ปธ.วิปรัฐบาล จ่อคุยฝ่ายค้าน เคาะกรอบเวลาถกโอนงบ 69-70 รับยังไม่ได้ดู มีงบทำ TH-AI Passport เฟส 2 หรือไม่

ปธ.วิปรัฐบาล จ่อคุยฝ่ายค้าน เคาะกรอบเวลาถกโอนงบ 69-70 รับยังไม่ได้ดู มีงบทำ TH-AI Passport เฟส 2 หรือไม่

ปธ.วิปรัฐบาล จ่อคุยฝ่ายค้าน เคาะกรอบเวลาถกโอนงบ 69-70 รับยังไม่ได้ดู มีงบทำ TH-AI Passport เฟส 2 หรือไม่

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.33 น.

’ปธ.วิปรัฐบาล‘ เผยเตรียมคุย ‘ฝ่ายค้าน’ เคาะกรอบเวลาอภิปราย ‘ร่างพ.ร.บ.โอนงบฯ69-งบฯปี70’ พุธนี้ รับยังไม่ได้ดูไส้ในมี ‘โครงการ TH-AI Passport ภาค2’ หรือไม่ ยันรัฐบาล-ดีอี พร้อมให้ตรวจสอบเข้มข้น แจง ‘นายกฯ’ ติดภารกิจต่างประเทศ มอบ ’เอกนิติ‘ แจงงบฯปี70

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 15.40 น. ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมสภาฯสัปดาห์นี้ว่า ในการประชุมวันพุธที่24มิ.ย.นี้ มีกฎหมายสำคัญหลายฉบับ เช่น กฎหมายที่พิจารณาแล้วเสร็จจากคณะกรรมาธิการวิสามัญ กฎหมายที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้ยืนยันร่างฯกลับมา รวมถึงร่างกฎหมายของภาคประชาชน ส่วนวันพฤหัสบดีที่25มิ.ย.นี้ จะมีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณปี2569 ขณะที่ระหว่างวันที่29-30มิ.ย. และวันที่1ก.ค.นี้ จะเป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ทั้งนี้จะมีการประชุมวิป2ฝ่าย ในวันที่24มิ.ย. เพื่อกำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณา ทั้งการพิจารณาร่างพ.ร.บ.โอนงบฯปี69 และร่างพ.ร.บ.งบฯปี70 

เมื่อถามถึงรายละเอียดร่างพ.ร.บ.งบฯปี70พบว่า มีงบฯโครงการ TH-AI Passport ภาค2ด้วย กังวลเรื่องการอภิปรายถล่มงบฯในส่วนนี้หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ยังไม่ได้ดูในรายละเอียดโครงการดังกล่าวในปีที่2ว่ามีหรือไม่ เพราะโครงการของปีแรกไม่ได้ใช้เงินงบประมาณ แต่ใช้เงินกองทุน และไม่กลัวว่าจะโดนถล่ม เพราะรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ยินดีให้มีการตรวจสอบ และติดตามการใช้งบประมาณอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว ที่ผ่านมาฝ่ายค้าน และภาคประชาชนก็ตรวจสอบอย่างเข้มข้น

เมื่อถามว่าในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯปี70 นายกรัฐมนตรี จะไม่ได้อยู่ร่วมพิจารณาชี้แจงหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า จากที่ได้รับการประสานงานมา จะเป็นนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ที่ดูแลเรื่องงบประมาณโดยตรงมาชี้แจง เนื่องจากนายกฯติดภารกิจเดินทางไปประเทศ 

นายกฯ ขออย่ามอง ‘โอท็อป’ แค่สินค้าของฝากชุมชน แต่เป็น ‘เมดอินไทยแลนด์’ มีคุณค่า-ความภาคภูมิใจของคนไทย

นายกฯ ขออย่ามอง ‘โอท็อป’ แค่สินค้าของฝากชุมชน แต่เป็น ‘เมดอินไทยแลนด์’ มีคุณค่า-ความภาคภูมิใจของคนไทย

นายกฯ ขออย่ามอง ‘โอท็อป’ แค่สินค้าของฝากชุมชน แต่เป็น ‘เมดอินไทยแลนด์’ มีคุณค่า-ความภาคภูมิใจของคนไทย

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.43 น.

นายกฯเปิดงาน ‘ OTOP Midyear 2026’ ขออย่ามอง ‘โอท็อป’แค่สินค้าของฝากชุมชน ซื้อเพราะสงสารคนทำ แต่เป็น ‘เมดอินไทยแลนด์’ มีคุณค่า-ความภาคภูมิใจของคนไทยในสายตาชาวโลก ขออย่ากังวลเศรษฐกิจไทย-สถานะเวทีโลกดีขึ้น

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เวลา 15.15 น.  ที่เวทีกลาง อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อม นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน OTOP Midyear 2026 โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเข้าร่วมด้วย

โดยนายกฯกล่าวว่า ทุกครั้งที่มีงานโอท็อปตนจะเห็นถึงความดีใจปลื้มใจของประชาชนคนไทยที่ได้มาร่วมกันเห็นพัฒนาการของสินค้าไทยจากฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ยิ่งได้มาในช่วงนี้จะยิ่งรู้สึกดีมาก เพราะช่วงนี้เราได้มีการเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในนามของรัฐบาลซึ่งมีการพูดถึงนวัตกรรมเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งอนาคตต่างๆ การได้กลับมาสัมผัสผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่มาจากวิถีชุมชนและวัฒนธรรมไทยทำให้เราไม่ลืมรากเหง้าของตัวเองและมีชีวิตชีวากับสิ่งที่ใกล้ตัวและจับต้องได้

นายกฯ กล่าวต่อว่า ช่วงนี้ในประเทศไทยคำว่าผ้าไทยใส่ให้สนุก ซึ่งเป็นพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เริ่มติดปากคนไทยแล้ว ถือว่ามีกระแสนิยมผ้าไทยเกิดขึ้นแล้ว ในส่วนของราชการได้มีการช่วยการส่งเสริมการผลิตเพื่อประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ในโอกาสที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริของพระองค์ท่าน ตนไม่อยากให้มองว่าเป็นเพียงการโปรโมทผ้าไทย แต่การโปรโมทผ้าไทยคือการโปรโมทความเป็นไทย เป็นการเสริมสร้างแบรนด์ไทยแลนด์ นี่คือเสน่ห์ที่ผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้  โลกมีสินค้าที่ผลิตเหมือนกันออกมาจำนวนมาก ผู้คนยิ่งโหยหาสิ่งที่มีความเป็นมนุษย์ มีร่องรอยของวัฒนธรรมมีเอกลักษณ์และมีเรื่องราวที่มาที่ไป  ตนจึงขอเชิญชวนคนไทยทุกคนช่วยกันบอกเล่าเรื่องราวที่มีคุณค่าผ่านผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น และส่งผ่านความภาคภูมิใจในตัวตนของเราผ่านงานฝีมือของคนไทยใน

นายกฯ กล่าวต่อว่า โครงการโอท็อปนี้ อยากให้มองโอท็อปไม่ใช่เพียงโครงการส่งเสริมอาชีพหรือการเพิ่มรายได้เท่านั้น แต่เป็นการสร้างผู้ประกอบการไทยรุ่นใหม่จากทุกตำบล ทุกอำเภอและทุกจังหวัดของประเทศ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ รัฐบาลสนับสนุนผู้ประกอบการไทยใช้นวัตกรรมใหม่ๆมาช่วยพัฒนาสินค้าเข้าสู่ตลาดให้กว้างมากยิ่งขึ้น ตนเชื่อว่าสินค้าโอท็อปไทยไม่ใช่เพียงสินค้าของฝากชุมชนอีกต่อไปและไม่ใช่สินค้าที่ซื้อ เพราะคนซื้อรู้สึกสงสารคนทำแต่จะเป็นตัวแทนของเรื่องราววัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยในสายตาของชาวโลก  คำว่าเมดอินไทยแลนด์ ไม่ใช่คำบอกที่มา แต่เป็นความหมายของคุณค่า คุณภาพ และความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน 

“คนอย่างผมอยู่ที่ไหนได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมงแต่ 2 วันนี้มาอยู่ 5-6 ชั่วโมง แต่โดนบังคับให้กลับเพราะมีนัด เสาร์และอาทิตย์ที่ผ่านมาเดินมา 4 ชั่วโมง ยังไม่ถึงครึ่งของร้านอาหาร ขณะใช้ไทยช่วยไทยพลัสแล้วก็ยังไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของร้านที่เตรียมให้บริการพี่น้องประชาชนที่มา ที่สำคัญใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัสให้เต็มที่ ทำให้เรารู้สึกได้ใช้สตางค์ซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลง เรื่องอื่นไม่ต้องห่วง สถานะเศรษฐกิจไทยกำลังดีขึ้น และสถานะของประเทศไทยในเวทีโลกดีขึ้น และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะทำให้ดีขึ้นให้คนในประเทศใช้ชีวิตด้วยความผาสุก“นายกฯ กล่าว.

DSI เตรียมยกระดับคดีพิเศษแชร์ลูกโซ่ Forex ขยายผลฟอกเงิน-อายัดทรัพย์คืนเหยื่อ

DSI เตรียมยกระดับคดีพิเศษแชร์ลูกโซ่ Forex ขยายผลฟอกเงิน-อายัดทรัพย์คืนเหยื่อ

DSI เตรียมยกระดับคดีพิเศษแชร์ลูกโซ่ Forex ขยายผลฟอกเงิน-อายัดทรัพย์คืนเหยื่อ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.26 น.

อีก2 วัน เสนออธิบดี DSI รับคดีหลอกลงทุน Forex เป็น”คดีพิเศษแชร์ลูกโซ่ Forex”ขยายผลฟอกเงิน เพื่อยึดอายัดทรัพย์เฉลี่ยคืนผู้เสียหาย

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำโดยกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้เปิดปฏิบัติการ “Shutdown the laundering” ซื้อขาย Forex โดยไม่ได้รับอนุญาต จากการเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 24 จุด เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.69 สามารถยึดเงินสดกว่า 65 ล้านบาท และทรัพย์สินมูลค่าสูงอีกหลายรายการ รวมทั้งรถหรูซูเปอร์คาร์  Hardware Wallet สินทรัพย์ดิจิทัลประเภท Bitcoin และสกุล USDT เอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างการดำเนินงานของเครือข่ายการลงทุน ทั้งนี้ เมื่อขยายผลเส้นทางการเงินพบว่ามีนักการเมืองและดาราชื่อดังเกี่ยวข้องรับโอนเงินจากบริษัทกลุ่มโบรกเกอร์ซึ่งผู้เสียหายกว่า 500 ราย ความเสียหายรวมพันล้านบาท ซึ่งคณะพนักงานสืบสวนที่ 52/2569 ยังไม่ได้มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาแก่บุคคลใดนั้น

ความคืบหน้าล่สุด รายงานข่าวจากกรมสอบ สวนคดีพิเศษ(DSI)  เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะพนักงานสืบสวนได้ขยายผลสอบปากคำพยานผู้เสียหาย ทั้งในส่วนที่มาร้องทุกข์กับดีเอสไอเอง และในส่วนที่ไปร้องทุกข์กับตำรวจไซเบอร์ประกอบกัน และเร่งรวบรวมหลักฐานนำไปวิเคราะห์ตรวจสอบ ซึ่งคาดว่าใน 2 วันนี้จะสามารถเสนอขออธิบดีดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษในความผิดฐาน พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 หรือเรียกว่าคดีแชร์ลูกโซ่ Forex เนื่องจากคำร้องทุกข์ของพยานผู้เสียหายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นคำร้องที่บ่งชี้ถึงพฤติการณ์การถูกแนะนำให้ลงทุนผ่านโบรกเกอร์จากเว็บไซต์ในต่างประเทศ โดยสร้างความน่าเชื่อถือผ่านเจ้าหน้าที่หรือผู้แนะนำการลงทุน (Sales หรือ Agent) ที่คอยให้คำแนะนำ สอนการเทรด โชว์กำไรปลอมจากผู้ชักชวนลงทุน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น สร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าเข้าไปเทรดมากขึ้น แสดงผลพอร์ทที่ได้ผลกำไรสูงเพื่อจูงใจให้ฝากเงินเข้าทำการเทรด โดยมีการจัดเซลล์ประกบดูแลลูกค้าเป็นราย ๆ ซึ่งช่วงแรกถอนเงินได้จริง ต่อมาอ้างเงื่อนไข หรือขายคอร์ส ฝากเทรด หรือเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จนไม่สามารถถอนเงินได้จริง อีกทั้งยังมีรูปแบบการลงทุนที่แตกต่างจากการลงทุนในกองทุนรวมทั่วไป เนื่องจากไม่ได้มุ่งเน้นผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลหรือผลประโยชน์ตามรอบเวลา แต่เป็นการนำเงินเข้าสู่พอร์ตการลงทุนเพื่อซื้อขายเก็งกำไรจากส่วนต่างของราคา (Price Difference) โดยอ้างอิงว่ามีการซื้อขายผ่านระบบของโบรกเกอร์ต่างประเทศ 

นอกจากนี้ คณะพนักงานสืบสวนไม่ได้มุ่งเน้นไปแค่การตรวจสอบการกระทำที่เป็นความผิดเข้าข่ายตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และกฎหมายเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลเท่านั้น แต่คณะพนักงานสืบสวนจะเน้นไปที่ความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 หรือเรียกว่าคดีแชร์ลูกโซ่ เป็นการเฉพาะ เนื่องจากเป็นฐานความผิดที่อยู่ในบัญชีแนบท้ายของดีเอสไอ และสามารถขยายผลดูในเรื่องของการฟอกเงินได้ด้วย ซึ่งคณะพนักงานสืบสวนต้องการจะทำให้ครบทุกมิติ เพราะการทำคดีอาญาอาจไม่เพียงพอเท่าการพยายามติดตามทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเพื่อสำหรับชดใช้เฉลี่ยคืนให้กับผู้เสียหายจำนวนมาก ซึ่งผลการสอบปากคำพยานผู้เสียหายพบว่าส่วนใหญ่มีการลงทุนตั้งแต่หลักหมื่นบาทไปจนถึงหลักสิบล้านบาท ซึ่งแล้วแต่รายกรณี โดยในปัจจุบันนี้พบมูลค่าความเสียหายสูงสุดอยู่ที่ 70 ล้านบาท 

รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าผู้เสียหายบางรายแท้จริงแล้วอาจเป็นโบรกเกอร์ ที่ไปชักชวนผู้อื่นมาลงทุนด้วย แต่เมื่อเกิดปัญหาพอร์ตแตก จึงอ้างตนว่าเป็นผู้เสียหายด้วยนั้น ในประเด็นนี้คณะพนักงานสืบสวนต้องดูรอบด้าน ว่าบุคคลนั้นมีพฤติการณ์ที่เข้าหลักเกณฑ์เงื่อนไขตามความผิดของคดีแชร์ลูกโซ่หรือไม่

สำหรับความคืบหน้าการตรวจสอบพยานหลักฐานเกี่ยวกับกลุ่มของโบรกเกอร์ฟอร์เร็ก อาทิ บริษัท QRS Global, บริษัท HFM, บริษัท GOFX, บริษัท Eterwealth และกลุ่มผู้แนะนำโบรกเกอร์ (IB) เช่น อาจารย์พี, โค้ชเจมส์, JP Global, แอคมี่ และกลุ่มบริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับการรับ – ส่งเงินและการชำระเงินทางอิเล็กทรอ 

นิกส์อีก 2 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท เรนนี่ คอปเปอเรชั่น จำกัด 2.บริษัทเพย์โซลูชั่น จำกัด นั้น คณะพนักงานสืบสวนยังอยู่ระหว่างวิเคราะห์หลักฐานทั้งหมดที่ได้มาจากการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งในเร็ววันนี้จะได้มีการพิจารณาออกหมายเรียกพยานให้บุคคลทั้งหมดเข้ามาชี้แจ

ขณะที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)ได้ ประกาศประชาสัมพันธ์ผ่านโซเซียล แจ้งเตือนและขอความร่วมมือผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการลงทุนกับกลุ่มโบรกเกอร์ ผู้แนะนำการลงทุน (IB) และบริษัทช่องทางการชำระเงินที่เกี่ยวข้องกับคดีหลอกลวงลงทุนเงินตราต่างประเทศ (Forex) นอกระบบ ให้เร่งติดต่อเข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในการดำเนินคดีตามกฎหมาย อาทิ ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากโบรกเกอร์ FOREX เช่น QRS Global, HFM, GOFX, Eterwealth และกลุ่มผู้แนะนำโบรกเกอร์ (IB) ประกอบด้วย อาจารย์พี, โค้ชเจมส์, JP Global, แอคมี่ และบริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับการรับ – ส่งเงินและการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์อีก 2 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท เรนนี่ คอปเปอเรชั่น จำกัด และ 2.บริษัท เพย์โซลูชั่น จำกัด ทั้งนี้ สามารถติดต่อกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2831 9888 หรือ โทร 1202 ต่อ 50219 หรือ 50231

กมธ.พลังงาน ชงปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟ หลังพบ ‘ค่าไฟแฝง’ จริงในบิลประชาชน

กมธ.พลังงาน ชงปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟ หลังพบ ‘ค่าไฟแฝง’ จริงในบิลประชาชน

กมธ.พลังงาน ชงปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟ หลังพบ ‘ค่าไฟแฝง’ จริงในบิลประชาชน

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.08 น.

’กมธ.พลังงานฯ สว.‘ ชงยกเลิก ‘ค่าไฟแฝง’ ออกจากภาระประชาชน ดัน ‘ปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า’ แก้ปัญหากำลังผลิตสำรองส่วนเกิน เตรียมตั้งคณะทำงานเกาะติด

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา  นายพรเพิ่ม ทองศรี สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพลังงาน วุฒิสภา  แถลงกรณีต้นทุนค่าไฟฟ้าแฝงว่า สืบเนื่องจากค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจ่ายในปัจจุบันไม่ได้ประกอบด้วยต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมี “ต้นทุนแฝง” จากนโยบายของภาครัฐและโครงสร้างระบบไฟฟ้าที่สะสมมาเป็นเวลานาน ซึ่งถูกผลักภาระรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าของประชาชน จากการศึกษาของ กมธ.พลังงาน พบว่า ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 4.18 บาทต่อหน่วยที่ประชาชนจ่ายอยู่ในปัจจุบัน มีต้นทุนแฝงอยู่ประมาณ 50-90 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นร้อยละ 12-22 ของค่าไฟทั้งหมด โดยต้นทุนแฝงสำคัญ 4 ประการ ประกอบด้วย 1. ค่าความพร้อมจ่ายโรงไฟฟ้าและกำลังผลิตสำรองส่วนเกินเป็นภาระสูงสุด คิดเป็นประมาณ 30-50 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบไม่ใช้ก็ต้องจ่าย (Take-or-Pay) ที่ภาครัฐทำไว้กับโรงไฟฟ้าเอกชน ส่งผลให้ต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่าย แม้ไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจริง และทำให้ประเทศไทยมีกำลังผลิตสำรองสูงกว่าความจำเป็น

นายพรเพิ่ม กล่าวต่อว่า 2. ภาระจากนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน คิดเป็นประมาณ 15-25 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในอดีตที่ให้เงินสนับสนุนในอัตราสูง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน 3. ค่าไฟฟ้าสาธารณะและการอุดหนุนข้ามกลุ่ม คิดเป็นประมาณ 5-10 สตางค์ต่อหน่วย ประกอบด้วย ค่าไฟถนน ไฟทางหลวง ระบบสูบน้ำป้องกันน้ำท่วม รวมถึงการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟบางกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันถูกนำมารวมอยู่ในต้นทุนค่าไฟของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท กล่าวคือ ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมจ่ายค่าไฟสาธารณะผ่านบิลค่าไฟ แม้จะไม่เห็นรายการดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจน และ 4. ภาระหนี้สะสมจากการตรึงค่าไฟในอดีต คิดเป็นประมาณ 10-20 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากการที่ภาครัฐเคยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) รับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงแทนประชาชนในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน และต่อมาต้องทยอยเรียกคืนผ่านค่า Ft

นายพรเพิ่ม กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีค่าไฟฟ้าสาธารณะนั้น ทางกมธ.พลังงาน  เห็นว่า ค่าไฟสาธารณะ เช่น ไฟถนน ไฟทางหลวง และระบบสูบน้ำสาธารณะ ควรแยกออกจากค่าไฟของประชาชนอย่างชัดเจน ปัจจุบันค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถูกเฉลี่ยรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าฐาน ทำให้ประชาชนทุกครัวเรือนและภาคธุรกิจต้องร่วมรับภาระโดยไม่ทราบรายละเอียด นอกจากนี้ ค่าไฟฟ้าสาธารณะอีกส่วนหนึ่งยังถูกชำระผ่านงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมาจากภาษีของประชาชนเช่นกัน กมธ.พลังงาน จึงมีข้อเสนอแนะ 5 ข้อ  ดังนี้ 1. ควรมีการเปิดเผยต้นทุนค่าไฟอย่างโปร่งใส แยกให้ชัดเจนว่าค่าไฟส่วนใดเป็นต้นทุนการผลิตจริง และส่วนใดเป็นต้นทุนเชิงนโยบาย 2.แก้ปัญหาค่าความพร้อมจ่ายและกำลังผลิตสำรองล้นเกิน เจรจาปรับเงื่อนไขสัญญาโรงไฟฟ้า และบริหารกำลังผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าจริง 3. ปฏิรูประบบส่งเสริมพลังงานสะอาดเปลี่ยนเป็นระบบแข่งขันราคาแทนการอุดหนุนแบบคงที่ เพื่อลดภาระค่าไฟในระยาว 4. ยกเลิกการแฝงต้นทุนค่าไฟสาธารณะในค่าไฟของประชาชน โดยให้หน่วยงานเจ้าของโครงการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายโดยตรง พร้อมติดตั้งระบบมิเตอร์อัจฉริยะเพื่อตรวจสอบต้นทุนอย่างโปร่งใส และ 5. เปลี่ยนการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นการช่วยเหลือแบบตรงเป้าหมาย ผ่านระบบสวัสดิการแห่งรัฐ แทนการนำภาระไปเฉลี่ยให้ผู้ใช้ไฟทุกคนร่วมกันรับผิดชอบ ดังนั้น ค่าไฟฟ้าของประชาชนไม่ได้แพงขึ้นเพราะต้นทุนผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีต้นทุนแฝงจากนโยบายและโครงสร้างระบบไฟฟ้าสะสมอยู่ประมาณ 50-90 สตางค์ต่อหน่วย  

นายพรเพิ่ม กล่าวว่า กมธ.พลังงาน จึงเสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า แก้ปัญหากำลังผลิตสำรองส่วนเกิน และแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากภาระของประชาชน เพื่อให้ค่าไฟลดลงอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมมากขึ้น และ กมธ. จะจัดตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อพิจารณาศึกษาติดตามในเรื่องดังกล่าวโดยละเอียด 

กมธ.ดิจิทัลฯ ผนึก ‘16 องค์กรเทคโนโลยี’ จี้ทบทวน TH-AI Passport หวั่นงบ-ข้อมูลคนไทยรั่วไหล

กมธ.ดิจิทัลฯ ผนึก ‘16 องค์กรเทคโนโลยี’ จี้ทบทวน TH-AI Passport หวั่นงบ-ข้อมูลคนไทยรั่วไหล

กมธ.ดิจิทัลฯ ผนึก ‘16 องค์กรเทคโนโลยี’ จี้ทบทวน TH-AI Passport หวั่นงบ-ข้อมูลคนไทยรั่วไหล

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.52 น.

‘การดี’ แจงผลนำ ‘อนุ กมธ.ดิจิทัลฯ’ ถกร่วม ‘16 องค์กรเทคโนโลยี’ โครงการ ‘TH AI-Passport‘ ห่วงความโปร่งใส การใช้เงิน 1.6 พันล. การไหลออกของข้อมูล การขาดตัวชี้วัดความคุ้มค่า จ่อรายงาน ’กมธ.ดีอี’ ดันตั้ง ‘อนุฯติดตามโครงการ’ ด้าน ‘อิสริยะ’ เตือนเงินส่วนใหญ่ไหลไปซื้อ ‘โทเคนต่างชาติ’ อาจเปิดช่องรัฐเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้มหาศาล

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา น.ส.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันดิจิทัลไทย ในคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ แถลงผลการประชุมหารือร่วมกับ 16 สมาคมและองค์กรด้านดิจิทัล เกี่ยวกับโครงการ TH AI-Passport ว่า ยังไม่ได้รับเอกสารสำคัญหลายส่วน ทั้งสัญญาจ้างฉบับสมบูรณ์ รายงานส่งมอบงานงวดแรก และรายชื่อคณะกรรมการตรวจรับงาน แม้จะได้รับข้อมูลผู้จัดทำร่างทีโออาร์แล้วก็ตาม

น.ส.การดี กล่าวต่อว่า อนุกรรมาธิการไม่ได้คัดค้านการพัฒนา AI หรือการยกระดับทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ของคนไทย แต่กังวลต่อกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ความโปร่งใส และรายละเอียดบางส่วนในทีโออาร์ จึงเตรียมจัดทำรายงานข้อเสนอส่งให้คณะกรรมาธิการดีอีเอสพิจารณาในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ ทั้งนี้ ข้อเสนอสำคัญประกอบด้วย 4 ประเด็น ได้แก่ 1.การกำหนดแผนแม่บทด้าน AI ของประเทศให้ชัดเจน 2.การปรับรูปแบบโครงการเพื่อสร้างระบบนิเวศ AI ในประเทศแทนการซื้อบริการจากต่างประเทศ 3.การป้องกันความเสี่ยงด้านข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ 4.และการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่สามารถวัดผลความคุ้มค่าของโครงการได้อย่างเป็นรูปธรรม

น.ส.การดี กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวไม่ควรเป็นเพียงการจัดซื้อสิทธิใช้งานแล้วแจกจ่ายเหมือน “ถุงยังชีพดิจิทัล” แต่ควรตอบโจทย์ภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างประโยชน์ในระยะยาวและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ 

“นอกจากนี้จะเสนอให้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการติดตามโครงการ TH AI-Passport โดยเฉพาะ เพื่อกำกับตรวจสอบความโปร่งใสและความเชี่ยวชาญของคณะกรรมการตรวจรับงาน รวมถึงติดตามการแก้ไขเงื่อนไขในสัญญาที่เห็นว่าควรปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญ”น.ส.การดี กล่าว

ด้านนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะอนุฯ กล่าวเสริมว่า ความเห็นของอนุกมธ.ฯค่อนข้างไปในทางเดียวกันว่าเราอยากเห็นประเทศไทยมีการพัฒนาและการลงทุนเรื่องAI เพียงแต่โครงการนี้มีสิ่งที่น่าสงสัยหลายจุด ซึ่งก็ต้องมีการตรวจสอบต่อไป โดยประเด็นที่พูดคุยวัีนนี้คือการใช้เงิน 1.6 พัน ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการนำไปซื้อโทเคน (Token ) ซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติ เงินเกือบทั้งหมดของโครงการจะไหลออกไปต่างประเทศเป็นค่าโทเคน ทั้งที่มีวิธีอื่นที่อาจจะดีกว่า เช่นการนำโมเดลมารันในเครื่องในประเทศก็จะประหยักค่าโทเคนได้มาก ทำให้เงินไม่ไหลออกและเป็นการสนับสนุนผู็ประกอบการในไทยอีก ซึ่งหากผู้ประกอบการไทยได้พัฒนาโปรดักส์ AI ของไทยเองและสามารถนำมาตอบโจทย์ในประเทศไทย ก็จะเป็นการสร้างอุตสาหกรรมในไทยที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้ออย่างเดียว ส่วนเรื่องของการไหลออกของข้อมูล เพราะทราบกันดีว่าตัว TH AI- Passport ทำหน้าที่เป็นหน้ากากในการรับคำสั่งจากผู้ใช้ออกไปยังผู้ให้บริการที่อยู่ต่างประเทศ ดังนั้นข้อมูลใดๆก็ตามที่เป็นคำสั่งเข้าไปในโปรแกรมทั้งขาเข้า และขาออก คือตัวผลรับที่ AI จะตอบกลับมา ต้องผ่านตัวTH AI- Passport หากมองอีกมุมหนึ่งนี่คือการสอดส่องของรัฐในภาพรวม เพราะตัวโครงการจะเห็นคำสั่งของผู้ใช้ทั้ง 5 ล้านคน ซึ่งปลัดกระทรวงดิจิทัลเคยให้สัมภาษณ์ว่าจะนำข้อมูลพวกนี้ไปเทรนAI อีกที หากมองในแง่ดีก็มองได้

“อย่าลืมว่าเราเพิ่งผ่านการเลือกตั้งที่มีบาร์โค๊ดมา มีความพยายามติดตามข้อมูลคนไทยอยู่ ซึ่งจากใครเรายังไม่ทราบ แต่ข้อมูลที่วิ่งผ่านระบบTH AI- Passport อาจจะเป็นการเปิดช่องให้เกิดการติดตามข้อมูลของคนไทยครั้งใหญ่อีกรอบหนึ่ง ทั้งที่เรื่องเก่ายังไม่จบด้วยซ้ำ จึงขอฝากข้อกังวลนี้ไปยังรัฐบาลว่าข้อมูลเหล่านี้ที่เป็นของคนไทย 5 ล้านคนของโครงการนี้จะปลอดภัยจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลยังชี้แจงไม่หมด” นายอิสริยะ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอให้แยกการตรวจสอบออกจากการเดินหน้าโครงการ และไม่ควรเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการ น.ส.การดีกล่าวว่าเรากำลังดำเนินงานควบคู่กันทั้งสองด้าน โดยไม่ได้คัดค้านการพัฒนา AI แต่พยายามเสนอแนวทางปรับปรุงเพื่อให้การใช้งบประมาณ 1.6 พันล้านบาทเกิดประโยชน์สูงสุด

“เราไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา AI แต่กำลังช่วยทำการบ้านให้รัฐบาล หากเปิดรับฟังข้อเสนอเหล่านี้ก็จะช่วยให้โครงการมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดประโยชน์กับประเทศในระยะยาวมากขึ้น ประเด็นสำคัญที่สังคมยังตั้งคำถามคือความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และเรียกร้องให้ผู้บริหารที่รับผิดชอบโครงการออกมาชี้แจงข้อสงสัยต่าง ๆ อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชน“ น.ส.การดี กล่าว

ขุดคลิป ‘ภาวุธ’ รีวิวเทรด QRS Global 1 ใน 4 โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ บนผังของ DSI

ขุดคลิป 'ภาวุธ' รีวิวเทรด QRS Global 1 ใน 4 โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ บนผังของ DSI

ขุดคลิป ‘ภาวุธ’ รีวิวเทรด QRS Global 1 ใน 4 โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ บนผังของ DSI

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.37 น.

วันนี้ 22 มิ.ย. 69 ท่ามกลางกระแสการตรวจสอบคดีฟอเร็กซ์ (Forex) ครั้งใหญ่ แม้นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จะออกมายืนยันหนักแน่นว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์แต่อย่างใด แต่ดูเหมือนหลักฐานและข้อมูลที่ปรากฏในหน้าสื่อจะสร้างข้อกังขาให้กับสังคมอย่างหนัก

จุดเชื่อมโยงสำคัญปรากฏขึ้นเมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เปิดเผยแผนผังเครือข่ายเส้นทางการเงิน ซึ่งระบุชัดเจนว่า QRS Global ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 1 ใน 4 โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ที่น่าสนใจคือ แผนผังของ DSI ยังชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของระบบรับชำระเงิน โดยระบุว่ามีการใช้บริการ Payment Gateway ของบริษัท เพย์ โซลูชั่น จำกัด (Pay Solutions) ซึ่งปรากฏชื่ออยู่ในชาร์ตโครงข่ายผู้เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน โดยบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทที่นายภาวุธเคยมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ด้วย เพื่อใช้รับโอนเงินจากลูกค้าที่เข้ามาลงทุน

ยิ่งไปกว่านั้น โลกออนไลน์ยังได้มีการขุดคลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์ของทาง QRS Global ที่ตอกย้ำภาพความใกล้ชิด โดยปรากฏภาพนายภาวุธร่วมพูดคุยบอกเล่าประสบการณ์ในฐานะ “นักเทรด” ในคลิปดังกล่าวนายภาวุธได้เปิดเผยว่า ตนได้เข้ามาเรียนรู้ในคลาสเทรดนี้เป็นเวลา 2-3 เดือน ซึ่งช่วยเปลี่ยนมุมมองจากนักธุรกิจสู่การเป็นนักเทรดมืออาชีพ ทำให้เข้าใจการลงทุนและช่วยให้สามารถติดตามภาวะเศรษฐกิจโลกได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากบทบาทในคลิปแล้ว นายภาวุธยังได้โชว์โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ โดยระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นรางวัลที่ได้จากการ “สะสมแต้มผ่านการเทรด” กับทางแพลตฟอร์ม พร้อมทั้งยังแสดงความตื่นเต้นและให้ความสนใจกับแคมเปญการสะสมแต้มเพื่อนำไปแลกรับสิทธิ์เดินทางท่องเที่ยวประเทศฝรั่งเศสฟรีอีกด้วย ซึ่งพฤติการณ์การแจกของรางวัลใหญ่เหล่านี้เป็นกลยุทธ์ที่แพลตฟอร์มเทรดมักใช้ดึงดูดนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีภาพความเชื่อมโยงทั้งในแง่ของการปรากฏตัวในคลิปโปรโมท และความเชื่อมโยงทางอ้อมผ่านอดีตบริษัท Payment Gateway ที่ปรากฏบนชาร์ตของเจ้าหน้าที่ แต่ในทางกฎหมาย ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยังไม่ได้มีการสรุปสำนวนหรือตั้งข้อกล่าวหาว่านายภาวุธกระทำความผิดทางอาญาแต่อย่างใด สถานะในปัจจุบันจึงยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีการสืบสวนและพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

ศาลอาญา นัดไต่สวนมูลฟ้องคดี ‘ไอซ์ รักชนก’ กล่าวหา ‘สุชาติ’ ทนายย้ำไม่ไกล่เกลี่ย เจ้าตัวทำผิดซ้ำซาก

ศาลอาญา นัดไต่สวนมูลฟ้องคดี 'ไอซ์ รักชนก' กล่าวหา 'สุชาติ' ทนายย้ำไม่ไกล่เกลี่ย เจ้าตัวทำผิดซ้ำซาก

ศาลอาญา นัดไต่สวนมูลฟ้องคดี ‘ไอซ์ รักชนก’ กล่าวหา ‘สุชาติ’ ทนายย้ำไม่ไกล่เกลี่ย เจ้าตัวทำผิดซ้ำซาก

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.24 น.

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่ศาลอาญาตลิ่งชัน ถนนเลียบทางรถไฟ ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องคดีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รทว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นโจทก์ ฟ้องน.ส.รักชนก ศรีนอก หรือไอซ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการศึกษาติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร จำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท   กรณีที่น.ส.รักชนก กล่าวหานายสุชาติว่าเป็นรัฐมนตรีที่มาจากการโกงเลือกตั้ง

วันนี้ น.ส.รักชนก เดินทางมาศาลตามที่ศาลกำชับให้คู่ความทั้งสองฝ่ายมาศาลเพื่อไกล่เกลี่ยก่อนไต่สวนมูลฟ้อง อย่างไรก็ตามนายสุชาติติดราชการที่ประเทศญี่ปุ่น จึงมอบอำนาจให้นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความของนายสุชาติมาเจรจาแทน 

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า วันนี้ทางศาลได้กำชับให้คู่ความทั้งสองฝ่ายมาไกล่เกลี่ยก่อนการไต่สวนมูลฟ้อง แต่นายสุชาติติดราชการไปที่ประเทศญี่ปุ่นจึงได้มอบอำนาจให้ตนมาศาลเพื่อเจรจา แต่ส่วนตัวตนเชื่อว่าการเจรจาไม่สามารถหาข้อยุติได้ เนื่องจากนายสุชาติเห็นว่าน.ส.รักชนกทำผิดซ้ำหลายครั้ง จึงไม่ประสงค์จะไกล่เกลี่ย ทั้งนี้ตนได้นำพยานและเอกสารพร้อมที่จะเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแทนโจทก์แล้ว สุดท้ายศาลจะมีคำสั่งอย่างไรอยู่ที่ดุลพินิจของศาล หลังจากนี้จะมีคดีที่นายสุชาติแจ้งความดำเนินคดีเกี่ยวกับเรื่องการหมิ่นประมาทที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับที่ดินอุทยานป่าทับลานต่อไป.

ทบ. แจงเหตุโรงเรียนชายแดนตากปิดเรียน คาดทหารเมียนมา เปิดฉากโจมตีชนกลุ่มน้อย

ทบ. แจงเหตุโรงเรียนชายแดนตากปิดเรียน คาดทหารเมียนมา เปิดฉากโจมตีชนกลุ่มน้อย

ทบ. แจงเหตุโรงเรียนชายแดนตากปิดเรียน คาดทหารเมียนมา เปิดฉากโจมตีชนกลุ่มน้อย

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.00 น.

ทบ.แจง รร.ชายแดนไทย-เมียนมา ปิดการเรียนการสอน คาด ทหารเมียนมา โจมตี ชนกลุ่มน้อย พบเพิ่มกําลัง2จุด เผย กระสุนสู้รบ ตกในพื้นที่ พร้อมเตรียมกําลังยุทโธปกรณ์ ดูแลความปลอดภัยประชาชน

22 มิถุนายน 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.หญิงนุชระวี แจ่มจํารัส รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึง สถานการณ์ ฝั่งตะวันตกพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ภายหลังโรงเรียนบ้านแม่โกนเกน อ.แม่สอด จ.ตาก ปิดทําการเรียนการสอน เนื่องจากมีสถานการณ์ในพื้นที่ ขณะนี้กองกําลังนเรศวร ติดตามสถานการณ์ชายแดน ทราบว่ากองกําลังทหารเมียนมาได้มีการเพิ่มเติมกําลังบ้านมินละปานและบ้านผาลู จ.เมียวดี ประเทศเมียน อยู่ตรงข้ามกับบ้านห้วยมหาวงศ์ จ.ตาก

โดยในช่วงวันที่ 21-22 มิถุนายนที่ผ่านมา คาดว่าจะมีใช้การใช้กําลังทหารกับกลุ่มต่อต้านในพื้นที่ ทั้งนี้สถานการณ์สู้รบที่เกิดขึ้นในห้วงที่ผ่านมา ที่กระสุน ตกจากเหตุการณ์ปะทะ เข้ามาในพื้นที่ฝ่ายไทย ส่งผลให้โรงเรียนบ้านแม่โกนเกน ปิดทําการเรียนการสอน เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน

ทั้งนี้ กองทัพบก โดยกองกําลังนเรศวรและ หน่วยเฉพาะกิจราชมนูญ ได้จัดเตรียมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ไว้ในระดับพร้อมปฏิบัติเพื่อดูแลความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตามแนวชายแดน พร้อมแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ เพิ่มความระมัดระวัง ติดตามข่าวสารทางราชการอย่างใกล้ชิด หากได้รับผลกระทบหรือพบเห็นสิ่งผิดปกติ สามารถแจ้งหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ได้ 24 ชั่วโมง.

ไอซ์ ราวีไม่เลิก เปิดโหวตคนปกป้อง TH-AI ไชยชนก

ไอซ์ ราวีไม่เลิก เปิดโหวตคนปกป้อง TH-AI ไชยชนก

ไอซ์ ราวีไม่เลิก เปิดโหวตคนปกป้อง TH-AI ไชยชนก

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.57 น.

22 มิถุนายน 2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เชิญชวนพ่อแม่พี่น้องประชาชนร่วมโหวตเพื่อให้คะแนน บุคคลที่เรียงหน้ากันออกมา ปกป้องโครงการ TH-AI Passport 1600ล้าน และ โอ๋คุณไชยชนก”

พร้อมตารางโพลล์และคะแนนโหวต ดังนี้ (ณ เวลา 15.03 น.)

ลีลาของใครโดนใจคุณมากที่สุด

ตัวเลือกที่ 1: ปลัดกระทรวงดีอี เรียกได้ว่ายอมพลีกาย นอนให้รถเหยียบแทนยังไหว ยังไงก็ไม่มีทางยกเลิก!! (66%)

ตัวเลือกที่ 2: อลงกต มณีกาศ นครพนม ชี้ประชาชนต้องการAIสูง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่าย กับของที่ปกติไม่ได้ใช้ จะลดกี่โมงน้อง (7%)

ตัวเลือกที่ 3: อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ศรีสะเกษ ซัด 2 กมธ.ประชุมร่วมล้ำเส้น จี้ประธานสภา เป็น สส. มากี่สมัย แต่ไม่รู้ว่าประชุมร่วม กมธ.ทำได้ แค่ยังได้เป็น ประธาน กมธ. ปปช. (6%)

ตัวเลือกที่ 4: บุณย์ธิดา สมชัย อุบล ซัด รักชนก ไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตย งงทั้งประเทศ ฝ่ายค้านตรวจสอบ บอกไม่ประชาธิปไตย (6%)

ตัวเลือกที่ 5: พิชานน อิงประสาน ตราดน้องใหม่ เพิ่งเดบิวต์ อ้างประชาชน มุกซ้ำนะครับ รบกวนคิดมาใหม่ (3%)

ตัวเลือกที่ 6: ศุภชัย ใจสมุทร มือกฎหมายอันดับ1 ขอวอคเอ้าแบบเท่ๆ แล้วสักพักเดินกลับมาใหม่ ซัดไอซ์-โรม เล่นแบบเด็กๆ (4%)

ตัวเลือกที่ 7: ชาดา ไทยเศรษฐ์ อับดับหนึ่งในใจ ซัดว่ารวมหัวกันด้อยค่าโครงการ แต่ยืดอกยอมรับว่า ภูมิใจไทยสนิทกับ Plan-B จริง! (5%)

ตัวเลือกที่ 8: ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ป่วนประชุมร่วม กมธ. ถ้าเรื่องลีลาคนนี้ต้องให้เลย นอตหลุดเว่ออ (3%)

พร้อมกันนี้ น.ส.รักชนก ยังโพสต์ในคอมเมนต์เพิ่มเติมว่า “คนนี้ใหม่ล่าสุดดดดดด เพิ่มไม่ทันเลยครับ เพิ่งมาเมื่อเช้า ท่านนายกฯลงมาแบกเองงง !!!”

กรอ.นัดแรก รัฐบาล-เอกชน ประกาศเป้าหมาย มุ่งสู่ประเทศรายได้สูง ภายใน 12 ปี

กรอ.นัดแรก รัฐบาล-เอกชน ประกาศเป้าหมาย มุ่งสู่ประเทศรายได้สูง ภายใน 12 ปี

กรอ.นัดแรก รัฐบาล-เอกชน ประกาศเป้าหมาย มุ่งสู่ประเทศรายได้สูง ภายใน 12 ปี

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.42 น.

กรอ.นัดแรก รัฐบาล-เอกชน ประกาศเป้าหมายประเทศไทย หลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง สู่ประเทศรายได้สูง ภายใน 12 ปี ส่วนปี 2573 ดันขีดความสามารถแข่งขันไทยติด Top 20 ของโลก พร้อมตั้ง 4 เสา รองนายกฯ ดูแล เร่งทำควิกบิ๊กวิน บิ๊กวิน

22 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งแรกว่า รัฐบาลและภาคเอกชนได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย ทั้งระยะยาว กลาง และสั้น โดยระยะยาวมีเป้าหมายการนำประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงให้ได้ภายในระยะเวลา 12 ปีนับจากนี้

“ผลสรุปจากการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนได้ถูกนำมาจัดทำเป็นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว ซึ่งเรื่องสำคัญคือ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน” นายเอกนิติ ระบุ

สำหรับการตั้งเป้าหมายในระยะปานกลางนั้น รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยให้ขึ้นไปอยู่ในอันดับ 20 แรกของโลกภายในปี 2573 พร้อมกับยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในระดับ 3% พลัส ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นดัชนีชี้วัดศักยภาพการแข่งขันของประเทศที่ต้องพัฒนาจากเดิมซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.7% เท่านั้น โดยเป้าหมายที่ชัดเจนนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบภายใต้การทำงานที่สอดประสานกันเหมือนการทำงานเป็นทีม

ส่วนรูปแบบการทำงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในครั้งนี้ นายเอกนิติ กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันทำงานเหมือนการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ต้องมีทีมเวิร์คที่เข้มแข็ง โดยแบ่งหน้าที่ออกเป็น 3 ส่วนหลักคือ กองหน้า กองกลาง และกองหลัง เพื่อสร้างเป้าหมายที่เป็นหนึ่งเดียวและไม่ให้เกิดปัญหาการทำงานที่แยกส่วนเหมือนในอดีต ซึ่งภาครัฐและภาคเอกชนจะลงมือปฏิบัติงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้สูงกว่าระดับเดิมและนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายความสำเร็จที่วางไว้ร่วมกันทั้งในด้านการแข่งขันระดับนานาชาติและการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ

ในส่วนของกองหลังจะเน้นความสำคัญที่การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและวินัยการเงินการคลังที่เข้มแข็งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและเป็นภูมิคุ้มกันจากความผันผวนของโลก ซึ่งในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมาประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งจากการยึดมั่นในวินัยดังกล่าวจนส่งผลให้การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศยังคงอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ แม้ตลาดเงินและตลาดทุนในบางประเทศจะมีความผันผวนอย่างมากแต่กองหลังที่แข็งแกร่งจะยังคงทำหน้าที่รักษาจุดแข็งนี้ต่อไปเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

ขณะที่ตำแหน่งกองกลางจะทำหน้าที่จ่ายบอลให้กองหน้าและสนับสนุนกองหลังในยามจำเป็นผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ประกอบด้วยการสร้างระบบไฟฟ้าที่มั่นคง การจัดหาน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ง่าย รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี AI และดิจิทัล รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจนและการพัฒนาทุนมนุษย์ให้เป็นแรงงานที่มีทักษะสูงเพื่อทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญในการส่งต่อโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ทีมกองหน้า

สำหรับทีมกองหน้าจะทำหน้าที่บุกเพื่อหารายได้เข้าประเทศตามเป้าหมายผ่านการผลักดันเจ็ดสาขาธุรกิจหลักที่ประเทศไทยมีจุดแข็ง ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารคุณภาพเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยานยนต์แห่งอนาคตที่ต่อยอดจากฐานการผลิตเดิมที่มีความเข้มแข็ง อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี AI aอุตสาหกรรมยาและสุขภาพที่เน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพคุณภาพสูง ภาคการค้าขายที่ใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของประเทศ รวมถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ต่อยอดจากศักยภาพของคนไทย

“เป้าหมายของเราคือการตั้งจีพีเอสให้ชัดเจนเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกันในการนำพาประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีขีดความสามารถการแข่งขันติดอันดับท็อป 20 ของโลกภายในปี 2573 ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้สูงกว่าเดิมผ่านการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการภาคเอกชนที่จะไม่เพียงแค่มาเสนอโจทย์แต่จะมาร่วมกันแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้เกิดขึ้นจริง” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลได้จำแนกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจออกเป็น 4 เครื่องยนต์หลัก โดยเครื่องยนต์ที่หนึ่งคือการส่งเสริมการลงทุนใหม่ที่จะเน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตภายใต้โครงการ Thailand Fast Pass การพัฒนาเทคโนโลยี AI และดิจิทัลผ่านการส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีได้ในราคาถูก การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินทั้งตลาดเงินและตลาดทุน รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวด้วยพลังงานสะอาดและการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่ระบบอัตโนมัติที่ทันสมัยเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เอสเอ็มอีและประชาชน

เครื่องยนต์ชุดที่สอง เน้นการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพคุณภาพสูง โดยต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของไทยด้านการเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการยกระดับการค้าส่งและค้าปลีกไปสู่ชุมชนและการเร่งเจรจาเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอเพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ใครก็อยากเข้ามาตั้งฐานการผลิตเพื่อค้าขายกับทุกประเทศทั่วโลก

สำหรับเครื่องยนต์ชุดที่สามจะเน้นเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์และนวัตกรรมซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติที่จะต้องยกระดับการศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ เพื่อสร้างแรงงานไทยให้มีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของโลก โดยจะเน้นการทำวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพและการทำอัพสกิลและรีสกิลทักษะแรงงานในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีเอไอเพื่อให้แรงงานไทยมีความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล

เครื่องยนต์ชุดที่สี่จะเป็นการปลดล็อกอุปสรรคของภาครัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานผ่านการนำระบบรัฐบาลดิจิทัลมาใช้ในการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ การเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการทำงาน การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน และการปรับปรุงโครงสร้างภาครัฐและการบริหารจัดการทรัพย์สินสาธารณะให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบจะร่วมกับภาคเอกชนในการระบุปัญหาและแก้ไขอุปสรรคต่างๆ ที่ดึงรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

“ยุทธศาสตร์การดำเนินงานจะถูกแบ่งออกเป็นสองรูปแบบคือโครงการควิกวินและโครงการบิ๊กวิน โดยโครงการควิกวินคือมาตรการที่ต้องขับเคลื่อนให้เห็นผลสัมฤทธิ์ภายในระยะเวลาหกเดือนถึงหนึ่งปี ซึ่งเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่และเวลาที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ภาครัฐ เอกชน เอสเอ็มอี และประชาชนได้อย่างรวดเร็ว โดยแต่ละชุดการทำงานต้องไปจัดทำรายละเอียดเพื่อนำมาเสนอต่อที่ประชุมในเดือนหน้า ส่วนโครงการบิ๊กวินจะเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมากเพื่อให้สำเร็จภายในวาระ 4 ปี”

ในมิติด้านการลงทุนรัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีจากปัจจุบันที่ 22% ให้ขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 30% ซึ่งเป้าหมายนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยฉุดเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างชัดเจนในระยะยาว โดยแต่ละเสาหลักทั้งสี่ชุดจะไปดำเนินการกำหนดตัวชี้วัดหรือเคพีไอที่สอดคล้องกับเป้าหมายนี้เพื่อให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจในศักยภาพของประเทศและเกิดการลงทุนจริงในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะสร้างรายได้ให้แก่คนไทยและส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างเข้มแข็งในอนาคต

นอกจากนี้ การเจรจาเอฟทีเอกับกลุ่มประเทศสำคัญไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา หรืออังกฤษ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดตลาดการค้าและสร้างความสมดุลให้กับการส่งออกของไทยโดยไม่ต้องพึ่งพากลุ่มประเทศใดกลุ่มประเทศหนึ่งมากเกินไป ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้เข้าสู่ระบบการค้าสากลมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงเจ็ดพันรายจากผู้ประกอบการทั้งหมดกว่า 2 หมื่นราย ดังนั้นเป้าหมายใน 4 ปีคือการกระจายรายได้และโอกาสไปสู่ชุมชนอย่างแท้จริง