อนุชา ลุยหนองแขม ผุดไอเดีย QR Code แผงค้า สกัดต่างด้าวแย่งอาชีพ

อนุชา ลุยหนองแขม ผุดไอเดีย QR Code แผงค้า สกัดต่างด้าวแย่งอาชีพ

อนุชา ลุยหนองแขม ผุดไอเดีย QR Code แผงค้า สกัดต่างด้าวแย่งอาชีพ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.29 น.

“อนุชา”เบอร์ 5 รับฟังปัญหาชาวหนองแขม ชูแก้คลองเน่า-ดึงรถเมล์ Feeder เสริม ผุดไอเดีย”QR Code แผงค้า”สกัดต่างด้าวแย่งอาชีพ ลบคำสบประมาท”ผู้ว่าฯ คนไหนก็แก้ไม่ได้”

10 มิถุนายน 2569 หลังลงพื้นที่เขตบางบอนช่วงเช้า นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 มาลงพื้นที่ต่อที่ตลาดวัดหนองแขม ร่วมกับ ดร.ฮารูน มูหมัดอาลี ผู้สมัคร ส.ก.เขตหนองแขม หมายเลข 5 โดยรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชนหลายด้าน ทั้งน้ำท่วมขัง คลองเน่าเสีย ระบบขนส่งมวลชนที่ไม่ครอบคลุม รวมถึงปัญหาแรงงานต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทยค้าขาย

นายอนุชา ระบุว่า ปัญหาเร่งด่วนที่ชาวบ้านสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันคือ “น้ำท่วมและน้ำรอระบาย” รวมถึงสภาพน้ำในคลองที่เน่าเสียและมีกลิ่นเหม็น จนไม่สามารถใช้สัญจรทางเรือหรือใช้ชีวิตริมน้ำได้ตามปกติเหมือนในอดีต โดยมีแนวทางแก้ไขคือการบูรณาการระบบระบายน้ำ เพิ่มสถานีสูบน้ำ นำเทคโนโลยีมาจัดการการไหลเวียนของน้ำคล้ายระบบจราจรอัจฉริยะ และฟื้นฟูสภาพคลองให้กลับมาใสสะอาด

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาความยากลำบากในการเดินทาง ชาวบ้านต้องเดินทางไกลกว่า 10 กิโลเมตรเพื่อเข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะเส้นทางหลัก โดยนายอนุชาเตรียมผลักดัน “ระบบรถเมล์สายรอง (Feeder)” เข้ามาเสริม เพื่ออำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อการเดินทาง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณยานพาหนะส่วนตัว และแก้ปัญหามลภาวะรวมถึงฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ชานเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับปัญหาในบริเวณตลาดที่พบว่ามีแรงงานต่างด้าวเข้ามาสวมสิทธิ์ตั้งแผงค้าขาย นายอนุชาได้เสนอนโยบายจัดระเบียบผ่าน ระบบสแกน QR Code เพื่อตรวจสอบสิทธิ์ของผู้ค้าได้อย่างโปร่งใส ว่าเป็นเจ้าของสิทธิ์ตัวจริง เช่าช่วงมา หรือตั้งแผงโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการแย่งอาชีพคนไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อถูกถามถึงเสียงสะท้อนจากชาวบ้านที่มองว่า “ผู้ว่าฯ คนไหนก็แก้ปัญหาไม่ได้” นายอนุชา ยืนยันว่า ไม่ได้มองแค่การแก้ปัญหาระยะสั้นแบบขอไปที แต่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่รากฐานเพื่อความยั่งยืน (เมืองฟ้าอมร) แม้บางโครงการ เช่น โรงงานกำจัดขยะ จะต้องใช้เวลาดำเนินการมากกว่า 1 วาระ (4 ปี) ก็พร้อมที่จะเริ่มต้นและผลักดันงบประมาณร่วมกับ ส.ก.ของพรรคประชาธิปัตย์

ส่วนผลโพลล์สำรวจความนิยมขณะนี้ นายอนุชา กล่าวว่า มองเป็นแรงผลักดันให้ต้องทำงานหนักขึ้น ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์นโยบายให้ประชาชนรับทราบมากขึ้น พร้อมชูจุดแข็งของ ส.ก. พรรคประชาธิปัตย์ ที่แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะไม่มีตำแหน่ง แต่ก็ไม่เคยทิ้งพื้นที่และทำงานดูแลพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงท้าย นายอนุชาได้กล่าวถึงกระแสข่าวการตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารชุดเก่า โดยระบุว่า 1 ใน 5 นโยบายหลักของตน คือ “การบริหารที่โปร่งใสและตรวจสอบได้” ปัจจุบันเตรียมนำแพลตฟอร์มตรวจสอบของรัฐที่เคยใช้ระดับชาติมาปรับใช้กับ กทม.การหยิบยกประเด็นข้อสงสัยขึ้นมาพูดถึงไม่ใช่การโจมตี หรือดิสเครดิต แต่เป็นไปเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้มีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งหากตรวจสอบแล้วโปร่งใส ประชาชนก็จะได้เกิดความสบายใจและเชื่อมั่นในการบริหารงานของ กทม.ต่อไป

– 006

เลือกตั้ง กทม.เดือด! ชัชชาตินำโด่ง มัลลิกาที่ 2 อนุชาขึ้นอันดับ 3

เลือกตั้ง กทม.เดือด! ชัชชาตินำโด่ง มัลลิกาที่ 2 อนุชาขึ้นอันดับ 3

เลือกตั้ง กทม.เดือด! ชัชชาตินำโด่ง มัลลิกาที่ 2 อนุชาขึ้นอันดับ 3

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.12 น.

10 มิถุนายน 2569 ผศ.ดร.สานิต ศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นอร์ทกรุงเทพโพล” มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ เปิดเผยว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งเป็นการสำรวจในรอบที่ 2 ภายหลังจากการสมัครรับเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 5 – 7  มิถุนายน 2569 จากจำนวน 2,391 ตัวอย่าง จากกลุ่มตัวอย่างในเขตกรุงเทพมหานคร ทั้งในรูปแบบของออนไลน์และการเก็บข้อมูลภาคสนาม ในประเด็น “เลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร 2569” ต่อข้อคำถาม ดังนี้

ท่านติดตามข่าวสารการเมืองกรุงเทพมหานครบ่อยเพียงใด พบว่า คนกรุงเทพฯ ติดตามข่าวสารการเลือกตั้งสัปดาห์ละหลายครั้ง ร้อยละ 31.5 , นานๆ ครั้ง ร้อยละ 29.1 , ติดตามทุกวัน ร้อยละ 26.5 และไม่เคยติดตามเลย ร้อยละ 12.6

แหล่งข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพฯ พบว่า แหล่งข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากที่สุดคือสื่อโทรทัศน์ ร้อยละ 26.8 , TikTok ร้อยละ 24.1 , Facebook ร้อยละ 23.5 , ข่าวออนไลน์ ร้อยละ 9.7 , การลงพื้นที่ของผู้สมัคร ร้อยละ 5.7 , คนในครอบครัว/เพื่อน ร้อยละ 3.5 , YouTube ร้อยละ 2.9 และอื่นๆ ร้อยละ 1.5

พรรคการเมืองที่ชื่นชอบและจะสนับสนุนผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พบว่า คนกรุงเทพฯ ไม่ยึดติดพรรคการเมืองโดยสนับสนุนผู้สมัครอิสระ 37.0 , พรรคประชาชน ร้อยละ 22.2 , พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 14.8 , พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 7.4 , กลุ่มคนทำงาน ร้อยละ 3.7 , กลุ่มเพื่อนมัลลิกา ร้อยละ 3.7 และกลุ่มกรุงเทพบินได้ ร้อยละ 0.8

บุคคลที่ท่านจะสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มากที่สุด พบว่า บุคคลที่ประชาชนอยากสนับสนุนมากที่สุด 6 อันดับแรกคือ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร้อยละ 69.1

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ร้อยละ 10.0

นายอนุชา บูรพชัยศรี ร้อยละ 4.0

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ร้อยละ 3.6

นายชาญเทพ เสสะเวช ร้อยละ 1.4

ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ร้อยละ 1.1

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ท่านมีแนวโน้มจะเลือกผู้สมัครจากพรรคการเมืองใดเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) พบว่า การเลือกตั้ง สก.ยังคงให้ความสำคัญกับผู้สมัครอิสระ ร้อยละ 33.0 , พรรคประชาชน ร้อยละ 25.9 , พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 18.5 , พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 18.5 และอื่นๆ ร้อยละ 3.7

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ท่านมีแนวโน้มจะเลือกผู้สมัครสมาชิสภากรุงเทพมหานคร (สก) ในเขตของท่านอย่างไร พบว่า ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 48.1 , ยังคงเลือกผู้สมัคร สก.คนเดิม ร้อยละ 40.7 และผู้สมัครคนใหม่ ร้อยละ 11.1

‘ศุภจี’ เร่งหาตลาดใหม่รองรับกุ้งไทย ยันบริหารจัดการได้ ลั่นไม่ท้อ หลังเจอดราม่า พร้อมปรับปรุงการสื่อสาร

'ศุภจี' เร่งหาตลาดใหม่รองรับกุ้งไทย ยันบริหารจัดการได้ ลั่นไม่ท้อ หลังเจอดราม่า พร้อมปรับปรุงการสื่อสาร

‘ศุภจี’ เร่งหาตลาดใหม่รองรับกุ้งไทย ยันบริหารจัดการได้ ลั่นไม่ท้อ หลังเจอดราม่า พร้อมปรับปรุงการสื่อสาร

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.58 น.

เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 10 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย 5 สายพันธุ์ ว่า จากกรณีดังกล่าวการแก้ปัญหาระยะกลางและระยะยาวเราจะต้องช่วยกันหาตลาดใหม่เพิ่มเติม เพื่อที่จะไม่ให้มีการพึ่งพาตลาดใดเพียงตลาดเดียวมากเกินไป

เมื่อถามว่ากุ้งที่ไม่ได้ส่งไปมาเลเซียกว่า 400 ตันต่อเดือนจะกระจายในประเทศได้หรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า พออยู่แล้ว ตอนนี้มีการวางแผนว่าจะทำให้ได้ทันที ซึ่งเกษตรกรที่มีปัญหาเราต้องดูแล และพยายามจะดูดซับหาตลาดสร้างกิจกรรม จับมือร่วมกับโมเดิร์นเทรดส่งไปในโครงการไทยช่วยไทย เชื่อว่าปริมาณกุ้งที่โดนผลกระทบจะบริหารจัดการได้

“ไม่อยากจะพูดว่าศุภจีบอกว่าไม่มีปัญหา ปัญหามันมีและพยายามที่จะช่วยแก้ปัญหาให้มีผลกระทบน้อยที่สุดมากกว่า” นางศุภจี กล่าว

จี้เจรจามาเลเซีย ชี้มาตรการระงับนำเข้ากะทันหันไม่เหมาะสม

ผู้สื่อข่าวถามต่อในกรณีของเกษตรกรที่จะต้องปรับตัวหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า กุ้งที่เรามีนั้นยังมีรูปแบบทั้งแปรรูปหรือแช่แข็ง เราก็หาตลาดเพิ่มเติมให้ แต่สิ่งที่เราต้องดูแลคือทำอย่างไรจะเจรจากับมาเลเซียให้เขาเข้าใจว่ากุ้งของเราไม่มีปัญหาอะไร และมาตรการที่เขาระงับนำเข้าทันทีก็ไม่น่าจะใช่มาตรการที่ถูกต้อง ควรจะค่อยเป็นค่อยไป จากหนักไปหาเบา ไม่ใช่หยุดเลยทันที ตนขอให้กำลังใจกรมประมงให้คุยกับทางมาเลเซียให้เรียบร้อย และเรามีหน้าที่ดูแลผู้ประกอบการประมงที่ได้รับผลกระทบในการช่วยกระจายสินค้าให้มากที่สุด

เมินดราม่า วอนสื่อมวลชนนำเสนอข้อมูลให้ครบถ้วน

เมื่อถามว่าการเข้ามารับตำแหน่งครั้งนี้เจอดรามาหลายเรื่องรู้สึกท้อหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่มีปัญหาอะไร ในเรื่องของข้อมูลการสื่อสารมีมากมายที่เป็นข้อเท็จจริงก็เยอะ เวลาที่เราอธิบายเรื่องอะไรที่มีขั้นตอน ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว อาจจะมีคนหยิบประเด็นว่าทำไมไม่แก้ตรงนั้นตรงนี้ เราก็ค่อยๆอธิบายไป มีทั้งโฆษกรัฐบาล โฆษกของพรรค โฆษกของกระทรวงพาณิชย์ ที่จะช่วยดูแลในการสื่อสารข้อมูล และขอฝากสื่อมวลชนให้สื่อสารข้อมูลข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนเท่านั้นเอง

ลั่น “ไม่ท้อ” เตรียมงัดอินโฟกราฟิกแก้ปัญหาการสื่อสาร

เมื่อถามย้ำว่ามีท้อบ้างหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่ แต่เป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องปรับปรุงในการสื่อสารให้มีคนเข้าใจมากยิ่งขึ้น งานของกระทรวงพาณิชย์เป็นงานที่ดูทั้งระบบจะดูแต่เพียงระยะสั้นอย่างเดียวไม่พอ แต่คนที่จะหยิบไปเป็นประเด็นมักดูแค่ระยะสั้นไม่ดูระยะยาวเลย เราจึงต้องอธิบายตรงนั้นด้วย อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้มีการปรับปรุงการสื่อสารโดยโฆษกกระทรวงพาณิชย์จะทำเรื่องอินโฟกราฟฟิกให้เห็นห่วงโซ่ทั้งระบบด้วย

รวมเป็นหนึ่งเพื่อชาติ! บิ๊กดุลย์ เผยเบื้องหลังความสำเร็จ ภารกิจเยือนเวียดนาม

รวมเป็นหนึ่งเพื่อชาติ! บิ๊กดุลย์ เผยเบื้องหลังความสำเร็จ ภารกิจเยือนเวียดนาม

รวมเป็นหนึ่งเพื่อชาติ! บิ๊กดุลย์ เผยเบื้องหลังความสำเร็จ ภารกิจเยือนเวียดนาม

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.43 น.

10 มิถุนายน 2569 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า Adul A Day l Team Thailand Plus [????????]

ภารกิจที่เวียดนามสำเร็จลุล่วงด้วยดีครับ

เบื้องหลังทุกความสำเร็จ คือการทำงานร่วมกันของคนหลายฝ่าย ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ประเทศไทย

ขอบคุณทุกคนที่ร่วมกันทำหน้าที่เพื่อชาติครับ [????????]

#AdulADay #อดุลย์อะเดย์
#TeamThailandPlus
#ทำทันทีรวมเป็นหนึ่งจึงชนะ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 – 9 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำคณะ เดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม อย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ณ กรุงฮานอย เพื่อหารือกับผู้นำเวียดนาม และภาคเอกชน เพื่อสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ

โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้แทนระดับสูงของไทย ประดอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ , นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม , นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา , นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน และนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ตลอดจนผู้แทนภาคเอกชนชั้นนำของไทยที่มีการลงทุนในเวียดนามกว่า 10 บริษัท ร่วมคณะด้วย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทั้งในระดับรัฐบาลและภาคเอกชน ระหว่างไทยและเวียดนามให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

จบปัญหาคนกรุงฯ เดินไกล! อนุชา เสนอใช้ AI คุมรถฟีดเดอร์รับส่งถึงซอย

จบปัญหาคนกรุงฯ เดินไกล! อนุชา เสนอใช้ AI คุมรถฟีดเดอร์รับส่งถึงซอย

จบปัญหาคนกรุงฯ เดินไกล! อนุชา เสนอใช้ AI คุมรถฟีดเดอร์รับส่งถึงซอย

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.04 น.

จบปัญหาคนกรุงฯ เดินไกล! “อนุชา”เสนอใช้ AI คุมรถฟีดเดอร์รับส่งถึงซอย เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ขอเลือกผู้ว่าฯ – ส.ก.จากพรรคประชาธิปัตย์ยกทีม

10 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 และนายสมพร คงโครัด ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางบอน หมายเลข 2 ลงพื้นที่หาเสียงตลาดเช้าหมู่บ้าน DK จากนั้นลงพื้นที่ร่วมกับ ดร.ฮารูน มูหมัดอาลี ผู้สมัคร ส.ก.เขตหนองแขม หมายเลข 5 ที่ตลาดวัดหนองแขม โดยพ่อค้า แม่ค้า ประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยให้การต้อนรับทักทายกันอย่างเป็นกันเอง และได้พูดคุยสอบถามเกี่ยวกับการหาเสียงรวมถึงนโยบายต่างๆ กับนายอนุชาโดยตรง

นายอนุชา เปิดเผยว่า ปัญหาสำคัญของประชาชนในพื้นที่เขตบางบอนและหนองแขมส่วนใหญ่ คือปัญหาน้ำท่วมขังเวลามีฝนตก ปัญหาระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงยาก ตลอดจนประเด็นความสะอาดและการจัดเก็บขยะที่ยังล่าช้า ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์ได้กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นระบบ ภายใต้การทำงานที่มุ่งเน้นความสะดวก สะอาด และความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้

ในการแก้ปัญหาการคมนาคมขนส่ง นายอนุชา เสนอแนวคิดการจัดตั้งระบบขนส่งสายรองหรือ Feeder เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางจากชุมชนสู่ระบบขนส่งมวลชนหลัก โดยจะมีการจัดสรรประเภทยานพาหนะให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ อาทิ รถขนาดเล็กสำหรับสัญจรในตรอกซอกซอย และรถไมโครบัสขนาด 20 – 30 ที่นั่ง สำหรับถนนสายรอง พร้อมทั้งเตรียมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้วิเคราะห์ปริมาณผู้โดยสารเพื่อปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินรถให้มีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับความต้องการแต่ละช่วงเวลา รวมถึงพิจารณาพัฒนาเส้นทางเดินเรือเพิ่มเติม

สำหรับมาตรการบรรเทาอุทกภัยและน้ำทะเลหนุนหนุนสูง นายอนุชา ย้ำว่า นอกจากการลอกท่อระบายน้ำและคูคลองเป็นประจำแล้ว จำเป็นต้องมีการวางแผนระยะยาวผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพสถานีสูบน้ำ การปรับปรุงประตูระบายน้ำให้มีความเหมาะสม ส่วนโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมในอนาคต จะต้องมีการตรวจสอบและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในด้านเศรษฐกิจและการจัดการชุมชน มีนโยบายที่จะนำพื้นที่รกร้างหรือพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์มาพัฒนาเป็นสวนหย่อมและพื้นที่กิจกรรมสาธารณะของชุมชน พร้อมทั้งเตรียมพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลของกรุงเทพมหานคร เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร และอัตลักษณ์ของแต่ละเขต เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการค้าขายในพื้นที่

ในช่วงท้าย นายอนุชา กล่าวถึงภาพรวมการรณรงค์หาเสียงและการเข้าร่วมเวทีดีเบตว่า เรามุ่งเน้นการนำเสนอนโยบาย “เมืองฟ้าอมร and more” เพื่อสื่อสารให้ประชาชนเห็นถึงศักยภาพของกรุงเทพมหานครที่สามารถพัฒนาได้มากกว่าที่เป็นอยู่ พร้อมเชิญชวนให้ผู้สิทธิ์เลือกตั้งพิจารณาเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 5 และผู้สมัคร ส.ก.จากพรรคประชาธิปัตย์แบบยกทีม เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายและการประสานงานพัฒนาพื้นที่ เป็นไปอย่างมีเอกภาพ ไร้รอยต่อ ยืนยันว่าบุคลากรของพรรคมีความพร้อมและผูกพันกับพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

– 006

‘ศุภณัฐ’ ยันไม่ปล่อย! งัด 12 คำถามเดือด จี้ ‘ชัชชาติ’ เครื่องออกกำลังกาย กทม. จบที่ปรับ 600 บาท?

