‘อัครา’เชิดชูหมอดินอาสา ขับเคลื่อนงานพัฒนาที่ดินเกษตร

‘อัครา’เชิดชูหมอดินอาสา  ขับเคลื่อนงานพัฒนาที่ดินเกษตร

‘อัครา’เชิดชูหมอดินอาสา ขับเคลื่อนงานพัฒนาที่ดินเกษตร

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันหมอดินอาสากรมพัฒนาที่ดิน ปี 2568” ภายใต้หัวข้อ “หมอดินอาสา พัฒนาดินดี ตามวิถีเกษตรพอเพียง” โดยมีนางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ต.ช้างใหญ่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา และถ่ายทอดผ่านระบบ Video conference application zoom ไปยังสถานีพัฒนาที่ดินตัวแทน 5 ภาค และสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติหมอดินอาสา อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างหมอดินอาสาและเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้หมอดินอาสาในการช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกันรวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายหมอดินอาสา โดยมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการพัฒนาดินและการส่งเสริมวิถีเกษตรพอเพียง การแสดงสินค้าของหมอดินอาสาที่โดดเด่น เน้นสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ การมอบรางวัลให้แก่หมอดินอาสาที่มีผลงานดีเด่น และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

นายอัครา กล่าวว่า หมอดินอาสาเป็นกลไกการพัฒนาทางการเกษตรที่สำคัญที่ช่วยผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน สามารถผลิตอาหารที่ปลอดภัย เป็นที่ต้องการของตลาดและผู้บริโภค ส่งผลให้เกิดรายได้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ตลอดจนการช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในการทำเป็นปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ มีการบริหารจัดการทรัพยากรดิน เพื่อลดต้นทุนการผลิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรไทย จึงขอชื่นชมหมอดินอาสาทุกท่านที่ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยไม่หวังผลตอบแทน อีกทั้งยังเป็นกำลังสำคัญของกลไกการพัฒนาด้านการเกษตร และขอชื่นชมเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน ที่ร่วมกันพัฒนาเครือข่ายหมอดินอาสาให้มีความเข้มแข็งจนเป็นที่ประจักษ์อย่างเป็นรูปธรรมซึ่งความสำเร็จดังกล่าว ทำให้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ และสมัชชาความร่วมมือดินโลกนำไปใช้เป็นต้นแบบโครงการหมอดินนานาชาติ เพื่อส่งเสริมให้ทั่วโลกสร้างเครือข่ายผู้นำการจัดการดินอย่างยั่งยืนตามแบบอย่างหมอดินอาสาของประเทศไทย

“การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการรวมพลังสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายความร่วมมือระหว่างข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และหมอดินอาสาทั่วประเทศ สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องการยกระดับ เพิ่มรายได้ และพัฒนาเครือข่ายเกษตรกร โดยเฉพาะเครือข่ายหมอดินอาสา ที่ตั้งเป้าให้มีความปราดเปรื่องในการพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตร สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ ตลอดจนการช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ทำเป็นปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ มีการบริหารจัดการทรัพยากรดินเพื่อลดต้นทุนการผลิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงทางอาหารและสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรไทย” นายอัครา กล่าว

คณะเกษตรม.อุบลฯ จัด‘เกษตรอีสานใต้’ มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้า ชูพัฒนาอย่างยั่งยืน

คณะเกษตรม.อุบลฯ  จัด‘เกษตรอีสานใต้’  มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้า  ชูพัฒนาอย่างยั่งยืน

คณะเกษตรม.อุบลฯ จัด‘เกษตรอีสานใต้’ มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้า ชูพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.นรินทร บุญพราหมณ์ คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวภายหลังร่วมจัดงานเกษตรอีสานใต้ประจำปี 2568 ครั้งที่ 16 ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมเกษตรเพิ่มมูลค่าเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน” ซึ่งมีดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานฯ ว่าภายในงานกำหนดให้มีการจัดนิทรรศการทางวิชาการของมหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่างๆ โดยแบ่งพื้นที่จัดงานหลัก 3 ส่วน ได้แก่ 1.การจัดอุทยานวิชาการ ผลงานวิจัยเด่นของคณะเกษตรศาสตร์ การจัดแสดงนิทรรศการทางวิชาการของ 5 ภาควิชาในสังกัด คณะเกษตรศาสตร์ การจัดแสดงนิทรรศการทางวิชาการของคณะต่างๆในสังกัดมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี การจัดนิทรรศการทางวิชาการของหน่วยงานราชการภายนอก

