‘ในหลวง’ทรงห่วงใย พระราชทานเงินช่วยเหลือ ครอบครัวผู้เสียชีวิตเหตุเครนทับรถไฟ

'ในหลวง'ทรงห่วงใย พระราชทานเงินช่วยเหลือ ครอบครัวผู้เสียชีวิตเหตุเครนทับรถไฟ

‘ในหลวง’ทรงห่วงใย พระราชทานเงินช่วยเหลือ ครอบครัวผู้เสียชีวิตเหตุเครนทับรถไฟ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.53 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับผู้ได้รับบาดเจ็บทุกรายไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ กับทรงรับศพผู้เสียชีวิต และพระราชทานเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือในการจัดการศพ แก่ครอบครัว นางสาวสุพิณนา สัตบุตร ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนยกใช้ก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงตกทับรถไฟ

20 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 มกราคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงห่วงใยและทรงเสียพระราชหฤทัย ต่อเหตุการณ์เครนใช้ก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง ถล่มทับรถไฟ ขบวนด่วนพิเศษ ขบวน 21 กรุงเทพอภิวัฒน์ – อุบลราชธานี ขณะกำลังแล่นผ่าน ช่วง กม.รถไฟที่ 220 หลัก 9 หมู่ที่ 11 บ้านถนนคต ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ และรถไฟตกราง มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ในการนี้ ทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมด ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และทรงรับศพผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ รวมทั้ง พระราชทานเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือในการจัดการศพผู้ชีวิตรายละ จำนวน 20,000 บาท แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย

โดย เมื่อวันที่ 19 ม.ค.69 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญเงินพระราชทานช่วยเหลือสงเคราะห์ช่วยเหลือในการจัดการศพจำนวน 20,000 บาท ไปมอบให้แก่ครอบครัวของ นางสาวสุพิณนา สัตบุตร ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนยกใช้ก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงตกทับรถไฟ ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ณ บ้านเลขที่ 25 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านปรือ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมี นายสำเริญ สัตบุตร บิดาของผู้เสียชีวิต เป็นผู้รับมอบ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ การได้รับพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ สร้างความปลาบปลื้มใจและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต

บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดทั้งเพื่อนบ้านเดินทางไปให้กำลังใจครอบครัวอย่างต่อเนื่อง และผู้เสียชีวิตมีบุตรชายอายุ 10 ปี จำนวน 1 คน กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปัจจุบันอาศัยอยู่กับลุง

และในวันนี้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดบุรีรัมย์มอบเงินบำเหน็จชราภาพผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 เป็นเงิน 34,164.76 บาท กิ่งกาชาดอำเภอกระสัง สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดบุรีรัมย์มอบเงินสงเคราะห์ครอบครัว และจะดำเนินการช่วยเหลือตามโครงการครอบครัวอุปถัมภ์ไปจนกว่าอายุ 18 ปี เนื่องจากบิดา มารดา เสียชีวิตทั้งหมดแล้ว ส่วนพิธีพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษมีกำหนดในวันพุธที่ 21 มกราคม 2568 ณ เมรุวัดปทุมคงคา ตำบลบ้านปรือ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์.

‘ประโยชน์สุข’ ส่องทาง ‘แม่ดารี’ ขับเคลื่อนชุมชน สร้าง ‘ยานวด’ สูตร ‘น้ำตาแม่หม้าย’ เพิ่มคุณค่าสมุนไพรพื้นถิ่น

‘ประโยชน์สุข’ ส่องทาง ‘แม่ดารี’ ขับเคลื่อนชุมชน สร้าง ‘ยานวด’ สูตร ‘น้ำตาแม่หม้าย’ เพิ่มคุณค่าสมุนไพรพื้นถิ่น

‘ประโยชน์สุข’ ส่องทาง ‘แม่ดารี’ ขับเคลื่อนชุมชน สร้าง ‘ยานวด’ สูตร ‘น้ำตาแม่หม้าย’ เพิ่มคุณค่าสมุนไพรพื้นถิ่น

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางความท้าทายของโลกที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกวัน การ “เติบโตไปด้วยกัน” คือพลังที่แท้จริงของสังคมไทย “เอสซีจี” มองเห็นคุณค่าผู้ประกอบการท้องถิ่น (Micro Entrepreneur) ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ มุ่งสร้าง “สังคมแห่งการมีส่วนร่วม” หรือ Inclusive Society ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เติบโตไปด้วยกัน โดยริเริ่มโครงการ “ประโยชน์สุข” ด้วยแรงบันดาลใจจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงสอนให้ทำงาน “เพื่อส่วนรวม” เพื่อให้เกิดทั้ง “ประโยชน์” และ “ความสุข” แก่ผู้คนในสังคม

คงไม่ผิดนักหากจะพูดว่า พลังความรู้จากโครงการ “ประโยชน์สุข” เป็นเหมือนโคมทองส่องทาง แม่ดารี – จิตตานันท์ พรรณา ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิธีวังชิ้น อ.วังชิ้น จ.แพร่ เพื่อสร้างประโยชน์และความสุขให้กับชุมชน ด้วยสมุนไพรนวดน้ำตาแม่หม้าย แบรนด์ “ดารีสมุนไพรออแกนิก” โดยมีจุดเริ่มต้นจากอาการ “ปวดเมื่อย” ที่เป็นปัญหาสุขภาพทั้งในผู้สูงอายุ คนทำงานในไร่นา และเด็กๆ นักกีฬา ทำให้ต้องจ่ายเงินซื้อยานวดราคาแพง และบางคนก็ไม่มีเงินซื้อ ซึ่งแพร่เป็นจังหวัดที่มีผู้สูงอายุจำนวนมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ

เมื่อเห็นว่านี่ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ “แม่ดารี” จึงชักชวนกลุ่มปราชญ์ชาวบ้าน และหมอพื้นบ้าน มาร่วมกันคิดค้นยานวดคลายอาการปวดเมื่อยจากสมุนไพรในท้องถิ่น และโฟกัสว่าต้องเป็นออแกนิค ไม่ใช้สารเคมี ซึ่ง อ.วังชิ้น มีพื้นที่สวนเกษตรอินทรีย์เป็นอันดับหนึ่งของภาคเหนือ จนสุดท้ายมาลงตัวที่สูตร “น้ำตาแม่หม้าย” มีส่วนผสมหลักจาก “ไพล” และ “น้ำตาแม่หม้าย” สมุนไพรพื้นถิ่นของ อ. วังชิ้น โดยจะใช้เฉพาะที่มาจากสวนป่าสักทองเท่านั้น เนื่องจากปลอดสารพิษ และมีคุณภาพดี

“น้ำตาแม่หม้าย” เป็นเถาวัลย์ชนิดหนึ่งมีความเหนียวมาก ชาวบ้านจึงมักนำมาสานเป็นตระกร้า จนเป็นอีกหนึ่งสินค้าอัตลักษณ์ของวังชิ้น โดยเรื่องเล่าของชื่อนี้มีสองนัย หนึ่งคือ เวลาไปเก็บมาใช้ต้องไปเป็นคู่ เพราะเหนียวมากดึงคนเดียวไม่ได้ แต่แม่หม้ายไม่มีคู่ ทำให้ต้องไปคนเดียว ซึ่งดึงอย่างไรก็ไม่ขาดจึงได้แต่นั่งร้องไห้ ส่วนอีกนัยหนึ่ง เพราะแม่หม้ายไร้คู่ ไม่มีคนนวดให้เวลาปวดเมื่อย ทำได้แค่นั่งดื่มน้ำต้มเถาวัลย์ เพื่อคลายปวดเมื่อย

ปรากฎการณ์ “ของดีบอกต่อ” เกิดขึ้นทันที หลังจากแม่ดารีได้นำยานวดไปแจกครั้งแรกในวันกตัญญู ที่จะมีการนำผู้สูงอายุมาดำหัว ช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยชาวบ้านสอบถามวิธีการทำยานวดเข้ามาจำนวนมาก ศูนย์เรียนรู้ฯ จึงเปิดสอนและสาธิตการแปรรูปสมุนไพรให้กับชาวบ้าน แต่อุปสรรคคือ ชาวบ้านไม่มีเวลาทำ สุดท้ายจึงตัดสินใจผลิตขายในราคาถูก เพื่อช่วยเหลือชุมชน พร้อมทั้งนำกระบวนการเรียนรู้จากโครงการ “ประโยชน์สุข” มาต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่แบรนด์ “ดารีสมุนไพรออแกนิค” ที่ได้รับการยอมรับในงานออกร้านระดับจังหวัด พร้อมทั้งขายหมดภายในไม่กี่วัน

“โครงการ “ประโยชน์สุข” ได้ช่วยส่องทางคนในวังชิ้นให้มองเห็นสิ่งใกล้ตัว มองเห็นประโยชน์ของสมุนไพรในท้องถิ่น รู้จักนำมาเพิ่มมูลค่าเป็นสินค้าอัตลักษณ์ของวังชิ้น และยังช่วยแก้ปัญหสุขภาพของทั้งผู้สูงอายุ คนทำงาน และนักกีฬา ที่ประสบกับอาการปวดเมื่อย สามารถประหยัดเงินจากการซื้อยานวดในราคาแพง นอกจากนี้ ชาวบ้านในชุมชนยังมีรายได้จากการนำน้ำตาแม่หม้ายมาขาย รวมถึงสร้างอาชีพและชุมชนได้รับความสุข สนุกสนานในการทำผลิตภัณฑ์ร่วมกัน” 

เอสซีจีเชื่อว่าความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันขับเคลื่อน โดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและผู้นำชุมชน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โครงการ “ประโยชน์สุข” จึงมุ่งเน้นสร้างองค์ความรู้ และทักษะที่จำเป็นในการพัฒนาศักยภาพ โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง และสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน

สถานการณ์ประชากรไทย ปี 2569 พลิกวิกฤต ‘เกิดน้อย – สังคมสูงวัย’ สู่การลงทุนใน ‘คน’ เพื่ออนาคตประเทศ

สถานการณ์ประชากรไทย ปี 2569 พลิกวิกฤต ‘เกิดน้อย - สังคมสูงวัย’ สู่การลงทุนใน ‘คน’ เพื่ออนาคตประเทศ

สถานการณ์ประชากรไทย ปี 2569 พลิกวิกฤต ‘เกิดน้อย – สังคมสูงวัย’ สู่การลงทุนใน ‘คน’ เพื่ออนาคตประเทศ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผย “สถานการณ์ประชากรไทย ปี 2569” ชี้ชัดว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างประชากร จากปรากฏการณ์ “เกิดน้อย อายุยืน และแรงงานหดตัว” อย่างรวดเร็ว จนกำลังจะเข้าสู่ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด คือมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 28 ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า พร้อมเน้นย้ำว่า วิกฤตประชากรครั้งนี้ไม่ใช่ทางตัน หากแต่เป็นโอกาสสำคัญในการ “ปฏิรูปคุณภาพคน” และวางนโยบายระยะยาวเพื่อความมั่นคงของประเทศ

โดยข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีเด็กเกิดเพียง 416,574 คน จำนวนเด็กเกิดลดลงจากปี 2567 มากถึงเกือบ 5 หมื่นคน หากทิศทางยังเป็นเช่นนี้ ในปี 2569 อาจจะได้เห็นจำนวนการเกิดในไทยลดต่ำกว่า 4  แสนคน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตถึง 559,684 คน ส่งผลให้อัตราเพิ่มประชากรติดลบเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน โดยประเทศไทยมีประชากรรวมประมาณ 65.8 ล้านคน

สถาบันวิจัยประชากรฯ คาดการณ์ว่า หากอัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) ลดลงต่อเนื่องจนใกล้ระดับประเทศเกาหลีใต้ที่ 0.7 ภายใน 10 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรไทยจะลดลงเหลือเพียง 61.6 ล้านคนในปี 2577 และในช่วงเวลาเดียวกัน ประเทศไทยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ประชากรวัยแรงงานจะหายไปกว่า 3.4 ล้านคน

แม้ตัวเลขการเกิดจะลดลงอย่างน่ากังวล แต่ผลสำรวจออนไลน์ความคิดเห็นของประชาชนชนไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,591 คน (สถานการณ์ประชากรและสังคม ปี 2568) โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Y และ Gen Z ส่วนใหญ่ยังต้องการมีบุตร เพื่อเติมเต็มชีวิตครอบครัว ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ไม่อยากมีลูก” แต่อยู่ที่ ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูง ภาระหนี้สิน การขาดศูนย์ดูแลเด็กที่เข้าถึงได้ และเวลาทำงานที่ไม่ยืดหยุ่น นอกจากนี้ผลสำรวจยังชี้ว่า มาตรการ “แจกเงิน” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ประชาชนให้ความสำคัญกับ คุณภาพการศึกษา เวลาทำงานที่ยืดหยุ่น และระบบสนับสนุนครอบครัวมากกว่า เพื่อสร้างความมั่นใจในการเลี้ยงดูบุตรในระยะยาว