'ศุภณัฐ' ยันไม่ปล่อย! งัด 12 คำถามเดือด จี้ 'ชัชชาติ' เครื่องออกกำลังกาย กทม. จบที่ปรับ 600 บาท?

‘ศุภณัฐ’ ยันไม่ปล่อย! งัด 12 คำถามเดือด จี้ ‘ชัชชาติ’ เครื่องออกกำลังกาย กทม. จบที่ปรับ 600 บาท?

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.43 น.

หลังจากที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช ได้ออกมาแถลงชี้แจงกรณีเครื่องออกกำลังกายและบทลงโทษ 600 บาท ล่าสุด นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวตั้งข้อสังเกตและจี้ถามผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวถึง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ภายหลังจากที่ผู้บริหาร กทม. ได้ออกมาชี้แจงความคืบหน้าการสอบสวนทางวินัย แต่กลับมีผลสรุปเบื้องต้นคือการลงโทษ “ปรับเงินเพียง 600 บาท” โดยมีข้อความดังนี้

ผมเห็น อ.ชัชชาติ กับ อ.ทวิดา ได้ออกมาชี้แจง – ผมขอถามแบบชัดๆ เรียงข้อเลยนะครับ จะได้เคลียกันทั้งกรุงเทพ

1) คกก.สอบสวนวินัย อ.ชัชชาติ เป็นคนเซนต์แต่งตั้งเอง ใช่หรือไม่ครับ?

2) คกก.สอบสวน ชุดที่อ.แต่งตั้ง มีมติปรับ 600 บาท จริง ใช่หรือไม่ครับ?

3) คกก.สอบสวน ได้ส่งรายงานว่า ปรับ 600 บาท ให้อ.ชัชชาติ รับทราบและเห็นชอบ ใช่ไหมครับ?

4) อ.ได้ทำการ “เห็นชอบ” กับรายงานของคกก.สอบสวน ที่มีมติปรับแค่ 600 บาท และส่งเรื่องต่อไปยัง กก.(คกก.ข้าราชการกทม.) ที่มีคนนอกอย่าง มหาดไทย กพ. อว. กคศ. ผู้ทรงใช่ไหม?

5) ทำไมอ.ถึงเห็นชอบครับ?

6) อ.ชี้แจงว่า ที่ผ่านมา อ.สั่งสอบเพิ่มเติมตลอด แต่ที่อ.สั่ง จนแล้วจนรอด ก็จบที่การปรับ 600 บาท ก่อนส่งไปให้กก.ใช่หรือไม่ครับ?

7) อ.บอกว่า เดือนมีนาคม 69 มีมติให้มีการสอบเพิ่มอีก ยังไม่จบ  – ผมขอถามอ.ชัดๆนะครับ คนที่สั่งให้สอบเพิ่มอีกรอบ ไม่ใช่ตัวอ.ชัชชาติ แต่คือทาง กก.ใช่หรือไม่ครับ? และ อ.ไม่ได้เข้าประชุม กก. ใช่ไหมครับ? และตัว อ.เองเป็นคนเห็นชอบกับรายงานการปรับ 600บาท และให้ส่งเรื่องให้ กก.ดำเนินการตามมติคกก.สอบสวนปรับ 600บาท ใช่หรือไม่ครับ?

8.) ถ้าเกิด กก.บ้าจี้ เอาตามที่ อ.ชัชชาติเห็นชอบและส่งมายังกก.โดยไม่ได้แย้งอะไร ก็คือ จะปรับแค่ 600บาท ใช่หรือไม่ครับ?

9) ปลัดกทม.มีการสั่งปรับเงินจนท. 600 บาทจริงๆ ไปแล้วหนิครับ (เมื่อปีที่แล้ว) ใช่ไหมครับ?

10) มติกก. (หลังจากมีการปรับเงิน 600 แล้ว) ที่ขอให้สอบเพิ่มเติม ได้การันตีไหมครับ ว่าจะลงโทษมากกว่า ปรับเงิน 600บาท?

11) ผมเคยจี้ถามอ.หลายรอบ ออกสื่อว่า ทำไมอ.ไม่สั่งสอบการทุจริตเครื่องออกกำลังกายอีก 17 โครงการที่เหลือ (ซึ่งมีทั้งสมัยของอ.ชัชชาติ และสมัยของผว.อัศวิน) โดย อ.ให้สัมภาษณ์ว่า อ.ได้สั่งตรวจสอบทุกโครงการ แต่ผ่านมา 2 ปีเต็ม อ.ไม่ได้ออกคำสั่งแต่งตั้ง คกก.สอบสวน โครงการที่เหลืออีก 17 โครงการ ใช่หรือไม่?

12) อ.ได้เคยชี้แนวทางให้คกก.ไหมครับว่า ต้องไปตรวจสอบทุจริตแบบไหน จี้ประเด็นไหน ถึงจะจัดการกับคนทุจริตในกรณีนี้ได้ครับ?

ทุจริตเรื่องนี้ ผมขอไม่ปล่อยนะครับ และขอให้ชี้แจงชัดๆเรียงข้อนะครับ ผมจะได้รู้ว่า สุดท้ายแล้ว คนที่เอาจริงกับการทุจริต คืออ.ชัชชาติ หรือ กก. กันแน่

เพราะมันคงไม่มีอะไรน่าเกลียดไปกว่า ผลการสอบสวนโครงการนี้ ที่คกก.ที่อ.ตั้งขึ้น และสรุปผลว่าปรับแค่ 600 บาท และ ที่สำคัญคือมันผ่านความเห็นชอบจากผู้ว่าแล้วด้วยนะครับ

ทั้งนี้ ถ้ามีอะไรทำให้อ.โมโห ไม่พอใจ ผมขออภัยอ.ล่วงหน้าครับ แต่ผมต้องทำหน้าที่ผู้แทนนะครับ

บาปต่อองค์กร-บ้านเมือง? เอนก ฝากคำถามชวนผู้นำย้อนดูจิตสำนึก

บาปต่อองค์กร-บ้านเมือง? เอนก ฝากคำถามชวนผู้นำย้อนดูจิตสำนึก

บาปต่อองค์กร-บ้านเมือง? เอนก ฝากคำถามชวนผู้นำย้อนดูจิตสำนึก

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.15 น.

10 มิถุนายน 2569 นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า บาปต่อองค์กร บาปต่อบ้านเมือง

เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต

—

ผู้นำทุกคนต้องการเข็มทิศ
แต่เข็มทิศของผู้นำนั้นไม่เหมือนเข็มทิศของนักเดินทางทั่วไป นักเดินทางมีปลายทางที่รู้แน่ชัดว่าอยู่ที่ไหน แต่ผู้นำต้องเดินไปในความมืดมนแห่งอนาคต ที่ไม่มีใครบอกได้แน่ว่าอะไรคือเส้นทางที่ถูกต้อง
ผู้นำจึงต้องการเข็มทิศสองอัน
อันแรกคือ “ธรรมะ” ที่ชี้ว่าเราควรมุ่งหน้าไปทางไหน อันที่สองคือ “บาป” ที่เตือนว่าเราไม่ควรเหยียบย่างไปทางใด
สองสิ่งนี้ประกอบกันเป็นสิ่งที่ผมขอเรียกว่า “พันธสัญญาทางศีลธรรม”
พันธสัญญาทางศีลธรรมไม่ใช่เอกสารที่เราเซ็นแล้วเก็บเข้าแฟ้ม แต่มันคือสัญญาที่เราให้ไว้กับตัวเอง กับองค์กร และกับบ้านเมือง ว่าเราจะใช้ธรรมะเป็นเข็มทิศนำทาง และจะใช้ความตระหนักรู้เรื่องบาปเป็นรั้วกั้นไม่ให้เราก้าวพลาด

—

มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ในชีวิตของคนที่เป็นผู้นำหรือผู้บริหาร ไม่ว่าในองค์กรเล็กใหญ่หรือในระดับบ้านเมือง ที่เราจะต้องหยุดชะงักกับคำถามบางอย่าง คำถามที่ไม่ได้มาจากใครที่ไหน แต่ดังขึ้นมาจากส่วนลึกของจิตใจเราเอง
คำถามนั้นอาจมาในยามดึก หลังจากวันที่เราได้ตัดสินใจอะไรบางอย่าง หรือไม่ได้ตัดสินใจอะไรเลย
“นี่เรากำลังทำบาปต่อองค์กรและบ้านเมืองอยู่หรือเปล่า?”
นั่นไม่ใช่เสียงของความหวาดระแวง แต่มันคือเสียงของเข็มทิศอันที่สองที่กำลังทำงาน