2.การจัดนิทรรศการเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ การแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทเอกชนรายใหญ่ และ 3.พื้นที่แสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อย ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดนิทรรศการทางวิชาการของหน่วยงานราชการ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันปรับรูปแบบการจัดงานในส่วนของนิทรรศการวิชาการให้สอดคล้องกับธีมงานในแต่ละปี โดยมีเทคโนโลยีและเครื่องมือต่างๆ ยกระดับมาตรฐานการผลิตทางการเกษตร เพิ่มมูลค่าและพัฒนาอย่างยั่งยืน

มกอช.มีมติยกเลิกนำเข้าถั่วลิงสงแห้งดิบจากอินเดีย

มกอช.มีมติยกเลิกนำเข้าถั่วลิงสงแห้งดิบจากอินเดีย

มกอช.มีมติยกเลิกนำเข้าถั่วลิงสงแห้งดิบจากอินเดีย

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 16.13 น.

‘นฤมล’ เผย มกอช.มีมติยกเลิกนำเข้าเมล็ดถั่วลิสงแห้งดิบไม่ได้มาตรฐานจากอินเดีย พร้อมสร้างความมั่นใจในคุณภาพรังนกบ้าน ผลักดันให้ส่งออกเพิ่ม สร้างรายได้ให้เกษตรกร

วันนี้ (27 ก.พ.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง การนำเข้าเมล็ดถั่วลิสงแห้งดิบหรือเมล็ดถั่วลิสงกะเทาะเปลือกจากสาธารณรัฐอินเดีย เพื่อให้ผู้บริโภคในประเทศมั่นใจได้ว่าจะได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล อย่างไรก็ตาม ผู้นำเข้ายังสามารถนำเข้าเมล็ดถั่วลิสงจากสาธารณรัฐอินเดียได้ โดยใช้ใบรับรองมาตรฐานบังคับ (มกษ. 4702-2557) หรือมาตรฐานสากล เช่น GHP, HACCP และ ISO 22000 และใบรายงานผลวิเคราะห์ ทดแทนการใช้ใบรับรองการส่งออก (Certification of Export) ภายใต้การกำกับดูแลของ Agricultural and Processed Food Products Export Development Authority (APEDA) จากสาธารณรัฐอินเดีย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร และประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศ ได้แก่ 1.จิ้งหรีดแห้ง 2.จิ้งหรีดแช่แข็ง 3.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับบ้านนกแอ่นกินรัง 4.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค ความปลอดภัยด้านอาหาร สุขภาพ และสวัสดิภาพสัตว์ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ-สังคม และ 5.แนวปฏิบัติในการใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชสมุนไพร

“ดิฉันได้เน้นย้ำการดูแลมาตรฐานสินค้าเกษตรอย่างครอบคลุมโดยเฉพาะการทำรังนกส่งออก ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการจากประเทศจีนต้องการนำเข้ารังนกถ้ำมากกว่ารังนกบ้าน เนื่องจากเป็นรังนกคุณภาพสูง และเป็นที่ต้องการของตลาด หากประเทศไทยสามารถจัดการมาตรฐานรังนกบ้านให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจในคุณภาพสินค้าอาจช่วยให้มีการส่งออกเพิ่มมากขึ้น” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และกรมวิชาการเกษตร ร่วมมือกันตรวจสอบผู้ประเมินของหน่วยรับรองสถานประกอบการ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาด้านคุณภาพสินค้าให้การรับรองเป็นไปตามมาตรฐานสากล และสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ประเมินได้ ซึ่งจะช่วยให้คู่ค้ามีความมั่นใจในสินค้าเกษตรไทยมากยิ่งขึ้น

015

ที่สุดแห่งเนื้อไทย! ‘ไทยแบล็ค DLD’โคเนื้อพรีเมียม เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว

ที่สุดแห่งเนื้อไทย! 'ไทยแบล็ค DLD'โคเนื้อพรีเมียม เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว

ที่สุดแห่งเนื้อไทย! ‘ไทยแบล็ค DLD’โคเนื้อพรีเมียม เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.08 น.

วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 16.00 น.กรมปศุสัตว์จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโคเนื้อสายพันธุ์ใหม่ “ไทยแบล็ค DLD” ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อผลิตเนื้อคุณภาพสูง ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพที่ทันสมัย โดยมีเป้าหมายเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเนื้อโคไทยในระดับสากล และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย ขานรับนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวรายงาน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เข้าร่วมงานฯ ณ ลานเอนกประสงค์หน้าตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก ผ่านการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อ ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยมีแนวโน้มการส่งออกเนื้อโคไปยังตลาดเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาโคเนื้อพันธุ์ “ไทยแบล็ค DLD” ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการผสมผสานจุดเด่นของโค 3 สายพันธุ์ ได้แก่ โคพื้นเมืองไทย โคแองกัส และโควากิว ทำให้ได้โคที่มีไขมันแทรกสูง เนื้อนุ่ม รสชาติดี และเหมาะกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เมื่อได้วัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพสูง นอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าและความสามารถในการแข่งขันของเนื้อโคไทยในตลาดสากลแล้ว ก็ถึงเวลาที่คนไทยควรให้ความสำคัญ “นิยมไทย บริโภคเนื้อโคไทย ต้องโคไทยแบล็คกรมปศุสัตว์”

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ได้เริ่มพัฒนาโคสายพันธุ์ใหม่ โดยใช้แม่โคพื้นเมืองไทยที่มีคุณสมบัติเด่นเรื่องของเส้นใยกล้ามเนื้อละเอียด เลี้ยงง่าย ทนโรค ทนแมลง และให้ลูกดก ผสมกับโคพันธุ์แองกัสที่มีเปอร์เซ็นต์ซากสูง และโคพันธุ์วากิวที่มีไขมันแทรกสูง ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น เทคโนโลยีจีโนมเพื่อการคัดเลือกพันธุกรรมที่แม่นยำ การใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์ประเมินคุณภาพซากขณะโคมีชีวิต และการเพิ่มจำนวนโคที่มีลักษณะดีเยี่ยมผ่านเทคนิคการย้ายฝากตัวอ่อน การพัฒนา “ไทยแบล็ค DLD” ไม่เพียงช่วยลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างตลาดเนื้อโคระดับพรีเมียมภายในประเทศ และส่งออกไปยังตลาดโลก

กิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้บริโภค ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทยในตลาดโลก นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการ 6 หัวข้อ ได้แก่ (1) การแนะนำโคเนื้อพันธุ์ “ไทยแบล็ค DLD” (2) เทคโนโลยีจีโนมกับการปรับปรุงพันธุ์ (3) การกระจายพันธุกรรมชั้นเยี่ยมด้วยเทคโนโลยีการผลิตตัวอ่อนภายนอกร่างกายและการย้ายฝากตัวอ่อน (4) แนวทางการเลี้ยงขุนโคเนื้อคุณภาพสูง (5) การประเมินคุณภาพซากโคขณะมีชีวิต และ (6) การประกอบอาหารจากโคเนื้อพันธุ์ “ไทยแบล็ค DLD”

“โครงการนี้ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อ ภายใต้ชื่อ “โครงการการสร้างโคเนื้อพันธุ์ไทยแบล็คสำหรับผลิตเนื้อโคคุณภาพสูงด้วยเทคโนโลยีชีวภาพที่ทันสมัย” “ไทยแบล็ค DLD” ถือเป็นความสำเร็จของการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อของไทย เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์เนื้อโคคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ การพัฒนาสายพันธุ์นี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร แต่ยังช่วยลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของประเทศไทยในการสร้างสายพันธุ์โคเนื้อ ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ชื่นชอบเนื้อโคเกรดพรีเมียม ขณะนี้กรมปศุสัตว์ ได้เตรียมน้ำเชื้อแช่แข็งไว้สำหรับให้บริการผสมเทียมให้กับเกษตรกรที่สนใจ โดยสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพทั่วประเทศ สำหรับช่องทางการจำหน่ายเนื้อหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากโคไทยแบล็ค DLD จะมีจำหน่ายที่ร้านค้าสวัสดิการกรมปศุสัตว์” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวปิดท้าย

– 006

กรมปศุสัตว์หนุนใช้ข้าวโพดพร้อมฝักหมักเป็นอาหารสัตว์

กรมปศุสัตว์หนุนใช้ข้าวโพดพร้อมฝักหมักเป็นอาหารสัตว์

กรมปศุสัตว์หนุนใช้ข้าวโพดพร้อมฝักหมักเป็นอาหารสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.00 น.

กรมปศุสัตว์ แนะผู้เลี้ยงโคเนื้อ-โคนม และสัตว์เคี้ยวเอื้อง ให้ใช้ข้าวโพดพร้อมฝักหมักเป็นอาหารหยาบหลัก เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่ราคาย่อมเยา แต่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยโปรตีน ให้พลังงาน เหมาะต่อการเจริญเติบโตของสัตว์

