รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ ถึง 1 ก.ค.นี้

รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ ถึง 1 ก.ค.นี้

รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ ถึง 1 ก.ค.นี้

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.41 น.

รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ ถึง 1 ก.ค.นี้  เชิญชวนร่วมกำหนดทิศทางกฎหมายกัญชา-กัญชง ผ่านช่องทางออนไลน์หลัก 2 ช่องทาง

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. ….  ช่วงที่ 2 จากประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่วันนี้ถึง 1 ก.ค. 69  เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงกฎหมายให้มีความรัดกุม และสอดคล้องกับสถานการณ์จริง สำหรับการเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายกัญชา-กัญชงในครั้งนี้ ถูกแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลาสำคัญ เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

-ช่วงที่ 1 (22 เม.ย. – 21 พ.ค. 2569): ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว เป็นการรับฟังความคิดเห็นในเชิงหลักการ 

-ช่วงที่ 2 (2 มิ.ย. – 1 ก.ค. 2569): อยู่ระหว่างการดำเนินงานในปัจจุบัน เป็นการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อรายละเอียดของ “ตัวร่าง พ.ร.บ.” โดยตรง ซึ่งหลังเสร็จสิ้นกระบวนการรับฟังความคิดเห็น คาดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้

จะผ่านความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก่อนจะถูกเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาในลำดับถัดไป

“ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการควบคุมที่ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำกัญชาไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งกลไกนี้นอกจากจะช่วยสร้างความมั่นคงทางสุขภาพให้กับประชาชนแล้ว ยังจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การเปิดรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้กฎหมายมีความรอบคอบ สอดคล้องกับสถานการณ์จริง และสามารถสะท้อนข้อกังวลจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เศรษฐกิจ และการคุ้มครองสุขภาพประชาชน ตลอดจนลดความขัดแย้งและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

 “รัฐบาล โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ขอเชิญชวนประชาชน ผู้ประกอบการ และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ร่วมกำหนดทิศทางกฎหมายกัญชา-กัญชงของประเทศไทย ผ่านช่องทางออนไลน์หลัก 2 ช่องทาง ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ได้แก่ ระบบกลางทางกฎหมาย: http://www.law.go.th และเว็บไซต์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก: http://www.dtam.moph.go.th” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

เจาะมติ สว. 140 เสียง ลากโควตาวิชาการสู่หมุดหมายอันตราย

เจาะมติ สว. 140 เสียง ลากโควตาวิชาการสู่หมุดหมายอันตราย

เจาะมติ สว. 140 เสียง ลากโควตาวิชาการสู่หมุดหมายอันตราย

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.14 น.

24 มิถุนายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ไม่ใช่แค่ “ไม่ตรงปก” แต่เสี่ยงผิดรัฐธรรมนูญ! เจาะปมมติ สว. 140:17 ลากโควตาวิชาการสู่ “หมุดหมายอันตราย”

มติวุฒิสภา 140 ต่อ 17 เสียง ที่เห็นชอบให้ ศาสตราจารย์ ดร. จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงแค่ข่าวการแต่งตั้งอดีตข้าราชการระดับสูงเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญธรรมดาๆ หากแต่เป็น “หมุดหมายอันตราย” ของการตีความรัฐธรรมนูญแบบผ่อนปรนมาตรฐาน จนอาจทำให้โควตาทางวิชาการที่กฎหมายสูงสุดออกแบบไว้ ต้องสูญเสียจิตวิญญาณและความหมายไปต่อหน้าต่อตา!

การก้าวเข้ามาของว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ในสายผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ แทน ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ที่ครบวาระ ท่ามกลางเสียงคัดค้านอย่างหนักจาก สว. กลุ่มพันธุ์ใหม่ และนักวิชาการสายตรง นำมาสู่คำถามที่แหลมคมและส่งแรงสั่นสะเทือนสูงว่า:

“บุคคลผู้นี้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 200 (4) จริงหรือไม่?”

หากคำตอบยังคงคลุมเครือ มติ 140 เสียงในวันนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่คือการร่วมกันสร้างบรรทัดฐานที่บิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และกำลังลดทอนศรัทธาต่อศาลรัฐธรรมนูญทั้งระบบลงอย่างน่าใจหาย

1.ปัญหาไม่ใช่เพียง “ความเชี่ยวชาญไม่ตรงปก” แต่คือ “ขัดองค์ประกอบกฎหมาย”

ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีการใช้คำว่า “ไม่ตรงปก” เพื่ออธิบายข้อกังขาต่อการเสนอชื่อ ศ.ดร.จักรพงศ์ แต่หากมองในมุมกฎหมายรัฐธรรมนูญ คำนี้ถือว่า “เบาเกินไป” และทำให้สาระสำคัญของปัญหาถูกลดทอนลงไปอย่างน่าเสียดาย

เพราะสิ่งที่กำลังวิกฤต ไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์ภายนอกที่ ‘ดูเหมือนนักกฎหมายมากกว่านักรัฐศาสตร์หรือนักรัฐประศาสนศาสตร์’ แต่มันคือคำถามเชิงโครงสร้างว่า รัฐธรรมนูญกำหนดโควตานี้ไว้เพื่อเป้าหมายใด?

มาตรา 200 (4) ของรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดชัดเจนว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 คน ต้องมาจากผู้ทรงคุณวุฒิในศาสตร์ที่ มิใช่นิติศาสตร์ล้วน ได้แก่ สาขารัฐศาสตร์ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ โดยต้องดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และที่สำคัญที่สุดคือ “ยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์”

สาระสำคัญของบทบัญญัตินี้พุ่งเป้าไปที่คำว่า “สาขา” และ “ผลงานทางวิชาการ” ไม่ใช่แค่การดูดีกรีบนแผ่นกระดาษหรืออายุราชการ เพราะรัฐธรรมนูญต้องการให้องค์คณะตุลาการมีความหลากหลายทางสายวิชาการ เพื่อให้การวินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญ ซึ่งคาบเกี่ยวกับปัญหาการเมือง โครงสร้างอำนาจ นโยบายสาธารณะ และการเลือกตั้ง ไม่ถูกผูกขาดอยู่ใต้การมองโลกแบบนักกฎหมายวิธีพิจารณาความเพียงอย่างเดียว

2.ทำไมศาลรัฐธรรมนูญต้องมี “โควตารัฐศาสตร์–รัฐประศาสนศาสตร์”? ชี้ชะตาเมือง

การมีโควตาศาสตร์แขนงนี้ในศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ของประดับตกแต่งให้ดูสวยงาม แต่เป็นการออกแบบสถาบันการเมืองอย่างมีเหตุมีผล (Constitutional Design)

ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำหน้าที่พิจารณาคดีทางเทคนิคกฎหมายแพ่ง-อาญา แบบศาลยุติธรรม แต่ต้องตัดสินประเด็นที่มีผลกระทบขั้นรุนแรงต่อโครงสร้างอำนาจรัฐและความชอบธรรมทางการเมือง เช่น:

– ความสัมพันธ์และการคานอำนาจระหว่าง ฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ

– ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายและนโยบายสาธารณะ (เช่น คดี พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่กำลังรอการวินิจฉัย)

– ความโปร่งใสและหลักการเป็นความลับของการเลือกตั้ง (เช่น คดีระบบบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง)

โจทย์มหากาพย์เหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยทฤษฎีทางรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์เข้ามาประกอบการวินิจฉัย เพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตของบ้านเมือง

นี่คือเหตุผลที่ในอดีต ตำแหน่งนี้จึงถูกเติมเต็มด้วย “ยักษ์ใหญ่แห่งวงการวิชาการ” ที่สังคมยอมรับอย่างไร้ข้อกังขา ไม่ว่าจะเป็น ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช, ศ.ดร.สุจิต บุญบงการ, ศ.ดร.อมร รักษาสัตย์ หรือ ศ.ดร.กระมล ทองธรรมชาติ ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ได้มีแค่ชื่อปริญญาตรงสาย แต่มี “ตัวตนและมโนทัศน์ทางวิชาการ” อยู่ในศาสตร์นั้นอย่างแท้จริง การยอมให้โควตานี้ถูกแทนที่ด้วยศาสตร์อื่น จึงเท่ากับทำลายกลไกการถ่วงดุลความรู้ตั้งแต่ออกสตาร์ท

3.ปมใหญ่: “จบรัฐประศาสนศาสตร์” ไม่เท่ากับเป็น “ผู้ทรงคุณวุฒิ”

ฝ่ายที่สนับสนุนพยายามหยิบยกแม่น้ำทั้งห้ามาชี้แจงว่า ศ.ดร.จักรพงศ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (รป.ม.) จากนิด้า และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ (รร.นรต.) ในอดีตก็เคยเปิดสอนสายรัฐประศาสนศาสตร์ ก่อนจะเปลี่ยนมาเน้นนิติศาสตร์ในภายหลัง

คำอธิบายนี้อาจฟังดูพอใช้แก้ต่างได้ในทางการเมือง แต่ในทางหลักการวิชาการและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ถือว่าตรรกะนี้ “พังทลาย” ด้วยเหตุผล 3 ประการ:

– วุฒิการศึกษาใบเดียว ไม่ใช่วิชาชีพทั้งชีวิต: การมีปริญญาโทข้ามสายหนึ่งใบ ไม่ได้แปลว่าบุคคลนั้นกลายเป็น “ผู้ทรงคุณวุฒิ” ในสาขานั้นโดยอัตโนมัติ การเป็นผู้ทรงคุณวุฒิต้องดูที่ เส้นทางเดินวิชาการโดยรวม (Academic Trajectory) ทั้งงานวิจัยหลัก ตำราที่ใช้สอน และการยอมรับในแวดวงวิชาการนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง

– ประวัติสถาบันไม่ใช่ประวัติส่วนตัว: การอ้างว่า รร.นรต. เคยสอนรัฐประศาสนศาสตร์ในอดีต ไม่ได้ตอบคำถามว่าตัวผู้สมัครมีผลงานด้านรัฐประศาสนศาสตร์หรือการบริหารรัฐกิจอย่างไร เช่นเดียวกับที่อาจารย์สายรัฐประศาสนศาสตร์ก็ไม่สามารถตู่ตนเองว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ “กฎหมายอาญา” ได้ เพียงเพราะคณะที่ตนสังกัดเคยเปิดสอนวิชากฎหมายอาญา

– “เกี่ยวข้อง” ไม่เท่ากับ “เชี่ยวชาญ”: รัฐธรรมนูญไม่ได้ต้องการคนที่แค่วิ่งผ่านหรือ “ทำงานแตะขอบ” งานรัฐประศาสนศาสตร์ แต่ต้องการตัวจริงในสาขา หาก สว. เลือกใช้มาตรฐานที่กว้างและคลุมเครือ ก็เท่ากับกำลังเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ด้วยการตีความแบบตามใจฉัน

4.จุดชี้ขาดในห้องสมุด: ผลงานวิชาการเป็นที่ประจักษ์ใน “หมวดกฎหมาย”?

