ทบ.ยอมรับ ชายแดนไทย-เขมร ระอุ เกิดกระทบกระทั่งทางวาจา หลังไทยคุมเข้มพื้นที่

ทบ.ยอมรับ ชายแดนไทย-เขมร ระอุ เกิดกระทบกระทั่งทางวาจา หลังไทยคุมเข้มพื้นที่

ทบ.ยอมรับ ชายแดนไทย-เขมร ระอุ เกิดกระทบกระทั่งทางวาจา หลังไทยคุมเข้มพื้นที่

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.37 น.

ทบ.รับชายแดนไทย-กัมพูชา อาจมีเหตุกระทบกระทั่ง หลังไทยเพิ่มมาตรการคุมพื้นที่ แม้ไม่ถึงขั้นใช้อาวุธ แต่ไม่ประมาท กำชับระวัง ยั่วยุ นำไปสู่ความรุนแรง

22 มิถุนายน 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงความคืบหน้าสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา และแนวทางการดำเนินงานของกองทัพบก เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนต่อจุดยืนอันมั่นคงของฝ่ายไทย โดยกองทัพบกขอยืนยันเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการยึดถือข้อตกลงตามถ้อยแถลงร่วมจากการประชุม GBC เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 เป็นกรอบการดำเนินงานหลัก พร้อมดำรงความพร้อมสูงสุดในการปกป้องอธิปไตย ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยและส่งเสริมการดำรงชีวิตตามปกติสุขของประชาชนในพื้นที่ โดยทุกภารกิจดำเนินด้วยความรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดเงื่อนไขที่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีระหว่างประเทศ

สำหรับภาพรวมสถานการณ์ในปัจจุบัน แม้ยังพบการเผชิญหน้าในบางพื้นที่ปฏิบัติการที่มีความอ่อนไหว เช่น การเข้ามาทักท้วงใกล้แนวเครื่องกีดขวางของไทย ซึ่งส่งผลให้เกิดการกระทบกระทั่งทางวาจาระหว่างกำลังพลในบางโอกาส แต่สถานการณ์โดยรวมยังไม่รุนแรงถึงขั้นใช้กำลัง และยังคงสามารถใช้กลไกของชุดประสานงานหน่วยในพื้นที่ในการเจรจาเพื่อคลี่คลายปัญหาและสร้างความเข้าใจร่วมกันได้ แม้จะยังปรากฏพฤติกรรมยั่วยุทั้งในพื้นที่ชายแดนและบนสื่อสังคมออนไลน์อยู่บ้างก็ตาม

ในส่วนของแนวทางปฏิบัติ กองทัพบกได้ดำเนินงานตามนโยบายของพล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกอย่างเคร่งครัด โดยมุ่งเน้นการเพิ่มความเข้มงวดด้านการเฝ้าระวัง ตรวจการณ์ เสริมความมั่นคงของที่มั่น ปรับปรุงเส้นทางลาดตระเวนและระบบส่งกำลังบำรุง ตลอดจนเร่งแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล ทั้งนี้ หากเกิดปัญหาเฉพาะหน้าในพื้นที่ ฝ่ายไทยจะเน้นแนวทางสันติวิธีและการเจรจาทวิภาคีเป็นลำดับแรก ส่วนการใช้กำลังทางทหารจะกระทำเท่าที่จำเป็น ภายใต้กฎการใช้กำลัง (Rules of Engagement : ROE) และกรอบกติกาสากลอย่างเหมาะสม

ทางด้านการประเมินแนวโน้มสถานการณ์ ในมิติทางทหารคาดว่าอาจยังคงมีการกระทบกระทั่งทางวาจาระดับบุคคล เนื่องจากฝ่ายไทยจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการความมั่นคงในพื้นที่รับผิดชอบเพื่อความปลอดภัยของประชาชน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่พบสิ่งบ่งชี้เชิงลึกที่สะท้อนถึงความตั้งใจใช้กำลังอาวุธเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ฝ่ายไทยจะไม่ประมาทและพร้อมรับมือต่อทุกสถานการณ์ สำหรับในมิติการทูต ยังคงมุ่งเน้นการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลภายใต้กรอบข้อตกลงตามถ้อยแถลงร่วมทั้งในระดับพื้นที่และระดับภูมิภาค โดยพร้อมขับเคลื่อนกลไกความร่วมมือต่าง ๆ เมื่อบรรยากาศเอื้ออำนวย 

นอกจากนี้ กองทัพบกได้กำชับหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ให้เพิ่มความระมัดระวังต่อการยั่วยุที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งอาจถูกนำไปบิดเบือนว่าฝ่ายไทยละเมิดข้อตกลงหยุดยิง รวมทั้งให้ระมัดระวังการถูกบันทึกภาพหรือเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างภาพลักษณ์เชิงลบ เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการสื่อสารในการบั่นทอนความน่าเชื่อถือของประเทศไทยทั้งในประเทศและในเวทีระหว่างประเทศ

กองทัพบกขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า กำลังพลทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทนอดกลั้น ยึดมั่นในกติกา มีความเข้มแข็ง และพร้อมปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ

อนุชา-อภิสิทธิ์ บุกซันพลาซ่า ฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้า ขอคะแนนชาวออฟฟิศคึกคัก

อนุชา-อภิสิทธิ์ บุกซันพลาซ่า ฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้า ขอคะแนนชาวออฟฟิศคึกคัก

อนุชา-อภิสิทธิ์ บุกซันพลาซ่า ฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้า ขอคะแนนชาวออฟฟิศคึกคัก

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.24 น.