วันนี้ (27 ก.พ.) น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันต้นทุนค่าอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารข้นที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงโคเนื้อและโคนม เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15-25% ดังนั้นข้าวโพดพร้อมฝักหมัก จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากสามารถผลิตได้ในประเทศ มีผลผลิตต่อเนื่องตลอดทั้งปี ต้นทุนการผลิตต่ำ แต่มีคุณค่าทางอาหารสูง ให้พลังงานจากแป้งในเมล็ดข้าวโพด โปรตีนจากลำต้น ใบ และเยื่อหุ้มเมล็ด พร้อมทั้งมีใยที่ช่วยเสริมการย่อยอาหารในสัตว์เคี้ยวเอื้อง ส่งผลให้สัตว์แข็งแรง โตเร็ว ลดต้นทุนการเลี้ยง และเพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการวัตถุดิบได้ดีขึ้น ลดความสูญเสียจากการเก็บเกี่ยว และเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้ประโยชน์

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ส่งเสริมให้เกษตรกรเรียนรู้กระบวนการหมักข้าวโพดพร้อมฝัก อย่างถูกวิธี เพื่อให้ได้อาหารหยาบที่มีคุณภาพ การหมักที่ดีช่วยคงคุณค่าทางโภชนาการ ลดการสูญเสียสารอาหาร และสามารถเก็บรักษาไว้ใช้ได้นาน ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนสำรองอาหารสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ข้าวโพดพร้อมฝักหมักที่มีคุณภาพควรมีโปรตีนประมาณ 7-9% กรดแลคติกมากกว่า 4% ผนังเซลล์ (NDF) 35-55% ลิกโนเซลลูโลส (ADF) 20-33% และโภชนะรวมที่ย่อยได้ (TDN) 65-73% ลักษณะที่ดีควรมีสีเหลืองอมเขียว ไม่เละ ไม่เป็นเมือก และมีกลิ่นหมักดองหอมคล้ายน้ำส้มสายชู สำหรับการเก็บเกี่ยวข้าวโพด พร้อมฝักเพื่อทำการหมัก ควรอยู่ในระยะเมล็ดน้ำนมประมาณ 50% หรืออายุหลังการปลูกประมาณ 85-90 วัน สามารถให้ผลผลิตน้ำหนักสด 6-8 ตันต่อไร่ต่อรอบ หรือ 18-24 ตันต่อไร่ต่อปี

จากการสำรวจของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมปศุสัตว์ ในปี 2567 พบว่าประเทศไทยมีประชากรสัตว์เคี้ยวเอื้อง ทั้งสิ้น 13.96 ล้านตัว ซึ่งต้องการอาหารหยาบมากกว่า 20 ล้านตันต่อปี ขณะที่ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ผลิตข้าวโพดพร้อมฝักหมัก 1,313 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกกว่า 5,000 ไร่ และให้ผลผลิตรวมกว่า 17 ล้านตันต่อปี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตข้าวโพดพร้อมฝักหมักในระดับชุมชน เพื่อให้สามารถผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ สร้างรายได้เสริม โดยสนับสนุนองค์ความรู้ เทคนิคการผลิต และการยืมเครื่องจักรกลอุปกรณ์ เช่น เครื่องตัดข้าวโพดในแบบดับเบิ้ลช้อป และเครื่องอัดก้อนพืชอาหารสัตว์พร้อมห่อพลาสติก

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า ข้าวโพดพร้อมฝักหมัก คืออนาคตของการเลี้ยงสัตว์ที่ยั่งยืน ช่วยให้เกษตรกรมีอาหารสัตว์คุณภาพดี ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมปศุสัตว์ ขอเชิญชวนเกษตรกรให้หันมาใช้ข้าวโพดหมัก เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพ และหากเกษตรกรทั้งในฐานะผู้ผลิตหรือผู้เลี้ยงสัตว์ สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ 32 แห่งทั่วประเทศ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน

015

เปิดตัวไทยแบล็คDLDโคเนื้อพรีเมียมยกระดับโคไทยสู่ครัวโลก

เปิดตัวไทยแบล็คDLDโคเนื้อพรีเมียมยกระดับโคไทยสู่ครัวโลก

เปิดตัวไทยแบล็คDLDโคเนื้อพรีเมียมยกระดับโคไทยสู่ครัวโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.59 น.

