นายกฯ เดินทางถึงเมืองคาซานของรัสเซีย เตรียมร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ

นายกฯ เดินทางถึงเมืองคาซานของรัสเซีย เตรียมร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ

นายกฯ เดินทางถึงเมืองคาซานของรัสเซีย เตรียมร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.20 น.

นายกฯ และคณะเดินทางถึงเมืองคาซาน รัสเซีย เตรียมร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ผลักดันความร่วมมือด้านพลังงาน อาหาร เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจอาเซียน–ยูเรเชีย

เมื่อวันที่ 16 มิถนายน 2569 เวลา 20.25 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ได้เดินทางถึงเมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (ASEAN-Russia Commemorative Summit) ระหว่างวันที่ 16–19 มิถุนายน 2569 ในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย โดยมีผู้แทนระดับสูงของสหพันธรัฐรัสเซียและคณะจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ร่วมให้การต้อนรับ

ในการนี้ นาย Bogdashev Igor Viktorovich อธิบดีกรมพิธีการทูต กระทรวงการต่างประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย พร้อมด้วยนาย Rustam Minnikhanov ประมุขแห่งสาธารณรัฐตาตาร์สถาน นาย Vladimir Aleksandrovich Leonov รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการกีฬาแห่งสาธารณรัฐตาตาร์สถาน นาย Ilsur Metshin นายกเทศมนตรีเมืองคาซาน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัสเซียที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีและภริยาอย่างอบอุ่น ขณะเดียวกัน นายศศิวัฒน์ ว่องสินสวัสดิ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก พร้อมด้วยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารทั้งสามเหล่าทัพ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) และข้าราชการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ร่วมให้การต้อนรับด้วย

ในโอกาสดังกล่าว นายกรัฐมนตรีและภริยาได้รับการต้อนรับตามธรรมเนียมของสหพันธรัฐรัสเซีย โดยสุภาพสตรีในชุดประจำชาติได้มอบขนมปัง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ การต้อนรับด้วยความจริงใจ ความอุดมสมบูรณ์ และความปรารถนาดีต่อแขกผู้มาเยือน สะท้อนถึงไมตรีจิตและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและรัสเซีย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างอาเซียนและรัสเซียในระยะต่อไป โดยแบ่งการประชุมออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การประชุมเต็มคณะ (Plenary Session) เพื่อหารือประเด็นความร่วมมือระหว่างประเทศและภูมิภาค ตลอดจนทิศทางความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซียในระยะต่อไป และการหารือระหว่างอาหารกลางวัน (Working Lunch) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการใช้ศักยภาพของภูมิภาคอาเซียนและยูเรเชีย โดยมีผู้แทนจากองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) สภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน และหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เข้าร่วมด้วย

สำหรับในวันพรุ่งนี้ (17 มิถุนายน 2569) นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าร่วม ASEAN-Russia Business Forum ซึ่งเป็นเวทีการประชุมธุรกิจระหว่างรัสเซียและอาเซียน ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำ (Gala Dinner) และรับชมการแสดงทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ในวันถัดไป

ในวันที่ 18 มิถุนายน 2569 นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมพิธีถ่ายภาพหมู่ผู้นำ ก่อนเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ และกล่าวถ้อยแถลงในประเด็นความร่วมมือระหว่างประเทศและภูมิภาค รวมถึงทิศทางความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซียในระยะต่อไป จากนั้นจะร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์ของการประชุม จำนวน 4 ฉบับ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการหารือระหว่างอาหารกลางวัน (Working Lunch) ร่วมกับผู้นำอาเซียน รัสเซีย และผู้แทนจากองค์กรเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับภูมิภาคยูเรเชีย ตลอดจนแสวงหาโอกาสใหม่ด้านการค้า การลงทุน พลังงาน เทคโนโลยี และความมั่นคงทางอาหาร

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับรัสเซียในสาขาที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน และเทคโนโลยี อันจะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในระยะยาว

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจในช่วงค่ำของวันเดียวกัน นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางกลับประเทศไทย และมีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 19 มิถุนายน 2569

ครม.รับทราบคำสั่งสำนักนายกฯ ยกเลิกให้ ‘พิพัฒน์’ คุม ‘อีอีซี’

ครม.รับทราบคำสั่งสำนักนายกฯ ยกเลิกให้ 'พิพัฒน์' คุม 'อีอีซี'

ครม.รับทราบคำสั่งสำนักนายกฯ ยกเลิกให้ ‘พิพัฒน์’ คุม ‘อีอีซี’

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.12 น.

ครม.รับทราบ คำสั่งสำนักนายกฯ  ยกเลิกให้ “พิพัฒน์” กำกับ ”อีอีซี“

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ได้มีมติรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 233/2569 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี โดยมีเนื้อหาว่า ตามที่ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569 นั้นอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 11 (2) และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534มาตรา 38 แห่ง 53 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 มาตรา 90 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. 2550 จึงให้แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 เรื่องมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569 ดังนี้ รองนายกรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ให้ยกเลิกข้อ 1.2 (สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 234/2569 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบส านักนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 3) โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ แผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5)พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติทโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอ านาจ พ.ศ. 2550 จึงให้แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 96/2569 เรื่อง มอบหมายและมออำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบส านักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569 ดังนี้ รองนายกรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ให้ยกเลิกข้อ 1.1.3 (คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก)

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยคำสั่งดังกล่าวมีการลงนามเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569

สั่งเด้งผู้ว่าภูเก็ตเข้ากรุ แฉปมเดือด ขัดแย้งหนัก-คุมไม่อยู่

สั่งเด้งผู้ว่าภูเก็ตเข้ากรุ  แฉปมเดือด  ขัดแย้งหนัก-คุมไม่อยู่

สั่งเด้งผู้ว่าภูเก็ตเข้ากรุ แฉปมเดือด ขัดแย้งหนัก-คุมไม่อยู่

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สั่งเด้งผู้ว่าภูเก็ตเข้ากรุ แฉปมเดือด ขัดแย้งหนัก-คุมไม่อยู่ เซมเบ้โร่ชี้แจงนายกฯ มท.1ปลอบมาอยู่กับพี่ สุชาติขู่ล้างบางมาเฟีย

รองผู้ว่าฯซีฟู้ด ลามเข้าครม. สลับ “ผู้ว่าฯเซมเบ้” พ่อเมืองภูเก็ตนั่งรองปลัด มท. ขยับ “โชตินรินทร์” นั่งคุมชายหาดแทน นายกฯอนุทิน เรียก รมต.ภูมิใจไทย เฉ่ง ปมปราบปรามผู้มีอิทธิพลไม่ได้ผลจนเกิดเรื่องฉาว ลิซ่า-ภคมน หนุนอนันต์ ขุนพลหญิงสายใต้ปชน.เรียกร้อง “อนุทิน” เร่งจัดการเด็ดขาด “นักรีดสีกากี” อย่าปล่อยให้หากินบนหลังประชาชน 

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2569 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ กมธ.เตรียมลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 26-27 มิ.ย. เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการบุกรุกที่สาธารณะ และป่าสงวนแห่งชาติ บริเวณหาดฟรีด้อม ต.กะรน อ.เมืองภูเก็ต ซึ่งที่ผ่านมาเคยพบการกระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายป่าไม้และมีการดำเนินคดีมาแล้วหลายคดี การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปในทิศทางเดียว กับนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่มุ่งกวาดล้างผู้มีอิทธิพล และกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองธุรกิจ รวมถึงการบุกรุกพื้นที่สาธารณะ

ทั้งนี้ นายอาสพลธ์ ได้ทำหนังสือเชิญ สส.ภูเก็ต ทั้ง 3 เขต ได้แก่ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ นายเฉลิมพงศ์ แสงดี จากพรรคประชาชน (ปชน.) และ น.ส.อรทัย เกิดทรัพย์ จากพรรคกล้าธรรม (กธ.) เข้าร่วมประชุม และลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับ กมธ.ป.ป.ช. เพื่อสะท้อนปัญหา รับฟังความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเปิดเผย โปร่งใส และรอบด้าน

ให้ประชาชนสังเกตการ

พร้อมกันนี้ จะเปิดโอกาสให้ตัวแทนประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็น เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหากลุ่มธุรกิจและผู้มีอิทธิพลสีเทาที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างอาคารถาวร การตัดถนน การเก็บค่าเข้าพื้นที่ หรือการเปิดร้านค้าให้บริการนักท่องเที่ยว โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

