เกษตรฯไถกลบตอซังฟื้นฟูดิน-ลดฝุ่น

เกษตรฯไถกลบตอซังฟื้นฟูดิน-ลดฝุ่น

เกษตรฯไถกลบตอซังฟื้นฟูดิน-ลดฝุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ 2568 ที่บ้านเตาไห หมู่ 6 ต.ทุ่งรวงทอง อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน จัดงานดังกล่าว เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีจากการเผาสู่การไถกลบเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อเตรียมดิน และผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษวัสดุในท้องถิ่น เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี ช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดินทำให้ดินมีคุณสมบัติเหมะสมต่อการปลูกพืชอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง ส่งผลดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งลดผลกระทบต่อการเกิดภาวะโลกร้อนด้วย

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ พร้อมขับเคลื่อนและป้องกันปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมให้บรรลุตามเป้าหมายการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2613 ตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ในเวทีโลก โดยวางแนวทางการป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมปี 2567/68 คือ 1.การเฝ้าระวัง สร้างการรับรู้ และป้องปรามการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงตัดสิทธิการได้ความช่วยเหลือชดเชยต่างๆ จากภาครัฐ และ 2.การส่งเสริมการเกษตรเพื่อแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม นอกจากนี้ยังมีมาตรการเชิงรุกตามนโยบายของรัฐบาลในการรณรงค์ให้ประชาชนลดและเลิกการเผาวัสดุทางการเกษตร โดยได้กำชับหน่วยงานในระดับพื้นที่สร้างแรงจูงใจเกษตรกรให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำเกษตร พร้อมเสนอทางเลือกและข้อเสนอที่จะสามารถให้เกษตรกรยอมรับแนวทางปฏิบัติการทำเกษตรที่ไม่เผาได้ โดยกรมพัฒนาที่ดินรณรงค์ผ่านเครือข่ายหมอดินอาสาที่มีอยู่ทั่วประเทศร่วมให้ความรู้ ความเข้าใจ เพื่อประโยชน์ในการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน

เกษตราธิการอบรม หลักสูตรวกส.รุ่นที่6 เวทีแลกเปลี่ยนข้อมูล ผู้บริหารรัฐกับเอกชน

เกษตราธิการอบรม  หลักสูตรวกส.รุ่นที่6  เวทีแลกเปลี่ยนข้อมูล  ผู้บริหารรัฐกับเอกชน

เกษตราธิการอบรม หลักสูตรวกส.รุ่นที่6 เวทีแลกเปลี่ยนข้อมูล ผู้บริหารรัฐกับเอกชน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าว “หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 6” โดยมี นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ผอ.หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.)ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ได้บูรณาการร่วมกับมูลนิธิเกษตราธิการ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) จัดอบรมหลักสูตรดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ระหว่างผู้บริหารทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ด้านการพัฒนาภาคการเกษตรไทยสู่เกษตรสมัยใหม่มุ่งสร้างเครือข่ายธุรกิจด้านการเกษตร เสริมสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจรากฐาน ต่อยอดบทบาทเกษตรไทยสู่ผู้นำการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารในระดับนานาชาติ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรและประเทศไทย ทั้งนี้ หลักสูตร วกส. รุ่นที่ 6 ได้รับความกรุณาจาก ดร.จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม โดยกำหนดการฝึกอบรมจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์–25 กรกฎาคม 2568 มีผู้บริหารระดับสูงภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้แทนเกษตรกรที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมการฝึกอบรม 113 คน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวอีกว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ สู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดี

สชป.4จัดงานสัมมนา คัดเลือกสถาบันเกษตร ใช้น้ำชลประทานดีเด่น

สชป.4จัดงานสัมมนา  คัดเลือกสถาบันเกษตร  ใช้น้ำชลประทานดีเด่น

สชป.4จัดงานสัมมนา คัดเลือกสถาบันเกษตร ใช้น้ำชลประทานดีเด่น

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานชลประทานที่ 4 จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรการคัดเลือกสถาบันเกษตรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2569 (ระดับสำนักงานชลประทาน) โดยมี นายทวีวัฒน์ สืบสุขมั่นสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 4 เป็นประธานเปิดโครงการ นายบุญธรรม ปานเปี่ยมโภช รองผู้อำนวยการฯ นายไชยวัฒน์ กำทอง ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา นายนครินทร์ วงศ์ฟูเฟื่องขจร ผู้อำนวยการส่วนแผนงาน คณะกรรมการฯ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง และ เกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน ทั้งหมด 9 กลุ่ม จาก 9 โครงการในสังกัดสำนักงานชลประทานที่ 4 ร่วมสัมมนา ณ ห้องประชุม ไม้ใหญ่ รีสอร์ท จ.กำแพงเพชร ซึ่งมีกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ โดยสถาบันเกษตรกรฯ ระดับสำนักงานชลประทาน สรุปบทเรียนเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ และแนวทางนำเสนอการทำงานสังเคราะห์ความรู้ ให้กระบวนการทำงานดังกล่าวสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างถูกต้อง รวมไปถึงให้การคัดเลือกสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2569 (ระดับสำนักงานชลประทาน) เป็นไปตามกฎที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดไว้เพื่อให้ได้ตัวแทน ที่มาจากการคัดเลือกในวันนี้ เป็นตัวแทนกลุ่มที่จะเข้าร่วมการประกวดในระดับกรมฯ ต่อไป

‘อธิบดีทวีศักดิ์’นำทีม พด.ร่วมคณะ’รมว.นฤมล’ ลงพื้นที่ตรวจราชการแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมบ้านชุมพล จ.สงขลา

'อธิบดีทวีศักดิ์'นำทีม พด.ร่วมคณะ'รมว.นฤมล' ลงพื้นที่ตรวจราชการแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมบ้านชุมพล จ.สงขลา

‘อธิบดีทวีศักดิ์’นำทีม พด.ร่วมคณะ’รมว.นฤมล’ ลงพื้นที่ตรวจราชการแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมบ้านชุมพล จ.สงขลา

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.58 น.

เมื่อวันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย นายสุชล แก้วเกาะสะบ้า ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 11 นายนรา สุขไชย ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 ผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินในสังกัด สพข.11 และเขต 12 ร่วมคณะ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมบ้านชุมพล ของนายอภิชาติ ยุพยงค์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 เจ้าของสวนผู้ใหญ่เอ็ม และรับฟังปัญหาด้านการเกษตร ณ ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ซึ่งเดิมพื้นที่นี้เป็นแปลงนาข้าวที่ปรับเปลี่ยนเป็นมะพร้าวน้ำหอม และมีการรวมกลุ่มกันเป็นเครือข่าย “สงขลามหานคร” โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการหน่วยงานในสังกัดร่วมเสริมศักยภาพเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวให้มีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น รวมถึงจัดอบรมเกษตรกรให้มีความพร้อมในการปลูกมะพร้าวน้ำหอมอย่างเป็นระบบ รวมถึงจัดหาตลาดรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมในช่วงออกผลผลิต เพื่อป้องกันผลผลิตล้นตลาด

กรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินสงขลา ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างดินไปตรวจวิเคราะห์เพื่อหาธาตุอาหารและความเป็นกรดเป็นด่างในดิน และให้คำแนะนำในการปรับปรุงบำรุงดินโดยการใช้โดโลไมต์เพื่อลดความเป็นกรดของดิน ทำให้ดินมีสภาพดีขึ้นและโปร่งขึ้น และดำเนินการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ นอกจากนี้ ยังช่วยสนับสนุนเกษตรกรในเรื่องของการทำปุ๋ยหมักจากผลิตภัณฑ์ของ พด.เพื่อปรับโครงสร้างของดิน และการใช้น้ำหมักชีวภาพบำรุงต้นช่วยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังมีการส่งเสริมการปลูกตาลโตนด ซึ่งเป็นพืชอัตลักษณ์ประจำถิ่นของจังหวัดสงขลาที่สร้างรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกรและชุมชน และมีพื้นที่ปลูกบริเวณคาบสมุทรสทิงพระเป็นส่วนใหญ่ มีการรวมกลุ่มเพื่อกิจกรรมการแปรรูปจากผลผลิตตาลโตนดในพื้นที่ ทั้งนี้ การขับเคลื่อนและพัฒนามะพร้าวน้ำหอม และตาลโตนดในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระให้มีความก้าวหน้าและมีศักยภาพในการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน เพื่อช่วยให้เกษตรกรในจังหวัดสงขลาและภาคใต้มีรายได้มั่นคงและสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศได้อีกด้วย

