เลขาฯ กพฐ. สั่งเขตพื้นที่ฯ รายงานผลคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว หลังกลุ่มลูกจ้างเดิมร้องสอบไม่ผ่าน

เลขาฯ กพฐ. สั่งเขตพื้นที่ฯ รายงานผลคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว หลังกลุ่มลูกจ้างเดิมร้องสอบไม่ผ่าน

เลขาฯ กพฐ. สั่งเขตพื้นที่ฯ รายงานผลคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว หลังกลุ่มลูกจ้างเดิมร้องสอบไม่ผ่าน

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.47 น.

พิเชฐ เลขาธิการ กพฐ. เรียกข้อมูล สพท.รายงานผลสอบคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว หลังคนเก่าโวยสอบไม่ผ่าน รับคนใหม่มาแทน  

2 มิถุนายน 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า  สพฐ.เปิดสอบลูกจ้างชั่วคราว ทั้ง 7,588 อัตรา ตามที่รับอนุมัติจากคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) โดยก่อนดำเนินการคัดเลือกได้มีการหารือฝ่ายกฎหมาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้ให้ความเห็นว่า การจัดสอบจะต้องเปิดกว้างให้ผู้ที่มีคุณสมบัติสามารถสมัครสอบคัดเลือกได้  ส่วนการจัดสอบเป็นอำนาจของแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ไปดำเนินการ โดยก่อนการจัดสอบ สพฐ. มีการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับเขตพื้นที่ฯ เพื่อให้การจัดสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม 

”จากการรายงานเบื้องต้น หลังการสอบคัดเลือก มีกลุ่มจ้างเหมาบริการเดิม สอบไม่ผ่าน และได้คนใหม่มาแทน ประมาณกว่า 100 คน ใน 50 เขตพื้นที่ฯ ทำให้คนเก่าเกิดความไม่พอใจ ซึ่ง สพฐ. เองรับฟังทุกความคิดเห็น ขณะที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ก็มีความห่วงใย โดยมอบหมายให้ สพฐ. วางแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่ง สพฐ.ได้สั่งการให้แต่ละเขตพื้นที่ฯ รายงานข้อมูล การดำเนินการ อาทิ มีลูกจ้างเหมาบริการเดิมกี่คน มีผู้เข้าสอบคัดเลือกกี่คน และเหตุผลที่คนเก่าไม่ผ่านการคัดเลือกกี่คน โดยแนวทางเยียวยาจะมาจากสองส่วน ส่วนหนึ่งจะมาจากเขตพื้นที่ฯ และอีกส่วนมาจากสพฐ. ที่จะพิจารณาดำเนินการอย่างเหมาะสม ตามควรแก่กรณี“ นายพิเชฐ  กล่าว 

นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า สพฐ.ยืนยันว่า มีความห่วงใย ให้ความสำคัญกับคนเดิมที่ทำงานเพื่อส่วนรวม เพื่อโรงเรียนตลอดมา  สพฐ.จึงให้ เขตพื้นที่ กรอกข้อมูลแต่ละเขตพื้นที่ผ่านกูเกิ้ลฟอร์มมาว่าแต่ละเขตคนเก่าผ่านการคัดเลือกกี่คน ไม่ผ่านกี่คน และให้เหตุผลมาด้วยว่าไม่ผ่านเพราะอะไร  และรับคนใหม่เข้ามากี่คน

เมื่อ สพฐ.ได้รับข้อมูลจากทุกเขตพื้นที่ฯแล้ว จะเร่งตรวจสอบทันทีและวางแผนเยียวยาหาทางออก โดยส่วนตัวคิดว่าจะมีทางออกที่ดีสำหรับคนที่ไม่ได้รับการคัดเลือก ที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับ และเขตพื้นที่ฯยืนยันผลการทำงาน 

“การดำเนินการครั้งนี้ จะเป็นการเยียวยาผู้ที่ไม่ได้รับการคัดเลือก ให้ได้รับความเป็นธรรม ส่วนผู้ที่ได้รับการคัดเลือกไปแล้ว  7,588 อัตรา ก็ต้องทำสัญญาจ้างไปตามหลักเกณฑ์ที่แต่ละเขตฯคัดเลือก เราต้องเคารพขบวนการคัดเลือกของแต่ละเขตด้วยเช่นกัน ส่วนที่ยังไม่ได้รับการคัดเลือก สพฐ.ก็รอดูข้อมูลเป็นรายกรณีไปและจะเยียวยาตามความเหมาะสมเป็นรายๆไป“ เลขาธิการ กพฐ.กล่าว 

เลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า ส่วนข้อครหาที่อ้างว่า เขตพื้นที่ฯคัดเลือกคนของตัวเองเข้าไป ทำให้คนเก่าไม่ได้รับการคัดเลือกนั้น ก็คงต้องดูเหตุดูผล และหลักฐานว่า ดำเนินตามกระบวนการหรือไม่  โดยต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้ เมื่อ สพฐ.ได้ข้อมูล พร้อมแนวทางเยียวยาครบถ้วนแล้วก็จะรายงานให้รัฐมนตรีว่าการศธ. รับทราบต่อไป 

สำหรับการเปลี่ยนจากจ้างเหมาบริการ มาเป็นลูกจ้างชั่วคราว จำนวน 7,588 อัตรานั้น จะส่งผลให้ครูอัตราจ้างที่ผ่านการคัดเลือกเป็นลูกจ้างชั่วคราวได้รับเงินเดือนสูงขึ้น และได้รับสิทธิประโยชน์ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน โดยกลุ่มครูผู้ช่วยที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาตรี 5 ปี หรือมีประกาศนียบัตรบัณฑิต (ป.บัณฑิต) จะได้รับอัตราเงินเดือนสูงสุดถึง 19,120 บาท กลุ่มครูผู้ช่วยวุฒิปริญญาตรี 4 ปี จะได้รับอัตราเงินเดือน 18,220 บาท ขณะที่กลุ่มครูช่วยสอน ครูพี่เลี้ยง และครูสอนศาสนาอิสลาม จะได้รับอัตราเงินเดือนรวมค่าครองชีพเริ่มต้นที่ 11,000 บาท โดย สพฐ.กำชับให้เขตพื้นที่ทั่วประเทศเร่งดำเนินการคัดเลือกบุคลากรตามขั้นตอนและจัดทำสัญญาจ้างให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อให้ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกสามารถเริ่มลงนามในสัญญาจ้างใหม่ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569.