ดัชนีความสุขประชากรไทย ปี 2568 พบค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7.05 จาก 10 คะแนน แต่มีความเหลื่อมล้ำชัดเจนระหว่างกลุ่มวัยและอาชีพ โดย Gen Z มีความสุขต่ำที่สุด ในขณะที่กลุ่มเกษตรกรมีคะแนนความสุขต่ำเพียง 5.50 คะแนน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างด้านรายได้และคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนการสร้างครอบครัวและการตัดสินใจมีบุตร

เมื่อการเพิ่มประชากรโดยธรรมชาติไม่ทันต่อการหดตัวของแรงงาน สถาบันวิจัยประชากรฯ จึงเสนอแนวคิด “การย้ายถิ่นเพื่อทดแทนประชากร (Replacement Migration)” โดยถอดบทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ผลสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่มีทัศนคติเปิดรับแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะแรงงานทักษะสูง (ร้อยละ 54.0) และเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการเปิดโอกาสให้เด็กข้ามชาติที่เติบโตและผ่านการศึกษาในไทย (ร้อยละ 64.3) สามารถทำงานได้เมื่อบรรลุนิติภาวะ ซึ่งถือเป็นทุนมนุษย์ที่พร้อมใช้งานและปรับตัวได้ดี

อีกหนึ่งประเด็นเร่งด่วนคือ ผลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ.2567 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ชี้ให้เห็นสถานการณ์ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ลำพัง มีจำนวนสูงถึง 1.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าในรอบ 30 ปี ทั้งนี้มีความน่ากังวลสำหรับผู้สูงอายุที่อาศัยในเขตเมือง ซึ่งมีข้อจำกัดในการได้รับการดูแลโดยชุมชน แนวคิดการสร้างตาข่ายนิรภัยดิจิทัล (Digital Safety Net) เช่น การใช้ข้อมูลการใช้น้ำ – ไฟฟ้าเป็นสัญญาณเตือน จะช่วยป้องกันการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและยกระดับการดูแลผู้สูงอายุให้ใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

ผลสำรวจออนไลน์โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจได้สะท้อนความเห็นเกี่ยวกับการปรับตัวสู่สังคมสูงวัย โดยเสียงส่วนใหญ่กว่าครึ่ง (ร้อยละ 53.0) เห็นควรให้ปรับนิยาม “ผู้สูงอายุ” โดยเริ่มต้นที่ 65 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มข้าราชการ พนักงานบริษัท และผู้ที่มีการศึกษาสูง เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพในการทำงานต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ยังคงมีช่องว่างระหว่างวัย เนื่องจากกลุ่ม Gen Z ยังต้องการให้อายุเกษียณคงอยู่ที่ 60 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้คน Gen Z ได้เข้าสู่ตลาดแรงงาน ดังนั้นทุกภาคส่วนจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาบุคลากรสูงวัยที่มีทักษะสูงกับการเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ได้เติบโตในสายอาชีพไปพร้อมกัน รวมทั้งควรแยกนโยบายอายุเกษียณตามลักษณะงานและทักษะ

การรับมือวิกฤตเกิดน้อย – สังคมสูงวัย ต้องก้าวข้ามนโยบายระยะสั้น และหันมาลงทุนใน คุณภาพคนตั้งแต่ปฐมวัย การยกระดับทักษะแรงงาน และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อครอบครัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนการหดตัวของประชากรให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับศักยภาพประเทศในระยะยาว

​บพข.-รวพ. ลุย ‘PMUC Co-creation’ ครั้งที่ 2 ชู ‘Concept Note’ ปลดล็อกการขอทุนสร้างนวัตกรรม

​บพข.-รวพ. ลุย ‘PMUC Co-creation’ ครั้งที่ 2 ชู ‘Concept Note’ ปลดล็อกการขอทุนสร้างนวัตกรรม

​บพข.-รวพ. ลุย ‘PMUC Co-creation’ ครั้งที่ 2 ชู ‘Concept Note’ ปลดล็อกการขอทุนสร้างนวัตกรรม

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. เดินหน้าภารกิจขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรม (Innovation-Driven Economy) จัดงาน “PMUC Co-creation: ร่วมสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ครั้งที่ 2 เพื่อสร้างความเข้าใจในทิศทางการสนับสนุนทุนโฉมใหม่ หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการจัดงานครั้งแรกที่มุ่งเน้นภาคเอกชน โดยครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มนักวิจัย ภาควิชาการ และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเตรียมความพร้อม และเปิดตัว “Concept Note” ที่ยกระดับคุณภาพงานวิจัยต้นน้ำให้ตอบโจทย์การแข่งขันของประเทศอย่างแท้จริง ณ โรงแรม มณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ

รศ.ดร.สุรพงษ์ สิริพงศ์ดี คณะอนุกรรมการประจำ บพข. ประธานในพิธีเปิด กล่าวว่า ความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะสถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษา เป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะก่อให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีของไทย บพข. ภายใต้โครงสร้างใหม่ของ รวพ. จึงมุ่งมั่นสนับสนุนให้นักวิจัยและหน่วยงานภาครัฐ นำองค์ความรู้มาต่อยอดร่วมกับภาคเอกชน เพื่อสร้างผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำไปสร้างผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูงในเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืน

ด้าน รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. กล่าวว่า หลังจากที่ บพข. จัดงานครั้งแรกเพื่อสื่อสารกับภาคเอกชนไปแล้ว การจัดงานครั้งที่ 2 นี้ จึงเจาะจงที่กลุ่มนักวิจัยและหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็น “ผู้สร้างนวัตกรรม” สำคัญของประเทศ วัตถุประสงค์หลักคือการนำเสนอทิศทางการให้ทุนที่ชัดเจน และเปิดตัวช่องทาง Concept Note (ข้อเสนอโครงการเชิงหลักการ) ที่เปิดรับตลอดทั้งปี กลไกนี้จะช่วยให้นักวิจัยสามารถส่งแนวคิดเบื้องต้นมาให้ บพข. พิจารณาความเป็นไปได้ก่อนจัดทำข้อเสนอโครงการฉบับสมบูรณ์ ช่วยลดภาระด้านเอกสารและทำให้การพัฒนาโจทย์วิจัยตรงเป้าหมายตั้งแต่ต้นทาง ตอบสนองต่อพลวัตรการพัฒนานวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ภายในงานมีการเสวนาหัวข้อ Co-creation: ร่วมสร้างนวัตกรรมไทยกับ บพข.” โดยคณะผู้บริหาร เพื่อแนะนำกรอบโจทย์และความมุ่งหวังของแผนงาน รวมถึงกิจกรรม Workshop เจาะลึกหัวข้อ “Co-creation: สานการขับเคลื่อนกับ บพข. ให้ตอบโจทย์ประเทศ” ซึ่งเน้นเทคนิคการเชื่อมต่องานวิจัยเข้ากับช่องทาง Concept Note ใน 8 แผนงานสำคัญ ได้แก่ 1.ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 2.สุขภาพและการแพทย์ 3.อาหารมูลค่าสูง 4.เศรษฐกิจหมุนเวียน 5.พลังงาน เคมี และวัสดุชีวภาพ 6.ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และ Semiconductor 7.ระบบคมนาคมแห่งอนาคตและระบบราง และ 8.โลจิสติกส์

งาน PMUC Co-creation ครั้งที่ 2 นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงภาควิชาการและภาครัฐเข้ากับกลไกตลาด เพื่อร่วมกันเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

สสส.-กรมสุขภาพจิต ปั้นนักสื่อสารสร้างสุข เปลี่ยนพลังดิจิทัล สู่พลังชุมชนกู้ใจชายแดน

สสส.-กรมสุขภาพจิต ปั้นนักสื่อสารสร้างสุข เปลี่ยนพลังดิจิทัล สู่พลังชุมชนกู้ใจชายแดน

สสส.-กรมสุขภาพจิต ปั้นนักสื่อสารสร้างสุข เปลี่ยนพลังดิจิทัล สู่พลังชุมชนกู้ใจชายแดน

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.

สสส.-กรมสุขภาพจิต หนุน “ปลูก–ปลุกสุข” ปั้นนักสื่อสารสร้างสุขขับเคลื่อนพลังสุขภาพจิตจากแพลตฟอร์มดิจิทัลสู่พื้นที่จริง ด้วยต้นแบบชุมชนเบญลักษณ์โมเดล ฟื้นฟูจิตใจคนชายแดน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ปลูก–ปลุกสุข” ร่วมกับศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 กรมสุขภาพจิต เพื่อพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงและเครือข่ายนักสื่อสารสร้างสุขด้านสุขภาพจิต โดยมุ่งเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต (Mental Health Literacy) ให้ประชาชนสามารถดูแลใจของตนเอง ครอบครัว และชุมชนได้อย่างเหมาะสม ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมและการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล “บ้าน–พลัง–ใจ” เป็นพื้นที่กลางในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ พร้อมเชื่อมต่อการทำงานจากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ชุมชนหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบสำคัญของการขับเคลื่อนโครงการ คือ อำเภอเบญลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งสะท้อนภาพการนำแนวคิดและเครื่องมือจากแพลตฟอร์มดิจิทัลมาปรับใช้กับบริบทพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยพลังของแกนนำชุมชน หน่วยงานสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ร่วมกันสร้างระบบการดูแลสุขภาพจิตที่เข้าถึงง่าย ใกล้ตัว และตอบโจทย์ชีวิตจริงของคนในชุมชน

ดร.สุภาภรณ์ ศรีธัญรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 กล่าวว่า “โครงการพัฒนาเครือข่ายนักสื่อสารสร้างสุข” หรือ ปลูก-ปลุกสุข มีเป้าหมายเสริมพลังประชาชนให้เป็น Change Agents ด้านสุขภาพจิตในชุมชน เปลี่ยนผ่านจากพื้นที่ดิจิทัลสู่การปฏิบัติการในพื้นที่จริง ครอบคลุมพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด 5 อำเภอในเขตสุขภาพที่ 10 โดยอำเภอเบญลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่มีการขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ บูรณาการกับแนวคิดสุขเป็น และแนวคิดปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพจิต เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต ดูแลใจในชุมชน และการสื่อสารผ่านเครือข่ายประชาชนและดิจิทัลแพลตฟอร์ม ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและการดูแลสุขภาพจิตได้ง่ายขึ้น ลดอคติและความกลัวในการขอความช่วยเหลือ”

นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ประธานคณะกรรมการกำกับทิศทางด้านการสร้างเสริมสุขภาพจิต สสส. กล่าวว่า “การขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตจำเป็นต้องมองลึกถึง “รากของปัญหา” และทำงานเชิงป้องกัน โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ไม่รอให้ปัญหาเกิดแล้วจึงแก้ไขปลายทาง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน ที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือ พร้อมเน้นย้ำว่า สุขภาพจิตไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทุกภาคส่วนในพื้นที่ แนวคิด “สุขเป็น” จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในฐานะกระบวนการเสริมพลังใจ สร้างทักษะการรับมืออารมณ์ และเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้คนในชุมชนได้ฟังกันโดยไม่ตัดสิน โดยเฉพาะการพัฒนา แกนนำสุขเป็น ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ ทำหน้าที่เชื่อมโยงครอบครัว ชุมชน และระบบบริการสุขภาพ ให้สามารถดูแล เฝ้าระวัง และส่งต่อกรณีมีปัญหาสุขภาพจิตได้อย่างทันท่วงที

“พื้นที่ชายแดนเผชิญความเปราะบางจากเศรษฐกิจ สถานการณ์ความไม่สงบ และปัญหายาเสพติด จำเป็นต้องมีกลไกชุมชนที่เข้มแข็ง การบูรณาการ “สุขเป็น” เข้ากับแผนตำบล แผนชุมชน และกลไกระดับอำเภอ จะช่วยให้การดูแลสุขภาพจิตเป็นส่วนหนึ่งของระบบพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน การขับเคลื่อนโดยแกนนำสุขเป็น จึงไม่เพียงช่วยเยียวยาความเครียดและความทุกข์ของคนในช่วงวิกฤต แต่ยังเป็นการยกระดับสุขภาพจิตของคนทั้งชุมชน สร้างภูมิคุ้มกันทางใจ และทำให้ชุมชนชายแดนสามารถยืนหยัด ดูแลกันเอง และก้าวผ่านความท้าทายไปด้วยกัน” นายชาญเชาวน์ กล่าว

นายชูไชย นิจไตรรัตน์ ผู้จัดการโครงการสุขเป็น มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (P2H) หนึ่งในผู้ร่วมขับเคลื่อนงานสุขเป็นในพื้นที่อำเภอเบญลักษณ์ กล่าวว่า “การทำงานเริ่มต้นร่วมกับพื้นที่ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่ผ่านมา สามารถเข้าถึงแกนนำชุมชนตัวจริงได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยความสำเร็จเกิดจากการทำงานร่วมกันของศูนย์สุขภาพจิตสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และภาคีในพื้นที่ ที่มีการเตรียมคนและองค์ความรู้ด้านสุขภาพจิตไว้อย่างเข้มแข็ง ขณะที่ทีมโครงการเข้าไปเสริมด้วยเครื่องมือและกิจกรรมง่าย ๆ ใกล้ตัว ช่วยให้คนในชุมชนเริ่มจากการมีความสุข เห็นคุณค่าในตนเอง และต่อยอดไปสู่การช่วยเหลือผู้อื่น”

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวเชื่อมั่นว่า การบูรณาการพลังนโยบาย พลังดิจิทัล และพลังชุมชน ผ่านแพลตฟอร์ม “บ้าน–พลัง–ใจ” และการขับเคลื่อนโดยแกนนำสุขเป็นในพื้นที่อย่างอำเภอเบญลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ จะเป็นต้นแบบสำคัญของการสร้างระบบการดูแลสุขภาพจิตที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และขยายผลได้ในระดับประเทศ

เลขาธิการยูเอ็นชี้ สหรัฐฯ เชื่อใน “อำนาจ” มากกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ

เลขาธิการยูเอ็นชี้ สหรัฐฯ เชื่อใน "อำนาจ" มากกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ

19 ม.ค. 2569 14:54 น.

เลขาธิการยูเอ็นชี้ สหรัฐฯ เชื่อใน “อำนาจ” มากกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า สหรัฐอเมริกากำลังดำเนินนโยบายอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายระหว่างประเทศ โดยมีความเชื่อชัดเจนว่าอำนาจและอิทธิพลของตนสำคัญกว่ากลไกพหุภาคีและบรรทัดฐานสากล คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางบริบทความตึงเครียดระหว่างประเทศ รวมถึงกรณีสหรัฐฯ ปฏิบัติการต่อเวเนซุเอลา และคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องการผนวกกรีนแลนด์

นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับรายการ Today ของ BBC Radio 4 โดยระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีความเชื่ออย่างฝังรากลึกว่า “แนวทางแก้ปัญหาแบบพหุภาคีนั้นไม่มีความหมาย” และสิ่งที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญมากกว่าบรรทัดฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ คือการใช้อำนาจและอิทธิพลของตนเองเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์

คำวิจารณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ตึงเครียด ทั้งกรณีที่สหรัฐฯ บุกโจมตีเวเนซุเอลาและควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร รวมถึงคำขู่ซ้ำๆ ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการผนวกดินแดนกรีนแลนด์ ซึ่งกูเตอร์เรสชี้ว่าหลักการพื้นฐานของยูเอ็นเรื่องความเท่าเทียมกันของรัฐสมาชิกกำลังถูกคุกคามอย่างหนัก

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของยูเอ็น พร้อมอ้างว่าตนเองเป็นผู้ยุติ “สงครามที่ไม่มีวันจบ” ถึง 7 แห่งด้วยตัวคนเดียว โดยที่ยูเอ็นไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยแม้แต่น้อย และทิ้งท้ายว่า “ในที่สุดผมก็ตระหนักได้ว่า ยูเอ็นไม่ได้มีไว้เพื่อเรา”

กูเตอร์เรสยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่ายูเอ็นประสบความยากลำบากในการบังคับให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามกฎบัตรและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ในความเป็นจริงยูเอ็นไม่มี “อำนาจต่อรอง” เมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจ และตั้งคำถามว่าอำนาจนั้นถูกใช้เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนหรือเพียงแก้เฉพาะหน้า

พร้อมระบุถึงประเด็นสำคัญ เช่น วิกฤตการณ์ในกาซาที่ยูเอ็นถูกขัดขวางไม่ให้ส่งความช่วยเหลือ และอิสราเอลยังสนับสนุนให้ใช้บริษัทภายนอกทำงานแทนยูเอ็น จนนำไปสู่เหตุสลดที่มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตขณะรอรับอาหาร

ในประเด็นความไร้ประสิทธิภาพของคณะมนตรีความมั่นคง (ยูเอ็นเอสซี) กูเตอร์เรสชี้ว่ายูเอ็นเอสซีไม่ได้เป็นตัวแทนของโลกในปัจจุบันอีกต่อไป และการใช้สิทธิวีโต้ของสมาชิกถาวรทั้งห้า ได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน ถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน จนทำให้การแก้ปัญหาสงครามในยูเครนและกาซาเป็นอัมพาต

เขายังเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างสมาชิกถาวร โดยวิจารณ์ว่ามีประเทศยุโรปนั่งเป็นสมาชิกถาวรถึง 3 ประเทศ ซึ่งไม่สะท้อนเสียงของทั้งโลก และจำกัดการใช้วีโต้เพื่อลด “ทางตันที่ยอมรับไม่ได้”

เลขาฯ ยูเอ็น ทิ้งท้ายว่า โครงสร้างการแก้ปัญหาที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 1945 ไม่สามารถแก้ปัญหาของปี 2026 ได้อีกต่อไป โลกกำลังเต็มไปด้วยความปั่นป่วน การละเมิดกฎหมายสากลอย่างหน้าไม่อาย และความไม่แน่นอน

“คนส่วนใหญ่อาจลังเลที่จะเผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจ แต่ความจริงก็คือ หากเราไม่เผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจ เราจะไม่มีวันสร้างโลกที่ดีกว่าเดิมได้” กูเตอร์เรสกล่าวทิ้งท้ายก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่งในช่วงสิ้นปีนี้.