นายอาสพลธ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ของ กมธ.ป.ป.ช. ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณเอาจริง ในการทวงคืนสมบัติของชาติ โดยหลังจากตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยาน  หลักฐานแล้วเสร็จ จะนำข้อมูลเชิงลึกที่ได้ ส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามกฎหมาย กับผู้บุกรุกและผู้ที่อยู่เบื้องหลังอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีข้อยกเว้น และยังช่วยตรวจสอบ และสนับสนุนให้เกิดการจัดระเบียบพื้นที่หาดฟรีด้อม รวมถึงพื้นที่สาธารณะอื่นในจ.ภูเก็ต ให้กลับมาเป็นสมบัติของส่วนรวม และเป็นประโยชน์ ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ปชน.ขุดรองผู้ว่าซีฟู้ด
จากกรณีการโยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต (รองซีฟูด) ออกจากพื้นที่ หลังถูกอ้างถึงในกรณีการบุกรุกที่ดินชายหาดจังหวัดภูเก็ต เพื่อเปิดทางให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น
. ล่าสุด น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงความเห็นส่วนตัวผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คนในพื้นที่เขารู้กันดีว่า รองซีฟูดเส้นสายไม่ธรรมดา ขยายรากลึกสร้างอิทธิพลในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตไว้กว้างขวางขนาดไหน หากินอยู่กับอะไร การย้ายหรือเด้งไม่ได้ช่วยให้ปัญหาให้นักรีดสีกากีหมดลง แต่เป็นแค่การลดแรงเสียดทานประวิงเวลาเท่านั้น
. ดังนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงควรดำเนินการให้เด็ดขาด เอาเรื่องให้ถึงที่สุด อย่าให้ข้าราชการหากินบนหลังประชาชนอีกต่อไป
. “ระบอบสีน้ำเงินแรกๆก็แก้ต่างได้ หลังๆยิ่งแก้ตัวคำพูดชักจะพันลูกกระเดือกเข้าแล้ว”
. และ นายอนุทิน ในฐานะรมว.กระทรวงมหาดไทย หากรักประชาชนจริง กรุณาให้เกียรติกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ มาชี้แจ้งเรื่อง “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งเรื่องยังค้างจากสัปดาห์ที่แล้ว และ ได้ทำหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการไปแล้ว ก่อนทิ้งท้ายด้วยว่า “รองซีฟู” กับ “อธิบดีกรมการปกครอง” ใหญ่โตไม่ธรรมดา เพราะเติบโตมาจากเอเจนซีเดียวกัน

เฉ่งรมต.ปราบมาเฟียช้า

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุม นายกฯ ได้เรียกรัฐมนตรีสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทยเข้าหารือเป็นการภายในบนตึกไทยคู่ฟ้า โดยมีการขอความร่วมมือให้คณะผู้ติดตามของรัฐมนตรีแต่ละคนออกมารออยู่ด้านนอก ทั้งนี้ท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีรัฐมนตรีหลายคนถูกตำหนิเรื่องการแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพลในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต หลังจากเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ในวงประชุมมอบนโยบายหัวหน้าส่วนราชการของกระทรวงมหาดไทย นายกฯได้ตำหนิการแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพล จนเป็นเหตุให้มีคำสั่งโยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ 5 คน

ผู้สื่อข่าวสอบถามนายกฯถึงการโยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายกฯตอบเพียงสั้นๆว่า “ให้ไปถามปลัดกระทรวงมหาดไทย”

ขณะที่ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงประเด็นดังกล่าวกับ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่นายอรรษิษฐ์ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ ก่อนเดินตามคณะนายกฯขึ้นประชุม ครม.ทันที

สุชาติทวงคืนหาดภูเก็ต

เมื่อเวลา 09.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณีเพจหนึ่งในเฟซบุ๊คระบุ ถึงที่ดินป่าไม้ แถวเทศบาลเชิงทะเลกว่า 50 ไร่ถูกทีมงานรองบุกรุก ว่า เมื่อวานนี้ได้มีการประชุมคณะกรรมการภูเก็ตโมเดล ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ตนทำไทม์ไลน์ หาดต่างๆ ที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ ซึ่งบางหาดมีศาลตัดสินจนถึงที่สุดแล้ว เช่น หาดนุ้ย มีการตัดสินแล้วเมื่อปี 2561 – 2562 แต่จะพบว่ากลับเข้ามายึดที่ดินอีก ก็ต้องนำหมายไปติดซึ่งจะมีการกำหนดระยะเวลา 45 วัน ซึ่งก็มีสิทธิ์อุทธรณ์ ทางหน่วยงานก็ต้องยอมให้อุทธรณ์ แต่เมื่อครบกำหนดแล้ว เราก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย หากมีการรื้อครั้งนี้ก็จะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว จะมีการนำชุดป่าไม้ ชุดอุทยาน ชุดฉลามขาว ชุดพยัคฆ์ไพร ไปรวมกันเป็นชุดเฉพาะกิจอยู่ที่นั้นเลย แล้วก็จะให้ประชาชนและชาวประมงได้ใช้ประโยชน์ ไม่ใช่ว่าประชาชนมาหาปลากลับมีมาเฟียเอาปืนมายิงชาวบ้าน หรือยิงเรือแบบนี้ไม่ถูกต้อง และวันนี้เราต้องเอาคืนให้กับประชาชน และไม่ใช่ว่าชาวบ้าน ประชาชนเดินลงหาดแล้วไปเก็บเงิน 300 บาท แบบนี้ มันเป็นจิ๊กโก๋กลางซอย ทำแบบนี้ไม่ได้ เดี๋ยวเราจะเอาคืนให้หมด

ยันต้องทำตามกฎหมาย

เมื่อถามว่า เพจดังกล่าว ยังระบุว่าเป็นการแย่งชามข้าวหมากันของรอง นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่ได้โทษใคร แต่ถ้าหากมีใครทำผิดก็ไม่ไว้หน้าอยู่แล้ว เพราะนายกรัฐมนตรีสั่งตนอย่างเด็ดขาด ว่าไม่ให้สนใจใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นกรมหรือกระทรวงของตนเอง ก็ไม่ไว้หน้าเหมือนกัน พร้อมยกตัวอย่างว่า เช่น อุทยานแห่งชาติสิรินาถ ที่ภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่อุทยาน แต่ก็มีโรงแรมหลายแห่ง ที่ศาลมีการบังคับคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งขณะนี้ตนกำลังทำตัวเลขโฉนดไปให้กับอธิบดีกรมที่ดิน เพื่อให้มีการเพิกถอนโฉนด ที่ออกมาไม่ถูกต้อง เช่น การนำสค.บินมาครอบ ซึ่งก็จะได้เห็นว่า ตนได้รื้อโรงแรมดังๆอีกหลายแห่ง ซึ่งความจริงตนไม่ได้อยากรื้อ แต่ศาลสั่งว่าเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วต้องรื้อถอน แม้จะเสียดาย แต่ก็ต้องทำตามกฎหมาย

เมื่อถามต่อว่า ก่อนหน้านี้ที่ส่งเจ้าหน้าที่อุทยานไปตรวจสอบเคยมีข้อมูลว่า ข้าราชการระดับรองผู้ว่ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า ขอไม่ก้าวล่วง แต่ยอมรับว่ามีปัญหาเรื่องความร่วมไม้ร่วมมือกัน แต่ตนก็เข้าใจเพราะเมื่อวานมีการประชุมข้าราชการ ก็ได้ข้อมูลว่าได้รับแรงกดดันเยอะมาก ซึ่งถ้าใครไม่ไหวห่วงความปลอดภัยในชีวิตและครอบครัวก็สามารถย้ายได้ ก็จะนำคนใหม่ไปทำงานแทน และหลังจากนี้กระทรวงจะนำชุดเฉพาะกิจทั้ง 3 กรม ลงไปอยู่ในพื้นที่ พร้อมย้ำว่าต้องปกป้องหาดของประชาชน ทั้งคาดการณ์ว่า ประมาณกลางเดือนกรกฎาคมประชาชนจะได้เห็นว่าเป็นฉากๆ ทีละแปลง ที่จะครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ แต่ตอนนี้ก็ปล่อยให้เค้าลั้นล้าไปก่อนแล้วรอเวลานิดหนึ่ง

โยกผู้ว่าฯนั้งรองปลัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตัังนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และแต่งตั้งนายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตแทน ทั้งนี้ การโยกย้ายครั้งนี้เกิดขึ้น หลังจากมีความขัดแย้งของผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยใน จ.ภูเก็ต และมีคำสั่งกระทรวงมหาดไทย โยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต 2 ราย ที่มีปัญหา ไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดอื่น เมื่อช่วงเย็นวันที่ 15 มิ.ย.