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ชี้คำสั่ง “ทรัมป์” แบนทหารข้ามเพศ “ผิดกฎหมาย” สั่งคุ้มครองห้ามไล่ออก

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ชี้คำสั่ง "ทรัมป์" แบนทหารข้ามเพศ "ผิดกฎหมาย" สั่งคุ้มครองห้ามไล่ออก

2 มิ.ย. 2569 15:58 น.

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ชี้คำสั่ง “ทรัมป์” แบนทหารข้ามเพศ “ผิดกฎหมาย” สั่งคุ้มครองห้ามไล่ออก

คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ มีมติ 2 ต่อ 1 ชี้ว่านโยบายของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งห้ามบุคคลข้ามเพศรับราชการทหารเป็นสิ่ง “ผิดกฎหมาย” และเป็นการเลือกปฏิบัติ ศาลจึงสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามกองทัพขับไล่กำลังพลข้ามเพศที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน แต่ยังคงให้สิทธิกระทรวงกลาโหมในการระงับการรับสมัครทหารข้ามเพศรายใหม่ไว้ก่อน

คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์สหรัฐประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีมติเสียงข้างมาก 2 ต่อ 1 ว่า นโยบายของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ที่จำกัดการรับบุคคลข้ามเพศเข้ารับราชการทหาร เป็นมาตรการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีลักษณะเลือกปฏิบัติต่อบุคคลตามอัตลักษณ์ทางเพศ

คำวินิจฉัยดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคทางกฎหมายต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งผลักดันนโยบายจำกัดสิทธิของบุคคลข้ามเพศในหลายด้านนับตั้งแต่กลับเข้ารับตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้สั่งระงับนโยบายทั้งหมด โดยอนุญาตให้กองทัพยังคงห้ามบุคคลข้ามเพศสมัครเข้ารับราชการทหารรายใหม่ได้ต่อไปในระหว่างที่คดียังอยู่ในกระบวนการพิจารณา แต่ห้ามปลดทหารข้ามเพศที่เป็นโจทก์ในคดีออกจากราชการ

คดีนี้มีจุดเริ่มต้นเมื่อเดือนมกราคม 2025 หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร โดยอ้างว่า อัตลักษณ์ทางเพศของกลุ่มคนข้ามเพศนั้น “ขัดแย้งกับพันธสัญญาของทหารที่ต้องมีวิถีชีวิตที่มีเกียรติ ซื่อสัตย์ และมีวินัย แม้กระทั่งในชีวิตส่วนตัว” และส่งผลเสียต่อความพร้อมรบของกองทัพ

ต่อมา นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกนโยบายกำหนดให้ผู้ที่มีภาวะความทุกข์ทรมานคับข้องใจจากเพศสภาพที่ไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิด หรือ Gender Dysphoria ถูกพิจารณาว่าไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการรับราชการทหารโดยหลักการ

ผู้พิพากษาโรเบิร์ต วิลกินส์ ซึ่งเขียนคำวินิจฉัยเสียงข้างมาก ระบุว่า นโยบายดังกล่าวดูเหมือนมีแรงจูงใจจากความต้องการสร้างความเสียหายต่อกลุ่มคนที่ไม่ได้รับความนิยมทางการเมือง มากกว่าจะตั้งอยู่บนเหตุผลด้านความมั่นคงหรือประสิทธิภาพทางทหาร

ศาลยังให้เหตุผลว่า การปลดทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้วออกจากราชการจะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงกว่าการชะลอการรับสมัครผู้สมัครใหม่ที่เป็นบุคคลข้ามเพศ

ด้านเจนนิเฟอร์ เลวี ผู้อำนวยการอาวุโสด้านสิทธิคนข้ามเพศและกลุ่มหลากหลายทางเพศขององค์กร GLAD Law ซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายโจทก์ ระบุว่าคำตัดสินครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความกล้าหาญและความทุ่มเทของทหารข้ามเพศที่รับใช้ประเทศมาโดยตลอด

ขณะที่ฝั่งเพนตากอนยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ แต่นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม ได้โพสต์ข้อความสั้นๆ บนแพลตฟอร์ม X เพื่อตอบโต้ข่าวนี้ว่า “See you at SCOTUS” (แล้วเจอกันที่ศาลฎีกา) ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดของประเทศอย่างแน่นอน

คำตัดสินครั้งนี้เป็นการยืนตามคำสั่งบางส่วนของ อานา เรเยส ผู้พิพากษาศาลแขวง เมื่อเดือนมีนาคม 2025 ซึ่งเคยวินิจฉัยว่านโยบายดังกล่าวอาจละเมิดสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาจัสติน วอล์คเกอร์ ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยในคดีนี้ เห็นว่าศาลไม่มีอำนาจหรือความเชี่ยวชาญเพียงพอที่จะตัดสินว่ากองทัพควรรับหรือไม่รับบุคคลข้ามเพศเข้าประจำการ โดยอำนาจดังกล่าวเป็นของรัฐสภาและผู้บัญชาการทหารสูงสุดตามรัฐธรรมนูญ

ปัจจุบัน กองทัพสหรัฐมีทหารประจำการประมาณ 1.3 ล้านนาย ขณะที่กลุ่มสิทธิความหลากหลายทางเพศประเมินว่ามีทหารข้ามเพศรับราชการอยู่ราว 15,000 คน แม้เจ้าหน้าที่กองทัพจะระบุว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจอยู่เพียงระดับหลักพันก็ตาม

ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม 2025 ศาลสูงสหรัฐฯ ได้อนุญาตให้รัฐบาลบังคับใช้นโยบายดังกล่าวเป็นการชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดีในอีกคดีหนึ่งที่รัฐวอชิงตัน ทำให้ข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลข้ามเพศในกองทัพสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป และอาจกลับเข้าสู่การพิจารณาของศาลสูงสุดอีกครั้งในอนาคตอันใกล้.

ที่มา Associated Press / Reuters

อุตุฯ โลกเตือนโลกจ่อเผชิญ “ซูเปอร์เอลนีโญ” อาจรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

อุตุฯ โลกเตือนโลกจ่อเผชิญ "ซูเปอร์เอลนีโญ" อาจรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

2 มิ.ย. 2569 15:15 น.

อุตุฯ โลกเตือนโลกจ่อเผชิญ “ซูเปอร์เอลนีโญ” อาจรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก เตือนปรากฏการณ์เอลนีโญมีโอกาสสูงถึง 80% ที่จะก่อตัวในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมนี้ และอาจทวีความรุนแรงจนกลายเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ ส่งผลให้ทั่วโลกเผชิญคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก และสภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงขึ้น

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสภาพอากาศและภูมิอากาศของสหประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์เตือนภัยเร่งด่วน ระบุว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เฟสใหม่ของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ “เอลนีโญ” (El Niño) ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ โดยคาดว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่เหลือของปี 2026 และจะส่งผลให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วในหลายภูมิภาคทั่วโลก

ข้อมูลจากเครือข่ายพยากรณ์อากาศระดับโลกของ WMO ระบุว่า ความเป็นไปได้ที่จะเกิดเอลนีโญในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม สูงถึงร้อยละ 80 และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบหรือเกินร้อยละ 90 ภายในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของหลายประเทศต่างคาดการณ์ตรงกันว่า เอลนีโญในระลอกนี้อาจยกระดับกลายเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) หรือหนึ่งในปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศตามธรรมชาติที่ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรตอนกลางและตอนตะวันออกอุ่นขึ้นผิดปกติ ส่งผลกระทบต่อทิศทางลม ความกดอากาศ และรูปแบบของฝนทั่วโลก โดยปกติจะเกิดขึ้นทุก ๆ 2-7 ปี และกินเวลานานประมาณ 9-12 เดือน

WMO เผยว่าจากการเฝ้าติดตามในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่าอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในแถบแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรกำลังพุ่งแตะเพดานที่ชี้วัดการเกิดเอลนีโญแล้ว โดยอุณหภูมิต่ำกว่าผิวน้ำ สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงกว่า 6 องศาเซลเซียส ขณะที่ดัชนีความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดทางชั้นบรรยากาศก็สอดคล้องกับการก่อตัวของเอลนีโญเช่นกัน

ทั้งนี้ แถลงการณ์ระบุว่าแม้จะไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีส่วนทำให้เอลนีโญเกิดขึ้นบ่อยหรือรุนแรงขึ้นโดยตรง แต่ภาวะโลกร้อนจะเป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” ให้ผลกระทบของเอลนีโญรุนแรงและแผ่ขยายวงกว้างยิ่งขึ้น เนื่องจากมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศที่ร้อนขึ้นจะเพิ่มพลังงานและความชื้น มหาศาล ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติที่รุนแรงกว่าเดิม

นายอันโตนิอู กูแตร์เรช เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ส่งสารผ่านวิดีโอเตือนประชากรโลกว่า “เอลนีโญกำลังมาเยือนถึงหน้าบ้านเราแล้ว โลกต้องปฏิบัติต่อสิ่งนี้เสมือนเป็นคำเตือนเร่งด่วนด้านภูมิอากาศ สภาพการณ์ของเอลนีโญเปรียบเสมือนการสาดน้ำมันเข้าไปในกองไฟของโลกที่กำลังร้อนระอุ ผลกระทบของมันจะรุนแรงขึ้น แผ่ไปไกลขึ้น และข้ามพรมแดนด้วยความเร็วที่สร้างความเสียหายอย่างย่อยยับ” พร้อมย้ำว่าทางออกเดียวคือการยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน และจัดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้ครอบคลุมทุกคนบนโลก

เซเลสเต เซาโล ผู้อำนวยการ WMO ระบุว่า โลกจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นความร้อนทั้งบนบกและในมหาสมุทร โดยในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมนี้ แบบจำลองพยากรณ์ว่าพื้นที่เกือบทั้งหมดของโลกจะมีอุณหภูมิ “สูงกว่าปกติ” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคต่างๆ โดยในแอฟริกาตะวันออก  คาดว่าจะเผชิญกับปริมาณฝนที่ “ต่ำกว่าปกติ” ในช่วงฤดูฝนสำคัญ ระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน ซ้ำเติมปัญหาความมั่นคงทางอาหาร

ด้านเอเชียใต้ ปริมาณน้ำฝนจากลมมรสุมมีแนวโน้มจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและการเพาะปลูก ขณะที่อเมริกากลาง จะต้องเผชิญกับสภาพอากาศในฤดูร้อนที่แห้งแล้งและร้อนจัดกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา

ส่วนมหาสมุทรแปซิฟิกและแอตแลนติก น้ำทะเลที่อุ่นขึ้นจะช่วยกระตุ้นการเกิดพายุเฮอริเคนในฝั่งแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออก แต่ในทางกลับกันจะช่วยยับยั้งการก่อตัวของพายุในฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก

WMO ทิ้งท้ายว่าความเสียหายจากเอลนีโญในอดีตเคยทำให้ปี 2023 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสอง และส่งผลให้ปี 2024 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดทุบสถิติโลก โดยมีอุณหภูมิสูงกว่ายุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมถึง 1.55 องศาเซลเซียส การออกคำเตือนล่วงหน้าในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ภาคส่วนที่อ่อนไหว เช่น ภาคการเกษตร การจัดการน้ำ พลังงาน และสาธารณสุขทั่วโลก เตรียมแผนรับมือล่วงหน้าเพื่อลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด.

ที่มา AFP

จีนสั่งล้างบาง “ครัวผี” บนแอปฯ ส่งอาหาร ปลอมใบอนุญาต-ไร้หน้าร้าน

จีนสั่งล้างบาง "ครัวผี" บนแอปฯ ส่งอาหาร ปลอมใบอนุญาต-ไร้หน้าร้าน

2 มิ.ย. 2569 14:31 น.

