‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมการหารือระหว่างไทย-อิตาลี

https://www.naewna.com/local/840746

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เข้าร่วมการหารือระหว่างไทย-อิตาลี

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมการหารือระหว่างไทย-อิตาลี

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.31 น.

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมการหารือฯ พร้อมด้วย นางสาวนรี เกตุสิงห์ ผู้แทนกองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ ด้วย Mr.Francesco Lollobrigida รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรอธิปไตยทางอาหารและป่าไม้ของอิตาลี เข้าพบปะหารือกับ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยกระดับความสัมพันธ์และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ภาคเกษตรของทั้งสองประเทศ ณ ห้องรับรอง 112 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ราชดำเนิน กรุงเทพฯ

โดยฝ่ายไทยขอให้อิตาลีช่วยสนับสนุนการอนุญาตการเคลื่อนย้ายม้าระหว่างไทยและยังสหภาพยุโรป และขอบคุณที่อิตาลีให้การสนับสนุนการพัฒนาความร่วมมือทางห้องปฏิบัติการ

– 006

‘กรมการข้าว’หารือ’โตโยต้า’ เตรียมดึง’ศูนย์ข้าวชุมชนฉะเชิงเทรา’เชื่อมโยงตลาดข้าว

https://www.naewna.com/local/840738

'กรมการข้าว'หารือ'โตโยต้า' เตรียมดึง'ศูนย์ข้าวชุมชนฉะเชิงเทรา'เชื่อมโยงตลาดข้าว

‘กรมการข้าว’หารือ’โตโยต้า’ เตรียมดึง’ศูนย์ข้าวชุมชนฉะเชิงเทรา’เชื่อมโยงตลาดข้าว

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.04 น.

กรมการข้าว หารือ บ.โตโยต้าฯ จำกัด เตรียมดึง ศูนย์ข้าวชุมชนฉะเชิงเทรา เชื่อมโยงตลาดข้าว เตรียมผลักดันเป็นโมเดลต้นแบบ

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการหารือเจรจาเชื่อมโยงตลาดข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/2568 ร่วมกับ นายนันทวัฒน์ ศรีวรัตน์อัชกุล ประธานผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด นายทศพล ศรีบัวเอี่ยม นายอำเภอราชสาส์น นายพัฒนศักดิ์ จันทร์ส่อง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวคลองหลวง รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา ตลอดจนภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

การประชุมหารือครั้งนี้ เป็นการหารือกรอบความร่วมมือในการซื้อ-ขาย ข้าวเปลือก เพื่อเป็นการเชื่อมโยงตลาดข้าวเปลือกในฤดูกาลผลิตประจำปี 2567/68 ระหว่างศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และโรงสีรัชมงคล ในนามบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด  ตลอดจนผลักดันและสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชน รวมทั้งเป็นการหารือถึงแผนงานความร่วมมือที่จะพัฒนาร่วมกันต่อไปในอนาคต

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวพร้อมที่จะสนับสนุนเครื่องมือในการผลิตข้าว โดยเฉพาะเครื่องอบข้าว โดยเป็นการช่วยเหลือศูนย์ข้าวชุมชนในการผลิตข้าวอีกทางหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีแผนที่จะนำโครงการสำคัญของกรมการข้าว อาทิ โครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว การส่งเสริมการทำนาแบบประณีต ลดการใช้สารเคมี ตลอดจนส่งเสริมให้เกิด smart farmer และ young smart famer ในพื้นที่ เพื่อผลักดันให้แผนงานดังกล่าว เป็นโมเดลที่สำคัญด้านข้าวของจังหวัดฉะเชิงเทราในอนาคต

– 006

‘ไผ่ ลิกค์’โต้’พลพีร์’ยัน ก.เกษตรฯ ไม่ทิ้งโครงการไร่ละ 1,000 บาท พร้อมช่วยเหลือทันทีหากจำเป็น

https://www.naewna.com/local/840731

'ไผ่ ลิกค์'โต้'พลพีร์'ยัน ก.เกษตรฯ ไม่ทิ้งโครงการไร่ละ 1,000 บาท พร้อมช่วยเหลือทันทีหากจำเป็น

‘ไผ่ ลิกค์’โต้’พลพีร์’ยัน ก.เกษตรฯ ไม่ทิ้งโครงการไร่ละ 1,000 บาท พร้อมช่วยเหลือทันทีหากจำเป็น

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 16.40 น.

