ประชุมใหญ่ “พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม” คาดเลือกผู้นำชุดใหม่ “โต เลิม” ตัวเต็งนั่งเลขาธิการต่อ

ประชุมใหญ่ "พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม" คาดเลือกผู้นำชุดใหม่ “โต เลิม” ตัวเต็งนั่งเลขาธิการต่อ

19 ม.ค. 2569 10:59 น.

ประชุมใหญ่ “พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม” คาดเลือกผู้นำชุดใหม่ “โต เลิม” ตัวเต็งนั่งเลขาธิการต่อ

พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามจัดประชุมใหญ่ เลือกผู้นำชุดใหม่ “โต เลิม” ตัวเต็งนั่งเลขาธิการต่อ ท่ามกลางแรงกดดันทุจริต-ภาษีทรัมป์ และเป้าหมายโตแรง 10% ในปี 2026

วันที่ 19 มกราคม 2569 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า การประชุมใหญ่ครั้งที่ 14 ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ระหว่างวันที่ 19-23 มกราคม ถือเป็นเวทีอำนาจสูงสุดของรัฐพรรคเดียว โดยจะตัดสินตำแหน่งสำคัญที่สุดของประเทศ คือ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีอำนาจนำทั้งพรรคและรัฐ

แหล่งข่าวและนักวิเคราะห์มองตรงกันว่า นายโต เลิม วัย 68 ปี เลขาธิการพรรคคนปัจจุบัน ยังคงเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งที่จะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งต่อ ผ่านกระบวนการตัดสินใจลับภายในพรรค โดยนายโต เลิม เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการพรรคเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2567 แทน เหงียน ฟู้ จ่อง อดีตผู้นำสูงสุดที่ถึงแก่อสัญกรรมในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน  

นักวิเคราะห์มองว่า เวียดนามยังเผชิญโจทย์ใหญ่ ทั้งปัญหาคอร์รัปชัน และแรงกดดันจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2569 สูงถึง 10% จากอัตราเฉลี่ยกว่า 6% ที่รักษามายาวนานหลายทศวรรษ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่ง 

ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนพรรคกว่า 1,600 คน ร่วมรับรองเอกสารนโยบาย 5 ปี และเลือก คณะกรรมการกลาง ประมาณ 200 คน ก่อนคัดเลือกสมาชิก โปลิตบูโร 17–19 คน รวมถึงเลขาธิการพรรค ผ่านกระบวนการที่ไม่มีการแข่งขันทางการเมือง ขณะที่ผู้นำสูงสุดชุดใหม่จะถูกเปิดเผยในวันสุดท้ายของการประชุม โดยเลขาธิการพรรคจะกล่าวสุนทรพจน์ปิดการประชุม.

ที่มา BBC

เด็กออสเตรเลียถูกฉลามกัดกลางอ่าวซิดนีย์ปางตาย หลังฝนตกหนักทำฉลามหลุดเข้าพื้นที่เมือง

 เด็กออสเตรเลียถูกฉลามกัดกลางอ่าวซิดนีย์ปางตาย หลังฝนตกหนักทำฉลามหลุดเข้าพื้นที่เมือง

19 ม.ค. 2569 10:29 น.

เด็กออสเตรเลียถูกฉลามกัดกลางอ่าวซิดนีย์ปางตาย หลังฝนตกหนักทำฉลามหลุดเข้าพื้นที่เมือง

เด็กชายชาวออสเตรเลีย อาการวิกฤต หลังถูกฉลามกัดอย่างรุนแรงกลางอ่าวซิดนีย์ ท่ามกลางสภาพอากาศฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ฉลามหลุดเข้ามาในเขตเมือง

เหตุไม่คาดคิดนี้เกิดที่ชายหาดย่าน วอคลูส ห่างจากย่านศูนย์กลางธุรกิจซิดนีย์ราว 9 กิโลเมตร ภายในอ่าวซิดนีย์ โดยเด็กชายกำลังกระโดดลงน้ำจากโขดหินสูงประมาณ 6 เมตรพร้อมเพื่อน ๆ ในช่วงบ่ายแก่ ๆ ก่อนจะถูกฉลามเข้าจู่โจมอย่างไม่คาดคิด

ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์เปิดเผยว่า ฝนตกหนักในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้น้ำจืดไหลลงสู่อ่าวจำนวนมาก ส่งผลให้น้ำมีลักษณะขุ่นและกลายเป็นสภาพน้ำกร่อย ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ฉลามบูลชาร์ก หรือฉลามหัวบาตรชื่นชอบ 