จีนสั่งล้างบาง “ครัวผี” บนแอปฯ ส่งอาหาร ปลอมใบอนุญาต-ไร้หน้าร้าน

ทางการจีนเดินหน้าปราบปราม “ครัวผี” หรือร้านค้าที่เน้นขายบนแอปฯ ส่งอาหารแต่ไม่มีหน้าร้านจริง หลังตรวจพบพฤติกรรมสวมใบอนุญาตปลอมกว่า 67,000 แห่ง ออกกฎเหล็กบังคับแอปพลิเคชันส่งอาหารรายใหญ่ต้องตรวจสอบสถานที่ตั้งและใบอนุญาตอย่างเข้มงวด

แพลตฟอร์มสั่งอาหารเดลิเวอรีรายใหญ่ของประเทศจีน ต้องเผชิญกับมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นจากทางการจีน โดยกฎระเบียบใหม่ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา กำหนดให้แอปพลิเคชันส่งอาหารทุกรายต้องตรวจสอบใบอนุญาตและที่ตั้งสถานประกอบการของร้านค้าอย่างละเอียด ซึ่งข้อมูลบนแอปฯ จะต้องตรงกับสถานที่ตั้งจริงของร้าน และร้านค้าจะต้องระบุให้ชัดเจนหากไม่มีบริการนั่งรับประทานที่ร้าน เพื่อขจัดปัญหา “ครัวผี”  ที่กำลังสร้างความกังวลด้านความปลอดภัยทางอาหารแก่ผู้บริโภคอย่างหนัก

การยกระดับมาตรการกวาดล้างครั้งใหญ่ในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้ว เมื่อชายคนหนึ่งในกรุงปักกิ่งได้ร้องเรียนต่อหน่วยงานท้องถิ่น หลังจากสั่งเค้กผ่านแอปพลิเคชันเดลิเวอรีแล้วพบว่า ดอกไม้ที่ใช้ตกแต่งบนหน้าเค้กเป็นดอกไม้ที่ไม่สามารถรับประทานได้

จากการขยายผลตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบความจริงที่น่าตกใจว่า แบรนด์ร้านเค้กดังกล่าวมีชื่อจดทะเบียนบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่เกือบ 380 แห่ง แต่ในความเป็นจริงกลับไม่มีหน้าร้านจริงเลยแม้แต่แห่งเดียว และร้านค้าออนไลน์เหล่านั้นล้วนใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจปลอม ยิ่งไปกว่านั้น ออเดอร์เค้กทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยังแพลตฟอร์มคนกลาง เพื่อประมูลงานให้แก่โรงงานหรือผู้ผลิตบุคคลที่สามที่เสนอราคาต่ำที่สุด

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบยอดสั่งซื้อเค้กในระบบลักษณะนี้สูงถึง 3.6 ล้านออเดอร์ จากแพลตฟอร์มคนกลาง 2 แห่ง และยังตรวจพบ “ร้านค้าผี” ในลักษณะเดียวกันนี้อีกกว่า 67,000 ร้าน กระจายอยู่บนแพลตฟอร์มส่งอาหารยักษ์ใหญ่ 7 แห่ง ซึ่งร่วมมือกันจัดตั้งเป็นเครือข่ายซัพพลายเชนที่ผิดกฎหมาย โดยพนักงานของแอปพลิเคชันรายหนึ่งยอมรับกับเจ้าหน้าที่ว่า ที่ผ่านมาทางแพลตฟอร์มค่อนข้างปล่อยปละละเลย เพราะหากตรวจสอบเข้มงวดเกินไป ร้านค้าเหล่านี้ก็หนีไปเปิดขายบนแอปฯ คู่แข่งแทน

ตลาดส่งอาหารของจีนมีการแข่งขันที่รุนแรงและตัดราคากันอย่างดุเดือดจนน่ากังวล ซึ่งผลกระทบมักจะตกไปอยู่กับไรเดอร์ส่งอาหารที่ต้องทำเวลาภายใต้กรอบเวลาที่บีบคั้นเพื่อแลกกับค่าแรงอันน้อยนิด

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สำนักงานบริหารจัดการกฎระเบียบตลาดแห่งรัฐของจีน ได้สั่งปรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและเดลิเวอรีรายใหญ่ 7 ราย ซึ่งรวมถึง เทาเป่า (Taobao), เจดีดอทคอม (JD.com), เหม่ยต้วน (Meituan) และ พินตัวตัว (Pinduoduo) เป็นมูลค่ารวมกันสูงถึง 3.6 พันล้านหยวน (ราว 18,000 ล้านบาท) โดยความผิดส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการปล่อยให้มีร้านค้าผีและการส่งสินค้าที่ไม่มีอยู่จริง

ท่ามกลางการปราบปรามที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง บรรดาร้านค้าเดลิเวอรีที่ถูกกฎหมายต่างพยายามกู้ความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค โดยในเมืองหางโจว ทางตะวันออกของจีน ร้านค้าเดลิเวอรีมากกว่า 20 แห่งได้ติดตั้งระบบ “ครัวโปร่งใส” ที่จะถ่ายทอดสดกระบวนการทำอาหารแบบเรียลไทม์เพื่อให้ลูกค้าตรวจสอบความสะอาดได้ตลอดเวลา

ขณะเดียวกันที่มณฑลอันฮุย หน่วยงานท้องถิ่นได้ลงนามข้อตกลงความปลอดภัยด้านอาหารร่วมกับแพลตฟอร์มเหม่ยต้วน, เทาเป่า และเจดีดอทคอม โดยจะมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยตรวจสอบความสะอาดภายในห้องครัว รวมถึงการจัดตั้งระบบให้รางวัลแก่ “ไรเดอร์ส่งอาหาร” หากช่วยแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนเกี่ยวกับร้านค้าที่ทำผิดกฎหมายและไม่ได้มาตรฐาน เพื่อร่วมกันล้างบางระบบครัวผีสิงให้หมดไปจากประเทศ.

ที่มา BBC

น้ำมันแพงดันคนฟิลิปปินส์แห่ซื้อรถ EV ไตรมาสแรกยอดขายพุ่ง 36% แต่สถานีชาร์จยังไม่พอ

น้ำมันแพงดันคนฟิลิปปินส์แห่ซื้อรถ EV ไตรมาสแรกยอดขายพุ่ง 36% แต่สถานีชาร์จยังไม่พอ

2 มิ.ย. 2569 13:11 น.

