บูม สหรัฐ ตัวแทนประเทศไทย ร่วมโชว์เทศกาลดนตรีการกุศลของเกาหลีใต้

บูม สหรัฐ ตัวแทนประเทศไทย ร่วมโชว์เทศกาลดนตรีการกุศลของเกาหลีใต้

บูม สหรัฐ ตัวแทนประเทศไทย ร่วมโชว์เทศกาลดนตรีการกุศลของเกาหลีใต้

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.58 น.

เป็นอีกหนึ่งงานใหญ่ ที่ศิลปินไทยจะได้ไปเฉิดฉายสู่สายตาชาวต่างชาติ กับงาน “Seowon Valley Green Concert 2026 ครั้งที่ 22”  งานการกุศลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลีใต้  ที่จะมีศิลปิน-วงไอดอลชื่อดัง มาร่วมเวทีนี้กันอย่างมากมาย และเชิญศิลปินต่างชาติมาเข้าร่วมโชว์กันทุกปี  เพื่อเป็นการระดมทุนช่วยเหลือเด็กกำพร้าผู้ยากไร้ และผู้พิการ จากมูลนิธิต่าง ๆ ทั่วประเทศเกาหลีใต้  ซึ่งเป็นงานที่เปิดให้บุคคลทั่วไป มาร่วมงานได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ที่จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 30 พ.ค. 69 ณ สนามกอล์ฟ Seowon Valley C เมืองพาจู ประเทศเกาหลีใต้

ซึ่งในปีนี้ บูม สหรัฐ ได้รับเชิญในฐานะศิลปินต่างชาติให้มาร่วมโชว์ในงานการกุศลครั้งนี้  โดยหนุ่มบูม ได้นำอัลบั้มของตัวเองพร้อมลายเซ็นต์ และของพรีเมี่ยมจากช่องวัน 31 ไปร่วมขายที่บูธร่วมกับศิลปินท่านอื่น ๆ  โดยทางผู้จัดงานจะนำเงินจากการขายของทั้งหมด ไปร่วมทำบุญกับมูลนิธิเด็กกำพร้าต่างๆ ในประเทศเกาหลีใต้ นอกจากนี้หนุ่มบูม ยังได้ขึ้นเวทีไปร่วมโชว์พิเศษ โดยนำเพลงฮิต อย่างเพลง ฉันมันเป็นคนแบบนี้ และ Special Song ที่เตรียมมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ กับเพลง  사람 사랑 (ซารัม ซารัง) Person Love พร้อมทักทายผู้ชมที่มาร่วมชมคอนเสิร์ตนับหมื่นคนด้วยภาษาเกาหลี ซึ่งก็เรียกเสียงปรบมือจากผู้ชมได้อย่างประทับใจ นอกจากนี้ยังมีศิลปินชื่อดังตบเท้าเข้าร่วมงานในเวทีนี้อย่างมากมาย อาทิ จาง มินโฮ, LSS (อีทึก, ชินดง, ชีวอน), ซอน แทจิน, Say My Name ฯลฯ ถือเป็นการโชว์ศักยภาพของศิลปินไทยบนเวทีระดับสากล และกระชับความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและเกาหลีใต้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ช็อตประวัติศาสตร์กับศิลปินในตำนานที่คิดถึง ‘เศรษฐา ศิระฉายา-สรพงศ์ ชาตรี-ยอดรัก สลักใจ’

ช็อตประวัติศาสตร์กับศิลปินในตำนานที่คิดถึง ‘เศรษฐา ศิระฉายา-สรพงศ์ ชาตรี-ยอดรัก สลักใจ’

ช็อตประวัติศาสตร์กับศิลปินในตำนานที่คิดถึง ‘เศรษฐา ศิระฉายา-สรพงศ์ ชาตรี-ยอดรัก สลักใจ’

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.14 น.

 ทำเอาโลกโซเชียลอบอวลไปด้วยความคิดถึง เมื่อได้เห็น 3 ศิลปินในดวงใจที่คนไทยคิดถึง อย่าง คุณเศรษฐา ศิระฉายา, คุณสรพงศ์ ชาตรี, และคุณยอดรัก สลักใจ ที่ได้มาอยู่ร่วมกันเป็นครั้งแรก ในภาพยนตร์โฆษณา “ตักบาตรคิดถึงสุขภาพพระ” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

โดยเริ่มจากการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ “ลดหวาน ลดมัน เลี่ยงเค็ม” ในการตักบาตร และร่วมกันตักบาตรคิดถึงสุขภาพพระได้แล้วพร้อมกันทั่วประเทศ โดยเซอร์ไพรส์ทุกคนจะได้เห็น 3 ศิลปินในดวงใจที่คนไทยคิดถึงมาอยู่ร่วมกัน จากความอนุเคราะห์ของทั้ง 3 ครอบครัวศิลปิน ในการอนุญาตให้นำภาพและเสียงของศิลปินทั้ง 3 ท่านมาสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

คุณต้อย-เศรษฐา ศิระฉายา ที่เราจดจำได้ในหลากหลายบทบาททั้งการเป็นศิลปินแห่งชาติผู้เป็นสมาชิก วงสตริงคอมโบในตำนาน The Impossible การเป็นเจ้าของบทเพลงรักอบอุ่นลุ่มลึกอย่าง “เหมือนเคย” ไปจนถึงการเป็นพิธีกรที่มีความเป็นมืออาชีพและมีลูกเล่นแพรวพราวในรายการระดับตำนานทั้ง “มาตามนัด” และการประกวดอะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ตลอด 12 ซีซั่นต่อเนื่อง ซึ่งในโฆษณาชิ้นนี้ยังคงส่งต่อเอกลักษณ์ความน่าเชื่อถือแฝงด้วยความอบอุ่นใจดีได้อย่างเหมือนเคย