—

เป็นธรรมดาที่เมื่อพูดถึง “บาป” เรามักนึกถึงการกระทำผิดส่วนบุคคล คิดร้าย พูดปด ลักขโมย นั่นคือบาปที่จับต้องได้ วัดได้ด้วยเจตนาของเราแต่ละคน
แต่สำหรับคนที่อยู่ในตำแหน่งแห่งอำนาจ ความเป็นผู้นำได้เปิดมิติใหม่ของคำว่า “บาป” ให้กว้างใหญ่กว่าชีวิตส่วนตัวมากนัก
เราอาจเริ่มตระหนักว่า โลกขององค์กรและสังคม มี “บาป” ชนิดที่ซ้อนอยู่ในโครงสร้าง ในระบบที่เราดำรงอยู่และมีส่วนร่วมรักษามันไว้ บาปที่ไม่ต้องมีใครลงมือทำชั่วด้วยสองมือตนเอง แต่ดำรงอยู่ผ่านกฎเกณฑ์ ธรรมเนียม วัฒนธรรมองค์กร ที่ทำให้คนบางกลุ่มถูกกดทับ ทำให้ความไม่เป็นธรรมถูกทำให้ดูเป็นเรื่องปกติ
และเมื่อเราคิดลึกลงไป เราอาจค้นพบความจริงที่อึดอัดใจอีกชั้นหนึ่งว่า องค์กรเองก็ทำบาปได้ ในฐานะนิติบุคคล ผ่านการตัดสินใจร่วมกันของผู้บริหาร ผ่านวัฒนธรรมที่ส่งเสริมความโลภ หรือผ่านการเมินเฉยต่อผลกระทบที่องค์กรทำให้เกิดขึ้น
ธรรมะบอกเราว่าองค์กรที่ดีควรมุ่งไปทางไหน
ส่วนบาปบอกเราว่า ตรงไหนคือเส้นที่องค์กรและบ้านเมืองไม่ควรก้าวข้าม

—

และแล้วคำถามก็ย้อนกลับมาที่ตัวเรา
เราได้รับความไว้วางใจ เราได้รับการแต่งตั้งให้มาอยู่ ณ จุดนี้ เราได้รับมอบอำนาจที่มาพร้อมกับความคาดหวังว่าเราจะเป็นผู้ปกป้องสิ่งที่ดีและถูกต้อง
แต่ในความเป็นจริง มันไม่ได้ง่ายดายอย่างที่อุดมคติวาดไว้ เราต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน บางครั้งมันคือ “อามิส” ที่มาในรูปแบบแนบเนียนเกินกว่าจะเรียกว่าสินบน บางครั้งมันคือการคุกคามที่เราไม่ได้กลัวแค่เพื่อตัวเอง แต่กลัวไปถึงคนรอบข้าง ครอบครัว ลูกน้องที่เรารับผิดชอบ
ในโลกแห่งความเป็นจริง เราอาจพบว่าตัวเองต้องหลีกเลี่ยงที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องในบางจังหวะ ต้องชะลอการต่อสู้กับสิ่งที่ผิดในบางสนาม ต้องประนีประนอมกับแรงคุกคามเพื่อรักษาชีวิตและตำแหน่งให้เดินต่อไปได้
แล้ว… สิ่งเหล่านี้คือบาปต่อองค์กรและบ้านเมืองหรือไม่?

—

หลายคนมองว่าความกลัวบาปเป็นสิ่งที่ทำให้คนไม่กล้าทำอะไร เป็นโซ่ตรวนทางความคิดที่ถ่วงรั้งการตัดสินใจ
แต่ผมคิดต่างออกไป
ความกลัวบาปไม่ใช่โซ่ตรวน หากเราเข้าใจมันอย่างถูกต้อง มันคือเข็มทิศ
เข็มทิศไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้เรือหยุดนิ่ง เข็มทิศมีไว้เพื่อบอกทิศทางให้เรือที่กำลังแล่นอยู่ ไม่ให้หลงทาง
ความกลัวบาปในความหมายที่ผมกำลังพูดถึง จึงไม่ใช่ความกลัวแบบหวาดระแวงจนทำอะไรไม่ได้ แต่มันคือความตระหนักรู้ที่คอยกระซิบเตือนเราว่า กำลังมีแนวปะการังอยู่ข้างหน้า กำลังมีหินโสโครกอยู่ใต้ผิวน้ำ
พันธสัญญาทางศีลธรรมของผู้นำจึงประกอบด้วยสองเสาหลักเสมอ
เสาแรกคือธรรมะ ที่บอกเราว่าอะไรคือสิ่งถูกต้องที่ควรทำ
เสาที่สองคือบาป ที่บอกเราว่าอะไรคือเส้นที่เราไม่ควรข้าม
สองเสานี้ต้องอยู่ด้วยกัน ขาดเสาใดเสาหนึ่งไม่ได้
ผู้นำที่มีแต่ธรรมะโดยไม่ตระหนักรู้เรื่องบาป อาจกลายเป็นคนที่มองเห็นแต่ความดีงามอันเลื่อนลอย โดยไม่รู้ว่าตนเองกำลังก้าวพลาดตรงไหน
ผู้นำที่มีแต่ความกลัวบาปโดยไม่มีธรรมะนำทาง ก็จะกลายเป็นคนที่ไม่กล้าทำอะไรเลย กลัวผิดจนไม่กล้าทำถูก

—

ผมขอเชิญชวนให้ท่านลองถามตัวเอง ด้วยน้ำเสียงที่ไม่กล่าวโทษ แต่นุ่มนวลและซื่อตรง:
“ในการนิ่งเฉยหรือหลีกเลี่ยงของฉัน มีสัดส่วนของความจำเป็นเพื่อความอยู่รอด และมีสัดส่วนของความสะดวกสบายส่วนตัวผสมอยู่เท่าไร?”
“ฉันได้พยายามทุกวิถีทาง เท่าที่ปัญญาและสถานการณ์จะเอื้ออำนวยแล้วหรือยัง? หรือฉันยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ลอง?”
“หากสิ่งที่ฉันเผชิญมันหนักหนาเกินไปจริง ๆ การที่ฉันยังดำรงตำแหน่งนี้อยู่ โดยไม่ทำอะไรเลยเพื่อปกป้องความถูกต้อง… มันคือการอดทนรอจังหวะ หรือคือการสมยอมที่ห่อหุ้มด้วยเหตุผล?”
“ฉันเป็นผู้นำเพื่ออะไร? เพื่อตำแหน่ง เพื่อความมั่นคง เพื่อเกียรติยศ หรือเพื่อเป็นผู้พิทักษ์บางสิ่งบางอย่างที่ใหญ่กว่าตัวฉัน?”

—

คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราตอบว่า “บาป” หรือ “ไม่บาป” ราวกับเป็นคำพิพากษาทางกฎหมาย
แต่มันคือเครื่องมือตรวจสอบพันธสัญญาทางศีลธรรมของเราเอง ว่าเรายังยึดมั่นในสัญญาที่เราให้ไว้กับตัวเองหรือไม่ เข็มทิศของเรายังทำงานอยู่ดีหรือเปล่า
ในทางพุทธศาสนา “เจตนา” คือหัวใจของการกระทำ การที่เรายังรู้สึกอึดอัด การที่เรายังตั้งคำถาม การที่เรายังไม่สบายใจกับการหลีกเลี่ยงของตนเอง… นั่นคือสัญญาณว่าเข็มทิศยังไม่พัง ธรรมะยังนำทางอยู่ และความตระหนักรู้เรื่องบาปยังคงเป็นข้อพึงระวังที่คอยเตือนเรา
ตราบใดที่เรายังมีความรู้สึกนี้ ตราบนั้นเรายังไม่ “ตาย” ในฐานะมนุษย์ที่มีจิตสำนึก และนั่นอาจหมายความว่า เรายังมีหวังที่จะลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ถูกต้อง ในวันที่จังหวะและโอกาสมาถึง
หรือในทางกลับกัน หากเราตอบคำถามเหล่านี้อย่างซื่อตรงกับตัวเองแล้วพบว่า เราไม่ได้มีความจำเป็นอันใด เราเพียงแค่รักสบาย รักตำแหน่ง กลัวเสียผลประโยชน์… เราก็จะได้รู้ด้วยตัวเอง ว่าพันธสัญญาทางศีลธรรมของเรานั้นขาดสะบั้นลงแล้ว และสิ่งที่เรากำลังแบกไว้บนบ่านั้นมันคืออะไร

—

สุดท้ายแล้ว อาจไม่มีใครตอบได้ว่าเราทำบาปต่อองค์กรและบ้านเมืองหรือไม่ นอกจากตัวเราเอง ในความเงียบงันของจิตสำนึกของเราเอง
แต่ผู้นำที่มีพันธสัญญาทางศีลธรรม ย่อมไม่ปล่อยให้ความเงียบงันนั้นผ่านเลยไปโดยไม่ถามตัวเอง
ผู้นำเช่นนั้นมีธรรมะเป็นเข็มทิศ
และมีบาปเป็นข้อพึงระวัง
สองสิ่งนี้เคียงคู่กันไปตลอดเส้นทางแห่งอำนาจ
นั่นคือภาระอันหนักหน่วง
และนั่นคือศักดิ์ศรีอันสูงส่ง
ของการเป็นผู้นำที่แท้จริง

ทบ.โต้ข่าวลือใช้ AI ตัดสินเงินเพิ่มพิเศษ ทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

ทบ.โต้ข่าวลือใช้ AI ตัดสินเงินเพิ่มพิเศษ ทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

ทบ.โต้ข่าวลือใช้ AI ตัดสินเงินเพิ่มพิเศษ ทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.13 น.