“อนุชา-อภิสิทธิ์”บุกซันพลาซ่า ฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้า ขอคะแนนชาวออฟฟิศคึกคัก ตอกย้ำ”แก้โกง-กู้เศรษฐกิจยั่งยืน”

22 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 12.30 น.ที่ผ่านมา นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ , นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่ช่วงเที่ยงที่ Sun Plaza ร่วมกับ นายชุมพล รุ่งวิชานิวัฒน์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตจตุจักร หมายเลข 2 รณรงค์หาเสียงกับประชาชนคนทำงาน พ่อค้าแม่ค้า ช่วงพักกลางวัน โดยได้รับการตอบรับกันอย่างคึกคัก ซึ่งถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.แล้ว

นายอนุชา กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจและการปากท้องเป็นเรื่องที่ชาวกรุงเทพฯ ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่สะท้อนว่า ต้องการเห็นมาตรการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะยาวและยั่งยืน

“ไม่ใช่โครงการระยะสั้น ที่ทำให้เศรษฐกิจคึกคักเฉพาะช่วงต้นเดือน แต่กลับซบเซาในช่วงกลางเดือน หรือปลายเดือน พรรคประชาธิปัตย์จึงมุ่งเน้นการออกแบบนโยบายที่สร้างผลประโยชน์ร่วมกันทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคง” นายอนุชา กล่าวย้ำ

นอกจากนี้ นายอนุชา ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยประชาชนระบุว่าอยากเห็นสังคมมีความโปร่งใส และสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้านโยบายนี้ต่อไป ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์ได้บรรจุเรื่องนี้เป็น 1 ใน 5 นโยบายหลัก ทั้งในส่วนของผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)

“เรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอแพลตฟอร์มการเปิดเผยข้อมูลของรัฐที่จับต้องได้และตรวจสอบได้ ในอดีต กทม. อาจไม่เคยมีการเปิดเผยข้อมูลในลักษณะนี้ แต่ปัจจุบันเมื่อเริ่มมีระบบฐานข้อมูล ประชาชนก็เริ่มเข้าใจการทำงานมากขึ้น ในอนาคตทีมผู้ว่าฯ และ ส.ก.ของพรรคประชาธิปัตย์ จะใช้แพลตฟอร์มนี้ เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบและเฝ้าระวังความผิดปกติ เพื่อสร้างความโปร่งใสและความสบายใจให้กับพี่น้องประชาชน” นายอนุชา กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสต่อต้านจากกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ นายอนุชา ยืนยันว่า การเปิดเผยข้อมูลเป็นการทำด้วยความสุจริตใจ ไม่ได้มีเจตนาโจมตีฝ่ายใด แต่เป็นการให้ข้อมูลเพื่อให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ และหากหน่วยงานใดพบข้อพิรุธก็ควรเข้าไปดำเนินการตรวจสอบตามกระบวนการ 

“ในช่วงไม่กี่วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ผมจะยังคงเดินหน้าลงพื้นที่พบปะประชาชนให้ได้มากที่สุด และอยากเชิญชวนให้ชาวกรุงเทพฯ ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันอย่างพร้อมเพรียงเพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตของ กทม.” นายอนุชา กล่าว

ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวเน้นย้ำถึงจุดแข็งของการทำงานในรูปแบบ “พรรคการเมือง” ว่า การแก้ปัญหาของกรุงเทพมหานครไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยตัวผู้ว่าฯ หรือทีมบริหารเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการประสานงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมในด้านกลไกเครือข่าย ทั้ง ส.ส. ผู้บริหารพรรค รวมถึงสมาชิกในพื้นที่ที่จะร่วมมือกันทำงานขับเคลื่อนนโยบายเพื่อคนกรุงเทพฯ อย่างเป็นระบบ

นายอภิสิทธิ์ ยังระบุเพิ่มเติมว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่ประชาชนในทุกระดับยอมรับว่าเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ซึ่งหากปล่อยไว้จะทำลายอนาคตของทุกคน ดังนั้น ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะไม่มีการลดละ พร้อมเดินหน้าอย่างเต็มที่เพื่อนำความตั้งใจและนโยบายปราบปรามการทุจริตไปสื่อสารให้ถึงมือประชาชนให้ได้มากที่สุด

– 006

ความเห็นส่วนตัว ปธ.ศาล รธน. ไร้ผลผูกพัน ดร.ณัฎฐ์ ยันต้องยึดคำวินิจฉัยหลัก

ความเห็นส่วนตัว ปธ.ศาล รธน. ไร้ผลผูกพัน ดร.ณัฎฐ์ ยันต้องยึดคำวินิจฉัยหลัก

ความเห็นส่วนตัว ปธ.ศาล รธน. ไร้ผลผูกพัน ดร.ณัฎฐ์ ยันต้องยึดคำวินิจฉัยหลัก

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.22 น.

“ดร.ณัฎฐ์” ชี้ ปมความเห็นส่วนตัวประธานศาลรัฐธรรมนูญ “เลือกตั้ง สสร.ได้” ต้องยึดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก เสร็จเด็ดขาดและมีผลผูกพันทุกองค์กร

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 กรณีนายกฤช เอื้อวงศ์ ฝ่ายกฎหมายและ กก.บห.พรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่า คณะ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภาและฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร เข้าพบประธานศาลรัฐธรรมนูญโดยได้ข้อสรุปว่า การเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญจากประชาชนสามารถทำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ นั้น

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม

ล่าสุด ดร.ณัฏฐ์ หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะว่า ความเห็นส่วนตัวของประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากคำวินิจฉัยย่อมไม่อาจมีผลผูกพันทุกองค์กร และไม่อาจถือตามได้ ต้องยึดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญย่อมเสร็จเด็ดขาด และผูกพัน รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ตุลาการ องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ เป็นไปตามกลไกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 211 วรรคท้าย

ส่วนใครจะให้ความเห็นอย่างไร หรือ ตีความตามอำเภอใจ นอกเหนือจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใด ๆ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 เป็นสารตั้งต้น ที่ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดทำประชามติโดยให้ประชาชนออกเสียงลงคะแนนประชามติจำนวนกี่ครั้งกันแน่

นำไปสู่ประธานรัฐสภาในขณะนั้น ได้ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม..(ฉบับที่…) พุทธศักราช..(แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่     

ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 18/2568 วินิจฉัยว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 รัฐสภามีอำนาจ ริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบว่า สมควรมีรัฐธรรมนูญหรือไม่ เสียก่อน ทั้งนี้ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง

พูดภาษาชาวบ้าน คือ กลเกมในการแก้รัฐธรรมนูญ เลือกตั้งกับสรรหาและคัดเลือก สสร.แตกต่างกัน โดยรัฐสภามีอำนาจแก้รัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้จัดให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร.ได้ 

หากย้อนกลับไปดูที่มาของ สสร.ปี 2491 เพื่อยกร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฉบับปี 2492 โดย สสร.จำนวน 40 คน มาจากการคัดเลือกของโดยรัฐสภา ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ต่อมาประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2492

ส่วนในปี 2539  ใช้โมเดลไฮบริด มาจากเลือกตั้งจากประชาชน จำนวน 76 จังหวัดจังหวัดละ 1 คน และสรรหาคัดเลือกผู้ทรงคุณด้านต่างๆ อีก 23 คน รวมเป็น สสร. 99 คน  ซึ่งนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

ส่วนที่ตนว่า ความเห็นของประธานศาลรัฐธรรมนูญ มีผลผูกพันเพียงใด ในประเด็น การเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ จากประชาชนสามารถทำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ นั้น ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่า ท่านให้ความเห็นแบบนั้นจริงหรือไม่ อย่างไร เพราะไม่ได้ยินด้วยหูตนเอง  แต่ตนเพิ่งทราบจากสื่อมวลชนที่มาสอบถาม ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ต้องยึดจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ชัดเจนอยู่ในตัว ทั้งคำวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดและมีผลผูกพันทุกองค์กร ไม่อาจตีความไปเป็นอย่างอื่นได้

ไม่ยุ่งนอกเขตอธิปไตย! นายกฯ เรียก กห.-ผบ.สส. อัปเดตความมั่นคง

ไม่ยุ่งนอกเขตอธิปไตย! นายกฯ เรียก กห.-ผบ.สส. อัปเดตความมั่นคง

ไม่ยุ่งนอกเขตอธิปไตย! นายกฯ เรียก กห.-ผบ.สส. อัปเดตความมั่นคง

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.21 น.

22 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเรียก พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม และ พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เข้าพบ เป็นการหารือเรื่องอะไร เกี่ยวกับประเด็นชายแดน กรณีที่กัมพูชาเตรียมยื่นข้อเสนอขอคืนพื้นที่หนองจาน จ.สระแก้ว หรือไม่ ว่า ไม่มีหรอกครับ ในแต่ละสัปดาห์ตนก็พยายามเชิญหน่วยงานด้านความมั่นคงมาอัปเดต เพราะช่วงนี้ก็มีประเด็นอย่างที่ว่า เดี๋ยวจะมีข้อเสนอนั้นข้อเสนอนี่มา ก็ต้องมาถามให้เรียบร้อยว่าข่าวเป็นอย่างไรบ้าง บางทีก็บอกว่ามีเสียงระเบิดตรงโน้น แต่ทั้งหมดคำตอบคือทุกอย่างเกิดขึ้นนอกเขตแดนไทย เราก็ทำอะไรไม่ได้ เขาจะยั่วยุหรือทำอะไรก็แล้วแต่ เราก็ต้องมีความอดทุน แต่เราไม่ใช่ไปกระทำผิดเสียเอง ถือว่าอธิปไตยใครอธิปไตยมัน

นายกฯ ย้ำ ปราบสแกมเมอร์-นอมินี เป็นนโยบายหลักรัฐบาล ชี้ 3 เดือน คดีลดลง 60%

นายกฯ ย้ำ ปราบสแกมเมอร์-นอมินี เป็นนโยบายหลักรัฐบาล ชี้ 3 เดือน คดีลดลง 60%

นายกฯ ย้ำ ปราบสแกมเมอร์-นอมินี เป็นนโยบายหลักรัฐบาล ชี้ 3 เดือน คดีลดลง 60%

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

นายกฯ ย้ำ ปราบสแกมเมอร์-นอมินี เป็นนโยบายหลักรัฐบาล ชี้ กราฟคดีต่างๆ ช่วง 3 เดือนลดลง 60% ลั่นต้องปราบให้ได้มากที่สุด

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานแถลงผลการดำเนินงานในการปราบปรามสแกมเมอร์ และตัดวงจรนอมินีข้ามชาติ ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ตนได้ประสานกับสำนักงานแห่งชาติ รวมถึงหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องและฝ่ายปกครอง ในการร่วมกันป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง และได้มีการติดตามการดำเนินการมาโดยตลอด เห็นได้ชัดเจนว่ากราฟคดีต่างๆ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงจำนวนเงินทรัพย์สินที่ยึดได้เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งจำนวนยอดการหลอกลวงเป็นไปในแนวทางเดียวกันหมด แสดงให้เห็นว่าไม่ได้เป็นการสร้างกราฟขึ้นมาเพียงเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชา แต่เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเพื่อนำมาสู่การตรวจสอบกันทุกฝ่าย 

“ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ช่วง 3 เดือนหลังที่เราปราบปรามคดีลดลงไปเกือบ 60% ซึ่งเราต้องทำให้หมดไปมากที่สุดเท่าที่ทำได้” นายกฯ กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ในส่วนของนอมินีซึ่งมีในทุกพื้นที่ หากตรงไหนที่มีการกระทำในลักษณะเช่นนี้จะต้องดำเนินการทั้งหมด เพื่อให้เกิดการตื่นตัวในทุกจังหวัด เพราะเมื่อทราบว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับเรื่องพวกนี้แล้วยังมีความล้มเหลวทางประสิทธิภาพการดำเนินการ ก็ต้องหาคนที่มีประสิทธิภาพไปทำงานแทน

เมื่อถามว่า เป็นการประกาศเตือนผู้มีอิทธิพล และนอมินีให้รับทราบใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ไม่เตือนแล้วถ้าทำผิดก็จับเลย รวมถึงยังมีกระบวนการยึดทรัพย์ เนรเทศ และห้ามเข้าประเทศ ซึ่งเราจะดำเนินการทุกอย่าง

ศุภจี ลุยปิดดีล FTA ยุโรป-อังกฤษ-แคนาดา และภาษีสหรัฐฯ

ศุภจี ลุยปิดดีล FTA ยุโรป-อังกฤษ-แคนาดา และภาษีสหรัฐฯ

ศุภจี ลุยปิดดีล FTA ยุโรป-อังกฤษ-แคนาดา และภาษีสหรัฐฯ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

“ศุภจี” แถลงผล กรอ. เร่งปิดดีล FTA ยุโรป แคนาดา อังกฤษ และภาษีสหรัฐฯ ระบุ 4 ปีกระจายการค้าเข้าถึงกลุ่ม SME เพิ่มขึ้น อัปเกรดท่องเที่ยวไทย เน้นคุณภาพ  “ปกรณ์” ลุยแก้กฎหมายรอง

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1 ในด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ว่า เป้าหมาย 4 ปีจากนี้ เมื่อโลกการค้ามีการเปลี่ยนแปลงมาก ฉะนั้น สิ่งที่เราจะทำคือการเป็นศูนย์กลางการค้าเสรี โดยต้องเร่งความตกลง FTA ที่ต้องเร่งปิดให้ได้ในช่วง 4 ปี ในปี 2569 ต้องเร่งปิดให้ได้หลายตัว อาทิ ตลาดยุโรป ข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่กำลังเปิดการเจรจาอยู่ เช่น แคนาดา อังกฤษ เพื่อให้การส่งออกของไทย ไม่ต้องพึ่งพากลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงอย่างเดียว  ดังนั้น ใน 4 ปีนี้ ต้องการทำให้การส่งออกของประเทศไทยมีความสมดุลทั้งในประเทศคู่ค้าเดิม และกระจายตัวไปยังผู้ประกอบการ SME ตัวเล็กๆ ชุมชนด้วยมากขึ้น นอกเหนือจากผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อทำให้เกิดการกระจายตัวของรายได้

นางศุภจี กล่าวว่า ส่วนการเกษตรระยะสั้นจะต้องแก้ปัญหาในเรื่องผลผลิตที่มีเกินมาก และให้ตรงกับตลาด ส่วนระยะยาวจะต้องมีการแก้ในเรื่องระบบโครงสร้าง อาทิ ยกระดับผลผลิตให้ตรงกับความต้องการตลาด รวมถึงต้องมีการแปรรูปสินค้าเกษตร และต้องเปิดตลาดใหม่ให้มากขึ้น รวมถึงต้องวางตัวของประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยทางด้านสินค้าเกษตร และมีความมั่นคงทางด้านอาหารของภูมิภาคและโลก ซึ่งตั้งเป้าว่าจะดำเนินการภายใน 4 ปี

นางศุภจี กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการท่องเที่ยว เราต้องการผลักดันให้ภาคการท่องเที่ยวไทย เป็นการท่องเที่ยวมูลค่าสูง แต่การแก้ปัญหาต้องทำมากกว่ากลุ่มงานภาคการท่องเที่ยว อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา แต่คนที่จะทำให้การท่องเที่ยวไทยมีความยั่งยืนได้จะต้องบูรณาการหลายหน่วยงานของภาครัฐ เพื่อทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกปลอดภัยและสะดวกสบาย รวมถึงนำเศรษฐกิจมูลค่าสูงเติมเข้าไป เช่น บริการสุขภาพ อาหาร เศรษฐกิจชุมชน ซึ่ง 4 ปีจากนี้ เราจะไม่มองในเรื่องปริมาณของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างเดียว แต่จะต้องโฟกัสในเรื่องคุณภาพเพื่อทำให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ด้าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงด้านการปลดล็อคภาครัฐ เพื่อเอื้อการลงทุนและฟื้นเศรษฐกิจ ในการประชุม กรอ.นัดแรก ว่า บทบาทตนใน กรอ. เป็นทั้งกองกลางและกลองหลัก  สำหรับการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เบื้องต้นได้หารือร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ไปแล้ว เพื่อทำให้ภาคเอกชนดำเนินการได้สะดวก และสร้างรายได้เข้าประเทศให้มากขึ้น โดยหลักๆ จะมีการแก้ไขกฎหมายลำดับรอง รองลงมาเป็นการแก้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ เพื่อให้การบริการภาครัฐมีความสะดวกมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งลดปัญหาการทุจริต ส่วนการเดินโครงการก่อสร้างที่มีปัญหา เช่น การแก้ปัญหาโครงการล่าช้า นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและยิ่งได้ตรงขึ้น

นายปกรณ์ ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการทุจริตว่า กฎหมายไทย ประมาณ 90% เป็นกฎหมายที่เน้นอนุญาต ดังนั้น สิ่งที่เราจะทำคือ จะลดกระบวนการและขั้นตอน โดยการแก้กฎหมายลำดับรอง ที่เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขการขออนุญาตต่างๆ จากนั้นจะทำเรื่องการให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีโครงสร้างรองรับอยู่แล้ว และปัจจุบันคือ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ ขณะนี้ฉบับการแก้ไขรอประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายลำดับรองรอง คนที่รู้ดีที่สุดคือ ภาคเอกชน ซึ่งเราจะรับฟังภาคเอกชนให้มาก จะทำให้การทำงานของภาครัฐและเอกชนเป็นไปทางเดียวกันและอำนวยความสะดวกประชาชนด้วย  นอกจากนี้ ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องการทุจริต ทำให้เกิดความโปร่งใส ภาพรวมถือเป็นการยิงทีเดียวได้สามตัวเลย

อนุทิน ลั่น ไม่เคยคิดเรื่องชั่วๆ หลัง ปชน. โยงดีเอสไอ กลั่นแกล้งคดี ภาวุธ

อนุทิน ลั่น ไม่เคยคิดเรื่องชั่วๆ หลัง ปชน. โยงดีเอสไอ กลั่นแกล้งคดี ภาวุธ

อนุทิน ลั่น ไม่เคยคิดเรื่องชั่วๆ หลัง ปชน. โยงดีเอสไอ กลั่นแกล้งคดี ภาวุธ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.02 น.

อนุทิน ลั่น ไม่เคยคิดเรื่องชั่วๆ หลัง ปชน. โยงดีเอสไอ กลั่นแกล้งคดี ภาวุธ จวกไม่ทำเรื่องสับปะรังเคดิสเครดิต

เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 22 มิ.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้อง นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัครสส. กทม.พรรคประชาชน คดียาเสพติด ซึ่งทางพรรคประชาชน ก็นำมาเชื่อมโยงกับ กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงเปิดชื่อนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อาจเชื่อมโยงคดี Forex มองเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง ว่า เขาคงคิดไปเรื่อยถ้าตนกลั่นแกล้งจริงคงโดนไปหลายคนแล้ว “ผมไม่เคยคิดเรื่องชั่วๆ พวกนี้”

เมื่อถามว่ามีการเชื่อมโยงเพราะก่อนหน้านี้ นายภาวุธออกมาเปิดเผยเรื่อง TH-AI Passport นายกฯ กล่าวว่า วันนี้เราจะไม่พูดอะไรที่ไปย่ำยีซ้ำเติม หรือจะไปบอกว่าคนนี้ผิดคนนี้ถูก เพราะมันมีกระบวนการในการทางกฎหมาย คนที่ถูกกล่าวหา ก็ไปชี้แจงข้อกล่าวหา หาหลักฐานไปหักล้างข้อกล่าวหาเท่านั้นเอง หากทุกอย่างหักล้างไปได้ ถูกต้องไม่มีความผิดพลาดอะไร เราจะไปทำอะไรได้

“ผมมีเรื่องอื่นที่ถนัดที่ผมสนุก ที่ผมรู้สึกว่า มันเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง กับประชาชนให้ทำเยอะแยะ ไม่ไปทำเรื่องอย่างที่บอก หลุดพูดไปเดี๋ยวผู้สื่อข่าวก็ไปนั่นอีก” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่าไม่ใช่การดิสเครดิตทางการเมืองใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า “ผมไม่ทำเรื่องสับปะรังเคพรรค์นี้หรอก เพราะว่านี่รัฐบาลคนทำผิดกฎหมายก็มีเจ้าพนักงานมีอะไรที่ต้องดูแลไป เรามีหน่วยงานทหาร ตำรวจ  ดีเอสไอ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายกฯจะไปทำอะไรพวกนี้ไม่ได้ เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น“

ผ่าแผนสู้ ‘น้ำท่วมกรุง’ 4 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ใครตัวจริงแก้ปัญหาซ้ำซาก

ผ่าแผนสู้ 'น้ำท่วมกรุง' 4 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ใครตัวจริงแก้ปัญหาซ้ำซาก

ผ่าแผนสู้ ‘น้ำท่วมกรุง’ 4 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ใครตัวจริงแก้ปัญหาซ้ำซาก

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.55 น.

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย ท่ามกลางปัญหาใหญ่ที่คนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญคือสถานการณ์น้ำท่วมขัง ข้อมูลสถิติในช่วงปี 2567-2568 ระบุว่า กรุงเทพมหานครเกิดน้ำท่วมขังรวมถึง 841 ครั้ง ปัญหาดังกล่าวไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทุกพื้นที่ แต่กระจุกตัวอยู่ในบางเขตอย่างชัดเจน โดยเขตดินแดงมีสถิติน้ำท่วมขังสูงสุดถึง 57 ครั้ง รองลงมาคือเขตหลักสี่ 52 ครั้ง และเขตจตุจักร 49 ครั้ง

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเผชิญน้ำท่วมซ้ำซาก และเป็นความท้าทายสำคัญของ 4 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ว่าจะมีนโยบายแก้ไขปัญหาในพื้นที่เหล่านี้ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมได้อย่างไร วันนี้ “แนวหน้าออนไลน์” จึงได้รวบรวมวิสัยทัศน์และนโยบายจัดการปัญหาน้ำท่วมของแคนดิเดตทั้ง 4 ท่าน มาเจาะลึกและนำเสนอ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้กับชาวกรุงเทพมหานครก่อนเข้าคูหาเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ขยายท่อ-เพิ่มจุดรับน้ำ-ลอกท่อตามความจำเป็น

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครหมายเลข 9 เน้นการแก้ไขข้อจำกัดทางกายภาพ โดยมีแผนปรับปรุงท่อระบายน้ำเดิมที่รองรับฝนได้ 60 มิลลิเมตร ให้สามารถรองรับได้เพิ่มขึ้นเป็น 80 มิลลิเมตร พร้อมทั้งเพิ่มจุดรับน้ำ (Floor drain) ริมถนนเพื่อเร่งระบายน้ำจากผิวจราจรลงสู่ท่อให้เร็วที่สุด สำหรับการขุดลอกท่อนั้น จะพิจารณาตามความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ พื้นที่ชุมชนหนาแน่นหรือมีไขมันสะสมมาก เช่น เขตดินแดงและห้วยขวาง อาจต้องขุดลอกปีละ 2-3 ครั้ง เพื่อความคุ้มค่าของงบประมาณ นอกจากนี้ยังเร่งดำเนินการก่อสร้างแนวเขื่อนป้องกันน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ความสูง 2.80 – 3 เมตร โดยที่ผ่านมาได้อุด “จุดฟันหลอ” หรือจุดที่น้ำรั่วซึมไปแล้วประมาณ 70 จุดจากกว่า 100 จุด

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ใช้ AI พยากรณ์ล่วงหน้าและสั่งการอัตโนมัติ

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครหมายเลข 14 ชูนโยบายการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามารับมือปัญหาน้ำท่วม โดยนำเสนอโมเดล “AI-X Band Smart Flood Bangkok” ซึ่งประกอบด้วยเรดาร์และเซ็นเซอร์กว่า 3,000-5,000 จุดทั่วกรุงเทพฯ ระบบนี้จะช่วยพยากรณ์ล่วงหน้าก่อนฝนตก 1-3 ชั่วโมง และรู้ก่อนน้ำท่วม 30-60 นาที โดยมีเป้าหมายนำร่องใน 12 เขตเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งรวมถึงเขตดินแดง เขตหลักสี่ และเขตจตุจักร

นอกจากนี้ เทคโนโลยี AI จะทำหน้าที่สั่งการเปิด-ปิดเครื่องสูบน้ำและประตูระบายน้ำแบบอัตโนมัติ ลดความล่าช้าจากการใช้คนตัดสินใจ รวมถึงเชื่อมโยงกับการจัดการจราจร เพื่อเปลี่ยนสัญญาณไฟและปรับเส้นทางไม่ให้รถติดสะสมในพื้นที่ที่กำลังจะถูกน้ำท่วม รวมทั้งมีแนวคิดทำแก้มลิงใต้ดินเพื่อกักเก็บน้ำฝนชั่วคราวอีกด้วย

AI-X Band Smart Flood Bangkok

  1. X-Band Radar: ติดตั้งโครงข่ายเรดาร์เฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง
  2. AI Water Sensor: ติดตั้งเซ็นเซอร์ 3,000-5,000 จุดทั่วเมือง (คลอง ปากท่อ ทางลอด)
  3. Digital Twin: สร้างเมืองเสมือนเพื่อจำลองสถานการณ์น้ำ
  4. AI Forecast: คาดการณ์น้ำท่วมล่วงหน้า 30 นาที – 6 ชั่วโมง
  5. Auto Pump Command: AI สั่งเปิด-ปิดเครื่องสูบน้ำและประตูระบายน้ำอัตโนมัติ
  6. AI Inspection: ใช้ CCTV, โดรน และหุ่นยนต์ ตรวจจับขยะอุดตันในท่อ
  7. AI Traffic: เปลี่ยนไฟจราจรและแนะนำเส้นทางหนีน้ำทันที
  8. Targeted Alerts: แจ้งเตือนประชาชนตรงจุดผ่าน Line OA, SMS และแอปพลิเคชัน
  9. AI Drone Rescue: บินสำรวจจุดติดค้างและสายไฟอันตราย
  10. Command Center: ศูนย์บัญชาการน้ำกลาง AI-X Band เพื่อบูรณาการข้อมูลทั้งหมด

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ลอกท่อ 100% และแยกระบบน้ำฝน-น้ำเสีย

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครหมายเลข 10 นำเสนอการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยตั้งเป้าหมายลอกท่อระบายน้ำให้ครบ 100% ทุกปี เนื่องจากที่ผ่านมามีการลอกท่อเพียง 55% ทำให้พื้นที่เดิมๆ มักมีน้ำท่วมขังซ้ำซาก ในระยะยาวมีแผนที่จะแยกรางระบายน้ำฝนออกจากรางระบายน้ำเสีย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดระยะเวลาในการระบายน้ำ นอกจากนี้ยังเน้นการทำงานร่วมกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในการลงพื้นที่แก้ปัญหาเส้นเลือดฝอย ตัวอย่างเช่นในเขตดอนเมือง จะผลักดันการลอกท่อระบายน้ำทั้งระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องสูบน้ำในคลองย่อย เพื่อป้องกันน้ำเอ่อล้นเข้าบ้านเรือนประชาชน

อนุชา บูรพชัยศรี สร้างอุโมงค์ยักษ์และใช้ AI สั่งการระบายน้ำ

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครหมายเลข 5 มองว่าการลอกท่อเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากได้อย่างยั่งยืน จึงเสนอแผนระยะยาวในการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ เพื่อผันน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทยให้รวดเร็วขึ้น ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนระบบเปิด-ปิดประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำ จากเดิมที่ใช้แรงงานคน (Manual) ไปเป็นระบบ AI ประมวลผลภาพรวม ส่วนการแก้ปัญหาระยะสั้นในระดับชุมชน จะเน้นการใช้เครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่ (Mobile Pump) ลงพื้นที่สูบน้ำขัง พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เทศกิจเข้าไปอำนวยความสะดวกและดูแลเส้นทางระบายน้ำย่อยให้เชื่อมต่อกับท่อหลักอย่างสมบูรณ์

จากสถิติที่ระบุว่าเขตดินแดง หลักสี่ และจตุจักร เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังบ่อยครั้งที่สุด แคนดิเดตทั้ง 4 ท่านได้นำเสนอแนวทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่การปรับปรุงกายภาพ การใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาบริหารจัดการ การรื้อระบบโครงสร้างท่อระบายน้ำ ไปจนถึงการผลักดันเมกะโปรเจกต์อย่างอุโมงค์ยักษ์

ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ประชาชนชาวกรุงเทพมหานครจะเป็นผู้ตัดสินใจว่า วิสัยทัศน์และนโยบายของแคนดิเดตท่านใด จะเป็นคำตอบที่แท้จริงในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากวิกฤตน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

แฉขบวนการ Forex เถื่อน นายวิฑูรย์ นำ 2 พยานให้ข้อมูล DSI ลากไส้กลโกง

แฉขบวนการ Forex เถื่อน นายวิฑูรย์ นำ 2 พยานให้ข้อมูล DSI ลากไส้กลโกง

แฉขบวนการ Forex เถื่อน นายวิฑูรย์ นำ 2 พยานให้ข้อมูล DSI ลากไส้กลโกง

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.52 น.

‘ทนายวิฑูรย์’ พา 2 พยานที่เคยเรียนเทรด Forex กับโค้ชดัง เข้าให้ข้อมูลกับ DSI แฉขั้นตอนการเข้าร่วมกลุ่มและการสมัครสมาชิก

วันนี้ 22 มิ.ย.69 เวลา 10.00 น.  ที่โถงศูนย์ราชการฯ อาคารซี (C) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความ เดินทางมาที่กองคดีเทคโน โลยีสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เพื่อพาพยาน2คนที่เคยเรียนเทรด Forex กับ โค้ช สอนเทรด Forex  ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ดีเอสไอตรวจสอบและแถลงข่าวไปก่อนหน้านี้ว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่าย
Forex ที่มีผู้เสียหายกว่า 500คน มูลค่าความเสียหายหลายพันล้านบาท เพื่อมาให้ข้อมูลกับดีเอสไอ

ทนายวิฑูรย์

โดยทนายวิฑูรย์ บอกว่า พยานที่พามาวันนี้เป็นคนที่เข้าไปเรียนกับโค้ชเจมส์ และโดนปลูกฝังให้เทรด เพื่อให้ได้กำไรเยอะๆ ซึ่งโบรกเกอร์ที่เทรดถือว่าเป็นโบรกเกอร์เถื่อนและไม่ได้รับอนุญาต  โดยในวันนี้อยากพาผู้เสียหายมาเพื่อให้ปากคำในฐานะพยานก่อนเพื่อให้สำนวนคดีเกิดความแน่นหนาขึ้น ทั้งนี้ พยานก็สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นผู้เสียหายได้

นอกจากนี้ ตนเองยังมีข้อมูลว่าโบรกเกอร์บริษัทที่ดีเอสไอนำมาแถลงนี้ เป็นโบรก เกอร์ต่างชาติไม่มีบริษัทในประเทศไทย และมีคนเอาเงินไปฝากเพื่อไปเทรดForex ซึ่งตนเองไปได้คำพิพากษาของศาลออสเตรเลีย ที่มีคำสั่งให้ปิดบริษัทดังกล่าวไปเพราะมีสินทรัพย์น้อยและเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ เมื่อวันที่ 4 เม.ย.2568 โดยตนเองจะนำหลักฐานชิ้นนี้มอบให้ดีเอสไอไปทำการตรวจสอบด้วย เพราะบริษัทนี้ยังมีการรับเงินเข้ามาอยู่เรื่อยๆ โดยผ่าน Payment Gateway 

ทนายวิฑูรย์

ส่วนกรณีที่พยานกดเทรดเองแล้วเสียนั้น จะเป็นผู้เสียหายได้หรือไม่ ทนายวิฑูรย์ มองว่า ต้องไปดูที่ตัวระบบโปรแกรม เพราะพยานเกิดความเสียหายจากระบบ

ขณะที่พยานทั้ง 2คนเล่าให้ฟังว่า เนื่อง จากเคยเทรดคริปโตมาปีกว่า และเจอโค้ชคนนี้  จากการทำการตลาดจากโฆษณาว่าสามารถพลิกชีวิตด้วยForex จึงอยากเรียนรู้วิธีการเลยเริ่มเข้าไปศึกษา จากนั้นก็ได้เข้าไปงานสัมมนางานหนึ่งที่จัดขึ้นที่เชียงใหม่ ลักษณะชวนเข้าไปเรียนรู้โดยเริ่มต้นจากการเปิดพอร์ต หรือเติมเงินเข้าไปเพื่อใช้ในการเทรดเพื่อเรียนรู้ เพราะโค้ชเป็นกลุ่ม IB ครั้งแรกเติมเงิน 500 ดอลล่าร์ ซึ่งในการสัมมนาโค้ชจะมีการเอากำไรมาโชว์ให้สมาชิกเข้าร่วมสัมมนารู้ว่าการ All in สามารถรวยได้ และโค้ชก็พาเทรดสดในงานสัมมนา ซึ่งวันแรกที่งานสัมมนาสามารถทำกำไรได้จริง และผู้บริหารโบรเกอร์ก็มาแจกเงินด้วยเพื่อความน่าเชื่อถือ

ทนายวิฑูรย์

หลังจากนั้นก็เริ่มติดตามโค้ชต่อ  โดยเมื่อสมาชิกเปิดพอร์ต 500 ดอลล่าร์ แล้วก็จะได้เข้ากลุ่มDiscord ซึ่งเป็นกลุ่มไพรเวทที่ใช้ในการพูดคุยมีประมาณ 2-3 หมื่นคน และเมื่อเข้าไปพูดคุยในกลุ่มจะต้องเทรดขั้นต่ำ 3 ลอต ก่อนถึงจะได้ดูการเทรดของโค้ชเจมส์ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีเงื่อนไขแตกต่างกันไป และจะแบ่งเป็น 3 ระดับ ตั้งแต่ 100 ดอลล่าร์ 500ดอลล่าร์ สูงสุดคือ 5,000 ดอลล่าร์ ถึงจะได้เจอการเทรดสดกับโค้ชครบทุกคน และโค้ชก็จะนำเทรดว่าให้เข้าซื้อที่จุดไหน และตัดขาดทุนจุดไหน แต่ลักษณะการเข้าซื้อ ด้วยเงินทุน จำนวนเงิน 500 ดอลล่าร์ ไม่สามารถเข้าเทรดตามโค้ชเจมส์ได้ทุกไม้ เพราะโค้ชเจมส์สั่งซื้อในปริมาณมากๆ และโค้ชเจมส์มีสายป่านเงินทุนที่ยาว แต่สมาชิกเป็นเพียงแค่ตัวเล็ก เงินทุนน้อบ ก็อาจจะล้างพอร์ตหรือขาดทุนได้

เมื่อเทรดไปได้ไม่นาน ตนเองก็เงินหมด แล้วก็ไปงานสัมมนาครั้งที่สอง ก็เติมเงินไปอีก2,000ดอลล่าร์ และได้โบนัสอีกเท่าตัวทำให้เราทำคำสั่งซื้อขายได้มากกว่าเดิม และก็เข้าไปเทรดจนสุดท้าย พอตแตกแล้วก็หยุดไป ทำให้รวมๆตนเองเสียจากการเทรด หลังจากเข้ากลุ่มกับโค้ช ไปประมาณ 3,000ดอลล่าร์ หรือประมาณเกือบแสนบาท

พยานได้เล่าทิ้งท้ายว่า  เหตุผลที่ตนเองยังไม่แจ้งความ เพราะกลัวว่าหลักฐานข้อมูลอาจจะยังไม่เพียงพอ เนื่องจาก ตนเองเข้าไปเทรดเองด้วย อาจจะถูกอ้างได้ว่าเทรดเสียเองหรือไม่ เลยต้องการมาให้ข้อมูลกับดีเอสไอในวันนี้ไว้ก่อน

ศรีสุวรรณ ร้องศาลปกครอง เพิกถอนมติปรับเขตป่าทับลาน 1.5 แสนไร่

ศรีสุวรรณ ร้องศาลปกครอง เพิกถอนมติปรับเขตป่าทับลาน 1.5 แสนไร่

ศรีสุวรรณ ร้องศาลปกครอง เพิกถอนมติปรับเขตป่าทับลาน 1.5 แสนไร่

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.51 น.

‘ศรีสุวรรณ’ร้องศาลปค. ขอให้เพิกถอนมติ คกก.อุทยานแห่งชาติ เฉือนป่าทับลานมรดกโลกให้ สปก.บริหารจัดการ อ้างกระทบบัญชีการขึ้นทะเบียนมรดกโลก

วันนี้ 22 มิ.ย. 2569 นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เดินทางมายื่นฟ้องคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อม และอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป้า และพันธุ์พืช ว่าร่วมกันใช้อำนาจหรือดุลยพินิจโดยมิชอบ และละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 15มิ.ย.2569 มีมติให้ปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน โดยให้มีการเพิกถอนที่ดินของอุทยานฯที่ทับซ้อนเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เนื้อที่ประมาณ 53,416 ไร่ พื้นที่โครงการหมู่บ้านไทยสามัคคีตามมติ ครม. ปี 2520 เนื้อที่ประมาณ 8,328 ไร่ พื้นที่โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงเฉพาะพื้นที่(พมพ.) และโครงการจัดสรรที่ดินทำกินแก่ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม (คจก.) ตามมติ ครม. ปี 2535 เนื้อที่ประมาณ 87,500 ไร่ รวม 155,865 ไร่ โดยยกให้ ส.ป.ก.ไปจัดการ และพื้นที่ราชพัสดุสนามฝึกซ้อมรบของทหาร เนื้อที่ประมาณ 6,621 ไร่ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และสวนกระแสการคัดค้านของประชาชน ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนมติดังกล่าว

ศรีสุวรรณ จรรยา

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การเฉือนพื้นที่อุทยานทับลานออกไป จะกระทบกระเทือนต่อความเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ที่ UNESCO อาจประกาศให้อยู่ในภาวะอันตรายหรือถูกถอดออกจากบัญชีการขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้ ส่วนข้ออ้างว่าจะนำพื้นที่ป่าสงวนฯประมาณ 86,966 ไร่เข้ามาเสริมนั้น เป็นเรื่องที่ยากเพราะมีชาวบ้านไปบุกรุกเป็นที่ทำกินอยู่ ซึ่งจะกลายเป็นมหากาพย์เพิ่มความขัดแย้งใหม่เข้าไปอีกแน่ หรือเป็นเพียงคำลวงที่ลดกระแสต่อต้านจากคนไทยทั้งประเทศเท่านั้น ที่สำคัญในปี 2567 กรมอุทยานฯและ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ( คทช.)เคยจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องดังกล่าวพบว่ามีประชาชนคัดค้านมากถึง 901,892 คนหรือ 95.05% แต่กลับไม่นำมาประกอบในการใช้อำนาจหรือดุลยพินิจ จึงถือได้ว่ามติดังกล่าวเป็นการทำลายพื้นที่อนุรักษ์ของชาติ ที่ไม่อาจปล่อยผ่านไปได้ นอกจากนี้ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนยังได้ขอให้ศาลพิจารณาออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวด้วยการสั่งระงับการบังคับใช้มติดังกล่าวไปกว่าคดีจะถึงที่สุด เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นระหว่างศาลพิจารณาคดี

เมื่อถามว่าการออกประกาศเช่นนี้เป็นการเอื้อให้กับนายทุนหรือนักการเมืองหรือไม่ นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่อุทยานที่มีชาวบ้านไปอยู่อาศัย ส่วนใหญ่เปลี่ยนมือไปอยู่ในมือนายทุน ในรูปรีสอร์ท บังกะโล โดยกลุ่มเหล่านี้ไม่ใช้เกษตรกร ดังนั้น คนกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์ทันทีหากเปลี่ยนจากพื้นที่อุทยานไปเป็น ส.ป.ก.เพราะมีเงื่อนไขที่เอื้อให้กับคนเหล่านี้สามารถนำไปทำธุรกิจได้ แต่มีข้อกำหนดว่าต้องเป็นเกษตรกรมาก่อน โดยไปขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรอำเภอ เกษตรตำบลรอเวลา 5 ปีก็จะได้สิทธิ์ในการเข้าไปซื้อหรือเช่าซื้อและเปลี่ยนโอนสิทธิ์ได้ จากเดิมในอดีตที่จะสามารถโอนสิทธิ์ได้เฉพาะทายาทเท่านั้น

ศรีสุวรรณ จรรยา

ส่วนการแก้ไขปัญหาให้กัยประชาชนที่อาศัยอยู่ก่อนที่จะมีการประกาศพื้นที่ป่าสงวน ตามพ.ร.บ.อุทยานฯ มาตรา 64 บทเฉพาะกาล ก็ระบุให้กรมอุทยานฯ ไปสำรวจว่ามีประชาชนผู้ใดที่อาศัยอยู่มาก่อนที่จะมีการประกาศกฎหมายฉบับดังกล่าว ก็ยืนยันสิทธิ์ให้ชาวบ้านอยู่อาศัยต่อไป ดังนั้นไม่ได้เป็นการไล่คนที่อยู่มาก่อน เพียงแต่กฎหมายกำหนดให้ต้องไปตรวจสอบสิทธิ์โดยดำเนินการภายใน 180 วัน ซึ่งปัจจุบันเกิน 180 วันมาหลายปีแล้ว จึงถามว่ากรมอุทยานฯไปทำอะไรอยู่