สภาหนุนทหาร ผุดรั้วกั้นไทย-เขมร

สภาหนุนทหาร ผุดรั้วกั้นไทย-เขมร

สภาหนุนทหาร ผุดรั้วกั้นไทย-เขมร

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สภาหนุนทหาร ผุดรั้วกั้นไทย-เขมร

กมธ.ความมั่นคงฯพอใจ หลังลงพื้นที่ดูรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา เผยสร้างได้สวยงาม พร้อมสนับสนุนกองทัพเต็มที่ สร้างทุกแนวรบ เพราะเป็นนโยบายรัฐบาล ลั่นถ้าไม่สร้าง อีก100 ปีก็คุยไม่รู้เรื่อง เล็งลงพื้นที่ 4 จังหวัดอีสาน กลางเดือน ก.ค. เหตุเป็นพื้นที่ล่อแหลม “ทหารบ้านเขมร” ไม่มีวินัย

27 มิถุนายน 2569 นายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงพื้นที่ดูรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ที่จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นการสร้างรั้วแรกของประเทศไทยว่า เป็นนิมิตหมายอันดีที่เรามาในวันนี้ มาดูรั้วแห่งแรกที่สร้างอยู่บริเวณเขตแดนในระหว่างข้อพิพาทของไทย-กัมพูชา ตอนนี้หลักหมุดที่52-59 ดำเนินการไปแล้ว 1 กิโล 300 เมตร แต่ความยาวของแต่ละหลักหมุดไม่เท่ากัน ซึ่งตอนนี้ก็กำลังก่อสร้างต่ออีก 600 กว่าเมตร โดยตอนนี้ยังก่อสร้างไม่เสร็จ

นายมณเฑียร กล่าวอีกว่า ตรงไหนที่เขตแดนชัดเจน รัฐบาล โดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เรามีนโยบายชัดเจนว่า เราพร้อมที่จะสร้างรั้วในทุกพื้นที่ทั้งพื้นที่กองทัพภาค 1-2 กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดง พร้อมที่จะดำเนินการให้

ส่วนในเรื่องของความแข็งแรงของรั้วมีอะไรที่ติดขัดต้องแก้ไขหรือไม่ นายมณเฑียร กล่าวว่า ตนพอใจ เพราะสร้างได้สวยงาม โดยช่างฝีมือทหารไม่ได้มีการจ้าง และเงินดังกล่าวเป็นเงินบริจาคของกองทุนหทัยทิพย์ เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์รวมถึงงบประมาณแผ่นดินได้มีการเตรียมไว้พร้อม

เมื่อถามว่า มีรายงานของอุปสรรคในการสร้างรั้วหรือไม่ นายมณเฑียร กล่าวว่า ไม่มีเพราะการสร้างรั้วได้ ต้องทั้งสองฝ่ายตกลงกันชัดเจนในคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ที่เราได้ตั้งขึ้นมา และถ้าตรงไหนที่เรายังไม่มีข้อตกลงร่วมกันชัดเจนก็มาปักเขตแดนคร่าวๆ ไว้ โดยยืนยันว่า หากตรงไหนเขตแดนชัดเจนก็จะมีการสร้างทันที

เมื่อถามว่า คณะกรรมาธิการความมั่นคงจะมีการเดินหน้าสนับสนุนกองทัพ อย่างไรบ้าง นายมณเฑียร กล่าวว่า ยินดีในทุกด้าน ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องงบประมาณ และเรื่องต่างๆ ขอให้มีการประสานงานมาว่า ติดขัดอยู่ตรงไหน เราฝ่ายนิติบัญญัติ เราจะเป็นผู้ประสานงานให้ พร้อมยืนยันว่า กมธ.ความมั่นคงฯ จะมีการสนับสนุนอย่างเต็มที่ และให้ประสบความสำเร็จ เพราะถ้าไม่สร้างอีก 100 ปีก็คุยกันไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวก็เกิดการปะทะอีก เพราะเรามีการปะทะกันมา 2 ครั้งแล้วกับเรื่องนี้ และเป็นห่วงประชาชนในพื้นที่

ส่วนในอนาคตได้มีการปรึกษาหารือกันใน กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯเพราะกรรมาธิการความมั่นคงมีหลายพรรค ทางฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล แต่พอมีการจับมือร่วมกันเป็นกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ เราไม่มีเรื่องทางการเมือง ไม่มีพรรคการเมือง เราพร้อมร่วมมือกันทุกภาคส่วนที่จะผลักดันในเรื่องความมั่นคงให้ประสบความสำเร็จให้ได้ นอกจากนี้วันที่ 11-13 ก.ค. 2569 ก็จะมีการลงพื้นที่เช่นเดียวกัน ที่ จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ จ.อุบลราชธานี เนื่องจากเป็นพื้นที่ล่อแหลม เพราะทหารทั้งสองฝ่ายยังมีการเผชิญหน้ากันอยู่ และ
เปราะบางมาก