ทบ.โต้ข่าวลือใช้ AI ตัดสินเงินเพิ่มพิเศษ ทหารชายแดนไทย-กัมพูชา ยันแค่เครื่องมือวิเคราะห์ขั้นต้น สุดท้ายคณะกรรมการชี้ขาด โปร่งใส-เป็นธรรมทุกนาย

10 มิถุนายน 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงกรณีที่ปรากฏข่าวในสังคมออนไลน์ผ่านการโพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กของผู้สื่อข่าว ซึ่งมีเนื้อหาคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง โดยกล่าวถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับเกณฑ์การพิจารณาเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ (พ.ส.ร.) ของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ทั้งนี้ ในโพสต์ดังกล่าวระบุว่า มีการใช้ระบบ AI ประเมินผลงาน และให้น้ำหนักกับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บมากกว่าทหารที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้าแต่ไม่ได้รับบาดเจ็บ จนก่อให้เกิดความเข้าใจข้อมูลไม่ครบถ้วนในหมู่กำลังพล

โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า กองทัพบกได้รับทราบความห่วงใยดังกล่าว และขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยยืนยันว่า เงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ หรือ พ.ส.ร. ถือเป็นบำเหน็จความชอบพิเศษที่กระทรวงกลาโหมจะพิจารณามอบให้แก่กำลังพลที่มีพฤติการณ์การสู้รบ หรือได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ซึ่งการพิจารณาทั้งหมดมีหลักเกณฑ์และมาตรฐานทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน

สำหรับประเด็นที่มีการระบุถึงการใช้ระบบ AI นั้น พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ปัจจุบันกรมกำลังพลทหารบกอยู่ระหว่างขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลจากหน่วยระดับกองพันหรือเทียบเท่า โดยในลำดับแรกให้ความเร่งด่วนกับกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บก่อน จากนั้นจึงรวบรวมข้อมูลกำลังพลที่เข้าร่วมการสู้รบแต่ไม่ได้รับบาดเจ็บในลำดับต่อไป

ทั้งนี้ กรมกำลังพลทหารบกได้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือช่วยอำนวยความสะดวกในการวิเคราะห์พฤติกรรมและเหตุการณ์เท่านั้น มิใช่การปล่อยให้ระบบ AI เป็นผู้ตัดสินใจแทนมนุษย์แต่อย่างใด

โดยระบบดังกล่าวจะทำการประเมินจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่หน่วยต้นสังกัดเสนอเข้ามา ซึ่งไม่ได้พิจารณาเฉพาะระดับการบาดเจ็บตามที่มีกระแสข่าวเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาประกอบกับหลักฐานสำคัญอื่นๆ ร่วมด้วย อาทิ รายงานเหตุการณ์พร้อมแผนภาพสถานที่จำลองสถานการณ์ หลักฐานทางการแพทย์ที่ระบุอาการและระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บ

นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์จากระบบคอมพิวเตอร์และเอกสารหลักฐานทั้งหมด จะต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาและตรวจสอบอย่างละเอียดโดยคณะกรรมการระดับกองทัพบกอีกครั้ง เพื่อกำหนดจำนวนขั้นบำเหน็จที่กำลังพลแต่ละนายจะได้รับอย่างเป็นธรรม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่เน้นย้ำให้ความสำคัญกับทหารร่วมรบทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือไม่ได้รับบาดเจ็บก็ตาม

อย่างไรก็ตาม โฆษกกองทัพบก ตั้งข้อสังเกตว่า ความเข้าใจข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนอาจมีสาเหตุมาจากหน่วยต้นสังกัดบางแห่งยังไม่เข้าใจกระบวนการพิจารณาพ.ส.ร.ภายใต้เงื่อนไขของทางราชการอย่างถ่องแท้

ในเรื่องนี้ กรมกำลังพลทหารบกซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบในภาพรวม เตรียมเชิญผู้แทนจากหน่วยที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมรับฟังคำชี้แจง และทำความเข้าใจร่วมกันอีกครั้ง เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและลดความสับสนที่เกิดขึ้น

“ขอให้มั่นใจว่ากำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ด้วยความทุ่มเทและเสียสละ จะได้รับการพิจารณาบำเหน็จความชอบด้วยความโปร่งใส และเป็นธรรม ตามระเบียบของทางราชการ” โฆษกกองทัพบก กล่าว

11มิ.ย.ชี้ชะตาเกณฑ์ใหม่ ถกบัตรคนจน รบ.ยันยังไม่ตัดสิทธิใคร

11มิ.ย.ชี้ชะตาเกณฑ์ใหม่ ถกบัตรคนจน รบ.ยันยังไม่ตัดสิทธิใคร

11มิ.ย.ชี้ชะตาเกณฑ์ใหม่ ถกบัตรคนจน รบ.ยันยังไม่ตัดสิทธิใคร

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

11มิ.ย.ชี้ชะตาเกณฑ์ใหม่ ถกบัตรคนจน รบ.ยันยังไม่ตัดสิทธิใคร สั่งผญบ.เช็คชื่อตกหล่น

รัฐบาลชวนใช้สิทธิไทยช่วยไทยฯ ผ่าน 4 แพลตฟอร์มเดลิเวอรี เริ่ม 15 มิถุนายนนี้ ลดค่าอาหาร 60% ผ่านแอปฯ เป๋าตัง ปลัดคลัง ยัน 11 มิ.ย.นี้ คณะกรรมการบัตรคนจน ถกรื้อเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิฯ ด้านโฆษกพรรคภูมิใจไทย ย้ำ 13.2 ล้านสิทธิ์ยังอยู่ในระบบบัตรสวัสดิการฯ ให้ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ลงพื้นที่สำรวจ

เมื่อวันที่9มิถุนายน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการไทยช่วยไทย พลัส60/40 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจบริการทั่วประเทศ โดยขยายการใช้สิทธิผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ บน4แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ ShopeeFood, LINE MAN, GrabFoodและ Robinhoodเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิของภาครัฐได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วประเทศ

น.ส.ลลิดา กล่าวต่อว่า ประชาชนจะสามารถเริ่มใช้สิทธิไทยช่วยไทย พลัส60/40 ผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน–30 กันยายน 2569 ช่วงเวลา 06.00–21.00 น.ของทุกวัน ผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” โดยเลือกใช้บริการจากแพลตฟอร์ม ShopeeFood, LINE MAN, GrabFoodและ Robinhoodที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้มากขึ้น ลดภาระค่าครองชีพ และทำให้เม็ดเงินจากมาตรการของรัฐหมุนเวียนสู่ร้านอาหารและผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศได้อย่างทั่วถึง

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า การขยายสิทธิประโยชน์สู่บริการเดลิเวอรี่ เป็นการตอบโจทย์วิถีชีวิตของประชาชนในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง ผู้สูงอายุ ผู้ปกครองที่ดูแลบุตรหลาน และผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางออกไปใช้จ่ายนอกบ้าน ให้สามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐได้ง่ายขึ้น พร้อมสร้างโอกาสให้ร้านอาหารรายย่อยทั่วประเทศเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์

สำหรับ ShopeeFoodผู้ใช้สิทธิจะได้รับส่วนลดค่าอาหารสูงสุด 60% จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมสิทธิ จัดส่งฟรีโดยไม่มีขั้นต่ำ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งค่าอาหารและค่าจัดส่งในคราวเดียว

ด้าน LINE MAN ได้รวบรวมร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการจำนวนมากทั่วประเทศ พร้อมมอบสิทธิพิเศษเพิ่มเติม โดยผู้ใช้สามารถใส่โค้ด LMPLUS เพื่อรับส่วนลดสะสมรวมสูงสุด 5,000 บาท ตลอดโครงการ และรับสิทธิ ส่งฟรีระยะทางสูงสุด 5 กิโลเมตร ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการสั่งอาหารผ่านระบบเดลิเวอรี่ ขณะที่ GrabFoodจัดแคมเปญสนับสนุนผู้ใช้สิทธิไทยช่วยไทย พลัส ด้วยส่วนลดค่าอาหารผ่านโค้ด GRAB สูงสุด 100 บาทต่อรายการ พร้อมสิทธิ รับเงินคืนสะสมสูงสุด 12,000 บาท ตามเงื่อนไขแพลตฟอร์ม และบริการ ส่งฟรี Grab Saver สูงสุด 5 กิโลเมตร เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความคุ้มค่าให้กับประชาชน

ส่วน Robinhoodมอบสิทธิประโยชน์ทั้งด้านส่วนลดค่าอาหารและค่าจัดส่ง โดยผู้ใช้สามารถรับส่วนลด 50% สูงสุด 100 บาทต่อรายการ จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมสิทธิประโยชน์ด้านการจัดส่งตามเงื่อนไขที่กำหนด ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงอาหารคุณภาพในราคาที่ประหยัดมากขึ้น

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ 4 ราย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเชื่อมโยงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมช่วยขยายช่องทางการขายให้ผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อยทั่วประเทศ สร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และส่งเสริมการจ้างงานในระดับชุมชน

“รัฐบาลมุ่งหวังให้โครงการไทยช่วยไทย พลัส60/40 เป็นกลไกสำคัญในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ผ่านการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ร้านค้า ชุมชน และเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง อันจะนำไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน” รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว

ขณะเดียวกัน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวยืนยันว่า ในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เป็นประธานฯ จะประชุมพิจารณาทบทวนเกณฑ์ใหม่ของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเฉพาะกรณีที่มีการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีโดยไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบุพการี หากที่ประชุมมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง จะเร่งสรุปเพื่อเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบต่อไป

นายลวรณ กล่าวยืนยันว่าการประชุมของคณะกรรมการฯ เพื่อทบทวนเกณฑ์การคัดกรองผู้ได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการครั้งนี้ จะไม่กระทบกับกระบวนการคัดกรองแต่อย่างใด เนื่องจากยังไม่เริ่มต้นกระบวนการคัดกรอง โดยขณะนี้เป็นเพียงขั้นตอนให้ผู้ที่ได้รับสิทธิเดิม 13.18ล้านคน เข้ามายืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการ ระหว่างวันที่ 4-21มิถุนายน 2569 ดังนั้นจึงขอให้ผู้ที่ได้รับสิทธิเดิมทั้งหมดเข้ามายืนยันสิทธิให้ครบผ่าน 5 ช่องทาง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังจะประกาศผลผู้ลงทะเบียนภายในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่นเป๋าตังและแอปพลิเคชั่นทางรัฐ เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง พร้อมทั้งเปิดให้ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแต่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน เข้าไปยืนยันตัวตนตั้งแต่วันที่ประกาศผล ผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง และสามารถใช้สิทธิสวัสดิการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้

ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง และแอปพลิเคชั่นทางรัฐ เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 17- 31 กรกฎาคม 2569 โดยจะต้องแก้ไขข้อมูลที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่หน่วยตรวจสอบคุณสมบัติตามที่ได้รับแจ้งให้ครบทุกเกณฑ์ ภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 และกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ดังกล่าวในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิสวัสดิการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม2569 เป็นต้นไป

ด้าน น.ส.แนน บุญย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงความคืบหน้าการทบทวนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่าขณะนี้สำหรับผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ตัวเลขคือ 13.2 ล้านคน ขณะนี้ยังไม่มีใครที่ถูกตัดสิทธิ์ ทุกคนยังอยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ได้เป็นไปตามข่าวที่ออกไป

ส่วนหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังบางหลักเกณฑ์ต้องพิจารณากันใหม่ โดยในประเด็นเรื่องของหลักเกณฑ์ในมุมมองของ สส.พรรคภูมิใจไทย คิดว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่มีมานานและเป็นปัญหามานาน ซึ่งบางคนมีบัตร บางคนไม่มีบัตร และได้รับเสียงสะท้อนมาหลายปี ซึ่งตอนนี้วนมาครบรอบที่กระทรวงการคลังจะต้องมาพิจารณาในเรื่องของเกณฑ์ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ เพื่อที่จะให้คนจนจริงๆ จึงต้องมีหลักเกณฑ์ออกมาสำหรับรอบนี้

“อย่าพึ่งตกใจเพราะนี่เป็นเพียงหลักเกณฑ์ในเบื้องต้นและยังไม่มีใครโดนตัดสิทธิ์ในขณะนี้”น.ส.แนนบุญย์ธิดา กล่าวและว่า สำหรับการประชุมวันที่ 11 มิถุนายนนี้ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะพิจารณาหลักเกณฑ์อื่นเพิ่มเติมหรือไม่ ต้องพิจารณากันอีกครั้ง และจะใช้วิธ๊การอย่างไรในการคัดกรอง ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าให้ยืนยันตัวตนผ่านอำเภอ หรือสถานที่ราชการ เรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยออกประกาศว่าจะให้บริการโดยให้ผู้ใหญ่บ้าน ปลัดอำเภอและนายอำเภอลงไปสำรวจสิทธิ์ และยืนยันตัวตนรวมถึงคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อนหน้านี้ด้วย ก่อนจะนำไปพิจารณาผ่านกระทรวงการคลัง และในส่วนหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่นายกฯ สั่งทบทวนการยกเลิกเกณฑ์การลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เรื่องนี้จะพิจารณาเพิ่มเติมในวันที่ 11 มิถุนายนนี้

ส่วนการพิจารณาจะพิจารณาในประเด็นเดียวเลยหรือไม่ น.ส.แนนบุญย์ธิดา กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีการลงพื้นที่สำรวจ และไม่ใช่ว่าสำรวจแล้วจะยืนยันเลย แต่ต้องผ่านการทำประชาคมหมู่บ้านก่อน ซึ่งคนที่จะผ่านการคัดกรองจะต้องถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ย้ำว่าเป็นคนจนจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้เป็นส่วนของกระทรวงมหาดไทยที่จะต้องรับผิดชอบ

วันเดียวกัน นายกิตติ ลิ้มศิริชัย นายอำเภอวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ นำเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ปฏิบัติงานเชิงรุกตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ก่อนเข้าสู่ช่วงเวลาปฏิบัติราชการปกติ โดยลงพื้นที่หมู่6ต.ภูน้ำหยด เขตติดต่อกับ จ.นครสวรรค์ อยู่ห่างไกลจากที่ว่าการ อ.วิเชียรบุรีมากกว่า 30 กิโลเมตรเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนเข้าถึงสิทธิสวัสดิการอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ช่วงเวลาพักกลางวัน นายอำเภอวิเชียรบุรีและคณะ ได้ลงพื้นที่หมู่ 11ต.ท่าโรง เขตเศรษฐกิจใกล้เคียงกับที่ว่าการอำเภอ เพื่อติดตามกระบวนการจัดเก็บและสำรวจฐานข้อมูลความเดือดร้อน พร้อมอำนวยความสะดวกให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่อาจตกหล่นจากการได้รับสิทธิประโยชน์ในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ

สำหรับการลงพื้นที่ปูพรมตรวจสอบครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติในการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่เคยได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเรียกว่ากลุ่มตกหล่นซึ่งมีตัวเลขสะสมอยู่ทั่วประเทศทั้งสิ้น 1,044,785 ราย โดยกลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้ที่มีรายชื่อปรากฏอยู่ในคลังข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ (MSO-LOGBOOK) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

ปลดกำไลEM-จ่อบินปร๋อดูไบ ทักษิณเฮติดปีก คาดเยียม‘ยิ่งลักษณ์’

ปลดกำไลEM-จ่อบินปร๋อดูไบ ทักษิณเฮติดปีก คาดเยียม‘ยิ่งลักษณ์’

ปลดกำไลEM-จ่อบินปร๋อดูไบ ทักษิณเฮติดปีก คาดเยียม‘ยิ่งลักษณ์’

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปลดกำไลEM-จ่อบินปร๋อดูไบ ทักษิณเฮติดปีก คาดเยียม‘ยิ่งลักษณ์’ หนูลั่นกลางอาเซียน
ผลักดันแลนด์บริดจ์ พท.ยอมแก้ที่มาสสร.

“ทักษิณ ชินวัตร”ปลดกำไล EM เรียบร้อยแล้ว หลังศาลอาญาธนบุรี ตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ คาดเตรียมบินดูไบไปพบ “ยิ่งลักษณ์”สิ้นเดือนมิถุนายนนี้ หลังไม่ได้เจอกันนาน 8 เดือน นายกฯ ‘อนุทิน’โชว์วิสัยทัศน์เวที ASEAN Future Forumที่เวียดนามผนึกกำลังวางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคงเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมประกาศผลักดัน“แลนด์บริดจ์”ต่อนายกฯหารือปธน.เวียดนาม ต่อยอดวิสัยทัศน์ จับมือและเติบโตไปด้วยกัน ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์รอบด้านร่วมกัน

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าความเคลื่อนไหวหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ซอยจรัญสนิทวงศ์ 71 บ้านของนายทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังมีรายงานว่าศาลอาญาธนบุรีอยู่ระหว่างพิจารณาตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับอภัยโทษซึ่งหนึ่งในนั้นคือรายชื่อของนายทักษิณแต่จากการเฝ้าสังเกตการณ์หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ไม่พบว่ามีรถของเจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติขับ เข้าไปในบ้าน แต่ผู้สื่อข่าวที่อยู่ฝั่งประตูด้านหลังของบ้านจันทร์ส่องหล้าบอกว่าช่วงเวลา14.00น.เห็นรถฟอร์จูนเนอร์สีดำขับเข้าไปในบ้าน

“ทักษิณ”ปลดกำไลEM แล้ว

โดยเมื่อเวลาประมาณ14.30น.นายทักษิณ ได้ดำเนินการถอดกำไลอิเล็กทรอนิกส์(EM)ร่วมกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ภายหลังจากขั้นตอนทางกฎหมายที่ศาลอาญาธนบุรีได้พิจารณาตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งปรากฏรายชื่อของนายทักษิณ เป็นหนึ่งในผู้ได้รับสิทธิดังกล่าวอย่างเป็นทางการโดยเมื่อกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องเสร็จสิ้นลง ทางสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1จึงได้อนุญาตให้ทำการปลดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ตามระเบียบขั้นตอนขั้นสุดท้าย

จ่อบินดูไบพบ“ยิ่งลักษณ์”สิ้นมิ.ย.

อย่างไรก็ตาม หลังจากปลดกำไลEM แล้ว นายทักษิณ มีกำหนดการเดินทางไปหาน้องสาว คือ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก่อนสิ้นเดือนมิถุนายนนี้และจะใช้เวลาพักผ่อนอยู่กับน้องสาวสักระยะหนึ่ง หลังจากที่ไม่ได้เจอกันนาน 8 เดือนซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวอยู่ต่างแดน ทำให้นายทักษิณอยากบินไปหาน้องสาวทันทีที่ได้รับการอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศขณะเดียวกัน นายทักษิณก็มีกำหนดการที่จะเดินทางไปต่างประเทศเช่น ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นบ้านพักที่นายทักษิณ และครอบครัวได้ใช้เวลาพักผ่อนช่วงหนึ่งตอนที่อยู่ต่างประเทศ.

‘อนุทิน’โชว์วิสัยทัศน์เวทีASEAN

สำหรับภารกิจของนายกรัฐมนตรีในการเยือนเวียตนามวันที่สอง เมื่อเวลา 08.30น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ “Shaping our Future Together: Peace, Prosperity, People-Centered” ซึ่งมีเวียดนามเป็นเจ้าภาพ ร่วมกับผู้นำประเทศอาเซียนจากสปป.ลาว กัมพูชาและติมอร์-เลสเต ที่โรงแรมMelia Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

โดยนายกฯได้กล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสรุปสาระสำคัญดังนี้นายกฯกล่าวชื่นชมเวียดนามในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ASEAN Future Forum 2026 ซึ่งได้กลายเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของภูมิภาคในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการค้าโลก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนว่าระบบภูมิภาคและระบบโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบใหม่ โดยอาเซียนกำลังเผชิญทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำคัญในเวลาเดียวกัน

ผนึกกำลังวางรากฐานสันติภาพ

ในสถานการณ์ที่หลายภูมิภาคของโลกเผชิญความผันผวน อาเซียนมีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีเสถียรภาพมากที่สุดของโลก และเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุน การเติบโต และนวัตกรรมในอนาคต โดยสิ่งที่จะกำหนดอนาคตดังกล่าวคือการตัดสินใจร่วมกันของประเทศสมาชิกในวันนี้ ทั้งนี้ อาเซียนต้องใช้ประโยชน์จากจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน โดยยึดมั่นหลักการผสานผลประโยชน์ของชาติและผลประโยชน์ของภูมิภาค เพื่อรักษาความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) ในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง การสร้างความไว้วางใจ และการเปิดพื้นที่สำหรับความร่วมมือกับทุกฝ่ายท่ามกลางโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น

ประกาศผลักดัน“แลนด์บริดจ์”ต่อ

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า“ความยืดหยุ่น”หรือ Resilience จะเป็นรากฐานสำคัญของความมั่งคั่งในอนาคตของอาเซียน โดยต้องเร่งส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งด้านกายภาพและดิจิทัล พร้อมแสดงความยินดีที่อาเซียนมีเป้าหมายลงนามความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ภายในปีนี้ เพื่อปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค

นอกจากนี้ ไทยยังผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ของไทยในฐานะเส้นทางทางเลือกเพื่อเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก ลดความเปราะบางจากจุดคอขวดด้านการคมนาคมทางทะเล รวมทั้งพร้อมสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานของภูมิภาค โดยไทยได้เสนอความพร้อมในการจัดหาเชื้อเพลิงอากาศยานแก่ประเทศสมาชิกอาเซียนจากกำลังการผลิตส่วนเกินที่มีอยู่

พร้อมร่วมขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่าอาเซียนต้องให้ความสำคัญกับการสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน เพราะความสำเร็จของอาเซียนไม่ได้วัดจากจำนวนการประชุมหรือเอกสารที่รับรองร่วมกัน แต่ต้องวัดจากคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นในอนาคตของประชาชนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญทั้งโอกาสและความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีรวมถึงปัญญาประดิษฐ์(AI)จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างความร่วมมือในการรับมือกับปัญหาที่กระทบต่อชีวิตประจำวันเช่นการหลอกลวงทางออนไลน์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ความเสี่ยงด้านสาธารณสุข และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ควบคู่กับการลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ ระบบสาธารณสุข และระบบคุ้มครองทางสังคม

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า อาเซียนมีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลก เนื่องจากอาเซียนยังคงมีจุดแข็งสำคัญที่หลายภูมิภาคกำลังขาดแคลน ได้แก่ เสถียรภาพ การเชื่อมโยง และความไว้วางใจ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสให้แก่ประชาชน พร้อมยืนยันว่าไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและหุ้นส่วนทุกฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ย้ำไทยเขมรอยู่ในห้วงตัดสินใจทิศทาง

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาว่าทั้งสองประเทศกำลังอยู่ในห้วงเวลาสำคัญที่การตัดสินใจในวันนี้จะส่งผลต่อทิศทางความสัมพันธ์ในอนาคตจึงจำเป็นต้องร่วมกันเผชิญความท้าทายและเปิดหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยการบรรลุแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง ความมุ่งมั่น ความไว้วางใจ และการเจรจาด้วยความสุจริตใจ แม้จะไม่มีหนทางที่ง่าย แต่เชื่อมั่นว่าทั้งสองฝ่ายสามารถก้าวไปข้างหน้าร่วมกันได้ผ่านการสร้างความเชื่อมั่นและการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์

นายกฯเข้าหารือปธน.เวียดนาม

เวลา11.00 น.ที่ห้อง Stateroom ทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนาม (Tonkin Palace) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม เพื่อสานต่อความร่วมมือและติดตามผลการหารือระหว่างกัน ภายหลังการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีเวียดนามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เน้นย้ำสัมพันธ์ใกล้ชิดผู้นำทั้ง2ปท.

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้ 1.ไทยเน้นย้ำความสำเร็จของการเยือนและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของผู้นำทั้งสองประเทศประธานาธิบดีเวียดนามกล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นระหว่างการเยือนประเทศไทย ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งประชาชนไทยและเวียดนาม พร้อมแสดงความยินดีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนเวียดนามในครั้งนี้ ซึ่งมีความหมายสำคัญต่อการสานต่อความร่วมมือระหว่างสองประเทศนายกฯกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีเวียดนามที่ให้เกียรติเข้าเยี่ยมคารวะและเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน พร้อมกล่าวด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเองโดยการเดินทางเยือนครั้งนี้มีรัฐมนตรีร่วมคณะถึง 9 คน รวมทั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพ เพื่อสะท้อนความตั้งใจของไทยในการยกระดับความร่วมมือกับเวียดนามในทุกมิติ

ขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

2. เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีและเป้าหมายการค้าร่วมกันทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านไทย–เวียดนาม โดยประธานาธิบดีเวียดนามเสนอให้รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศพบปะหารือกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้นผ่านกลไกความร่วมมือต่าง ๆ โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีร่วมไทย–เวียดนาม (JCR) พร้อมผลักดันยุทธศาสตร์ Three Connects และเป้าหมายการค้าระหว่างกันที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนขยายสู่ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคต นายกฯยืนยันว่าไทยพร้อมสนับสนุนยุทธศาสตร์ Three Connects โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและการบรรลุเป้าหมาย Net Zero พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ามูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศจะบรรลุ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ภายในปีนี้ และมีโอกาสขยายตัวถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้

เสริมสร้างความร่วมมือความมั่นคง

4. เสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงและการบังคับใช้กฎหมายประธานาธิบดีเวียดนามเสนอให้มีการพัฒนากลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศ ทั้งในระดับกองทัพ หน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานทางทะเล รวมถึงการพิจารณาจัดทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และการแก้ไขปัญหาผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายนายกฯกล่าวว่า การที่ รมว.กลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพร่วมเดินทางเยือนเวียดนามครั้งนี้ สะท้อนถึงความจริงจังของไทยในการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง พร้อมเสนอจัดตั้งกลไกหารือ 2+2 ระหว่าง รมว.ต่างประเทศและรมว.กลาโหมของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ไทยยืนยันว่าจะไม่อนุญาตให้มีการใช้ดินแดนไทยเพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านประเทศมิตรและพร้อมการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ รวมทั้งสนับสนุนการจัดประชุมคณะทำงานร่วมในประเด็นดังกล่าวโดยเร็ว

ร่วมจับมือและเติบโตไปด้วยกัน

5. ดูแลและส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนไทยในเวียดนามนายกฯได้สะท้อนข้อห่วงกังวลของภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามมายาวนานกว่า 30 ปี โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและคับใช้กฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงกรณีที่บางบริษัทอยู่ระหว่างรอการชำระเงินตามสัญญาประธานาธิบดีเวียดนามยืนยันว่า รัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญกับนักลงทุนไทย ซึ่งล้วนเป็นบริษัทชั้นนำที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนาม พร้อมย้ำว่าจะไม่มีการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลัง และได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับฟังและเร่งแก้ไขปัญหาของนักลงทุนอย่างใกล้ชิด6. สานต่อสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพไทย–เวียดนามไทยยังพร้อมสนับสนุนนกกระเรียนจำนวน 12 ตัวให้แก่เวียดนามภายในปีนี้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ ความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วม “จับมือและเติบโตไปด้วยกัน” อย่างเป็นรูปธรรม

พท.ปรับแก้ร่างแก้รธน.ที่มาส.ส.ร.

ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารพรรค แถลงถึงประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยนายประเสริฐกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยที่ประชุมประเมินสถานการณ์ตรงกันว่า เมื่อพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรมถอนชื่อจากร่างฉบับของพรรคเพื่อไทย โดยที่ความเห็นของสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยที่นัยยะทางการเมืองที่เกิดขึ้นคือร่างของพรรคเพื่อไทยนี้อาจจะไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาตั้งแต่วาระแรก

พรรคเพื่อไทยจึงมีข้อสรุปว่าจะนำร่างเดิมมาปรับเนื้อหาในส่วนที่มาของ ส.ส.ร.โดยนำแนวทางการได้มาของสสร.ฉบับปี 2540และความเห็นในชั้นกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดที่แล้วมาพิจารณา เพื่อให้ ส.ส.ร.ยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด ยึดในหลักการประชาธิปไตย และมีโอกาสจะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เพื่อพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีการแก้ไข จะมีการแถลงให้ทุกท่านทราบอีกครั้งหลังการปรับแก้แล้วเสร็จ

‘ชัชชาติ’แจงคดีเครื่องออกกำลังกาย

ความเคลื่อนไหวการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ร้อนระอุ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่ากทม.เบอร์ 9 พร้อมด้วย น.ส.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่ากทม.ร่วมแถลงชี้แจงถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับผลการสอบสวนวินัยร้ายแรงเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครจำนวน 32 ราย ที่เกี่ยวข้องกับคดีจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายราคาแพงเกินจริงซึ่งระบุว่ามีการเสนอลงโทษวินัยไม่ร้ายแรงด้วยการตัดเงินเดือนเพียงร้อยละ2จนนำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างกว้างขวาง

โดยนายชัชชาติระบุว่าไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ แต่มองเป็นข้อดีที่สังคมให้ความสำคัญกับปัญหาคอร์รัปชันในช่วงการเลือกตั้งซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนให้ กทม. เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