‘ไผ่ ลิกค์’โต้’พลพีร์’ยัน ก.เกษตรฯ ไม่ทิ้งโครงการไร่ละ 1,000 บาท พร้อมช่วยเหลือทันทีหากจำเป็น ส่วนเงินชดเชยตัดอ้อยสดขอให้รอความชัดเจนจาก ก.อุตสาหกรรม

เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2567 นายไผ่ ลิกค์  สส.กำแพงเพชร เขต  1  กล่าวถึงกรณี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ได้ทวงถามความชัดเจนจากกระทรวงเกษตรกร เพื่อหาคำตอบให้กับพี่น้องประชาชนที่ร้องเรียนมาเรื่องช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท และเงินชดเชย ตัดอ้อยสด 120 บาทต่อตันว่า ก่อนอื่นต้องขอบคุณ สส.พลพีร์ ที่มีความห่วงใยน้องประชาชนเช่นเดียวกับ สส.ทุกคน โดยเฉพาะในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งส่วนตัวก็ได้มีโอกาสพูดคุยกันบ่อยครั้งถึงการแก้ปัญหาพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี

นายไผ่ กล่าวต่อว่า ตนในฐานะ สส.ที่มีส่วนผลักดัน และสะท้อนการแก้ปัญหาให้พี่น้องเกษตรกร ส่งถึงรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ขอชี้แจงเป็น  2 ประเด็นคือ เรื่องแรก กรณีช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท ซึ่งเรื่องนี้ หน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบชัดเจนคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องตามนโยบาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องชาวนาโดยตรง ทั้งนี้แม้ล่าสุด การประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ หรือ นบข. ที่ผ่านมา จะยังไม่ความชัดเจนเรื่องนี้ แต่มั่นใจว่ารัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรฯพร้อมขับเคลื่อนและผลักดันไปช่วยเหลือพี่น้องเกษตกรชาวนาทันทีที่มีปัญหา 

ประกอบกับสถานการณ์ราคาข้าวในตลาด ณ ขณะนี้ ยังอยู่ที่ราคาประมาณ 8,000-9,000 บาทต่อตัน ถ้ามีความจำเป็น ทางรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ ก็จะต้องออกมา ขับเคลื่อนเพื่อช่วยเหลือแก้ปัญหาชดเชยให้พี่น้องเกษตรกร โดยไม่นิ่งนอนใจอย่างแน่นอน

ส่วนประเด็นที่ 2  คือเรื่อง ชดเชยการตัดอ้อยสด 120 บาทต่อตัน นั้น ถือเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยตรง ซึ่งตนเองก็เคยออกมาเรียกร้อง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเช่นกัน ซึ่งก็มั่นใจว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบก็พร้อมดูแลพี่น้องเกษตรกร ไม่ได้ทอดทิ้งให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยต้องแบกรับ โดยไม่มีการเหลียวแล

 “ผมขอฝากไปถึงท่าน สส.พลพีร์ ว่า ช่วงนี้แม้จะเป็นช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯ แต่เราสส.โดยเฉพาะในพรรคร่วมรัฐบาล ก็สามารถพบปะพูดคุยหารือร่วมกัน เพื่อช่วยกันเสนอแนะไปถึงรัฐบาลโดยเฉพาะหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ในทิศทางเดียวกัน  เพื่อป้องกันการสับสนขอพ่อแม่น้องประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรชาวนา ชาวไร่ ที่เป็นกำลังสำคัญในขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ” นายไผ่ กล่าว

‘นฤมล’เผย ก.เกษตรฯ ไทย-อิตาลี เตรียมทำMOUจับมือด้านการเกษตร เล็งต่อยอด’ผ้าไหม’สู่ซอฟต์พาวเวอร์แฟชั่นสากล

https://www.naewna.com/local/840699

'นฤมล'เผย ก.เกษตรฯ ไทย-อิตาลี เตรียมทำMOUจับมือด้านการเกษตร เล็งต่อยอด'ผ้าไหม'สู่ซอฟต์พาวเวอร์แฟชั่นสากล

‘นฤมล’เผย ก.เกษตรฯ ไทย-อิตาลี เตรียมทำMOUจับมือด้านการเกษตร เล็งต่อยอด’ผ้าไหม’สู่ซอฟต์พาวเวอร์แฟชั่นสากล

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.54 น.