น้ำมันแพงดันคนฟิลิปปินส์แห่ซื้อรถ EV ไตรมาสแรกยอดขายพุ่ง 36% แต่สถานีชาร์จยังไม่พอ

วิกฤตพลังงานตะวันออกกลางกระตุ้นความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในฟิลิปปินส์ ดันยอดขายแตะ 14,000 คันใน 3 เดือนแรกของปี ขณะที่ภาครัฐเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานรองรับเป้าหมาย EV ครองถนน 50% ภายในปี 2040

ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่กำลังพุ่งสูง เร่งให้ชาวฟิลิปปินส์หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยยอดขายรถ EV ในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 36% ในไตรมาสแรกของปี 2026 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ท่ามกลางความพยายามลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในผู้ที่ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าระบุว่ารถ EV ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมากในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูง โดยก่อนหน้านี้ต้องจ่ายค่าน้ำมันราว 8,000 เปโซต่อเดือน หรือประมาณ 130 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงค่าไฟฟ้าหลักร้อยเปโซเท่านั้น

นอกจากนี้ รถยังสามารถวิ่งได้ตลอดทั้งวันด้วยการชาร์จเพียงครั้งเดียว และเมื่อกลับถึงบ้านยังเหลือแบตเตอรี่ประมาณ 40-50%

โดยราคาน้ำมันในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่านับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก

ผลกระทบดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ในการเดินทาง และรถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับความสนใจมากที่สุด

ข้อมูลจากอุตสาหกรรมยานยนต์ระบุว่า ยอดขายรถ EV ในไตรมาสแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า มีการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 14,000 คันในช่วง 3 เดือนแรกของปีเพียงอย่างเดียว คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของยอดขายรวมทั้งปี 2025 ที่อยู่ที่ 32,000 คัน แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด EV ทำให้หลายบริษัทประสบปัญหารถไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ไมค์ ลิม ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท EV Supreme เปิดเผยว่ายอดขายที่โชว์รูมในเขตเมโทรมะนิลาของเขาเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่านับตั้งแต่วิกฤตราคาน้ำมันเริ่มต้น

ด้านวิลลี ตี เท็น ประธานสมาคมรถยนต์ไฟฟ้าแห่งฟิลิปปินส์กล่าวว่า หลายแบรนด์ต้องเปิดระบบรอรับรถล่วงหน้า เนื่องจากไม่มีใครคาดคิดว่าความต้องการจะเพิ่มสูงถึงระดับนี้ ทำให้ผู้จำหน่ายรถหลายรายเดินทางไปยังงานแสดงรถยนต์นานาชาติที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อเจรจาขอเพิ่มโควตาการส่งมอบรถจากผู้ผลิตต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะช่วยลดต้นทุนการใช้งานและลดการปล่อยคาร์บอน แต่ปัญหาสำคัญที่ยังขัดขวางการเติบโตของตลาดคือ ราคาจำหน่ายรถที่ยังสูง และจำนวนสถานีชาร์จที่ยังไม่เพียงพอ โดยปัจจุบันมีสถานีชาร์จที่เปิดใช้งานจริงเพียงประมาณ 900 แห่งเท่านั้น ขณะที่แผนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลฟิลิปปินส์ มีเป้าหมายติดตั้งสถานีชาร์จมากกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2028

ด้านแพทริก อาคีโน ผู้อำนวยการสำนักบริหารการใช้พลังงาน กระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ระบุว่า แม้ภาคเอกชนจะสนใจลงทุนอย่างมาก แต่กระบวนการอนุมัติและการรับรองต่าง ๆ อาจใช้เวลานานอย่างน้อย 6 เดือนก่อนเริ่มก่อสร้างได้

นอกจากจำนวนสถานีชาร์จแล้ว ความเร็วในการชาร์จไฟยังเป็นอีกประเด็นที่ผู้ใช้รถให้ความสำคัญ โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า สถานีชาร์จหลายแห่งในปัจจุบันยังใช้ระบบชาร์จที่ใช้เวลานาน ทำให้ผู้ขับขี่บางส่วนกังวลเรื่องระยะทางและความสะดวกในการใช้งาน

เกลนฟอร์ด ฟิลิป อาร์ทุซ ผู้ประกอบการรถรับส่งผ่านแอปพลิเคชันกล่าวว่า การเติมน้ำมันใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่รถ EV จำเป็นต้องหยุดชาร์จไฟ ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจโดยตรง

ทั้งนี้ รัฐบาลฟิลิปปินส์ตั้งเป้าหมายให้รถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วน 50% ของยานพาหนะบนท้องถนนภายในปี 2040 พร้อมออกมาตรการสนับสนุนหลายด้าน เช่น สินเชื่อพิเศษสำหรับการซื้อรถ EV และสิทธิประโยชน์ทางภาษี

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากรัฐบาลและภาคเอกชนไม่สามารถเร่งขยายสถานีชาร์จ เพิ่มประสิทธิภาพระบบชาร์จ และแก้ปัญหาการขาดแคลนรถได้ทันเวลา เป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าของฟิลิปปินส์อาจเผชิญความท้าทายอย่างมากในอนาคต.

ที่มา : channelnewsasia

กัมพูชาเดินหน้ากลไก “ประนีประนอมภาคบังคับ” เคลียร์ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย

กัมพูชาเดินหน้ากลไก "ประนีประนอมภาคบังคับ" เคลียร์ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย

2 มิ.ย. 2569 13:11 น.

กัมพูชาเดินหน้ากลไก “ประนีประนอมภาคบังคับ” เคลียร์ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย

กัมพูชาประกาศเริ่มกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลกับไทย หลังไทยประกาศยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียว ด้าน “ฮุน มาเนต” ย้ำทำเพื่อปกป้องอธิปไตย พร้อมหวังยุติความขัดแย้งเรื้อรังเหนือพื้นที่ทับซ้อนที่มีขุมทรัพย์พลังงานมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์

รัฐบาลกัมพูชาได้แจ้งต่อองค์การสหประชาชาติ (UN) และรัฐบาลไทยอย่างเป็นทางการว่า ได้เริ่มใช้กระบวนการ “ประนีประนอมภาคบังคับ”ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มีมติฝ่ายเดียวเมื่อเดือนที่ผ่านมา ในการยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ MOU 44 ซึ่งเคยเป็นกรอบการเจรจาหลักระหว่างสองประเทศ โดยการยกเลิกดังกล่าวเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงของนายอนุทินที่ชนะเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่พุ่งสูงขึ้นหลังเกิดการปะทะกันทางทหารบริเวณชายแดนถึง 2 ครั้งในปีที่ผ่านมา

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ TVK ว่า กัมพูชาได้ยื่นหนังสือต่อเลขาธิการสหประชาชาติเพื่อเริ่มกระบวนการประนีประนอมภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) โดยระบุว่า “เราดำเนินขั้นตอนสำคัญนี้เพื่อปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของกัมพูชาตามกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งกัมพูชาและไทยจะได้รับประโยชน์จากการตั้งถิ่นฐานที่เป็นธรรมและยั่งยืนภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญระดับโลก”

พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลดังกล่าว ถูกประเมินโดยกระทรวงพลังงานของไทยว่ามีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมหาศาล คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.76 ล้านล้านบาท) ซึ่งความพยายามจัดสรรผลประโยชน์นี้ถูกขัดขวางด้วยความขัดแย้งเรื่องเส้นเขตแดนทางบกยาว 800 กิโลเมตร ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากยุคอาณานิคมฝรั่งเศส

สถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมายังคงตึงเครียด หลังเกิดการสู้รบบริเวณชายแดนเมื่อเดือนกรกฎาคมและธันวาคมปีที่แล้ว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและพื้นที่บางส่วนถูกยึดครอง แม้จะมีการตกลงหยุดยิงในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงกล่าวหากันไปมาเรื่องการละเมิดข้อตกลง โดยกัมพูชาเรียกร้องให้ไทยถอนกำลังทหารและตำหนิกรณีปราสาทหินได้รับความเสียหายจากการสู้รบ

ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับจะเปิดโอกาสให้คณะผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้ามาตรวจสอบข้อพิพาทและทำข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม ผลการพิจารณาของคณะกรรมการชุดนี้จะ “ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย” ต่อทั้งสองฝ่าย แต่จะทำหน้าที่เป็นกรอบการเจรจาที่เป็นสากลและเป็นกลางมากขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศของไทยยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใด ๆ ต่อความเคลื่อนไหวของกัมพูชาในครั้งนี้ ท่ามกลางการจับตามองของนักลงทุนด้านพลังงานที่รอคอยความชัดเจนในการขุดเจาะทรัพยากรในอ่าวไทยมาอย่างยาวนาน.

ที่มา AFP / Reuters / The Phnom Penh Post

ญี่ปุ่นปล่อยนกช้อนหอยหงอน 8 ตัวคืนสู่ธรรมชาติ หลังสูญพันธุ์หลายสิบปี

ญี่ปุ่นปล่อยนกช้อนหอยหงอน 8 ตัวคืนสู่ธรรมชาติ หลังสูญพันธุ์หลายสิบปี

2 มิ.ย. 2569 12:28 น.

ญี่ปุ่นปล่อยนกช้อนหอยหงอน 8 ตัวคืนสู่ธรรมชาติ หลังสูญพันธุ์หลายสิบปี

ญี่ปุ่นทำพิธีปล่อย “นกช้อนหอยหงอน” หรือ “นกโทกิ” จำนวน 8 ตัวคืนสู่ป่าในภูมิภาคโนโตะ หลังนกช้อนหอยหงอนญี่ปุ่นป่าตัวสุดท้ายบนเกาะฮอนชู ถูกจับได้ในจังหวัดอิชิกาวะ เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1970 หรือกว่า 56 ปีก่อน เนื่องจากการล่าและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม

ญี่ปุ่นจัดพิธีปล่อย “นกช้อนหอยหงอน” (Crested Ibis) หรือที่ชาวญี่ปุ่นรู้จักกันในชื่อ “นกโทกิ” จำนวน 8 ตัว คืนสู่ธรรมชาติอย่างเป็นทางการ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นสถานที่แห่งสุดท้ายที่มีผู้พบเห็นนกชนิดนี้ตามธรรมชาติ โดยเมื่อปี 1970 นกช้อนหอยหงอนญี่ปุ่นป่าตัวสุดท้ายบนเกาะฮอนชู ถูกจับได้ในจังหวัดอิชิกาวะ

พิธีการดังกล่าวจัดขึ้นโดยมีเจ้าชายอากิชิโนะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น พร้อมด้วยเจ้าหญิงคิโกะ พระชายา และคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูง ร่วมตัดริบบิ้นปล่อยนกออกจากกรงไม้ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชนในพื้นที่ที่มาร่วมชมภาพนกสีขาวแต้มแดงที่โบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง โดยนกทั้ง 8 ตัวนี้ได้รับการเลี้ยงดูมาจากศูนย์อนุรักษ์บนเกาะซาโดะ ในจังหวัดนีงาตะที่อยู่ใกล้เคียง และยังมีนกอีก 10 ตัวที่อยู่ระหว่างรอการปล่อยสู่ธรรมชาติ

นกช้อนหอยหงอน เป็นนกท้องถิ่นของเอเชียตะวันออก มีลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์คือขนสีขาวบริสุทธิ์ แต่จะมีเฉดสีชมพูอมส้มซ่อนอยู่ใต้ปีก และมีแต้มสีแดงสดรอบดวงตา ในอดีตพวกมันต้องเผชิญกับการถูกล่าอย่างหนัก ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง จนทำให้สูญพันธุ์ไปจากเกาะฮอนชูซึ่งเป็นเกาะหลักของญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1970 และนกช้อนหอยหงอนสายพันธุ์พื้นเมืองญี่ปุ่นตัวสุดท้ายได้ตายไปในปี 2003 ที่เกาะซาโดะ

อย่างไรก็ตาม นกสายพันธุ์นี้สามารถฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีกครั้งด้วยความช่วยเหลือจากประเทศจีน โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ในปี 1999 จีนได้มอบนกช้อนหอยหงอนคู่หนึ่งให้แก่ญี่ปุ่น จนนำไปสู่ความสำเร็จในการเพาะพันธุ์เทียมและให้กำเนิดลูกนกตัวแรกในกรงเลี้ยง หลังจากนั้นความพยายามในการเพาะพันธุ์และอนุรักษ์ก็รุดหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2008 ญี่ปุ่นได้เริ่มปล่อยนกที่เพาะพันธุ์ได้จำนวน 10 ตัวแรกคืนสู่ป่าบนเกาะซาโดะ ซึ่งในปัจจุบัน ประชากรของพวกมันบนเกาะได้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นราว ๆ 500 ตัว

การปล่อยนกโทกิคืนสู่ป่าในภูมิภาคโนโตะครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความสำเร็จทางสิ่งแวดล้อม แต่ชาวเมืองยังมองว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีและเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังของภูมิภาคโนโตะ ซึ่งปัจจุบันยังคงอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูเมืองและสภาพจิตใจหลังจากเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงเมื่อปี 2024

ทั้งนี้ เทรนด์การอนุรักษ์และคืนชีวิตให้นกช้อนหอยหงอนไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในญี่ปุ่นเท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้ในปี 2019 ประเทศเกาหลีใต้ก็ประสบความสำเร็จในการปล่อยนกช้อนหอยหงอนจำนวน 40 ตัวคืนสู่พื้นที่ชุ่มน้ำอูโพ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงโซลเช่นกัน หลังจากที่นกชนิดนี้ได้สูญพันธุ์ไปจากคาบสมุทรเกาหลีตั้งแต่ปี 1979 ซึ่งครั้งสุดท้ายที่มีผู้พบเห็นคือบริเวณเขตปลอดทหารที่กั้นระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้.