ผู้บังคับการตำรวจ โจเซฟ แม็กนัลตี ระบุว่า การผสมกันของน้ำจืด น้ำกร่อย และการกระโดดลงน้ำที่ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน อาจสร้างสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบ สำหรับการเกิดเหตุฉลามโจมตี

หลังถูกกัด เด็กชายถูกเพื่อน ๆ ช่วยดึงขึ้นจากน้ำ ก่อนเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินจะเข้าถึงพื้นที่ โดยตำรวจได้นำตัวเด็กชายที่หมดสติขึ้นเรือตรวจการณ์ และปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยการ ใช้สายรัดห้ามเลือดที่ขาทั้งสองข้าง เพื่อหยุดการเสียเลือดอย่างรุนแรง

เจ้าหน้าที่พยายามช่วยกู้ชีพเด็กชายระหว่างเร่งนำเรือข้ามอ่าวไปยังท่าเรือ ซึ่งรถพยาบาลรอรับตัวอยู่ ก่อนนำส่งโรงพยาบาลเด็กซิดนีย์

ขณะนี้ เด็กชายยังคงรักษาตัวอยู่ใน หอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) โดยมีครอบครัวและเพื่อนอยู่เคียงข้างตลอดเวลา

ทั้งนี้ ข้อมูลระบุว่า นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1791 เป็นต้นมา มีเหตุการณ์ ฉลามโจมตีมนุษย์ในออสเตรเลียมากกว่า 1,280 ครั้ง โดยกว่า 250 ครั้งเป็นเหตุเสียชีวิต ปัจจุบันออสเตรเลียมีเหตุฉลามโจมตีเฉลี่ยราว 20 ครั้งต่อปี และมีผู้เสียชีวิตไม่ถึง 3 รายต่อปี ซึ่งยังน้อยกว่าสถิติการจมน้ำและอุบัติเหตุทางทะเลอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นและพื้นที่ชายฝั่งที่แออัดมากขึ้น อาจส่งผลให้รูปแบบการอพยพของฉลามเปลี่ยนไป และเพิ่มความเสี่ยงในการเผชิญหน้ากับมนุษย์

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา นักโต้คลื่นเสียชีวิตหลังถูก ฉลามขาวยักษ์ โจมตีที่ชายหาดทางตอนเหนือของซิดนีย์ และอีกสองเดือนถัดมา หญิงรายหนึ่งถูก ฉลามหัวบาตร กัดเสียชีวิตขณะว่ายน้ำบริเวณชายหาดห่างไกลทางเหนือของเมือง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฉลามกัด

เน็ตอิหร่านเริ่มกลับมาใช้ได้บางส่วน หลังปิดกั้นนาน 10 วัน ยอดตายพุ่ง 5,000 ราย

เน็ตอิหร่านเริ่มกลับมาใช้ได้บางส่วน หลังปิดกั้นนาน 10 วัน ยอดตายพุ่ง 5,000 ราย

19 ม.ค. 2569 10:13 น.

เน็ตอิหร่านเริ่มกลับมาใช้ได้บางส่วน หลังปิดกั้นนาน 10 วัน ยอดตายพุ่ง 5,000 ราย

สถานการณ์การสื่อสารในอิหร่านเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลาย หลังมีรายงานอินเทอร์เน็ตกลับมาใช้งานได้เป็นการจำกัดในบางช่วงเวลา ก่อนจะถูกตัดอีกครั้ง ท่ามกลางการจับตาขององค์กรสิทธิมนุษยชน 

กลุ่มติดตามอินเทอร์เน็ต NetBlocks รายงานเมื่อวันอาทิตย์ (18 ม.ค.) ว่า ปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตในอิหร่านเพิ่มขึ้นชั่วคราว หลังรัฐบาลอนุญาตให้เข้าถึงบริการบางส่วน เช่น Google และแอปพลิเคชันส่งข้อความ แต่ยังอยู่ภายใต้การกรองอย่างเข้มงวด ก่อนที่สัญญาณจะถูกจำกัดลงอีกครั้งในเวลาต่อมา

การปิดอินเทอร์เน็ตเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากองค์กรสิทธิมนุษยชน ที่ระบุว่าเป็นความพยายามของรัฐในการ ปิดกั้นข้อมูลข่าวสารและปกปิดการใช้ความรุนแรงของกองกำลังความมั่นคง ต่อผู้ชุมนุม

