ส.ป.ก. ร่วมกิจกรรมโครงการจิตอาสาพัฒนาการเกษตรฯ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ส.ป.ก. ร่วมกิจกรรมโครงการจิตอาสาพัฒนาการเกษตรฯ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ส.ป.ก. ร่วมกิจกรรมโครงการจิตอาสาพัฒนาการเกษตรฯ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.19 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พร้อมด้วย นางสาวสุนิสา  เอกธิการ ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการพระราชดำริและโครงการพิเศษ  นายสุพัฒ มูลพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง   นางสาวอมรรัตน์ แขวงโสภา ปฏิรูปที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายพิษณุ สำรี ปฏิรูปที่ดินจังหวัดเลย   นางสาวสิริมา แจ้งกระจ่าง ปฏิรูปที่ดินจังหวัดระยอง และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมในพิธีโครงการจิตอาสาพัฒนาด้านการเกษตร เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี  เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ เจริญพระชนมพรรษา 48 พรรษา   วันที่ 3 มิถุนายน 2569 โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรจิตอาสา ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมในพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ อำเภอบางไทร)  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สำหรับการจัดกิจกรรมโครงการ มีเป้าประสงค์เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ผ่านการรวมพลังสร้างความสามัคคี  ความเป็นหนึ่งเดียวกัน และรวมพลังความกลมเกลียวของจิตอาสาในสังกัดในกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” มุ่งเน้นการพัฒนาและบูรณาการองค์ความรู้ด้านการเกษตร เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่เกษตรกรและชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดินพื้นที่ และพื้นที่ใกล้เคียงอย่างยั่งยืน

โดยมีการจัดกิจกรรมแบบบูรณาการใน 6 กิจกรรมหลัก  ได้พัฒนาพื้นที่แปลงนาสาธิต ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิด คณะผู้บริหารและเหล่าบุคลากรจิตอาสาในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกล่าวน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รวมถึงได้ร่วมปฏิบัติการจริง ลงพื้นที่บริเวณแปลงนาสาธิต แปลงเกษตรกรรม เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมพัฒนาด้านการเกษตร 6 ด้านหลัก โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมรับผิดชอบ ได้แก่

1. กิจกรรมการปรับสภาพพื้นที่แปลงนาสาธิต และการจัดระบบการบริหารจัดการน้ำในแปลงนา โดยกรมชลประทาน

2. กิจกรรมการทำนา และวิถีชาวนา ครอบคลุมแปลงนาดำ   แปลงนาหว่าน และแปลงนาศิลปะเพื่อสืบสานและถ่ายทอดภูมิปัญญาการทำนา  โดยกรมการข้าว

3. กิจกรรมการปลูกพืชผสมผสานบนคันนาเพื่อสร้างรายได้ (คันนาทองคำ) พัฒนาส่งเสริมการใช้ประโยชน์พื้นที่ให้เกิดมูลค่าสูงสุดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยกรมส่งเสริมการเกษตร

4. กิจกรรมการขุดคันคูยกร่อง การปลูกแฝกบริเวณข้างคันคู และการเตรียมดินก่อนการเพาะปลูกข้าว โดยสนับสนุนส่งเสริมการปลูกปอเทือง เพื่อเพิ่มธาตุอาหารของพันธุ์พืชและบำรุงรักษาทรัพยากรดินตลอดถึงป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน โดยกรมพัฒนาที่ดิน

5. กิจกรรมแปลงเกษตรกรรมส่งเสริมการปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น และการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช มุ่งสร้างความหลากหลาย ทางชีวภาพและการเกษตรที่ยั่งยืน โดยส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และกรมหม่อนไหม

6. กิจกรรมสนับสนุนการปล่อยพันธุ์ปลา เพื่ออนุรักษ์และขยายพันธุ์สัตว์น้ำ เพิ่มแหล่งโปรตีน ในพื้นที่แหล่งน้ำสำคัญตามธรรมชาติให้กับชุมชน โดยกรมประมง

ในส่วนของ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม : ส.ป.ก. ได้นำเสนอการสาธิตเพิ่มเติม “กิจกรรมแปลงต้นแบบ IoT ระบบรดน้ำอัจฉริยะสำหรับภาคการเกษตร” นำเสนอ โดยสนับสนุนและพัฒนาระบบให้น้ำหยดจากหอถังสูงและระบบการให้น้ำแบบมินิสปริงเกลอร์ สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการให้น้ำแก่พืช พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีระบบควบคุมการให้น้ำอัจฉริยะ IoT มาช่วยควบคุมการเปิด-ปิดน้ำ โดยใช้เซ็นเซอร์วัดความชื้นในดิน เพื่อให้น้ำในปริมาณตามความเหมาะสมและความต้องการของพันธุ์พืช ช่วยประหยัดการใช้น้ำ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในแปลงเกษตรกรรม  ปัจจุบัน ส.ป.ก. อยู่ระหว่างขยายผลการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ผ่านโครงการวิจัย (โดยความร่วมมือของ สำนักวิชาการและแผน สำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัด รวม 11 จังหวัด) ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัย จากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(องค์การมหาชน) หรือ สวก.

ทั้งนี้ เลขาธิการ ส.ป.ก. (นายเศรษฐเกียรติ  กระจ่างวงษ์)” ได้กล่าวถึงความสำคัญของกิจกรรมเพิ่มเติมว่า “ส.ป.ก.”  มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์จากโครงการจิตอาสาพัฒนาด้านการเกษตรในครั้งนี้ โดยไม่เพียงแต่เป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาแปลงนาสาธิต แปลงเกษตรกรรมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจ กระตุ้นการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญให้บุคลากรภาครัฐและประชาชน อันเป็นพสกนิกรไทย ร่วมแสดงความจงรักภักดี ร่วมสานต่อแนวพระราชปณิธานในการพัฒนาภาคการเกษตรไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืนสืบไป”

ไทย-ญี่ปุ่นหารือขยายการค้าปศุสัตว์ เดินหน้าความร่วมมือป้องกันโรคสัตว์

ไทย-ญี่ปุ่นหารือขยายการค้าปศุสัตว์ เดินหน้าความร่วมมือป้องกันโรคสัตว์

ไทย-ญี่ปุ่นหารือขยายการค้าปศุสัตว์ เดินหน้าความร่วมมือป้องกันโรคสัตว์

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.29 น.

คณะผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยหารือกับกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น (MAFF) เพื่อติดตามความคืบหน้าการเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์และความร่วมมือด้านการป้องกันโรคสัตว์ โดยญี่ปุ่นเห็นด้วยในหลักการต่อการรับรองระบบแบ่งพื้นที่ปลอดโรคไข้หวัดนกของไทย พร้อมรับพิจารณาการขยายขอบข่ายนำเข้าเนื้อสุกรและเนื้อโคปรุงสุก รวมถึงสินค้าใหม่ในกลุ่มผลพลอยได้จากสัตว์ปีก

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ตน พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะ เดินทางเยือนกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อหารือความร่วมมือด้านการค้าปศุสัตว์กับผู้แทนกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น นำโดย Dr. Kazutoshi Matsuo หัวหน้าเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ (Chief Veterinary Officer : CVO)

นายสรวุฒิ กล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นตลาดสำคัญของสินค้าปศุสัตว์ไทย โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคญี่ปุ่นในด้านคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร โดยในปี 2568 ไทยส่งออกเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์ไปยังญี่ปุ่นมูลค่า 67,483 ล้านบาท ขณะที่อาหารสัตว์เลี้ยงมีมูลค่าส่งออก 14,352 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปและไข่ไก่สดยังคงมีการส่งออกอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงทางอาหารระหว่างสองประเทศ

นายสรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า การหารือครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกต่อความร่วมมือด้านการค้าปศุสัตว์ระหว่างไทยและญี่ปุ่น โดยฝ่ายญี่ปุ่นให้การตอบรับที่ดีต่อข้อเสนอของไทยหลายประเด็น ทั้งการเร่งพิจารณารับรองระบบแบ่งพื้นที่ปลอดโรคไข้หวัดนก การรับข้อมูลเพื่อประเมินการขยายขอบข่ายนำเข้าสินค้าปศุสัตว์เพิ่มเติม ตลอดจนการเปิดรับข้อเสนอเกี่ยวกับสินค้าใหม่ที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออก ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในอนาคต

ด้าน นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่สุดของการหารือครั้งนี้ คือ การผลักดันให้ญี่ปุ่นรับรองมาตรการแบ่งพื้นที่ควบคุมโรคไข้หวัดนก หรือ AI Zoning/Regionalization ซึ่งจะช่วยให้ไทยยังสามารถส่งออกเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์จากพื้นที่ที่ได้รับการรับรองว่าปลอดโรคได้ แม้จะพบการระบาดในบางพื้นที่ โดยผู้แทน MAFF เห็นด้วยในหลักการและจะเร่งรัดการพิจารณารับรอง ซึ่งจะช่วยสร้างความต่อเนื่องในการส่งมอบสินค้าและเสริมความมั่นคงทางอาหารให้กับญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ไทยยังได้เสนอขอขยายขอบข่ายการส่งออกเนื้อสัตว์กีบคู่ปรุงสุก ได้แก่ เนื้อสุกรและเนื้อโค ให้ครอบคลุมสินค้าประเภทเนื้อติดกระดูก เช่น ซี่โครงและขา รวมถึงเครื่องในประเภทลำไส้ ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นจัดเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยง โดย MAFF ยินดีนำข้อมูลของไทยเข้าสู่กระบวนการประเมินความเสี่ยง และหากผ่านการประเมิน ไทยจะสามารถส่งออกสินค้าในกลุ่มดังกล่าวไปยังญี่ปุ่นได้ในอนาคต

สำหรับการผลักดันการเปิดตลาดเนื้อสุกรแช่เย็น ไทยได้นำเสนอระบบคอมพาร์ทเมนต์ปลอดโรคในสุกร (Compartmentalization System) ที่พัฒนาตามแนวทางขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) โดยฝ่ายญี่ปุ่นชื่นชมความก้าวหน้าของกรมปศุสัตว์ไทยในการสร้างระบบป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ แต่ขอศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและขอข้อมูลเชิงเทคนิคเพิ่มเติมก่อนพิจารณาในขั้นต่อไป

ขณะเดียวกัน ไทยยังได้หารือการเปิดตลาดและเงื่อนไขการส่งออกผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้จากสัตว์ปีก ได้แก่ ผลพลอยได้จากสัตว์ปีกป่น (Poultry By-products Meal) และขนสัตว์ปีกป่น (Feather Meal) ซึ่งฝ่ายญี่ปุ่นให้ความสนใจเพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ และพร้อมหารือรายละเอียดทางเทคนิคเพิ่มเติมต่อไป

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์พร้อมสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในการพัฒนามาตรฐานการผลิตและการส่งออก เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าในตลาดต่างประเทศ และผลักดันสินค้าปศุสัตว์ไทยที่ผ่านการรับรองมาตรฐานให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น

– 006

รมช.เกษตรเข้ม ระงับระบายนมค้างสต็อก

รมช.เกษตรเข้ม ระงับระบายนมค้างสต็อก

รมช.เกษตรเข้ม ระงับระบายนมค้างสต็อก

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.56 น.

นายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวัชระพล ขาวขำ) เปิดเผยจากกรณีที่มีการรายงานว่า องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ได้ระบายนมค้างสต็อกที่หมดอายุจำนวนกว่า 90 ล้านกล่อง ว่า ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้วเมื่อคืนวานนี้ (22 มิ.ย.69) โดยเบื้องต้น นายวัชระพล ขาวขำ รมช. เกษตรฯ ที่กำกับดูแล  อ.ส.ค จึงได้สั่งการให้ผู้อำนวยการ อ.ส.ค. รายงานข้อเท็จจริงต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมไปถึงประเด็นที่มีความกังวลว่าถึงความโปร่งใสในกระบวนจำหน่ายเป็นไปอย่างถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ เป็นการเร่งด่วนแล้ว

ทั้งนี้ได้ให้ระงับการจำหน่ายดังกล่าวไว้ก่อน เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้ซื้ออย่างละเอียดแล้ว สำหรับสถานะทางการเงินและการบริหารของ อ.ส.ค. ในปัจจุบัน พบว่าเผชิญวิกฤตหนี้สินสะสมมาตั้งแต่ปี 2562 จนล่าสุดได้ขอกู้เงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรวงเงิน 600 ล้านบาท อีกทั้งยังมีปัญหาการบริหารภายในจากการที่คณะกรรมการอ.ส.ค. ที่ลาออกไปแล้วถึง 3 คน

” มันแปลกมากๆ ราคาขายมันต่ำกว่าปกติมากๆ  และก่อนขายก็ไม่เคยมีการบอกทั้งที่เรากำกับดูแล ทุกอย่างทันต้องโปร่งใส นี้ไม่มีอะไรทำเองโดยไม่แจ้งอะไรให้ทราบมารู้อีกทีตอนมีข่าวมานี่แหละ เบื้องต้น รมช. วัชระพล บอกให้ผม ไปตรวจว่ามันเกิดอะไรขึ้นตอนนี้ผมได้แจ้งให้ ผอ. สรุปข้อมูลและรายละเอียดทั้งหมด มาให้  เพื่อรายงานต่อรัฐมนตรี และตอนนี้ท่าน สุริยะ เองก็บอกผมมาแล้วว่าให้มาช่วยดู จากนี้ไปคงต้องตรวจสอบ อย่างเข้มข้นกว่านี้ และต้อง จัดการปัญหาภายใน อ. ส.ค ให้จบให้เร็วที่สุด“ นายธีระชัย กล่าว

ซึ่งจากนี้ จะต้องลงพื้นที่ตรวจสอบสต๊อกและทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงหนี้สินทั้งในและนอกระบบของ อ.ส.ค.ให้ชัดเจน โดยย้ำว่า อ.ส.ค. เป็นรัฐวิสาหกิจสำคัญที่ก่อตั้งโดยความร่วมมือของไทย และเดนมาร์ค ตามพระราชประสงค์เพื่อรักษาอาชีพโคนม จึงต้องบริหารจัดการให้โปร่งใสและกลับมามีกำไรให้ได้เช่นเดียวกับบริษัทนมภาคเอกชน

ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวด้วยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งเป้าในการปฏิรูประบบนมไทยทั้งระบบให้เสร็จสิ้นภายใน 3 เดือน เพื่อรองรับร่างพระราชบัญญัติโคนมฉบับใหม่ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา, โดยจะเน้นการทำงานร่วมกันของ 3 ฝ่าย คือ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาครัฐ เพื่อแก้ปัญหาการจัดสรรนมโรงเรียนที่ไม่เป็นธรรมมูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท, รวมถึงการเข้มงวดตรวจสอบคุณภาพนมโรงเรียนเพื่อป้องกันการนำนมผงผสมน้ำมาให้เด็กดื่มแทนน้ำนมคุณภาพดี และจะต้องมีการสัมมนาครั้งใหญ่เพื่อวางโครงสร้างอุตสาหกรรมนมไทยในอนาคตให้มีความเป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับทุกภาคส่วนอีกด้วย

TK Park ชวนเด็กๆ ค้นหาความหมายของ ‘บ้าน’ ในนิทรรศการนิทานสร้างงานศิลป์ ‘ห่อบ้านไว้ด้วยรัก’

TK Park ชวนเด็กๆ ค้นหาความหมายของ ‘บ้าน’ ในนิทรรศการนิทานสร้างงานศิลป์ ‘ห่อบ้านไว้ด้วยรัก’

TK Park ชวนเด็กๆ ค้นหาความหมายของ ‘บ้าน’ ในนิทรรศการนิทานสร้างงานศิลป์ ‘ห่อบ้านไว้ด้วยรัก’

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.34 น.

สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ชวนคุณหนู ๆ มาจินตนาการ ตามหาความหมาย และสร้างบ้านในฝัน ผ่านการเล่น การลงมือสร้างบ้าน และเรื่องเล่ามหัศจรรย์จากหนังสือภาพสำหรับเด็ก ในนิทรรศการนิทานสร้างงานศิลป์ ตอน “ห่อบ้านไว้ด้วยรัก” ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2569 เวลา 10.30 – 17.30 น. ณ ลานสานฝัน อุทยานการเรียนรู้ TK Park ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

นิทรรศการนิทานสร้างงานศิลป์ ตอน “ห่อบ้านไว้ด้วยรัก” จะเป็นพื้นที่ที่ให้เด็ก ๆ ได้มาสัมผัสความงามและจินตนาการของบ้าน พร้อมฟังเรื่องเล่า แล้วเล่นสร้างบ้าน เพื่อค้นให้พบว่า “บ้าน” ในความหมายของเราคืออะไร ภายในนิทรรศการจะได้พบกับผลงานศิลปะที่นำเสนอนานามุมมอง สร้างสรรค์โดย สกุณี ณัฐพูลวัฒน์ ศิลปินนักสร้างภาพประกอบ ไปจนถึงมุมอ่านอิสระที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าอันหลากหลาย พื้นที่เล่นอิสระ “นักสร้างบ้าน” จากวัสดุใกล้ตัว และกิจกรรม Workshop สำหรับครอบครัวนักสร้างบ้าน

สนุกกับเวิร์กช็อป  “บ้านของ Meerkat” จะพาไปเรียนรู้ว่าบ้านที่ดีสำหรับเรา อาจไม่เหมือนบ้านที่ดีสำหรับเมียร์แคต หรือ “ซันนี่” เมียร์แคตตัวน้อยที่อาศัยอยู่กับครอบครัวในบ้านกลางทะเลทราย เวิร์กช็อปนี้จะพาไปติดตามเรื่องราวการผจญภัย แล้วลองสวมบทบาทเป็นนักออกแบบบ้านหลังใหม่ให้เมียร์แคต โดยคิดจากชีวิตจริงของเจ้าตัวน้อยกลางทะเลทราย ทั้งแสงแดด อากาศร้อน และการอยู่ร่วมกับครอบครัว ก่อนลงมือสร้างบ้านหลังใหม่ด้วยไอเดียของตัวเอง กิจกรรมจัดขึ้นในวันที่ 27 – 28 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00 – 14.30 น. รับจำนวน 15 ครอบครัว เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ยกครอบครัวมาร่วมค้นพบจินตนาการสุดสร้างสรรค์ และทำความรู้จัก “บ้าน” ที่เต็มไปด้วยความทรงจำ ณ นิทรรศการนิทานสร้างงานศิลป์ ตอน “ห่อบ้านไว้ด้วยรัก”

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการและสมัครเข้าร่ยมกิจกรรมของ TK Park ได้ที่ http://www.tkpark.or.th หรือ Facebook: tkparkclub

เริ่มแล้ว !! ‘The Good Living Harvest’ ค้นพบวิถีกินดี อยู่ดี แบบคนเมืองยุคใหม่

เริ่มแล้ว !! ‘The Good Living Harvest’  ค้นพบวิถีกินดี อยู่ดี แบบคนเมืองยุคใหม่

เริ่มแล้ว !! ‘The Good Living Harvest’ ค้นพบวิถีกินดี อยู่ดี แบบคนเมืองยุคใหม่

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.32 น.

ในวันที่คนเมืองกำลังมองหา คุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีขึ้นในทุกวัน  กูร์เมต์ มาร์เก็ต และ กูร์เมต์ อีทส์  ศูนย์รวมวัตถุดิบและอาหารคุณภาพในเครือ เดอะมอลล์ กรุ๊ป  จับมือพันธมิตร สินค้า – อาหารเพื่อสุขภาพ จัดงาน  The Good Living Harvest  อัพเดทไลฟ์สไตล์เพื่อการดูแลร่างกายและจิตใจไว้ในพื้นที่เดียว ภายใต้แนวคิด “Longevity is the Future of Everyday Living” ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ณ เอ็ม มาร์เก็ต ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็ม สเฟียร์

จุดเด่นของงาน The Good Living Harvest อยู่ที่การคัดสรรร้านค้าและผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การกิน การดูแลสุขภาพ การพักผ่อน ไปจนถึงการใช้ชีวิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยรวบรวมทั้งเกษตรกร ผู้ผลิตจากชุมชน และแบรนด์สุขภาพร่วมสมัยจากทั่วประเทศ กว่า 40 แบรนด์ดัง  ภายใต้ 3 แนวคิดหลัก Nutrition & Functional Food – กินดีเพื่อสุขภาพระยะยาว , Trusted Source – รู้ที่มา มั่นใจทุกการเลือก และ Healthy for You, Better for the Planet.  ดีต่อสุขภาพ และดีต่อโลก

Nutrition & Functional Food – กินดีเพื่อสุขภาพระยะยาว

คัดสรรเมนูและอาหารเพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งการดูแลโภชนาการ การเพิ่มพลังงาน และการเลือกรับประทานอย่างสมดุล อาทิ, Vegain เครื่องดื่มขิงผสมโปรไบโอติก, The Green Geek คอมบูชา ปรับสมดุลลำไส้ , สวนศิลป์หนองมน กับกรีกโยเกิร์ตและน้ำหมักผลไม้อินทรีย์โปรไบโอติก รวมถึง Plantae และ Beanbag ที่นำเสนอทางเลือกของโปรตีนจากพืชสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ Butterfly Organic Yogurt โยเกิร์ตออร์แกนิกมาตรฐาน USDA Organic   A Family Farm สลัดผักเคล  พร้อมน้ำสลัดสูตรพิเศษ, Nen’s Healthy Rice ข้าวกล้องธัญพืชสูตรเฉพาะ อุดมด้วยวิตามินและใยอาหารธรรมชาติ Molly Ally x SilentShot ผสานความอร่อยเของไอศกรีมข้ากับอาหารและฟังก์ชันนอลฟู้ด Emie เค้กฝรั่ง ชูรสหวานสดชื่นจากน้ำฝรั่งสดใหม่ไม่เติมน้ำตาลเพิ่ม  MEEBOON ไอศกรีมสำหรับสายคีโต โลว์คาร์บ และวีแกน รวมถึง น้ำเต้าหู้ลูกเขย น้ำเต้าหู้และซอฟต์เสิร์ฟสูตรหวานน้อย Sprouted Seeds  โดนัทที่ลดแป้งสาลีลง 50% แทนด้วยผงโปรตีนพืช และเวย์โปรตีน