GDPโตเกิน2% ‘ศุภจี’คาดเศรษฐกิจ ภายหลังสงครามยุติ

GDPโตเกิน2%  ‘ศุภจี’คาดเศรษฐกิจ  ภายหลังสงครามยุติ

GDPโตเกิน2% ‘ศุภจี’คาดเศรษฐกิจ ภายหลังสงครามยุติ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ศุภจี” คาด GDP โตเกิน 2% หากสหรัฐ-อิหร่าน ลงนามสันติภาพ เชื่อสถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น หลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ด้านรมว.อุตสาหกรรม มั่นใจโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมไทยครึ่งปีหลังให้เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก แต่ยังเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมไทย ขณะที่สภาพัฒน์รอประเมินหลังลงนามสันติภาพ

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาเตรียมลงนามข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับอิหร่านอย่างเป็นทางการ ว่า ก็ดี ส่วนเป้าส่งออกไตรมาสแรกปี ’69 ก็ดีมาก ฉะนั้นคาดว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ถึงอย่างไรต้องติดตามดูสถานการณ์ก่อน แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องเตรียมตัวให้ดีที่สุด ส่วนการเปิดช่องแคบฮอร์มุซปัจจุบันยังเป็นเหมือนเดิม ฉะนั้นก็ต้องรอการเซ็นสัญญาสงบศึก หากมีการดำเนินการจริง ๆ ก็น่าจะดีสำหรับพวกเราทุกคน เเต่ก็ต้องรอดูทิศทางหลังจากนี้อีกเพียง 1-2 วัน แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องเตรียมตัวให้ได้มากที่สุด พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ โดยทางกระทรวงพาณิชย์จะดูความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและมาตรการต่าง ๆ โดยจะมีการสรุปกันอีกครั้ง

เมื่อถามว่า จะปรับทบทวน GDP หรือไม่ นางศุภจีกล่าวว่า ไตรมาสแรกอยู่ที่ 2.8 และขณะนี้จะต้องมีการทบทวนเพิ่มเติม เพราะทั้งปี 2569 เรามองจีดีพีอยู่ที่ 1.5 – 2% หากสถานการณ์เป็นเช่นเดิม แต่เมื่อมีความชัดเจนการลงนามสันติภาพดังกล่าวก็คาดว่า GDP น่าจะดีขึ้น เพราะการส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะได้ไม่ติดขัด รวมถึงราคาพลังงานที่เป็นปัจจัยสำคัญก็น่าจะผ่อนคลายลง และทำให้เรามีกำลังซื้อที่ดีขึ้น มีการค้าขายที่ดีขึ้น

นางศุภจี ยังกล่าวถึงผลตอบรับโครงการไทยช่วยไทย พลัส60/40 ว่า หลังเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนเมษายน พบว่าการใช้จ่ายของประชาชนดีขึ้น ช่วยบรรเทาค่าครองชีพ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ขณะเดียวกันเริ่มมีผู้ประกอบการ SME เข้าร่วมเครือข่ายมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งการลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้ประชาชน เมื่อถามถึงกระแสตอบรับที่ดี จะมีการพิจารณาเพิ่มวงเงินโครงการหรือไม่ นางศุภจี ระบุว่า ต้องรอการประเมินผลและหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อน พร้อมย้ำว่า หากประชาชนได้รับประโยชน์ก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี ส่วนผลตอบรับในช่วง 16วันที่ผ่านมา พบว่าทั้งประชาชนและร้านค้ามีการตอบรับในทางที่ดี ร้านค้าหลายแห่งมีความคึกคัก แต่รายละเอียดเพิ่มเติมต้องรอการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาประเมินผลโครงการอย่างรอบด้าน

ขณะที่ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม แสดงความมั่นใจว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะสามารถผลักดันอุตสาหกรรมไทยครึ่งปีหลังให้เติบโตต่อเนื่อง พร้อมชี้ว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านราคาพลังงานต้นทุนและขนส่ง แต่ยังเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมไทย

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า จะรอประเมินความชัดเจนเรื่องเศรษฐกิจ หลังสหรัฐและอิหร่านลงนามสันติภาพ เพราะขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่าจะทำให้ GDP ของไทยปรับตัวสูงขึ้นหรือไม่ เนื่องจากมีหลายปัจจัย

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าว่า กระทรวงพลังงานมีเป้าหมายหลักเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ยุติธรรมและสะท้อนต้นทุนจริง ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เนื่องจากการปรับค่าไฟฟ้านั้นจะกระทบทั้งประชาชน และการไฟฟ้าฯ ซึ่งรอผลจากการรับฟังความคิดเห็นในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตรัฐบาลมีความตั้งใจให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าถูกลง โดยในส่วนของการปรับอัตราค่าไฟฟ้าของบ้านที่อยู่อาศัยที่ให้ผู้ที่ใช้ไฟมากจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงกว่าอาจจะมีการทบทวน เพราะในที่สุดในเรื่องค่าไฟฟ้าสิ่งที่รัฐบาลต้องทำมีหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกัน เช่นเรื่องของการแก้ปัญหาโรงไฟฟ้าที่มีรูปแบบสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับรัฐ (สัญญาทาส) เช่น ที่ขายไฟฟ้าในรูปแบบแอดเดอร์ ต้องมีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งเรื่องของความสูญเสียในระบบที่เรียกว่าเป็น lossในระบบเหมือนสายส่งสายจำหน่าย หรือเรื่องไฟสาธารณะก็นำมาบวกในค่าไฟฐานและบิลค่าไฟฟ้าของประชาชนพวกนี้ต้องจัดการใหม่ทั้งหมดให้มีประสิทธิภาพ

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในมาตรการสำคัญในระยะต่อไปคือการกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่ คือประเภทที่ 9 หรือกลุ่ม Data Center ให้จ่ายค่าไฟฟ้าแพงกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจาก Data Center เป็นกลุ่มที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงมากและต้องใช้ก๊าซนำเข้าที่มีราคาสูงในการผลิตไฟฟ้า ดังนั้นอัตราค่าไฟของกลุ่มนี้จะต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและอาจสูงกว่าค่าไฟบ้านเรือน เพื่อนำส่วนต่างมาช่วยอุดหนุนและลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับภาคประชาชนและอุตสาหกรรมในประเทศ ในส่วนของพลังงานสะอาดรัฐบาลจะส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปอย่างต่อเนื่อง โดยจะเร่งรัดกระบวนการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินคืนจากภาคประชาชนให้เสร็จสิ้นภายในเดือนนี้ พร้อมทั้งชี้แจงว่ามาตรการสนับสนุนงบประมาณของรัฐจะไม่ใช่การแจกเงินฟรี แต่เป็นการช่วยสนับสนุนเงินดาวน์หรือลดดอกเบี้ยผ่านธนาคารของรัฐ เพื่อจูงใจให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์และเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศให้ยั่งยืนในระยะยาว

ลั่น300เสียงไม่ต้องซื้อ กรวีร์ท้าปชน. โชว์หลักฐานฝากเลี้ยง

ลั่น300เสียงไม่ต้องซื้อ  กรวีร์ท้าปชน.  โชว์หลักฐานฝากเลี้ยง

ลั่น300เสียงไม่ต้องซื้อ กรวีร์ท้าปชน. โชว์หลักฐานฝากเลี้ยง

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ลั่น300เสียงไม่ต้องซื้อ กรวีร์ท้าปชน. โชว์หลักฐานฝากเลี้ยง ชี้อย่าทำลายเกียรติสส.