“ทางฝ่ายกัมพูชาไม่ว่า เราจะดำเนินการทำอะไรทางฝ่ายกัมพูชาก็จะมีการยั่วยุ ให้เข้าทางเขาให้ได้ เพราะทหารทางบ้านเขาไม่มีวินัย ไม่ใช่ทหารอาชีพ เหมือนประเทศเรา เรามีข้อตกลงระหว่างประเทศอะไรเราทราบหมด ผมได้ทราบข่าวว่า เขามีการแก้แม้กระทั่งกฎหมายการเกณฑ์ทหารโดยที่ไม่มีอะไรเลย และให้คนอายุ 15 ไปเป็นทหารเลย มันเลยไม่ค่อยมีระเบียบวินัยเท่าไหร่” นายมณเฑียร กล่าว

นายมณเฑียร กล่าวต่อว่า ตนต้องขอขอบคุณทหารทุกภาคส่วน เพราะอยู่ชายแดนมีความลำบากต้องเจออุปสรรคมากมาย และพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่เราชนะโดยไม่ต้องรบ เราจึงได้เลือกเดินทางมาที่จุดนี้เป็นจุดแรกเพื่อนำจุดนี้ไปเป็นข้อมูลที่เราจะไปแก้ปัญหาตรงที่กำลังมีปัญหาต่อไป

ส่วนประเด็นดราม่าเรื่องรั้ว ที่มีช่องว่าง นายมณเฑียร กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องไม่จริงเพราะเราไปยืนอยู่ตรงรั้วแล้ว และที่เห็นว่า มีการเว้นช่องว่างไว้เพราะต้องให้คณะกรรมการ JBC หรือคณะกรรมการทั้ง 2 ฝ่าย มาดูอีกครั้ง แล้วแบบที่มีการออกแบบไว้ได้มีการชี้แจงแล้วว่า เราจะทำรั้วทึบปิดหมด แต่ถ้าคณะกรรมการทั้ง 2 ฝ่ายจะดูเราก็สามารถเปิดให้ได้ อาจจะมีการทำเป็นที่เปิด-ปิดได้ในอนาคต

ทั้งนี้ นายมณเฑียร ยืนยันว่า การสร้างรั้วครั้งนี้เป็นความร่วมมือของทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา เพราะจุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีการประชุมคณะกรรมการ JBC และมีการเจรจา และลงนามเรียบร้อยแล้วว่า ตรงนี้เป็นเขตแดนไทย

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

การเดินทางไปราชการชั่วคราวตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2526 จึงหมายถึงการเดินทางไปปฏิบัติราชการ ลักษณะชั่วครั้ง ชั่วคราว มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน และสามารถปฏิบัติราชการตามคำสั่งดังกล่าวให้แล้วเสร็จได้ ภายในระยะเวลาสั้นๆ และลักษณะของงานต้องไม่เป็นงานต่อเนื่องที่ต้องทำตลอด แต่หากเดินทางไปปฏิบัติราชการที่มีระยะเวลานาน แม้มิได้โอนอัตราเงินเดือนตามตัวไปด้วย ก็เป็นการไปปฏิบัติราชการในลักษณะประจำ

เมื่อพิจารณา การออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามหนังสือลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2550 ให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติราชการเป็นการชั่วคราวที่สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาฯ เขต 1 จนกว่าการดำเนินการทางวินัยจะสิ้นสุด หรือมีการสั่งเปลี่ยนแปลงจึงเป็นการสั่งให้ไปปฏิบัติราชการโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน และลักษณะงานที่ปฏิบัติ เป็นงานต่อเนื่องต้องปฏิบัติงานอยู่เป็นประจำตลอดเวลา ไม่ใช่ที่มีลักษณะชั่วคราวที่สามารถปฏิบัติให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาสั้นๆ ได้ ประกอบกับเหตุผลในการออกคำสั่งและลักษณะงานแล้ว เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีเจตนาให้ผู้ฟ้องคดีไปช่วยราชการเป็นการประจำตลอดไป อันเนื่องมาจากกรณีถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง การที่ผู้ฟ้องคดีไปช่วยราชการตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2550 เป็นต้นไป จนกว่าจะดำเนินการสอบสวนทางวินัยผู้ฟ้องคดีแล้วเสร็จ ซึ่งยังไม่มีระยะเวลาที่แน่นอน กรณีจึงถือเป็นการไปช่วยราชการลักษณะประจำ มิได้ปฏิบัติราชการภายในระยะเวลาชั่วคราว แต่เป็นการไปปฏิบัติราชการประจำ ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิขอเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในลักษณะชั่วคราวตามมาตรา 13(4) และมาตรา 14 แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2526 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 ปฏิเสธไม่อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.1017/2565)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

นายกฯ ลงนามคำสั่งให้ สปน. เปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนแจ้งเบาะแสโกงสอบ ขรก.-พนง.ท้องถิ่น โดนหลอก

นายกฯ ลงนามคำสั่งให้ สปน. เปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนแจ้งเบาะแสโกงสอบ ขรก.-พนง.ท้องถิ่น โดนหลอก

นายกฯ ลงนามคำสั่งให้ สปน. เปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนแจ้งเบาะแสโกงสอบ ขรก.-พนง.ท้องถิ่น โดนหลอก

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.46 น.

นายกฯลงนามคำสั่งให้ ‘ศูนย์บริการประชาชน สปน. ’ จัดช่องทางผู้เข้าสอบบรรจุขรก.-พนง.ท้องถิ่น ถูกหลอกจากนายหน้า ยื่นเรื่องร้องเรียน-แจ้งเบาะแสการทำผิดกฎหมาย 

วันที่ 27 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 256/2569
เรื่อง การอำนวยความสะดวกในการเสนอเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแส กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นและจับกุมกุมผู้เกี่ยวกับขบวนการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ได้พบพยานหลักฐานที่ใช้ในการกระทำความผิดจำนวนมากที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งได้ส่งผลกระทบสร้างความเดือดร้อนเสียหายต่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เข้าสอบที่ถูกหลอกลวงจากบุคคลที่เป็นนายหน้าหรือแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้ได้รับคัดเลือกได้

สมควรที่จะต้องมีการประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ได้รับความเดือดร้อนดังกล่าวข้างต้น ในการเสนอเรื่องร้องเรียน เรื่องราวร้องทุกข์ หรือแจ้งเบาะแสการกระทำผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและสังคมโดยเร็วอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งดังดังต่อไปนี้ ข้อ  1 ให้ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบในการประชาสัมพันธ์และจัดให้มีช่องทางสำหรับผู้เข้าสอบที่ถูกหลอกลวงจากบุคคลที่เป็นนายหน้าหรือแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้ได้รับคัดเลือกได้ ในการเสนอเรืองร้องเรียน เรื่องราวร้องทุกข์หรือแจ้งเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรณีการทุจริตการสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ได้รับความเดือดร้อนดังกล่าวข้างต้นและเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย
 
ข้อ  2 ให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรายงานผลการดำเนินการตามข้อ  1 ให้นายกรัฐมนตรีทราบอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่  27 มิ.ย.2569

ปลัด มท. สั่ง อส.รปภ.เข้ม สถ. หลัง ป.ป.ช.-ตร. ลุยค้นตรวจโกงสอบข้าราชท้องถิ่น

ปลัด มท. สั่ง อส.รปภ.เข้ม สถ. หลัง ป.ป.ช.-ตร. ลุยค้นตรวจโกงสอบข้าราชท้องถิ่น

ปลัด มท. สั่ง อส.รปภ.เข้ม สถ. หลัง ป.ป.ช.-ตร. ลุยค้นตรวจโกงสอบข้าราชท้องถิ่น

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.19 น.

“อรรษิษฐ์” ปลัด มท. สั่งด่วน จัดชุด สมาชิก อส. รปภ. เข้มงวด ดูแลความเรียบร้อย กรม สถ. ภายหลัง ป.ป.ช. และตำรวจ ลุยค้นตรวจทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นครั้งใหญ่

วันที่ 27 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน (สน.อส.) จัดสมาชิก อส. ไปปฏิบัติหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัย (รปภ.) สถานที่ราชการ ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) 

ซึ่งสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน ได้จัดกำลังสมาชิก อส. จากกองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 1 (กระทรวงมหาดไทย) จำนวน 4 นาย พร้อมอุปกรณ์เผชิญเหตุ เข้ารักษาการณ์ ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อสั่งการของปลัด มท. ให้จัดกำลังสมาชิก อส. ไปปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลังเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าตรวจสอบกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประจำปี 2568 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการขยายผลการตรวจสอบหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้อง

สรรเพชญ ลงพื้นที่เทพา-จะนะ รับฟังข้อร้องเรียนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เร่งแก้ปัญหาคลองตูหยง-คลองสะกอม

สรรเพชญ ลงพื้นที่เทพา-จะนะ รับฟังข้อร้องเรียนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เร่งแก้ปัญหาคลองตูหยง-คลองสะกอม

สรรเพชญ ลงพื้นที่เทพา-จะนะ รับฟังข้อร้องเรียนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เร่งแก้ปัญหาคลองตูหยง-คลองสะกอม

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.11 น.

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่เทพา–จะนะ รับฟังข้อร้องเรียนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เร่งแก้ปัญหาคลองตูหยง–คลองสะกอม ฟื้นเส้นทางสัญจรทางน้ำช่วยชาวประมงพื้นบ้าน

27 มิถุนายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่อำเภอเทพาและอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา พร้อมด้วยนายฆอซาลี ดุสะเหม๊าะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงคมนาคม นายสราวุธ ซุ่นพงศ์ นายอำเภอเทพา นายมะนาวี มะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามปัญหาและรับฟังข้อร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทางน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ในโอกาสนี้ นายสรรเพชญได้เป็นประธานเปิดงานการกุศลมัสยิดบ้านที่อ้อย ณ โรงเรียนบ้านกระอาน โดยมีณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา นายวิเชียร เพ็งหนู นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าม่วง พ.ต.อ.ปิยะวัฒน์ ขวัญศรี ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรห้วยปลิง ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น คณะกรรมการมัสยิด และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม พร้อมใช้โอกาสดังกล่าวพบปะและรับฟังข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่