 Trusted Source – รู้ที่มา มั่นใจทุกการเลือก

รวบรวมผู้ผลิตและแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ แหล่งเพาะปลูกที่ปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคยุคใหม่ อาทิ วกร ทุเรียนป่าละอู ที่รับรอง GI แหล่งที่มาและคุณภาพของสินค้าชุมชน, Get Rotate เมล็ดกาแฟจากพื้นที่ป่าที่ชุมชนปกาเกอะญอดูแลในจังหวัดเชียงใหม่ และชาพันปีแม่นิงจากป่าโบราณที่สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน Delish Food รวมผักและผลไม้สดคุณภาพ จากฟาร์มและเกษตรกรทั่วไทย, อรวรรณฟาร์ม กับอินทผลัมผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากอินทผลัมไทย Big Bee Farm ผลิตภัณฑ์จากนมผึ้งธรรมชาติและน้ำผึ้งบริสุทธิ์

 Healthy for You, Better for the Planet.  ดีต่อสุขภาพ และดีต่อโลก

 ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพ ครอบคลุมสินค้าที่ส่งเสริมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ตั้งแต่การพักผ่อน การฟื้นฟูร่างกาย ไปจนถึงการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ PASUTARA เครื่องหอมจากวัตถุดิบธรรมชาติในจังหวัดชุมพร Bangkok Basket ที่นำวัสดุธรรมชาติมาสร้างสรรค์เป็นงานแฮนด์เมดและกระเป๋าจักสานร่วมสมัย รวมถึง  ALL ABOUT YOU ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากส่วนผสมธรรมชาติ อ่อนโยนต่อผิวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ภายใน กูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขา  เอ็มสเฟียร์  ยังมีโซนเมนู special collaboration โดย ดร.ท๊อป (Dr. Toppy) นพ.นันทพล พงศ์รัตนามาน  เจ้าของเพจ Doctor Top Longevity ​ที่ร่วมพัฒนาสูตรซุป  สลัด และน้ำสลัด ตอบโจทย์ความต้องการดูแลสุขภาพหลากหลายรูปแบบ อาทิ  สลัดแซลมอนอายุยืน สไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ,  สลัดไก่ย่างซอสทรัฟเฟิล สูตรบูสต์สมอง​, ซุปแซลมอนสไตล์นอร์ดิก ดูแลสมดุลร่างกาย    พร้อมเริ่มคิกออฟการติดตั้งสัญลักษณ์ Food & Product Icons ในหมวดสินค้าสุขภาพ  ครอบคลุมคุณสมบัติด้านโภชนาการ มาตรฐานการผลิต และความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมรวม 14 ประเภท  อาทิ   Organic, Naturally Grown, Plant-Based, Low Fat, Low Sugar, Low Sodium, Gluten Free, No MSG, High Protein และ Eco-Friendly เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเลือกผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพได้ง่ายและตรงกับความต้องการมากขึ้น

ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมของงานได้ที่ FB : GourmetMarketThailand

พักจากความเร่งรีบ แล้วกลับมาฟังเสียงข้างใน กับ ‘ART IN THE PARQ SEASON 3’

พักจากความเร่งรีบ แล้วกลับมาฟังเสียงข้างใน  กับ ‘ART IN THE PARQ SEASON 3’

พักจากความเร่งรีบ แล้วกลับมาฟังเสียงข้างใน กับ ‘ART IN THE PARQ SEASON 3’

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.30 น.

เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างสมดุล (Life Well Balanced) เดอะ ปาร์ค  (The PARQ)  โครงการไลฟ์สไตล์มิกซ์ยูสที่มุ่งมั่นสร้างมาตรฐานใหม่ในเรื่องความยั่งยืนและการสร้างสรรค์พื้นที่เพื่อสุขภาวะที่ดีให้จับต้องได้จริง ตอบรับกับความตั้งใจในการดูแลสิ่งแวดล้อมตามมารตรฐาน LEED และการส่งเสริมสุขภาพทางกายตามมาตรฐาน WELL Gold v4 ที่โครงการได้รับการรับรองเป็นแห่งแรกในเมืองไทยมาโดยตลอด จัดงานเทศกาลศิลปะเพื่อการพักใจ   “ART IN THE PARQ SEASON 3”  โดยแท็กทีมกับสองพาร์ทเนอร์สายอาร์ตระดับประเทศอย่าง GROUNDCONTROL และ Eyedropper Fill นำเสนอศิลปะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มคุณภาพชีวิต เนรมิตพื้นที่ให้กลายเป็น Creative wellness community ภายใต้คอนเซปต์ Log out, Look In ชวนคนเมืองยุคดิจิทัลที่กำลังเผชิญความเหนื่อยล้าจากหน้าจอ มาวางสมาร์ทโฟนลงชั่วคราว แล้วก้าวเข้าสู่ประสบการณ์ออฟไลน์ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองและรับฟังเสียงข้างในใจ ผ่านพื้นที่ปลอดภัยที่เปิดกว้างและสนับสนุนทุกความหลากหลาย ให้ทุกคนได้ภาคภูมิใจในตัวตนของตัวเองอย่างแท้จริง

กมลนัย ชัยเฉนียน

กมลนัย ชัยเฉนียน กรรมการบริหาร บริษัท ทีซีซี แอสเซ็ทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารโครงการ เดอะ ปาร์ค กล่าวถึงความตั้งใจครั้งนี้ว่า “เดอะ ปาร์ค ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนพื้นที่เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่สมดุลตามแนวคิด Life Well Balanced ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดมาตรฐาน WELL ในด้านการส่งเสริมสุขภาพใจของผู้ใช้อาคารและชุมชนรอบข้าง เราตั้งใจให้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ที่ผู้คนจะได้มีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดกับศิลปะ จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้น ช่วยให้ทุกคน ไม่ว่าจะมีความหลากหลายแบบไหน สามารถมาวางความเครียดลง หันกลับมาดูแลสุขภาพใจ และชื่นชมในคุณค่าของตัวเองได้ในทุก ๆ วัน”

สิริมา ไชยปรีชาวิทย์

ด้าน สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ ตัวแทนจาก GROUNDCONTROL ในฐานะพาร์ตเนอร์ผู้ร่วมคิวเรตงาน กล่าวว่า “ในโลกที่ทุกอย่างเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความคาดหวัง ศิลปะกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในฐานะพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้หยุดพัก ทบทวน และกลับมาเชื่อมโยงกับตัวเองอีกครั้ง เราจึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับเดอะ ปาร์ค และ Eyedropper Fill ในการสร้างสรรค์งานครั้งนี้ เรามองว่าศิลปะไม่ใช่เพียงสิ่งที่มีไว้ชื่นชม แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนได้กลับมาเชื่อมโยงกับตัวเองอีกครั้ง ผ่านการรับรู้ การตีความ และการลงมือสร้างสรรค์ เพราะความหมายที่สำคัญที่สุดของศิลปะ อาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในผลงาน แต่อยู่ในสิ่งที่ผู้ชมค้นพบภายในตัวเองระหว่างทาง”

ยิปโซ – อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์

ในงาน “ART IN THE PARQ SEASON 3”   ที่เพิ่งปิดฉากลงไป  ชวนทุกคนปรับโหมดให้ช้าลงและผ่อนคลายขึ้นผ่านไฮไลต์ของงาน “FLOW” Lighting and Sound Installation โดย Eyedropper Fill สตูดิโอผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างประสบการณ์และการออกแบบความรู้สึก  ที่หยิบเอาองค์ประกอบของ “น้ำ” มาถ่ายทอดผ่านงาน Lighting and Sound Installation เพื่อสร้างพื้นที่พักพิงทางอารมณ์ท่ามกลางเมือง ให้ผู้เข้าชมได้ผ่อนคลายจากความเร่งรีบ และกลับมารับฟังจังหวะภายในของตัวเองอีกครั้ง

 นันทวัฒน์ จรัสเรืองนิล Managing Director และ  วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย Creative Director ตัวแทนจาก Eyedropper Fill ได้เผยถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังผลงานนี้ว่า “เราได้แรงบันดาลใจจากสถานที่ของ The PARQ เพราะถึงแม้จะเป็นอาคารสำนักงาน แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่อง ธรรมชาติและ well-being ของคน บวกกับตำแหน่งที่ตั้ง ซึ่งที่ล้อมรอบไปด้วยความวุ่นวาย เร่งรีบ และแข็งทื่อของเมือง งานชิ้นนี้เลยอยากหยิบองค์ประกอบของน้ำ มาสร้างสภาวะแห่งความ สงบ อ่อนโยน ลื่นไหล เสมือนเป็น Oasis ใจกลางเมืองและใจกลางผู้คน ขอขอบคุณเดอะ ปาร์ค และ GROUNDCONTROL ที่เปิดพื้นที่ให้แนวคิดนี้เกิดขึ้นและส่งต่อประสบการณ์ฮีลใจสู่ผู้คน” นอกจากนี้ ทุกคนยังได้ยิ้มไปกับลายเส้นสุดคิ้วท์จากคุณกล้วย Banana Blah Blah ที่แต่งแต้มอยู่ทั่วทุกจุดของโครงการ จนกลายเป็นพิกัดอาร์ตเช็กอินที่สร้างเอนเนอร์จีการรักตัวเองได้เป็นอย่างดี

ความน่าสนใจไม่ได้หยุดเพียงแค่ความสวยงามของงานศิลปะ แต่คือความหลากหลายของกิจกรรม Wellness Lifestyle ที่จัดเต็มตลอด 10 วัน ไม่ว่าจะเป็น Art Market ที่รวมไอเทมสายอาร์ตน่าช้อปไว้ที่เดียว พร้อมพื้นที่ให้ปลดปล่อยจินตนาการผ่าน Creative Workshops  รวมถึงอีกหนึ่งไฮไลต์อย่าง Tato Hearts: Hide & Seek by Gypso นิทรรศการไซซ์จิ๋วโดย ยิปโซ – อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์ ที่ชวนออกตามหาหัวใจดวงเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ทั่วพื้นที่สีเขียวของ Q Garden อย่างกลมกลืน พร้อมข้อความชวนคิดที่สะท้อนว่า การรักตัวเองเริ่มต้นจากการรู้จักและยอมรับตัวเองอย่างแท้จริง ชึ่งได้ชะลอจังหวะชีวิต สังเกตสิ่งรอบตัว และกลับมาเชื่อมโยงกับความรู้สึกภายในอีกครั้งขณะเดียวกัน

นอกจากนี้ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ยังสามารถเติมเต็มพลังใจกับกิจกรรม Panel Talk ทอล์กฮีลใจ 4 หัวข้อกับอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง อาทิ แพร์-วิลาวัณย์ บุณเกื้อกุลวง, ปาร์ตี้-วัชรพล นนท์ภักดี, ภูเขา-พิชฌ์พสุภัทร วงศ์อําไพ, บุญรอด อารีย์วงษ์, กอเตย-ปิญชาดา ผ่องนพคุณ, ปัท-ปรัชญพร วรนันท์ และ อัด-อวัช รัตนปิณฑะ ที่มาแชร์ไอเดียการทวงคืนสมดุลชีวิต แถมงานนี้ยังเอาใจครอบครัวเพื่อนขนฟูด้วยคอมมูนิตี้แบบ Pet Friendly ที่สามารถพาเพื่อนรักสัตว์เลี้ยงมาร่วมผ่อนคลายและเติมพลังใจร่วมกัน ผ่านกิจกรรม Dog Massage เรียนรู้การนวดผ่อนคลายตามศาสตร์ทุยหนา และ Dog Fitness เสริมความแข็งแรงด้วยอุปกรณ์ง่าย ๆ โดย จากโรงพยาบาลสัตว์เลี้ยงพรีเมียร์ (Premier Pet Hospital)

สำหรับผู้ที่พลาดงานนี้ สามารถติดตามกิจกรรมครั้งต่อไปได้ที่  Facebook: The PARQ Instagram: @THEPARQBKK  Line OA: @The PARQ และ Website: http://www.theparq.com

UNHCR จับมือ ‘บอย โกสิยพงษ์’ เปิดตัวแคมเปญพิเศษเพื่อสันติภาพโลก

UNHCR จับมือ ‘บอย โกสิยพงษ์’ เปิดตัวแคมเปญพิเศษเพื่อสันติภาพโลก

UNHCR จับมือ ‘บอย โกสิยพงษ์’ เปิดตัวแคมเปญพิเศษเพื่อสันติภาพโลก

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.25 น.

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ในฐานะองค์กรภายใต้สหประชาชาติ (UN) ที่มีภารกิจสำคัญในด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการมอบความคุ้มครองระหว่างประเทศแก่ผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นทั่วโลก ได้มีการดำเนินภารกิจดังกล่าวมาแล้วกว่า 75 ปี โดยที่ปัจจุบันตัวเลขของประชากรกลุ่มนี้ทั่วโลกมีจำนวนสูงถึงกว่า 117 ล้านคน

 ทั้งนี้  ในวันที่ 20 มิถุนายน ของทุกปี ทาง UN ได้ประกาศให้เป็น “วันผู้ลี้ภัยโลก” เพื่อสดุดีความกล้าหาญและเข้มแข็งของผู้ลี้ภัยที่ตกอยู่ในบริบทการถูกบังคับให้ต้องเดินทางออกจากประเทศตนเอง และเพื่อเป็นพื้นที่สำหรับการสะท้อนถึงความต้องการโอกาสในการสร้างชีวิตใหม่ โดยในปี พ.ศ.2569 ทาง UNHCR  จะจัดงาน “นิทรรศการศิลปะนานาชาติ Mayors for Peace” และแคมเปญพิเศษเพื่อสันติภาพโลก โดย บอย โกสิยพงษ์ ในห้วงเดือนมิถุนายน นี้

วันผู้ลี้ภัยโลกในปีนี้ เรามุ่งเน้นที่จะสื่อสารและรณรงค์ให้ตระหนักถึงความหมายของ “สันติภาพ” ผ่านผลงานศิลปะนานาชาติที่สร้างสรรค์โดยเด็กไทย เด็กผู้ลี้ภัย และเด็กชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย รวมถึงการนำเสนอบทเพลง “บ้าน” โดย บอย โกสิยพงษ์  เป็นตัวแทนของพวกเราทุกคนเพื่อสื่อสารว่า “โลกใบนี้คือบ้านของเราทุกคน และทุกคนต้องการบ้านที่สงบสุข”

UNHCR โดยความร่วมมือกับ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ จัดกิจกรรม “นิทรรศการศิลปะนานาชาติ Mayors for Peace” และแคมเปญพิเศษเพื่อสันติภาพโลก โดย บอย โกสิยพงษ์ โดยงานเปิดตัวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569  ที่ผ่านมา ณ ชั้น 2 โซน Sphere Gallery ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์  โดยได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญ อาทิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น และ คณะทูตานุทูตจากประเทศต่างๆ ประจำประเทศไทย ผู้บริหารจากกระทรวงการต่างประเทศ บอย โกสิยพงษ์ นักแต่งเพลง นักร้อง และโปรดิวเซอร์เพลง ก้อ ณฐพล ศรีจอมขวัญ นักดนตรี โปรดิวเซอร์ และนักแต่งเพลงระดับแนวหน้าของไทย ต้าร์ สักกพิช มากคุณ ผู้บริหารค่าย YUPP! พร้อมศิลปินและเซเลบริตี้มากมาย อาทิ น้ำผึ้ง กานต์ธีรา เตชะภัทรธนากุล Miss World Thailand 2026 บิ๊นท์ สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ Miss International 2019 และ ปุยนุ่น วรางค์ศิริ ธนจรัสวรภัทร์ นางสาวไทย ระนอง 2025

นายกฯ ‘อนุทิน’ เปิดงาน OTOP Midyear 2026 ชวนคนไทยส่งเสริมสินค้าไทย ชม ช้อป ใช้ ผ่าน ‘ไทยช่วยพลัส’ สร้างรายได้ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

นายกฯ ‘อนุทิน’ เปิดงาน OTOP Midyear 2026 ชวนคนไทยส่งเสริมสินค้าไทย  ชม ช้อป ใช้ ผ่าน ‘ไทยช่วยพลัส’ สร้างรายได้ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

นายกฯ ‘อนุทิน’ เปิดงาน OTOP Midyear 2026 ชวนคนไทยส่งเสริมสินค้าไทย ชม ช้อป ใช้ ผ่าน ‘ไทยช่วยพลัส’ สร้างรายได้ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.23 น.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน “OTOP Midyear 2026” อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด OTOP Next Inspiration “สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญา สู่สากล” พร้อมเชิญชวน ชม ช้อป ใช้ ผ่าน “ไทยช่วยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจญานรากอย่างยั่งยืน

ภายในงาน นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายภราดร ปริศนานันทกุล นางสาวศุภมาส อิศรภักดี นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด คณะทูตานุทูต หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้ประกอบการ OTOP และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมงาน โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวรายงานการจัดงาน

นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นิทรรศการสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และนิทรรศการสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  รับชมการแสดงชุดพิเศษ “OTOP Next Inspiration ” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเทศกาลแห่งการเปลี่ยนผ่านจากรากเหง้าภูมิปัญญา สู่อนาคตที่มีสะท้อนถึงความทันสมัยของสินค้าจากภูมิปัญญาไทย  พร้อมกล่าวว่า ทุกครั้งที่มีงาน OTOP จะเห็นถึงความดีใจปลื้มใจของประชาชนคนไทยที่ได้มาร่วมกันเห็นพัฒนาการของสินค้าไทยจากฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

“ช่วงนี้ในประเทศไทยคำว่าผ้าไทยใส่ให้สนุก ซึ่งเป็นพระราชดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เริ่มติดปากคนไทยแล้ว ถือว่ามีกระแสนิยมผ้าไทยเกิดขึ้นแล้ว ในส่วนของราชการได้มีการช่วยการส่งเสริมการผลิตเพื่อประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ในโอกาสที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริของพระองค์ท่าน  ไม่อยากให้มองว่าเป็นเพียงการโปรโมทผ้าไทย แต่การโปรโมทผ้าไทย คือการโปรโมทความเป็นไทย เป็นการเสริมสร้างแบรนด์ไทยแลนด์ นี่คือเสน่ห์ที่ผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ จึงขอเชิญชวนคนไทยทุกคนช่วยกันบอกเล่าเรื่องราวที่มีคุณค่าผ่านผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น และส่งผ่านความภาคภูมิใจในตัวตนของเราผ่านงานฝีมือของคนไทยในโครงการ OTOP นี้ อยากให้มอง OTOP ไม่ใช่เพียงโครงการส่งเสริมอาชีพหรือการเพิ่มรายได้เท่านั้น แต่เป็นการสร้างผู้ประกอบการไทยรุ่นใหม่จากทุกตำบล ทุกอำเภอและทุกจังหวัดของประเทศ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ รัฐบาลสนับสนุนผู้ประกอบการไทยใช้นวัตกรรมใหม่ๆ มาช่วยพัฒนาสินค้าเข้าสู่ตลาดให้กว้างมากยิ่งขึ้น เชื่อว่าสินค้า OTOP ไทยไม่ใช่เพียงสินค้าของฝากชุมชนอีกต่อไปและไม่ใช่สินค้าที่ซื้อ เพราะคนซื้อรู้สึกสงสารคนทำ แต่จะเป็นตัวแทนของเรื่องราววัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยในสายตาของชาวโลก คำว่า ‘เมดอินไทยแลนด์’ ไม่ใช่คำบอกที่มา แต่เป็นความหมายของคุณค่า คุณภาพ และความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน”  

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้า OTOP ให้กับประชาชน รัฐบาลได้สนับสนุนให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถใช้สิทธิ์โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ในการเลือกซื้อสินค้า OTOP ภายในงานได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน กระตุ้นกำลังซื้อ และส่งเสริมให้มีเงินหมุนเวียนกลับสู่ผู้ประกอบการและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยในงานนี้มีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมโครงการนี้มากกว่า ร้อยละ 90 จากร้านค้ามากกว่า 2,000 ร้านค้า

การจัดงานครั้งนี้ ได้จัดพื้นที่กิจกรรมและโซน Highlight ที่น่าสนใจ อาทิ โซน ผ้าไทยใส่ให้สนุก ที่นำผ้าไทยมานำเสนอในมุมมองร่วมสมัย ใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน โซนศิลปิน OTOP จัดแสดงผลงานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่า จากฝีมือช่างชุมชนทั่วประเทศ โซน ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ถ่ายทอดเสน่ห์วิถีชีวิต วัฒนธรรม และอัตลักษณ์หมู่บ้าน โซน OTOP ชวนชิมรวมของอร่อยจัดจ้านจากทุกภูมิภาคกว่า 160 ร้าน โซน Health & Spa และนวดแผนไทย เพื่อผ่อนคลายด้วยภูมิปัญญาไทย โซนสร้างแรงบันดาลใจ OTOP Next: นำเสนอภาพความสำเร็จการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนคนรุ่นใหม่หันมาสนใจเป็นผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP

ตื่นตากับ 3 โซนไฮไลต์ดีไซน์ระดับสากล:โซน Craft & Design: ศูนย์รวมงานหัตถกรรมชุมชนและงานจักสานที่ผ่านการออกแบบร่วมสมัย โซนจิวเวลรี่: ยกระดับเครื่องประดับและอัญมณีจากฝีมือช่างศิลป์ท้องถิ่นทั่วไทยในรูปแบบพรีเมียม เปิดโอกาสการจับคู่ธุรกิจและเจรจาการค้าในระดับ B2B  และโซนเครื่องดื่ม: คัดสรรเครื่องดื่มพื้นบ้านที่มีอัตลักษณ์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากวัตถุดิบท้องถิ่นทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ช้อปสินค้า otop ผ่านช่องทางช้อปปิ้งออนไลน์ในโซน OTOP ออนไลน์ และแอฟ shopee ด้วยบริการของ shopee food รวมถึงจัดเต็มด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขาย การแสดงศิลปวัฒนธรรม และดาราศิลปินร่วมสร้างความบันเทิงล้นเวทีทุกวัน

ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เชิญชวนมาชม ชิม ช้อป และร่วมภาคภูมิใจไปกับผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาของคนไทย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการสร้างงาน สร้างอาชีพ เสริมรากฐานเศรษฐกิจไทยให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไปด้วยกัน ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

อาการมือชาตำแหน่งต่างกัน บอกโรคอะไรได้บ้าง ?

อาการมือชาตำแหน่งต่างกัน บอกโรคอะไรได้บ้าง ?

อาการมือชาตำแหน่งต่างกัน บอกโรคอะไรได้บ้าง ?

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.07 น.

อาการชาที่มือหรือปลายมือปลายเท้า อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การกดทับเส้นประสาทจากท่าทางหรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงโรคทางระบบประสาทและโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น เบาหวาน โรคไต หรือภาวะขาดวิตามินบางชนิด แม้อาการชาบางครั้งอาจเกิดขึ้นชั่วคราวและหายได้เอง แต่หากมีอาการเกิดซ้ำบ่อย ชาเป็นบริเวณเดิมอย่างชัดเจน หรือมีอาการร่วม เช่น ปวด อ่อนแรง หรือการเคลื่อนไหวผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติของระบบประสาทที่ควรได้รับการวินิจฉัยและดูแลโดยแพทย์เฉพาะทาง

นพ. นริศ สมิตาสิน อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาทชำนาญการด้านโรคกล้ามเนื้อและเส้นประสาทไฟฟ้า

นพ. นริศ สมิตาสิน อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาทชำนาญการด้านโรคกล้ามเนื้อและเส้นประสาทไฟฟ้า โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า เมื่อมีอาการมือชา ควรสังเกตลักษณะของอาการอย่างละเอียด เช่น ชาข้างเดียวหรือสองข้าง ชาเฉพาะนิ้วบางนิ้ว มีอาการปวดร้าวร่วมด้วย หรือรู้สึกว่าแรงมือลดลง เนื่องจากรูปแบบของอาการอาจช่วยบ่งบอกตำแหน่งของเส้นประสาทที่ผิดปกติได้ หากปล่อยไว้นาน อาการชาอาจรบกวนการหยิบจับ การทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวัน จึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและวางแผนดูแลอย่างเหมาะสม

ตำแหน่งของอาการชา บอกอะไรได้บ้าง

ตำแหน่งที่เกิดอาการชาเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้แพทย์ประเมินได้ว่า เส้นประสาทหรือระบบใดอาจมีความผิดปกติ รวมถึงช่วยกำหนดแนวทางการตรวจเพิ่มเติมได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากอาการชาแต่ละบริเวณมักสัมพันธ์กับเส้นประสาทหรือโรคที่แตกต่างกัน

อาการชาบริเวณนิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง

อาการชาบริเวณนิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง มักสัมพันธ์กับภาวะเส้นประสาทมีเดียนถูกกดทับบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome) ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่ใช้งานมือหรือข้อมือซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน เช่น การพิมพ์งาน การใช้เมาส์ การทำอาหาร หรือการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่อเนื่อง

อาการชาที่นิ้วก้อยและนิ้วนาง

อาการชาในตำแหน่งนี้ อาจเกี่ยวข้องกับการกดทับเส้นประสาทอัลนาร์บริเวณข้อศอก (Cubital Tunnel Syndrome) โดยเฉพาะในผู้ที่งอข้อศอกเป็นเวลานาน หรือมีพฤติกรรมเท้าแขนบ่อย ๆ การปรับท่าทางในชีวิตประจำวันอาจช่วยลดความรุนแรงของอาการในระยะเริ่มต้นได้

อาการชาบริเวณง่ามนิ้วโป้งและนิ้วชี้

อาการชาบริเวณง่ามนิ้วโป้งและนิ้วชี้ อาจสัมพันธ์กับความผิดปกติของเส้นประสาทเรเดียล (Radial Nerve) ซึ่งอาจเกิดจากแรงกดทับบริเวณต้นแขน มักพบในผู้ที่อยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน หรือมีพฤติกรรมวางแขนพาดพนักเก้าอี้ต่อเนื่อง

อาการชาจากการถือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน

การถือโทรศัพท์มือถือในท่าเดิมเป็นเวลานาน อาจเพิ่มแรงกดต่อเส้นประสาทบริเวณข้อศอกหรือข้อมือ จนทำให้เกิดอาการชาหรือปวดร้าวบริเวณนิ้วก้อยและนิ้วนางได้ โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

อาการชาปลายมือร่วมกับอาการชาปลายเท้า

อาการชาปลายมือปลายเท้าทั้งสองข้าง (Stocking-Glove Pattern) พบได้ในโรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง ภาวะขาดวิตามินบางชนิด หรือผลข้างเคียงจากยาบางประเภท โดยเฉพาะยาเคมีบำบัด

มือชาเกิดจากอะไรโรคเรื้อรังที่อาจเกี่ยวข้อง

นอกจากการกดทับเส้นประสาทเฉพาะจุด อาการชาที่มือและเท้าอาจสัมพันธ์กับโรคเรื้อรังบางชนิดที่ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนปลาย ได้แก่ โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus): ระดับน้ำตาลในเลือดที่ควบคุมไม่ได้ในระยะยาวทำให้เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมสภาพ เรียกว่า Diabetic Peripheral Neuropathy, โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease): ของเสียสะสมในเลือดส่งผลเสียต่อการทำงานของเส้นประสาท, โรคเลือดบางชนิด: เช่น ภาวะโลหิตจางจากการขาดวิตามิน B12 ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของเส้นประสาท, โรคต่อมไทรอยด์: ภาวะไทรอยด์ทำงานน้อย (Hypothyroidism) สามารถทำให้เกิดอาการชาได้จากกลไกที่ซับซ้อนหลายประการ

การตรวจวินิจฉัยอาการมือชา

ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานีอินเตอร์เนชันแนล ให้บริการตรวจวินิจฉัยอาการชาด้วยเครื่องมือเฉพาะทางระดับมาตรฐานสากล โดยการประเมินผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ครอบคลุมและการวางแผนการรักษาที่ตรงกับสภาพของผู้ป่วยแต่ละบุคคล

การตรวจความเร็วการนำสัญญาณประสาท

การตรวจ NCV วัดความสามารถและความเร็วในการส่งสัญญาณไฟฟ้าผ่านเส้นประสาทส่วนปลาย ทั้งประสาทสั่งการ (Motor Nerve) และประสาทรับความรู้สึก (Sensory Nerve) ผลการตรวจช่วยยืนยันการวินิจฉัยภาวะต่าง ๆ เช่น Carpal Tunnel Syndrome, Peripheral Neuropathy และการบาดเจ็บของเส้นประสาทจากการถูกกดทับ

การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ

การตรวจ EMG เป็นการบันทึกกิจกรรมไฟฟ้าของกล้ามเนื้อทั้งในขณะพักและขณะหดตัว เพื่อแยกแยะความผิดปกติที่เกิดจากกล้ามเนื้อเองออกจากความผิดปกติที่มีต้นตอจากเส้นประสาทที่มาเลี้ยง การตรวจนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในการระบุตำแหน่งของรอยโรคและระดับความรุนแรง

การตรวจ EMG และ NCV มักใช้ร่วมกันเพื่อให้ได้ภาพรวมของการทำงานของระบบประสาทที่ครบถ้วน ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำและลดความเสี่ยงของการรักษาที่ไม่ตรงจุด

อาการชาแบบไหน ควรรีบพบแพทย์

แม้อาการชาบางกรณีอาจเกิดขึ้นชั่วคราวและดีขึ้นได้เอง แต่หากมีอาการต่อไปนี้ ควรพบแพทย์เพื่อรับการประเมินเพิ่มเติม อาการชาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องนานกว่าสองสัปดาห์ หรือเกิดซ้ำบ่อย 

อาการชาร่วมกับอาการอ่อนแรงหรือกล้ามเนื้อลีบ 

มีอาการปวดร้าวร่วมกับอาการชา อาการชาร่วมกับการเดินเซ พูดไม่ชัด หรือมีอาการทางระบบประสาทอื่นๆ 

ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคไต หรือโรคระบบประสาทที่มีอาการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

แนวทางการดูแลตนเองเบื้องต้น

ในกรณีที่อาการชามีสาเหตุจากการกดทับชั่วคราวหรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน มีแนวทางทั่วไปที่ผู้ป่วยสามารถนำไปปรับใช้ได้ ทั้งนี้ การปรับพฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่การรักษา และไม่สามารถทดแทนการพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยได้ ปรับท่าทางการนั่งและการใช้งานมือเพื่อลดแรงกดที่เส้นประสาท หลีกเลี่ยงการวางแขนพาดในมุมที่กดทับเส้นประสาทเป็นเวลานาน พักการใช้งานมือในกรณีที่ต้องทำงานซ้ำ ๆ ในท่าเดิมต่อเนื่อง รับประทานอาหารให้ครับ 5 หมู่และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีหรืออาหารเสริมที่ไม่ได้รับการรับรองจากทางองค์การอาหารและยา 

ดังนั้น หากมีอาการชาที่มือหรือปลายมือปลายเท้าซ้ำ ๆ เป็นต่อเนื่อง หรือเริ่มกระทบต่อการหยิบจับ การเดิน และการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ควรละเลย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างถูกต้อง และรับการดูแลก่อนที่อาการจะรุนแรงมากขึ้น

กรมวิทย์ฯ ผนึกพันธมิตรยกระดับคัดกรองความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม นำร่องอุบลราชธานี สร้างต้นแบบดูแลผู้สูงอายุเชิงรุกในชุมชน

กรมวิทย์ฯ ผนึกพันธมิตรยกระดับคัดกรองความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม นำร่องอุบลราชธานี สร้างต้นแบบดูแลผู้สูงอายุเชิงรุกในชุมชน

กรมวิทย์ฯ ผนึกพันธมิตรยกระดับคัดกรองความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม นำร่องอุบลราชธานี สร้างต้นแบบดูแลผู้สูงอายุเชิงรุกในชุมชน

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.03 น.

กรมวิทย์ฯ ผนึกเครือข่ายมหาดไทย สาธารณสุข ยกระดับคัดกรองความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม ด้วยนวัตกรรม Biomarker นำร่องอุบลฯ สร้างต้นแบบดูแลผู้สูงอายุเชิงรุกในชุมชน

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีกว่าการกระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้ ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ชี้แจงแนวทางการตรวจคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อม ด้วยนวัตกรรม Biomarker” ภายใต้โครงการยกระดับการตรวจคัดกรองและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุตอนต้นที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมในเขตสุขภาพที่ 10 โดยมี พญ.อัจฉรา นิธิอภิญญาสกุล คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ร.ต.สรมงคล มงคละสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นพ.พิเชฐ บัญญัติ ดร.นพ.สุรเดชช ชวะเดช รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พญ.อุไรวรรณ จำนรรจ์สิริ สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 10 ดร.คทายุทธ นิกาพฤกษ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 10 อุบลราชธานี นพ.สุทัศน์ ไชยยศ ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี ผู้บริหารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บุคลากรสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 10 เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดอุบลราชธานี

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์ ส่งผลให้ปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะภาวะสมองเสื่อมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพบความชุกของภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุอยู่ระหว่างร้อยละ 8 ถึง 24 นอกจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้สามารถวางแผนการดูแลสุขภาพ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และชะลอการดำเนินโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กระทรวงสาธารณสุข โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายในการนำหลักการแพทย์แม่นยำ มาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาสุขภาพของประชากรทุกช่วงวัย ดังนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ มาสนับสนุนการพัฒนาระบบคัดกรองความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม โดยประยุกต์ใช้ Biomarker เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการประเมินความเสี่ยง ควบคู่กับการใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล ตามแนวคิด “การแพทย์แม่นยำ” (Precision Medicine)

ขณะเดียวกัน กรมอนามัยมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ การพัฒนาแนวทางดูแลสุขภาพสมอง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดีในชุมชน โดยมีเครือข่าย อสม. เป็นกำลังสำคัญในการเข้าถึงผู้สูงอายุ คัดกรองกลุ่มเสี่ยง ให้คำแนะนำด้านสุขภาพ ติดตามดูแล และเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของการป้องกันภาวะสมองเสื่อมไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่หน่วยงานวิชาการ บุคลากรสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อสม. ครอบครัว และชุมชน โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างระบบดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีประสิทธิภาพ เข้าถึงได้ และยั่งยืน

ทั้งนี้ การดำเนินงานในเขตสุขภาพที่ 10 จะเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาระบบคัดกรองและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุเชิงรุก ซึ่งสามารถขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นของประเทศในอนาคต เพื่อรองรับสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ภายใต้แนวคิด รู้เร็ว แม่นยำ ดูแลทัน ป้องกันสมองเสื่อมรุนแรง