‘อิทธิ’ เปิดตัว ‘ไทยแบล็ค DLD’ โคเนื้อพรีเมี่ยมไขมันแทรก ยกระดับเนื้อโคไทยสู่ครัวโลก

วันนี้ (27 ก.พ.) นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานงานแถลงข่าวเปิดตัวโคเนื้อสายพันธุ์ใหม่ ‘ไทยแบล็ค DLD’ พร้อมด้วย น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ผศ. น.สพ.ดร.ธีรวัฒน์ สว่างจันทร์อุทัย ผู้แทนคณบดีคณสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) และ น.สพ.วิษณุ ไพศาลรุ่งพนา ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ ที่ลานเอนกประสงค์ หน้าตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ ถนนพญาไท

นายอิทธิ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก ผ่านการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อ ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีแนวโน้มการส่งออกเนื้อโคไปยังตลาดเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการพัฒนาโคเนื้อพันธุ์ ‘ไทยแบล็ค DLD’ เป็นการพัฒนาเพื่อผลิตเนื้อคุณภาพสูง ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพที่ทันสมัย โดยมีเป้าหมายเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเนื้อโคไทยในระดับสากล และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย ขานรับนโยบาย ‘ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้’ ของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นการผสมผสานจุดเด่นของโค 3 สายพันธุ์ ได้แก่ โคพื้นเมืองไทย โคแองกัส และโควากิว ทำให้ได้โคที่มีไขมันแทรกสูง เนื้อนุ่ม รสชาติดี และเหมาะกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยเมื่อได้วัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพสูง นอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าและความสามารถในการแข่งขันของเนื้อโคไทยในตลาดสากลแล้ว ถือเป็นโอกาสดีที่คนไทยควรให้ความสำคัญ ‘นิยมไทย บริโภคเนื้อโคไทย ต้องโคไทยแบล็คกรมปศุสัตว์’

“ต้องขอชื่นชมกรมปศุสัตว์  ที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มุ่งมั่นทำการวิจัยร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ซึ่งใช้เวลากว่า 15 ปี จนประสบความสำเร็จ นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ตอบโจทย์ความนิยมเนื้อโคพรีเมี่ยมในประเทศไทยที่มีมากขึ้น เป็นความท้าทายของกรมปศุสัตว์ ที่จะทำอย่างไรให้สามารถผลิตเองได้ ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะเดินหน้าพัฒนาสายพันธุ์ที่มีคุณภาพต่อไป โดยนำเทคโนโลยีจีโนมกับการปรับปรุงพันธุ์ เข้ามาใช้ซึ่งช่วยลดระยะเวลา ทำให้สามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็วขึ้น  พร้อมกันนี้ กรมปศุสัตว์ ยังได้เตรียมน้ำเชื้อแช่แข็งไว้สำหรับให้บริการผสมเทียมให้กับเกษตรกรที่สนใจไว้ด้วยแล้ว“ นายอิทธิ กล่าว

ด้านอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้เริ่มพัฒนาโคสายพันธุ์ใหม่ โดยใช้แม่โคพื้นเมืองไทยที่มีคุณสมบัติเด่นเรื่องของเส้นใยกล้ามเนื้อละเอียด เลี้ยงง่าย ทนโรค ทนแมลง และให้ลูกดก ผสมกับโคพันธุ์แองกัสที่มีเปอร์เซ็นต์ซากสูงและโคพันธุ์วากิวที่มีไขมันแทรกสูง ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น เทคโนโลยีจีโนมเพื่อการคัดเลือกพันธุกรรมที่แม่นยำ การใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์ประเมินคุณภาพซากขณะโคมีชีวิต และการเพิ่มจำนวนโคที่มีลักษณะดีเยี่ยมผ่านเทคนิคการย้ายฝากตัวอ่อน การพัฒนา ‘ไทยแบล็ค กรมปศุสัตว์’ ไม่เพียงช่วยลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างตลาดเนื้อโคระดับพรีเมี่ยมภายในประเทศ และส่งออกไปยังตลาดโลก

กิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้บริโภค ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทยในตลาดโลก

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการ 6 หัวข้อ ได้แก่ 1.การแนะนำโคเนื้อพันธุ์ ‘ไทยแบล็ค DLD’ 2. เทคโนโลยีจีโนมกับการปรับปรุงพันธุ์ 3.การกระจายพันธุกรรมชั้นเยี่ยมด้วยเทคโนโลยีการผลิตตัวอ่อนภายนอกร่างกายและการย้ายฝากตัวอ่อน 4.แนวทางการเลี้ยงขุนโคเนื้อคุณภาพสูง 5.การประเมินคุณภาพซากโคขณะมีชีวิต และ 6.การประกอบอาหารจากโคเนื้อพันธุ์ ‘ไทยแบล็ค DLD’

“โครงการนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก สวก.และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อ ภายใต้โครงการการสร้างโคเนื้อพันธุ์ไทยแบล็คสำหรับผลิตเนื้อโคคุณภาพสูง ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพที่ทันสมัย ‘ไทยแบล็ค DLD’ ถือเป็นความสำเร็จของการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี มาพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อของไทย เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์เนื้อโคคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ การพัฒนาสายพันธุ์นี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร แต่ยังช่วยลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของประเทศไทยในการสร้างสายพันธุ์โคเนื้อ ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ชื่นชอบเนื้อโคเกรดพรีเมียม” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้เตรียมน้ำเชื้อแช่แข็งไว้สำหรับให้บริการผสมเทียมให้กับเกษตรกรที่สนใจ โดยสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพทั่วประเทศ สำหรับช่องทางการจำหน่ายเนื้อหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากโคไทยแบล็ค DLD มีจำหน่ายที่ร้านค้าสวัสดิการกรมปศุสัตว์

015

ก.เกษตรฯเร่งแก้ปัญหาผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการภาครัฐ

ก.เกษตรฯเร่งแก้ปัญหาผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการภาครัฐ

ก.เกษตรฯเร่งแก้ปัญหาผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการภาครัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.41 น.

‘อิทธิ’ ประชุม คกก.แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของมวลชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันนี้ (27 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของมวลชนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2568 ณ ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผ่านระบบ Zoom Meeting โดยที่ประชุมให้ความเห็นชอบในการนำผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีราษฎรขอรับสิทธิการจัดสรรที่ดินแปลงอพยพ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนราษีไศล จ.สุรินทร์ ในชุดเดิมที่ผ่านมา นำมาดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีผลการตรวจสอบรายชื่อทั้งสิ้น 1,046 ราย โดยกำหนดอัตราจ่ายเงินชดเชยพิเศษ ในอัตราไร่ละ 52,000 บาท รวม 8 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มพัฒนาเขื่อนราษีไศล กลุ่มแม่มูลยั่งยืน กลุ่มอิสระ กลุ่มชาวนา 3 จังหวัด กลุ่มนางศิริกุล บุญเย็น กลุ่มนางหอม ชมเสียง กลุ่มบุญชู กลุ่มเครือข่ายคนลุ่มน้ำมูล และกลุ่มร่วมใจรัก พิทักษ์สามัคคี โดยจะนำรายชื่อดังกล่าว เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการของรัฐ และแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ให้มีประสิทธิภาพเกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม และมีผลในทางปฏิบัติโดยเร็ว ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะทำงานต่างๆ ดังนี้ 1.แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีราษฎรขอรับสิทธิการจัดสรรที่ดินแปลอพยพเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนราษีไศล จำนวน 3 จังหวัด ได้แก่ จ.สุรินทร์ ศรีสะเกษ และร้อยเอ็ด 2.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงลาน อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น 3.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการเขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร 4.แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีราษฎรขอให้ช่วยเหลือ จ่ายค่าทดแทนเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำ ห้วยผาวัง จ.หนองบัวลำภู และ 5.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำโครงการเกษตรนิเวศในการปรับเปลี่ยนวิถีด้านการเกษตรของสมาชิกสมัชชาคนจน

นายอิทธิ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ มีความมุ่งมั่นตั้งใจและรับทราบถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร และราษฎรที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่โครงการของรัฐ โดยจะนำข้อเสนอต่างๆ ในที่ประชุมไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ตามนโยบายของรัฐบาล และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ

015

ก.เกษตรฯเร่งบริหารจัดการน้ำให้พอใช้ช่วงฤดูแล้ง

ก.เกษตรฯเร่งบริหารจัดการน้ำให้พอใช้ช่วงฤดูแล้ง

ก.เกษตรฯเร่งบริหารจัดการน้ำให้พอใช้ช่วงฤดูแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.30 น.

กระทรวงเกษตรฯ ห่วงใยสถานการณ์น้ำ มอบหมายให้กรมชลประทาน เดินหน้าจัดสรรน้ำตามแผนฯ ย้ำน้ำกิน-น้ำใช้ เพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้

วันนี้ (27 ก.พ.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำ ซึ่งจากข้อมูลศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน  รายงานว่าปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 52,667 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 69% ของความจุอ่างฯ รวมกัน มากกว่าปีที่ผ่านมา 1,099 ล้าน ลบ.ม.เป็นน้ำใช้การได้ 28,729 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 16,778 ล้าน ลบ.ม.(67% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 10,082 ล้าน ลบ.ม.ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 67/68 ปัจจุบันจัดสรรน้ำทั้งประเทศไปแล้วกว่า 18,400  ล้าน ลบ.ม.(คิดเป็น 63% ของแผนฯ) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการจัดสรรน้ำไปแล้วกว่า 6,209 ล้าน ลบ.ม.(คิดเป็น 69% ของแผนฯ) ซึ่งภาพรวมสถานการณ์น้ำในปัจจุบันยังคงเป็นไปตามแผนจัดสรรน้ำที่ได้กำหนดไว้ และมีเพียงพอที่จะสนับสนุนทุกกิจกรรมของการใช้น้ำที่วางไว้ตลอดฤดูแล้งนี้