ข้อโต้แย้งที่ทรงพลังและกลายเป็นหมัดน็อกกลางสภา มาจากการอภิปรายของ เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ ที่นำหลักฐานจากการสืบค้นระบบห้องสมุดมาแฉกลางที่ประชุมว่า ตำราเด่นที่ ศ.ดร.จักรพงศ์ นำมายื่นอ้างอิงเพื่อแสดงถึงผลงานเชิงประจักษ์ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ อย่างหนังสือ “กลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงานหลักและทฤษฎีการสอบสวน” นั้น…

ในความเป็นจริง ถูกจัดหมวดหมู่อยู่ใน “หมวดกฎหมาย” ไม่ใช่หมวดรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์!

เนื้อหาภายในล้วนเป็นเรื่องเทคนิคการสืบสวนสอบสวน การรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ในโลกนิติศาสตร์และกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก (แถมประวัติในอดีตยังพบว่าเคยวิ่งรอกสมัครองค์กรอิสระอื่นๆ ทั้ง ป.ป.ช. และ กกต. มาแล้วรวมกันถึง 10 ครั้ง)

ลองนึกภาพตามหากบรรทัดฐานนี้ผ่านไปได้:

• ต่อไปนักกฎหมายอาญา… อ้างว่าทำงานเกี่ยวข้องกัน สามารถมาแย่งโควตารัฐศาสตร์ได้? กฎหมาย

• นักบริหารธุรกิจ… อ้างว่าทำเรื่องตัวเลข สามารถมาเสียบโควตาเศรษฐศาสตร์ได้?

• ผลลัพธ์คือ ระบบโควตาทางวิชาการในรัฐธรรมนูญจะล้มละลายทันที!

5.ประวัติแน่น ตำแหน่งใหญ่ ไม่ใช่คำตอบแทน “ตัวงาน”

อีกหนึ่งความพยายามของฝ่ายอุ้ม คือการใช้ “ความใหญ่ของโปรไฟล์” มาเบี่ยงเบนประเด็นเรื่องความตรงสาย

แน่นอนว่า ศ.ดร.จักรพงศ์ มีประวัติการทำงานในระบบราชการที่ยอดเยี่ยม เป็นศาสตราจารย์ รร.นรต. อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สตช. และเป็นกรรมการในหลายคณะ แต่ประสบการณ์บริหารงานตำรวจเหล่านี้ ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป ของคำว่า “ผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์สาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์”

คำว่าผลงานวิชาการ ต้องวัดกันที่ “เนื้อในของตัวงาน”

• ใช้กรอบแนวคิด (Conceptual Framework) ของศาสตร์ไหนวิเคราะห์?

• สร้างทฤษฎีหรือข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสาธารณะอย่างไร?

• แวดวงนักรัฐศาสตร์หรือนักรัฐประศาสนศาสตร์ยอมรับและนำไปอ้างอิง (Citation) หรือไม่?

หากเราไม่แยกแยะความใหญ่ของยศตำแหน่ง ออกจากความถูกต้องตรงสายวิชาการ การกลั่นกรองคุณสมบัติของ สว. ก็จะกลายสภาพเป็นเพียงการชั่งน้ำหนัก “บารมีของตัวบุคคล” แทนที่จะเป็นการพิทักษ์ความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ

6.ตรรกะตรายาง: “เป็นอำนาจกรรมการสรรหา วุฒิสภาห้ามแทรกแซง”

คำชี้แจงของ วุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ในฐานะเลขานุการ กมธ. ตรวจสอบประวัติฯ ที่ระบุว่า เรื่องคุณสมบัติเป็นอำนาจเด็ดขาดของคณะกรรมการสรรหาที่ชี้ขาดจบไปแล้ว ไม่ใช่อำนาจของวุฒิสภา ถือเป็นตรรกะที่อันตรายที่สุด

เพราะถ้ายอมรับตรรกะนี้ วุฒิสภาก็จะกลายสภาพเป็นเพียง “สภาตรายาง” หรือหุ่นยนต์กดปุ่มที่มีหน้าที่รับใบสั่งและปั๊มตราอนุมัติตามที่กรรมการสรรหาส่งมาเท่านั้น

ถ้าเช่นนั้น รัฐธรรมนูญจะกำหนดให้ต้องมีการ “ให้ความเห็นชอบโดยวุฒิสภา” ไปเพื่ออะไร? ในทางหลักการแบ่งแยกอำนาจ การโหวตรับรองหมายความว่า สว. ต้องร่วมรับผิดชอบต่อคุณภาพและความถูกต้องของบุคคลนั้นๆ หากพบข้อกังขาที่แม้แต่ประธานศาลฎีกา (ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการสรรหาเสียงข้างน้อย) ยังมองว่าไม่ตรงสาย สว. ย่อมมีหน้าที่เต็มประตูในการชะลอ ดึงเรื่อง หรือโหวตคว่ำเพื่อปกป้องสถาบันตุลาการ

7.มติ 140 เสียง ยิ่งตอกย้ำ “การผูกขาดบรรทัดฐานที่ผิดพลาด”

เสียงข้างมากท่วมท้น 140 ต่อ 17 เสียง (ซึ่งเป็นตัวเลขกลมๆ ที่ละม้ายคล้ายคลึงกับมติสำคัญอื่นๆ ในสภาสูงยุคนี้จนคนแซวว่าเป็นเครือข่ายกีฬาสี) อาจทำให้ผลทางการเมืองในสภา “จบลงชั่วคราว”

แต่… ปัญหาทางรัฐธรรมนูญไม่ได้หายไปไหน! ตรงกันข้าม มติครั้งนี้กำลังกลายเป็นสารตั้งต้นของเนื้อร้ายในระบบนิติรัฐ เพราะในอนาคตจะเกิดการอ้างอิงบรรทัดฐานที่ผิดๆ นี้ว่า:

• แค่วุฒิการศึกษาใบเดียวก็เคลมความเป็นผู้ทรงคุณวุฒิได้แล้ว

• งานสืบสวนคดีอาญาสามารถแปลงร่างเป็นงานรัฐประศาสนศาสตร์ได้ตามใจชอบ

• สว. ไม่จำเป็นต้องตรวจเช็กอะไรให้ลึกซึ้ง ถ้าฝั่งผู้มีอำนาจส่งชื่อมาก็ยกมือผ่านให้จบๆ ไป

นี่คือสิ่งที่ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล (อ.จ๊ะ) ได้ออกจดหมายเตือนสติไว้ล่วงหน้า และมันกำลังกลายเป็นความจริงที่น่าหดหู่ใจในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

6.สรุป: วุฒิสภาโหวตจบ แต่สังคมยังไม่จบคำถาม

คำเตือนของ นพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว. ที่ให้ระวังความเสียหายซ้ำรอยอดีต กรณีโหวตเลือกกรรมการ ป.ป.ช. บางรายจนป่านนี้ยังไม่มีโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เข้าปฏิบัติหน้าที่ได้ เป็นสิ่งที่สะท้อนว่า “การโหวตผ่านไปก่อน แล้วค่อยไปลุ้นเอาดาบหน้า” คือความมักง่ายเชิงโครงสร้างที่สร้างความเสียหายให้แก่แผ่นดินมานักต่อนัก

มติ 140 เสียงเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 อาจปิดฉากยุคของ ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และเปิดฉากยุคใหม่ของศาลรัฐธรรมนูญในทางรูปแบบ แต่ในทางเนื้อหา คำถาม 3 ข้อนี้ยังคงดังสะท้อนและรอคำตอบที่แท้จริงอยู่เสมอ:

1.ศ.ดร.จักรพงศ์ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์จริงหรือไม่?

2.ตำราการสืบสวนสอบสวน นับเป็นผลงานเชิงประจักษ์ในสายงานบริหารรัฐกิจได้จริงหรือ?

3.สว. 140 เสียง ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อประโยชน์ของประเทศ หรือทำเพื่อตอบสนอง “ตั๋วอำนาจ” ของใครกันแน่?

เพราะในระบอบประชาธิปไตยที่เคารพหลักนิติธรรม “เสียงข้างมากในสภา” ไม่เคยมีอำนาจเหนือ “ความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ” และการรีบโหวตให้ผ่านๆ ไป… ไม่เคยเป็นคำตอบของความน่าเชื่อถือที่ถูกทำลายลงไปตั้งแต่วันแรก!