“กรวีร์” ฟาด “ปชน.” ปูดฝากเลี้ยงสส.ฝ่ายค้านหลักล้าน ย้ำรัฐบาลเสียงแน่น 300 สส.ไม่จำเป็นต้องซื้อ ย้อนเจ็บ ถามฝ่ายค้านมาประชุมครบ บอกขายตัวทั้งพรรคได้ไหม ท้าคนปูดข่าวเปิดหน้ากางหลักฐาน สว.พิสิษฐ์” สวนเดือด!โต้ “พริษฐ์” ปมคลิปแฉเลือก สว. 67 ยันศาลพิพากษาแล้ว“พกโพยไม่ผิดกฎหมาย” กกต.รับรองแล้ว ตั้งคำถามคลิปหลุดจากสำนวนหรือไม่ ซัดต้องการสร้าง‘ระบอบส้ม’ชี้เป็นเกมดิสเครดิตทางการเมือง “สว.สุนทร”แฉกลับอีกขั้ว!เปิดปมคลิปประชุมเมืองทอง-แลกโหวตขั้วประชาธิปไตย จี้กกต.ตรวจสอบคืนความยุติธรรมสภาสูงประธาน กกต. แจงคดีฮั้ว สว.สอบตามกรอบกฎหมาย ไม่มีดึงเชง ลั่นไม่อืด-ไม่ล่าช้า ขณะที่ กทม.ปล่อยขบวนรณรงค์ Bangkok Vote สู่ 50เขต ปลัดฯชูเลือกตั้ง‘โปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม’กำชับเขตวางตัวเป็นกลาง

จากกรณีที่ นางสาวภคมน  หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อโฆษก พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีออกมาเปิดเผยว่า มีการฝากเลี้ยง สส.ฝ่ายค้านในสภา ไม่ต้องย้ายพรรค แค่นั่งให้ครบองค์ประชุมเท่านั้นและโหวตตามสั่งแลกค่าตอบแทนหลักล้านนั้น

‘กรวีร์’ซัดปชน.ปูดเลี้ยงสส.หลักล้าน

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (ประธานวิปรัฐบาล) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า
ได้อ่านข่าวฝากเลี้ยง สส.ฝ่ายค้าน ให้นั่งเป็นองค์ประชุม แลกกับเงินตอบแทนหลักล้านบาท โดยระบุว่า ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า พื้นฐานความคิดแบบนี้ มาจากไหน และจะทำไปทำไม การมาประชุมสภาเป็นหน้าที่โดยตรงของสส.ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน แล้วทำไมการที่สส.ฝ่ายค้าน มาทำหน้าที่ของตัวเอง จึงกลายเป็น ต้องมีคนจ่ายเงิน เพื่อให้เป็นองค์ประชุม หรือกำลังจะบอกว่าสส.ฝ่ายค้าน ไม่อยากทำหน้าที่ จนต้องมีคนเอาเงินมาจ้าง ให้นั่งประชุมเลยหรอ

ย้ำรบ.300เสียงแน่นไม่จำเป็นต้องซื้อ

“ถ้าเป็นเช่นนั้น คนที่ถูกดูถูกมากที่สุดไม่ใช่รัฐบาล แต่คือ สส.ฝ่ายค้าน ก็พวกท่านเองนั่นละครับ รัฐบาล ปัจจุบัน มีเสียงประมาณ 300 เสียง มีเสถียรภาพเพียงพอในการบริหารประเทศ จึงอยากถามกลับว่า จะต้องไปซื้อสส.ฝ่ายค้านมานั่งเป็นองค์ประชุมเพื่ออะไร”นายกรวีร์ย้ำ และถ้าตรรกะแบบนี้ถูกต้อง วันใดที่สส.พรรคประชาชน หรือฝ่ายค้าน มาประชุมครบทุกคน เราจะสรุปได้หรือไม่ว่า “ขายตัวกันทั้งพรรค?” แน่นอนว่าไม่มีใครยอมรับตรรกะแบบนั้น เพราะมันไร้เหตุผลสิ้นดี

ท้าคนปูดข่าวเปิดหน้ากางหลักฐาน

นายกรวีร์ระบุอีกว่าการมาประชุมสภา คือหน้าที่ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมีใครมาซื้อ มาจ้าง หรือมาตอบแทนเป็นพิเศษ เพื่อให้เป็นองค์ประชุมที่สำคัญคนพูดเองก็ยอมรับว่าไม่มีหลักฐาน เมื่อไม่มีหลักฐานก็ไม่ควรกล่าวหาลอยๆ ให้สังคมเข้าใจผิด ทำลายความน่าเชื่อถือของสภา และทำลายเกียรติของเพื่อนสมาชิกผู้แทนราษฎรด้วยกันเอง

“หากมั่นใจว่าเรื่องนี้มีจริง ขอให้นำหลักฐานออกมาเปิดเผยให้ชัดเจนว่า เป็นใคร พรรคไหน คนใด เกี่ยวข้องอย่างไร หาคนผิดมาให้ชัดเลย แต่หากไม่มีหลักฐาน ก็ไม่ควรใช้การคาดเดา หรือคำบอกเล่าแบบ เขาว่ากันว่า มาพูดให้สภาเสียหาย การกดคนอื่นให้ต่ำลงมันไม่ทำให้เราสูงขึ้น นะครับ และที่สำคัญ คนที่โดนดูถูก กดให้ต่ำลงไม่ใช่ใคร แต่กลับกลายเป็น เพื่อนพวกพ้อง ของตัวเองทั้งสิ้น”

สวนเดือด! ‘สว.พิสิษฐ์’ โต้ ‘ไอติม’

ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์  สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ตอบโต้นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน กรณีการนำคลิปวิดีโอวันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา(สว.)เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 มาเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่ออ้างว่ามี สว. จำนวน 138 ท่าน จากทั้งหมด 200 ท่าน เกี่ยวข้องกับการพกโพยและส่อไปในทางทุจริต ว่า สิ่งที่นายพริษฐ์กล่าวอ้างนั้น ขัดกับข้อเท็จจริงทางกฎหมาย เนื่องจากศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษาไว้แล้วในหมายเลขคดีแดงที่ อท. 13/2568 ว่าการนำโพยหรือเอกสารแนะนำตัว สว.3 เข้าไปในวันเลือกตั้ง “ไม่ถือเป็นความผิด”

“การถือเอกสาร สว.3 เข้าไป แล้วมีการจดเบอร์หรือติ๊กหมายเลขที่เราสนใจจะเลือกไว้ด้านใน เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องของการทุจริต และในวันเลือกตั้งระดับประเทศ ตนเองและกลุ่ม สว. ก็ไม่มีลักษณะของการจดโพยเพื่อฮั้วกันแต่อย่างใด” นายพิสิษฐ์ กล่าว

ซัดสร้าง‘ระบอบส้ม’ตั้งคำถามคลิปหลุด

นายพิสิษฐ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตกลับไปยังโฆษกพรรคประชาชนใน 3 ประเด็นหลัก 1.นายพริษฐ์ได้คลิปดังกล่าวมาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  หากคลิปนี้อยู่ในสำนวนของศาลหรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) การนำออกมาเผยแพร่ได้รับอนุญาตจากใคร และใช้อำนาจตามกฎหมายใด 2.เสียงและภาพพื้นหลังในคลิปที่นำมาเปิดเผย ไม่มีประโยคหรือพฤติกรรมใดที่ชี้ชัดเลยว่าทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต และ 3.พฤติกรรมหวังยอดไลก์ วิจารณ์การทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านว่า เป็นพฤติกรรมเพื่อสร้าง “ระบอบส้ม” ที่เน้นเพียงการทำคอนเทนต์ เรียกยอดไลก์ ยอดแชร์ แต่ไม่เน้นข้อเท็จจริง จนทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนยอมรับไม่ได้

ชี้เป็นเกมดิสเครดิตทางการเมือง

เมื่อถามว่ากรณีที่คลิปดังกล่าวพาดพิงถึง นายมงคล สุรสัจจะ ประธานวุฒิสภา ว่าเป็นผู้ยื่นเอกสารบางอย่างให้กับ กกต. จนมีกระแสเรียกร้องให้แสดงสปิริตลาออกนั้น นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าเอกสารในคลิปคืออะไร นายพริษฐ์ ควรไปถามนายมงคลโดยตรง แต่ตนเชื่อมั่นในกระบวนการของ กกต. ว่าหากมีการกระทำความผิดจริง กกต. คงไม่ปล่อยผ่านมานานถึง 2 ปี และคงไม่ใช้อำนาจรับรองสถานะ สว. ทั้ง 200 คน มาจนถึงปัจจุบัน ยืนยันว่า สว. ทุกท่านเข้ามาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาอย่างถูกต้อง