ด้านการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 67/68 พบว่า ทั้งประเทศมีการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศไปแล้วกว่า 9.14 ล้านไร่ คิดเป็น 91% ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการเพาะปลูกข้าวนาปรังรวม 6.33 ล้านไร่ เป็นไปตามแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งที่วางไว้ ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับการปรับปฏิทินการเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันก่อนเข้าสู่การบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน 2568

นอกจากนี้ ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ รวมถึงกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาคุณภาพน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

กรมวิชาการเกษตร เปิดตัว ‘AI Chatbot’ เสริมรู้เกษตรกรปลูกทุเรียน มันสำปะหลัง

กรมวิชาการเกษตร เปิดตัว 'AI Chatbot' เสริมรู้เกษตรกรปลูกทุเรียน มันสำปะหลัง

กรมวิชาการเกษตร เปิดตัว ‘AI Chatbot’ เสริมรู้เกษตรกรปลูกทุเรียน มันสำปะหลัง

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.19 น.

กรมวิชาการเกษตร เปิดตัวนวัตกรรม “AI Chatbot” ตัวช่วยอัจฉริยะ พลิกโฉมการเกษตรไทย ให้เข้าถึงข้อมูลความรู้งานวิจัย ทุเรียน-มันสำปะหลัง หนุนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กว่าแสนล้านบาทต่อปี ต่อชนิด

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 68 นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงาน “ก้าวสู่อนาคตเกษตรกรรมไทย ผ่านงานวิจัยด้วย AI Chatbot” ณ ห้องพระศิวะ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น พลิกโฉมการเกษตรไทย เปิดตัวนวัตกรรม AI Chatbot “ตัวช่วยอัจฉริยะ” ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลและความรู้ที่จำเป็นเกี่ยวกับการปลูกทุเรียนและมันสำปะหลังได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำ ผ่านเครื่องมือสืบค้นงานวิจัยด้านการผลิตพืชของกรมวิชาการเกษตร ที่รวบรวมความรู้ งานวิจัย เกี่ยวกับทุเรียน และมันสำปะหลัง ไว้อย่างครบถ้วน ให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจได้เรียนรู้ และนำไปใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้ จากสองชนิดพืชเศรษฐกิจอันดับต้นของประเทศ ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจปีละกว่าหนึ่งแสนล้านบาทในแต่ละชนิด

นายรพีภัทร์ กล่าวว่า ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และเข้าสู่สังคมยุคดิจิทัล กรมวิชาการเกษตรพร้อมที่จะสนับสนุนบทบาทการนำดิจิทัลไปสู่งานวิจัย โดยกรมฯ มีบทบาทสำคัญในเรื่องการวิจัยสินค้าเกษตรพืชพันธุ์ต่างๆ ซึ่งการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาสนับสนุน ประกอบกับแผนการจัดการเทคโนโลยีของประเทศไทย ได้ระบุชัดเจนว่า ในสังคมยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เราจะต้องติดอาวุธทางปัญญาให้กับเกษตรกรไทย ด้วยพลังของงานวิจัย ที่ใช้ระบบ AI เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ

นายรพีภัทร์ กล่าวอีกว่า กรมวิชาการเกษตร ได้เตรียมจัดทำฐานข้อมูล โดยเฉพาะเรื่องของพืชเกษตรทุเรียนและมันสำปะหลัง ผ่านระบบ AI chatbot “อยากเชิญชวนพี่น้องเกษตรกร และประชาชนผู้สนใจ ได้เข้ามารับรู้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยสามารถนำเทคโนโลยีด้านการเกษตรที่มีความแม่นยำ ถูกต้อง ซึ่งผ่านการค้นคว้าวิจัยโดยกรมวิชาการเกษตรมาเป็นเวลานาน ได้นำมาถ่ายทอดให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับฟังข้อมูลต่างๆ ทั้งในเชิงศึกษาหาความรู้ และเพื่อการวางแผนการผลิตสินค้าพืชที่สำคัญ โดยเฉพาะทุเรียนและมันสำปะหลัง ถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ซึ่งทั้ง 2 ชนิดพืชนี้ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในแต่ละปี มากกว่าหนึ่งแสนล้านบาทในแต่ละชนิด ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องใช้เทคโนโลยีที่แม่นยำ เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารที่ใช้งานง่าย ให้พี่น้องเกษตรกร และประชาชนสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลาผ่าน AI Chatbot ของกรมวิชาการเกษตร”

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยมีการผลิตและส่งออกทุเรียนและมันสำปะหลัง มูลค่า มากกว่าแสนล้านบาทต่อปี ต่อชนิด นับเป็นพืชที่มีบทบาทสำคัญในภาคการเกษตร ทั้งในแง่ของการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและเป็นสินค้าส่งออก แต่เกษตรกรยังต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน เช่น โรค แมลง และจัดการปุ๋ย ทำให้ผลผลิตคุณภาพตกต่ำ

กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจหลักเกี่ยวกับพืช ศึกษา วิจัย และพัฒนาพืช เครื่องจักรกลการเกษตร และปัจจัยการผลิต ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต บริการวิเคราะห์ ทดสอบ ตรวจสอบ รับรองมาตรฐานสินค้าพืช ให้คำปรึกษา เกี่ยวกับ ดิน น้ำ ปุ๋ย พืช วัสดุการเกษตร ผลผลิต และผลิตภัณฑ์พืช เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตพืชเพื่อพัฒนาผลผลิตพืช ให้มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ตามมาตรฐานสากล และเพื่อให้บริการการส่งออกสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ซึ่งมีองค์ความรู้ด้านการ ผลิตมันสำปะหลัง และทุเรียน ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ

ในการพัฒนาเชิงรุก จึงต้องเผยแพร่ความรู้ รวมถึงส่งเสริมระบบเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ส่งเสริมการเกษตรที่ยั่งยืน โดยนำเทคโนโลยีมาเป็นตัวช่วยพัฒนาเครื่องมือประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรผ่านสื่อดิจิทัล ที่ช่วยในการเข้าถึงข้อมูลงานวิจัย เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาทางการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับทุเรียนและมันสำปะหลัง โดยเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่ายและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ผ่านแพลตฟอร์ม LINE Official Account (LINE OA) เป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่ข้อมูล รองรับการตอบคำถาม อธิบายข้อมูล และสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งาน สามารถเข้าถึงบริการได้ด้วยการสแกน QR Code หรือเพิ่มเพื่อนผ่าน Line OA สามารถใช้สร้างชุมชนออนไลน์ (Community) หรือประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสาร และประกาศต่างๆ (Broadcast)

นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI Chatbot เข้ามาใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์ม LINE Official Account (LINE OA) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบคำถามและให้ข้อมูลเนื้อหาจากงานวิจัย พร้อมสามารถทำหน้าที่ตอบคำถามเชิงลึก อธิบายข้อมูลที่ซับซ้อน และให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งาน เช่น การวิเคราะห์ ภาพพืช ผลผลิต หรือปัญหาทางการเกษตร สามารถประมวลผลและแสดงผลการวิเคราะห์ที่แม่นยำและรวดเร็ว พร้อมแปลข้อมูลที่ได้ให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เช่น การบ่งชี้พันธุ์ของพืช อาการผิดปกติที่เกิดขึ้น หรือคำแนะนำเบื้องต้นที่เหมาะสมสำหรับการแก้ไขปัญหา ให้ได้รับคำตอบอย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ ผ่านช่องทางการนำเสนอการเล่าเรื่อง ทุเรียน โดย Mascot น้องหนาม ส่วน มันสำปะหลัง เล่าเรื่องโดย Mascot น้องมันมัน ซึ่งแพลตฟอร์ม LINE Official Account (LINE OA) และ AI Chatbot ได้เปิดทดลองระบบการให้บริการ ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นไป

‘อิทธิ’ติดตามแก้ไขปัญหา สารปนเปื้อนทุเรียนส่งจีน

‘อิทธิ’ติดตามแก้ไขปัญหา  สารปนเปื้อนทุเรียนส่งจีน

‘อิทธิ’ติดตามแก้ไขปัญหา สารปนเปื้อนทุเรียนส่งจีน

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนย้อมสีไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ครั้งที่ 4/2568 เพื่อติดตามความก้าวหน้าตามมาตรการควบคุมการปนเปื้อนสารห้ามใช้ในทุเรียนผลสดส่งออกไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ตลอดจนติดตามกระบวนการอายัดทุเรียนส่งออกที่ตรวจพบสารปนเปื้อนแคดเมียมและ BY2 และเตรียมแผนรับมือผลผลิตทุเรียนภาคตะวันออกในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้

พร้อมกันนั้น นายอิทธิ ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร จัดทำคู่มือปฏิบัติงานเพื่อใช้เป็นแนวทางเดียวกันให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งเตรียมมาตรการแก้ไขปัญหาในระยะยาว และมาตรการรองรับอื่นๆ ควบคู่กันไป โดยต้องดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดและตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดส่งออกต่อไป