คดียังไม่ยุติ-ตีกลับโทษเบาเกินไป

ยืนยันว่าคดีดังกล่าวยังไม่ได้ข้อยุติและยังไม่มีการลงโทษเจ้าหน้าที่ตามที่มีการกระพือข่าวออกไปโดยข้อเสนอการตัดเงินเดือนร้อยละ 2 หรือประมาณ 600บาทต่อคนนั้น เป็นเพียงข้อเสนอจากคณะกรรมการสอบสวนชุดแรกที่ส่งขึ้นมาเท่านั้นเมื่อเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร(ก.ก.) และฝ่ายบริหาร ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าบทลงโทษดังกล่าวเบาเกินไปและรับไม่ได้จึงได้มีมติตีกลับสำนวนเพื่อให้ไปดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมโดยละเอียด

พร้อมส่งป.ป.ช.ตรวจคู่ขนาน

สอดคล้องกับการชี้แจงของ น.ส.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่ากทม.ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแล ก.ก.โดยตรงที่ระบุว่าผลวินิจฉัยความผิดวินัยไม่ร้ายแรงดังกล่าวถูกเสนอขึ้นมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมที่ผ่านมาแต่เนื่องจากคณะกรรมการใหญ่ของก.ก.ยังมีข้อสงสัยในสำนวนอีกหลายประเด็น ประกอบกับพิจารณาแล้วเห็นว่าโทษเบาเกินไปจึงสั่งการให้กลับไปสอบสวนใหม่ และย้ำชัดว่าฝ่ายบริหารไม่ได้ยอมรับผลการสอบสวนในรอบแรกและขอให้ภาคประชาชนรอผลการสอบสวนที่ชัดเจนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

นอกจากนี้กทม.ยังได้ดำเนินกระบวนการตรวจสอบคู่ขนานไปกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)เนื่องจาก ป.ป.ช.มีอำนาจตามกฎหมายที่กว้างขวางกว่าโดยเฉพาะในมิติการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ขณะที่ทางกทม.สามารถใช้อำนาจดำเนินการได้เฉพาะภายใต้กรอบวินัยและระเบียบข้อบังคับทางราชการเท่านั้น

โวได้รับโอกาสเร่งตามคดีเต็มที่

วิกฤตการณ์ในครั้งนี้ได้ส่งผลให้กทม.ปรับเปลี่ยนโครงสร้างและระบบการเสนองบประมาณใหม่ทั้งหมดจากเดิมที่บางโครงการอาจขาดความชัดเจนในรายละเอียด ต่อไปจะต้องมีการระบุข้อมูลที่ละเอียดยิบและรอบคอบมากขึ้นเพื่อป้องกันช่องโหว่ทางทุจริตในลักษณะเดิม

นายชัชชาติกล่าวทิ้งท้ายว่า หากได้รับโอกาสและความไว้วางใจให้กลับเข้ามาทำหน้าที่ผู้ว่ากทม.อีกครั้ง จะเดินหน้าเร่งรัดและติดตามคดีนี้อย่างเต็มกำลังความสามารถ เนื่องจากเป็นประเด็นที่กระทบต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นของภาคประชาชน พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณต่อผู้ที่นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเปิดเผยสู่สาธารณะซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดการตรวจสอบ ทบทวนและนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการทำงานของกทม.ให้มีความโปร่งใสสูงสุดนำไปสู่เป้าหมายการเป็นเมืองที่แคร์ทุกคนอย่างแท้จริง

อนุชาย้ำ5นโยบายพลิกโฉม กทม.

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5ประกาศความพร้อมในการเป็น“เจ้าภาพ”แก้ไขทุกปัญหาของคนกรุงเทพฯโดยย้ำชัดว่าในยุคของตนจะไม่มีคำว่า“นอกเหนืออำนาจกทม.”อีกต่อไปพร้อมย้ำถึงนโยบายหลัก 5 ด้านภายใต้แนวคิด “เดินทางสะดวก เมืองสะอาด ชีวิตสบาย รายได้ดีขึ้น ตรวจสอบได้ทุกเมื่อ”โดยนโยบายได้ผ่านการศึกษาและเจรจากับภาคส่วนต่างๆจนมั่นใจว่าสามารถปฏิบัติได้จริง ในด้านโครงสร้างพื้นฐานและการจราจรพร้อมผลักดันนโยบาย“ตั๋วร่วม”ที่ตนเคยมีส่วนร่วมร่างกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนใช้บัตรใบเดียวเดินทางได้ทุกระบบขนส่งมวลชนโดยไม่มีการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน พร้อมมีแนวคิดดึงรถเมล์ขสมก.เข้ามาอยู่ใต้การดูแลของ กทม.และเร่งนำเรือไฟฟ้ามาใช้เป็นฟีดเดอร์(Feeder)อีกทั้งยังเน้นการแก้ปัญหาจราจรและอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดรถไฟ โดยเสนอให้ใช้ระบบ AI เข้ามาควบคุมสัญญาณไฟจราจรแทนการใช้เจ้าหน้าที่กดปุ่มแบบแมนนวล เพื่อป้องกันความผิดพลาดและเน้นความปลอดภัยเป็นหลักรวมถึงประสานกรมการขนส่งทางบกเพื่อบังคับใช้กฎหมายจราจรบริเวณเส้นทึบสีเหลืองอย่างเข้มงวด

สำหรับปัญหาน้ำท่วม นายอนุชา ชี้ว่า กทม.ต้องบริหารจัดการแบบบูรณาการโดยเร่งระบายน้ำลงคูวิภาวดีและอุโมงค์ระบายน้ำบางซื่อให้เร็วที่สุด พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่าย“อุโมงค์ยักษ์”เพื่อผันน้ำลงสู่อ่าวไทย

ลั่นทลายส่วย-ล้างบางคอร์รัปชัน

สำหรับเรื่องการทุจริตซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขต นายอนุชา ยืนยันเสียงแข็งว่า”ส่วยและค่าปากถุงต้องไม่มี”การแต่งตั้งบุคลากรต้องมาจากความรู้ความสามารถ โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้เตรียมแพลตฟอร์มเทคโนโลยี AI ที่ชื่อว่า “ส่องรัฐ”เข้ามาใช้ตรวจสอบความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างและการทำงานของสำนักงานเขต หากพบความผิดปกติหรือความล่าช้า ระบบจะแสดงผลทันที

อ้อนเลือกผู้ว่า-กา.ยกทีมปชป.

นายอนุชายังฝากถึงชาวกรุงเทพฯว่านโยบายทั้ง 5 ด้านจะเกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่วันแรก หากตนได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ว่าฯ พร้อมกับมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.)จากพรรคประชาธิปัตย์ในจำนวนที่มากพอซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคในการประสานงานและการล็อบบี้ในสภากทม. ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อชาวกรุงเทพฯ เป็นไปอย่างราบรื่นและไร้รอยต่อ

“กทม.จากนี้ไปจะไม่มีการพูดว่ามันนอกเหนืออำนาจและปัดทิ้งเราจะประสานต่อและเป็นเจ้าภาพเองจนกว่างานนั้นจะจบสิ้นทุกเรื่องที่เป็นปัญหาจะต้องแก้ไขได้”นายอนุชาย้ำทิ้งท้าย

มัลลิกาบุกเขตดอนเมืองท้าแดดเปรี้ยง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งในพื้นที่เขตดอนเมืองกลับมาคึกคักและทวีความร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่ากทม.เบอร์14พร้อมทีมงาน เดินหน้าลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนเขตดอนเมืองแบบใกล้ชิดชนิดที่ว่าไม่กลัวแดดไม่กลัวร้อนแม้สภาพอากาศจะร้อนระอุทะลุองศาเดือด ดร.มัลลิกา เบอร์ 14 ก็ไม่ได้ถอย จัดเต็มขึ้นรถแห่กระจายเสียงเคลื่อนขบวนเข้าสู่พื้นที่ย่านดอนเมืองโดยจุดแรกพุ่งเป้าไปที่ตลาดฝั่งโขง แหล่งชุมชนและศูนย์รวมเศรษฐกิจสำคัญของชาวดอนเมือง ทันทีที่ไปถึง ดร.มัลลิกา ได้ลงจากรถแห่เข้าไปกราบไหว้ทักทาย พร้อมอ้อนขอคะแนนเสียงจากพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของ ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น มีการเข้ามาขอถ่ายรูปและให้กำลังใจกันอย่างเนืองแน่น

ลุยต่อเส้น”สรงประภา – สรณคมณ์”

จากนั้นขบวนรถแห่ของดร.มัลลิกาเบอร์ 14 ได้เคลื่อนผ่านเข้าสู่ ถนนสรงประภา และเลี้ยวเข้าสู่ ซอยสรณคมณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนหนาแน่นและมีร้านค้าตั้งอยู่เรียงราย โดยตลอดเส้นทางดร.มัลลิกาได้ชูนโยบายเด่นที่เน้นการแก้ปัญหาปากท้อง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวดอนเมือง พร้อมทั้งส่งรอยยิ้มและโบกมือทักทายประชาชนที่ชะโงกหน้าออกมาจากบ้านเรือนและร้านค้าตลอดสองข้างทาง

ดร.มัลลิกากล่าวระหว่างการลงพื้นที่ว่า”อากาศจะร้อนแค่ไหนก็ไม่เป็นอุปสรรคค่ะเพราะความตั้งใจที่จะเข้ามาพัฒนาและรับฟังปัญหาของพี่น้องชาวดอนเมืองนั้นร้อนแรงยิ่งกว่า วันนี้เห็นรอยยิ้มและการต้อนรับของพ่อค้าแม่ค้าและพี่น้องในซอยสรณคมณ์และถนนสรงประภาแล้ว ทำให้มีพลังใจพร้อมทำงานอย่างเต็มที่แน่นอน ขอฝากเบอร์ 14 ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ”

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความพร้อมและคะแนนนิยมที่กำลังพุ่งสูงขึ้นในเขตดอนเมือง ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งเขตสมรภูมิเลือกตั้งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด