‘กรมการข้าว’จัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

'กรมการข้าว'จัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

‘กรมการข้าว’จัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.59 น.

“กรมการข้าว”จัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง พร้อมเปิดตัว Phayao Rainbow Rice แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ จังหวัดพะเยา

วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด “งานรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยี ส่งเสริมสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ให้เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2568” โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นผู้กล่าวรายงาน และนายบำรุง สังข์ขาว รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นผู้กล่าวต้อนรับ ตลอดจนเกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ ศูนย์ข้าวชุมชน ชาวนาอาสา และประชาชน เข้าร่วมกว่า 500 คน ณ แปลงนาศูนย์ข้าวชุมชนบ้านสันป่าม่วง ตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มทำการผลิตข้าวแบบนาแปลงใหญ่ และเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวอย่างเหมาะสม นำไปสู่การผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าว ด้านการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพผลผลิต การตลาด และการบริหารจัดการกลุ่ม รวมถึงสร้างช่องทางการตลาดในการจำหน่ายข้าว ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว ส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านแหล่งเรียนรู้เชิงเกษตร เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน มีความเข้มแข็ง และมีรายได้ที่มั่นคง

ทั้งนี้ ภายในงานฯได้มีการจัดแสดงนิทรรศการด้านข้าว กิจกรรมสาธิตฝึกอาชีพ การออกร้านค้าจำหน่ายข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว การจัดแสดงวัฒนธรรมประเพณีและวิถีชาวนาไทยผสานกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตลอดจนนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดพะเยา

ในโอกาสเดียวกันนี้ นายอัคราได้เป็นประธานเปิดงาน “บอกรักที่แปลงข้าวหลากสี” เที่ยวพะเยา ลองแล้วจะหลงรัก Rainbow Rice มหัศจรรย์แห่งรัก โดยได้ร่วมกับสำนักทะเบียนอำเภอเมืองพะเยา จดทะเบียนสมรสคู่รัก บริเวณแปลงนาสายรุ้ง Phayao Rainbow Rice ซึ่งแปลงนาดังกล่าว กรมการข้าวได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินการปลูกข้าวสรรพสีบนพื้นที่ตำบลสันป่าม่วง จำนวน 74 ไร่ โดยออกแบบเป็นรูปไดโนเสาร์และนกยูงคอเขียวไทย ซึ่งเป็นสัตว์ประจำจังหวัดพะเยา ผ่านการใช้เทคโนโลยีเป็นเกษตรประณีตช่วยให้ประหยัดเมล็ดพันธุ์ข้าว และเป็นวงจรเกษตรอินทรีย์ ซึ่งผลผลิตจะเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง และสามารถนำใบข้าวสรรพสีไปสกัดสารโปรตีน สารต้านอนุมูลอิสระ และแร่ธาตุอื่น ๆ ซึ่งสามารถสร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับรายได้เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน

– 006

ก.เกษตรฯ ถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เปิดจุดเช็คอิน ‘แปลงข้าวหลากสี’ พะเยา

ก.เกษตรฯ ถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เปิดจุดเช็คอิน 'แปลงข้าวหลากสี' พะเยา

ก.เกษตรฯ ถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เปิดจุดเช็คอิน ‘แปลงข้าวหลากสี’ พะเยา

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.30 น.

รมช.เกษตรฯ เปิดงานรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงพร้อมเปิดจุดเช็คอินใหม่ ‘แปลงข้าวหลากสี’ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกแห่งหนึ่งของ จ.พะเยา

วันนี้ (14 ก.พ.) นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ปี 2568 โดยมีนายธนสาร ธรรมสอน ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรฯ นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนเกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนเกษตรกรทั่วไป และประชาชน เข้าร่วม ที่แปลงนาศูนย์ข้าวชุมชนบ้านสันป่าม่วง ต.สันป่าม่วง อ.เมือง จ.พะเยา ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มทำการผลิตข้าวแบบนาแปลงใหญ่และเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวอย่างเหมาะสมนำไปสู่การผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูงถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าวด้านการลดต้นทุนการผลิตการเพิ่มผลผลิตการพัฒนาคุณภาพผลผลิตการตลาดและการบริหารจัดการกลุ่มรวมถึงสร้างช่องทางการตลาดในการจำหน่ายข้าวผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านแหล่งเรียนรู้เชิงเกษตรเพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนมีความเข้มแข็งและมีรายได้ที่มั่นคง

นอกจากนี้ รมช.เกษตรฯ ยังเป็นประธานเปิดงาน “บอกรักที่แปลงข้าวหลากสี” เที่ยวพะเยาลองแล้วจะหลงรักRainBow Rice มหัศจรรย์แห่งรัก” ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมการข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจังหวัดพะเยา ได้พัฒนาพื้นที่ 74 ไร่ให้เป็นแปลงเรียนรู้การปลูกข้าว 7 สีที่เป็นการต่อยอดการพัฒนากิจกรรมของศูนย์ข้าวชุมชนบ้านสันป่าม่วง ต.สันป่าม่วง อ.เมือง จ.พะเยา ให้เป็นศูนย์เรียนรู้และสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรประกอบด้วยข้าวหลากหลายสายพันธุ์ที่มีสีสันแตกต่างกันไปซึ่งสามารถพัฒนาต่อยอดเป็น Super Food เพิ่มมูลค่าข้าวสามารถสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกรได้และภายในงานยังมีการปลูกข้าวหลากสีเป็นรูปไดโนเสาร์และนกยูงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ จ.พะเยา ที่นอกจากเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้เทคโนโลยีเป็นเกษตรประณีตแล้วยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารและยกระดับรายได้เกษตรกรได้อย่างยั่งยืนอีกทั้งยังเป็นการพัฒนาแปลงนาหลากสีให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกแห่งหนึ่งของ จ.พะเยา

“การจัดงานครั้งนี้นอกจากเป็นการรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้วยังเป็นการเปิดตัวแปลงข้าวหลากสีซึ่งสามารถมองเห็นสีของข้าวในแปลงได้ชัดเจนคล้ายกับสีของสายรุ้งโดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของ จ.พะเยา อีกแห่งหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวศึกษาทางด้านการเกษตรให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนโดยทั่วไปโดยในวันนี้ยังมีกิจกรรมเชิญคู่รักมาร่วมจดทะเบียนสมรสในวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ 2568 โดยได้รับเกียรติจากคู่รักซึ่งมีความประสงค์จดทะเบียนสมรสและนายทะเบียน อ.เมือง จ.พะเยา มาดำเนินการจดทะเบียนสมรสนอกสถานที่ ซึ่งผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีจดทะเบียนสมรสครั้งนี้และขออวยพรและแสดงความยินดีกับความรักของทุกคู่ขอให้ครองรักกันอย่างมีความสุขสมหวังตลอดไป” นายอัครา กล่าว

015

กรมประมงผลักดันนวัตกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำเน้นใช้พลังงานสะอาด

กรมประมงผลักดันนวัตกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำเน้นใช้พลังงานสะอาด

กรมประมงผลักดันนวัตกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำเน้นใช้พลังงานสะอาด

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.17 น.

รมช.เกษตรฯ อัครา หนุนกรมประมง ใช้พลังงานสะอาด ผลักดันนวัตกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ

วันนี้ (14 ก.พ.) นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตามที่นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านประมง โดยมีนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี Agri-tech มาใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยการนำเอานวัตกรรมต่างๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพสูงและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร ซึ่งจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจการเกษตรของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมประมงจึงได้ดำเนินโครงการพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ในชื่อ “Support to upscaling and adoption of innovations and good practices on energy use efficiency in aquaculture in Thailand” ซึ่งมีเป้าหมายในการศึกษาและพัฒนาแนวทางการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ทั้งนี้ กรมประมงได้เริ่มต้นโครงการพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำในพื้นที่นำร่อง 10 จังหวัด โดยแบ่งออกเป็น 8 จังหวัดในพื้นที่ชายฝั่งสำหรับการเลี้ยงกุ้งทะเล ได้แก่ ตราด จันทบุรี สมุทรสาคร ชุมพร  สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง และสงขลา และ 2 จังหวัดในพื้นที่น้ำจืดสำหรับการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ได้แก่ กาฬสินธุ์และราชบุรี ซึ่งโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ภาคเอกชน  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนานวัตกรรมการใช้พลังงานที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงกุ้งทะเล โดยพัฒนา 5 รูปแบบ ได้แก่ 1.ระบบโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก สำหรับเครื่องเติมอากาศในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล 2.ระบบโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ สำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล 3.ระบบมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง สำหรับเครื่องเติมอากาศในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล 4.ระบบควบคุมเครื่องเติมอากาศอัจฉริยะ ในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล และ 5.ระบบโซลาร์เซลล์ร่วมกับระบบควบคุมเครื่องเติมอากาศอัจฉริยะ ในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล และในส่วนของการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม มีการพัฒนา 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.การใช้โซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก (Stand Alone) และ 2.การใช้มิเตอร์ไฟฟ้าแบบ TOU

นอกจากนี้ โครงการฯ ยังได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ได้แก่ การเสริมสร้างทักษะและความรู้ให้กับเกษตรกรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดต้นทุนนโยบายสนับสนุนการให้บริการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานจากสตาร์ทอัพและนักลงทุน การส่งเสริม การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับเกษตรกรในการลงทุนในนวัตกรรมพลังงานทดแทน และการพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรในการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน โดยผลความสำเร็จจากการใช้นวัตกรรมเหล่านี้ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ถึง 18-30% และลดต้นทุนพลังงานลงถึง 22.4-39% ซึ่งทำให้ต้นทุนการเลี้ยงกุ้งทะเลลดลงเป็น 10.1-24.3 บาท ต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2,291-9,433 kCO2e ต่อรอบการเลี้ยง ต่อบ่อ ถือเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย

“กรมประมง เชื่อมั่นว่านวัตกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำนี้ จะเป็นก้าวสำคัญ ในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรในภาคประมงของไทยต่อไป  ในอนาคต” อธิบดีกรมประมง กล่าว

015

อสป.จับมือทัพเรือ ส่งมอบอาหารตามโครงการพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน ปี 2568

อสป.จับมือทัพเรือ ส่งมอบอาหารตามโครงการพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน ปี 2568

อสป.จับมือทัพเรือ ส่งมอบอาหารตามโครงการพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน ปี 2568

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 09.49 น.

อสป. จัดกิจกรรมด้าน CSR ร่วมกับทัพเรือภาคที่ 1 เป็นปีที่ 9 จัดพิธีน้อมเกล้าฯ ถวายปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ประจำปี 2568

นายปรีดา ยังสุขสถาพร ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา (อสป.) ร่วมจัดกิจกรรมด้าน CSR กับทัพเรือภาคที่ 1 เป็นปีที่ 9 โดยพิธีส่งมอบปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ประจำปี 2568 โดยได้รับเกียรติจาก พล.ต.ต.วรากร  อยู่อย่างไท กรรมการองค์การสะพานปลา เป็นประธานเปิดพิธีส่งมอบฯ พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงานองค์การสะพานปลา ร่วมพิธีน้อมเกล้าฯ ถวายปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ทั้งนี้ องค์การสะพานปลาร่วมกับกองทัพเรือภาคที่ 1 จัดพิธีน้อมเกล้าฯ เพื่อถวายแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการตามพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน ประจำปี 2568 ร่วมน้อมเกล้าฯ ถวายปลากระป๋อง 8,000 กระป๋อง ส่งมอบให้กับ พล.ร.ต.ประจักษ์  พูลสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ผู้แทนกองทัพเรือ พร้อมปล่อยขบวนรถยนต์ลำเลียงปลาฯและสิ่งของพระราชทาน ออกเดินทางจากองค์การสะพานปลาไปโรงเรียนบ้านพะเด๊ะ อ.แม่สอด จ.ตาก

ทั้งนี้ ได้มีนายสุทักษ์ จิระรัตนวงศ์ รอง ผอ.องค์การสะพานปลา นางจิรฐา ฤทธิ์อร่าม หัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการประมง พร้อมคณะ ร่วมเดินทางส่งมอบปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน พระราชทาน โครงการตามพระราชดำริต่อตานโรคขาดสารไอโอดีน ส่วนพระองค์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปยังโรงเรียนบ้านพะเด๊ะ อ.แม่สอด จ.ตาก  โดยมี พล.ร.ท.อาภา ชพานนท์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ในฐานะผู้แทนกองทัพเรือ เป็นประธานในพิธีส่งมอบปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ให้แก่ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ในฐานะผู้แทนโครงการส่วนพระองค์ในพื้นที่ จ.ตาก รวมถึงมีคณะครู ผู้แทนโรงเรียนบ้านพะเด๊ะ , โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ท่านผู้หญิงทวี มณีนุช ,  โรงเรียนท่านผู้หญิงพรสม กุลฑลจินดา , โรงเรียนบ้านสามหมื่น , โรงเรียนชุมชนบ้านท่าสองยาง ร่วมรับมอบด้วย ซึ่งทางทัพเรือภาคที่ 1 ได้มีการจัดส่งตามที่สำนักงานโครงการส่วนพระองค์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้กำหนดแผนการแจกจ่ายส่งมอบ ผ่านหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องไปยังโรงเรียนต่างๆ รวมทั้งสิ้น 44 แห่ง เป็นที่เรียบร้อย

015

กรมชลประทาน จ้างแรงงานเกษตรช่วยเหลือเกษตรกร ตั้งเป้าจ้างงานทั่วประเทศ

กรมชลประทาน จ้างแรงงานเกษตรช่วยเหลือเกษตรกร ตั้งเป้าจ้างงานทั่วประเทศ

กรมชลประทาน จ้างแรงงานเกษตรช่วยเหลือเกษตรกร ตั้งเป้าจ้างงานทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 09.28 น.

กรมชลประทาน  เดินหน้าโครงการจ้างแรงงานช่วยเหลือเกษตรกร ปี 2568 ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อช่วยเกษตรกรทั่วประเทศ ตั้งเป้าจ้างแรงงานทั่วทุกภาค สร้างรายได้ให้เกษตรกรกว่า 84,716 คน

วันนี้ (14 ก.พ.) นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงความก้าวหน้าการดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ปี 2568 ว่า กรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการจ้างแรงงาน ตามนโยบายการช่วยเหลือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   ที่ต้องการสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรและประชาชน  โดยในปี 2568 มีแผนจ้างแรงงานทั่วประเทศ เพื่อปฏิบัติงานด้านซ่อมแซม  บำรุงรักษา ขุดลอก  ปรับปรุงงานชลประทาน  ก่อสร้างระบบส่งน้ำและแหล่งน้ำเพื่อชุมชน  ตลอดจนส่งเสริมการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  จำนวน 84,716 คน  ระยะเวลาการดำเนินงานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนกันยายน 2568  จนถึงขณะนี้ทั่วประเทศ  มีการจ้างแรงงานไปแล้วกว่า  21,022 คน  หรือคิดเป็นร้อยละ 24  ของแผนฯ ยังสามารถจ้างแรงงานให้ครบตามเป้าที่กำหนดได้อีกประมาณ 63,000 คน

ทั้งนี้ มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจ้างแรงงาน ดังนี้ เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร เกษตรกรในพื้นที่ หรือสมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทาน  รวมถึงประชาชนและผู้ใช้แรงงานทั่วไปในพื้นที่ดำเนินโครงการฯ ซึ่งหากแรงงานที่ต้องการในพื้นที่เป้าหมายมีไม่เพียงพอ จะพิจารณาจ้างแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียงจากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ

กรมชลประทาน จึงขอเชิญชวนเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมสมัครรับจ้างแรงงานชลประทานตามเกณฑ์ที่กำหนด ได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางสายด่วนกรมชลประทาน หมายเลข 1460  ได้ตลอดเวลา

‘นฤมล’ตั้งศูนย์C4IRในไทย สนับสนุนข้อมูลภาคการเกษตร

‘นฤมล’ตั้งศูนย์C4IRในไทย  สนับสนุนข้อมูลภาคการเกษตร

‘นฤมล’ตั้งศูนย์C4IRในไทย สนับสนุนข้อมูลภาคการเกษตร

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุม Multilateral Meeting: Centre for the Fourth Industrial Revolution(C4IR) ในประเทศไทย พร้อมด้วย รมว.ต่างประเทศ CEO ภาคเอกชนไทย และผู้แทน World Economic Forum โดยหารือถึงแนวทางการจัดตั้งศูนย์ฯ ในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการปฏิรูประบบอาหารและภาคการเกษตรเพื่อรับมือและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงทาง เทคโนโลยี ขับเคลื่อนการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเกษตร

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ประเทศไทยยินดีสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ C4IR เพราะถือเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการสมัยใหม่ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมให้ภาคเกษตรมีภูมิคุ้มกันตลอดจนสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงอาหาร อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งศูนย์ฯ ต้องอาศัยความร่วมมือของภาคเอกชนไทย และหารือในกระบวนการภายในประเทศต่อไป

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ร่วมมือและรับความช่วยเหลือทางวิชาการจากองค์การระหว่างประเทศต่างๆ มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น GIZ FAO และ ADB ในเรื่องการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เกษตรกรไทยเกิดภูมิคุ้มกัน สามารถทำการเกษตรท่ามกลางความท้าทายต่างๆ ได้ ซึ่งระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตรจากองค์การระหว่างประเทศ เช่น โครงการการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตร เพื่อเพิ่มความยั่งยืนและการฟื้นตัวของพื้นที่สูง โดยได้รับงบประมาณกองทุนเพื่อการลดความยากจนของรัฐบาลญี่ปุ่น ดำเนินการโดยธนาคารพัฒนาเอเชีย ซึ่งมี จ.น่าน เป็นพื้นที่เป้าหมาย เพราะเป็นพื้นที่เผชิญปัญหาการชะล้างพังทลายของดินและการขาดแคลนน้ำ

“การจัดตั้งศูนย์ C4IR ที่ประเทศไทย จะเป็นการเปิดโอกาสสำคัญให้หน่วยงานของไทย ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้
ประสบการณ์ แนวปฏิบัติ และบทเรียนที่ผ่านมาของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการเกษตร รวมถึงการพัฒนาภาคการเกษตรสู่ความยั่งยืน ร่วมกับเครือข่าย C4IR ของประเทศอื่น แน่นอนว่าภาคการเกษตรเป็นภาคที่สำคัญในการช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจประเทศ ดังนั้น การพัฒนาภาคเกษตรไปสู่ความยั่งยืน จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและยกระดับภาคการเกษตรไทย” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯทรงเป็นประธาน เปิดงานเทศกาลโคนมฯ มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

กรมสมเด็จพระเทพฯ  เสด็จฯทรงเป็นประธาน  เปิดงานเทศกาลโคนมฯ  มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯทรงเป็นประธาน เปิดงานเทศกาลโคนมฯ มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2568 ที่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี พร้อมทั้งเสด็จฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการต่างๆ ภายในงาน โดยมีนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงเกษตรฯ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และประชาชน เฝ้าฯรับเสด็จ

สำหรับงานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “โคนมไทย พิชิตเป้าหมายสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ที่พระราชทานอาชีพเลี้ยงโคนมแก่พสกนิกรชาวไทย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทย ทำให้ได้มีนมกล่องแรกของคนไทย ภายใต้ชื่อ นมไทย-เดนมาร์ค นมโคแท้ 100% ไม่ผสมนมผง ไว้บริโภคได้อย่างพอเพียง อีกทั้งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศไทย ตลอดจนเป็นเวทีให้ผู้เกี่ยวข้องในวงการอุตสาหกรรมโคนมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนความรู้

ทั้งนี้ งานที่จัดขึ้นทาง อ.ส.ค.เป็นผู้ดำเนินการเป็นประจำทุกปี เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้แสดงความสามารถในการปรับปรุงพันธุ์โคนมและแสดงศักยภาพในการให้ผลผลิตน้ำนมดิบของโคนม

ปลัดฯหารือชุมนุมสหกรณ์ฯ เร่งบริหารจัดการน้ำนมดิบ

ปลัดฯหารือชุมนุมสหกรณ์ฯ เร่งบริหารจัดการน้ำนมดิบ

ปลัดฯหารือชุมนุมสหกรณ์ฯ เร่งบริหารจัดการน้ำนมดิบ

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หารือ : นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือสมาชิกชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด โดยร่วมกันวางแนวทางบริหารจัดการน้ำนมดิบและแก้ปัญหาเงินทุนหมุนเวียนต่างๆ โดยมอบหมายให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับสมาชิกชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด นำโดย นายสมพงษ์ภูพานเพชร ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งมีนายรัตนะ สวามีชัย คณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และนายสมพร ศรีเมือง ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เข้าร่วม ที่ห้องประชุม 135 กระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ สามารถสรุปสาระสำคัญของการหารือในครั้งนี้ ประกอบด้วย การร่วมกันวางแนวทางบริหารจัดการน้ำนมดิบ และการแก้ไขปัญหาเงินทุนหมุนเวียนต่างๆ ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรเทาปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมต่อไป

3หน่วยงานทำMOUต่อต้านการทุจริต

3หน่วยงานทำMOUต่อต้านการทุจริต

3หน่วยงานทำMOUต่อต้านการทุจริต

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการประสานความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินผ่านกิจการสหกรณ์ ระหว่างนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กับนายสุเทพบวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ว่าการลงนาม MOU ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อขานรับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต รวมถึงสร้างความโปร่งใสในระบบสหกรณ์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะในภาคการเกษตร

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้สหกรณ์ตกเป็นเครื่องมือของการกระทำผิดกฎหมาย โดยปรับปรุง MOU ฉบับเดิม มุ่งแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การสนับสนุนด้านทรัพยากรและการสร้างกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งและมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งทางการเงินการบัญชีภาคการเกษตร โดยการพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพการบริหารจัดการทางการเงินให้สหกรณ์และสมาชิกให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐานสากล ครอบคลุมความเสี่ยงในทุกมิติภาคการเกษตร เพื่อยกระดับเกษตรกรไทยให้มีความเข้มแข็งทางด้านการเงินการบัญชี ตลอดจนการลดความเสี่ยง เพิ่มความมั่นคงให้สมาชิกสหกรณ์

ศ.ดร.นฤมล กล่าวอีกว่า เมื่อปี 2558 ทาง ปปง.กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ร่วมลงนาม MOU ฉบับแรก เพื่อขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวร่วมกัน และได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจในหลายด้าน แต่ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ความซับซ้อนของการกระทำผิด และมีการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ รวมทั้งมีรูปแบบการกระทำการทุจริตที่หลากหลาย จึงประสานความร่วมมือเพื่อปรับปรุง MOU ฉบับใหม่

หวัดนกทำราคาไข่สหรัฐพุ่ง! ไทยต้องเข้มมาตรการป้องกันโรคและทบทวนการพึ่งพาพ่อแม่พันธุ์ในประเทศ

หวัดนกทำราคาไข่สหรัฐพุ่ง! ไทยต้องเข้มมาตรการป้องกันโรคและทบทวนการพึ่งพาพ่อแม่พันธุ์ในประเทศ

หวัดนกทำราคาไข่สหรัฐพุ่ง! ไทยต้องเข้มมาตรการป้องกันโรคและทบทวนการพึ่งพาพ่อแม่พันธุ์ในประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 20.18 น.

หวัดนกทำราคาไข่สหรัฐพุ่ง! ไทยต้องเข้มมาตรการป้องกันโรคและทบทวนการพึ่งพาพ่อแม่พันธุ์ในประเทศ

เกษตรกรและผู้ประกอบการภาคเกษตรปศุสัตว์ของไทย ต่างตระหนักดีถึงปัญหาโรคระบาดสัตว์ ซึ่งเป็นปัจจัยกระทบที่ยากต่อการควบคุม ยิ่งถ้าเกิดขึ้นในประเทศที่ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสัตว์มีชีวิตหรือผลิตภัณฑ์ด้วยแล้ว ย่อมมีความเสี่ยงอย่างสูงที่จะนำพาโรคเหล่านั้นติดเข้ามาระบาดในไทยด้วย

ยกตัวอย่างเช่นขณะนี้ กำลังเกิดการระบาดของไข้หวัดนกในสหรัฐฯ และกำลังทำให้เกิดปัญหาซัพพลาย-ดีมานด์ที่ไม่สมดุลภายในประเทศของเขา ราคาไข่ไก่ในสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 5.29 ดอลลาร์ต่อโหล หรือฟองละ 15 บาท ร้านอาหารชื่อดังในอเมริกาอย่าง Waffle House ขึ้นราคาอาหารประเภทไข่ฟองละ 50 เซนต์ หรือราว 16 บาท โดยเรียกว่า “ค่าธรรมเนียมไข่” (egg surcharge) และในรัฐเพนซิลเวเนียยังเกิดการขโมยไข่ไก่ 1 แสนฟอง อีกด้วย สะท้อนความร้ายแรงของโรคไข้หวัดนกที่กระทบทั้งชีวิตคน และกระทบเศรษฐกิจของชาติ แม้แต่มหาอำนาจอย่างสหรัฐก็ไม่เว้น

และไม่ใช่แค่ในสหรัฐ ปัจจุบันในยุโรปหลายประเทศก็กำลังเกิดไข้หวัดนกเช่นเดียวกัน ทั้งฝรั่งเศส เยอรมนี ฮังการี เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ รวมถึงจีน และอินเดีย นับเป็นโรคอันตรายที่ประเทศไทยต้องป้องกันอย่างเต็มที่

กรณีเช่นนี้จำเป็นต้องป้องกันตั้งแต่ต้นทาง และควรเพิ่มความเข้มงวดในมาตรการควบคุม ทั้งเรื่องการนำเข้าสัตว์ปีกมีชีวิตและผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการป้องกันและควบคุมโรคภายในประเทศ ตามมาตรฐานคอมพาร์ทเม้นท์ที่ประเทศไทยมี เพราะโอกาสสุ่มเสี่ยงที่เชื้อไข้หวัดนกจะติดมากับการนำเข้าสัตว์ปีกมีชีวิตและผลิตภัณฑ์นั้นเป็นไปได้สูง

แต่ยังมีข้อเท็จจริงที่ต้องรับรู้กันไว้ คือทุกวันนี้ไทยมีผู้ประกอบการกลุ่มไก่ไข่-ไก่เนื้อ ที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์จากต่างประเทศ และส่วนมากก็นำเข้าจากประเทศที่กำลังเกิดไข้หวัดนกอยู่ในขณะนี้ จริงอยู่ว่า เมื่อเกิดโรคระบาดเช่นนี้ องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (Office International des Epizooties; OIE) ย่อมประกาศห้ามนำเข้าสัตว์ปีกมีชีวิตจากประเทศเหล่านั้น รวมถึงกรมปศุสัตว์ของไทยที่ต้องห้ามนำเข้าด้วย แต่สิ่งที่จะกระทบตามมาคือทำอย่างไรไม่ให้ธุรกิจของผู้ประกอบการเหล่านี้ต้องหยุดชะงัก และเดินหน้าต่อได้อย่างราบรื่น เพราะหากไม่มีพ่อแม่พันธุ์ ย่อมไม่มีแม่ไก่สาวที่จะให้ไข่ และขั้นต่อไปก็คือจะกระทบปริมาณผลผลิตไข่ไก่ที่ผู้บริโภคต้องการใช้

แนวทางการยกระดับและพัฒนาการผลิตพ่อแม่พันธุ์ภายในประเทศของเราเองให้เพียงพอ น่าจะต้องถูกหยิบยกขึ้นมาปัดฝุ่นและพิจารณากันใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาพ่อแม่พันธุ์จากต่างประเทศ ลดความเสี่ยงในการนำเข้าโรคระบาด และลดอุปสรรคให้ผู้ประกอบการไทยเดินหน้าธุรกิจต่อได้อยางราบรื่น

ยิ่งเมื่อเร็วๆ นี้ มีบริษัทแห่งหนึ่งให้ข่าวว่าเพิ่งได้รับอนุมัตินำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่อีก 7,200 ตัว ภายในปี 2568 ก็ยิ่งน่ากังวลว่าจะไปนำเข้ามาจากประเทศไหน เพราะตอนนี้แทบทุกประเทศที่ผลิตพ่อแม่พันธุ์ขาย ก็ล้วนมีการระบาดของไข้หวัดนกกันหมด กลายเป็นความเครียดของผู้คนในวงการไปเสียอีก แบบนี้ต้องเรียกว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องทบทวนในประเด็นนี้อย่างจริงจัง ให้สามารถเพิ่มผลผลิตพ่อแม่พันธุ์รองรับผู้ประกอบการไก่ไข่ในประเทศได้ทันการณ์

โดย : พีรชา พัฒนวิชาญ