ที่มา Associated Press / Independent

จีนส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน “เหลียวหนิง” ซ้อมรบใกล้ฟิลิปปินส์

จีนส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน “เหลียวหนิง” ซ้อมรบใกล้ฟิลิปปินส์

2 มิ.ย. 2569 12:08 น.

จีนส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน “เหลียวหนิง” ซ้อมรบใกล้ฟิลิปปินส์

เรือบรรทุกเครื่องบิน “เหลียวหนิง” ของจีน พร้อมกองเรือคุ้มกันปฏิบัติการในมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันออกของฟิลิปปินส์ เครื่องบิน-ฮ.บินขึ้น-ลงกว่า 170 ครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาค

วันที่ 1 มิถุนายน 2569 กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเปิดเผยว่า กองทัพเรือจีนได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน เหลียวหนิง พร้อมเรือรบคุ้มกันเข้าปฏิบัติการฝึกทางทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันออกของฟิลิปปินส์ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลของญี่ปุ่นตรวจพบเรือเหลียวหนิง และกองเรือร่วมปฏิบัติการแล่นอยู่ในน่านน้ำทางตะวันออกของเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 26-28 พฤษภาคม โดยกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้มีการเผยแพร่แผนที่แสดงเส้นทางการเคลื่อนที่ของกองเรือจีน

ข้อมูลจากญี่ปุ่นระบุว่า เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ประจำเรือเหลียวหนิงทำการขึ้นและลงจากดาดฟ้าเรือรวมประมาณ 170 ครั้ง ระหว่างที่กองเรือแล่นปฏิบัติการในพื้นที่มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก นอกจากนี้กองเรือจีนยังเคลื่อนเข้าใกล้พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะมิยาโกจิมะ จังหวัดโอกินาวา ในระยะประมาณ 590 กิโลเมตร

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นระบุเพิ่มเติมว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เรือเหลียวหนิงกำลังเคลื่อนตัวลงทางตะวันออกเฉียงใต้ตามแนวฟิลิปปินส์ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตำแหน่งล่าสุด

ด้านกระทรวงกลาโหมของไต้หวัน เปิดเผยว่า ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของเรือเหลียวหนิงอย่างใกล้ชิดเช่นกัน โดยระบุว่าเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ได้แล่นผ่านช่องแคบไต้หวันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม รายงานระบุว่า จีนเพิ่มความเคลื่อนไหวทางทหารในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ มีความใกล้ชิดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Reuters

รัสเซียถล่มยูเครนระลอกใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย บาดเจ็บกว่า 60 คน

รัสเซียถล่มยูเครนระลอกใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย บาดเจ็บกว่า 60 คน

2 มิ.ย. 2569 11:40 น.

รัสเซียถล่มยูเครนระลอกใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย บาดเจ็บกว่า 60 คน

รัสเซียเปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนครั้งใหญ่ต่อหลายเมืองสำคัญของยูเครน รวมถึงกรุงเคียฟ เมืองดนีโปร และคาร์คิฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 คน และบาดเจ็บมากกว่า 60 คน ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เพิ่งออกมาเตือนก่อนหน้านี้ไม่กี่วันว่า รัสเซียกำลังเตรียมการโจมตีครั้งใหญ่ระลอกใหม่ ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5 และยังไร้วี่แววการเจรจาสันติภาพ

นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ เปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย และบาดเจ็บ 58 ราย ในจำนวนนี้มีเด็กเล็กรวมอยู่ด้วย การโจมตีส่งผลให้อาคารที่พักอาศัยสูง 24 ชั้นพังถล่มลงมา ซึ่งคาดว่ายังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง นอกจากนี้ยังมีไฟไหม้อาคาร 9 ชั้น และความเสียหายในย่านโอโบลอน ที่เศษขีปนาวุธตกใส่รถยนต์และพื้นที่ใกล้เคียงโรงเรียนอนุบาล ส่งผลให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพลงไปหลบภัยในสถานีรถไฟใต้ดิน

ด้านเมืองดนีโปร ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และบาดเจ็บ 25 ราย จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน โดยมีการเผยแพร่ภาพความเสียหายของอาคารที่พักอาศัย รถยนต์ที่ถูกไฟไหม้ และสนามเด็กเล่นที่พังยับเยิน ส่วนที่เมืองคาร์คิฟ นายกเทศมนตรีอิกอร์ เทเรคอฟ ระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 10 ราย ซึ่งรวมถึงเด็ก 1 คน

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีเซเลนสกี ได้กล่าวสุนทรพจน์ผ่านวิดีโอเตือนประชาชนว่า “ข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองยืนยันว่ารัสเซียเตรียมการโจมตีครั้งใหญ่ และมันได้เกิดขึ้นแล้ว” พร้อมย้ำให้ประชาชนอย่าละเลยสัญญาณเตือนภัยทางอากาศ ทั้งนี้ ผู้นำยูเครนยังได้เรียกร้องไปยังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสภาคองเกรสของสหรัฐฯ เพื่อขอสนับสนุนระบบขีปนาวุธ “แพทริออต” เพิ่มเติม เพื่อใช้สกัดกั้นขีปนาวุธบอลลิสติกของรัสเซียที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในขณะนี้

รัสเซียเคยประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าจะโจมตี “เป้าหมายทางทหารและศูนย์กลางการเมือง” ในกรุงเคียฟอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบโต้เหตุโดรนโจมตีหอพักในภูมิภาคลูฮันสก์เมื่อเดือนก่อน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 21 ราย แม้ทางยูเครนจะปฏิเสธความรับผิดชอบในเหตุดังกล่าวก็ตาม

ขณะเดียวกัน ยูเครนก็ได้ทำการตอบโต้ด้วยโดรนเช่นกัน โดยรายงานระบุว่าโดรนของยูเครนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายในภูมิภาคเคิร์สก์ของรัสเซีย และเกิดไฟไหม้ที่โรงกลั่นน้ำมันอิลสกี ในเมืองคราสโนดาร์ ทางตอนใต้ของรัสเซีย

ปัจจุบันสงครามรัสเซีย-ยูเครนย่างเข้าสู่ปีที่ 5 นับตั้งแต่การบุกรุกเต็มรูปแบบในปี 2022 โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียว รัสเซียได้ส่งโดรนพิสัยไกลโจมตียูเครนถึง 8,150 ลำ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้านี้ถึงร้อยละ 24 ขณะที่ความพยายามในการเจรจาสันติภาพยังคงหยุดชะงัก เนื่องจากประชาคมโลกกำลังมุ่งเน้นความสนใจไปที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นหลัก. 

ที่มา Reuters / AFP

ตำรวจแคนาดายึดเสื้อบอลปลอมรับฟุตบอลโลก มูลค่ากว่า 83 ล้านบาท

ตำรวจแคนาดายึดเสื้อบอลปลอมรับฟุตบอลโลก มูลค่ากว่า 83 ล้านบาท

2 มิ.ย. 2569 11:12 น.

ตำรวจแคนาดายึดเสื้อบอลปลอมรับฟุตบอลโลก มูลค่ากว่า 83 ล้านบาท

ตำรวจนครโตรอนโตของแคนาดาบุกทลายโกดังสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ยึดสินค้ากว่า 16,000 ชิ้น รวมถึงเสื้อบอลและถ้วยฟุตบอลโลกปลอม มูลค่ารวมกว่า 3.56 ล้านดอลลาร์แคนาดา หรือราว 83.8 ล้านบาท ถือเป็นการจับกุมสินค้าเลียนแบบประเภทฟุตบอลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของแคนาดา ก่อนที่การแข่งขันฟุตบอลโลกจะเปิดฉากขึ้นเพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์

สำนักงานตำรวจนครโตรอนโต ประเทศแคนาดา แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาชาย 2 ราย พร้อมของกลางสินค้าประเภทฟุตบอลละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนมหาศาล ซึ่งมีมูลค่าในตลาดสูงถึง 3.56 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณ 83.8 ล้านบาท)

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มขึ้นหลังจากหน่วยสืบสวนวางแผนเฉพาะกิจเพื่อรองรับการแข่งขันฟุตบอลโลกของตำรวจโตรอนโต ได้รับแจ้งเบาะแสเมื่อเดือนพฤษภาคมจากสำนักงานกฎหมาย “Lipkus Law” ที่เป็นสมาชิกของเครือข่ายต่อต้านการปลอมแปลงแห่งแคนาดา นำไปสู่การขยายผลเข้าตรวจค้นโกดังสินค้าแห่งหนึ่งในเมืองมิสซิสซอกา ซึ่งถูกใช้เป็นแหล่งพักและกระจายสินค้าส่งต่อไปยังร้านค้าปลีกต่าง ๆ

จากการตรวจสอบภายในโกดัง เจ้าหน้าที่พบเสื้อฟุตบอลและธงชาติปลอมแปลงที่ติดตราสัญลักษณ์แบรนด์ดังระดับโลก อาทิ FIFA, Nike, Adidas และ Puma มากกว่า 16,000 ชิ้น นอกจากนี้ยังพบหมวก และถ้วยรางวัลฟุตบอลโลกจำลองปลอมอีก 2 ใบ

เจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย เป็นชายอายุ 41 ปี จากเมืองมิลตัน และชายอายุ 62 ปี จากเมืองมิสซิสซอกา โดยทั้งคู่ถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงที่มีมูลค่าความเสียหายเกิน 5,000 ดอลลาร์แคนาดา พร้อมด้วยข้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงอีกหลายกระทง

โรเบิร์ต จอห์นสัน รองผู้บัญชาการตำรวจโตรอนโต เปิดเผยว่า “นี่คือขบวนการขนาดใหญ่ที่ตั้งใจเข้ามาฉวยโอกาสจากแฟนบอล และใช้ความรักในกีฬาของพวกเขามาแสวงหาผลประโยชน์” ขณะที่ เดวิด เอคลุนด์ ผู้กำกับการตำรวจ ระบุว่า จากจำนวนของกลางที่ยึดได้จำนวนมาก ทำให้เชื่อว่าผู้ต้องหาทั้งสองน่าจะทำธุรกิจผิดกฎหมายนี้มานานแล้ว และเงินที่ได้จากขบวนการสินค้าปลอมเหล่านี้ มักจะถูกนำไปใช้หมุนเวียนเพื่อขับเคลื่อนเครือข่ายอาชญากรรมจัดตั้งอื่น ๆ ต่อไป

ทั้งนี้ นครโตรอนโตกำลังเตรียมพร้อมเป็นเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขันฟุตบอลโลกจำนวน 6 แมตช์ ซึ่งรวมถึงนัดเปิดสนามของทีมชาติแคนาดาที่จะพบกับบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเยือนนครงโตรอนโตมากกว่า 300,000 คน ทำให้ความต้องการสินค้าที่ระลึกพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

ด้าน เดวิด ลิปคุส ตัวแทนจากสำนักงานกฎหมาย Lipkus Law ได้ให้คำแนะนำแก่แฟนบอลในการเลือกซื้อสินค้าว่า ให้ตรวจสอบคุณภาพการตัดเย็บ เนื้อผ้า และรอยปั๊มตราแบรนด์ รวมถึงมองหาคำผิดบนป้ายสินค้า ที่สำคัญหากพบสินค้า “แบรนด์พรีเมียม” แต่กลับขายในราคาที่ถูกจนผิดปกติให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นของปลอม

พร้อมทิ้งท้ายเตือนสติผู้บริโภคว่า “การซื้อของปลอมไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีใครเสียหาย เพราะมันคือท่อน้ำเลี้ยงที่ส่งต่อไปยังเครือข่ายสิ่งผิดกฎหมาย และอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของตัวคุณเองด้วย” โดยหากใครที่รู้ตัวว่าหลงซื้อสินค้าปลอมไปแล้ว สามารถแจ้งเรื่องได้ที่ตำรวจท้องที่ หรือศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงแห่งแคนาดา.

ที่มา CBC News / Reuters