การประท้วงในอิหร่านปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม จากความไม่พอใจด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และการบริหารประเทศ ก่อนลุกลามเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี และค่อย ๆ ซาลงหลังการปราบปรามอย่างรุนแรง ซึ่งองค์กรสิทธิเรียกว่าเป็นการสังหารหมู่

องค์กร Iran Human Rights (IHR) ซึ่งตั้งอยู่ในนอร์เวย์ ระบุว่า ได้ตรวจสอบยืนยันแล้วว่ามีผู้ประท้วง เสียชีวิตอย่างน้อย 3,428 คน จากข้อมูลโรงพยาบาล พยาน และแหล่งข่าวอิสระในประเทศ แต่เตือนว่ายอดจริงอาจสูงกว่านี้มาก

ขณะที่การประเมินจากหลายแหล่งชี้ว่า ยอดผู้เสียชีวิตอาจมากกว่า 5,000 คน และอาจสูงถึง 20,000 คน อย่างไรก็ตาม การปิดอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่องทำให้ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างอิสระ

ด้านสถานีโทรทัศน์ฝ่ายค้านนอกประเทศ Iran International อ้างแหล่งข่าวระดับสูงของรัฐบาลและหน่วยความมั่นคง ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12,000 คน แต่ตัวเลขดังกล่าวถูกฝ่ายตุลาการอิหร่านปฏิเสธ

ความตึงเครียดทางการเมืองยิ่งทวีขึ้น หลังอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ว่าถึงเวลาที่อิหร่านควรมีผู้นำใหม่ พร้อมวิจารณ์ผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ว่าเป็นผู้นำที่ปล่อยให้มีการสังหารประชาชน

ถ้อยแถลงดังกล่าวทำให้ประธานาธิบดีอิหร่าน มาซูด เปเซชเคียน ออกโรงเตือนทันทีว่า การโจมตีหรือคุกคามผู้นำสูงสุด เท่ากับเป็นการประกาศสงครามกับประชาชนอิหร่านทั้งชาติ

แม้ทางการอิหร่านยืนยันว่าความสงบเรียบร้อยกลับคืนสู่ท้องถนนแล้ว และโรงเรียนกลับมาเปิดเรียนตามปกติ แต่ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีรายงานว่ายังพบ กองกำลังรักษาความปลอดภัยพร้อมยานเกราะและรถจักรยานยนต์ลาดตระเวนในกรุงเตหะราน

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีเปเซชเคียนระบุว่า ได้เสนอให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ ยกเลิกข้อจำกัดการใช้อินเทอร์เน็ตโดยเร็วที่สุด โดยประชาชนบางส่วนรายงานว่าสามารถใช้ WhatsApp โทรออกต่างประเทศ และส่งข้อความได้อีกครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ด้านฝ่ายตุลาการอิหร่านย้ำว่า ผู้ที่มีบทบาทในการปลุกระดมความรุนแรงอาจถูกดำเนินคดีฐานทำสงครามต่อพระเจ้า ซึ่งมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต สร้างความกังวลอย่างหนักในหมู่ประชาคมโลก

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การขู่ใช้โทษประหารอาจเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการ ข่มขู่และยุติการประท้วง ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติที่ยังคงจับตาสถานการณ์อิหร่านอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

เกิดระเบิดรุนแรงที่โรงงานเหล็กในจีน ดับ 2 ศพ บาดเจ็บ 84 ราย

เกิดระเบิดรุนแรงที่โรงงานเหล็กในจีน ดับ 2 ศพ บาดเจ็บ 84 ราย

19 ม.ค. 2569 09:20 น.

