เลขาธิการ ส.ป.ก. นำทีมลงพื้นที่ติดตามงานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงฯ บ้านนาอิซาง

เลขาธิการ ส.ป.ก. นำทีมลงพื้นที่ติดตามงานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงฯ บ้านนาอิซาง

เลขาธิการ ส.ป.ก. นำทีมลงพื้นที่ติดตามงานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงฯ บ้านนาอิซาง

วันเสาร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 12.37 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พร้อมด้วย นายสุรชัย ยุทธชนะ รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นายวัฒนา มังธิสาร รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นางสาวชนัญพัทธ์ บุตรศรีธวัฒน์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์ และคณะผู้บริหาร ส.ป.ก. ผู้ตรวจราชการกรม ผู้อำนวยการสำนัก/กอง/ศูนย์ ลงพื้นที่ติดตามงานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ บ้านนาอิซาง ตำบลนายาง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์

การลงพื้นที่ศึกษาดูงานในครั้งนี้ คณะผู้บริหาร ส.ป.ก. ได้เข้ากราบสักการะและขอพรศาลคู่บารมี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และพระยาพิชัยดาบหัก เพื่อความเป็นสิริมงคลและหนุนนำการปฏิบัติภารกิจเป็นผลสำเร็จ จากนั้น เลขาธิการส.ป.ก.และคณะได้เยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริบ้านนาอิซาง ได้พบปะเกษตรกรในพื้นที่ เยี่ยมชมร้านค้า และอุดหนุนสินค้าเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน พร้อมรับฟังการบรรยายประวัติความเป็นมาของศูนย์การเรียนรู้ฯ รวมถึงรายงานปัญหาและอุปสรรค รวมทั้งข้อเสนอแนะ แนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อพัฒนางานและความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้นตลอดไป

-(016)

กรมพัฒนาที่ดิน รณรงค์ ‘ไถกลบตอซังคนละครึ่ง’ ในพื้นที่นาข้าว หยุดเผา! ลดฝุ่น PM 2.5

กรมพัฒนาที่ดิน รณรงค์ 'ไถกลบตอซังคนละครึ่ง' ในพื้นที่นาข้าว  หยุดเผา! ลดฝุ่น PM 2.5

กรมพัฒนาที่ดิน รณรงค์ ‘ไถกลบตอซังคนละครึ่ง’ ในพื้นที่นาข้าว หยุดเผา! ลดฝุ่น PM 2.5

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 21.52 น.

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 เวลา 14.00 น. กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  จัดพิธีเปิดงานโครงการรณรงค์ไถกลบตอซังคนละครึ่ง ภายใต้แนวคิด “สลายตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยได้รับเกียรติจาก นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวรายงาน นายประทีป นทีทวีวัฒน์  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวต้อนรับ นายสุรชาติ มาลาศรี รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านปฏิบัติการ  นายชาคริต อินนะระ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินในสังกัด สพข. 1  ผู้แทนหน่วยงานราชการ เอกชน หมอดินอาสา เกษตรกร เข้าร่วมงานกว่า 300 คน และภายหลังพิธีเปิดรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมสาธิตการไถกลบตอซังและเทน้ำหมักชีวภาพเพื่อย่อยสลายตอซังข้าว ณ แปลงนาเกษตรกร ข้างบริษัท เอส.เค. 2002 การโยธา จำกัด ตำบลคลองสวน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีการถ่ายทอดสด Facebook live ผ่านเพจกรมพัฒนาที่ดิน 

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขานรับนโยบายรัฐบาลในการรณรงค์ให้ประชาชนลดและเลิกการเผาวัสดุทางการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 (PM 2.5) จากภาคการเกษตร โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดิน จัดงาน โครงการรณรงค์ไถกลบตอซังคนละครึ่ง ภายใต้แนวคิด “สลายตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ 2568 และร่วมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2613 ด้วยการไถกลบตอซังข้าวแทนการเผา จึงขอให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกัน เพื่อหยุดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม สนับสนุนและผลักดันกิจกรรมของทุกหน่วยงาน ให้เกิดความตระหนักรู้ ถึงปัญหาจากการเผาที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรดิน ลดปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ

ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า พื้นที่จังหวัดสมุทรปราการสามารถทำนาได้ทั้งปีเนื่องจากอยู่ในเขตชลประทาน หลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตจะมีฟางข้าวและตอซังเหลือในแปลงนาจำนวนมาก  ซึ่งบางส่วนถูกเผาทำลาย ส่งผลให้ดินเสื่อมโทรม สูญเสียจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ และก่อให้เกิดมลพิษ กรมพัฒนาที่ดิน มีภารกิจในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรดิน และเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมให้เกษตรกร ลด ละ เลิก การเผาเศษวัสดุทางการเกษตร จึงมอบหมายให้สถานีพัฒนาที่ดินสมุทรปราการ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 จัดงานโครงการรณรงค์ไถกลบตอซังคนละครึ่ง ภายใต้แนวคิด “สลายตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ 2568  เพื่อสร้างความตระหนักให้เกษตรกรทำเกษตรกรรมที่ไม่เผาฟางและตอซังพืช รวมถึงรณรงค์ ส่งเสริม และสนับสนุนให้องค์ความรู้แก่เกษตรกรในด้านการใช้น้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 เพื่อหมักฟางข้าวและตอซังให้เกิดเป็นปุ๋ยในแปลงนา ร่วมกับการใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้โครงสร้างดินเหมาะสมต่อการเพาะปลูก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี ช่วยลดความเป็นพิษจากดินเค็ม สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน และยังช่วยลดปัญหาหมอกควัน ฝุ่นละออง และลดผลกระทบต่อการเกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในการรณรงค์ให้ประชาชนลด และเลิกการเผาวัสดุทางการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 (PM 2.5) จากภาคการเกษตร และสอดคล้องกับมาตรการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2568 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกด้วย

“กรมพัฒนาที่ดิน จะเดินหน้าส่งเสริมองค์ความรู้ให้เกษตรกรทั่วประเทศ ต่อยอดการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนนโยบายลดการเผาในภาคการเกษตร เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ลดฝุ่น PM 2.5 และสร้างความมั่นคงให้กับภาคเกษตรกรรมไทย“ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่ นายประทีป นทีทวีวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงาน โครงการรณรงค์ไถกลบตอซังคนละครึ่ง ภายใต้แนวคิด “สลายตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ 2568 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน เป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงการไม่เผาฟางและตอซังพืช ลดปัญหาหมอกควัน มลพิษจากฝุ่นควัน ไม่ทำลายโครงสร้างดินและจุลินทรีย์ดินที่เป็นประโยชน์ รวมถึงทำให้เห็นประโยชน์ของการไถกลบตอซังแทนการเผาที่สามารถช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน และปรับปรุงโครงสร้างของดินให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น

กรมการข้าว หารือการจัดซื้อจัดจ้างโครงการสำคัญ ติดตามการใช้งบประมาณให้เป็นไปตามเป้า

กรมการข้าว หารือการจัดซื้อจัดจ้างโครงการสำคัญ ติดตามการใช้งบประมาณให้เป็นไปตามเป้า

กรมการข้าว หารือการจัดซื้อจัดจ้างโครงการสำคัญ ติดตามการใช้งบประมาณให้เป็นไปตามเป้า

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 16.54 น.

กรมการข้าว หารือการจัดซื้อจัดจ้างโครงการสำคัญ ติดตามการใช้งบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมาย

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมหารือการจัดซื้อจัดจ้างโครงการสำคัญของกรมการข้าว โดยมีผู้บริหารกรมการข้าวจากส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค เข้าร่วมการประชุมฯ ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ Zoom Meeting

การประชุมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อติดตาม เร่งรัด การใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมาย ตลอดจนให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น บรรลุวัตถุประสงค์ และเกิดประสิทธิผลกับเกษตรกรอย่างสูงที่สุด

 

เลขาธิการ ส.ป.ก. นำทีมติดตามงาน ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงฯ บ้านนาอิซาง

เลขาธิการ ส.ป.ก. นำทีมติดตามงาน ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงฯ บ้านนาอิซาง

เลขาธิการ ส.ป.ก. นำทีมติดตามงาน ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงฯ บ้านนาอิซาง

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.52 น.

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมด้วย นายสุรชัย ยุทธชนะ, นายวัฒนา มังธิสาร รองเลขาธิการ ส.ป.ก., นางสาวชนัญพัทธ์ บุตรศรีธวัฒน์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์ นำทีมคณะผู้บริหาร ส.ป.ก. ผู้ตรวจราชการ ผอ.สำนัก/กอง/ศูนย์ ลงพื้นที่ติดตามงานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ บ้านนาอิซาง ต.นายาง อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์

การลงพื้นที่ศึกษาดูงานในครั้งนี้ ทางทีมผู้บริหาร ส.ป.ก. ได้เข้ากราบไว้ขอพรศาลคู่บารมีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และท่านพ่อพระยาพิชัยดาบหัก เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเข้าเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริ บ้านนาอิซาง มีการพบปะเกษตรกรในพื้นที่ เยี่ยมชมร้านค้า และอุดหนุนสินค้าเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน ร่วมกันปลูกต้นนายางเป็นที่ระลึก พร้อมรับฟังบรรยายประวัติความเป็นมาของศูนย์การเรียนรู้ฯ รวมถึงรายงานปัญหาและอุปสรรค พร้อมเสนอแนวทางการแก้ไข เพื่อให้ความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ต่อไป

.025

‘รมช.อิทธิ’ เยี่ยม ศวข.ฉะเชิงเทรา ชวนตั้งศูนย์ข้าวชุมชน พร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์-เครื่องจักรทางการเกษตร

'รมช.อิทธิ' เยี่ยม ศวข.ฉะเชิงเทรา ชวนตั้งศูนย์ข้าวชุมชน พร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์-เครื่องจักรทางการเกษตร

‘รมช.อิทธิ’ เยี่ยม ศวข.ฉะเชิงเทรา ชวนตั้งศูนย์ข้าวชุมชน พร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์-เครื่องจักรทางการเกษตร

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 09.38 น.

รมช.อิทธิ เยี่ยม ศวข.ฉะเชิงเทรา รับฟังปัญหาพี่น้องชาวนา ชวนมาร่วมจัดตั้งเป็นศูนย์ข้าวชุมชนกับกรมการข้าว พร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์และเครื่องจักรทางการเกษตร

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เป็นประธานมอบนโยบายการดำเนินงาน และรับฟังปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานของศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา และชาวนาในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายพัฒนศักดิ์ จันทร์ส่อง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวคลองหลวง รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา ผู้บริหารกรมการข้าวจากส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค เจ้าหน้าที่กรมการข้าว ผู้นำชาวนาตลอดจนภาคส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุม ศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา ตำบล ดอนฉิมพลี อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา

โอกาสนี้ในที่ประชุม รมช.อิทธิได้ร่วมพบปะพี่น้องชาวนา เพื่อรับฟังปัญหาอุปสรรคที่พี่น้องชาวนาในพื้นที่ประสบปัญหา โดยนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ได้เชิญชวนให้พี่น้องชาวนาเข้ามาร่วมจัดตั้งเป็นศูนย์ข้าวชุมชนกับกรมการข้าว ซึ่งกรมการข้าวพร้อมจะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว และเครื่องจักรทางการเกษตรที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับศูนย์ข้าวชุมชน อีกทั้งยังเป็นการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ที่เข้าร่วม

ต่อจากนั้น รมช.อิทธิ ได้ร่วมปลูกต้นล่ำซำ ซึ่งถือเป็นไม้มงคลที่ให้ความหมายถึงการนำพาความเจริญรุ่งเรืองและความประสบผลสำเร็จ เพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา และได้ร่วมเดินชมนิทรรศการองค์ความรู้ด้านข้าวที่หน่วยงานกรมการมาร่วมจัดแสดง อาทิ นิทรรศการการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี นวัตกรรมปลอดเผาปลูกข้าวยั่งยืน การจัดแสดงพันธุ์ข้าวพื้นถิ่นในจังหวัดฉะเชิงเทรา (ข้าวหอมจันทร์ฉะเชิงเทรา) เป็นต้น

-(016)

‘อิทธิ’สั่งฝนหลวงฯ บูรณาการทำงาน ลดฝุ่นในเมืองกรุง ให้บิน2รอบต่อวัน

‘อิทธิ’สั่งฝนหลวงฯ  บูรณาการทำงาน  ลดฝุ่นในเมืองกรุง  ให้บิน2รอบต่อวัน

‘อิทธิ’สั่งฝนหลวงฯ บูรณาการทำงาน ลดฝุ่นในเมืองกรุง ให้บิน2รอบต่อวัน

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ว่าได้สั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเร่งปฏิบัติการบรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5 ด้วยการใช้เทคนิคลดอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศผกผันด้วยการโปรยน้ำและโปรยน้ำแข็งแห้ง เพื่อเป็นการเจาะช่องบรรยากาศให้สามารถระบายฝุ่นละอองต่อไปได้ โดยแผนปฏิบัติการของกรมฝนหลวงฯ จะทำการบินทุกวันในช่วงเช้าตั้งแต่ 10.00 น. และช่วงบ่ายตั้งแต่เวลา 14.00 น. ใช้เวลาบินประมาณ20-30 นาที

สำหรับปีนี้เป็นปีแรกที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำการบินในเขตพื้นที่ กทม.โดยบูรณาการร่วมกับ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ในการกำหนดชั้นความสูงและกำหนดพื้นที่ กทม.ชั้นใน เพื่อทำปฏิบัติการลดฝุ่น ซึ่งบางจุดต้องมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางการบินของเครื่องบินเชิงพาณิชย์ชั่วคราว เพื่อให้การปฏิบัติการฝนหลวงได้อย่างปลอดภัย โดยพื้นที่ กทม.ชั้นใน จะจำกัดระดับความสูงไม่เกิน 3,000 ฟุต และหากจะทำการบินในพื้นที่ดังกล่าวได้จะต้องประสานงานล่วงหน้า เพื่อให้เครื่องบินจากสนามบินมีการเปลี่ยนเส้นทางบินชั่วคราว ประมาณ 10-20 นาที หลังจากนั้นจึงจะสามารถใช้เส้นทางบินได้ตามปกติ นับเป็นปีแรกที่กรมฝนหลวงฯ กับ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ร่วมบูรณาการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเขต กทม.ชั้นใน อย่างเป็นรูปธรรม

รองปลัดฯถกคกก.ขับเคลื่อน ส่งเสริมอาชีพเกษตรภาคใต้

รองปลัดฯถกคกก.ขับเคลื่อน  ส่งเสริมอาชีพเกษตรภาคใต้

รองปลัดฯถกคกก.ขับเคลื่อน ส่งเสริมอาชีพเกษตรภาคใต้

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของกระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 1/2568 ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และผ่านระบบการประชุมทางไกลออนไลน์ (Zoom Meeting) โดยมีคณะผู้บริหาร และผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีประเด็นสำคัญเพื่อรับทราบ ดังนี้ 1.การขับเคลื่อนการดำเนินงานขจัดความยากจนและการพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของกระทรวงเกษตรฯ และ 2.แผนงานโครงการพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่ ภายใต้แผนบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของกระทรวงเกษตรฯ ปีงบประมาณ 2568

นอกจากนี้ที่ประชุมได้พิจารณาตัวชี้วัดกระทรวงเกษตรฯ ปีงบประมาณ 2568 (โครงการพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่) และพิจารณาการกำหนดตัวชี้วัดกระทรวงเกษตรฯ ปีงบประมาณ 2569 รวมถึงแนวทางและแผนงานโครงการ ปีงบประมาณ 2569

‘ตะลิงปลิง’พืชริมรั้วสู่โอท็อปทำเงิน

‘ตะลิงปลิง’พืชริมรั้วสู่โอท็อปทำเงิน

‘ตะลิงปลิง’พืชริมรั้วสู่โอท็อปทำเงิน

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ต.ทุ่งกระบือ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง น.ส.สุมาลี เมืองมีศรี หรือพี่ไหม อายุ 43 ปี อดีตพนักงาน อบต.แห่งหนึ่งใน จ.กระบี่ ดีกรีปริญญาโท ได้กลับบ้านเกิดที่ จ.ตรัง เพื่อทำงานอิสระตามที่ตัวเองใฝ่ฝัน ซึ่งเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว เห็นต้นตะลิงปลิงริมรั้วออกลูกดกเต็มต้น แต่ถูกปล่อยให้ร่วงหล่น เพราะขายไม่ได้ราคา ส่วนมากจะขอกินฟรีหรือแจกกันในชุมชน เพื่อเอาไปแกงส้ม ต้มส้ม ต้มยำและตำน้ำพริก โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนมกราคม-ต้นเดือนมีนาคมของทุกปี จะเป็นฤดูกาลของลูกตะลิงปลิงซึ่งมีรสเปรี้ยวฝาด ซึ่ง 1 ปีจะมีให้กินแค่ 1 ครั้ง ทำให้เกษตรกรเกิดแนวคิดที่จะนำลูกตะลิงปลิงริมรั้วไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยรับซื้อลูกตะลิงปลิงผลสดจากชาวบ้านในราคากิโลกรัมละ 8 บาท นำมาล้างทำความสะอาด และดองเกลือทิ้งไว้ 3 คืนก่อนจะนำมาเชื่อมเป็นเวลานาน 4 ชั่วโมง พักไว้ให้อุ่นแล้วตักใส่ถังทิ้งไว้อีก 3 คืนจึงนำมาตากแห้งหรืออบแห้งอีก 1 วัน ก็สามารถบรรจุใส่ถุงขายได้กิโลกรัมละ 500 บาท สร้างรายได้ประมาณ 2,000-2,500 บาทต่อสัปดาห์หรือเดือนละ 10,000 บาท

โดยเกษตรกรได้นำไปขายในงานออกบูธ งานโอท็อป ห้างสรรพสินค้าและที่ตลาดเกษตรทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด ปรากฏว่าผลตอบรับดีเกินคาด มียอดสั่งจองล่วงหน้า จนทำแทบไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า เพราะทำขายเป็นเจ้าเดียวในอำเภอย่านตาขาว จ.ตรัง จึงยังไม่มีคู่แข่ง อีกทั้งมีหลายขั้นตอนที่ต้องใช้เวลา 7-8 วันจึงจะได้กิน ทำให้เกษตรกรรายอื่นถอดใจ ยกเว้นพี่ไหมที่ยังรับซื้อลูกตะลิงปลิง และทำตะลิงปลิงอบแห้งขาย สร้างรายได้เสริมให้อย่างงดงาม ส่วนใครสนใจติดต่อได้ทางเพจ/เฟซบุ๊ก “สุมาลี เมืองมีศรี” หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 089-8684537

เทคโนโลยี ‘4n’ ความหวังในการจัดการปลาหมอคางดำ

เทคโนโลยี '4n' ความหวังในการจัดการปลาหมอคางดำ

เทคโนโลยี ‘4n’ ความหวังในการจัดการปลาหมอคางดำ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 19.18 น.

เทคโนโลยี “4n” ความหวังในการจัดการปลาหมอคางดำ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างร่วมมือกัน เพื่อลดประชากรปลาหมอคางดำอย่างจริงจัง  เห็นได้จากมาตรการต่าง ๆ ที่ภาครัฐเป็นแกนกลางนำดำเนินการ เช่น กิจกรรมลงแขกลงคลองกำจัดปลาหมอคางดำขนาดใหญ่ การอนุญาตให้ใช้เครื่องมือจับปลาบางชนิดที่ผิดกฎหมาย  จากนั้นปล่อยปลานักล่าตามกำจัดลูกปลาหมอคางดำทันที ฯลฯ หลากหลายความพยายามที่เกิดขึ้น กำลังสร้างผลกระทบเชิงบวก นำไปสู่การผลลัพธ์ในการลดพื้นที่ระบาดของปลาหมอคางดำจาก 19 จังหวัด เหลือ 17 จังหวัดในปัจจุบัน  

อีกหนึ่งมาตรการสำคัญและจะเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาวในการควบคุมประชากรปลาหมอคางดำ คือการใช้เทคโนโลยีเหนี่ยวนำโครโมโซม เพื่อทำให้ปลาเป็นหมัน  เป็นไปตามมาตรการที่ 6 จากทั้งหมด 7 มาตรการในการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  วิธีนี้เป็นการนำหลักพันธุศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อการควบคุมการแพร่ขยายพันธุ์ของมัน

เทคนิคนี้จะเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม จากเดิมที่มีจำนวนชุดโครโมโซมตามธรรมชาติ 2 ชุด หรือ 2n ให้เป็นปลาหมอคางดำที่มีชุดโครโมโซม 4 ชุด หรือ 4n  โดยใช้ความร้อนที่อุณหภูมิ 40 °C เป็นระยะเวลา 5 นาที  จากนั้นจะนำปลาหมอคางดำ 4n เพศผู้ ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำเพื่อให้ไปผสมพันธุ์กับปลาหมอคางดำซึ่งมีชุดโครโมโซม 2n ในธรรมชาติ โดยลูกปลาหมอคางดำที่ได้จากการผสมในลักษณะนี้จะเป็นลูกปลา ที่มีชุดโครโมโซม 3 ชุด หรือ 3n  และเป็นปลาที่มีลักษณะเป็นหมัน ไม่สามารถสืบพันธุ์ต่อไปได้

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์นี้ไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานการจัดการระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เมื่ออธิบดีกรมประมงประกาศความสำเร็จเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2568 มันไม่ใช่แค่ข่าวดี แต่เป็นสัญญาณแห่งความหวังที่จับต้องได้

“มาตรการนี้จะช่วยลดจำนวนปลาชนิดนี้ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ  นับเป็นก้าวสำคัญในการควบคุมประชากรของปลาชนิดนี้ในอนาคต”  อธิบดีกรมประมงกล่าว ขณะปล่อยปลาหมอคางดำที่ได้รับการเหนี่ยวนำโครโมโซมให้เกิดลูกเป็นหมันลงในแหล่งน้ำ

อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการสร้างปลา 4n จำนวนมากให้เพียงพอ และยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ซึ่งคาดว่า โครงการนี้จะสัมฤทธิ์ผล ควบคุมประชากรปลาหมอคางดำให้อยู่หมัดได้ภายใน 3 ปี  

เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยในการควบคุมปลาหมอคางดำ แต่ยังมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ ที่ต้องการควบคุมประชากรสัตว์น้ำที่ก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาวได้อย่างเป็นระบบยิ่งขึ้น การปล่อยปลา 4n ลงในแหล่งน้ำที่มีการระบาดอยู่ ถือเป็นการเดินหน้าอย่างมั่นคง  ช่วยสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศ และจะตามด้วยการปล่อยปลาพื้นถิ่นฟื้นฟูระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่ต่อไป 

ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำที่เกิดขึ้นตลอดช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามและความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และหนึ่งในความร่วมมือที่น่าสนใจคือ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ที่ประกาศรับซื้อปลาหมอคางดำในเฟส 2 จำนวน 600,000 กิโลกรัม โดยจะนำไปผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพที่ใช้ในสวนยางพารา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด นี่คือตัวอย่างที่ดีในการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ที่ทุก ๆ คนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ไขปัญหานี้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเกินจริง ขอเพียงอย่าให้เสียงจากคนบางกลุ่มที่พยายามสร้างกระแสสวนทาง มาบั่นทอนกำลังใจของคนทำงานได้เท่านั้นพอ./  

เรื่องโดย นิกร ประกอบดี

หนุนเกษตรกรเข้มแข็ง! ประมงเพชรบุรี-ซีพีเอฟ เปิดกองทุนปลากะพงสู้ภัยปลาหมอคางดำ

หนุนเกษตรกรเข้มแข็ง! ประมงเพชรบุรี-ซีพีเอฟ เปิดกองทุนปลากะพงสู้ภัยปลาหมอคางดำ

หนุนเกษตรกรเข้มแข็ง! ประมงเพชรบุรี-ซีพีเอฟ เปิดกองทุนปลากะพงสู้ภัยปลาหมอคางดำ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.57 น.

สำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี ร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรตำบลน้ำเค็ม อำเภอเขาย้อย จัดตั้ง “กองทุนปลากะพง” ขึ้นเพื่อให้เกษตรกรสามารถมีปลานักล่าเพื่อจัดการปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงกึ่งธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นคงให้ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น คิกออฟสนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงขาวจำนวน 5,000 ตัวแก่เกษตรกร 24 ราย  

นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากความต้องการของพี่น้องเกษตรกรในการจัดการปลาหมอคางดำในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมงเพชรบุรีร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรตำบลเขาย้อย จัดตั้ง “กองทุนปลากะพง” ช่วยให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเขาย้อยมีเงินทุนหมุนเวียนในการจัดหาปลานักล่า เริ่มต้นจากเกษตรกร 24 ราย และจะขยายผลไปให้เกษตรกรรายอื่นต่อไป โดยมีบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงเป็นทุนตั้งต้นสำหรับการเปิดตัวโครงการครั้งนี้ 

“กองทุนปลากะพง เกษตรกรรุ่นแรกนำปลานักล่าที่เลี้ยงเพื่อเป็นปลานักล่าในบ่อมาจำหน่ายเพื่อนำเงินมาต่อยอดเป็นกองทุนหมุนเวียน ใช้ซื้อปลานักล่าขนาดเล็กสำหรับนำไปปล่อยในบ่อของเกษตรกรรายอื่นๆ ในกลุ่มต่อไป เพื่อให้เกษตรกรได้มีผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำดีขึ้น นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถฟื้นฟูอาชีพและรักษาสมดุลระบบนิเวศในพื้นที่อย่างยั่งยืน” นายประจวบกล่าว

ประมงเพชรบุรี ดำเนินโครงการ “กองทุนปลากะพง” เพื่อแก้ปัญหาปลาหมอคางดำแบบครบวงจร โดยดำเนินการควบคู่กับการควบคุมปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ อาทิ กิจกรรม “ลงแขกลงคลอง”  การปล่อยปลานักล่า การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำปลาร้าหมอคางดำ การทำน้ำปลาหับเผย ที่ประมงเพชรบุรีตั้งเป้าผลักดันให้เป็นสินค้าประจำจังหวัดต่อไป ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร เศรษฐกิจของชุมชน รวมถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศ

ด้าน นางกาญจนา โชติช่วง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตำบลบางเค็ม กล่าวว่า พันธุ์ปลากะพงขาวที่ได้รับการสนับสนุนจำนวน 5,000 ตัวจะแจกจ่ายให้เกษตรกรรายละประมาณ 200-220 ตัว สำหรับนำไปปล่อยในบ่อดินที่ใช้เลี้ยงกุ้งและปู เพื่อช่วยลดจำนวนปลาหมอคางดำ ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศของบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ช่วยให้เกษตรกรมีผลผลิตที่ดี

ขณะที่ นายพล ป้านสุวรรณ เกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ กล่าวว่า “ปลากะพงขาวจะถูกนำไปปล่อยในบ่อเลี้ยงกุ้ง ปลากะพงสามารถหากินเองได้ โดยจัดการลูกปลาหมอคางดำ ช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์ของเกษตรกร และมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการนำปลากะพงมาจำหน่ายอีกด้วย”

นอกจากนี้ กรมประมงยังเดินหน้าส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับกลุ่มเกษตรกรเกี่ยวกับแนวทางการจัดการปลาหมอคางดำ ควบคู่กับการพัฒนาเพาะพันธุ์ปลาหมอคางดำ 4n เพื่อกระจายไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงผลักดันให้เกิดการใช้วิธีธรรมชาติในการควบคุมประชากรปลาหมอคางดำ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