วัส ติงสมิตร
นักวิขาการอิสระ
24/6/69

#การเมืองไทย2569 #ศาลรัฐธรรมนูญ #สว2569 #ไม่ตรงปก #ตรวจสอบคุณสมบัติ #รัฐธรรมนูญ2560 #นิติรัฐพังทลาย #สวพันธุ์ใหม่ #วัสติงสมิตร

​ดีเดย์รื้อภูเก็ต รีสอร์ทหรูรุกหาด สุชาติลุยแน่ก.ค.นี้

​ดีเดย์รื้อภูเก็ต รีสอร์ทหรูรุกหาด สุชาติลุยแน่ก.ค.นี้

​ดีเดย์รื้อภูเก็ต รีสอร์ทหรูรุกหาด สุชาติลุยแน่ก.ค.นี้

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดีเดย์รื้อภูเก็ต รีสอร์ทหรูรุกหาด สุชาติลุยแน่ก.ค.นี้

“สุชาติ” ดีเดย์รื้อถอนรีสอร์ทหรู รุกอุทยานฯสิรินาถ-หาดนุ้ยภูเก็ต เดือนกรกฎาคม หลังตีตกคำอุทธรณ์ผู้ประกอบการลั่นไม่มีผู้มีอิทธิพล ขอเคลียร์ ขณะที่รองโฆษกรัฐบาลโต้ครม.เงาย้ำแก้ไขปัญหาภูเก็ต คืบหน้าเป็นรูปธรรม ยืนยันเดินหน้าแก้ไขปัญหาต่อเนื่อง ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน ชี้ทุกอย่างทำเพื่อ แก้ไขปัญหาให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 23มิถุนายน2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงความคืบหน้าในการรื้อถอนรีสอร์ทรุกที่อุทยานที่จังหวัดภูเก็ต ว่าผู้ที่บุกรุกก็มีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ แต่ขณะนี้กระทรวงได้ ตีตกคำอุทธรณ์ไปหมดแล้ว แต่เมื่อวันก่อน เจ้าหน้าที่ได้ไปติดหมายสิ่งปลูกสร้างที่บริเวณหาดนุ้ย ซึ่งตามขั้นตอนจะครบกำหนดในเดือนกรกฎาคม ซึ่งหลังจากนี้ กระทรวงก็จะเริ่มดีเดย์ในการรื้อถอน ก็จะมีในพื้นที่อื่น เช่น หาดฟรีด้อม หรือหาดอื่นๆ ซึ่งการดำเนินการในส่วนนี้อยู่ในส่วนของกรมป่าไม้ แต่จะมีการดำเนินการของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช อีก เช่น อุทยานสิรินาถ จังหวัดภูเก็ต ที่พบว่ามีหลายโรงแรมบุกรุก และขณะนี้ดำเนินการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ในการประสานขอโฉนด ซึ่งจุดดังกล่าวศาลพิพากษาแล้ว ว่ามีการนำส.ค.1 บิน หรือ เอกสารสิทธิที่ดินที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง มาครอบ หรือ โฉนดไม่ถูกต้อง

ส่งกรมที่ดินเพิกถอนโฉนด

ขณะนี้ตนอยู่ในระหว่างการรวบรวม คำพิพากษาศาลฎีกาประกอบกับเลขที่โฉนด มอบให้กับกรมที่ดิน เพื่อดำเนินการเพิกถอน ซึ่งเมื่อมีการเพิกถอนแล้วกระทรวงถึงจะติดหมายเพื่อรื้อถอนได้ ไม่เช่นนั้น ก็จะมีความผิดฐานทำลายทรัพย์สิน

เมื่อถามว่า มีนายทุนหรือมีผู้มีอิทธิพลในพื้นที่มาวิ่งเต้นต่อรองไม่ให้รื้อถอนและไม่ดำเนินคดีหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ไม่มีผู้มีอิทธิพล ไม่มีใครใหญ่กว่าประชาชน.

รบ.โต้ครม.เงาพรรคส้ม

น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง กรณี“ครม.เงา”โดย นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน(ปชน.) กล่าวช่วงหนึ่งในที่ประชุม ครม.เงา เกี่ยวกับเรื่องการโยกย้ายข้าราชการในพื้นที่ภูเก็ต และการลงพื้นที่ของรมว.มหาดไทย ว่า วันนี้ปัญหาของจ.ภูเก็ต ไม่ใช่แค่การย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด(ผวจ.) รองผู้ว่าฯ และย้ายผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 แต่มันส่อถึงระบอบสีน้ำเงิน ที่พยายามหยั่งรากลึกในพื้นที่ และจ.ภูเก็ตไม่ใช่แค่ปัญหารายบุคคล แต่เป็นปัญหาของโครงสร้างผู้มีอิทธิพลที่หยั่งรากลึกลงในระบบในพื้นที่

รบ.เดินหน้าแก้ปัญหา

น.ส.พลอยทะเล กล่าวว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาในพื้นที่จ.ภูเก็ต โดยเฉพาะผู้มีอิทธิพล เป็นปัญหาที่หยั่งลึก และสะสมมายาวนาน รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ต้องการแก้ไขปัญหา ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเห็นได้จากผลการบูรณาความร่วมมือ ของทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนตามข้อสั่งการของนายกฯ โดยล่าสุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จ.ภูเก็ต ตรวจพบบริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี จำนวน 10 บริษัท ที่ดิน 4 แปลง จำนวน 2 ไร่ 1 งาน 50.5 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 116 ล้านบาท และศาลอนุมัติหมายจับชาวต่างชาติ 12 คน /หมายจับ 13 หมายจับ และบริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซื้อและครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 39 บริษัท ที่ดิน 52 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 12 ไร่ 2 งาน 62.5 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 115 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายค้น 29 หมายค้น รวมที่ดินกลุ่มที่ 1 และ 2 จำนวน 56 แปลง เนื้อที่ 15 ไร่ 13 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 231 ล้านบาท

ดำเนินคดีคนทำผิด

น.ส.พลอยทะเล กล่าวอีกว่า จะเห็นได้ว่ารัฐบาลมีความตั้งใจ ที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ และรมช.มหาดไทย ต่างลงพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนการ แก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้สร้างสร้างภาพ และไม่ได้เพิกเฉย ต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลระดับไหน ถ้าหากตรวจสอบแล้วพบดำเนินการที่ผิดต่อกฎหมาย จะต้องดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด ไม่มีการละเว้น ทุกอย่างทำงานอย่างเป็นขั้นตอน ผ่านการบูรณาความร่วมมือ ทุกส่วนราชการ ทุกระดับ ส่วนการโยกย้ายผวจ. ชัดเจนว่าเป็นการย้าย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดีขึ้น เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนจ.ภูเก็ต ไม่ได้เป็นการวางตัวข้าราชการ เพื่อสนองพรรคการเมือง ขอย้ำว่า ไม่มีระบอบสีน้ำเงินอย่างที่พรรคปชน.กล่าวหาลอยๆ เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง หากมีข้อมูลการเก็บส่วยหรือมีข้อมูลมาเฟีย ขอให้ส่งข้อมูลให้รัฐบาล รัฐบาลพร้อมดำเนินการตามกฎหมาย ให้ถึงที่สุด ไม่ว่าใครก็ไม่มีการละเว้นโทษ” น.ส.พลอยทะเล กล่าว

ตรวจแอปอาหารสัญชาติจีน

วันเดียวกัน นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแพลตฟอร์มสัญชาติจีนที่ให้บริการสั่งอาหารและบริการผ่านระบบดิจิทัลในประเทศไทย หลังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของแพลตฟอร์มสัญชาติจีนในประเทศไทย และเพื่อพิจารณาว่าการดำเนินธุรกิจเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า แพลตฟอร์มที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ได้แก่ Gokoo, Feixiang และ E-Gets จดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจำกัด โดยบริษัท โกคูออนไลน์ จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Gokoo มีผู้ถือหุ้นไทยร้อยละ 80 และบริษัท เดอะ ฟลาย โฮลดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Feixiang มีผู้ถือหุ้นไทยร้อยละ 51 จึงมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย ขณะที่บริษัท อี-เก็ตส์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน E-Gets มีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคลสัญชาติกัมพูชาถือหุ้นร้อยละ 90 จึงมีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างด้าวตามกฎหมาย

เช็คแหล่งที่มาเงินทุน

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า การตรวจสอบในขั้นต่อไปจะมุ่งพิจารณาแหล่งที่มาของเงินลงทุน อำนาจการบริหารจัดการ การลงนามผูกพันบริษัท และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้น เพื่อพิจารณาว่ามีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติหรือไม่ โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าผู้ถือหุ้นไทยของบางบริษัทมีความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลอื่นหลายแห่ง และมีการร่วมลงทุนกับชาวต่างชาติ สำหรับนิติบุคคลไทย กรมฯ จะตรวจสอบว่ามีการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางหรือ “นอมินี” เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่ ส่วนกรณีนิติบุคคลต่างด้าว จะตรวจสอบการได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจตามกฎหมาย โดยหากพบการฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3ปี หรือปรับตั้งแต่100,000-1,000,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมีโทษปรับรายวันเพิ่มเติมจนกว่าจะยุติการกระทำผิด ทั้งนี้ บริษัท อี-เก็ตส์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในกิจการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัลและได้รับหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวแล้ว

หวั่นกระทบผู้ประกอบการไทย

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า กรมฯ จะติดตามตรวจสอบธุรกิจที่มีความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย ระบบเศรษฐกิจของประเทศ และการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม พร้อมยืนยันว่าระหว่างการตรวจสอบยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย โดยต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากผลการตรวจสอบพบว่าดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายก็ถือเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและการจ้างงาน แต่หากพบการฝ่าฝืนกฎหมาย กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และขยายผลตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป.