คุณเอก-สรพงศ์ ชาตรี พระเอกอันดับ 1 ตลอดกาลที่มีผลงานทั้งภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ ตั้งแต่ผลงานระดับคลาสสิกในตำนานอย่าง “แผลเก่า” “มือปืน” “สุริโยไท” “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”  ฯลฯ แม้กระทั่งการเป็นผู้พากษ์เสียงแอนิเมชั่น “Toy Story” ทุกภาค ด้วยทักษะการแสดงระดับศิลปินแห่งชาติ เจ้าของรางวัล 6 ตุ๊กตาทอง และ 3 รางวัลสุพรรณหงษ์

ณแอ๊ว-ยอดรัก สลักใจ ขวัญใจมหาชนตลอดกาลผู้เป็นไอคอนแห่งวงการเพลงลูกทุ่งไทย เจ้าของเสียงเอื้อนเสน่ห์และลูกคอสะกดใจในเพลงฮิตอย่าง “30 ยังแจ๋ว” “ล่องเรือหารัก” “คาถามหานิยม” ฯลฯ ด้วยภาพลักษณ์ ขี้เล่น อารมณ์ดี และเข้าถึงง่าย เจ้าของรางวัลปริยศิลปิน และได้รับรางวัลพระราชทานแผ่นเสียงทองคำ

เบื้องหลังของภาพยนตร์โฆษณายังเต็มไปด้วยความประทับใจเช่นกัน เมื่อทีมงานได้เชิญตัวแทนครอบครัว ของทั้ง 3 ท่าน มาร่วมชมผลงานภาพยนตร์โฆษณาเป็นกลุ่มแรก เพื่อเป็นการให้เกียรติและเคารพต่อศิลปินและครอบครัวอย่างสูงสุด ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และคราบน้ำตาแห่งความคิดถึง ของทั้ง 3 ครอบครัวที่ยินดีร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ตักบาตรคิดถึงสุขภาพพระ” ด้วยความเต็มใจ เพราะทั้ง 3 ศิลปินในตำนานต่างมีความผูกพันและสร้างคุณงามความดีให้แก่พระพุทธศาสนามาตลอดชีวิตเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ส่งต่อการตักบาตรที่จะช่วยให้สุขภาพของพระสงฆ์ไทยดีขึ้นไปพร้อมกับการได้ตักบาตรระลึกถึงบุคคลอันเป็นที่รัก

คุณดวงเดือน จิไธสงค์ ภรรยาคู่ชีวิตของ คุณสรพงศ์ ชาตรี (ผู้สานต่อการดูแลวัดหลวงพ่อโต หรือ วัดสรพงศ์ จ.นครราชสีมา) กล่าวว่า “รู้สึกตื้นตันและดีใจมากๆ ที่ได้เห็นคุณสรพงศ์อีกครั้งในภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ ทุกวันนี้ครอบครัวของเรายังตักบาตรส่งความรักและความคิดถึงให้ไปถึงคุณสรพงศ์อยู่เสมอการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการตักบาตรคิดถึงสุขภาพพระเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่ดีของคุณสรพงศ์ ในการทำเพื่อทำนุบำรุงพุทธศาสนา คุณสรพงศ์เป็นคนที่ผูกพันกับพุทธศาสนาอย่างมาก ครอบครัวของเราจึงมีความยินดีมากที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนทุกท่านร่วมกันตักบาตรคิดถึงสุขภาพพระด้วยกัน เพราะเมื่อพระสงฆ์สุขภาพดีก็จะมีสุขภาพที่ดีไปสานต่อการเผยแผ่หลักคำสอนของพระพุทธศาสนาให้เป็นประโยชน์ต่อผู้คนได้มากขึ้นไปด้วย”

คุณอีฟ-พุทธธิดา ศิระฉายา ผู้จัดละครและนักร้องมากฝีมือ ลูกสาวของอาต้อย เศรษฐา กล่าวว่า “มีความสุขที่ได้เห็นหน้าคุณพ่ออีกครั้ง และคิดว่าคุณพ่อคงจะดีใจมากๆ ที่ภาพและเสียงของท่านยังสามารถทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงสร้างประโยชน์ให้สังคมได้อยู่เสมอ โดยเฉพาะการทำประโยชน์เพื่อพุทธศาสนา เพราะคุณพ่อเป็นคนชอบทำบุญและปลูกฝังให้ลูกหลานน้อมนำคำสอนในพุทธศาสนามาใช้ในชีวิตตลอด ทุกวันนี้อีฟและครอบครัวก็ยังทำบุญถวายอาหารพระเพื่อระลึกถึงคุณพ่ออยู่เสมอค่ะ ขอบคุณที่ให้ครอบครัวของเราเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมให้สุขภาพพระสงฆ์ไทยดีขึ้นในโครงการตักบาตรคิดถึงสุขภาพพระนะคะ ครอบครัวของเราเองก็จะถวายอาหารพระแบบลดหวาน ลดมัน เลี่ยงเค็ม เพื่อให้สุขภาพของพระสงฆ์ไทยดีขึ้น ไปพร้อมกับการระลึกถึงคุณพ่อด้วยความคิดถึงเช่นกันค่ะ”

คุณเอส-เกรียงศักดิ์ ไพรวัลย์ ลูกชายของยอดรัก สลักใจ กล่าวว่า “คุณพ่อผูกพันกับพุทธศาสนามาตลอดครับ ทุกวันนี้ลูกหลานก็ยังตักบาตรด้วยความรักและคิดถึงคุณพ่ออยู่เสมอดีใจมากครับที่ครอบครัวของเราได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการตักบาตรคิดถึงสุขภาพพระเพื่อร่วมดูแลสุขภาพพระสงฆ์ให้แข็งแรงห่างไกลโรคผ่านการตักบาตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการทำให้ได้ทราบว่าพระสงฆ์ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพอยู่ ดังนั้น การที่พวกเราพุทธศาสนิกชนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ด้วยการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพแบบลดหวาน ลดมัน เลี่ยงเค็ม ในการตักบาตรก็จะยิ่งเป็นประโยชน์มากๆ จึงอยากเชิญชวนพุทธศาสนิกชนไทยทุกคนให้มาร่วมกันตักบาตรคิดถึงสุขภาพพระด้วยกันครับ”

ร่วมกัน ตักบาตรคิดถึงสุขภาพพระ แบบ “ลดหวาน ลดมัน เลี่ยงเค็ม” เพื่อสุขภาพที่ดีของพระสงฆ์ไทยด้วยกันได้แล้วตั้งแต่วันนี้ และสามารถรับชมภาพยนตร์โฆษณา พร้อมติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางออนไลน์ของ สสส. ได้ที่เว็บไซต์ https://creativehealthcampaign.thaihealth.or.th/ หรือข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับการตักบาตรได้ที่เว็บไซต์สงฆ์ไทยไกลโรค : https://www.sonkthaiglairok.com/

เดือดหัวร้อนระอุ อุ๊บ วิริยะ ประกาศกร้าวถึงอดีตลูกรักลืมบุญคุณเทียบชัด ๆมีแค่ อั้ม พัชราภา ที่กตัญญู

เดือดหัวร้อนระอุ อุ๊บ วิริยะ ประกาศกร้าวถึงอดีตลูกรักลืมบุญคุณเทียบชัด ๆมีแค่ อั้ม พัชราภา ที่กตัญญู

เดือดหัวร้อนระอุ อุ๊บ วิริยะ ประกาศกร้าวถึงอดีตลูกรักลืมบุญคุณเทียบชัด ๆมีแค่ อั้ม พัชราภา ที่กตัญญู

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.28 น.

เป็นประเด็นร้อนฉ่าสนั่นวงการบันเทิงทันที กับคำสัมภาษณ์สุดฟาดของนักปั้นมือทอง “อุ๊บ วิริยะ” ที่ออกมาเปิดใจเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ด้วยความโกรธจัดและเสียใจผิดหวังอย่างรุนแรง หลังอดีตลูกรักในวงการบางคนแสดงท่าทีเมินเฉย ไม่ยอมช่วยเหลือในยามลำบากเปรียบเทียบซุปตาร์ “อั้ม พัชราภา” น้ำใจงาม

งานนี้ อุ๊บ วิริยะ ได้เปิดเผยถึงความตื้นตันใจที่มีต่อซุปตาร์สาวเบอร์หนึ่งอย่าง “อั้ม พัชราภา” โดยระบุว่า“เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม วันเกิด อั้ม พัชราภา โอนมาให้ 20,000” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความกตัญญูและน้ำใจของนางเอกสาวที่ยังคงระลึกถึงตนอยู่เสมอในทางกลับกัน อุ๊บ วิริยะ ได้ระเบิดอารมณ์ใส่บรรดาอดีตลูกรักที่เคยปั้นมากับมือ แต่กลับไร้น้ำใจอย่างสิ้นเชิง

โดยระบุว่า “ส่วนลูกรักบางคนบอกไม่มี 2,000 เอง ไม่ให้ก็ไม่เป็นไร”งานนี้เจ้าตัวไม่ขอทนอีกต่อไป ลุกขึ้นมาเปิดหน้าท้าชนด้วยการ “พูดชื่อตรง ๆ” กลางสื่อ ประกอบด้วย เวย์ ไทยเทเนี่ยม (ชื่อเดิม: กล้า), ลิฟท์ สุพจน์ (ชื่อเดิม: โด่ง), ฟิว กิตติศักดิ์ (ชื่อเดิม: ต้อม), ทีน สราวุฒิ (ชื่อเดิม: ทอม)ความเจ็บปวดในครั้งนี้ทำให้นักปั้นชื่อดังถึงกับประกาศกร้าวว่าจะขอทวงคืนชื่อเสียงเรียงนามที่ตนเองเป็นคนตั้งให้ทั้งหมดในอดีต”เดี๋ยวฉันจะยึดชื่อคืนให้หมดเลย ชื่อเล่นฉันเป็นคนตั้งให้ ลิฟท์ แต่ก่อนชื่อโด่ง, ฟิว แต่ก่อนชื่อต้อม, ทีน แต่ก่อนชื่อทอม, เวย์ ชื่อ กล้า… ยึดชื่อคืนให้หมดเลย ไม่ช่วยหมาช่วยแมว โกรธมาก”เรียกได้ว่างานนี้ “แม่แรงมาก” ของจริง! คงต้องรอติดตามกันต่อไปว่า ฝั่งอดีตลูกรักที่ถูกพาดพิงจะออกมาเคลื่อนไหวหรือชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดราม่าสนั่นเมืองในครั้งนี้อย่างไร!

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระดํารัสถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระดํารัสถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระดํารัสถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.07 น.

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระดำรัสถวายพระพร ความว่า

“เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ อาตมภาพในนามคณะสงฆ์ ขอตั้งกัลยาณจิตร่วมกับปวงชนชาวไทย ถวายพระพรชัยให้มีพระกำลังเข้มแข็ง ในการประกอบพระราชกรณียกิจ ประสิทธิ์ประสาทความวัฒนาสถาพรมาสู่ประชาชาติไทยสืบไป ด้วยอานุภาพแห่งพระราชธรรมจริยา

สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ทรงเปี่ยมด้วยน้ำพระราชหฤทัยซื่อสัตย์กตเวทีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ และทรงบริบูรณ์ด้วยพระมหากรุณาต่ออาณาประชาราษฎร ตลอดเจ็ดปีนับแต่เสด็จสถิตในที่สมเด็จพระอัครมเหสี ได้ทรงสำแดงให้เห็นประจักษ์ว่า ทรงพร้อมอุทิศพระองค์ สนองพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อสัมฤทธิผลเป็นประโยชน์สุขของปวงประชาเป็นสำคัญ เหนือยิ่งกว่าความเกษมสำราญส่วนพระองค์ ซึ่งอาจทรงแสวงหาได้โดยพระราชลาภหรือพระราชอำนาจ อันมีมาแต่พระราชอิสริยฐานันดรที่ทรงดำรง

การที่ทรงมั่นคงในพระราชจริยาซื่อตรง มิมัวเมาปรวนแปรไปตามอำนาจกิเลส ย่อมแสดงถึงพระปรีชาญาณในการ “ฝึกตน” โดยความเพียรหมั่นตามพระราชปณิธาน ทรงตระหนักใน “หน้าที่” ที่ทรงรักษาไว้ได้ด้วยดีทุกสถานตามพระราชสถานะอย่างแน่วแน่ ซึ่งล้วนมีเหตุมาแต่การฝึกฝนอบรมพระราชหฤทัย ให้องอาจแกล้วกล้า ยังพระกิริยาวาจา อันแสดงออกให้มหาชนได้เห็นประจักษ์ บังเกิดความงามประณีตอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่มีที่ติ พระเกียรติยศที่บังเกิดจากพระราชจริยวัตรและพระราชกรณียกิจทั้งหลาย หาได้เพียงแต่เป็นเครื่องเพิ่มพูนพระบารมีจำเพาะพระองค์ หากยังช่วยเสริมส่งเกียรติภูมิของชาติไทยในเวทีสากล อำนวยศุภผลมหาศาลแก่บ้านเมือง ว่าชาวไทยได้ถึงความรุ่งเรืองเป็นอารยะ ก็เพราะมีพระประมุข เคียงข้างด้วยสมเด็จพระบรมราชินี ที่ทรงเพียบพร้อมด้วยพระคุณสมบัติของความเป็น “บัณฑิต” ผู้เฉลียวฉลาดในโลกคดีและในธรรมคดีทุกประการ

ณ มงคลวารที่ทรงเจริญพระชนมายุบรรลุ ๔ รอบพระนักษัตร จึงขออัญเชิญพระพุทธดำรัส มากล่าวอ้างเป็นสัจจวาจา ว่า

อุทกญฺหิ นยนฺติ เนตฺติกา อุสุการา นมยนฺติ เตชนํ
ทารุํ นมยนฺติ ตจฺฉกา อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา.

แปลความว่า อันคนไขน้ำทั้งหลายย่อมไขน้ำ ช่างศรทั้งหลายย่อมดัดศร ช่างถากทั้งหลายย่อมถากไม้ บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน

ด้วยเดชะแห่งสัจจวาจานี้ ขอประชาราษฎร์ทั้งปวงจงพร้อมเพรียงกันฝึกตน ให้มั่นในคุณธรรมตามวิสัยบัณฑิตชาต ทำนุบำรุงราชอาณาจักรไทยให้รุ่งเรือง เพื่อสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ จักได้ทรงพระเกษมสำราญ ปลอดโปร่งทั้งพระวรกายและพระราชหฤทัย ทรงนำพาประชานิกรให้ประสบความเกษมสโมสรยิ่งๆ ขึ้นไปสมดังพระราชประสงค์จำนงหมาย

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย โปรดอภิบาลรักษาสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ให้ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย เสด็จสถิตเป็นมิ่งขวัญของอาณาประชาชนสืบไป เป็นนิตยกาล เทอญ.”

ศธ.โละ 7 โครงการ/กิจกรรมที่ซ้ำซ้อน ลดภาระครู

ศธ.โละ 7 โครงการ/กิจกรรมที่ซ้ำซ้อน ลดภาระครู

ศธ.โละ 7 โครงการ/กิจกรรมที่ซ้ำซ้อน ลดภาระครู

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกาาประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการประจำเดือน โดยมีนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ศธ.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องที่สำคัญ เรื่องการลดภาระงานครู คืนเวลาให้ห้องเรียน ตามนโยบาย ศธ. “Work Smart” ว่า ในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่นี้ สิ่งที่ครูควรได้ใช้เวลามากที่สุดคือการดูแลและพัฒนานักเรียนในห้องเรียน แต่จากการลงพื้นที่ พบว่า ครูจำนวนมากยังต้องแบกรับภาระงานเอกสาร งานประเมิน งานพัสดุ การเงิน และโครงการต่างๆที่ซ้ำซ้อน จนกระทบต่อเวลาและคุณภาพการเรียนการสอน โดยข้อมูลจาก กสศ. ยังสะท้อนว่า มีครูกว่า 47.7%  มองว่าภาระงานเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพการสอน และกว่า 63% ไม่สามารถรักษาสมดุลชีวิตได้ หรือ Work Life Balanced ได้

หนึ่งในประเด็นที่ครูสะท้อนมากที่สุด คือ ภาระด้านเอกสารและการประเมินของโครงการต่างๆโดยเฉพาะโครงการสถานศึกษาสีขาว ซึ่งหลายส่วนมีความซ้ำซ้อนกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และงานด้านความปลอดภัยที่โรงเรียนดำเนินการอยู่แล้ว เช่นเดียวกันกับการรายงานผล การประเมิน คุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐที่มีความซ้ำซ้อนอยู่หลายส่วนเช่นกัน ซึ่งควรจะปรับให้สะดวกต่อการประเมิน ทั้งเวลาและขั้นตอน โดยที่ผ่านมาทาง ปปช. ได้มีมาตรการในการรายงานนี้ในระดับกรมเท่านั้น กระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่า เป้าหมายด้านความปลอดภัย การป้องกันยาเสพติด การส่งเสริมคุณลักษณะที่ดีต่างๆและการดูแลนักเรียนยังคงมีความสำคัญเช่นเดิม แต่แนวทางตามนโยบาย Work Smart คือการ “ลดภาระการดำเนินงานและการประเมินที่ตกอยู่กับโรงเรียน”

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จะต้องเข้ามามีบทบาทส่งเสริม และสนับสนุน ในการกำกับ ติดตาม และประเมินภาพรวมเชิงประจักษ์มากขึ้น โดยไม่ให้โรงเรียนจัดทำเอกสาร รายงาน และดำเนินกระบวนการ เพื่อให้ครูมีเวลาอยู่กับภาระงานที่เหมาะสมมากขึ้น ได้พัฒนาตนเองสามารถและทำงานเชิงป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในส่วนของระบบประเมิน และโครงการอื่นๆ ศธ.จะทยอยทบทวนทั้งหมดตามแนวทาง Work Smart โดยพิจารณาว่าอะไรจำเป็น อะไรซ้ำซ้อน และอะไรเป็นภาระที่ไม่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนโดยตรง พร้อมกันนี้ จะมีการบูรณาการระบบข้อมูล และตัวชี้วัดต่าง ๆเพื่อให้ครูบันทึกข้อมูลครั้งเดียว แต่สามารถใช้รายงานได้หลายระบบ ลดการกรอกข้อมูลซ้ำตลอดปีการศึกษา รวมถึงจะทยอยโอนภารกิจด้านพัสดุ การเงิน และงานธุรการบางส่วนของโรงเรียนขนาดเล็ก ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เข้ามาช่วยดำเนินการมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่ไม่มีความซ้ำซ่อน

ด้าน นายอัครนันท์ กล่าวว่า สำหรับโครงการ/กิจกรรม ที่จะยกเลิกใน ปี2570 ดังนี้ 1.โครงการสถานศึกษาสีขาว 2.กิจกรรมการประเมิน ITA ออนไลน์ ระดับสถานศึกษา 3.กิจกรรมการประเมินโรงเรียนคุณธรรม 4 ดาว – 5 ดาว 4.โครงการยกระดับสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียน ตามกรอบการประเมินระดับนานาชาติ สู่การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน 5.โครงการยกระดับ OBEC Channel 6.โครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สู่ห้องเรียน และ7.โครงการส่งเสริมสุขภาพและพลานามัย

เปิดตัว ‘SALYWA’ นวัตกรรมน้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทยช่วยผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุ

เปิดตัว ‘SALYWA’ นวัตกรรมน้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทยช่วยผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุ

เปิดตัว ‘SALYWA’ นวัตกรรมน้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทยช่วยผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุ

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สภากาชาดไทย และ บจก.สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น จัดงานแถลงข่าวความร่วมมือการอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยและเปิดตัวนวัตกรรม “SALYWA” (ซาลีวาร์) ผลิตภัณฑ์น้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทย เพื่อช่วยบรรเทาภาวะปากแห้งและน้ำลายน้อย โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการฉายรังสีและผู้สูงอายุ พร้อมผลักดันผลงานวิจัยของไทยสู่การใช้ประโยชน์จริงภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมเพื่อสังคม” โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย และ รศ.ดร.พรรณวิภา กฤษฎาพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บจก.สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น เข้าร่วมงาน ณ ห้องรับรอง ชั้น 1 อาคารเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) สภากาชาดไทย

โดย “SALYWA” นวัตกรรม “น้ำลายเทียม” พัฒนาขึ้นจากผลงานวิจัยของ รศ.พญ.คนึงนิจ กิ่งเพชร และคณะ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งได้รับการคุ้มครองภายใต้อนุสิทธิบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสภากาชาดไทย พัฒนาจากสารสกัดสมุนไพรไทย โดยเฉพาะสารสกัดจากขิงที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำลายตามธรรมชาติ และออกแบบด้วยแนวคิด Dual-Action ที่ช่วยทั้งเคลือบและเพิ่มความชุ่มชื้นในช่องปาก ทำให้รู้สึกสบายและสดชื่นหลังใช้

ภาวะปากแห้งเรื้อรัง (Xerostomia) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอที่ได้รับการฉายรังสี ซึ่งมากกว่า 70–80% มักประสบภาวะต่อมน้ำลายทำงานลดลง ส่งผลให้เกิดความยากลำบากในการรับประทานอาหาร การกลืน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในช่องปาก ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 13 ล้านคน หรือกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ทำให้ภาวะน้ำลายน้อยและปากแห้งเป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนจำนวนมาก

ผลิตภัณฑ์ SALYWA ได้รับการออกแบบให้ใช้งานง่ายและปลอดภัย ไม่จัดเป็นยาและไม่มีส่วนผสมน้ำตาล เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ที่มีภาวะน้ำลายน้อย โดยมีให้เลือก 2 รูปแบบ ได้แก่ เจลน้ำลายเทียม ขนาด 50 มิลลิลิตร ราคา 300 บาท และ สเปรย์น้ำลายเทียม ขนาด 30 มิลลิลิตร ราคา 275 บาท ซึ่งสามารถใช้กลั้วหรือฉีดพ่นในช่องปากวันละ 3–4 ครั้งเมื่อมีอาการปากแห้งหรือเมื่อต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นในช่องปาก

ความร่วมมือครั้งนี้ยังสะท้อนแนวคิด “นวัตกรรมเพื่อสังคม” นอกจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราคามาตรฐานแล้ว ภาคเอกชนยังร่วมสนับสนุนการจัดสรรผลิตภัณฑ์น้ำลายเทียมผ่านกองทุนเพื่อการกุศล เพื่อมอบให้แก่ผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมฝีมือคนไทยได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตอกย้ำบทบาทของความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานด้านสาธารณสุข และภาคอุตสาหกรรม ในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาสร้างประโยชน์แก่สังคมอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถร่วมสนับสนุนโครงการได้โดยบริจาคผ่านกองทุน “เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนน้ำลายเทียมให้กับผู้ป่วย” ณ ศูนย์รับบริจาค ตึกอำนวยการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โทร. 0-2256-4000 ต่อ 4397 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาสในการเข้าถึงนวัตกรรมไทยแก่ผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุทั่วประเทศ

มก.นำร่อง Net Zero ดัน ‘คาร์บอนเครดิต’ พลิกโฉมรายได้ใหม่ให้เกษตรกรไทย

มก.นำร่อง Net Zero ดัน ‘คาร์บอนเครดิต’ พลิกโฉมรายได้ใหม่ให้เกษตรกรไทย

มก.นำร่อง Net Zero ดัน ‘คาร์บอนเครดิต’ พลิกโฉมรายได้ใหม่ให้เกษตรกรไทย

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย Net Zero Carbon ของภาครัฐสู่การปฏิบัติจริง เตรียมจัดงานเสวนาเชิงวิชาการครั้งสำคัญ “การยกระดับรายได้เกษตรกรจากนโยบาย Net Zero Carbon: บทบาทของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” ในวันที่ 9 มิถุนายน 2569 เวลา 08.30 – 13.00 น. ณ ห้อง EC5205 ชั้น 2 อาคาร 5 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อเปิดมุมมองใหม่และหาทางออกในการเปลี่ยน “คาร์บอนเครดิต” ให้กลายเป็นรายได้เสริมที่จับต้องได้จริงสำหรับเกษตรกรไทย

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดี มก. เผยว่า ท่ามกลางกระแสโลกที่มุ่งสู่สังคมไร้คาร์บอน ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาสครั้งใหม่ ด้วยองค์ความรู้ศาสตร์แผ่นดิน ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ ร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์กลางความรู้และเทคโนโลยีด้านอ้อยและน้ำตาล สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย วิทยาลัยบูรณาการศาตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาคมวิชาการยาง และถุงมือยาง จึงได้จัดโครงการเสวนาเชิงวิชาการครั้งนี้ขึ้น

โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศมาร่วมถกประเด็นสำคัญ อาทิ การยกระดับเกษตรกรไทยจากตลาดคาร์บอนเครดิต โดย ผู้แทนอธิบดีกรมวิชาการเกษตร , ประสบการณ์ทำสวนยาง Carbon Credit ใน สปป.ลาว และทิศทางมาตรฐานยางพาราไทยโดย นายชัยโรจน์ ธรรมรัตน์ เลขาธิการสมาคมนักวิชาการยางและถุงมือยาง , การขับเคลื่อนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับเกษตรกร โดย ดร.กิตติ์โสภณ ธนินสิริพิทยา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านมาตรฐานคาร์บอนเครดิต , แนวทางการยกระดับรายได้ชาวไร่อ้อยจากนโยบาย Net Zero Carbon โดย นายอำนวย ปะติเส อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

งานเสวนาในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายระดับประเทศลงสู่ภาคปฏิบัติในระดับฐานราก ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทยอย่างแท้จริง

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่บัดนี้ (จำนวนจำกัด)โดยสแกนคิวอาร์โค้ดในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 087-495-0488 หรือ thanaporn.at@ku.th

‘Crest School’ ขยายพื้นที่การเรียนรู้ รับดีมานด์ครอบครัวยุคใหม่

‘Crest School’ ขยายพื้นที่การเรียนรู้ รับดีมานด์ครอบครัวยุคใหม่

‘Crest School’ ขยายพื้นที่การเรียนรู้ รับดีมานด์ครอบครัวยุคใหม่

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Crest School ศูนย์การเรียนแนว Modern School ภายใต้การดูแลของ LEARN Corporation ซึ่งจัดการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยหลักสูตรนานาชาติ เดินหน้าขยายพื้นที่การเรียนรู้โซนใหม่บนชั้น 12 อาคาร MBK Tower เพื่อตอบรับการเติบโตของจำนวนนักเรียนและความต้องการของครอบครัวยุคใหม่ที่มองหาสถาบันการศึกษาซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ แต่ยังมุ่งพัฒนาวิธีคิด ความมั่นใจ และทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อและการใช้ชีวิตในโลกยุคใหม่

Crest School ศูนย์การเรียนรู้ที่ออกแบบการเรียนให้สอดคล้องกับศักยภาพ ความสนใจ และเป้าหมายเฉพาะบุคคลของผู้เรียน ผ่านการผสานทั้งหลักสูตรนานาชาติ การเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย การสร้าง Portfolio และการค้นหาเส้นทางอาชีพเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง การทำโปรเจกต์ การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาในบริบทจริง เพื่อส่งเสริมทั้งทักษะทางวิชาการและ Future Skills ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Beyond The Classroom” ที่เชื่อว่าการเรียนรู้ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ค้นพบศักยภาพของตัวเอง เติบโตอย่างมั่นใจ และสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่โลกจริงและอนาคตได้อย่างแท้จริง

โดยพื้นที่โซนใหม่ถูกออกแบบและแบ่งออกเป็น 4 ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ Makerspace พื้นที่เรียนรู้แบบ Hands-on สำหรับการคิด วิเคราะห์ และเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นผลงานจริง , Performance Room พื้นที่พัฒนาทักษะการสื่อสาร การนำเสนอ และความมั่นใจในการแสดงออก , STEAM Lab ห้องเรียนแบบ Project-based Learning ที่บูรณาการวิทย์-เทคโนโลยี-วิศวกรรม-ศิลปะ และคณิตศาสตร์เข้าด้วยกัน , Scholars’ Hall พื้นที่สำหรับการเรียนรู้เชิงวิชาการ การค้นคว้า และการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างนักเรียนและครูผู้สอน