– 006

‘นฤมล-อิทธิ’ลงพื้นที่ อ.สทิงพระ จ.สงขลา เล็งขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมกว่า 2 พันไร่ในปีนี้

'นฤมล-อิทธิ'ลงพื้นที่ อ.สทิงพระ จ.สงขลา เล็งขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมกว่า 2 พันไร่ในปีนี้

‘นฤมล-อิทธิ’ลงพื้นที่ อ.สทิงพระ จ.สงขลา เล็งขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมกว่า 2 พันไร่ในปีนี้

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.52 น.

‘นฤมล-อิทธิ’ลงพื้นที่ อ.สทิงพระ จ.สงขลา ประกาศพร้อมส่งเสริมศักยภาพให้เกษตรกรปลูกมะพร้าวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เล็งขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมกว่า 2,000 ไร่ในปีนี้

เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมบ้านชุมพล และรับฟังปัญหาด้านการเกษตร ในพื้นที่ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริมและพัฒนามะพร้าวน้ำหอม รวมถึงตาลโตนดในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา ให้มีความก้าวหน้าและเกษตรกรมีรายได้มั่นคง โดยมี นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ให้การต้อนรับ

โดย นางนฤมล กล่าวว่า วันนี้เราลงมาดูความสำเร็จของแปลงนาข้าวที่ปรับเปลี่ยนเป็นมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งมีการรวมกลุ่มกันเป็นเครือข่าย สงขลามหานคร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวให้มีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดวางแผนขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพ จำนวน 2,000 ไร่ในปีนี้ รวมถึงจัดอบรมเกษตรกรให้มีความพร้อมในการปลูกมะพร้าวน้ำหอมอย่างเป็นระบบ อีกทั้ง จัดหาตลาดรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมในช่วงออกผลผลิต เพื่อป้องกันผลผลิตล้นตลาด นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ผลักดันพืชมูลค่าสูง อาทิ ตาลโตนด กาแฟโรบัสต้า และอื่น ๆ ให้เกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่ที่เหมาะสม และจัดหาตลาดรองรับตามนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ของรัฐบาล เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

ด้าน นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯ ต้องการให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดี มีความสุข และสามารถทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น เราจะทำงานอย่างแข็งขันเพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมและตาลโตนดได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด

สำหรับจังหวัดสงขลามีการปลูกมะพร้าวน้ำหอม จำนวน 11,575 ไร่ มากเป็นอันดับ 7 ของประเทศ และเป็นอันดับ 1 ของภาคใต้ มีเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม จำนวน 5,733 ครัวเรือน โดยส่วนใหญ่มีการปลูกมะพร้าวน้ำหอมในคาบสมุทรสทิงพระ (อำเภอสทิงพระ อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอระโนด และอำเภอสิงหนคร) เนื่องจากเป็นพื้นที่ราบชายฝั่งทะเล มีแหล่งน้ำธรรมชาติ มีระบบชลประทานที่ดี สภาพภูมิประเทศ และดินที่อุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้มะพร้าวน้ำหอมของจังหวัดสงขลา มีรสชาติหอมหวานเป็นที่ต้องการของตลาด

โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษา และภาคเอกชนส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมคุณภาพในพื้นที่ศักยภาพบริเวณคาบสมุทรสทิงพระและพื้นที่ราบลุ่มบริเวณทะเลสาบสงขลา ส่งเสริมเกษตรกรให้ได้รับความรู้และมีทักษะบริหารจัดการสวนมะพร้าวด้วยเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ รวมถึงพัฒนาคุณภาพสินค้าและการตลาดให้กับเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ปัจจุบันมีกลุ่มแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม จำนวน 4 แปลง เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 152 ราย ครอบคลุมพื้นที่รวม 624.5 ไร่ มะพร้าวน้ำหอมมีผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.2 (เทียบกับปี 2563) ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยลดลงร้อยละ 15.7 เกษตรกรผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP จำนวน 113 ราย ในพื้นที่ 310 ไร่ สามารถผลิตมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพดี ได้ปีละประมาณ 59 ล้านผล เกษตรกรกรสมาชิกแปลงใหญ่มีรายได้สุทธิ รวม 6.29 ล้านบาท/ปี

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังมีการส่งเสริมตาลโตนด ซึ่งเป็นพืชอัตลักษณ์ประจำถิ่นของจังหวัดสงขลาที่สร้างรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกรและชุมชนไม่น้อยกว่า 3.7 ล้านบาท/ปี ปัจจุบันจังหวัดสงขลา มีจำนวนต้นตาลโตนดยืนต้น ประมาณ 744,573 ต้น ให้ผลผลิตแล้ว 494,707 ต้น มีพื้นที่ปลูกบริเวณคาบสมุทรสทิงพระเป็นส่วนใหญ่ มีการรวมกลุ่มเพื่อกิจกรรมการแปรรูปจากผลผลิตตาลโตนดในพื้นที่ จำนวน 14 กลุ่ม เกษตรกร 148 ราย ซึ่งการขับเคลื่อนและพัฒนามะพร้าวน้ำหอม และตาลโตนดในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ จะช่วยให้เกษตรกรในจังหวัดสงขลาและภาคใต้มีความก้าวหน้าและมีศักยภาพในการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน เป็นเกษตรกรที่มีรายได้มั่นคง และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศได้ อีกด้วย

‘นฤมล’หนุนพื้นที่ปลูกมันฯ เพิ่มผลผลิต-สร้างรายได้ที่มั่นคง

‘นฤมล’หนุนพื้นที่ปลูกมันฯ  เพิ่มผลผลิต-สร้างรายได้ที่มั่นคง

‘นฤมล’หนุนพื้นที่ปลูกมันฯ เพิ่มผลผลิต-สร้างรายได้ที่มั่นคง

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับฟังการนำเสนอรายงานผลการจัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “โอกาสและความท้าทายในธุรกิจพืชมูลค่าสูงภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญา (กรณีศึกษาพืชมันฝรั่ง) โดยเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน”รวมทั้งหารือเกี่ยวกับการดำเนินงานการพัฒนาการผลิตมันฝรั่ง ร่วมกับนางสุริวัสสา สัตตะรุจาวงษ์ ผอ.ฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และรัฐกิจประจำประเทศไทยและเวียดนาม พร้อมคณะผู้บริหารบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด โดยมีนายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เข้าร่วม

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ได้มีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจ เพื่อลดการนำเข้าให้มากที่สุด ซึ่งมันฝรั่งเป็นพืชที่ทำรายได้สูง แต่การปลูกมันฝรั่งพันธุ์โรงงานในประเทศไทยยังมีผลผลิตที่ไม่เพียงพอในการบริโภคภายในประเทศ จึงนำเข้ามันฝรั่งหัวและพันธุ์มันฝรั่งจากต่างประเทศจำนวนมากทุกปีดังนั้น จึงหารือความร่วมมือกับภาคเอกชนในการส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่เหมาะสมเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูก เพิ่มผลผลิตให้เพียงพอ ลดการนำเข้า โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดิน ศึกษาพื้นที่เหมาะสม รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสนับสนุน เพื่อเพิ่มศักยภาพพื้นที่ปลูกและผลผลิตต่อไร่ ส่งเสริมให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง สร้างแรงจูงใจผ่านระบบเกษตรพันธสัญญาการประกันภัยความเสี่ยง ส่งเสริมการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีเพื่อผลผลิตมันฝรั่งที่มีคุณภาพ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนในเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ แนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้แก่เกษตรกร สนับสนุนการวิจัยพัฒนาหัวพันธุ์มันฝรั่ง สนับสนุนทุนวิจัยในรูปแบบโครงการเพื่อผลิตหัวมันฝรั่งพันธุ์ และการพัฒนาหัวพันธุ์ให้เหมาะสมต่อสภาพอากาศประเทศไทย พร้อมทั้งติดตามประเมินสถานการณ์การผลิต การตลาด ต้นทุนและความคุ้มค่าของการปลูกมันฝรั่งในประเทศไทย

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันพื้นที่เพาะปลูกมันฝรั่งในปี 2567 ในประเทศไทยมีเนื้อที่ทั้งสิ้น 41,374 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 41,083 ไร่ (แยกเป็นมันฝรั่งพันธุ์โรงงาน 37,762 ไร่ และพันธุ์บริโภค 3,585 ไร่) โดยรวมผลผลิตตลอดทั้งปี 119,501 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 2,890 กิโลกรัม มีความต้องการใช้ 185,000 ตันต่อปีซึ่งผลิตได้ในประเทศ 111,000 ตัน (ร้อยละ 60) และนำเข้า 75,000 ตัน (ร้อยละ 40) โดยในปี 2570 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดว่าจะมีความต้องการมันฝรั่งเพื่อแปรรูป เพื่อบริโภคในประเทศและการส่งออกถึงประมาณ 280,000 ตัน

‘อิทธิ’นำทัพKickOff ไถกลบตอซัง

‘อิทธิ’นำทัพKickOff ไถกลบตอซัง

‘อิทธิ’นำทัพKickOff ไถกลบตอซัง

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงาน “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ประจำปี 2568 ที่บ้านหนองปาตอง หมู่ 2 ต.หนองยาว อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา การจัดงานดังกล่าว เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีจากการเผาสู่การไถกลบเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อเตรียมดิน และผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษวัสดุในท้องถิ่น เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ดินมีสมบัติเหมะสมต่อการปลูกพืชอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง ส่งผลดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการท่องเที่ยวในระยะยาว และยังช่วยลดผลกระทบต่อการเกิดภาวะโลกร้อนด้วย

นายอิทธิ กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมให้บรรลุตามเป้าหมายการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ.2613 ตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ในเวทีโลก โดยการไถกลบตอซังพืชแทนการเผา ช่วยลดปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาวัสดุทางการเกษตร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ การเผาตอซังและเศษพืชที่เกษตรกรทิ้งหลังเก็บเกี่ยว ทำให้เกิดการสูญเสียอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดินจำนวนมาก ซึ่งการไถกลบตอซังพืชจะช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ดินมีความโปร่งร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี ความหนาแน่นของดินลดลงเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุ และหมุนเวียนธาตุอาหารพืชคืนสู่ดิน การงดเผาในพื้นที่ 1 ไร่ จะเพิ่มธาตุอาหารลงดิน ได้แก่ ธาตุไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) คิดเป็น มูลค่า 900 บาทต่อไร่ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้

เกษตรฯเร่งติดตาม การของบประมาณ โครงการกรมประมง ใช้แก้ปัญหากุ้งทะเล

เกษตรฯเร่งติดตาม  การของบประมาณ  โครงการกรมประมง  ใช้แก้ปัญหากุ้งทะเล

เกษตรฯเร่งติดตาม การของบประมาณ โครงการกรมประมง ใช้แก้ปัญหากุ้งทะเล

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ ครั้งที่ 1/2568 ซึ่งที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าการของบประมาณโครงการของกรมประมงเพื่อแก้ปัญหาด้านกุ้งทะเล เร่งด่วน ในปีงบประมาณ 2568–2569 รวม 7 โครงการ อาทิ โครงการขยายฐานการผลิตจุลินทรีย์เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โครงการการเพิ่มศักยภาพเกษตรกรด้วยนวัตกรรมด้านพลังงานและด้านชีวภาพเพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้ในการเพาะเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน (Shrimp Tech) และโครงการยกระดับการนำนวัตกรรมมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในการผลิตกุ้งทะเลตามแนว Go Green ด้วย BCG Model เป็นต้น

พร้อมกันนั้นได้ติดตามความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมการรณรงค์บริโภคสินค้ากุ้ง ปี 2567 โดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพิ่มช่องทางการตลาด/เชื่อมโยงและกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต และสร้างการรับรู้เพื่อกระตุ้นการบริโภค เป้าหมาย 5,450 ตัน โดยรายงานผลต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คบท.) เป็นประจำทุกเดือน ทั้งนี้ ที่ประชุม คบท.เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567 ได้อนุมัติให้ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการดังกล่าวให้ครอบคลุมในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก โดยขยายระยะเวลาดำเนินการ
จากเดิมสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2567 เป็น 31 กรกฎาคม 2568 และขยายระยะเวลาโครงการ จากเดิมสิ้นสุด 31 มีนาคม 2568 เป็น 31 ตุลาคม 2568 เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย

รมว.เกษตรฯหารือเอกชน ตรวจข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

รมว.เกษตรฯหารือเอกชน  ตรวจข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

รมว.เกษตรฯหารือเอกชน ตรวจข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้พบปะหารือกับนายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุดด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หน่วยงานบริษัท ซีพี เครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อหาแนวทางระบบการตรวจสอบย้อนกลับการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากแปลงที่ไม่เผาตามมาตรการปลอดฝุ่น PM2.5 โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม

ทั้งนี้ ในที่ประชุมมีการนำเสนอระบบการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมีการเชิญชวนเกษตรกรผู้สนใจเข้าร่วมลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร ลด เลิก การเผาแปลง อันเป็นต้นเหตุของฝุ่น PM2.5 อีกทั้งมีการนำเสนอโครงการปรับเปลี่ยนพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับการปลูกพืชในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการเพาะปลูกพันธุ์พืชมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งช่วยลดการเผาป่า ลดมลภาวะ สอดคล้องกับนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ

ทนายโต้เดือด!! โฉนดสนามกอล์ฟได้มาถูกต้อง ซัด’ธนดล’เป็นเด็กควรใช้สมองคิดให้เยอะ

ทนายโต้เดือด!! โฉนดสนามกอล์ฟได้มาถูกต้อง ซัด'ธนดล'เป็นเด็กควรใช้สมองคิดให้เยอะ

ทนายโต้เดือด!! โฉนดสนามกอล์ฟได้มาถูกต้อง ซัด’ธนดล’เป็นเด็กควรใช้สมองคิดให้เยอะ

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 18.59 น.

‘ทนายแรนโช ชาญวีร์’ ยันโฉนดที่ดินได้มาถูกต้อง โอด ‘ธนดล’ ลงพื้นที่ตรวจสอบ กระทบเศรษฐกิจปากช่อง โคราชหลายหมื่นล้าน ซัดเป็นเด็กควรใช้สมองคิดให้เยอะ ชี้หน่วยราชการยังไม่ชัดเจน ไม่ควรออกมาพูด

18 ก.พ.2568 นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความผู้รับมอบอำนาจาก “แรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์ คันทรี คลับ” กล่าวถึงกรณีที่นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจสอบที่ดินบริเวณปากช่อง และแรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ทฯว่า สนามกอล์ฟแห่งนี้มีโฉนดที่ดินถูกต้อง การลงทุนของนักลงทุนวันนี้เขาเชื่อมั่นอะไร เชื่อมั่นในระบบราชการ ทุกคนมาลงทุนเป็นร้อยเป็นพันล้าน วันนี้เขาต้องอาศัยเอกสารสิทธิ์เพื่อไปดําเนินการในเรื่องของแหล่งสนับสนุนเงินทุนด้วย ดังนั้นการที่หน่วยงานภาครัฐทะเลาะกันเอง แล้วหาข้อชัดเจนไม่ได้ และพยายามจะพูดถึงการเพิกถอนโฉนดอยู่ตลอดเวลา

“ผมเรียนถามว่าคุณมาเพื่อเศรษฐกิจของเรา หรือคุณกําลังจะมาทําลายพื้นที่นี้ต่างหาก นี่คือประเด็นที่เป็นข้อสงสัย ผมพูดในฐานะที่ว่าดูแลกฎหมายพิจารณาเพียงเรื่องเดียวว่า การลงทุนที่นี่เราพิจารณาเป็นหลักก็คือโฉนดที่ดิน สนามกอล์ฟแห่งนี้ซื้อที่ดินมามือ 2 มือ 3 เป็นอย่างต่ำ ถามว่าเราจะไปรู้เรื่องทะเลาะกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐหรือไม่ วันนี้เราต้องพูดถึงการลงทุนในมหภาค ปากช่องเป็นแหล่งท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมไปแล้ว ไม่ใช่เมื่อ 40 ปีก่อน ซึ่งมันเป็นภาคเกษตรกรรม ทุกอย่างเปลี่ยนก็ต้องเข้าใจบริบทด้วย วันนี้จะมาเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจ หรือจะมาทําลายเศรษฐกิจ มาพูดถึงแต่เรื่องต้องเพิกถอนเอาของที่ดินกลับคืนไป ผมไม่รู้หรอก ผมรู้แต่ว่าโฉนดที่ดินนี้ออกมาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ประเด็นคือคุณจะเอาที่ดินที่มีผู้ลงทุนจํานวนมหาศาลไปปลูกเผือก ปลูกมัน หรืออย่างไร  นี่คือเรื่องที่จะต้องคิดให้มาก ก่อนที่จะมาทําอะไรอย่างนี้ ผมตําหนิเรื่องเดียวคือตราบใดหน่วยราชการเขายังไม่ชัดเจน คุณไม่ควรพูด อย่าลืมว่ามันมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ขอให้คิดสักนิดถ้าใช้สมองคิดก็จบ” นายชนินทร์ กล่าว

นายชนินทร์ กล่าวอีกว่า ถ้าคุณเป็นนักลงทุนกําลังจะมาที่นี่ จะกล้าลงทุนหรือไม่ และหากกําลังเจรจาซื้อขาย หรือวางมัดจํากัน เขาคงไม่กล้าจ่ายเงินแล้ว เพราะธนาคารก็ถือว่าเป็นทรัพย์สินด้อยค่าแล้ว ใครจะรับผิดชอบชีวิตพวกที่มาลงทุนที่นี่ เศรษฐกิจโดยรวมหลายหมื่นล้านต่อปี แต่คุณสามารถทําลายมันภายในพริบตา ด้วยคําพูดคุณว่าจะเพิกถอนคุณบ้าหรือไม่  ส่วนเรื่องการได้ที่ดินมาโดยชอบหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของหน่วยงานราชการ ไม่ใช่เรื่องของผู้ทรงสิทธิ์ตามกฎหมาย เพราะเราซื้อมาโดยสุจริต ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกโฉนด คนที่มาซื้อที่ดินต่อก็ไม่รู้ จะดำเนินการอะไรก็ต้องรอให้ระบบทุกอย่างลงตัวก่อน ไม่ใช่แค่คิดว่า น่าเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นโดยนักการเมือง มาแลกกับความเสียหายของอําเภอปากช่องมันคุ้มหรือไม่

เมื่อถามว่า ตอนนี้สนามกอล์ฟได้รับความเสียหายอย่างไรบ้าง นายชนินทร์ กล่าวว่า “ตอนนี้ถ้าจะไปชวนใครมาลงทุนหรือทรัพย์สินที่จํานองธนาคาร ต้องมีปัญหาเพราะถูกตีเป็นทรัพย์สินด้อยค่า ซึ่งต้องมองภาพรวมทั้งปากช่องซึ่งเป็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไปแล้ว ไม่ใช่แหล่งเกษตรกรรม ฉะนั้นจะทำอะไรอยากให้คิดให้มากๆ  ยังเป็นเด็กอยู่ต้องคิดแบบผู้ใหญ่ และเรื่องนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ถูกตรวจสอบ เราไม่เคยมีปัญหากับราษฎร ถ้าจะไปตรวจสอบก็ต้องไปตรวจสอบหรือไปคุยกันเอง เพราะเราจะไปรู้หรือว่าพวกคุณทําอะไรกันมา”