จากนั้น คณะได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพคลองตูหยง ตำบลปากบาง อำเภอเทพา ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำสำคัญของชาวประมงพื้นบ้าน หลังได้รับข้อร้องเรียนว่าปัจจุบันคลองมีสภาพตื้นเขิน มีตะกอนสะสม ตลิ่งทรุดตัว และมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ ทำให้เรือประมงไม่สามารถเข้า-ออกทะเลได้สะดวก ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและรายได้ของประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ ประชาชนได้สะท้อนว่า สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งเกิดจากผลกระทบของสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา ทำให้เกิดการทับถมของตะกอนในร่องน้ำจนคลองมีความตื้นเขินมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับข้อจำกัดของพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับเขตอุทยานและเขตห้ามล่าสัตว์ ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินการแก้ไขปัญหาและการใช้ประโยชน์พื้นที่ของประชาชนที่ประกอบอาชีพประมง นายสรรเพชญได้รับเรื่องไว้ พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประสานงานและหารือร่วมกัน เพื่อหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม ภายใต้กรอบของกฎหมายและคำนึงถึงการประกอบอาชีพของประชาชนควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ต่อมาได้ลงพื้นที่คลองสะกอม ตำบลสะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสภาพพื้นที่และรับฟังข้อเสนอจากประชาชน ซึ่งได้สะท้อนความต้องการให้เร่งขุดเปิดทางออกคลองสู่ทะเล เนื่องจากปัจจุบันร่องน้ำเกิดการตื้นเขินอย่างมาก จากการทับถมของตะกอนภายหลังสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา ส่งผลให้เรือประมงเข้า-ออกได้ยาก กระทบต่อการประกอบอาชีพของชาวประมงพื้นบ้าน

ทั้งนี้ การดำเนินการแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของหลายหน่วยงาน เนื่องจากพื้นที่เกี่ยวข้องกับหลายภารกิจ ทั้งคลองที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พื้นที่ทางน้ำในความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม รวมถึงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมโยธาธิการและผังเมือง จึงต้องร่วมกันกำหนดแนวทางการขุดลอกร่องน้ำ เปิดทางน้ำใหม่ และแก้ไขปัญหาให้เป็นไปตามกฎหมายและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยนายสรรเพชญได้รับข้อร้องเรียนไว้ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประสานการดำเนินงาน เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ปัญหาที่ได้รับฟังในวันนี้เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและปากท้องของประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน กระทรวงคมนาคมจะเร่งผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยมอบหมายให้กรมเจ้าท่าเร่งสำรวจข้อเท็จจริง ศึกษาแนวทางขุดลอกร่องน้ำ แก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เส้นทางสัญจรทางน้ำได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และสามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

รมช.มท. ยันบุกจับ ปลัดภูเก็ต ไม่ใช่ยัดคดีปิดปากแชตฉาว ช่วยน้ำเงินด้วย

รมช.มท. ยันบุกจับ ปลัดภูเก็ต ไม่ใช่ยัดคดีปิดปากแชตฉาว ช่วยน้ำเงินด้วย

รมช.มท. ยันบุกจับ ปลัดภูเก็ต ไม่ใช่ยัดคดีปิดปากแชตฉาว ช่วยน้ำเงินด้วย

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.29 น.

“พลพีร์”ยันบุกจับ “ปลัดภูเก็ต” ไม่ใช่ยัดคดีปิดปากแชตฉาว “ช่วยน้ำเงินด้วย” ชี้เป็นเรื่องที่เกิดเป็นปีแล้ว วอนให้ความร่วมมือกระบวนการสอบ ดึงศักดิ์ศรี “มหาดไทย”กลับคืนมา บอกผู้บริหารอยู่บนหอคอย ต้องพึ่งคนในพื้นที่สะท้อนปัญหา

วันที่ 24 มิถุนายน 2569 เวลา 17.20 น. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าจับกุมนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ว่า เท่าที่ทราบเป็นเรื่องการรับส่วยสอบข้าราชการท้องถิ่น ของปลัดจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนเรื่องผู้มีอิทธิพลและเรื่องส่วย ของจังหวัดภูเก็ต ตนคิดว่าเป็นเรื่องของกรมการปกครองที่ดำเนินการสอบสวนอยู่แล้ว แต่เหตุที่สอบช้าเพราะนายรุ่งเรืองใช้สิทธิ์ในการลาถึงสองครั้ง ครั้งละ 10 วัน ซึ่งเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือน ทั้งนี้การส่งข้าราชการกลับไปปฏิบัติหน้าที่ต้นสังกัด ไม่ได้แปลว่าเขาจะบริสุทธิ์หรือมีความผิด เพราะการสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป แต่ในห้วงระยะเวลาที่นำตัวมาช่วยราชการ อาจจะเกินเวลาจึงต้องส่งกลับพื้นที่ก่อน โดยมีการสอบสวนตามเดิม ซึ่งคาดว่าจะรู้ผลในเร็ว ๆ นี้

เมื่อถามว่าในกรณีที่ตำรวจควบคุมตัวปลัดจังหวัดภูเก็ต จะต้องมีการประสานงานเพื่อนำตัวมาให้ข้อมูลในการสอบของกรมการปกครองหรือไม่ นายพลพีร์ ระบุว่า เรื่องส่วยที่ตำรวจออกหมายจับเป็นเรื่องการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งอธิบดีกรมการปกครองจะต้องเรียกสอบอีกครั้งหนึ่งว่า มูลเหตุเป็นอย่างไร ดังนั้นปลัดจังหวัดภูเก็ตจึงมีสองคดีใหญ่ที่ต้องตอบสังคมและประชาชนให้ได้ ซึ่งตนเชื่อว่าอธิบดีกรมการปกครอง มีหลักเกณฑ์ในการสอบอยู่แล้ว และคณะกรรมการสอบภายในของกรมการปกครอง มีความแม่นยำเรื่องข้อกฎหมายอยู่แล้ว

“จึงอยากขอปลัดจังหวัดภูเก็ตว่า เมื่อเราถูกหมายเรียกแล้วขอให้เข้ามาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อกรมเถอะ เพราะกรมก็ไม่อยากให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น และตามจริงแล้วกระทรวงมหาดไทยก็เป็นกระทรวงที่มีข้าราชการน้ำดี แต่ตราบใดที่เริ่มมีน้ำเสียเข้ามา บริการให้กับประชาชนก็เริ่มจะไม่ดี ศักยภาพบุคลากร ความคิด ความอ่าน ความรู้ ความสามารถจางหายเกินไป วันนี้ขอให้มาช่วยกันเอาศักดิ์ศรีของกระทรวงมหาดไทยกลับคืนมา กระทรวง ถ้าเกิดว่าท่านรักกระทรวงมหาดไทยให้ความร่วมมือกับท่านอธิบดีเถอะครับ ไม่ว่าจะสอบท่านเรื่องไหน ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ไม่ผิดคือไม่ผิด”

ส่วนจะถูกมองว่าเป็นการยัดคดีให้ปลัดจังหวัดภูเก็ต เพื่อตัดตอนหลังออกมาแฉแชต “ช่วยน้ำเงินด้วย” หรือไม่ นายพลพีร์ ยืนยันว่า เป็นการยัดคดีไม่ได้เลย เรื่องการสอบ เพราะการสอบท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องปีนี้ แต่เป็นครั้งที่แล้วด้วย ฉะนั้น เป็นเรื่องที่ผูกพันกันมา แปลว่าท่านรู้เรื่องอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ และไม่ได้ปฏิบัติตามเพื่อการป้องกันหรือไม่ หรือไม่ได้แจ้งมาที่กรมและผู้บังคับบัญชาหรือไม่ ฉะนั้น คำถามพวกนี้ท่านต้องตอบให้ได้

“หากท่านเห็นของเสีย ควรรีบชำระ หรือบอกผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะผู้บริหารนั่งอยู่บนหอคอย มันไม่เห็นหรอก บางทีที่ลงไปเขาก็ไม่อยากคุยกับเรา ฉะนั้น คนในพื้นที่เป็นบุคคลที่สำคัญมาก ๆ ต่อกลไกการพัฒนาระบบราชการของกระทรวงมหาดไทย”

ด่วน! ปค. มีคำสั่งให้ ‘รุ่งเรือง’ ปลัดภูเก็ต ออกราชการไว้ก่อน ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง

ด่วน!  ปค. มีคำสั่งให้ ‘รุ่งเรือง’ ปลัดภูเก็ต ออกราชการไว้ก่อน ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง

ด่วน! ปค. มีคำสั่งให้ ‘รุ่งเรือง’ ปลัดภูเก็ต ออกราชการไว้ก่อน ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.07 น.

วันที่ 27 มิถุนายน 2569  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายวิฑูรย์ สิรินุกูล รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการปกครอง ลงนามในคำสั่งกรมการปกครอง ที่ 1899/2569 เรื่องให้ออกจากราชการไว้ก่อน กรณีต้องหาว่ากระทำความผิดทางอาญา 

โดยเอกสารระบุว่า ด้วยนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร  ข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทอำนวยการ ระดับสูง ตำแหน่ง ปลัดจังหวัด (ผู้อำนวยการสูง) จังหวัดภูเก็ต มีกรณีต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา กรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ได้ออกหมายจับ ที่ จ.12/2569 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ให้กับผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อดำเนินการจับกุมนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาฐาน “เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมาย หรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคคลใด และฐานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจ หรือได้จูงใจเจ้าพนักงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมาย หรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณ หรือ เป็นโทษแก่บุคคลใด” และต่อมาได้มีการนำตัวนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งกองกำกับการ 6 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษไว้เป็นคดีอาญาที่ 8/2569 

กรณีเช่นนี้จึงถือว่านายรุ่งเรือง ธิมาบุตร มีกรณีต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา และโดยที่มีเหตุให้ออกจากราชการไว้ก่อนกล่าวคือ ตำแหน่งปลัดจังหวัดเป็นตำแหน่งสำคัญของกรมการปกครองและกระทรวงมหาดไทย บุคคลที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าวย่อมต้องดำรงตนเพื่อให้ได้รับความน่าเชื่อถือ ศรัทธา และความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่ การที่นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต หรือเกี่ยวกับความประพฤติ หรือพฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจ โดยพนักงานอัยการมิได้รับเป็นทนายแก้ต่างให้ และมิได้เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ นำมาซึ่งความไม่น่าเชื่อถือ ศรัทธา หรือความไม่ไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่และจากหน่วยงานภายในบังคับบัญชาของกรมการปกครองที่นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปฏิบัติหน้าที่ และโดยที่นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร มีพฤติการณ์เกี่ยวกับ
การปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต หรือเกี่ยวกับความประพฤติ หรือพฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจ ถ้ายังคงให้อยู่ในหน้าที่ราชการต่อไปอาจเกิดการเสียหายแก่ราชการ 

กรณีที่นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา นั้น พิจารณาเห็นว่าการดำเนินคดีจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว สมควรให้ผู้นี้ออกจากราชการไว้ก่อน

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 57 (5) และมาตรา 101 แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ประกอบข้อ 78 ข้อ 83 และข้อ 84 ของกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556 คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 251/2565 เรื่อง การมอบหมายอำนาจ หน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยและการอุทธรณ์ ลงวันที่ 27 มกราคม 2565 และคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 820/2568 เรื่อง แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการปกครอง ลงวันที่ 14 มีนาคม 2568

จึงสั่งให้นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ออกจากราชการไว้ก่อน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่มีคำสั่งเป็นต้นไป

หากท่านประสงค์จะโต้แย้งคำสั่งนี้ ให้ทำคำร้องทุกข์เป็นหนังสือยื่นต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไป หรือยื่นคำร้องทุกข์โดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังปลัดกระทรวงมหาดไทยก็ได้ ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่งนี้ ตามมาตรา 123 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ประกอบกฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการร้องทุกข์ และการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ พ.ศ. 2551 

ต่อมา นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการปกครอง ปฏิบัติแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เซ็นคำสั่งกรมการปกครอง ที่1898/2569 ลงวันที่ 27มิ.ย.2569 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต หลังปรากฏกรณีอันมีมูลว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จากพฤติการณ์ถูกกล่าวหาว่าเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบบรรจุเข้ารับราชการท้องถิ่น เพื่อแลกกับการช่วยเหลือให้สอบผ่านและได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในพื้นที่ภาคใต้

ทั้งนี้ ตามคำสั่งระบุว่า ผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบจำนวน 3 ราย รายละ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 900,000 บาท พร้อมกล่าวอ้างว่าจะนำเงินไปมอบให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่ออำนวยความสะดวกในการสอบและการบรรจุเข้ารับราชการ

ต่อมา ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เป็นคดีอาญาที่ 8/2569 ส่งผลให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ออกหมายจับที่ จ.12/2569 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2569 และเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจับกุมตัวนายรุ่งเรือง ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ทั้งนี้ กรมการปกครองได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจำนวน 7 คน เพื่อดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กำหนดในกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.2556 ก่อนเสนอสำนวนให้ผู้มีอำนาจพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป 

โดยหากการสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดในประเด็นอื่น หรือพาดพิงถึงบุคคลอื่น คณะกรรมการสามารถขยายผลดำเนินการตามระเบียบที่เกี่ยวข้องได้

สำหรับคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง จำนวน 7 ราย ประกอบด้วย นายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานกรรมการ นายวีกิจ มานะโรจน์กิจ ร.ต.ต.สิงห์คำ คำยอด และนายตรีรัตน์ หนูแก้วขวัญ เป็นกรรมการ นายอนุชา เรืองอมรวิวัฒน์ เป็นกรรมการ และเลขานุการ ขณะที่นายกิตติธัช พรพุทธพงศ์ และนางสาวฐิติมา แช่มช้อย ทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขานุการ เพื่อดำเนินการสอบสวนตามระเบียบ ก.พ. ก่อนเสนอสำนวนให้ผู้มีอำนาจพิจารณาต่อไป

สีหศักดิ์ เผย เยือน คาซัคสถาน ยกระดับความสัมพันธ์ การเมือง-เศรษฐกิจ-การค้าการลงทุน

สีหศักดิ์ เผย เยือน คาซัคสถาน ยกระดับความสัมพันธ์ การเมือง-เศรษฐกิจ-การค้าการลงทุน

สีหศักดิ์ เผย เยือน คาซัคสถาน ยกระดับความสัมพันธ์ การเมือง-เศรษฐกิจ-การค้าการลงทุน

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.04 น.

“สีหศักดิ์”เผยผลเยือนคาซัคสถาน ยกระดับสัมพันธ์รอบด้าน จับมือพลังงาน-ดิจิทัล คาซัคสถานมองไทยเป็นประตูสู่อาเซียน

วันที่ 27 มิถุนายน 2569 เวลา 16.15 น. ที่อิมแพค เมืองทองธานี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการเดินทางเยือนสาธารณรัฐคาซัคสถานอย่างเป็นทางการว่า การเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับคาซัคสถาน ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน โดยได้นำคณะภาคเอกชนไทยกว่า 10 บริษัท เดินทางร่วมด้วย พร้อมจัดการสัมมนาธุรกิจระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศระหว่างการเยือนได้พบหารือกับประธานาธิบดี และรัฐมนตรีของคาซัคสถาน ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือในหลายมิติ เนื่องจากคาซัคสถานถือเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชียกลาง มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง และเป็นสมาชิกของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union : EAEU) ซึ่งไทยมีความสนใจผลักดันการจัดทำความตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศดังกล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า คาซัคสถานพร้อมสนับสนุนไทยในด้านความมั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากเป็นประเทศที่มีพลังงานสำคัญ ขณะที่ไทยต้องการกระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ คาซัคสถานยังมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งไทยสนใจศึกษาความร่วมมือและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อนำมาพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีภายในประเทศ

ทั้งนี้ คาซัคสถานมองว่าไทยเป็นประตูสู่ภูมิภาคอาเซียน และต้องการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการร่วมลงทุนด้านการผลิตสินค้าอาหาร รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยว การลงทุนในธุรกิจโรงแรม และการพัฒนาบุคลากรด้านการบริการ ซึ่งคาซัคสถานมีความสนใจส่งบุคลากรมาอบรมและศึกษาดูงานด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมบริการของประเทศต่อไป

สโมสรโรตารีภาค3350 จัดพิธีสถาปนานายกสโมสรโรตารีและคณะกรรมการบริหารฯ ประจำปี 2569-2570

สโมสรโรตารีภาค3350 จัดพิธีสถาปนานายกสโมสรโรตารีและคณะกรรมการบริหารฯ ประจำปี 2569-2570

สโมสรโรตารีภาค3350 จัดพิธีสถาปนานายกสโมสรโรตารีและคณะกรรมการบริหารฯ ประจำปี 2569-2570

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.55 น.

เมื่อเร็วๆนี้ สโมสรโรตารีภาค3350 ได้จัดให้มีพิธีสถาปนาตำแหน่งนายกสโมสรโรตารี่ พร้อมคณะกรรมการบริหารจากสโมสรโรตารีสาขาต่างๆขึ้น โดยภายในงานมีสโมสรโรตารี เข้าร่วมงานจำนวน 59สโมสร

โดยมี นางศรีฟ้า ศิริอุดมเศรษฐ์ ผู้ว่าการภาค3350 โรตารีสากล ปี2569-2570 และนายธวัชชัย ฉัตรวิทยานนท์ ผู้ว่าการภาค3350 โรตารีสากล ปี2568-2569 ได้ร่วมกันเป็นประธานการมอบตราสัญลักษณ์ประจำตำแหน่งนายกสโมสรโรตารี วาระ ปี2569-2570 โดยในระหว่างพิธีสมาชิกภายในงานมีการร่วมกันกล่าวคำปฎิญาณตน พร้อมอุทิศตนในการบำเพ็ญประโยชน์ทำกิจกรรมเพื่องานสาธารณะกุศลในโอกาสต่างๆ เพื่อช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติต่อไป

แขกผู้มีเกียรติร่วมกันแสดงความยินดีกับนายกสโมสรโรตารี พญาไทคนใหม่ ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นอดีตนายกสโมสร และอดีตผู้บริหารสโมสรโรตารี หลายท่านมาร่วมแสดงความยินดี ดังมีรายนามดังนี้ คุณปริญญา พรประภา อดีตนายกสโมสรโรตารีกรุงธนบุรี , ดร.อ๊อด โพธิ์เงิน นายกสโมสรโรตารีพญาไท ปี 2566-2568 , ดร.อิทธิกร คงนุกูล นายกสโมสรโรตารีพญาไท ปี 2568-2569 และพี่น้องสมาชิกสโมสรโรตารีพญาไท และสมาชิกต่างสโมสร ซึ่งท่านเหล่านี้ได้ให้เกียรติมอบช่อดอกไม้ร่วมแสดงความยินดีให้แก่ นาวาอากาศโทหญิงจุฑาทิพย์ บุญยฤทธิ์ เนื่องในวาระที่ได้รับตำแหน่งนายกสโมสรโรตารี พญาไท ปี2569-2570 ในวันนี้

ประวัติสโมสรโรตารีพญาไท เป็นหนึ่งในสโมสรสมาชิกของ โรตารีสากล (ภายใต้ภาค3350) ที่เกิดจากการรวมตัวของผู้นำธุรกิจและวิชาชีพเพื่อร่วมกันทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม สโมสรโรตารีพญาไท ดูแลพื้นที่ในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง ในอดีตสโมสรแห่งนี้มีความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้งกับพื้นที่พญาไท เนื่องจากสถานที่สำคัญในย่านนี้ เช่น วังพญาไท สถานที่นี้เคยเป็นจุดกำเนิดการก่อตั้งสโมสรโรตารีกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดสโมสรโรตารีแห่งแรกในประเทศไทยซึ่งก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2473

ตะลอนเที่ยว : ทวยเทพกับเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก

ตะลอนเที่ยว : ทวยเทพกับเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก

ตะลอนเที่ยว : ทวยเทพกับเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อ 2-3 วันก่อน ได้ไปธุระที่อำเภอเมือง พระนครศรีอยุธยา แล้วได้แวะเข้าไปที่วัดพนัญเชิงวรวิหาร แต่เนื่องจากไปถึงวัดในช่วงเวลาประมาณ 18.00 น. ซึ่งพระอุโบสถได้ถูกปิดไปแล้ว ก็จึงกราบนมัสการหลวงพ่อโต ซำปอกง หรือพระพุทธไตรรัตนนายก อยู่ภายนอกพระอุโบสถ แล้วหลังจากนั้นก็เดินไปข้างพระอุโบสถบริเวณริมแม่น้ำป่าสัก เพื่อจะไปไหว้ศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก แต่ก็ปรากฏว่าประตูศาลปิดแล้วเช่นกัน ก็จึงกราบไหว้อยู่นอกตัวศาล แต่ทว่าข้างศาลของเจ้าแม่มีศาลเจ้าจีน มีทวยเทพต่าง ๆ หรือเซียนประดิษฐานอยู่หลายองค์ จึงเข้าไปกราบรูปบูชาของทวยเทพเพื่อความเป็นสิริมงคล

สำหรับประวัติของเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก มีต่าง ๆ นานาหลายหลากมากมาย เช่นว่า เจ้าแม่คือพระธิดาของพระเจ้ากรุงจีน ที่พระบิดาพระราชทานพระนางให้อภิเสกสมรสกับพระเจ้าสายน้ำผึ้ง แห่งกรุงอโยธยา โดยพระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงส่งขบวนเรือสำเภาไปรับพระนางสร้อยดอกหมากถึงกรุงจีน เมื่อขบวนเรือแล่นมาถึงเขตของกรุงอโยธยา พระนางเห็นเพียงเหล่าอำมาตย์และขุนนางไปรอรับเสด็จที่ท่าเรือ แต่ไม่ทรงเห็นพระเจ้าสายน้ำผึ้ง จึงน้อยพระทัย ไม่ยอมเสด็จลงจากเรือ แต่เหตุที่พระเจ้าสายน้ำผึ้งไม่ทรงไปรับพระนาง เพราะว่าทรงตระเตรียมการรับพระนางอยู่ในพระราชวัง ดังนั้น พระนางจึงทรงตัดพ้อว่าเหตุใดไม่เสด็จไปทรงรับ ฝ่ายพระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงได้ทราบเรื่อง ก็จึงทรงสัพยอกว่า เมื่อไม่ทรงอยากขึ้นจากเรือ ก็จงอยู่ที่นั่นต่อไปเถอะ ครั้นพระนางทรงทราบเรื่องก็น้อยพระทัยหนักเข้าไปอีก แล้วทรงกลั้นลมหายใจจนสิ้นพระชนม์บนเรือ นี่คือเรื่องเล่าสืบต่อกันมากระแสหนึ่ง แต่ยังมีกระแสอื่น ๆ อีกด้วย โดยจะกล่าวไปถึงเมืองขอมเขมรกับพระเจ้ากรุงจีน แต่ทว่าขออนุญาตยังไม่กล่าวถึงเรื่องตามกระแสอื่นในวันนี้

สำหรับผู้ที่ศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก ก็มักไปกราบไหว้บนบานศาลกล่าว ขอให้เจ้าแม่ช่วยเหลือให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวัง เช่น ขอให้มีลูกสืบสกุล ขอให้ประสบความสำเร็จในเรื่องความรัก (แต่ก็น่าสงสัยว่า ทำไมจึงไปขอเจ้าแม่ให้ประสบความสำเร็จในเรื่องความรัก) ครั้นเมื่อได้รับความสำเร็จจากการบนบานแล้ว ก็จะไปแก้บนด้วยการถวายสร้อยไข่มุก เครื่องสำอาง และนำสิงโตไปเชิดถวายเพื่อเป็นเครื่องสังเวย

ส่วนศาลเจ้าข้างศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาย เป็นที่รวมของเหล่าทวยเทพเทวาของจีน หรือเซียน อาทิ ปุ๊กุ้ยฮุก หรือพระศรีอริยเมตไตรย์ หรือพระอ้วน (คนมักเข้าใจผิดเรียกว่าพระสังกัจจายน์) พระโพธิสัตย์กวนอิม เจ้าพ่อกวนอู เจ้าพ่อเฮ่งเจีย ไตฮงโจวซือ ซิยิ่นกุ้ย เป็นต้น อันที่จริงยังมีทวยเทพในศาลเจ้าอีกมากมาย ซึ่งเทพแต่ละองค์ก็จะทรงมีพระอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ กันไป และสามารถทรงเป็นที่พึ่งทางใจให้กับผู้ที่เคารพศรัทธาได้เป็นอย่างดี 

แต่คนโบราณบอกกล่าวเล่ากันต่อ ๆ มาว่า การจะไปกราบไหว้บนบานขอให้ทวยเทพทรงให้ความช่วยเหลือเรานั้น ก่อนอื่นเราก็ต้องทำตัวและทำใจให้บริสุทธิ์ก่อนเป็นอันดับแรก ต้องรักษาศีลให้เคร่งครัด ต้องมั่นคงในหลักธรรม และต้องมานะอุตสาหะก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อเราตั้งใจมั่นและทำความดีแล้ว เมื่อเราไปขอให้ทวยเทพช่วยเหลือ ก็จะได้รับความเมตตาจากเหล่าทวยเทพ

หากคุณสนใจจะร่วมท่องเที่ยวเดินทางไปสัมผัสกับแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั้งแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมขนบประเพณีชาติพันธุ์ หรือแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ โดยเน้นการท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ เที่ยวแบบละมุมละไม ไม่เร่งรีบ ไม่ร้อนรน โปรดติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า โทรฯ 091 7233615

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower