กรมชลฯคุมเข้ม บริหารน้ำฤดูแล้ง ใช้อย่างประหยัด จัดหาน้ำสำรอง

กรมชลฯคุมเข้ม  บริหารน้ำฤดูแล้ง  ใช้อย่างประหยัด  จัดหาน้ำสำรอง

กรมชลฯคุมเข้ม บริหารน้ำฤดูแล้ง ใช้อย่างประหยัด จัดหาน้ำสำรอง

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบัน ว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 57,673 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 76% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 33,731 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 18,939 ล้าน ลบ.ม. (76% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 12,243 ล้าน ลบ.ม. จนถึงขณะนี้ทั้งประเทศมีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 12,294 ล้าน ลบ.ม. (42% จากแผนฯ) เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาจัดสรรน้ำไปแล้ว 4,009 ล้าน ลบ.ม. (45% จากแผนฯ) ด้านผลการเพาะปลูกพืชทั้งประเทศมีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้วรวม 7.95 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการเพาะปลูกข้าวนาปรังแล้ว 5.97 ล้านไร่

ทั้งนี้ ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ได้กำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศเดินหน้าบริหารจัดการน้ำตามแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งอย่างเคร่งครัด พิจารณาปรับแผนการระบายน้ำให้มีความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ด้วยความประณีต ควบคู่ไปกับการจัดหาแหล่งน้ำสำรองและเก็บกักน้ำให้มากที่สุด ตลอดจนขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันรณรงค์ให้มีการใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการใช้งานในทุกกิจกรรมตลอดช่วงฤดูแล้งนี้ต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูฝนหน้าเป็นไปตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์

‘อธิบดีทวีศักดิ์’ร่วมงานเชิดชูเกียรติ’วันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดิน ปี 2568’

'อธิบดีทวีศักดิ์'ร่วมงานเชิดชูเกียรติ'วันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดิน ปี 2568'

‘อธิบดีทวีศักดิ์’ร่วมงานเชิดชูเกียรติ’วันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดิน ปี 2568’

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 16.53 น.

กระทรวงเกษตรฯ จัดงานเชิดชูเกียรติ “วันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดิน ปี 2568” โชว์พลังเครือข่ายหมอดินอาสา ขับเคลื่อนงานพัฒนาที่ดินสู่เกษตรกรไทยด้วยวิถีพอเพียง พร้อมเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านการพัฒนาที่ดิน ลดต้นทุนการผลิต และสร้างอาหารปลอดภัยได้อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดิน ปี 2568” ภายใต้หัวข้อ “หมอดินอาสา พัฒนาดินดี ตามวิถีเกษตรพอเพียง” โดยมี นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน นายเกียรติปราโมทย์ ฉายศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินและหมอดินอาสา เข้าร่วม ณ ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และถ่ายทอดสดพร้อมกันผ่านระบบ Video conference application zoom ไปยังสถานีพัฒนาที่ดินตัวแทน 5 ภาค และสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดทั่วประเทศ และถ่ายทอดสด (Live) ผ่านเพจเฟซบุ๊กกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งการจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแก่หมอดินอาสา อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างหมอดินอาสาและเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน รวมถึงเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้หมอดินอาสาในการช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายหมอดินอาสา โดยกิจกรรมภายในงานมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการพัฒนาดินและการส่งเสริมวิถีเกษตรพอเพียง การแสดงสินค้าของหมอดินอาสาที่โดดเด่น เน้นการสร้างแบรนสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ การมอบรางวัลให้แก่หมอดินอาสาที่มีผลงานดีเด่น และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า หมอดินอาสาเป็นกลไกการพัฒนาทางการเกษตรที่สำคัญที่ช่วยผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน สามารถผลิตอาหารที่ปลอดภัย เป็นที่ต้องการของตลาดและผู้บริโภค ส่งผลให้เกิดรายได้ คุณภาพชีวิตดีขึ้น ตลอดจนการช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในการทำเป็นปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ มีการบริหารจัดการทรัพยากรดิน เพื่อลดต้นทุนการผลิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรไทย จึงขอชื่นชมหมอดินอาสาทุกท่าน ที่ท่านทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยไม่หวังผลตอบแทน อีกทั้งยังเป็นกำลังสำคัญของกลไกการพัฒนาด้านการเกษตร และขอชื่นชมเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินที่ร่วมมือกันพัฒนาเครือข่ายหมอดินอาสาให้มีความเข้มแข็งจนเป็นที่ประจักษ์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งความสำเร็จดังกล่าว ทำให้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ และสมัชชาความร่วมมือดินโลกนำไปใช้เป็นต้นแบบโครงการหมอดินนานาชาติ เพื่อส่งเสริมให้ทั่วโลกสร้างเครือข่ายผู้นำการจัดการดินอย่างยั่งยืนตามแบบอย่างหมอดินอาสาของประเทศไทย

“การจัดงานวันหมอดินอาสากรมพัฒนาที่ดิน ปี 2568 ในวันนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการรวมพลังสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายความร่วมมือระหว่างข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และหมอดินอาสาทั่วประเทศ อีกทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องการยกระดับ เพิ่มรายได้ และพัฒนาเครือข่ายเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายหมอดินอาสาที่ตั้งเป้าให้มีความปราดเปรื่องในการพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตร สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ ตลอดจนการช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในการทำเป็นปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ มีการบริหารจัดการทรัพยากรดินเพื่อลดต้นทุนการผลิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงทางอาหารและสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรไทย” นายอัครา กล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้ริเริ่มโครงการ “หมอดินอาสา” ตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 ปัจจุบันมีหมอดินอาสา จำนวน 77,777 คน ซึ่งความสำเร็จของหมอดินอาสา ทำให้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ และสมัชชาความร่วมมือดินโลก นำไปขยายเป็นโครงการหมอดินนานาชาติ เพื่อเป็นแนวทางให้ทั่วโลกนำไปเป็นต้นแบบในการสร้างเครือข่ายผู้นำการจัดการดินอย่างยั่งยืน และด้วยตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดินจึงกำหนดให้วันที่ 10 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันหมอดินอาสา เพื่อเชิดชูเกียรติแก่หมอดินอาสาที่เสียสละทุ่มเททำงานเคียงคู่กับเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินและสร้างคุณประโยชน์ต่อสาธารณชนมาอย่างยาวนาน

ผู้บริโภคเฮ! ไข่ไก่ปรับลดราคาลงแผงละ 6 บาท มีผลวันนี้

ผู้บริโภคเฮ! ไข่ไก่ปรับลดราคาลงแผงละ 6 บาท มีผลวันนี้

ผู้บริโภคเฮ! ไข่ไก่ปรับลดราคาลงแผงละ 6 บาท มีผลวันนี้

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 12.49 น.

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด 

ประกาศแจ้งสมาชิก ลดราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม ฟองละ 20 สต. หรือแผงละ 6 บาท เหลือฟองละ 3.40 บาท มีผลตั้งแต่วันนี้ (10 ก.พ.) ส่งผลให้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม น้ำหนัก 20.5 กก.ขึ้นไป จากปัจจุบันฟองละ 3.60 บาท อยู่ที่ฟองละ 3.40 บาท

ปลัดฯแก้ปัญหาฝุ่น เร่งรัดบริหารจัดการ เพิ่มแรงจูงใจไม่เผา ให้ตระหนักถึงโทษ

ลัดฯแก้ปัญหาฝุ่น  เร่งรัดบริหารจัดการ  เพิ่มแรงจูงใจไม่เผา  ให้ตระหนักถึงโทษ

ปลัดฯแก้ปัญหาฝุ่น เร่งรัดบริหารจัดการ เพิ่มแรงจูงใจไม่เผา ให้ตระหนักถึงโทษ

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ว่าได้เตรียมขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ภาคการเกษตร ในระดับพื้นที่ รวมทั้งมาตรการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรที่ไม่เผา จะได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ จากทางภาครัฐ นอกจากนี้ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานในระดับภูมิภาค เร่งสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรได้ตระหนักถึงโทษของการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม และเตรียมความพร้อมในการปรับตัวเพื่อรองรับมาตรการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ด้วย

ส่วนผลการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล พบว่าภายหลังปฏิบัติการฝนหลวง
ค่าความเข้มข้นฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) มีแนวโน้มลดลง ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และจากการจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษมากที่สุด พบว่าอันดับของ กทม.จากเดิมที่มีค่าคุณภาพอากาศ (AQI) เท่ากับ 168 (อันดับที่ 14) เปลี่ยนเป็นค่าคุณภาพอากาศ (AQI) เท่ากับ 134 (อันดับที่ 21) แสดงว่า กทม.เป็นเมืองที่มีค่ามลพิษทางอากาศลดลง เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแนวโน้มคุณภาพอากาศภาพรวมในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล จะดีขึ้นตามลำดับก็ตาม แต่ยังต้องขอความร่วมมือจากประชาชนและเกษตรกร ร่วมกันลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลภาวะและฝุ่นละอองในอากาศรวมทั้งลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง

‘นฤมล’ประกาศในที่ประชุมฯ ไทยทำนาลดการปล่อยก๊าซมีเทน

‘นฤมล’ประกาศในที่ประชุมฯ  ไทยทำนาลดการปล่อยก๊าซมีเทน

‘นฤมล’ประกาศในที่ประชุมฯ ไทยทำนาลดการปล่อยก๊าซมีเทน

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ร่วมถก : ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมและเสวนา Meeting of the First Movers Coalition Leaders ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ โดยเสนอถึงความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวน ซึ่งไทยได้ทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ลดการปล่อยก๊าซมีเทน ต่อยอดเป็นคาร์บอนเครดิต

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมและเสวนา Meeting of the First Movers Coalition Leaders ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ ในระหว่างผู้นำของภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนความสำเร็จและแนวทางในการผลักดันให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว

ศ.ดร.นฤมล ได้นำเสนอในที่ประชุม ว่าประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทาย ทั้งจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน รวมถึงเกษตรกรไทยที่สูงวัย
มากขึ้น ทำให้ต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในภาคการเกษตร เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประกอบกับเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศมีอาชีพทำนา ดังนั้น ประเทศไทยจึงได้นำรูปแบบการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง มาทดลองโดยเลือกพื้นที่ที่มีความเหมาะสม โดยพบว่าสามารถเพิ่มผลผลิตได้ร้อยละ 25-40ลดการใช้น้ำได้ถึงร้อยละ 50 และช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งจะสามารถต่อยอดเป็นคาร์บอนเครดิต และยังเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

“สิ่งสำคัญคือการสร้างการรับรู้ของเกษตรกรถึงประโยชน์ของการทำนาแบบเปียกสลับแห้งนั้น จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ลดผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ ลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งสอดรับกับนโยบายของนานาประเทศที่ต้องการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับที่ประเทศไทยได้ให้คำมั่นไว้ในการประชุม COP 26 การถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องให้กับเครือข่ายเกษตรกร
รุ่นใหม่ เช่น Smart Farmers/ Young Smart Farmers/ Agricultural Village Volunteer เพื่อขยายผลองค์ความรู้ให้เกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมลกล่าวต่อว่า สิ่งที่ภาครัฐต้องสนับสนุน คือโครงสร้างพื้นฐานในการปรับเปลี่ยนการทำนาแบบดั้งเดิมมาเป็นแบบเปียกสลับแห้ง ทั้งในเรื่องของชลประทาน ตลอดจนการปรับหน้าดินของแปลงนา โดยปัจจุบัน เรามีกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งความท้าทายสำคัญของประเทศไทย ประการแรก คือ การสร้างโอกาสให้กับเกษตรกร ให้สามารถปรับเปลี่ยนการผลิตแบบดั้งเดิมให้เป็นการผลิตที่ตรงกับความต้องการของตลาด เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร

นอกจากนี้การยกระดับภาคเกษตรไทยให้เป็นเกษตรมูลค่าสูง และส่งเสริมทำเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของโลก ผลักดันแนวคิด ตลาดนำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยภาครัฐ นำเทคโนโลยีทางการเกษตร (Agri-Tech) มาใช้ เพื่อให้คนในภาคการเกษตรสามารถเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรไทย

พด.เน้นทำเกษตรลดเผาตอซังฟื้นฟูดิน

พด.เน้นทำเกษตรลดเผาตอซังฟื้นฟูดิน

พด.เน้นทำเกษตรลดเผาตอซังฟื้นฟูดิน

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่า ได้ตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 และเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ เร่งแก้ไขปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่การเกษตร มีเป้าหมายสำคัญในการบริหารจัดการ คำนึงถึงการรองรับการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมอบนโยบายให้กรมพัฒนาที่ดิน ประชาสัมพันธ์และสร้างการตระหนักรู้ให้เกษตรกร หยุดเผาในพื้นที่เกษตรอย่างเข้มข้น รณรงค์การไถกลบตอซัง ร่วมกับการใช้น้ำหมักชีวภาพที่ผลิตจากนวัตกรรมจุลินทรีย์ พด.2 และรณรงค์การผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษวัสดุทางการเกษตรโดยใช้นวัตกรรมจุลินทรีย์ พด.1 เพื่อช่วยให้ดินดีคงความอุดมสมบูรณ์ ไม่ถูกทำลาย และยังช่วยบำรุงดินให้มีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น เกิดความสมดุลของระบบนิเวศดินแล้ว ยังช่วยลดปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น และช่วยลดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนด้วย

“กรมพัฒนาที่ดิน จัดงาน “Kick off ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ที่บ้านเตาไหหมู่ 6 ต.ทุ่งรวงทอง อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ร่วมกับ 71 จังหวัด ที่มีความเสี่ยงต่อการเผา (Hot Spot) ทั่วประเทศ โดยถ่ายทอดสดพร้อมกันผ่านระบบ Zoom Conference Meeting และ Facebook Live ผ่านเพจเฟซบุ๊กกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อรณรงค์และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกร ทำการเกษตรโดยไม่เผา หันมาไถกลบตอซังเป็นปุ๋ยปรับปรุงบำรุงดิน และสาธิตวิธีการไถกลบตอซังที่ถูกต้องและเหมาะสมให้แก่เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ลดหมอกควัน ฝุ่นละออง PM2.5 ภาวะโลกร้อน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เกิดจากการเผาตอซังพืช ตามเป้าหมายของประเทศที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2608” นายทวีศักดิ์ กล่าว

ไทยมุ่งขับเคลื่อนต้นแบบ รับความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ไทยมุ่งขับเคลื่อนต้นแบบ  รับความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ไทยมุ่งขับเคลื่อนต้นแบบ รับความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ในฐานะประธานเครือข่าย ASEAN Climate Resilience Network (ASEAN-CRN) กล่าวในการประชุมวิชาการนานาชาติ ภายใต้หัวข้อ “การเฉลิมฉลองทศวรรษแห่งความร่วมมือ ในระดับภูมิภาคเพื่ออนาคตเกษตรกรรมที่ยั่งยืน” และงาน 10th Anniversary of ASEAN Climate Resilience Network (ASEAN-CRN) ว่านอกจากความร่วมมือในระดับภูมิภาคกับสมาชิกเครือข่าย ยังขับเคลื่อนต้นแบบในระดับประเทศ ด้านการรองรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพภูมิอากาศของไทย อาทิ การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีในภาคเกษตรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งการปรับปรุงพันธุ์ที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม เทคโนโลยีการผลิตที่รองรับสภาวะอากาศวิกฤติ หรือการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ขยายผลเทคโนโลยีงานวิจัยเกี่ยวกับชีวภัณฑ์ และปุ๋ยชีวภาพ ในนาข้าว

ก่อตั้งกองวิจัยพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่ และการจัดการก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคเกษตร ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการเกษตร พร้อมทั้งเตรียมเจ้าหน้าที่เพื่อรับรองคาร์บอนเครดิต ภายใต้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งกรมวิชาการเกษตรมีเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมเป็น (Validation and Verification Body) VVB แล้วจำนวน 31 ราย รวมถึงจัดทำ platform เพื่อขอรับรองคาร์บอนเครดิตจากการผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญ ตามกรอบโครงการ T-VER ของ อบก.

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนของไทย จะขยายผลจากพื้นที่นำร่องไปยังพื้นที่อื่นๆ ให้ครอบคลุมเพิ่มขึ้น และผลักดันให้มีผลครอบคลุมในระดับภูมิภาค เช่น การลดการเผาตามมาตรฐานการผลิตพืช หรือ GAP Zero burning ซึ่งจะเป็นแนวทางสำหรับมาตรการกำหนดการนำเข้าผลผลิตจากประเทศคู่ค้าต่างๆ เป็นต้น

‘อธิบดีทวีศักดิ์’เตรียมจัดยิ่งใหญ่’งานวันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดินปี 2568’

'อธิบดีทวีศักดิ์'เตรียมจัดยิ่งใหญ่'งานวันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดินปี 2568'

‘อธิบดีทวีศักดิ์’เตรียมจัดยิ่งใหญ่’งานวันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดินปี 2568’

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 21.26 น.

เมื่อวัน 9 กุมภาพันธ์ 2568 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมพิธีเปิดงานวันหมอดินอาสากรมพัฒนาที่ดิน ปี 2568 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “หมอดินอาสา พัฒนาดินดี ตามวิถีเกษตรพอเพียง” ในด้านต่างๆ อาทิ สถานที่และพิธีการ นิทรรศการ ระบบการถ่ายทอดสด ฯลฯ ณ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมวันหมอดินอาสากรมพัฒนาที่ดินในครั้งนี้ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างหมอดินอาสาและเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน สร้างขวัญกำลังใจในการช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกันของหมอดินอาสา  รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายหมอดินอาสา ซึ่งภายในงานมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการพัฒนาดินและการส่งเสริมวิถีเกษตรพอเพียง การแสดงสินค้าของหมอดินอาสาที่โดดเด่น เน้นการสร้างแบรนสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ การมอบรางวัลให้แก่หมอดินอาสาที่มีผลงานดีเด่น และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมรับชมถ่ายทอดสด (Live) ผ่านเพจกรมพัฒนาที่ดิน ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 ตั้งแต่เวลา 09.45 น.เป็นต้นไป

– 006

‘นฤมล’นำทีมกระทรวงเกษตรฯ หารือ CAWA มั่นใจ ตลาดจีนต้องการสินค้าคุณภาพจากไทย

'นฤมล'นำทีมกระทรวงเกษตรฯ หารือ CAWA มั่นใจ ตลาดจีนต้องการสินค้าคุณภาพจากไทย

‘นฤมล’นำทีมกระทรวงเกษตรฯ หารือ CAWA มั่นใจ ตลาดจีนต้องการสินค้าคุณภาพจากไทย

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.47 น.

‘นฤมล’นำทีมกระทรวงเกษตรฯ หารือ CAWA มั่นใจ ตลาดจีนต้องการสินค้าคุณภาพจากไทย ลุยขยายตลาดสร้างโอกาสสินค้าเกษตร เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และนายชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ พบนายหม่าเจิงจวิน ประธานสมาคมตลาดค้าส่งสาธารณรัฐประชาชนจีน  (China Agriculture Wholesale Market Association : CAWA) เพื่อแสวงหาโอกาสในการค้าสินค้าเกษตรของไทย

โดย นางนฤมล เปิดเผยว่า บริษัท CAWA ได้นำเข้าสินค้าเกษตรต่าง ๆ จากไทย เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย โดยมีการนำเข้าทุเรียนมากที่สุด รวมมูลค่า 83 ล้านหยวน ซึ่งทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในตลาดจีน โดยมีปริมาณการนำเข้าทุเรียนสดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงกุ้งขาวแวนนาไมจากไทย 177.3 ตัน คิดเป็นมูลค่า 10.61 ล้านหยวน และตั้งแต่จีนระงับการนำเข้าสินค้าประมงจากญี่ปุ่น CAWA เห็นว่า ไทยจะมีโอกาสในการส่งออกสินค้าประมงเพิ่มมากขึ้น บริษัท CAWA ขอให้ภาครัฐส่งเสริมและสนับสนุนการส่งรังนกที่มีคุณภาพดีของไทยมายังจีน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคชาวจีน 

ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยี เช่น รหัสติดตาม (traceability code) เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในจีน ซึ่งสามารถสแกนรหัสและรู้ได้ทันทีว่า สินค้านี้มาจากประเทศไหน การสร้างระบบแหล่งที่มาของสินค้าให้เป็นมาตรฐาน เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ในอนาคต และเพื่อให้สามารถสร้างความได้เปรียบด้านแบรนด์ที่สำคัญในรสชาติและความประทับใจของผู้บริโภคชาวจีน

นางนฤมล กล่าวว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีนโยบายตลาดเชิงรุก เพื่อให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งประเทศจีนเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย โดยสินค้าเกษตรไทยส่งออกจีนมากเป็นอันดับ 1 และมีแนวโน้มส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันสินค้าจีนก็ส่งออกไปยังไทยมากเช่นกัน ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีไทย ได้อนุมัติโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เพื่อให้ไทยสามารถขนส่งสินค้าเกษตรไปจีนได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น 

และเมื่อวันที่ 6 ก.พ.ไทยและจีนได้มีการลงนามพิธีสารว่าด้วยหลักเกณฑ์การตรวจสอบกักกันโรค และสุขอนามัยทางสัตวแพทย์ของกรมประมงที่มาจากการเพาะเลี้ยงส่งออกมายังสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย และสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และหวังว่าจะมีการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำคุณภาพของไทยมายังจีนเพิ่มมากขึ้น 