น.ส.ณัชชา พลาพิภัทร ผู้บริหารศูนย์การเรียนรู้เครสต์สคูล กล่าวว่า ผู้ปกครองยุคใหม่ไม่ได้มองหาการศึกษาที่วัดกันแค่คะแนน แต่ต้องการสถานที่ที่ช่วยให้ลูกเติบโตอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องการเรียน ความมั่นใจ และทักษะการใช้ชีวิตจริง พื้นที่ใหม่ของ Crest School จึงถูกออกแบบให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ การทำโปรเจกต์ และการค้นหาความถนัดของตัวเองมากขึ้น เพื่อให้การเรียนรู้สามารถเชื่อมต่อกับโลกจริงและอนาคตที่เขาจะต้องเติบโตเข้าไปได้จริง”

ด้าน นายโทนี่ คันธาภัสระ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เลิร์น คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ผู้ปกครองไม่ได้มองหาเพียงโรงเรียนที่มีผลสอบดี แต่กำลังมองหาระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการค้นหาตัวตนและเติบโตอย่างมั่นใจ เพราะในอนาคต เด็กที่ประสบความสำเร็จอาจไม่ใช่เด็กที่สอบเก่งที่สุด แต่คือเด็กที่เรียนรู้เร็ว ปรับตัวเก่ง สื่อสารเป็น และมีความสุขกับการเรียนรู้ เราเชื่อว่าการขยายพื้นที่ครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมการลงมือทำและพัฒนาศักยภาพผู้เรียนได้อย่างรอบด้าน พร้อมต่อยอดแนวคิด Beyond The Classroom ให้เกิดขึ้นจริงในทุกมิติ

สำหรับผู้ที่สนใจสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมใหม่ สามารถลงทะเบียนเข้าเยี่ยมชม Crest School ได้ที่ https://go.crestschool.ac.th/XFqVzP  หรือโทร. 065-954-3645, เว็บไซต์ http://www.crestschool.ac.th  และ LINE: @crestschool (lin.ee/e3wlFWz)

‘BEYOND BOX OFFICE’ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง AI พลิกเกมการตลาดภาพยนตร์ สู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

‘BEYOND BOX OFFICE’ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง AI พลิกเกมการตลาดภาพยนตร์ สู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

‘BEYOND BOX OFFICE’ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง AI พลิกเกมการตลาดภาพยนตร์ สู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.21 น.

เมื่อความสำเร็จของภาพยนตร์ไม่ได้จบแค่ตัวเลขรายได้หน้าโรง แต่ขยับไปสู่การสร้าง ‘ความสัมพันธ์ระยะยาว’ กับผู้ชมและสังคม เวที Executive Talk 2025 กลายเป็นพื้นที่สนทนา แลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ของคนในวงการภาพยนตร์และการตลาดดิจิทัล

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดกิจกรรม “Executive Talk 2025” ภายใต้หัวข้อ “BEYOND BOX OFFICE: Applying AI in Film Marketing to Foster Long-Term, Sustainable Relationships with Audiences and the Environment”  ท่ามกลางนักศึกษา คณาจารย์ และผู้สนใจในอุตสาหกรรมภาพยนตร์

เวทีเสวนาครั้งนี้ชวนตั้งคำถามใหม่ต่อคำว่า ‘ความสำเร็จ’ ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ยุคดิจิทัล จากเดิมที่โฟกัสเพียง Box Office สู่การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ทั้งพฤติกรรม ความสนใจ และรูปแบบการบริโภคสื่อของผู้ชม เพื่อนำไปออกแบบการสื่อสารที่แม่นยำ ตรงกลุ่ม และวัดผลได้ในระยะยาว

ทั้งนี้ ณภัทร ตั้งสง่า ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์, บัณฑิต ทองดี ผู้กำกับภาพยนตร์ และธิติ ศรีนวล ผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งเป็นศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ได้ร่วมสะท้อนมุมมองต่อการประยุกต์ใช้ AI ใน Film Marketing ตั้งแต่การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย การออกแบบแคมเปญประชาสัมพันธ์ ไปจนถึงการติดตามผลตอบรับและสร้าง Engagement ต่อเนื่องหลังภาพยนตร์เข้าฉาย พร้อมย้ำแนวคิด “Responsible Marketing” ที่ไม่มองเพียงผลกำไร แต่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

เวที “BEYOND BOX OFFICE” ไม่เพียงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมภาพยนตร์แต่ยังตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยกรุงเทพในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับประสบการณ์จริง จากผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนานักศึกษาให้พร้อมรับมือโลกธุรกิจ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

คณะวิศวฯ มก. เผยความสำเร็จ 5 ปี หลักสูตร ‘iDekTep’ ปั้นเด็กไทยสู่วิศวกรยุคใหม่

คณะวิศวฯ มก. เผยความสำเร็จ 5 ปี หลักสูตร ‘iDekTep’ ปั้นเด็กไทยสู่วิศวกรยุคใหม่

คณะวิศวฯ มก. เผยความสำเร็จ 5 ปี หลักสูตร ‘iDekTep’ ปั้นเด็กไทยสู่วิศวกรยุคใหม่

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.00 น.