หนูลั่นอย่าโยนภาระปชช. รื้อค่าไฟแฝง สั่งให้กระทรวงพลังงาน ไปหาวิธีการใครต้องจ่าย

หนูลั่นอย่าโยนภาระปชช. รื้อค่าไฟแฝง สั่งให้กระทรวงพลังงาน ไปหาวิธีการใครต้องจ่าย

หนูลั่นอย่าโยนภาระปชช. รื้อค่าไฟแฝง สั่งให้กระทรวงพลังงาน ไปหาวิธีการใครต้องจ่าย

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนูลั่นอย่าโยนภาระปชช. รื้อค่าไฟแฝง สั่งให้กระทรวงพลังงาน ไปหาวิธีการใครต้องจ่าย พิพัฒน์ชี้เกิดมากว่า10ปี

“พิพัฒน์”เผยนายกฯ สั่งรื้อค่าไฟทางหลวง รวมบิลค่า FT ไฟบ้านต้องหาคนจ่ายแทน ด้านนายกฯ รับดราม่าค่าไฟแฝงบิลชาวบ้าน สั่งรมว.พลังงาน กฟน.-กฟภ.หาข้อเท็จจริงย้ำไม่ให้ประชาชนแบกภาระ

เมื่อวันที่23มิถุนายน2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีการเก็บเงินค่าไฟส่องทางสาธารณะ รวมอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชน จนกลายเป็นดราม่า ว่ากำลังแยกออกมาดูว่าเกิดขึ้นอย่างไร เมื่อไหร่ แล้วทำไมถึงเกิดขึ้น ซึ่ง รมว.พลังงาน และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กำลังหาข้อเท็จจริงเพื่อรายงานตน

ผู้สื่อข่าวถามว่าไม่ต้องการให้ประชาชนแบกภาระตรงนี้ใช่หรือไม่นายกฯ กล่าวว่า ไม่ใช่ไม่อยาก แต่ต้องไม่ให้ประชาชนแบกภาระ เมื่อถามว่า นายพิพัฒน์ บอกว่าถ้าให้กระทรวงคมนาคมไปจ่ายจะแบกรับภาระตรงนี้ไม่ไหว นายกฯ กล่าวว่า เขาต้องตั้งงบประมาณปกติขึ้นมา แต่อย่าเพิ่งไปบอกว่าต้องทำอย่างไรถ้ามันเป็นภาระประชาชนจริง ตอนนี้เรากำลังไปตรวจสอบ ยังไม่รู้ เรื่องนี้ก็เป็นดราม่าอย่างที่ว่า และยังไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริงอย่างไร ถ้าจริงเราต้องไม่ให้ประชาชนรับภาระอย่างแน่นอน

เมื่อถามต่อว่าเป็นข้อสั่งการนายกฯ ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “มันมีเอ๊ะ นิดหนึ่ง แต่อยู่ที่มุมมอง และอยู่ที่ใครจะเคลมยังไง การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บอกว่าเรารับภาระให้เลยนะ ค่าไฟสาธารณะเราแบกหมด ตอนนั้นผมอยู่กระทรวงมหาดไทย ไม่ได้คุมพลังงาน ผมก็แค่ถามว่าแล้วแบกแต่มีกำไรแสดงว่าแบกหรือไม่ แล้วแบกยังไง ทำไมถึงต้องไปแบก ตอนนั้นผมก็ได้แต่ถาม เพราะว่าไม่ได้คุมคมนาคมและพลังงาน แต่วันนี้เข้ามาเป็นหัวหน้ารัฐบาลแล้ว คำถามเดิมที่บอก เอ๊ะของผมมันยาว พอถึงเวลาผมก็เลยมาเอ๊ะว่าอย่างนี้มันเป็นยังไง ก็ไปถามรมว.พลังงาน และให้ไปตรวจสอบกับการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค” นายกฯ กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตอนนี้พอรับทราบตรงนี้ ก็ต้องมาดูว่าตรงนี้ ถ้าถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ยอมรับกันมาตั้งแต่ปีมะโว้โน้นแล้ว มันเป็นค่าใช้จ่ายที่เปรียบเสมือนภาระที่การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ต้องรับเอาไว้ อันนี้ก็ว่ากันไป แต่ถ้าบอกว่าตรงนี้ไม่ใช่ เลยมาเพิ่มค่าไฟตรงนี้แล้วคิดกับประชาชน อย่างนี้ตอบได้เลยว่าไม่ได้ ตนต้องแก้ให้แน่นอน

ต่อข้อถามว่าประชาชนจะได้ใช้ไฟถูกลงเมื่อไหร่นายกฯ กล่าวว่า ได้ดำเนินการไปแล้วตั้งแต่เรื่องการลดค่าไฟ 200 ยูนิตแรก ทุกอย่างมาจากการกระทำของเรา ที่คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน และถึงเวลาก็มีคำถามต่อมาเรื่อยๆเราก็ต้องเคลียร์ให้หมดเมื่อถามย้ำว่าสุดท้ายการไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งจะต้องเป็นผู้แบกรับเองใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า มันเป็นกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวาในทางลงบัญชีเขาไม่ได้บอกว่าไปเอาของประชาชนมาคิด และมาจ่าย นี่เป็นค่าใช้จ่ายของเขาที่มีการกำหนดมา

“ผมได้ยินมาคือ 30 ถึง 40 ปีแล้ว เราก็มาดู สมมุติว่าเราบอกว่าต่อไปนี้ไม่ให้การไฟฟ้าฯ จ่ายแล้ว จะให้กรมทางหลวงจ่าย จากนี้เป็นต้นไปกรมทางหลวงจะต้องตั้งงบประมาณขึ้นมา ไม่ใช่บอกว่าเขาไม่มีเงิน มันไม่ใช่ ก็ต้องไปตั้งงบประมาณและต่อไปนี้ต้องมาจ่ายค่าไฟเอง อันนั้นเป็นเรื่องข้างหน้า ขอดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตอนนี้ก่อนว่าเป็นอย่างไร ย้ำว่ารัฐบาลจะไปผลักเรื่องพวกนี้ให้ประชาชนได้อย่างไร” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามอีกว่าตามที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน พูดแสดงว่ายังไม่มีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนจะต้องไปตรวจสอบอีกครั้งใช่หรือไม่นายกฯกล่าวว่า “นายเอกนัฏพูด เพราะว่าได้รับน้องเอ๊ะ จากผม”

เมื่อถามว่าจะมีมาตรการเยียวยาประชาชนหรือไม่ที่ต้องจ่ายค่าไฟในส่วนนี้มานาน นายกฯกล่าวว่า เอาเรื่องปัจจุบันก่อน ที่ทำมารัฐบาลนี้ภารกิจไม่มีอะไรนอกจากทำประเทศให้เจริญ ทำเศรษฐกิจให้เจริญ และดูแลประชาชนให้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าถามว่ามีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนก็คิดทุกวัน ทำได้ก็ทำทุกอย่าง เพราะนี่คือภารกิจรัฐบาล

ด้าน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม กล่าวถึงกรณีมีการเก็บเงินค่าไฟส่องทางสาธารณะรวมอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าของบ้านเรือนประชาชน ถือเป็นการผลักภาระให้ประชาชน ว่าเรื่องนี้ยอมรับ แต่เหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นในปัจจุบัน และขอบคุณนายกฯ ที่จะพยายามทำทุกวิถีทาง หาวิธีลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ตามบ้าน โดยจากการที่เราไปสืบค้นการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ส่วนหนึ่งมาจากทางหลวงชนบทที่เป็นไฟส่องสว่างบนถนน ซึ่งในส่วนนั้น เราเพิ่งรู้ว่ามันแฝงอยู่ในค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) โดยนายกฯ มีข้อสั่งการเรื่องนี้แล้ว ให้กระทรวงพลังงานไปหาวิธีการแก้ปัญหา ส่วนกระทรวงคมนาคมเราเคยบอกไปแล้วว่าโคมไฟที่หมดอายุต้องมีการเปลี่ยนไปใช้หลอดไฟฟ้าแอลอีดี เพื่อประหยัดไฟฟ้า 40-50% อีกส่วนหนึ่งหากยังทำอะไรไม่ได้จริงๆ ก็ต้องหารือกับสำนักงบประมาณ ว่าจะทำอย่างไร เพราะสำหรับกระทรวงคมนาคมต้องเรียนตรงไปตรงมาว่าเราไม่มีปัญญาที่จะไปรับผิดชอบ หรือรับค่าใช้จ่ายในส่วนนั้นที่ตกปีละประมาณหมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าเยอะมากพอสมควร

ทั้งนี้ เรื่องไม่ได้เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ แต่เกิดมาหลาย 10 ปีแล้ว ซึ่งนายกฯ ได้สั่งการให้ลงไปรื้อ ว่าจะทำอย่างไรที่จะลดค่าใช้ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ตามบ้าน

“อะไรที่สร้าง หรือแฝงอยู่ในค่า FT เราต้องหาผู้ที่จะมาเป็นผู้ชำระแทน โดยไม่ต้องไปบวกในค่า FT ของผู้ใช้ตามบ้านเรือน ส่วนการของบประมาณจากหน่วยงานอื่นเป็นแนวทางหนึ่งที่จะไปขอจากสำนักงบประมาณ แต่ก็มีคำถามว่า เงินที่สำนักงบประมาณรวบรวมไปได้ หรือจากกระทรวงการคลังที่เก็บได้ มันเป็นของใคร เป็นเงินจากไหน ผมคิดว่าจะต้องมีคำถามแบบนี้ตามมา ฉะนั้นดีที่สุดเราต้องหาวิธีที่ตัวเองรับผิดชอบตัวเองให้ได้ แต่จะเป็นวิธีการไหนต้องให้กระทรวงพลังงานไปหาวิธีการมา” นายพิพัฒน์ กล่าว