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายขับเคลื่อนการส่งออกโคมีชีวิตและผลิตภัณฑ์จากไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้มีการเดินหน้าเจรจายกระดับเปิดตลาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) และจะมีความร่วมมือในระยะอันใกล้นี้  ทั้งนี้ ตลาดจีนยังมีความต้องการสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพจากไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการสามารถขยายตลาดไปยังจีนได้

เกษตรกรสงขลา ฟื้นแปลงผักอายุสั้นหลังน้ำท่วม สร้างรายได้

เกษตรกรสงขลา ฟื้นแปลงผักอายุสั้นหลังน้ำท่วม สร้างรายได้

เกษตรกรสงขลา ฟื้นแปลงผักอายุสั้นหลังน้ำท่วม สร้างรายได้

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.07 น.

9 กุมภาพันธ์ 2568 นาย ขุนทิศ วัย 60 ปี เกษตรกรบ้านเกาะแต้ว หมู่ 6 ต.เกาะแต้ว อ.เมือง จ.สงขลา เป็นเกษตรกรอีกรายหนึ่ง ซึ่งทำสวนยางพาราเป็นอาชีพหลัก และปลูกผักเสริมรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยจะใช้พื้นที่ประมาณ 1.5 ไร่ ปลูกพืชผักอายุสั้นผสมผสานหลากหลายชนิดหมุนเวียนกันไป และหลังจากที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงปลายเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม ที่ผ่านมา ก็ไม่สามารถปลูกพืชผักได้ เนื่องจากแปลงที่ปลูกเป็นที่ลุ่ม ต้องพักแปลง และขณะนี้ก็ได้เริ่มทยอยปลูกพืชผักอายุสั้นได้แล้ว โดยได้ทำการปลูกไปแล้วประมาณ 1 ไร่  ประกอบด้วย บวบช่อ มะระขี้นก กระเจี๊ยบเขียว ถั่วพู แตงกวา พริกขี้หนู  ผลผลิตที่สามารถเริ่มเก็บเกี่ยวได้แล้ว คือ บวบช่อ มะระขี้นก กระเจี๊ยบเขียว และถั่วพู ส่วนแตงกวา และพริกขี้หนู ยังไม่ให้ผลผลิต

พืชที่ปลูก เน้นพืชอายุสั้นและให้ผลผลิตเร็ว ปัญหาศัตรูพืชน้อย เหมาะกับการปลูกในช่วงหน้าแล้ง  ทั้ง มะระขี้นก  บวบช่อ และกระเจี๊ยบเขียว ปลูกเพียง 1 เดือน เริ่มให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวบริโภคและจำหน่ายได้แล้ว

นางพิรญาณ์ฯ กล่าวว่า “สำหรับการปลูกพืชผักของตน จะปลูกโดยใช้ปุ๋ยคอกรองก้นหลุม และหยอดเมล็ดปลูก ขณะที่ต้นพืชยังเล็กให้น้ำวันละครั้ง พอต้นโตขึ้นจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ใส่ปุ๋ยเคมีบ้างเล็กน้อย ให้น้ำ วันเว้นวัน พืชก็สามารถเจริญเติบโตได้ดี วันนี้เก็บผลผลิตมะระขี้นก บวบช่อ ถั่วพู และกระเจี๊ยบเขียว ได้ประมาณ 10 กิโลกรัม โดยจะเก็บวัน เว้น วัน และนำไปจำหน่ายในตลาดนัดชุมชน ราคาขายส่งให้แม่ค้ากิโลกรัมละ 80 บาท แต่ถ้าแบ่งขายปลีกจะได้ราคากิโลกรัมละ 100 บาท ราคาผลผลิตการเกษตรดีต่อเนื่อง จึงทำให้ครอบครัวมีรายได้จากการขายผักครั้งละไม่น้อยกว่า 800 บาท อีกทั้งผลผลิตเป็นที่ต้องการของแม่ค้าที่รับไปจำหน่ายและผู้บริโภคโดยตรง เนื่องจากเป็นพืชผักปลอดภัยจากสารพิษ ที่ผลิตเน้นการใช้ปุ๋ยคอก และปุ๋ยหมัก ใช้ปุ๋ยเคมีเพียงเล็กน้อย ใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทำให้ผลผลิตปลอดภัย ตามความต้องการของตลาด หากพี่น้องเกษตรกรสนใจพืชผักปลอดภัยไว้บริโภค มาเยี่ยมชมและนำไปบริโภคได้ สอบถามเพิ่มเติม 08 -7397- 1088

.025