เกิดระเบิดรุนแรงที่โรงงานเหล็กในจีน ดับ 2 ศพ บาดเจ็บ 84 ราย

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงในโรงงานผลิตแผ่นเหล็กหายาก เมืองเป่าโถว เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ของจีน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ศพ สูญหาย 5 ราย บาดเจ็บกว่า 60 คน ผู้นำระดับสูงพื้นที่ลงพื้นที่คุมสถานการณ์ด้วยตนเอง

วันที่ 19 มกราคม 2569 เกิดเหตุระเบิดรุนแรงภายในโรงงานผลิตแผ่นเหล็กหายาก (Rare Earth Steel Plate Factory) ของบริษัท เป่ากัง ยูไนเต็ด สตีล ในเมืองเป่าโถว เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ทางตอนเหนือของจีน เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ของช่วงบ่ายวันอาทิตย์ (18 ม.ค.) ที่ผ่านมา 

ทางการท้องถิ่นเปิดเผยว่า การระเบิดมีความรุนแรงจนเกิดกลุ่มควันหนาพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า และแรงอัดกระแทกทำให้กระจกบ้านเรือนในละแวกใกล้เคียงแตกเสียหาย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีก 5 ราย  

ทางด้านหน่วยงานจัดการเหตุฉุกเฉินและกู้ภัยดับเพลิงเปิดเผยว่า จนถึงเวลา 17.30 น. มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 66 ราย ถูกตัวนำส่งโรงพยาบาล และอีก 3 รายอาการสาหัส ขณะเดียวกัน ทีมกู้ภัยจากทั้งระดับเขตปกครองตนเองและเมืองเป่าโถว ทั้งหน่วยดับเพลิง ตำรวจ และทีมแพทย์เฉพาะทาง ยังคงเร่งค้นหาคนงานที่สูญหายภายในพื้นที่โรงงานอย่างต่อเนื่อง.

เครนยักษ์ถล่มหักกลางในรัสเซีย คนงานควบคุมเครนถูกเหวี่ยงร่วงกระแทกพื้น

เครนยักษ์ถล่มหักกลางในรัสเซีย คนงานควบคุมเครนถูกเหวี่ยงร่วงกระแทกพื้น

19 ม.ค. 2569 09:04 น.

เครนยักษ์ถล่มหักกลางในรัสเซีย คนงานควบคุมเครนถูกเหวี่ยงร่วงกระแทกพื้น

เกิดเหตุเครนก่อสร้างขนาดใหญ่ถล่มภายในโรงงานในสาธารณรัฐตาตาร์สถานของรัสเซีย ผู้ควบคุมเครนซึ่งเป็นหญิงวัย 63 ปี ถูกเหวี่ยงตกจากห้องควบคุมและได้รับบาดเจ็บ

เกิดอุบัติเหตุเครนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ถล่มภายในโรงงานแห่งหนึ่งในเมืองบูกุลมา ซึ่งตั้งอยู่ในสาธารณรัฐตาตาร์สถานของรัสเซีย เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ ตามรายงานของหน่วยงานอัยการท้องถิ่น โดนเครนหักกลางและล้มลงกระแทกพื้นอย่างรุนแรง ขณะที่กำลังดำเนินการภายในสถานประกอบการ โดยภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นวินาทีที่โครงสร้างเครนทรุดลงอย่างฉับพลันและรุนแรง

ในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบหญิงวัย 63 ปีซึ่งอยู่ในห้องควบคุมเครนถูกเหวี่ยงตกลงมา และได้รับบาดเจ็บจากการตกกระแทกพื้น เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวส่งโรงพยาบาลในท้องถิ่นเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บแล้ว ส่วนสาเหตุของอุบัติเหตุยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยอัยการกล่าวว่ากำลังดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้งานอุปกรณ์หนักดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์คล้ายกันซ้ำในอนาคต โดยยังไม่มีการประกาศชัดเจนว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้เพิ่มเติมอีกหรือไม่.

ที่มา+ ดูคลิป  : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เครนถล่ม

รถไฟโดยสารความเร็วสูง 2 ขบวนชนกันสนั่นในสเปน ดับอย่างน้อย 21 ศพ เจ็บสาหัสกว่า 70 ราย

รถไฟโดยสารความเร็วสูง 2 ขบวนชนกันสนั่นในสเปน ดับอย่างน้อย 21 ศพ เจ็บสาหัสกว่า 70 ราย

19 ม.ค. 2569 07:57 น.

รถไฟโดยสารความเร็วสูง 2 ขบวนชนกันสนั่นในสเปน ดับอย่างน้อย 21 ศพ เจ็บสาหัสกว่า 70 ราย

รถไฟโดยสารความเร็วสูง 2 ขบวนชนกันใกล้เมืองทางตอนใต้ของสเปน เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ศพ บาดเจ็บจำนวนมาก ทางการสั่งระงับเส้นทางรถไฟเชื่อมมาดริด–อันดาลูเซียทั้งหมด เร่งช่วยผู้โดยสารติดค้าง

วันที่  19 มกราคม 2569 เกิดอุบัติเหตุรถไฟโดยสารความเร็วสูง 2 ขบวนชนกันอย่างรุนแรงจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณใกล้เมืองอาดามุซ ในแคว้นอันดาลูเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างน้อย 73 ราย

บริษัทเอดิฟ ผู้ดูแลโครงข่ายรถไฟของสเปน ระบุว่า รถไฟความเร็วสูงขบวนหนึ่งซึ่งเดินทางจากเมืองมาลากา ไปกรุงมาดริด เกิดตกรางไถลเข้าไปยังรางข้างเคียง ก่อนจะชนกับรถไฟอีกขบวนที่วิ่งสวนทางมาจากมาดริดไปเมืองอูเอลบา  ส่งผลให้รถไฟทั้งสองขบวนตกราง

อุบัติเหตุเกิดขึ้นประมาณ 10 นาทีหลังรถไฟออกจากเมืองมาลากา เวลา 18.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยขบวนนี้มีผู้โดยสารราว 300 คน ขณะที่หน่วยกู้ภัยแคว้นอันดาลูเซียเร่งช่วยเหลือผู้โดยสารที่ติดอยู่ภายในตู้รถไฟ ขณะที่ทางการสั่งระงับการเดินรถไฟทุกเส้นทางระหว่างกรุงมาดริดกับแคว้นอันดาลูเซีย เป็นการชั่วคราว และเปิดสถานีหลักหลายแห่ง เช่น อาโตชา เซบีญา กอร์โดบา มาลากา และอูเอลบา เพื่อรองรับญาติผู้ประสบเหตุ

ด้านสมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเลติเซีย ทรงแสดงความเสียพระทัยอย่างยิ่ง พร้อมส่งสารแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และอวยพรให้ผู้บาดเจ็บฟื้นตัวโดยเร็ว

ขณะที่นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ระบุว่า รัฐบาลกำลังประสานงานกับหน่วยฉุกเฉินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่.

ที่มา  CBS

ไฟป่าชิลีลามหนัก ดับแล้ว 16 ศพ อพยพ 20,000 คน รบ.ประกาศภาวะหายนะ

ไฟป่าชิลีลามหนัก ดับแล้ว 16 ศพ อพยพ 20,000 คน รบ.ประกาศภาวะหายนะ

19 ม.ค. 2569 06:06 น.

ไฟป่าชิลีลามหนัก ดับแล้ว 16 ศพ อพยพ 20,000 คน รบ.ประกาศภาวะหายนะ

ไฟป่าในประเทศชิลียังคงลุกไหม้รุนแรง ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 16 ศพ บ้านเรือนถูกทำลายหลายร้อยหลัง และมีผู้อพยพอีกกว่า 20,000 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี กาเบรียล โบริช แห่งชิลี ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติภูมิภาค ญูเบล (Ñuble) และ บิโอบิโอ (Biobío) ที่กำลังเผชิญกับไฟป่ารุนแรงจนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 16 ศพ ประชาชนอย่างน้อย 20,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่

ไฟป่าจุดที่อันตรายที่สุดลุกลามผ่านป่าแห้งแล้งที่อยู่ติดกับเมืองกอนเซปซิออน (Concepción) ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่ง เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยระบุว่า มีบ้านเรือนถูกทำลายไปแล้วประมาณ 250 หลัง

Conaf หน่วยงานด้านป่าไม้ของชิลีเปิดเผยว่า ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังเร่งต่อสู้กับไฟป่าทั้งหมด 24 จุดทั่วประเทศ ขณะที่ประธานาธิบดี โบริช ประกาศภาวะภัยพิบัติในทั้ง 2 ภูมิภาค และย้ำว่า “เราได้ระดมทรัพยากรทุกอย่างที่มีออกมาใช้แล้ว”

ด้านสื่อท้องถิ่นรายงานว่า จนถึงขณะนี้ไฟป่าได้เผาไหม้พื้นที่ไปแล้วกว่า 20,000 เฮกตาร์ (ประมาณ 125,000 ไร่) ใน 2 ภูมิภาคดังกล่าว ขณะที่การอพยพประชาชนส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเมืองเป็นโก (Penco) และเมืองลีร์เกน (Lirquen) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองกอนเซปซิออน โดยทั้งสองเมืองนี้มีประชากรรวมกันประมาณ 60,000 คน

ทั้งนี้ กระแสลมที่พัดแรงท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงในช่วงฤดูร้อนได้โหมกระพือเปลวไฟให้ลุกลาม ส่งผลให้ชุมชนต่างๆ ในชิลีตกอยู่ในอันตราย และเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เดนมาร์กลั่น ยุโรปไม่ยอมถูกแบล็กเมล หลังทรัมป์จ่อเก็บภาษีเพิ่ม

เดนมาร์กลั่น ยุโรปไม่ยอมถูกแบล็กเมล หลังทรัมป์จ่อเก็บภาษีเพิ่ม

19 ม.ค. 2569 05:14 น.

เดนมาร์กลั่น ยุโรปไม่ยอมถูกแบล็กเมล หลังทรัมป์จ่อเก็บภาษีเพิ่ม

เดนมาร์กกับชาติยุโรปอีก 7 ประเทศที่ถูก โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ตั้งกำแพงภาษี ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ยืนยันยุโรปจะไม่ยอมถูกแบล็กเมล และพวกเขาจะยืนหยัดเคียงข้างกรีนแลนด์

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2569 นางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ประกาศกร้าวว่า “ยุโรปจะไม่ยอมถูกแบล็กเมล (ข่มขู่)” ในขณะที่เธอและบรรดาผู้นำยุโรปคนอื่นๆ กำลังพิจารณามาตรการตอบโต้คำขู่ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องการตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่จากประเด็นเรื่องกรีนแลนด์

ก่อนหน้านี้นายทรัมป์ระบุว่า เขาจะบังคับใช้มาตรการภาษีใหม่กับพันธมิตรของสหรัฐฯ 8 ประเทศ ได้แก่ เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, นอร์เวย์, สวีเดน และสหราชอาณาจักร ในอัตรา 10% เริ่ม 1 ก.พ.นี้ และจะเพิ่มเป็น 25% ในวันที่ 1 มิ.ย. ฐานคัดค้านข้อเสนอของเขาในการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก

นายทรัมป์ยืนกรานว่ากรีนแลนด์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ และไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังเข้ายึดครอง ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

ขณะนี้ กลุ่มประเทศที่ถูกขู่ด้วยมาตรการภาษีได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน โดยระบุว่าแผนการของทรัมป์กำลังเสี่ยงที่จะทำให้เกิดสถานการณ์อันตรายที่จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ

“การข่มขู่ด้วยมาตรการภาษีถือเป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประเทศข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก” แถลงการณ์ระบุ พร้อมทั้งย้ำว่าพวกเขาจะ “ยืนหยัดเคียงข้างราชอาณาจักรเดนมาร์กและประชาชนชาวกรีนแลนด์อย่างเต็มที่”

ชาติยุโรปทั้ง 8 ย้ำด้วยว่า ในฐานะสมาชิกของพันธมิตรนาโต (NATO) พวกเขายังคง “มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติกร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ของสมาชิกทั้งสองฝั่งแอตแลนติก”

“เราพร้อมที่จะร่วมเจรจาภายใต้หลักการแห่งอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ซึ่งเป็นหลักการที่เรายึดมั่นอย่างหนักแน่นเสมอมา”

อีกด้านหนึ่ง เฟรเดอริกเซนได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “เราต้องการความร่วมมือและเราไม่ใช่ฝ่ายที่มองหาความขัดแย้ง และฉันรู้สึกยินดีกับข้อความที่สอดคล้องกันจากประเทศอื่น ๆ ในทวีปที่ว่า ยุโรปจะไม่ยอมถูกข่มขู่ … มันยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญที่เราจะต้องยืนหยัดอย่างมั่นคงบนค่านิยมพื้นฐานที่สร้างประชาคมยุโรปขึ้นมา”

ในขณะเดียวกัน เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวว่าเขาได้ต่อสายตรงพูดคุยนางเฟรเดอริกเซน รวมถึงนางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และนายมาร์ก รุตเต เลขาธิการนาโต เมื่อวันอาทิตย์ ก่อนจะได้หารือกับนายทรัมป์

โดยเซอร์ สตาร์เมอร์ได้ย้ำจุดยืนว่า ความมั่นคงของกรีนแลนด์คือสิ่งที่สมาชิกนาโตทุกประเทศให้ความสำคัญมากที่สุด เขายังกล่าวอีกว่า การบังคับใช้กำแพงภาษีกับพันธมิตรเพียงเพราะพวกเขาพยายามรักษาความมั่นคงร่วมกันของสมาชิกนาโตนั้น “เป็นสิ่งที่ผิด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ซีเรียตกลงหยุดยิง กับกองกำลังชาวเคิร์ด หลังปะทะ 2 สัปดาห์

ซีเรียตกลงหยุดยิง กับกองกำลังชาวเคิร์ด หลังปะทะ 2 สัปดาห์

19 ม.ค. 2569 03:29 น.

ซีเรียตกลงหยุดยิง กับกองกำลังชาวเคิร์ด หลังปะทะ 2 สัปดาห์

รัฐบาลซีเรียประกาศหยุดยิงทั่วประเทศกับกลุ่ม SDF ซึ่งนำโดยชาวเคิร์ด หลังปะทะกันมานาน 2 สัปดาห์ พร้อมเตรียมรวมกองกำลังเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน และรับรองสิทธิชาวเคิร์ด

สื่อของรัฐบาลซีเรียรายงานว่า รัฐบาลซีเรียได้ประกาศข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศกับกองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย (SDF) ที่นำโดยกลุ่มชาวเคิร์ด โดยมีผลบังคับใช้ในทันที ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลเข้าควบคุมพื้นที่เกือบทั้งหมดของประเทศ

การหยุดยิงในครั้งนี้เป็นการยุติการสู้รบที่ดำเนินมาเกือบสองสัปดาห์ และเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงกว้างๆ รวม 14 ข้อ ซึ่งจะมีกระบวนการรวมกองกำลัง SDF เข้ากับกองทัพและสถาบันต่างๆ ของรัฐบาลซีเรีย

ประธานาธิบดี อาห์เหม็ด อัล-ชารา มีแถลงการณ์ในกรุงดามัสกัสว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยให้สถาบันต่างๆ ของรัฐบาลซีเรียสามารถกลับเข้าควบคุม 3 จังหวัดทางภาคตะวันออกและภาคเหนือ ได้แก่ อัล-ฮาซากะห์ (al-Hasakah), ดีร์ เอซซอร์ (Deir Ezzor) และ รักกะ (Raqqa) ได้

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการหารือระหว่างนายอัล-ชารา และ ทอม แบร์รัก ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ประจำซีเรีย ณ กรุงดามัสกัส โดยนายแบร์รักได้กล่าวชื่นชมข้อตกลงนี้ว่าเป็นก้าวย่างสำคัญไปสู่การเป็น “ซีเรียที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

ทั้งนี้ กองกำลัง SDF ที่นำโดยกลุ่มชาวเคิร์ดจัดตั้งการปกครองตนเองขึ้นในช่วงสงครามกลางเมืองซีเรียเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้จัดหาอาวุธและฝึกฝนกองกำลัง SDF ในฐานะพันธมิตรหลักในพื้นที่เพื่อต่อสู้กับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส)

ด้วยการสนับสนุนทางทหารจากสหรัฐฯ กองกำลัง SDF สามารถขับไล่กลุ่มไอซิสออกจากพื้นที่ส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรีย และได้เข้าปกครองพื้นที่ทั้งในส่วนของชาวเคิร์ดและพื้นที่ที่มีชาวอาหรับเป็นประชากรส่วนใหญ่

แต่ภายใต้ข้อตกลงที่ลงนามโดยนายอัล-ชารา และนายอับดี ทางการซีเรียจะเข้ารับช่วงต่อในการดูแลสถาบันพลเรือน ด่านข้ามพรมแดน รวมถึงแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเคยเป็นรากฐานสำคัญในการค้ำจุนการปกครองตนเองของชาวเคิร์ดมาโดยตลอด

บุคลากรทางทหารและฝ่ายความมั่นคงของ SDF จะถูกรวมเข้ากับกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทยของซีเรียหลังจากผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ ในขณะที่รัฐบาลดามัสกัสจะเข้ารับผิดชอบดูแลเรือนจำและค่ายกักกันที่คุมขังนักรบกลุ่มไอซิสชาวต่างชาติและครอบครัวจำนวนหลายหมื่นคน

นอกจากนี้ รัฐบาลดามัสกัสยังย้ำคำมั่นที่จะรับรองสิทธิทางวัฒนธรรมและภาษาของชาวเคิร์ด ซึ่งรวมถึงการให้ภาษาเคิร์ดมีสถานะเป็นภาษาทางการ และกำหนดให้วันปีใหม่ของชาวเคิร์ดเป็นวันหยุดประจำชาติ นับเป็นการให้การรับรองสิทธิของชาวเคิร์ดอย่างเป็นทางการครั้งแรก นับตั้งแต่ซีเรียได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี 2489

ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นหลังจาก ความพยายามในการเจรจาควบรวมกองกำลังก่อนหน้านี้ล้มเหลวและหยุดชะงักไปหลายเดือน และมีขึ้นหลังจากกองกำลังรัฐบาลซีเรียเคลื่อนพลเข้าสู่เมืองรักกะและแหล่งน้ำมันในบริเวณใกล้เคียง ภายหลังการถอนกำลังของ SDF เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน นายอัล-ชารา กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้หากกองกำลังติดอาวุธกลุ่มหนึ่งจะเข้าควบคุมพื้นที่ 1 ใน 4 ของประเทศ และถือครองทรัพยากรน้ำมัน รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์หลักของชาติเอาไว้เพียงกลุ่มเดียว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับพุ่ง 5,000 ศพ ประท้วงใหญ่ในอิหร่าน อาจเดินหน้าลงโทษประหาร

ดับพุ่ง 5,000 ศพ ประท้วงใหญ่ในอิหร่าน อาจเดินหน้าลงโทษประหาร

19 ม.ค. 2569 01:58 น.

ดับพุ่ง 5,000 ศพ ประท้วงใหญ่ในอิหร่าน อาจเดินหน้าลงโทษประหาร

รอยเตอร์สรายงานว่า ผู้เสียชีวิตในการประท้วงในอิหร่าน เพิ่มขึ้นจนถึง 5,000 ศพแล้ว ขณะที่ฝ่ายตุลาการของอิหร่านส่งสัญญาณว่าการประหารชีวิตอาจยังคงดำเนินต่อไป หลังทรัมป์บอกยุติแล้ว

สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 ม.ค. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของอิหร่านเปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในการประท้วงใหญ่ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 5,000 ศพแล้ว โดยเป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงประมาณ 500 นาย โดยเขากล่าวหาว่า ผู้ก่อการร้ายและกลุ่มผู้ก่อจลาจลติดอาวุธเป็นผู้สังหารชาวอิหร่านผู้บริสุทธิ์

การประท้วงทั่วประเทศดังกล่าว ปะทุขึ้นจากความไม่พอใจในปัญหาเศรษฐกิจ ก่อนจะขยายตัวเป็นวงกว้างตลอดช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการปกครอง จนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่อย่างรุนแรง กลายเป็นเหตุความไม่สงบที่นองเลือดที่สุดนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในอิหร่านเมื่อปี 2522

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกมาขู่หลายครั้งว่าจะเข้าแทรกแซง หากกลุ่มผู้ประท้วงยังคงถูกสังหารบนท้องถนนหรือถูกประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม ในโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันศุกร์ ทรัมป์ขอบคุณผู้นำอิหร่าน อ้างว่ารัฐบาลนี้สั่งระงับการประหารชีวิตผู้คนตามที่มีกำหนดการเอาไว้ถึง 800 ราย

อย่างไรก็ตาม นาย อัสการ์ จาฮันกีร์ โฆษกฝ่ายตุลาการของอิหร่าน แถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ส่งสัญญาณว่าการประหารชีวิตอาจยังคงดำเนินต่อไป

“การกระทำหลายประการถูกระบุว่าเป็นความผิดฐาน Mohareb (โมฮาเรบ) ซึ่งเป็นหนึ่งในบทลงโทษทางอิสลามที่รุนแรงที่สุด” นายจาฮันกีร์กล่าว อนึ่ง คำว่า Mohareb เป็นศัพท์กฎหมายอิสลามที่มีความหมายว่า “การทำสงครามกับพระเจ้า” ซึ่งตามกฎหมายของอิหร่านนั้นมีโทษสถานหนักถึงขั้นประหารชีวิต

ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชน HRANA ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ว่า ยอดผู้เสียชีวิตระหว่างการประท้วงใหญ่ในอิหร่านอยู่ที่ 3,308 ศพ และยังมีอีก 4,382 กรณีที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ พร้อมระบุว่าสามารถยืนยันตัวเลขผู้ถูกจับกุมได้มากกว่า 24,000 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna