในการเร่งทบทวนปรับปรุงและยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านกฎหมายมาตรฐานวิชาชีพ การกำกับดูแลหน้างานและบทลงโทษเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันโดยจะกำหนดให้ความปลอดภัยของแรงงานและประชาชนเป็นวาระสำคัญของประเทศ ตนขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปยังผู้ได้รับบาดเจ็บรวมทั้งญาติผู้เสียชีวิตและครอบครัวทุกคน ขอให้ทุกคนมีกำลังใจที่เข้มแข็ง รัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชนและพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังในทุกมิติ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นความปลอดภัยและความเป็นธรรมให้กับคืนสู่ครอบครัวของทุกท่านให้เร็วที่สุด

ด้าน นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้บาดเจ็บทุกรายอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์แล้วได้รับการรักษาอย่างเต็มที่  และยังมีในส่วนของค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งมีวงเงินรวมกว่า 583 ล้านบาท สามารถรองรับค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด

ทั้งนี้ภายหลังพิธีมอบเงินนายกฯเดินทักทายพูดคุยให้กำลังใจกับญาติผู้เสียชีวิต

โฆษกพรรคโอกาสใหม่ ขอบคุณเสียงชื่นชม จตุพร หลังดีเบตปะทะ เท้ง

โฆษกพรรคโอกาสใหม่ ขอบคุณเสียงชื่นชม จตุพร หลังดีเบตปะทะ เท้ง

โฆษกพรรคโอกาสใหม่ ขอบคุณเสียงชื่นชม จตุพร หลังดีเบตปะทะ เท้ง

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.27 น.

“โฆษกพรรคโอกาสใหม่” ขอบคุณเสียงชื่นชม “จตุพร” หลังดีเบตปะทะ “เท้ง” ปมผู้สมัคร สส.สีเทา ดันเรตติงพรรคพุ่ง ตอกย้ำภาพลักษณ์คัดคนคุณภาพ–โชว์จริยธรรมผู้นำ

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นาย สิรวิทย์ ช่วงเสน ทีมโฆษกพรรคโอกาสใหม่ กล่าวถึงกระแสเสียงชื่นชมที่เกิดขึ้นในสื่อสังคมออนไลน์ ภายหลังนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคฯ ขึ้นเวทีดีเบตในรายการ Nation Debate : จุดเปลี่ยนประเทศไทย ว่า พรรคขอขอบคุณประชาชนที่ให้ความสนใจและสะท้อนความคิดเห็นต่อจุดยืนด้านจริยธรรมทางการเมืองของพรรค โดยกระแสดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการดีเบตระหว่างนายจตุพร กับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในประเด็นคำถามกรณีผู้สมัคร สส. ถูกออกหมายจับ โดยผู้ใช้งานโซเชียลจำนวนหนึ่งได้นำคำตอบของทั้งสองฝ่ายมาเปรียบเทียบถึง “ระดับความเป็นผู้นำ” และความเข้าใจเรื่องจริยธรรมทางการเมือง 

ระหว่างคำตอบของนายณัฐพงษ์ ที่ระบุบนเวทีว่า “หากมีการออกหมายจับผู้สมัครฯ มาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองและความรับผิดชอบของผู้สมัครฯ ต้องสูงกว่ามาตรฐานทางกฎหมาย” ขณะที่นายจตุพร ให้คำตอบในอีกมุมหนึ่งว่า “ถ้าผมเป็นหัวหน้าพรรค ผมก็ต้องลาออกด้วย เพราะเราตัดสินใจเอาเขาเข้ามา เราต้องรับผิดชอบ” โดยส่วนหนึ่งมองว่าคำตอบของนายจตุพรสะท้อนความรับผิดชอบในฐานะผู้นำองค์กรทางการเมือง

นายสิรวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความเห็นในโลกออนไลน์บางส่วนยังชี้ว่า แนวคิดของนายจตุพรมีลักษณะใกล้เคียงกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพร้อมแสดงความรับผิดชอบ แม้ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดโดยตรง หากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นภายใต้การตัดสินใจหรือการคัดเลือกของตนผิดพลาด

“กระแสตอบรับดังกล่าวทำให้คะแนนนิยมของพรรคโอกาสใหม่เพิ่มขึ้น ประชาชนให้ความสนใจติดตามมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งคำตอบของนายจตุพรก็สอดคล้องกับแนวทางการคัดสรรผู้สมัครฯ ของพรรคโอกาสใหม่” นายสิรวิทย์ กล่าว

นายสิรวิทย์ ระบุด้วยว่า เวทีดีเบตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการประชันนโยบาย แต่ยังเป็นการจุดประกายให้สังคมหันมาสนใจแนวคิดด้านจริยธรรมและมาตรฐานผู้นำทางการเมืองมากขึ้น ตลอดจนทำให้เห็นถึงความพร้อมของนายจตุพรที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศในอนาคต

‘ไชยชนก’แย้ม 10 สส. เอี่ยวสแกมเมอร์อยู่พรรคเดียวกันหมด ลั่นเดี๋ยวเปิดแน่

'ไชยชนก'แย้ม 10 สส. เอี่ยวสแกมเมอร์อยู่พรรคเดียวกันหมด ลั่นเดี๋ยวเปิดแน่

‘ไชยชนก’แย้ม 10 สส. เอี่ยวสแกมเมอร์อยู่พรรคเดียวกันหมด ลั่นเดี๋ยวเปิดแน่

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.19 น.

ไชยชนก ใบ้แล้ว 10 สส. เอี่ยวสแกมเมอร์อยู่พรรคเดียวกัน ลั่นเดี๋ยวเปิดแน่ 

เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 20 ม.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้ากรณี 10 สส. ที่มีชื่อเอี่ยวสแกมเมอร์ ว่า ให้เวลาคณะทำงานทำงานนิดนึง ผู้สื่อข่าวพยายามถามย้ำว่า 10 รายชื่อนี้อยู่พรรคการเมืองเดียวกันหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล ไม่ตอบคำถาม และเดินขึ้นตึกบัญชาการทันที

ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ส่วนจะเปิดชื่อทั้ง 10 คนเลยหรือไม่ นายไชยชนก ระบุว่า เดี๋ยวเปิดแน่นอน

เมื่อถามว่า 10 คนนี้อยู่พรรคการเมืองเดียวกันหมดเลยใช่หรือไม่ นายไชยชนก ตอบสั้นๆ ว่า อยู่ทั้งหมด

‘บุญยอด’ฟาด’วีระ’ อวยนโยบาย’ปชน.’-อัดพรรคอื่น’เส็งเคร็ง’ สอนมวยเป็น กก.ตรวจสอบต้องเป็นกลาง

'บุญยอด'ฟาด'วีระ' อวยนโยบาย'ปชน.'-อัดพรรคอื่น'เส็งเคร็ง' สอนมวยเป็น กก.ตรวจสอบต้องเป็นกลาง

‘บุญยอด’ฟาด’วีระ’ อวยนโยบาย’ปชน.’-อัดพรรคอื่น’เส็งเคร็ง’ สอนมวยเป็น กก.ตรวจสอบต้องเป็นกลาง

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.58 น.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วีระ ธีระภัทรานนท์ ในรายการ “ฟังหูไว้หู” MCOT

ชื่นชมนโยบาย”พรรคประชาชน”เต็มปากเต็มคำ

ในขณะที่วิจารณ์พรรคอื่น(แบบไม่เอ่ยชื่อ) ว่า “เส็งเคร็ง”

1.นายวีระ เคยรับตำแหน่ง กมธ. งบประมาณ ปี 2568 และปี2569 2ครั้ง จากการนำเสนอในสัดส่วน”พรรคประชาชน”

2.กกต.แต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินฯ

คำถามคือ กรรมการ ต้องมีความเป็นกล าง ปราศจากผลประโยชน์ที่ขัดกัน อันจะทำให้ การเลือกตั้งเป็นไปอย่าง”ยุติธรรม”ได้จริงหรือ??

ลองฟังหูไว้หูจากรายการตัวอย่าง

*เมื่อวันที่ 7 ม.ค. นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ลงนามในคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 7/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา

นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบาย และกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ

https://mgronline.com/politics/detail/9690000001859
https://www.facebook.com/share/v/1C5JMRQGbY/
https://www.facebook.com/share/v/1C5JMRQGbY/

– 006

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FBoonyodSook%2Fposts%2Fpfbid0QVSgW4Cm9N7PQGjKL2aDvamCEAiEfbaDVhtfEVVeFgdgu2MCEZomCKjk6GQVyfkZl&show_text=true&width=500

‘ธรรมนัส’ร้องห๊ะ! ซื้อเสียงหัวละ 7,500 บอกถ้าจริงประเทศพินาศแน่ โวทุกโพลกธ.ติด 1 ใน 5 ตลอด

'ธรรมนัส'ร้องห๊ะ! ซื้อเสียงหัวละ 7,500 บอกถ้าจริงประเทศพินาศแน่ โวทุกโพลกธ.ติด 1 ใน 5 ตลอด

‘ธรรมนัส’ร้องห๊ะ! ซื้อเสียงหัวละ 7,500 บอกถ้าจริงประเทศพินาศแน่ โวทุกโพลกธ.ติด 1 ใน 5 ตลอด

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.54 น.

‘ธรรมนัส’ร้องห๊ะ! ซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท บอกถ้าจริงประเทศพินาศแน่ โวทุกโพล กธ.ติด 1 ใน 5 ตลอด ลั่นไม่จับมือพรรคบ่อนทำลายเสาหลักบ้านเมือง เย้ยบางคนอยากเป็นนายกฯ จนตัวสั่น แต่จะถึง 25 ที่นั่งหรือเปล่า

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 20 ม.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการออกมาระบุว่ามีการซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท โดย ร.อ.ธรรมนัสถึงกับร้อง “ห๊ะ ! ” เมื่อได้ยินคำถาม พร้อมกับระบุว่า มีด้วยหรือ มีคนไม่ปกติอย่างนี้ด้วยหรือ ตนไม่ทราบเหมือนกัน 

ผู้สื่อข่าวถามว่า เนื่องจากครั้งนี้มีข่าวว่ามีการซื้อเสียงกันหนัก เลยอาจทำให้ตัวเลขพุ่งสูงไปถึงจำนวนดังกล่าวได้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าถ้าใครทำแบบนี้ โอ้โหบ้านเมืองพินาศแน่ ไม่ไหวหรอก ถ้าจะใช้เงินทุ่มกันขนาดนี้ แต่ตนเชื่อว่านักการเมืองคงไม่มีใครทำแบบนี้หรอก 

เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ ที่การเลือกตั้งซึ่งมีการแข่งขันกันสูง อาจจะมีปัจจัยนี้เข้ามา ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ห่วง ตนก็ใช้วิธีการหาเสียงตามสไตล์ตน ไปเกือบทุกจังหวัด ไม่มีวันหยุด

เมื่อถามว่า ที่มีข่าวออกมาช่วงนี้ มองว่าต้องการโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “คิดว่าส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักเลงคีย์บอร์ดโจมตี ลองคิดดู มีที่ไหนไปเล่นกันหัวละ 7,500 บาท ถ้าทำอย่างนี้ คูณเข้าไป คงไม่ต่ำกว่า 2-3 หมื่น” 

เมื่อถามว่าจากการลงพื้นที่ของพรรค กธ.ในขณะนี้ เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรามีการทำโพลของเรา และดูโพลของสำนักอื่นด้วย เราก็มั่นใจ ซึ่งเราก็อยู่ 1 ใน 5 ตลอดทุกโพล บางจังหวัดก็เป็นที่ 1 ซึ่งผลโพลที่ออกมา คะแนนนิยมของพรรค ติด 1 ใน 5 เกือบทุกจังหวัด เราไม่มีหลุดลำดับที่ 5 เลย 

เมื่อถามย้ำว่า โพลของพรรคกับโพลสำนักต่างๆ ที่ออกมาแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ต่างกัน ส่วนใหญ่จะคล้ายๆ กัน 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งเป้าไว้กี่ที่นั่ง ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เราก็ต้องทำหน้าที่ของการเป็นนักการเมืองในการหาเสียงตามกรอบของกฎหมายอย่างดีที่สุด ส่วนประชาชนจะเลือกหรือไม่เลือกอยู่ที่เขา เราไม่รู้หรอก เข้าคูหาแล้วเราเดาใจใครไม่ได้หรอก แต่เราทำการบ้าน เราทำการเมืองมาเรารู้ว่าการตอบรับมันเป็นอย่างไร เราต้องรู้ตัวเราเอง ผู้สมัครทุกเขตต้องรู้ตัวเอง 

เมื่อถามว่า  หลังเลือกตั้งสามารถจับมือกันได้ทุกพรรคหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า พรรคเรามีหลักการชัดเจน โดยเฉพาะหัวหน้าพรรคเป็นคนที่ชัดเจนมาก และลูกพรรคทุกคนก็ชัดเจนว่า อะไรที่เกี่ยวข้องกับการทำลายเสาหลักของบ้านของเมือง ชาติ ศาสนา เราไม่เอาด้วย หากเป็นอย่างนั้นตนเลิกเล่นการเมืองดีกว่า 

เมื่อถามอีกว่า โค้งสุดท้ายพรรค กธ. จะมียุทธศาสตร์เพื่อเรียกคะแนนอย่างไร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า อันนี้เป็นความลับ  แต่มันต้องมียุทธศาสตร์อยู่แล้ว ตนเป็นนักเลือกตั้ง ทุกเวทีตนไม่ได้เป็นรองใคร ซึ่ง 10 วันสุดท้ายตนก็ไม่เคยเป็นรองใคร

เมื่อถามย้ำว่า จะมีไม้เด็ดอะไรที่พอจะแย้มออกมาได้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จะสังเกตเห็นว่าการเลือกตั้งทุกครั้ง 10 วันสุดท้ายตนจะมีไม้เด็ดของตน เมื่อถามอีกว่า ในพื้นที่ภาคใต้ ยังมั่นใจว่าจะเจาะได้หรือไม่ เพราะตอนนี้หลายพรรคลงพื้นที่กันหนัก ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า มั่นใจว่าภาคใต้มันไม่ได้เป็นไปอย่างที่โพลบางโพลออกมาว่า พรรค กธ. ในภาคใต้เป็นศูนย์ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ มั่นใจว่าเราอยู่ 1 ใน 3 ของสมการนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประกาศย้ำหลายครั้งว่าไม่ร่วมงานกับพรรค กธ. เรามีจุดยืนกับ 2 พรรคนี้อย่างไรบ้าง ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนมีจุดยืนของตน ไม่ได้มีจุดยืนที่จะไม่เอาพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ถ้าพรรคใดพรรคหนึ่งมีนโยบายชัดเจนว่าเป็นผู้บริหารและทำลายบ้านเมืองมา ตนไม่เอาด้วย และการเข้าไปยุ่งบ่อนทำลายเสาหลักของบ้านเมือง ตนไม่เอาด้วย สมมุติว่าถ้าเราจะต้องร่วมมือกับพรรคที่ทำลาย โดยเฉพาะการแก้มาตรา 112 ยืนยันว่าไม่เอาด้วยเด็ดขาด 

เมื่อถามว่า  ขณะนี้มีการพูดกันล่วงหน้าแล้วว่าจะจับมือกับพรรคนั้นพรรคนี้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่มีหรอก คุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณจะได้เท่าไหร่ บางคนอยากเป็นนายกรัฐมนตรีจนตัวสั่น คุณจะถึง 25 เสียงหรือเปล่า แต่เราถึงแน่

เมื่อถามถึงจุดยืนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะหมวด 1 หมวด 2 ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เราไม่แตะอยู่แล้ว บอกชัดเจนว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับหมวด 1 หมวด 2 ไม่เอาอยู่แล้ว ยืนยันชัดเจน แล้วเราจะรณรงค์ด้วยว่าแนวร่วมของเราไม่เห็นด้วยในการแก้หมวด 1 หมวด 2

‘สรสินธุ’ พรรคทางเลือกใหม่ชูการเมืองคุณธรรม ย้ำความจริงใจ–ซื่อสัตย์ แก้ปากท้อง

‘สรสินธุ’ พรรคทางเลือกใหม่ชูการเมืองคุณธรรม ย้ำความจริงใจ–ซื่อสัตย์ แก้ปากท้อง

‘สรสินธุ’ พรรคทางเลือกใหม่ชูการเมืองคุณธรรม ย้ำความจริงใจ–ซื่อสัตย์ แก้ปากท้อง

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.50 น.

‘สรสินธุ ไตรจักรภพ’ ประกาศยึดหลักการเมืองคุณธรรม ย้ำความจริงใจ–ซื่อสัตย์ ขอใช้ประสบการณ์กว่า 60 ปี ร่วมแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชน

วันที่ 20 ม.ค.69 นายสรสินธุ ไตรจักรภพ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคทางเลือกใหม่ เปิดเผยถึงแนวคิดและเหตุผลในการตัดสินใจก้าวเข้าสู่สนามการเมืองว่า การทำงานทางการเมืองของตนยึดหลัก “คุณธรรม ความจริงใจ และสัจจะ” เป็นหัวใจสำคัญ ตนเองนั้นมีพื้นฐานเป็นนักธุรกิจ และเห็นปัญหาปากท้องของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง จึงต้องการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสภา เพื่อร่วมบริหารและผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยเชื่อว่าการแก้ปัญหาของประเทศจำเป็นต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ ประสบการณ์ และความเข้าใจเชิงลึกต่อโครงสร้างเศรษฐกิจจริง 

“ผมมีประสบการณ์ในการทำงานมากว่า 60 ปี ผ่านการทำงานและการบริหารมาไม่น้อย อยากนำความรู้และศักยภาพที่มีมาช่วยประเทศ ไม่อยากปล่อยให้เวลาที่เหลืออยู่สูญเปล่า” นายสรสินธุ กล่าวและว่า การลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้ตั้งความคาดหวังในตำแหน่งหรืออำนาจทางการเมืองเป็นหลัก แต่ต้องการทำหน้าที่ของตนเองอย่างตรงไปตรงมา หากมีโอกาสได้เข้าไปทำงานในสภา ก็พร้อมทุ่มเทความสามารถทั้งหมดเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ” นายสรสินธุ กล่าว

ผู้สมัครบัญชีรายชื่อพรรคทางเลือกใหม่รายนี้ยังย้ำว่า ประเทศไทยต้องการคนทำงานที่ซื่อสัตย์และกล้าพูดความจริง พร้อมยืนอยู่ข้างประชาชน มากกว่าการเมืองที่เน้นผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม และเชื่อว่าการเมืองที่ยึดคุณธรรมจะเป็นทางออกสำคัญของประเทศในระยะยาว

หนักกว่ายุค’จอมพล ป.’ ‘นิพิฏฐ์’ฟันฉับ’เลือกตั้ง 69’ จะถูกจารึกไว้ว่า’ทุจริต’มากที่สุด

หนักกว่ายุค'จอมพล ป.' 'นิพิฏฐ์'ฟันฉับ'เลือกตั้ง 69' จะถูกจารึกไว้ว่า'ทุจริต'มากที่สุด

หนักกว่ายุค’จอมพล ป.’ ‘นิพิฏฐ์’ฟันฉับ’เลือกตั้ง 69’ จะถูกจารึกไว้ว่า’ทุจริต’มากที่สุด

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.13 น.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า การเลือกตั้งสกปรกในปี 2500 จะถูกทำลายด้วยการเลือกตั้งในปี 2569 ที่สกปรกกว่า

การเลือกตั้งในประเทศไทยที่ถือว่าสกปรกที่สุด คือ การเลือกตั้งในปี 2500

เป็นการแข่งขันกันระหว่างพรรคเสรีมนังคศิลา รัฐบาลทหารของจอมพลป. พิบูลสงคราม กับ พรรคประชาธิปัตย์ ของ นายควง อภัยวงศ์ ที่เป็นฝ่ายค้าน

สาเหตุหลักของความสกปรกในการเลือกตั้งมีอยู่ 2-3 ประการ

1.การใช้ข้าราชการเป็นเครื่องมือในการเลือกตั้ง

2.เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมการเลือกตั้ง(กระทรวงมหาดไทย) กาบัตรลงคะแนนใส่หีบเลือกตั้งเสียเอง

-นักศึกษาและประชาชนรับไม่ได้กับการทุจริตการเลือกตั้งได้มีการเดินขบวนประท้วง และบุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล

-ผู้ประท้วง เจอจอมพลป.พิบูลสงคราม และ จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ อยู่ในทำเนียบรัฐบาล จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รับเรื่องนี้ไปแก้ไขในคณะรัฐมนตรี

แต่มีความขัดแย้งในครม. ไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตในการเลือกตั้งได้ ประชาชนไม่พอใจมากขึ้น ลุกลามไปทั่วกทม.

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงได้ยึดอำนาจจากจอมพลป. พิบูลสงคราม เมื่อ 16 กันยายน 2500 จนจอมพลป.ลี้ภัยไปญี่ปุ่น และถึงแก่อนิจกรรมหลังจากลี้ภัย 7 ปี

การเลือกตั้งในปี 2569 มีความละม้ายคล้ายคลึงกับการเลือกตั้งที่ถือว่าสกปรกที่สุด ในปี 2500 เช่น การใช้ข้าราชการเป็นเครื่องมือในการเลือกตั้ง และผู้ควบคุมการเลือกตั้ง(ในปัจจุบันคือ กกต.) ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรมได้

หากให้ผมประเมินการเลือกตั้งในปี 2500 ในสมัย จอมพลป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี กับ ปี 2569 ในสมัยนายอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ครั้งไหนมีการทุจริตมากกว่ากัน

ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งในปี 2569 จะถูกจารึกไว้ ว่า มีการทุจริตมากกว่า สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม

ถูกศาลตัดสิทธิการเมือง? ‘สมชาย’ยก รธน.มาตราแสลงใจ อาจถูกโละทิ้งในการลงประชามติ

ถูกศาลตัดสิทธิการเมือง? 'สมชาย'ยก รธน.มาตราแสลงใจ อาจถูกโละทิ้งในการลงประชามติ

ถูกศาลตัดสิทธิการเมือง? ‘สมชาย’ยก รธน.มาตราแสลงใจ อาจถูกโละทิ้งในการลงประชามติ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.19 น.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า Ep.2 มาตรา98(4)(5)แสลงใจนักการเมือง

ถูกศาลตัดสิทธิการเมือง ?

ก่อนถึงวันออกเสียงประชามติ 8 กุมภาพันธ์นี้ประชาชนไทยผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ

ควรรับทราบให้ชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญมาตราใด

บ้างที่นักการเมืองอยากแก้ไข

โดยจะขอนำเสนอรายประเด็นให้ทราบต่อไปดังนี้

มาตรา 98 ตามรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน (สส)ซึ่งใช้กับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี และสมาชิกวุฒิสภา(สว)มี18อนุมาตรา แต่อนุมาตรา ที่แสลงใจ และบรรดานักการเมืองระดับหัวหน้าทีมและลูกทีม อยากโละทิ้งมากที่สุดคือ มาตรา98 (4)และ(5) เนื่องด้วยนักการเมืองระดับนำของหลายพรรคการเมือง ถูกศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตัดสิทธิเลือกตั้งหรือตัดสิทธิ์ทางการเมือง10ปี จึงมีความพยายามในหลายครั้งที่จะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ตัดออก แต่ไม่กล้าเสนอแก้ไขเป็นรายมาตรา เพราะจะปรากฏให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่าแก้ไขเพื่อตนเองและพวกพ้อง ดังนั้นการรณรงค์ให้เห็นชอบประชามติ ล้มรัฐธรรมนูญแล้วร่างใหม่ โดยนอมินี ก็จะทำให้ประชาชนมองไม่เห็นว่า ได้ยกเลิกอนุมาตรานี้ไปแล้ว

ซึ่งเท่ากับเป็นการนิรโทษกรรมทางอ้อมเพื่อยกเลิกลักษณะต้องห้ามดังกล่าว และเปิดโอกาสให้อดีตสส สว รมต ที่เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาวินิจฉัยตัดสิทธิไป สามารถกลับมาสมัคร สส สว เป็นรมต ได้อีกครั้ง

รัฐธรรมนูญมาตราแสลงใจ

ที่เป็นลักษณะต้องห้ามของนายกฯ รมต สส สว นี้กำลังจะถูกยกเลิกไปในการลงประชามติเห็นชอบเลิกรัฐธรรมนูญ2560

และจะไม่มีวันปรากฏมาตรา98(4)(5)อีกไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่

เพราะไม่มีวันที่พวกเขาจะยอมให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญหรือสสร ที่เขาตั้งขึ้นบัญญัติไว้อีก

จึงเสนอมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงประชามติ X #ไม่เห็นชอบ

#ล้มรัฐธรรมนูญ #ปราบโกง

สมขาย แสวงการ
อดีตสมาชิกวุฒิสภาและอดีตประธานคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาญัตติขอให้สภา
มีมติส่งเรื่องที่มีเหตุสมควรจะให้มีการออกเสียงประชามติให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการ ของวุฒิสภา

เอกสารประกอบการพิจารณา
https://share.google/EesRoQsYhDf5yiwDt

‘สมชัย’อธิบายชัด! หากจัดทำ’รธน.ใหม่’ ไม่มีทางล้ำเส้นไปในแนวทางที่ไม่ควร

'สมชัย'อธิบายชัด! หากจัดทำ'รธน.ใหม่' ไม่มีทางล้ำเส้นไปในแนวทางที่ไม่ควร

‘สมชัย’อธิบายชัด! หากจัดทำ’รธน.ใหม่’ ไม่มีทางล้ำเส้นไปในแนวทางที่ไม่ควร

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.20 น.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความระบุว่า ปล่อยให้ร่างใหม่ เดี๋ยวได้ล้มล้างการปกครองหรือไม่

ความกังวลใจสูงสุดของประชาชนที่จะไปออกเสียงประชามติ คือ ขืน “เห็นชอบ” ไป ฝ่ายร่างเขาไปร่างตามใจชอบ ประเทศไทยอาจกลายเป็นสาธารณรัฐ มีการยกเลิกระบอบกษัตริย์ อย่างนี้จะไว้ใจ ลงมติเห็นชอบได้หรือ

คำตอบคือ “อย่างไรก็เป็นไปไม่ได้”

ต้องทำความเข้าใจว่า ขณะที่กำลังร่างใหม่นั้น “รัฐธรรมนูญ 2560 ยังบังคับใช้” มิได้ถูกยกเลิกทันทีตั้งแต่วันแรกที่กระบวนการร่างใหม่เกิดขึ้น

คนร่างจะเป็นใครก็แล้วแต่ ยังอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ยังต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดกติกาต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญที่จะหลบหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังเช่น มาตรา 255 ที่เขียนว่า “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้”

คนร่างคนใดที่อุตริร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เปลี่ยนแปลงการปกครองหรือเปลี่ยนรูปแบบรัฐ แค่พูด เขียนและดำเนินการอื่นใด ก็ผิด กม.อาญา มาตรา 116 ที่กำหนดว่า “ผู้ใดกระทำให้ปรากฏด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีการอื่นใดเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน“ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี

ดังนั้น จึงสบายใจได้ว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่มีทางล้ำเส้นไปในแนวทางที่ไม่ควร

บอกกล่าวให้คนที่กลัวจะมีการเปลี่ยน“ได้ทราบ” และปรามคนที่คิดว่าจะเปลี่ยน “ได้รู้”

อวิชฺชา ปรมํ มลํ : ความไม่รู้เป็นสิ่งเลวร้าย อัปมงคลยิ่ง

‘ซื้อเสียง’หัวละ 7.5 พัน มีจริง! ‘เทพไท’แฉ’ภาคใต้’ดุ ‘ผู้นำท้องถิ่น-หัวคะแนน’เริ่มเคลื่อนไหว

'ซื้อเสียง'หัวละ 7.5 พัน มีจริง! 'เทพไท'แฉ'ภาคใต้'ดุ 'ผู้นำท้องถิ่น-หัวคะแนน'เริ่มเคลื่อนไหว

‘ซื้อเสียง’หัวละ 7.5 พัน มีจริง! ‘เทพไท’แฉ’ภาคใต้’ดุ ‘ผู้นำท้องถิ่น-หัวคะแนน’เริ่มเคลื่อนไหว

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.18 น.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ซื้อเสียง หัวละ7500บาท มีจริง

กรณีที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน3สถาบัน หรือ กกร.และคณะทำงานซีโร่คอรัปชั่น ได้สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อเสียงในการเลือกตั้งส.ส.ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า การซื้อเสียงในภูมิภาคต่างๆเป็นจำนวนมาก และตัวเลขการซื้อเสียงที่สูงมาก กรณีพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่มีตัวเลขการซื้อเสียงสูงถึงหัวละ 7500 บาท ถึง 3000 บาท ส่วนในภูมิภาคอื่นๆ ตัวเลขจะอยู่ในระหว่าง 1000 – 3000 บาท

ในฐานะที่เป็นนักการเมืองมาก่อน ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ พบว่ากระแสการซื้อเสียงความรุนแรงมาก สืบเนื่องจากมีการเลือกตั้งนายกอบต. สมาชิกอบต.เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 พบว่าอัตราการซื้อเสียงอยู่ที่ นายกอบต. หัวละ 3000 บาทสมาชิกอบต. หัวละ 1000 บาท จึงทำให้มีการคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งส.ส. ที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตัวเลขหรือราคาการซื้อเสียงก็ไม่แตกต่างกันมากนัก น่าจะอยู่ในราคาเสียงละ 1000 บาท หรือมากกว่านั้น ถ้าหากการแข่งขันมีสูง และมีการซื้อเสียงแข่งขันกันระหว่างผู้สมัครด้วยกัน ก็อาจจะมีราคาการซื้อเสียงที่สูงถึงหัวละ 2000 บาท

แต่การที่ กกร.ไปสำรวจว่า มีอัตราการซื้อเสียงสูงสุดถึง 7500 บาท น่าจะเป็นตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการซื้อเสียงการเลือกตั้งในบางพื้นที่ เช่นการเลือกตั้งพื้นที่เล็กๆแคบๆ เช่น การเลือกตั้งเทศบาล การเลือกตั้งอบต. หรือการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน เมื่อพื้นที่แคบ มีจำนวนผู้ลงคะแนนน้อย สามารถเช็คเสียงกันได้ว่า แพ้ชนะกันไม่กี่คะแนน จึงทำให้คะแนนที่ต้องแข่งขันกันเพียงไม่กี่เสียง ก็ทำให้เสียงที่ต้องการให้ได้รับชัยชนะ มีราคาที่สูง บางครั้งถ้าแพ้ชนะกันเพียงไม่กี่เสียง ก็อาจจะมีอัตราการซื้อเสียงที่สูงถึงเสียงละ 10,000 บาทก็มีในการเลือกตั้งระดับเทศบาลเล็กๆบางแห่ง

เพราะฉะนั้นการมีการซื้อเสียง ที่จะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ เห็นชัดว่ามีการเคลื่อนไหวจดรายชื่อกันอย่างคึกคัก จากข้อมูลที่ได้รับพบว่า ในพื้นที่ตำบลไชยมนตรี อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้นำท้องถิ่นผู้ใหญ่บ้านบางคน จ่ายเงินให้กับประชาชนแล้ว เพื่อซื้อเสียงในอัตราหัวละ 1000 บาท และมีกำนันตำบลหนึ่ง ที่อำเภอปากพนัง นัดหัวคะแนนให้พบกับแกนนำพรรคการเมืองบางพรรค และการประกาศของผู้นำท้องถิ่น ที่ต้องการซื้อคะแนนเสียงให้กับพรรคการเมืองบางพรรค ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองปากพนัง โดยตั้งเป้าหมายต้องการจัดซื้อจำนวน 6000 เสียง

การที่นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.ได้แถลงข่าวว่า จะมีการรณรงค์เลือกตั้งให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์ และเลือกคนที่ไม่ซื้อเสียง และต่อต้านการซื้อเสียง ซึ่งการรณรงค์ในลักษณะเช่นนี้ เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง แต่ผลที่ได้รับคือไม่ประสบความสำเร็จ ยังมีการซื้อเสียง ยังมีการขายสิทธิ์กันอย่างแพร่หลาย สิ่งที่กกต.ควรจัดการและควรเร่งรัดในการควบคุมไม่ให้ในการซื้อเสียง คือต้องจับกุมการซื้อเสียง และดำเนินการป้องปรามการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในเชิงรุกให้มากกว่านี้ เพราะการซื้อเสียงคือมะเร็งร้ายในระบอบประชาธิปไตย