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าขับเคลื่อนศักยภาพเด็กไทยยุคดิจิทัลอย่างต่อเนื่องในโครงการ “iDekTep (ไอเด็กเทพ) อัจฉริยะสร้างได้ตั้งแต่เด็ก” หลักสูตรการเรียนรู้รูปแบบ Project-based Learning และ Active Learning ที่มุ่งสร้างทักษะวิศวกรรมให้เข้าถึงง่าย ตั้งเป้าปั้นเยาวชนไทยให้มีกระบวนการคิดเป็นระบบ พร้อมรับมือกับเทคโนโลยีดิสรัปชันและก้าวสู่เวทีระดับโลก

อาจารย์ภวิษย์พร กิจพัฒนาสมบัติ Head of Operations and Project Management ผู้ดูแลหลักสูตร iDekTep เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่า เกิดจากวิสัยทัศน์ของ อาจารย์พัชรี โตแก้ว หัวหน้าโครงการ ที่เล็งเห็นว่าทักษะทางวิศวกรรมที่ดูเป็นเรื่องยาก แท้จริงแล้วสามารถเสริมสร้างให้กับเด็กได้ตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพื่อปูรากฐานให้พวกเขากลายเป็นนิสิตหรือวิศวกรที่แข็งแกร่งในอนาคต อันจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โครงการนี้จึงเป็นการระดมสมองระหว่างวิศวกร อาจารย์ และทีมที่ปรึกษา เพื่อพัฒนาหลักสูตรที่เปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องสนุกผ่านการลงมือทำจริง

“เราอยากเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่าทักษะวิศวกรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเด็ก ๆ มีรูปแบบวิธีคิดแบบวิศวกรรม (Engineering Thinking) พวกเขาจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิต การเรียน หรือการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันได้ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Design Thinking คือการนำไอเดียมาแปลงเป็นกระบวนการที่ทำได้จริง และที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้จากความผิดพลาด ล้มแล้วลุกให้ไว (Fail Fast, Learn Faster) เพื่อแก้ไขปัญหาให้สำเร็จ” อาจารย์ภวิษย์พร กล่าว

ปัจจุบันโครงการ iDekTep เดินทางเข้าสู่ปีที่ 5 และได้ขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นจากหลักสูตรหุ่นยนต์ที่เน้นให้เด็กเข้าใจระบบ Microcontroller เพื่อให้เรียนรู้การแก้ปัญหาเมื่อเกิดข้อผิดพลาด (Error) ล่าสุดหลักสูตร Digital Robot ได้พัฒนาขึ้นถึง 5 ระดับ ได้แก่

Level 1 (AGV): หุ่นยนต์ขับเคลื่อนด้วยล้อ Mecanum วิ่งได้รอบทิศทาง ควบคุมด้วยระบบ IoT

Level 2 (Smart Watch & Smart Farm): เรียนรู้ระบบแจ้งเตือนอัจฉริยะและระบบฟาร์มยุคใหม่

Level 3 (Robotic Arm): เรียนรู้กลศาสตร์และการเชื่อมโยงจากการออกแบบฟรีสไตล์ทางวิศวกรรม

Level 4 (Python): เรียนรู้การประมวลผลข้อมูลที่หลากหลาย ทั้งรูปภาพและชุดคำสั่ง

Level 5 (System Integration): การบูรณาการระบบเพื่อให้เกิดการสื่อสารที่มีมาตรฐานและชาญฉลาด

นอกจากนี้ ในปี 2026 โครงการได้ยกระดับหลักสูตรให้เท่าทันโลก โดยการนำภาษา Python มารวมกับ AI และต่อยอดสู่เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Digital Twin (การสร้างโมเดลเสมือนจริงในโลกดิจิทัลร่วมกับ AI) พร้อมทั้งเปิดตัวหลักสูตร “Playground” (สนามเล็ก) สำหรับเด็กเล็ก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีโดยไม่ต้องเน้นการท่องจำ

อาจารย์ภวิษย์พร กล่าวเพิ่มเติมว่า เด็กที่ผ่านหลักสูตร iDekTep ไม่จำเป็นต้องจบไปเป็นวิศวกรทุกคน แต่สามารถต่อยอดไปได้หลากหลายอาชีพ เช่น การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่รู้จักนำเทคโนโลยีและ AI Module เข้ามาบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนและกำลังคน หรือแม้แต่การนำไปประยุกต์ใช้ในสายงานการตลาดและวิชาชีพครู

นอกจากนี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มก. ยังมีโครงการเบื้องหลังที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฐมวัย มัธยมศึกษา ไปจนถึงมหาวิทยาลัย โดยเน้นการส่งต่อความรู้และนวัตกรรมที่เด็ก ๆ พัฒนาขึ้นกลับคืนสู่ชุมชน เพื่อกระจายโอกาสให้เข้าถึงเยาวชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

 “เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” โครงการ iDekTep ได้พิสูจน์แล้วผ่านการส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันระดับประเทศ และกำลังมีแผนเตรียมพาน้อง ๆ ไปเปิดประสบการณ์แข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งผลงานของเด็กไทยหลายโปรเจกต์มีความสร้างสรรค์และน่าทึ่งมาก เพียงแค่ต้องการพื้นที่และโอกาสในการแสดงออกอย่างมั่นใจ “ถ้าน้อง ๆ ชอบด้านนี้… ลุยเลย ไม่ต้องรอ” อาจารย์ภวิษย์พร ฝากถึงเยาวชนรุ่นใหม่ “วงการนี้เปิดกว้างเสมอ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานแน่นมาก่อน ขอแค่มีความชอบและอยากลงมือทำ ยิ่งเราพลาด เรายิ่งได้เรียนรู้ ล้มแล้วลุกให้ไวคือสิ่งสำคัญที่สุด”

สำหรับผู้ปกครอง โรงเรียน หรือเยาวชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ iDekTep สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: iDekTep อัจฉริยะสร้างได้ https://www.facebook.com/search/top?q=idektep%20อัจฉริยะสร้างได้ และ เว็บไซต์: idektep.com