“ผมมองว่าเรื่องนี้มีสิทธิ์เป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นการโจมตีและ ดิสเครดิตทางการเมือง เนื่องจากนายพริษฐ์ ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือเป็นผู้สมัคร สว. โดยตรง แต่อยู่ในฐานะของพรรคการเมืองที่เข้ามาแก่งแย่งเรื่องนี้” นายพิสิษฐ์ กล่าว

‘สว.สุนทร’ แฉกลับอีกขั้ว!เปิดปมคลิป

ที่รัฐสภา พล.ต.ต.สุนทร  ขวัญเพ็ชร สมาชิกวุฒิสภา แถลงเปิดเผยข้อมูลอีกด้านแก่กับสื่อมวลชน เพื่อแสดงให้เห็นว่ากลุ่มตนเองตกเป็นจำเลยของสังคมอยู่ฝ่ายเดียว ทั้งที่มี สว. อีกกลุ่มหนึ่งที่มีพฤติกรรมในลักษณะโพยและการตกลงแลกคะแนนเช่นกัน ในวันเลือกตั้ง สว. ระดับประเทศ (26 มิ.ย. 2567) มีรายการโทรทัศน์อย่างน้อย 3 ช่อง นำเสนอข้อมูลกระบวนการได้มาของ สว. กลุ่มหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกว่ากลุ่ม “แลกโหวตขั้วประชาธิปไตย” โดยมีหลักฐานปรากฏชัดเจนในโลกออนไลน์ ดังนี้ คลิปการประชุมที่เมืองทองธานี: มีภาพการรวมตัวประชุมของกลุ่มผู้สมัคร สว.
ในโรงแรมย่านเมืองทองธานี มีพฤติกรรมการชูมือ ตกลงร่วมมือกันเพื่อให้ได้ตำแหน่ง และท้ายที่สุดมีผู้ฝ่าฝันเข้ามาเป็น สว. ได้ประมาณ 10-20 คน คลิปคำสารภาพของผู้สอบตกกลุ่ม 18 (สื่อมวลชน): สื่อช่องหนึ่งเคยสัมภาษณ์อดีตผู้สมัคร สว. กลุ่ม 18 ลำดับที่ 4 ในโพย ซึ่งสอบตกรอบแรก โดยบุคคลดังกล่าวได้เล่าเบื้องหลังกระบวนการ จับมือและข้อตกลงของกลุ่มตนเองไว้อย่างละเอียด

พกโพยแนะนำตัวเข้าคูหาไม่ถือผิดก.ม.

“พยานหลักฐานชุดนี้ ผมได้มาจากรายงานของสื่อมวลชน ไม่ได้ไปเก็บมาจากห้องน้ำ ประชาชนทั่วไปสามารถพิมพ์คำว่า “แลกโหวตขั้วประชาธิปไตย” ในอินเทอร์เน็ตก็ขึ้นมาทันที แต่กลับไม่มีสื่อไหนพูดถึงหรือขยี้ประเด็นนี้เลยทุกคนจ้องเล่นงานแต่ฝั่ง 138 สว. เพียงอย่างเดียว” พล.ต.ต.สุนทร กล่าว

พล.ต.ต.สุนทร กล่าวต่อว่า
ในฐานะที่ตนเป็นอดีตพนักงานสอบสวน ได้จำแนกข้อเท็จจริงตามหลักกฎหมายโดยเห็นพ้องกับนายพิสิษฐ์ว่า การพกโพยแนะนำตัวเข้าคูหาไม่ถือว่าผิดกฎหมายเพราะไม่มีข้อห้าม แต่สิ่งที่ กกต. ควรเข้าไปตรวจสอบ สว. กลุ่มเสียงข้างน้อย คือพฤติกรรม “การตกลงแลกคะแนนโหวต”

ทั้งนี้ พล.ต.ต.สุนทร ยังได้ยกตัวอย่างบรรทัดฐานทางคดีที่เคยเกิดขึ้นในจังหวัดชลบุรี ซึ่งในครั้งนั้นศาลมีคำพิพากษาตัดสินลงโทษตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี กับผู้สมัครที่มีพฤติกรรมตกลงแลกคะแนนกัน ซึ่งถือว่าขัดต่อ พ.ร.บ. เลือกตั้ง ชัดเจน

จี้กกต.สอบคืนความยุติธรรมสภาสูง

เมื่อถามถึงบรรยากาศในวันเลือกตั้ง สว.67 พล.ต.ต.สุนทร กล่าวยืนยันว่า เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปกติทุกอย่าง เจ้าหน้าที่กกต. และกล้องวงจรปิดมีอยู่ทุกมุม หากมีการทุจริตซึ่งหน้า กกต. คงไม่ปล่อยให้ผ่านมาจนเสร็จสิ้นกระบวนการ

“ผมต้องการเรียกร้องความชอบธรรมให้แก่ สว. ทั้ง 138 ท่าน จึงอยากให้ กกต. นำหลักฐานคลิปการรวมตัวที่เมืองทองธานีไปตรวจสอบอย่างเท่าเทียมกัน โดยตนเองได้รวบรวมไฟล์คลิปและหลักฐานทั้งหมดไว้พร้อมแล้ว หาก กกต. ต้องการข้อมูล สามารถติดต่อขอรับเพื่อไปดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที” พล.ต.ต.สุนทรกล่าว

ปธ.กกต.แจงคดีฮั้วสว.ไม่มีดึงเชง

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมของ กกต. ถึงความคืบหน้าคดีฮั้ว สว. ที่นักวิชาการวิจารณ์ว่าสุดท้ายจะเอาผิดได้แค่ 20 คนจาก 229 คน ว่าอยู่ระหว่างการพิจารณา พร้อมปฏิเสธข้อมูลดังกล่าว ยืนยันว่ากกต.พิจารณาไม่อืดไม่ล่าช้าเป็นไปตามกรอบกฎหมายกำหนด ไม่มีดึงเชง พร้อมย้ำว่าประชุมทุกวันจันทร์ ก่อนจะเดินเข้าลิฟต์ทันที

‘แสวง’ยังไม่ตอบปมเก็บโพย

จากนั้น นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.พยายามที่จะปฏิเสธที่จะตอบคำถามถึงเหตุการณ์วันเลือกสว.26 มิถุนายน 2567 ที่ นายพริษฐ์  วัชรสินธุ์ ประธานวิปฝ่ายค้านนำคลิปมาเปิดปรากฏว่า มีกกต.เดินเก็บโพยและเตือนผู้สมัครว่าทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ในวันเลือกสว. กกต.และศาลได้วินิจฉัยหมดแล้ว

เมื่อถามว่าโพยที่เดินเก็บในวันนั้นตอนนี้ยังเก็บไว้อยู่หรือไม่และวันนั้นมีการเรียกประชุมทันทีหรือไม่ นายแสวงไม่ได้ตอบคำถาม ได้แต่ยิ้มและบอกว่ามีประชุม 10.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากิจกรรมของกกต.ที่จัดขึ้นในวันนี้ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต. มีกำหนดการจะมาร่วมงานด้วย แต่ได้ยกเลิกก่อนกิจกรรมเริ่มไม่ถึงครึ่งชั่วโมง หลังจากปรากฏข่าวที่นายพริษฐ์เปิดคลิปวันเลือก สว. ที่มีภาพนายฐิติเชฏฐ์ด้วย

กทม.ปล่อยรถรณรงค์เลือกตั้ง 50 เขต

วันเดียวกัน เวลา 08.00 น.ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการ กทม. (เสาชิงช้า) นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานกิจกรรมแสดงพลังข้าราชการกรุงเทพมหานคร
“รวมพลัง กทม. เลือกตั้งโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม” โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) คณะผู้บริหาร กทม. ร่วมกิจกรรมประกาศเจตนารมณ์ของข้าราชการและบุคลากร กทม. จำนวนกว่า 700 คน พร้อมปล่อยขบวนรถรณรงค์ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง Bangkok Vote สู่พื้นที่ 50 เขต ทั่วกรุงเทพฯ

ชูเลือกตั้ง‘โปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม’

ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวต้อนรับคณะกรรมการการเลือกตั้งและให้โอวาทแนวทางการปฏิบัติงานแก่ข้าราชการและบุคลากร กทม. โดยเน้นย้ำว่าการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. 2569 เป็นวาระสำคัญยิ่ง ในฐานะข้าราชการของประชาชน ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ ยึดมั่นในระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ยึด “ความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม และวางตัวเป็นกลางทางการเมือง” ไม่เอนเอียง ไม่ใช้อำนาจหน้าที่ให้คุณหรือให้โทษแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งท่านใดท่านหนึ่ง และต้องปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา เพื่อให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน และโปร่งใสต่อสายตาของ กกต. และสาธารณชนขอให้ทุกคนร่วมมือกันขับเคลื่อนให้สำเร็จจุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย

ย้ำวางตัวเป็นกลางทางการเมือง

จากนั้นนายณรงค์กล่าวนำแสดงเจตนารมณ์ ความโปร่งใสและการวางตัว เป็นกลางทางการเมือง โดยมี คณะกรรมการการเลือกตั้ง ร่วมเป็นสักขีพยานใจความ 4 ข้อ 1.ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้และเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด 2.จะวางตัวเป็นกลางทางการเมืองอย่างเคร่งครัด ไม่เอนเอียง และไม่เอื้อประโยชน์แก่ผู้สมัครรายใดรายหนึ่ง 3.จะมุ่งมั่นจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม เพื่อรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของข้าราชการกรุงเทพมหานคร 4.จะร่วมมือร่วมใจ ป้องกันและต่อต้านการทุจริตการเลือกตั้งทุกรูปแบบเพื่อประโยชน์สุขของชาวกรุงเทพมหานคร และความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตย

ชวนประชาชนออกใช้สิทธิเลือกตั้ง

หลังประกาศเจตนารมณ์ปลัดกทม. กกต.กทม. และผู้บริหาร ร่วมปล่อยขบวนรถรณรงค์ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง โดยโบกธงสัญลักษณ์พร้อมกดแตรสัญญาณปล่อยขบวนรถรณรงค์ Bangkok Vote จากสำนักงานเขตเคลื่อนตัวออกจากลานคนเมือง เพื่อมุ่งหน้าไปรณรงค์เชิญชวนประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ 50 เขตต่อไป

นายณรงค์เปิดเผยภายหลังการจัดกิจกรรมว่าสำนักประชาสัมพันธ์ และ กกต.กทม. พยายามสื่อสารไปถึงประชาชนในหลายช่องทาง หลังจากที่มีประชาชนร้องเรียนว่ารณรงค์เลือกตั้งของ กทม. มีน้อยมากแทบจะไม่รู้ว่าวันเลือกตั้งคือวันใด สำหรับบัตรเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.จะใช้บัตรสีเขียว ส่วนบัตรเลือกตั้ง สก.จะใช้บัตรสีชมพู ซึ่งเป็นไปตามที่ กกต.กำหนด

สั่งสนง.เขตตลงพื้นที่เคาะประตูบ้าน

ขณะนี้สำนักงานเขตพยายามประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนอาศัยอยู่ในเขตไม่ถึง 1 ปีจึงไม่มีสิทธิเลือกตั้งสก.ซึ่งประชาชนจะต้องไปแจ้งชื่อที่สำนักงานเขตเดิมที่เคยมีชื่ออยู่ ติดต่อกันเกิน 1 ปี ภายในวันที่ 17 มิ.ย.นี้ โดยมอบหมายให้แต่ละสำนักงานเขตลงพื้นที่เคาะประตู เข้าถึงประชาชน ที่ยังไม่เข้าใจ เพื่อสื่อสารให้ทั่วถึง

ขณะที่การย้ายหน่วยเลือกตั้งในบางเขต นายณรงค์กล่าวว่า ได้มีการแจ้งประชาชนในหน่วยเลือกตั้งที่มีการย้ายสถานที่ หากไม่ได้รับความสะดวกให้แจ้งมาที่ตนโดยตรง ส่วนหน่วยเลือกตั้งที่เขตพญาไทที่มีการร้องเรียนเรื่องการย้ายหน่วยเลือกตั้ง ตนจะไปตรวจสอบและให้สำนักงานเขตประชาสัมพันธ์เพื่อประชาชนเลือกตั้งได้สะดวก

สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในปีนี้มีอยู่ 4,500,000 คน ซึ่งขณะนี้ใกล้ถึงวันเลือกตั้งในวันที่ 28 มิ.ย. 2569 ขอให้ประชาชนศึกษารายละเอียดและข้อมูลว่าตนมีสิทธิเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งใด เมื่อดูสถานที่ตั้งเรียบร้อยแล้วก็ต้องศึกษาเรื่องการเดินทาง หากจุดใดที่ไม่สะดวกสามารถแจ้งมาได้ที่ศูนย์อำนวยการการเลือกตั้ง กทม. หรือสายด่วน 1444

ตั้ง2ผู้เชี่ยวชาญ นั่งกรรมาธิการฝั่งไทย สู้ศึกเขมรถกUNCLOS

ตั้ง2ผู้เชี่ยวชาญ  นั่งกรรมาธิการฝั่งไทย  สู้ศึกเขมรถกUNCLOS

ตั้ง2ผู้เชี่ยวชาญ นั่งกรรมาธิการฝั่งไทย สู้ศึกเขมรถกUNCLOS

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทัพเรือ ย้ำมาตรการ “ปิดด่าน 100%” เผยเห็นผลต่อเนื่องจับ 3 เขมร หนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย ส่วน ครม.ไฟเขียว ตั้ง 2 อดีตประธานศาลทะเลระหว่างประเทศ แอฟริกาใต้-เยอรมนี เป็นคณะกรรมาธิการประนอมฝ่ายไทย เจรจา UNCLOS โดยมี “สีหศักดิ์-ทรงชัย” เป็นหัวหน้า

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า มาตรการควบคุมชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างเข้มงวดตามนโยบาย “ปิดด่าน 100%” ยังคงส่งผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยกองทัพเรือร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ดำเนินการเฝ้าระวัง ลาดตระเวน และสกัดกั้นการลักลอบเข้า–ออกราชอาณาจักรตามช่องทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่องตลอดแนวชายแดน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงค่ำวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ได้เข้าจับกุมชาวกัมพูชา 3 ราย เป็นชาย 1และหญิง 2ราย พร้อมสัมภาระลักลอบเดินเท้าเข้ามาตามแนวสวนลำไย จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าบุคคลทั้ง 3 ราย ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตเข้ามาในราชอาณาจักร ทั้งหมดรับสารภาพว่าเดินทางมาจากจังหวัดโพธิสัตย์และจังหวัดไพรแวง ประเทศกัมพูชา เนื่องจากไม่มีงานทำและได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา จึงตัดสินใจลักลอบเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อเข้ามาหางานทำในพื้นที่ จ.จันทบุรี

ทั้งนี้ ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้กระทำผิดทั้งหมดให้พนักงานสอบสวน สภ.สะตอน เพื่อรับไว้ดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งดำเนินการตามหลักสิทธิมนุษยชนและพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 อย่างเคร่งครัดต่อไป

สำหรับการจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการ “ปิดด่าน 100%” และการควบคุมพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวดของฝ่ายความมั่นคง ซึ่งทำให้ผู้ที่ประสงค์จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายไม่สามารถใช้ช่องทางปกติได้ และต้องหันไปใช้ช่องทางธรรมชาติ ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและจับกุมได้ในที่สุด กองทัพเรือยืนยันว่าจะยังคงดำเนินมาตรการปิดจุดผ่านแดนและควบคุมพื้นที่ชายแดนตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเข้มงวดต่อไป พร้อมบูรณาการกำลังกับทุกภาคส่วนในการป้องกันการลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ

ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย และนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ เอกอัครราชทูตกรุงคูเวตรองหัวหน้า เข้าร่วมคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ ตามอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS)

จากนั้นนายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ครม.แต่งตั้งคณะกรรมาธิการประนอมฝ่ายไทยอีก 2 คน ได้แก่Judge Albert Hoffmann ชาวแอฟริกาใต้ และ Judge RudigerWolfrumชาวเยอรมัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทั้งสองคน ทางกระทรวงการต่างประเทศคัดเลือกมาเป็นอย่างดีโดยทั้งสองเป็นอดีตประธานศาลทะเลระหว่างประเทศอยู่แล้ว ถือว่าเป็นที่ยอมรับและมีประสบการณ์

ทั้งนี้เมื่อฝ่ายไทยและกัมพูชามีผู้ประนอมครบฝ่ายละ2คนแล้ว ก็ต้องหาคนที่ 5 มาเป็นประธานเพื่อทำงานระหว่างกัน โดยจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน1เดือน จึงจะเริ่มพูดคุย

นายสีหศักดิ์ กล่าวยืนยันว่าขอบเขตหน้าที่ของคณะประนอมไม่ใช่ศาล ผลการทำงานจะสนับสนุนแนวทางในการแก้ปัญหาต่างๆ และฝ่ายไทยต้องไปคุยกับฝ่ายกัมพูชาต่ออีก แต่สิ่งที่เราคิดว่า ขอบเขตของการประนอม ควรจำกัดในเบื้องต้น คือเรื่องการกำหนดเขตแดนทางทะเลและไหล่ทวีป ส่วนกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาต้องการให้พูดคุยเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วมนั้น ตนคิดว่าไม่ควร แต่ควรจะเน้นในเรื่องเขตแดนทางทะเลให้ชัดเจน เมื่อถามว่าใครจะเป็นผู้ตัดสินเรื่องข้อเสนอของกัมพูชา ในเมื่อสองประเทศเห็นไม่ตรงกัน นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า คณะประนอมต้องไปดู พร้อมทั้งย้ำว่าควรเน้นเรื่องเขตแดนทางทะเลให้ชัดเจนให้ถึงที่สุด หลังจากไปพูดถึงเรื่องเขตทับซ้อนว่าทับซ้อนมากแค่ไหน และค่อยดูพื้นที่พัฒนาร่วมใต้ทะเลอย่างไร

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“การมาประชุมสภาคือหน้าที่ ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมีใครมาซื้อ มาจ้าง หรือมาตอบแทนเป็นพิเศษเพื่อให้เป็นองค์ประชุม”

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล

สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย

คุกตลอดชีวิต สาธิต รังคสิริ อัยการไม่ฎีกา ปิดฉากคดีโกงภาษี 3 พันล้าน

คุกตลอดชีวิต สาธิต รังคสิริ อัยการไม่ฎีกา ปิดฉากคดีโกงภาษี 3 พันล้าน

คุกตลอดชีวิต สาธิต รังคสิริ อัยการไม่ฎีกา ปิดฉากคดีโกงภาษี 3 พันล้าน

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.45 น.

16 มิถุนายน 2569 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคดีทุจริตการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยให้ นายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร มีความผิดตามกฎหมายอาญา และ ป.ป.ช.จากการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ส่งผลให้ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต ขณะที่ผู้เกี่ยวข้องรายอื่นก็ถูกลงโทษตามบทบาทความผิดในคดีเดียวกัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคืนภาษีเท็จ

ศาลมีคำสั่งให้จำเลยในคดีร่วมกันชดใช้เงิน จำนวน 3,097,016,533.99 บาท แก่กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เพื่อชดเชยความเสียหายจากการทุจริตในระบบคืนภาษี VAT ซึ่งถือเป็นความเสียหายต่อรัฐในระดับพันล้านบาท และเป็นหนึ่งในคดีสำคัญด้านการทุจริตภาษีของประเทศ

ทั้งนี้ ภายหลังสำนักงาน ป.ป.ช.และอัยการสูงสุด มีมติเห็นชอบไม่ยื่นฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ทำให้คดีเข้าสู่บทสรุปในชั้นศาลอุทธรณ์ ส่งผลให้คำพิพากษาในคดีนี้มีผลสิ้นสุด และเดินหน้าสู่ขั้นตอนการบังคับโทษและการชดใช้ค่าเสียหายตามคำสั่ง

พม.ปักหมุดขอนแก่น เดินหน้าโครงการ ‘แว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ’ คืนการมองเห็น ช่วยสร้างโอกาสชีวิต

พม.ปักหมุดขอนแก่น เดินหน้าโครงการ 'แว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ' คืนการมองเห็น ช่วยสร้างโอกาสชีวิต

พม.ปักหมุดขอนแก่น เดินหน้าโครงการ ‘แว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ’ คืนการมองเห็น ช่วยสร้างโอกาสชีวิต

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.10 น.

17 มิถุนายน 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานเปิดโครงการ “แว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ” ภายใต้ความความร่วมมือระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย และห้างแว่นท็อปเจริญ อีกทั้งมอบแว่นตาแก่ผู้แทนผู้สูงวัยในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น และพบปะพูดคุยให้กำลังใจผู้สูงวัยที่มารับบริการตรวจวัดสายตาและประกอบแว่นโดยผู้เชี่ยวชาญจากห้างแว่นท็อปเจริญ นอกจากนี้ เยี่ยมชมนิทรรศการกิจกรรมและผลงานของทีมหน่วยงาน พม. จังหวัดขอนแก่น และเครือข่ายท้องถิ่น โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวง พม. พร้อมด้วนนางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และคณะผู้บริหารกระทรวง พม. , นายอภิชา เลิศพชรกมล และ นายวัชรากร เลิศด้วยลาภ  คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม.  , นายภูร์ผา ไทยแท้ โฆษกกระทรวง พม. , นายประจวบ รักแพทย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น , นางปิติมา รักพานิชมณี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดขอนแก่น , นายนพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารแว่นท็อปเจริญ และผู้แทนเครือข่ายท้องถิ่น เข้าร่วม ณ โรงเรียนอุบลรัตน์พิทยาคม อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น

นายนิกร กล่าวว่า โครงการ “แว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ” เกิดขึ้นจากพระราชประสงค์อันเปี่ยมด้วยพระเมตตาของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงห่วงใยผู้สูงวัยที่มีฐานะยากจนในพื้นที่ห่างไกลธุรกันดาร ให้สามารถเข้าถึงการดูแลด้านสายตาอย่างเหมาะสม เพราะการมองเห็นไม่ใช่เพียงเรื่องสุขภาพ แต่เป็น “โอกาสของชีวิต” ที่ส่งผลต่อการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ การดูแลครอบครัว และการพึ่งพาตนเอง ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2552 ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชน เพื่อช่วยเหลือผู้สูงวัยที่ประสบปัญหาด้านสายตาในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารทั่วประเทศ โดยตลอดระยะเวลา 17 ปีที่ผ่านมา ได้ช่วยเหลือผู้สูงวัยแล้ว จำนวน 79,812 ราย สำหรับปี 2569 กำหนดพื้นที่เป้าหมาย 12 จังหวัดทั่วประเทศ ด้วยการให้บริการตรวจวัดสายตาและประกอบแว่นตาแก่ผู้สูงวัยรวม 4,800 คน โดยในส่วนของจังหวัดขอนแก่น จะมีผู้สูงวัยได้รับความช่วยเหลือเป็นจำนวน 400 คน ซึ่งกระทรวง พม. โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้มอบหมายนิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ร่วมกับภาคีเครือข่ายท้องถิ่น พิจารณาคัดเลือกผู้สูงวัย และประชาชนที่มีปัญหาด้านสายตา อายุ 45 ปีขึ้นไป มีฐานะยากจน เข้าร่วมโครงการฯ

นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ “แว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ” ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้ดำเนินการต่อเนื่องในระยะปี พ.ศ. 2568 – 2572 สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการน้อมนำพระมหากรุณาธิคุณสู่การปฏิบัติในการช่วยเหลือผู้สูงวัยในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ ซึ่งไม่ใช่เพียงการมอบแว่นตา แต่เป็นการคืนโอกาส คืนศักดิ์ศรี และคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้สูงวัย เพื่อสร้างสร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง

ฉีกทุกกฎการประกวด! ‘THE TOM THAILAND 2569’ ยกระดับศักยภาพทอมไทยสู่ระดับประเทศ

ฉีกทุกกฎการประกวด! 'THE TOM THAILAND 2569' ยกระดับศักยภาพทอมไทยสู่ระดับประเทศ

ฉีกทุกกฎการประกวด! ‘THE TOM THAILAND 2569’ ยกระดับศักยภาพทอมไทยสู่ระดับประเทศ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.06 น.

ฉีกทุกกฎการประกวด! “THE TOM THAILAND 2569” เวทีทอมแรกของไทย ไม่ขายหล่อ-ไม่สนหุ่น ขอแค่มี “ของ” พร้อมยกระดับศักยภาพทอมไทยสู่ระดับประเทศ ท่ามกลางงานแถลงข่าวสุดยิ่งใหญ่

วงการประกวดเมืองไทยถึงคราวสั่นสะเทือนครั้งประวัติศาสตร์ กับการเปิดตัว “THE TOM THAILAND 2569” เวทีประกวดทอมแห่งแรกของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ณ คาลิปโซ่ คาบาเร่ต์ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ ภายใต้แนวคิดสะท้อนคุณค่าของ “คนคุณภาพ” ที่พร้อมจะเปลี่ยนมุมมองสังคม และเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้กลุ่ม Transman และทอมไทยทั่วประเทศได้ก้าวออกจากกรอบมาโชว์ศักยภาพสู่สายตาคนทั้งประเทศต้อนรับ Pride Month

งานแถลงข่าวครั้งนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ นำโดย เล็ก – บุณณดา ทิพย์ภิบาล ผู้ก่อตั้งและผู้ถือลิขสิทธิ์ พร้อมด้วย ผู้อำนวยการกองประกวด แนน – วิไลลักษณ์ ศิริสาคร (Bern) และ แม่น็อต แม็กซิม ซึ่งเป็นการรวมตัวของเหล่าไอคอนระดับท็อปของประเทศที่จะมาร่วมเสริมทัพปรับลุค ดึงศักยภาพของผู้เข้าประกวด นำโดย 3 Masters ตัวแม่ตัวพ่อ ได้แก่ แม่อ้วน รีเทิร์น, พี่ป้อม วินิจ บุญชัยศรี และ เก่ง ธชย ประทุมวรรณ พร้อมด้วยทีม Coach สุดสตรองอย่าง ป๋าต๊อบ – ปฏิญญา ควรตระกูล, ปีใหม่ – สุมนต์รัตน์ และ วิว – ปิยวรรณ ชื่นตะโก โดยมีอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง มดเอ็กซ์ จากช่องหมวยมดเอ็กซ์พริตตี้สอนอิ้ง324 และพระเอกหนุ่ม ธนพล เขียวอ่อน รับหน้าที่พิธีกรดำเนินงาน

เล็ก – บุณณดา ทิพย์ภิบาล ผู้ก่อตั้งและผู้ถือลิขสิทธิ์ เผยถึงแรงผลักดันและเป้าหมายสูงสุดในการจัดตั้งเวทีนี้ว่า

“ยุคสมัยอาจเปลี่ยนไป แต่สิ่งหนึ่งที่จะยังคงอยู่ได้ในทุกยุคคือ ‘คนคุณภาพ’ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของชื่อเสียง แต่คือเรื่องของคุณภาพความคิด การวางตัว และการใช้ชีวิต เล็กมองว่าทอมไทยในสังคมปัจจุบันมีศักยภาพสูงมาก มี ‘ของ’ ที่ยังไม่ได้ปล่อยออกมาอีกเยอะ เวที THE TOM THAILAND 2569 จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้สังคมได้รับรู้ถึงความสามารถของเพศทางเลือกอย่างแท้จริง และเราต้องการสร้างตัวตน สร้างโอกาสทางอาชีพที่มั่นคง ให้พวกเขามีจุดยืนในสังคมอย่างภาคภูมิใจ”

ทางด้าน แนน – วิไลลักษณ์ ศิริสาคร (Bern) ผู้อำนวยการกองประกวด ได้เปิดใจอย่างลึกซึ้งถึงมุมมองต่อกลุ่มทอมในสังคมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงเกณฑ์การคัดเลือกที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์การประกวด

“ถ้าพูดถึงสมัยก่อน ทอมในสังคมไทยมักไม่ค่อยได้รับการยอมรับและโดนเหยียดหยามบ่อยครั้ง พี่แนนจำได้ฝังใจกับคำว่า ‘ทอมแบร์’ ที่ชอบแซะกันว่าสุดท้ายก็ต้องกลับไปหาผู้ชาย หรือมองว่าพวกเราแค่อยากเป็นผู้ชาย ทำกร่าง ทำเป็นเท่ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ร้ายแรงและเจ็บปวดสำหรับพวกเรามาก ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราคือมนุษย์คนหนึ่งที่มีความเก่ง มีสมอง มีมือมีเท้า และสร้างตัวตนขึ้นมาจากความพยายามได้เหมือนกัน

เกณฑ์คัดเลือกของเรา รูปร่างหน้าตาหรือความหล่อไม่สำคัญเลยค่ะ เพราะความหล่อของแต่ละคนมองไม่เท่ากัน อ้วนหรือผอมก็ไม่เกี่ยว ขอแค่เป็นตัวของตัวเองและมีความตั้งใจ เวทีนี้ไม่ได้ต้องการคนเก่งมาตั้งแต่แรก แต่เราต้องการคนที่พร้อมจะเรียนรู้และพยายามไปกับเรา เราพร้อมจะปั้นคุณให้เก่ง เพื่อให้คุณนำทักษะไปต่อยอดทำมาหากิน เลี้ยงชีพ และกล้าที่จะเดินออกจากกรอบเดิม ๆ ออกมาแสดงให้ครอบครัวและสังคมเห็นว่าหนูทำได้”

ขณะที่ แม่น็อต แม็กซิม ร่วมเสริมทัพถึงรางวัลสุดพิเศษและโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่หลังจบการประกวดที่จะเปลี่ยนชีวิตผู้เข้าร่วมประกวดไปตลอดกาล

“เวทีของเราเทียบเท่าเวทีประกวดระดับสากลของผู้ชาย ผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินสด 100,000 บาท กิฟวอชเชอร์และของรางวัลรวมมูลค่ากว่าล้านบาท พร้อมถ้วยรางวัลสุดเท่ และที่สำคัญเราไม่ได้จบแค่บนเวทีประกวด น็อตและทีมงานวางแผนจะปั้นน้อง ๆ ในรูปแบบบริษัทเพื่อเป็นศิลปินนักร้องทอม 4 ภาค และเราเตรียมโปรเจกต์สร้างซีรีส์และหนังสั้นเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตจริงของทอมในหลากหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวความรักที่สุข สมหวัง หรือบทเรียนชีวิตต่าง ๆ เพื่อสะท้อนให้สังคมเข้าใจชีวิตของพวกเราอย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้เรายังเตรียมสร้างชุมชน (Community) ด้วยการจัดกิจกรรม ปาร์ตี้รวมนักร้องดีเจที่เป็นทอม เพื่อสร้างพลังและความเข้มแข็ง พร้อมเชิญชวนทอมที่มีชื่อเสียงมาร่วมขับเคลื่อนไปด้วยกันครับ”

เวที THE TOM THAILAND 2569 ได้รับกระแสตอบรับดีเกินคาด โดยเฉพาะสปอนเซอร์ที่โดดมาร่วมอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง อาทิ โรงพยาบาลยันฮี, เคียโฮซาน, ผึ้งหลับ Sleep Like Royalty หลับลึก หลับสบาย ตื่นมาสดชื่น, Burn Tom Diiz, The Knot 6 Sene Mutelu Presented By Crow Clinic Uthaithani, มหาราณีแกรนด์, ลักษณ์ สตูดิโอ, ลักษณ์จามูดี, NAN remover eyebrow, PKT PLOTLOCK Remover Tattoo, อร่อยกะต๊อบ สูตรลับเชฟประจำบ้าน, Lerner และ Code Man deodorant roll on น้ำหอมพรีเมี่ยมนำเข้าจากอังกฤษ ฯ

เวที THE TOM THAILAND 2569 เปิดรับสมัครทอมไทยและกลุ่ม Transman ที่มีความฝันและพร้อมจะพิสูจน์ตัวเอง โดยมีรายละเอียดดังนี้ คุณสมบัติผู้สมัคร อายุ 18-40 ปี เป็น ทอม / ทรานส์แมน (Transman) มีความสามารถหรือมีความโดดเด่นในแบบของตัวเอง (ร้อง, เต้น, หรือความสามารถพิเศษอื่น ๆ)

หลักฐานการสมัคร ประวัติส่วนตัว (Profile) รูปถ่าย 3-5 ภาพ (ทั้งครึ่งตัวและเต็มตัว) คลิปวิดีโอแนะนำตัว (ความยาวไม่เกิน 3 นาที) โดยมีเนื้อหา: แนะนำตัว, เล่าประวัติ อาชีพ ไลฟ์สไตล์, โชว์ความสามารถพิเศษ และบอกเหตุผลที่อยากเข้าประกวดเวทีนี้

ช่องทางการสมัคร ส่งข้อมูลและหลักฐานการสมัครได้ทาง Inbox เพจ Facebook: TomThailand ทอมไทยแลนด์ https://www.facebook.com/profile.php?id=61589334792332

มาร่วมพิสูจน์ว่า “เพราะความแตกต่างไม่ใช่ข้อจำกัด แต่คือพลังที่ทำให้คุณโดดเด่นกว่าคนอื่น”