‘เรืองไกร’สบช่องคดีฟอเร็กซ์ ชงยุบปชน. ปมเงินบริจาคของ‘ภาวุธ’

‘เรืองไกร’สบช่องคดีฟอเร็กซ์ ชงยุบปชน. ปมเงินบริจาคของ‘ภาวุธ’

‘เรืองไกร’สบช่องคดีฟอเร็กซ์ ชงยุบปชน. ปมเงินบริจาคของ‘ภาวุธ’

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘เรืองไกร’สบช่องคดีฟอเร็กซ์ ชงยุบปชน. ปมเงินบริจาคของ‘ภาวุธ’ ไหมจี้สส.คนดังแจงให้ชัด

พรรคส้มงานเข้าแล้ว “เรืองไกร”สบช่องบุกร้อง กกต. สอบบัญชีรับเงินบริจาค“ภาวุธ”โยงคดีฟอเร็กซ์หรือไม่ ชี้ถ้าผิดจริงถึงขั้นยุบพรรค ด้าน ‘ศิริกัญญา’ นั่งไม่ติด จี้สส.คนดังรีบเคลียร์ให้ชัดปมเส้นทางเงิน พร้อมตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ขณะที่‘รุทธพล’ออกโรงโต้ดิสเครดิตทางการเมือง อ้างสื่อเปิดชื่อก่อน ทางดีเอสไอเลยต้องตามน้ำ ส่วน’ไอติม’เมินคำเตือนภูมิใจไทย เดินหน้าที่มาส.ส.ร.เลือกตั้ง100% อ้างหารือศาล รธน.แล้วไม่ขัดคำวินิจฉัย

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภาและอดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เดินทางมายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)และนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้ตรวจสอบบัญชีพรรคประชาชนและเงินบริจาคที่เกี่ยวข้องกับ Forexว่ามีการกระทำฝ่าฝืนพรป.พรรคการเมือง มาตรา 90 (3) ประกอบมาตรา 72 หรือไม่ และจะต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป

ร้องกกต.สอบบัญชีปชน.รับเงินฟอเร็กซ์

โดยนายเรืองไกรได้มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับใบเสร็จรับเงินบริจาค การหักค่าธรรมเนียม และความโปร่งใสของแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะเงินที่มาจากบริษัทเพย์โซลูชั่น จำกัด และนายภาวุธพงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเทรด Forexโดยอยู่ระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)กำลังสอบสวนอยู่

ย้ำถ้าผิดจริงต้องส่งศาลรธน.สั่งยุบพรรค

นายเรืองไกรกล่าวว่าวันนี้ตนมายื่นคำร้องพร้อมพยานหลักฐานกรณีพรรคประชาชนรับเงินบริจาคจากบริษัทเพย์โซลูชั่น จำกัดซึ่งอยู่ในขบวนการเทรด Forexที่ผิดกฎหมายในประเทศไทย เป็นเงินจำนวน 90,000 บาท โดยนายภาวุธ ก่อนที่จะมาเป็น สส.พรรคประชาชน และหลังจากนั้นนายภาวุธเข้ามาเป็น ส.ส.พรรค ก็ยังมีการโอนเงิน อีก 3 ครั้ง จากบริษัทบริษัทเพย์โซลูชั่น จำกัด ที่มีเส้นเงินเกี่ยวข้องกับForexเช่นเดียวกัน จึงมีข้อสงสัยว่าเงินบริจาคจากเพย์โซลูชั่นและนายภาวุธ อาจปนเปื้อนกับเงินที่มาจากการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย เป็นเรื่องพรรคประชาชนต้องชี้แจงให้ได้ หากเงินนั้นมาโดยไม่ชอบ ทางกกต.จะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคต่อไป

กกต.ส่งทีมสอบเส้นทางเงินปชน.

ในวันเดียวกัน มีรายงานว่าคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานสำนักงาน กกต.ได้ส่งทีมสืบสวนสอบสวนลงพื้นที่สอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้อ พร้อมทั้งประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลบัญชีและเส้นทางการเงินต่างๆ ในคำร้องเรื่องการแต่งตั้งผู้ช่วยสส.ที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดของพรรคประชาชน รวมถึงคำร้อง กรณีผู้บริหารพรรคประชาชนและบุคคลผู้มิใช่สมาชิกพรรคได้ร่วมดำเนินกิจการที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับบริษัทสเปกเตอร์ ชี จำกัดซึ่งเป็นสื่อมวลชนและมีการกระทำอันเข้าข่ายลักษณะเอื้อประโยชน์และแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน ซึ่งอาจเข้าข่ายการฝ่าฝืนพ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ.2560 และกรณีพรรคประชาชนเปิดรับสมาชิกทางออนไลน์หรือระบบคอมพิวเตอร์ โดยให้ผู้สมัครกรอกหมายเลข Laser ID (รหัสที่อยู่หลังบัตรประชาชน) และอาจมีการใช้ปฏิบัติการไอโอ โดยให้ Spectre C เป็นผู้ขับเคลื่อนให้ซึ่งอาจเป็นการครอบงำกิจกรรมของพรรค อาจเข้าข่ายการฝ่าฝืน พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 หรือไม่

‘ศิริกัญญา’จี้’ภาวุธ’แจงปมฟอเร็กซ์

ที่อาคารอนาคตใหม่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.)ให้สัมภาษณ์ถึงความเคลื่อนไหวของนายภาวุธพงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.ที่หายหน้าไปหลายวัน หลังจากมีชื่อตามเส้นทางเงินของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ในคดี Forexแต่ยังไม่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าคดีนี้มีโอกาสที่จะขยายเป็นคดีอุกฉกรรจ์มากๆตั้งแต่ฟอกเงินไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติ เราก็รู้สึกถึงความหนักหนาสาหัสที่เกิดขึ้น เข้าใจว่านายภาวุธอาจจะอยากที่จะเตรียมเอกสารเพื่อไปคุยกับดีเอสไอก็เลยยังไม่ปรากฎตัวในช่วงนี้

อยากเรียกร้องให้นายภาวุธได้ออกมาพูดคุยชี้แจงต่อสาธารณะ และชี้แจงข้อเท็จจริงบ้าง เท่าที่ทำได้ ไม่กระทบต่อรูปคดีซึ่งเห็นว่ามีรายละเอียดออกมาอีกเรื่อยๆ

ยันปชน.ไม่นิ่งเฉยตั้งสอบข้อเท็จจริง

น.ส.ศิริกัญญาย้ำทางพรรคประชาชนไม่ได้นิ่งนอนใจ จะมีการตั้งคณะกรรมการเสาะหาข้อเท็จจริงเช่นเดียวกันเมื่อถามว่าถือว่าน่ากังวลหรือไม่เพราะดีเอสไอเตรียมยกระดับเป็นคดีแชร์ลูกโซ่ และดึงมาเป็นคดีพิเศษ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า พรรคประชาชนคงไม่ได้เตรียมอะไร แต่ทางคนที่เป็นผู้ต้องสงสัยเพียงคนเดียวที่มีการเปิดเผยชื่ออย่างนายภาวุธ ก็คงจะมีข้อกังวลว่าเหตุการณ์จะยกระดับไปถึงขั้นนั้นได้ ก็คงต้องมีการเตรียมตัว ซึ่งเราก็มีการให้นายภาวุธได้มีการเตรียมตัวอย่างเต็มที่

รับประเด็นปัญหา‘ภาวุธ’ก็ร้ายแรง

เมื่อถามว่าเมื่อวันที่22มิ.ย.มีการปล่อยคลิปวิดีโอที่นายภาวุธในลักษณะเชิญชวนประชาชนให้มาร่วมเทรด Forexมองเป็นเกมการเมืองใส่ร้ายหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า คิดว่าคงเป็นส่วนหนึ่ง และเราก็คงจะเห็นข้อมูลที่มีการขุดขึ้นมาเรื่อยๆ ต่อจากนี้ไป จริงๆก็อยากให้พิจารณาอย่างสัดส่วน อย่าให้เข้าเกณฑ์ของการเบี่ยงเบนประเด็น ประเด็นปัญหาของนายภาวุธก็ร้ายแรง แต่เป็นความผิดระหว่างเอกชนกับเอกชนที่ต้องหาความจริงแต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่เป็นเงินของแผ่นดิน

อย่าเบี่ยงสนใจสอบการใช้งบฯปี70

“ที่ต้องจับตามองในโครงการต่างๆที่อาจส่อทุจริตและไม่คุ้มค่า หรือการใช้งบประมาณปี 2570 อย่าให้เรื่องที่ไม่เป็นเรื่องมาเบี่ยงเบนประเด็นออกจากเรื่องที่ควรจะสนใจ”น.ส.ศิริกัญญาย้ำ

เมื่อถามว่ามีคนมองว่าเป็นการปิดปากหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เราก็มีการตั้งข้อสงสัยในเรื่องนี้ถึงช่วงเวลาที่เกิดขึ้นและความพร้อมของการแถลง ซึ่งมาในช่วงจังหวะพอดีกับช่วงจังหวะที่มีการประชุมพิจารณาเรื่อง TH-AI Passport ซึ่งข้อมูลหรือข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรก็ต้องรอกระบวนการยุติธรรมสืบเสาะข้อเท็จจริงกันต่อไป แต่มองที่ช่วงจังหวะเวลามากกว่า ที่พอจะเปิด ก็เปิดแต่ชื่อผู้ต้องสงสัย แต่ไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้ต้องหา

บี้ขอให้ดีเอสไอเปิดเผยข้อเท็จจริง

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า ระยะเวลาการให้ข่าวก็ให้ข่าวก่อนการประชุมคณะกรรมาธิการ 2 คณะ ที่ติดตามโครงการ TH-AI Passport ในวันพฤหัสบดี และแถลงข่าวในวันศุกร์ โดยที่ยังบอกไม่ได้ว่าจะตั้งข้อกล่าวหาอะไร ก็เป็นเรื่องที่เราตั้งข้อสงสัยไว้เหมือนกันว่าจะเป็นเกมการเมืองหรือไม่ แต่เราไม่ได้คิดว่าไม่ควรมีการตรวจสอบเรื่องนี้ แต่ดีเอสไอควรเดินหน้าเรื่องนี้ให้มีความกระจ่างชัด ไหนๆ สืบมาได้ถึง 6 เดือนแล้ว ก็ควรมีการเปิดเผยข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหา ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับรู้รับทราบ ตอนนี้หลายคนก็มีข้อกังวลใจในกลุ่มคนที่ถูกดีเอสไอเพ่งโทษ

‘รุทธพล’ปัดดิสเครดิตการเมือง

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการเปิดชื่อ นายภาวุธพงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เกี่ยวข้องกับคดี Forexทั้งที่ยังไม่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา จนพรรคประชาชนมองว่าเป็นการดิสเครดิตทางการเมือง ว่า ไม่ใช่ แต่เป็นการดำเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตามห้วงเวลาอยู่แล้ว

นายกฯไม่ตอบอยู่ครบ4ปีย้ำทำให้ดีที่สุด

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงการประเมินผลงานรัฐมนตรีสัดส่วนพรรคภูมิใจไทยได้แจ้งในที่ประชุมครม.หรือไม่ว่า ไม่ได้บอก มันเป็นสิทธิของตน ถ้าจะทำก็ทำเลย ไม่ได้หมายถึงอะไรทั้งนั้น ความแตกต่างของการเป็นนายกฯก็ตรงนี้แหละ

เมื่อถามว่ามีการตั้งคำถามเมื่อวัดKPIรัฐมนตรีแล้วตัวนายกฯ เองจะวัดอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ตนถึงบอกว่ามันต่างกัน คนที่วัดผลงานตนคือประชาชน ทุกการเลือกตั้ง ไม่ใช่ไม่ถูกวัดซึ่งก็ขึ้นอยู่ที่การเลือกตั้ง ไม่ใช่จะบอกว่า 4 ปี แต่เมื่อไหร่ที่มีการเลือกตั้ง ประชาชนก็มีการวัดKPIตน ไม่ใช่แค่ประชาชนวัดKPI แต่ประชาชนจัดการเลยเมื่อถามว่า นายกฯมั่นใจอยู่ครบ4ปีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า”ก็ทำดีที่สุด”

นายกฯเผยครม.ร่างพ.ร.บ.งบฯ70

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570ว่า มีความพร้อม วันนี้ ครม.ก็ผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณ และมีข้อตกลงที่จะให้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 72คน ทุกอย่างก็ผ่านไปหมดแล้ว เมื่อถามว่าต้องมีการซักซ้อมเตรียมการบ้านข้อใดเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะบางโครงการฝ่ายค้านจับจ้องเป็นพิเศษ นายอนุทิน กล่าวว่า”มีแต่ข้อจริง ข้อเท็จไม่มี”

นายกฯกำชับรมต.แจงทุกคำถาม

ขณะที่ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยกล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570ที่ครม.เห็นชอบแล้ว โดยขอให้คณะรัฐมนตรีทุกคนใช้โอกาสนี้ในการให้ข้อมูลกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มที่ในทุกข้อซักถามรวมถึงอธิบายให้ประชาชนได้รับทราบการเดินหน้าแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และนโยบายที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน

‘พริษฐ์’ย้ำงบ70 ดูคุ้มค่าเล็งเจาะงบสูง

ที่รัฐสภา นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเตรียมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ที่จะพิจารณาตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม ว่า ในการแบ่งเวลาอภิปรายพ.ร.บ.งบประมาณปี 70 นั้น จะมีการพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อแบ่งเวลาระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้านให้เป็นไปตามสัดส่วนของสส.เหมือนทุกครั้ง

เมื่อถามว่า การอภิปรายครั้งนี้จะเข้มข้นเหมือนเดิมหรือไม่และพรรคร่วมฝ่ายค้านจะจับโครงการอะไรเป็นพิเศษหรือไม่เพราะมีการพูดถึงโครงการ TH-AI Passport เฟสสอง นายพริษฐ์ กล่าวว่า การอภิปรายงบรอบนี้ จะคำนึงถึงความคุ้มค่าของงบประมาณ ซึ่งถูกจัดทำจากภาษีของประชาชนว่าถูกใช้เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนหรือไม่ดังนั้นจะมีการอภิปรายทั้งภาพรวมการจัดสรรงบประมาณแต่ละกระทรวงรวมถึงอาจเจาะจงในบางโครงการที่มีการใช้งบประมาณสูงเป็นพิเศษหรือโครงการที่มีพิรุธด้านความโปร่งใส จากข้อสังเกตที่ตนได้ตั้งถึงโครงการ TH-AI Passport ในเฟส 1 ซึ่งไม่ได้ใช้เงินในงบประมาณ แต่ใช้เงินกองทุน ก็ได้รับคำยืนยันจากทางปลัด ในการประชุมกรรมาธิการติดตามงบประมาณว่าจะมีเฟส2ที่ถูกบรรจุอยู่ในร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 70 ดังนั้นโครงการนี้จึงเป็นหนึ่งในหลายโครงการที่จะเจาะจงในการอภิปราย

เหน็บรัฐบาล‘หนู’พูด100ทำ 10

นายพริษฐ์ยังกล่าวถึงการเตรียมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่ายปี 2569 และร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ว่า ยังไม่เห็นรายละเอียดเพราะคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะสรุปวันนี้ เห็นเพียงตัวเลขการโอนงบประมาณปี 2569 วงเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท ทั้งที่แรกเริ่มรัฐบาลตั้งเป้าที่จะโอนงบ 8 หมื่นล้านบาทและลดลงมาเรื่อยๆ ซึ่งข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลพูด 100 ทำ 10 ไม่เกินจริง

“ผมคิดว่ามันตอกย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่พูด100ทำ 10หากจำได้รัฐบาลได้ประกาศคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตอนต้นเดือนเมษายน รัฐบาลบอกว่าจะพยายามจะประหยัดงบในส่วนที่ไม่จำเป็น เพื่อโอนไปช่วยเหลือประชาชนในการรับมือกับวิกฤตพลังงานที่กระทบต่อปากท้องและค่าครองชีพของประชาชน”นายพริษฐ์กล่าว

‘พริษฐ์’ยันเดินหน้าส.ส.ร.เลือกตั้ง 100%

นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ประเด็นสำคัญเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญตอนนี้คือข้อค้นพบใหม่ที่ได้หารือกับประธานและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่าตกลงแล้วคำวินิจฉัย 18/2568 ไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิ์ในการเสนอให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) จากการเลือกตั้งของประชาชน พรรคประชาชนเองวันนี้ก็จะคุยกันในที่ประชุม สส. และยืนยันว่าเราจะผลักดันร่างที่เสนอให้มี ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% ก็ต้องรอดูท่าทีของพรรคการเมืองอื่นว่าจะมีการทบทวนร่างของตัวเองให้สอดคล้องกับแนวทางนี้หรือไม่

ชี้ผลหารือศาลรธน.ชัด-ไม่ขัดคำวินิจฉัย

เมื่อถามว่ามองความเห็นต่างเรื่องที่มา ส.ส.ร. อาจสร้างความสับสนให้ สว. จนทำให้สุดท้ายจะไม่ผ่านวาระแรกเลยสักร่างหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่มีอะไรที่ไปเพิ่มความสับสน ในมุมกลับกัน ดั้งเดิมคำวินิจฉัยที่ 18/2568 มีความคลุมเครือ พอมีประโยคแถมขึ้นมาว่าสภาไม่สามารถให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรงได้ ตนเห็นว่าเป็นข้อความที่ไม่มีหลักการประชาธิปไตยอ้างอิง ดังนั้น สมาชิกรัฐสภาหลายส่วนอาจมีความสับสนว่าจะตีความประโยคนี้อย่างไร เมื่อได้รับคำอธิบายเพิ่มเติม แม้ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม ก็เห็นว่าเป็นการเพิ่มความชัดเจนว่าการเดินหน้าแบบไหนจะขัดหรือไม่ขัด

“ผมเห็นว่าข้อเสนอที่ให้ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง ตอนนี้ก็ได้รับความชัดเจนแล้วว่าไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หวังว่าจะไม่มีการหยิบยกคำวินิจฉัยดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างในการปัดตกข้อเสนอดังกล่าว ในการรับหลักการร่างนี้ในวาระที่ 1” นายพริษฐ์ กล่าว

ดักคอภท.อย่ารีบปฎิเสธข้อมูลใหม่

เมื่อถามถึง กรณีที่พรรคภูมิใจไทยยังยืนยันที่จะใช้ร่างเดิมนั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า รอดูท่าทีอย่างเป็นทางการจากพรรคภูมิใจไทย แต่ลองจินตนาการดูว่าพรรคภูมิใจไทยเคยสนับสนุนให้มี ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าเป็นคนที่สนับสนุนจริงๆ พอมีข้อมูลใหม่มาปฏิกิริยาที่ควรจะเป็นควรเป็นอย่างไร ถ้าอยากสนับสนุนจริงๆ ก็คงอยากจะมาหารือร่วมกับทุกฝ่ายว่าจะนำข้อมูลใหม่มาประกอบการพิจารณาและเดินหน้าให้ ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้งอย่างไร มากกว่าการรีบมาปฏิเสธข้อมูลใหม่ดังกล่าว

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนจะใช้ร่างที่ ส.ส.ร. มาจัดการเลือกตั้ง 100% ร่างเดียวเลยหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า คงต้องหารือกัน เพราะมี 1 ใน 2 ร่างที่เราเสนอให้ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร. 150 คน เมื่อได้แล้วก็จะถูกส่งต่อให้รัฐสภารับรองวันนี้ก็คงจะมีการประชุมกันว่าควรต้องปรับปรุงร่างดังกล่าวหรือไม่ แต่ยึดเป้าหมายหลักว่ายังไงก็ต้องผลักดันร่างที่ให้ ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้ง 100%

จ่อถกวิป3 ฝ่ายหากรอบเวลา

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าหากรอร่างจากภาคประชาชน อาจจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จไม่ทันปี 2572 นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องกรอบเวลาคงต้องหารือกัน แต่เราเอาหลักการเป็นตัวตั้งก่อน เพราะตอนนี้พรรคประชาชนและวิปรัฐบาลก็เห็นตรงกันว่า อยากให้ร่างของภาคประชาชนและพรรคการเมืองถูกเสนอเข้าพร้อมกันในวาระที่ 1 หากเป็นช่วงก่อนปิดสมัยการประชุมก็จะเป็นต้นเดือนกรกฎาคม หากจะรอเปิดสมัยประชุมหน้าก็จะเป็นเดือนสิงหาคม มีความแตกต่างกันประมาณ 6 สัปดาห์ ในภาพรวมอย่างไรเราก็ต้องเดินหน้าในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งต้องมีการหารือกัน

‘อภิสิทธิ์’ยันร่างแก้รธน.ปชป.ไร้ปัญหา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ประเด็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ถูกพรรคภูมิใจไทยนำมาใช้ว่าไม่สามารถสนับสนุนร่างของพรรคอื่นได้ แต่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน และกองทุน สภาฯซึ่งตนเป็นกมธ.อยู่ด้วยได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประธานศาลรัฐธรรมนูญและมีตุลาการฯอีก2ท่าน ซึ่งได้มีการอธิบาย ปัญหาคือในวันที่ศาลเขียนเรื่องนี้และประชุมกันบอกว่าประชาชนไม่ควรเลือกผู้ร่างซึ่งหมายถึงคนที่เขียนโดยตรง นั่นคือความเห็นที่ปรากฏอยู่

“แต่ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีปัญหา เพราะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของเราเป็นการหยั่งเสียงผ่านจังหวัดต่างๆ จากประชาชนและนำมาให้รัฐสภาคัดเลือก และยังมีผู้เชี่ยวชาญอีก 20 คนที่มาจาก การคัดสรร ของตุลาการ และฝ่ายวิชาการฉะนั้นในร่างของพรรค ผมมองว่าไม่ได้มีปัญหาตั้งแต่ต้น และในสัปดาห์นี้คิดว่าน่าจะได้ลายเซ็นสนับสนุนร่างฯครบเพื่อจะได้นำเสนอต่อไป”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นารากร ฉะ ดีอี ลอยแพ IT Man 878 คน ‘รมช.แนน’สวนทันควัน จับโยงมั่ว ซัดหยุดเล่นการเมือง

นารากร ฉะ ดีอี ลอยแพ IT Man 878 คน 'รมช.แนน'สวนทันควัน จับโยงมั่ว ซัดหยุดเล่นการเมือง

นารากร ฉะ ดีอี ลอยแพ IT Man 878 คน ‘รมช.แนน’สวนทันควัน จับโยงมั่ว ซัดหยุดเล่นการเมือง

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.27 น.

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 นางสาวนารากร ติยายน อดีตผู้ประกาศข่าวและพิธีกรชื่อดัง ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า  เมื่อ 2 ปีก่อนกระทรวง DE มีการจ้างงานตำแหน่ง “ดิจิทัลอำเภอ” เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนบริการภาครัฐสู่ระดับท้องถิ่น ภายใต้โครงการ 1 อำเภอ 1 ไอทีแมน  โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำการครบ 878 อำเภอทั่วประเทศ ให้บริการประชาชนผ่านศูนย์ดิจิทัลชุมชนกว่า 2,222 แห่ง

ภารกิจหลักคือให้บริการอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ จัดฝึกอบรมทักษะด้านดิจิทัลแก่ประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งให้คำปรึกษาและช่วยลงทะเบียนระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตน ThaiID  และเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการถ่ายทอดนโยบายและแก้ไขปัญหาเทคโนโลยีในระดับท้องถิ่น

ดิจิทัลอำเภอเหล่านี้เป็นลูกจ้างชั่วคราวของกระทรวง DE รับเงินเดือน เดือนละ 14,500 บาท มากว่า 2 ปีแล้ว  เมื่อปีก่อนผู้บริหารระดับรองปลัดกระทรวงได้เคยให้ความหวังกับเจ้าหน้าที่เหล่านี้ว่า  ปีนี้(2569) พวกเขาจะได้รับการบรรจุเป็นลูกจ้างประจำ  เพื่อทำงานต่อเนื่องในการพัฒนาศักยภาพด้านไอทีแก่ประชาชนในท้องถิ่น

แต่พอโครงการ TH AI Passport เกิดขึ้นก็ทำให้พวกเขาทั้ง 878 คนถูกเลิกจ้างทันที โดยอ้างเหตุผลว่าจะนำงบประมาณไปใช้ในโครงการใหม่นี้

ชณะเดียวกัน น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.)ก็ได้ออกมาตอบโต้ถึงเรื่องนี้ว่า เรียน คุณนารากร จากเนื้อหาที่โพสต์นั้น ขอความกรุณาเถอะค่ะ ช่วยเล่นข้อเท็จจริง หยุดเล่นการเมืองสักนิดนะคะ

ข้อเท็จจริงตำแหน่ง IT Man ที่ได้อ้างถึงนั้น เป็นลูกจ้างโครงการ รับเงินจากบริษัท โดยบริษัทที่ชนะ e-bidding และมีสัญญาเพียงปีเดียว ซึ่งทุกคนที่เซ็นสัญญารับตำแหน่ง ต้องรับทราบเงื่อนไขนี้เป็นอย่างดี แล้วทำไมท่านถึงจับโยง ชี้นำสังคมแบบนี้

นายกฯติดใจ เดินโอท็อปวันที่ 4 แจมเวทีมินิคอนเสิร์ต ร้องเต้นสุดมัน (คลิป)

นายกฯติดใจ เดินโอท็อปวันที่ 4 แจมเวทีมินิคอนเสิร์ต ร้องเต้นสุดมัน (คลิป)

นายกฯติดใจ เดินโอท็อปวันที่ 4 แจมเวทีมินิคอนเสิร์ต ร้องเต้นสุดมัน (คลิป)

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.31 น.

นายกฯติดใจ  เดินโอท็อปวันที่ 4 แจมเวทีมินิคอนเสิร์ต ร้องเต้นสุดมัน

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 23 มิ.ย. 69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เยี่ยมชมงาน OTOP Midyear 2026 ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็คเมืองทองธานี เป็นวันที่ 4 โดยนายกฯได้เดินเยี่ยมชมร้านค้าต่างๆท่ามกลางประชาชนที่เข้ามาขอถ่ายรูปตลอดทาง ก่อนที่นายกฯจะมาเวทีกลางชมการแสดงมินิคอนเสิร์ตของวงเดอะพาเลซ ที่รวมศิลปินยุค 90 อาทิ จี๊ด – สุนทร สุจริตฉันท์ , ปุ๊ – อัญชลี จงคดีกิจ , จิ๊บ – วสุ แสงสิงแก้ว เป็นต้น โดยนายกฯได้เต้นกับประชาชนที่มาร่วมงานอย่างสนุกสนาน และยังได้ขึ้นเวทีร่วมร้องเพลงเพียงกระซิบ ของดิอินโนเซ้นท์ ด้วย

ก่อนเวลา 19.16 น. นายกฯเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อหารือทางโทรศัพท์กับนายมาร์ก คาร์นีย์ (The Right Honourable Mark Carney) นายกรัฐมนตรีแคนาดา ณ ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า

สถ.เคลื่อนไหวแล้ว! ชี้แจงปมโกงข้อสอบท้องถิ่น ยันกระดาษคำตอบ เก็บอยู่ในห้องมั่นคง มีวงจรปิด 24 ชม.

สถ.เคลื่อนไหวแล้ว! ชี้แจงปมโกงข้อสอบท้องถิ่น ยันกระดาษคำตอบ เก็บอยู่ในห้องมั่นคง มีวงจรปิด 24 ชม.

สถ.เคลื่อนไหวแล้ว! ชี้แจงปมโกงข้อสอบท้องถิ่น ยันกระดาษคำตอบ เก็บอยู่ในห้องมั่นคง มีวงจรปิด 24 ชม.

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.03 น.

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย ชี้แจงถึง กรณีข่าวการทุจริตการสอบแข่งขัน 

โดยระบุว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) และกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ได้ร่วมกันแถลงข่าวกรณีเข้าตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่ง ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับ “แก้ไขกระดาษคำตอบ” เพื่อปรับคะแนนให้ตรงกับรายชื่อของผู้ที่ยอมจ่ายเงิน โดยมีผู้ต้องสงสัยคนสำคัญคือ นาย พ. ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณเทศบาลแห่งหนึ่ง จ.เพชรบูรณ์ เป็นผู้จัดเก็บและซุกซ่อนกระดาษคำษคำตอบไว้ที่สถานที่แห่งนี้ โดยเจ้าหน้าที่พบหลักฐานสำคัญที่ใช้ในการกระทำความผิดจำนวนมาก นั้น

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ขอเรียนว่า คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) มีมติให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างการดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยได้จ้างมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดำเนินการจัดสอบตั้งแต่ต้นจนสิ้นสุดกระบวนการ ตั้งแต่การออกข้อสอบ คัดเลือกข้อสอบ จัดพิมพ์และเตรียมข้อสอบ ขนส่งข้อสอบ จัดหาสถานที่สอบ จัดสอบภาค ก ภาค ข และภาค ค สถานที่เก็บแบบทดสอบ จัดหายานพาหนะ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ใช้ในการสอบ การประมวลผลคะแนนเพื่อประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ และการเก็บรักษาข้อสอบและกระดาษคำตอบ

ซึ่งในทุกขั้นตอนได้มีภาคีเครือข่ายการป้องกัน ต่อต้าน และปราบปรามการทุจริตการสอบแข่งขันฯ ประกอบด้วย

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

สำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ป.ช.)

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.)

กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.)

คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
 
โดยภาคีเครือข่าย ทั้ง 7 องค์กร เข้าไปสังเกตการณ์การจัดสอบของมหาวิทยาลัยตั้งแต่เริ่มจนแล้วเสร็จ 

 ปัจจุบันกระดาษคำตอบเก็บอยู่ในห้องมั่นคงที่ทางมหาวิทยาลัย ผู้รับจ้างจัดหาตาม TOR โดยมีการล็อคกุญแจจำนวน 2 ชุด เป็นของมหาวิทยาลัยผู้รับจ้าง และ สถ. อย่างละชุด มีกล้องวงจรปิด 24 ชั่วโมง ดังนั้น ตามกระแสข่าวที่เกิดขึ้น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบขอบของหน่วยงานต่างๆ และหากพบว่าผู้ใดหรือบุคคลใดมีส่วนทำให้เกิดการทจริตไม่ว่าด้วยเหตุใด ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง และจะดำเนินการให้เป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมายต่อไป

นรเศรษฐ์ นำทีม สว. เยี่ยมม็อบค้าน SEC-แลนด์บริดจ์ เตือนรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบ ก่อนสูญเสียต้นทุนเดิม

นรเศรษฐ์ นำทีม สว. เยี่ยมม็อบค้าน SEC-แลนด์บริดจ์ เตือนรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบ ก่อนสูญเสียต้นทุนเดิม

นรเศรษฐ์ นำทีม สว. เยี่ยมม็อบค้าน SEC-แลนด์บริดจ์ เตือนรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบ ก่อนสูญเสียต้นทุนเดิม

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.39 น.

“นรเศรษฐ์” นำทีม สว. เยี่ยมม็อบค้าน SEC-แลนด์บริดจ์ เตือนรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบก่อนสูญเสียต้นทุนเดิม-ย้ำไม่ได้ขวางความเจริญ แต่ต้องเริ่มจากการมีส่วนร่วม

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานจากถนนพระราม 5 ริมคลองผดุงกรุงเกษมข้างทำเนียบรัฐบาล  สมาชิกวุฒิสภา (สว.) นำโดย นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา และคณะสมาชิกวุฒิสภา ประกอบด้วย นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์, นาย ประภาส ปิ่นตบแต่ง และ นางกัลยา ใหญ่ประสาน และคณะ เดินทางเข้าพบและร่วมพูดคุยกับกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนและผู้ชุมนุมที่เดินทางมาปักหลักชุมนุมเรียกร้องไปยังรัฐบาล ทบทวนการผลักดันร่างกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ ในนาม กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) และ กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Watch) ร่วมกับกลุ่ม Beach for Life และภาคประชาชนจากพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรับฟังข้อร้องเรียนและสะท้อนเสียงของคนในพื้นที่ 

นายนรเศรษฐ์ ระบุว่า ทางคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ได้มีการอภิปรายและศึกษาประเด็นเรื่อง SEC และแลนด์บริดจ์อย่างละเอียดถี่ถ้วนมาโดยตลอด พื้นที่ภาคใต้มีต้นทุนที่สมบูรณ์อยู่แล้ว ทั้งทรัพยากรทางทะเล ธรรมชาติ สัตว์น้ำ และพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ การพัฒนาที่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียสิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลจำเป็นต้องคิดทบทวนให้ดี มีตัวอย่างผลกระทบจากโครงการ EEC เช่น กรณีพี่น้องจากจังหวัดปราจีนบุรีที่มาร่วมร้องเรียน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการถอดบทเรียนความผิดพลาดอย่างชัดเจน แต่รัฐบาลกลับกำลังจะเดินหน้าสร้าง SEC ต่อทันที

นายนรเศรษฐ์ ยืนยันว่าไม่ได้ต่อต้านการพัฒนาเศรษฐกิจหรือเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ แต่การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากการให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม และต้องมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบที่รอบคอบ

“เราไม่ได้ต่อต้านการพัฒนา แต่การพัฒนาควรจะต้องเริ่มจากการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ และต่อยอดจากต้นทุนเดิมที่เรามีอยู่” นายนรเศรษฐ กล่าว

นายนรเศรษฐ ระบุว่า ทางคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ จะนำข้อเรียกร้องและเอกสารทั้งหมดที่ได้รับจากกลุ่มผู้ชุมนุมในวันนี้ เข้าสู่กลไกของกรรมาธิการและกลไกของสภา เพื่อพิจารณาและติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด พร้อมแสดงความเห็นใจต่อพี่น้องประชาชนที่ต้องเดินทางมาไกลเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในครั้งนี้

พิมพ์ภัทรา ซัด อดีต สส.เมืองคอน จ้อการเมืองไม่หยุด ย้อนถามคืนเงินเลือกตั้ง 60 ล้านหรือยัง

พิมพ์ภัทรา ซัด  อดีต สส.เมืองคอน จ้อการเมืองไม่หยุด ย้อนถามคืนเงินเลือกตั้ง 60 ล้านหรือยัง

พิมพ์ภัทรา ซัด อดีต สส.เมืองคอน จ้อการเมืองไม่หยุด ย้อนถามคืนเงินเลือกตั้ง 60 ล้านหรือยัง

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.36 น.

‘พิมพ์ภัทรา’ ออกโรงซัด ‘นักวิจารณ์การเมืองคนดังเมืองคอน’ จ้อไม่หยุด เหน็บ ‘ล้างเท้าก่อนขึ้นเทศน์’ ย้อนดูอดีตก่อนกล่าวร้ายผู้อื่น

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อขาวรายงานว่า ภายหลังจากมีการวิพากษ์วิจารย์อย่างต่อเนื่องจากอดีต สส.นครศรีธรรมราช รายหนึ่งซึ่งปัจจุบันอยู่ในสถานะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจากการต้องโทษในคดีทุจริตเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมกันกับน้องชาย หลังจากพ้นโทษจากเรือนจำได้หันมาเป็นนักวิพากษ์การเมืองในหลายช่องทาง กลายเป็นประเด็นหลายครั้งที่สำคัญแต่ละครั้งเป็นการกล่าวหาสนุกปาก อย่างที่ไม่เคยหาข้อเท็จจริงดำเนินการใดๆได้  

ล่าสุดน.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า มีการสอบถามจากเพื่อนนักการเมืองรุ่นใหม่เข้ามาหลายคน ถึงการหันมาวิพากษ์การเมืองโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่กลายเป็นเป้าอย่างสนุกปากของอดีตนักการเมืองรายนี้ เขามีปมอะไรหรือไม่ ซึ่งในฐานะที่เป็น สส.นครศรีธรรมราช ยังให้เกียรติท่านเสมอ แต่บางเรื่องนั้นเป็นสิ่งที่เกินเลยไปต้องรับผิดชอบส่วนตัวไป

“ต้องยกประโยคหนึ่งซึ่งถูกพูดถึงอย่างมากเมื่อ 2-3 วันก่อนของนายกรัฐมนตรี คือ “ก่อนขึ้นเทศน์ต้องล้างเท้าตัวเองให้สะอาดก่อน” การกล่าวหาให้ร้ายไปทั่วเป็นเรื่องที่ไม่สอดรับกับความอาวุโสคร่ำหวอด ยังเป็นแบบเก่าๆคือเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น การถูกจำคุกในคดีทุจริตเลือกตั้งนากยกอบจ. การชำระค่าเลือกตั้งคืนกว่า 60 ล้านไม่ทราบว่าคืนให้ กกต.หรือยัง คนไทยลืมง่าย ก่อนที่จะเทศน์คนอื่นคิดว่าตัวเองต้องสะอาดมาก่อน นี่คือสิ่งที่ควรคิดเป็นลำดับแรก” น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าว

น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าวด้วยว่า ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว การเดินหน้าทำงานการเมือง ควรจะพัฒนาไปมากกว่านี้ จ้องกล่าวร้ายกัน หรือใช้วาทกรรมการเมืองมาเล่นงานผู้ที่อยู่ในขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามควรยุติไปได้แล้ว เป็นวิธีการที่ล้าหลัง ยุคสมัยกำลังกลืนกินให้ผู้ที่ใช้วิธีการแบบนี้ค่อยๆหายไป บางคนที่มาพูดคุยสอบถามใช้คำว่ารำคาญและน่าเบื่อ แต่ส่วนตัวคงไม่ใช้คำแรงถึงขนาดนั้น