ที่มา BBC

กัวเตมาลาประกาศภาวะฉุกเฉิน เหตุจับตัวประกันในเรือนจำ-สังหารตำรวจ 8 นาย

กัวเตมาลาประกาศภาวะฉุกเฉิน เหตุจับตัวประกันในเรือนจำ-สังหารตำรวจ 8 นาย

19 ม.ค. 2569 13:06 น.

กัวเตมาลาประกาศภาวะฉุกเฉิน เหตุจับตัวประกันในเรือนจำ-สังหารตำรวจ 8 นาย

ประธานาธิบดีกัวเตมาลาประกาศภาวะฉุกเฉิน 30 วัน เพื่อกวาดล้างแก๊งอาชญากรรม หลังเกิดเหตุจลาจลจับตัวประกันในเรือนจำ 3 แห่ง และเหตุสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจ 8 นายเพื่อตอบโต้รัฐบาล เตรียมส่งกองทัพลงถนนสั่งพักสิทธิการชุมนุมและจับกุมโดยไม่ต้องมีหมายศาล

ประธานาธิบดีเบร์นาร์โด อาเรบาโล ของกัวเตมาลา ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศเป็นเวลา 30 วัน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (18 ม.ค.) เพื่อรับมือและปราบปรามแก๊งอาชญากร หลังเกิดเหตุรุนแรงต่อเนื่อง รวมถึงการสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างน้อย 8 นาย และการจับตัวประกันในเรือนจำ 3 แห่งทั่วประเทศ

เหตุการณ์เริ่มขึ้นหลังผู้ต้องขังที่มีความเกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากร จับตัวประกันรวม 46 คน ในเรือนจำต่าง ๆ เพื่อกดดันให้รัฐบาลย้ายหัวหน้าแก๊งออกจากเรือนจำความมั่นคงสูงไปยังเรือนจำที่มีการควบคุมน้อยกว่า ต่อมาทางการสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์และยึดเรือนจำทั้ง 3 แห่งกลับคืนได้ภายในวันเดียวกัน

กระทรวงมหาดไทยระบุว่า ตำรวจ 8 นายเสียชีวิตจากการโจมตีตอบโต้ของกลุ่มอาชญากร ขณะปฏิบัติหน้าที่ และมีตำรวจได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 10 นาย รวมถึงมีผู้ต้องสงสัยเป็นสมาชิกแก๊งเสียชีวิต 1 ราย รัฐมนตรีมหาดไทยชี้ว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้โดยตรงต่อปฏิบัติการของรัฐ

คำสั่งภาวะฉุกเฉินมีผลบังคับใช้ทันที โดยระงับสิทธิการชุมนุม และให้อำนาจเจ้าหน้าที่จับกุมและสอบสวนบุคคลได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวยังต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาที่ฝ่ายค้านครองเสียงข้างมาก ขณะที่ประธานสภาเรียกร้องความเป็นเอกภาพของประเทศในช่วงเวลาวิกฤต

ส่วนในช่วงเช้าวันอาทิตย์ ตำรวจและทหารเข้าปฏิบัติการในเรือนจำความมั่นคงสูง “เรโนวาซิออน 1” ทางตอนใต้ของกรุงกัวเตมาลาซิตี โดยใช้รถหุ้มเกราะและแก๊สน้ำตา ใช้เวลาเพียง 15 นาทีในการยึดคืนพื้นที่และช่วยเหลือตัวประกันทั้งหมดโดยไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม พร้อมจับกุมผู้นำแก๊งบาร์ริโอ 18 ที่ถูกระบุว่าเป็นแกนนำระดับประเทศ

ขณะเดียวกัน ทางการสามารถช่วยเหลือตัวประกันอีก 28 คนจากเรือนจำเฟรฆาเนส 2 และอีก 9 คนจากเรือนจำพรีเวนตีโว รวมปฏิบัติการทั้งหมดไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม รัฐมนตรีกลาโหมยืนยันกองทัพจะยังคงตรึงกำลังบนท้องถนนเพื่อรื้อถอนเครือข่ายอาชญากรรม

แก๊งบาร์ริโอ 18 และมารา ซัลวาทรูชา หรือ MS-13 ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นตอหลักของปัญหายาเสพติดและความรุนแรงในกัวเตมาลา โดยสหรัฐฯ จัดให้ทั้งสองกลุ่มเป็นองค์กรก่อการร้าย ข้อมูลทางการระบุว่า อัตราการฆาตกรรมของกัวเตมาลาในปี 2025 อยู่ที่ 16.1 ต่อประชากร 100,000 คน สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกมากกว่า 2 เท่า.


ที่มา AFP

วิกฤตประชากรจีน อัตราเกิดลดลงต่อเนื่องปีที่ 4 ดิ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

วิกฤตประชากรจีน อัตราเกิดลดลงต่อเนื่องปีที่ 4 ดิ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

19 ม.ค. 2569 12:29 น.

วิกฤตประชากรจีน อัตราเกิดลดลงต่อเนื่องปีที่ 4 ดิ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเปิดเผยข้อมูลประชากรจีนลดลงกว่า 3.3 ล้านคน หรือลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ในปี 2025 หลังอัตราการเกิดดิ่งลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่สังคมผู้สูงอายุขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้เชี่ยวชาญเตือนแนวโน้มถดถอยยาว กระทบแรงงาน เศรษฐกิจ และระบบสวัสดิการ

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเปิดเผยวันนี้ (19 ม.ค.) ว่า ประชากรจีนในปี 2025 ลดลงเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ท่ามกลางอัตราการเกิดที่ดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยจำนวนประชากรลดลง 3.39 ล้านคน เหลือ 1,405 ล้านคน เร็วกว่าการลดลงในปี 2024

ตัวเลขระบุว่า ปี 2025 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 7.92 ล้านคน ลดลงถึง 17% จาก 9.54 ล้านคนในปีก่อนหน้า ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 11.31 ล้านคน จาก 10.93 ล้านคน ส่งผลให้อัตราเกิดลดลงเหลือ 5.63 คนต่อประชากร 1,000 คน และอัตราการตายเพิ่มเป็น 8.04 คนต่อประชากร 1,000 คน สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1968

นักประชากรศาสตร์ชี้ว่า จำนวนเด็กเกิดใหม่ในปี 2025 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 1738 ซึ่งขณะนั้นจีนมีประชากรเพียงราว 150 ล้านคน สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่รุนแรง ขณะที่จีนเริ่มเผชิญภาวะประชากรหดตัวตั้งแต่ปี 2022 และกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลระบุว่า ประชากรอายุเกิน 60 ปี มีสัดส่วนราว 23% ของทั้งประเทศ และคาดว่าในปี 2035 จะเพิ่มเป็น 400 ล้านคน เทียบเท่าจำนวนประชากรของสหรัฐอเมริกาและอิตาลีรวมกัน ส่งผลให้แรงงานจำนวนมหาศาลทยอยออกจากตลาดในช่วงที่งบประมาณบำนาญตึงตัว รัฐบาลจีนจึงปรับเพิ่มอายุเกษียณ โดยผู้ชายทำงานถึง 63 ปี และผู้หญิงถึง 58 ปี

ในด้านโครงสร้างครอบครัว จำนวนการจดทะเบียนสมรสในปี 2024 ลดลงเกือบ 20% ซึ่งเป็นสถิติลดลงมากที่สุด สอดคล้องกับแนวโน้มอัตราเกิดที่ชะลอตัว แม้รัฐบาลผ่อนคลายกฎให้คู่รักสามารถจดทะเบียนสมรสได้ทุกพื้นที่ตั้งแต่ปี 2025 ส่งผลให้การสมรสในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นกว่า 22% แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นเพียงแรงหนุนระยะสั้น

แม้ทางการจะพยายามลบล้างอิทธิพลของ “นโยบายลูกคนเดียว” (ปี 1980-2015) แต่ทัศนคติของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปมาก การย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองที่มีค่าครองชีพสูงส่งผลให้การมีลูกเป็นภาระหนัก อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณบวกเล็กน้อยจากการแก้กฎหมายให้คู่รักสามารถ “จดทะเบียนสมรสที่ไหนก็ได้” ส่งผลให้ยอดการแต่งงานในไตรมาส 3 ของปี 2025 เพิ่มขึ้นถึง 22.5%

ขณะเดียวกัน การย้ายถิ่นสู่เมืองที่มีต้นทุนการเลี้ยงดูสูง ทำให้อัตราการมีบุตรยิ่งลดลง โดยอัตราความเป็นเมืองของจีนเพิ่มเป็น 68% ในปี 2025 จากราว 43% ในปี 2005

ด้านนโยบายเศรษฐกิจในปี 2026 รัฐบาลจีนวางแผนทุ่มงบประมาณกว่า 1.8 แสนล้านหยวน เพื่อกระตุ้นการเกิด โดยมีมาตรการสำคัญคือเงินอุดหนุนเด็กแห่งชาติ ซึ่งเริ่มใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา รวมถึงนโยบาย “แม่ไม่ต้องจ่าย” โดยรัฐรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฝากครรภ์และคลอดบุตรทั้งหมด รวมถึงสวัสดิการครอบคลุมการทำเด็กหลอดแก้วผ่านกองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติ

ปัจจุบัน จีนมีอัตราการเจริญพันธุ์เพียงราว 1 คนต่อผู้หญิง 1 คน ต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรอย่างมาก และคาดว่าจำนวนผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์จะลดลงเหลือต่ำกว่า 100 ล้านคนภายในสิ้นศตวรรษนี้ ซึ่งจะเป็นความท้าทายระยะยาวต่อเศรษฐกิจและสังคมจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

ที่มา Reuters

เจ้าชายแฮร์รีเตรียมสู้คดีสื่ออังกฤษนัดสุดท้าย ฟ้องสื่อยักษ์ใหญ่คดีดักฟัง

เจ้าชายแฮร์รีเตรียมสู้คดีสื่ออังกฤษนัดสุดท้าย ฟ้องสื่อยักษ์ใหญ่คดีดักฟัง

19 ม.ค. 2569 11:27 น.

เจ้าชายแฮร์รีเตรียมสู้คดีสื่ออังกฤษนัดสุดท้าย ฟ้องสื่อยักษ์ใหญ่คดีดักฟัง

เจ้าชายแฮร์รีเตรียมเสด็จกรุงลอนดอนในสัปดาห์นี้ เพื่อร่วมการพิจารณาคดีความกับกลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์ชื่อดัง ผู้จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์ Daily Mail และ Mail on Sunday ในข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัวและรวบรวมข้อมูลอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งนับเป็น “ภารกิจสุดท้าย” ในมหากาพย์การต่อสู้กับสื่อที่ดำเนินมาอย่างยาวนานของพระองค์

การพิจารณาคดีครั้งนี้จัดขึ้นที่ศาลสูงในกรุงลอนดอน โดยมีกำหนดเริ่มตั้งแต่วันจันทร์ (19 ม.ค.) และคาดว่าจะใช้เวลายาวนานถึง 9 สัปดาห์ เจ้าชายแฮร์รี ทรงเป็นโจทก์ร่วมกับคนดังอีกหลายราย อาทิ เอลตัน จอห์น ศิลปินระดับตำนาน, เดวิด เฟอร์นิช สามีของเขา, รวมถึงนักแสดงชื่อดังอย่าง เอลิซาเบธ เฮอร์ลีย์ และ ซาดี ฟรอสต์

กลุ่มผู้ร้องเรียนกล่าวหาว่า Associated Newspapers ผู้จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์ Daily Mail และ Mail on Sunday ว่า ได้กระทำการหรือจ้างวานกิจกรรมที่ผิดกฎหมายหลายอย่าง ได้แก่การดักฟัง โดยการจ้างนักสืบเอกชนเพื่อติดตั้งอุปกรณ์ฟังเสียงภายในรถยนต์ รวมถึงการปลอมแปลงตัวตนโดยอ้างเป็นบุคคลอื่นเพื่อเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ที่สำคัญ และการลักลอบฟัง ด้วยการแอบเข้าถึงการสนทนาทางโทรศัพท์ส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มสื่อดังกล่าวได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาอย่างหนักแน่น โดยระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ “น่าเกลียดชัง” และ “ไร้สาระ”

ตามร่างกำหนดการของศาล เจ้าชายแฮร์รีจะทรงเข้าร่วมฟังการแถลงเปิดคดีในช่วง 3 วันแรก และมีกำหนดขึ้นให้การเป็นพยานตลอดทั้งวันในวันพฤหัสบดี ขณะที่เอลิซาเบธ เฮอร์ลีย์ จะขึ้นให้การในสัปดาห์ถัดไป และเอลตัน จอห์น มีกำหนดขึ้นให้การในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์

การเสด็จกลับอังกฤษครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก นับตั้งแต่พระองค์ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกราชวงศ์ชั้นสูงในปี 2020 และย้ายไปพำนักที่รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ กับเมแกน พระชายา แม้ในการเสด็จเยือนครั้งก่อนเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พระองค์จะมีโอกาสเข้าเฝ้าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เพื่อเยียวยารอยร้าวในราชวงศ์ แต่สื่ออังกฤษระบุว่าในการเสด็จครั้งนี้ ยังไม่มีแผนที่จะได้เข้าเฝ้าพระราชบิดาแต่อย่างใด

เป็นที่ทราบกันดีว่าเจ้าชายแฮร์รีทรงโทษสื่อว่าเป็นต้นเหตุการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานา พระมารดา เมื่อปี 1997 จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะถูกปาปารัสซีไล่ตามในกรุงปารีส ทำให้พระองค์ทรงถือเป็นภารกิจส่วนตัวที่จะทำให้สื่อต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสม

คดีนี้นับเป็นคดีที่สามและคดีสุดท้าย หลังจากที่พระองค์เคยได้รับชัยชนะและค่าเสียหายมาแล้วจากคดีก่อนหน้า โดยศาลตัดสินให้พระองค์ชนะคดีในปี 2023 กับกลุ่มบริษัท Mirror Group Newspapers (MGN) หลังพบว่ามีการดักฟังโทรศัพท์จริง โดยได้รับค่าเสียหายกว่า 1.4 แสนปอนด์

ส่วนกลุ่มบริษัท News Group Newspapers (NGN) สื่อในเครือของนายรูเพิร์ต เมอร์ด็อก เพิ่งตกลงยอมความนอกศาลและจ่ายค่าเสียหายจำนวนมหาศาลให้แก่พระองค์เมื่อเดือนมกราคม 2025 ที่ผ่านมา พร้อมออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการต่อการล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของพระองค์และเจ้าหญิงไดอานา

มาร์ค สตีเฟนส์ ทนายความด้านสื่อ ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่า คดีนี้มีความสำคัญมากกว่าแค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของ “ความรับผิดชอบของสื่อในอนาคต” โดยระบุว่า แม้เสรีภาพของสื่อจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่เสรีภาพจากการถูกสอดแนมอย่างผิดกฎหมายก็สำคัญไม่แพ้กัน การพิจารณาคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการตรวจสอบการทำงานของสื่อมวลชนทั่วโลก.

จีนบรรลุเป้าจีดีพีปี 2025 โต 5% แม้เผชิญมรสุมภาษี “ทรัมป์” และวิกฤตอสังหาฯ ในประเทศ

จีนบรรลุเป้าจีดีพีปี 2025 โต 5% แม้เผชิญมรสุมภาษี "ทรัมป์" และวิกฤตอสังหาฯ ในประเทศ

19 ม.ค. 2569 11:06 น.

จีนบรรลุเป้าจีดีพีปี 2025 โต 5% แม้เผชิญมรสุมภาษี “ทรัมป์” และวิกฤตอสังหาฯ ในประเทศ

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ตลอดปี 2025 เติบโตอยู่ที่ 5% บรรลุเป้าหมายที่รัฐบาลปักหมุดไว้ที่ “ประมาณ 5%” ได้สำเร็จ ปัจจัยหลักมาจากการที่จีนสามารถทำยอดเกินดุลการค้าได้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะการขยายฐานการส่งออกไปยังตลาดนอกเหนือจากสหรัฐฯ เพื่อเลี่ยงผลกระทบจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

รัฐบาลจีนรายงานว่า เศรษฐกิจจีนขยายตัว 5% ในปีที่ผ่านมา บรรลุเป้าหมายการเติบโตประจำปี แม้ต้องเผชิญความผันผวนจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการส่งออกที่ทำสถิติสูงสุด อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี (ต.ค.-ธ.ค.) อัตราการเติบโตเริ่มชะลอตัวลงเหลือ 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้น

แม้ตัวเลขภาพรวมจะดูดี แต่เศรษฐกิจภายในประเทศยังคงเผชิญปัญหาเรื้อรัง ทั้งวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ โดยราคาบ้านในเดือนธันวาคมลดลง 2.7% ซึ่งเป็นการดิ่งลงแรงที่สุดในรอบ 5 เดือน ขณะที่ยอดการลงทุนในอสังหาฯ ตลอดทั้งปีร่วงลงถึง 17.2%

ส่วนยอดค้าปลีกในเดือนธันวาคมโตเพียง 0.9% ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี สะท้อนว่าผู้บริโภคชาวจีนยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตยังคงเป็นจุดแข็ง โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนธันวาคมขยายตัว 5.2% สูงกว่าเดือนก่อนหน้า

คัง อี้ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ยอมรับว่าเศรษฐกิจกำลังเผชิญกับภาวะ “อุปทานแข็งแกร่ง แต่อุปสงค์อ่อนแอ” แต่ยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถรักษาเสถียรภาพการเติบโตต่อไปได้ในปีนี้

ในปี 2026 จีนยังต้องรับมือกับนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะการที่ทรัมป์ขู่จะเพิ่มภาษีกับประเทศที่ค้าขายกับอิหร่านหรือคัดค้านแผนการเข้าควบคุมกรีนแลนด์ 

นอกจากประเด็นเศรษฐกิจ จีนยังเผชิญกับ “วิกฤตประชากร” ที่รุนแรงขึ้น โดยจำนวนประชากรลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 4 เหลือเพียง 1.41 พันล้านคน ส่วนอัตราการเกิดลดต่ำลงเหลือเพียง 5.63 คนต่อประชากร 1,000 คน ขณะที่สังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้คาดการณ์ว่าแรงงานหลายร้อยล้านคนจะทยอยออกจากระบบเศรษฐกิจในทศวรรษหน้า

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนให้คำมั่นว่าจะดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุกมากขึ้นในปีนี้ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศและลดการพึ่งพาการส่งออก เพื่อสร้างความสมดุลให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว.

ที่มา BBC