‘นฤมล’เผย ก.เกษตรฯ ไทย-อิตาลี เตรียมทำ MOU จับมือด้านการเกษตร ผลักดันการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ เล็งต่อยอด’ผ้าไหม’สู่ซอฟต์พาวเวอร์แฟชั่นสากล

เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ นายฟรานเชสโก โลโลบริจิดา (H.E. Mr. Francesco Lollobrigida) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร อธิปไตยทางอาหาร และป่าไม้สาธารณรัฐอิตาลีและคณะ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายไทย)ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ(ฝ่ายอิตาลี) เตรียมจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ระหว่างไทย – อิตาลี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรครอบคลุมการผลิต การค้า และการลงทุน เพื่อยกระดับความสัมพันธ์และส่งเสริมความเข้มแข็งให้ภาคเกษตรของทั้งสองประเทศรวมถึงเพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนสำหรับภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร 

“ขณะนี้ฝ่ายไทยอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดของร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าว เพื่อให้การขับเคลื่อนความร่วมมือมีความชัดเจน เป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศอย่างสูงสุดนอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้มีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการขยายความร่วมมือให้ครอบคลุมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการออกแบบเสื้อผ้าที่มาจากผ้าไหม เพื่อเสริมสร้าง soft power ของไทย เนื่องจากอิตาลีถือเป็นผู้นำด้านแฟชั่นของโลกอีกด้วย”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ (ฝ่ายอิตาลี) กล่าวว่า การหารือครั้งนี้เป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย – อิตาลี อีกทั้งยังเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการขับเคลื่อนภารกิจภาคการเกษตร อาทิ การเปิดตลาดนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มเติม เป็นต้น โดยฝ่ายอิตาลีพร้อมสนับสนุนประเทศไทยในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ตาม 2 ข้อบท ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายไทย) รับผิดชอบ ได้แก่ 1) ข้อบทมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary Measures) และ 2) ข้อบทระบบอาหารที่ยั่งยืน (Sustainable Food Systems) อีกด้วย พร้อมทั้งจะสนับสนุนเร่งรัดให้สหภาพยุโรปอนุญาตนำเข้าม้ามีชีวิตจากไทยได้อีกครั้งต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับประเทศอิตาลีเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอันดับที่ 22 ของไทย ซึ่งในปี 2567 (ระหว่างเดือนม.ค.-ก.ย.) เทียบกับปี 2566 ในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่า มีการส่งออกไปอิตาลีเพิ่มขึ้นจาก 8,561 ล้านบาท เป็น 11,883 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3,322 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.80 โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญ 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.อาหารสุนัขหรือแมวสำหรับขายปลีก 2.ปลาหมึกแช่แข็ง อาทิ ปลาหมึกกระดอง ปลาหมึกกล้วย 3.ยางธรรมชาติที่กำหนดไว้ในทางเทคนิค 4.ยางแผ่นรมควัน 5.ข้าวที่สีบ้างแล้วหรือสีทั้งหมด อาทิ ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ 6.ปลาปรุงแต่งอื่น ๆ อาทิ ไส้กรอกปลา ลูกชิ้นปลา 7.พืชผัก ผลไม้ ลูกนัต เปลือกผลไม้ และส่วนอื่นของพืช แช่อิ่ม เชื่อม หรือฉาบ 8.หอยลาย หอยกาบและหอยแครงปรุงแต่ง 9.ปลาหมึกกระดองและปลาหมึกกล้วยที่ปรุงแต่งหรือทำไว้ไม่ให้เสีย และ 10.กุ้งปรุงแต่ง ที่ไม่ได้บรรจุภาชนะ

รมว.เกษตรฯร่วมมือโอมานด้านเกษตร

https://www.naewna.com/local/840554

รมว.เกษตรฯร่วมมือโอมานด้านเกษตร

รมว.เกษตรฯร่วมมือโอมานด้านเกษตร

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังต้อนรับ นายอิสซา อับดุลเลาะฮ์ญาบิรอัลอาลาวีเอกอัครราชทูตรัฐสุลต่านโอมานประจำประเทศไทย ที่เข้าเยี่ยมคารวะ และหารือการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรและสหกรณ์ระหว่างไทย-โอมาน ว่าตลอดระยะเวลา 44 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยและรัฐสุลต่านโอมาน มีความร่วมมือด้านการเกษตร ประมง การค้า และมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดี จึงเสนอนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ของรัฐบาล ที่ต้องการยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง รวมถึงการทำเกษตรยั่งยืน เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีความอยู่ดีกินดี ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ขยายตลาดสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ให้ทางโอมานรับทราบ

ด้านเอกอัครราชทูตรัฐสุลต่านโอมานประจำประเทศไทย กล่าวว่ารู้สึกยินดีที่ได้สานสัมพันธ์กับทางไทย และยินดีที่จะร่วมมือด้านการเกษตรและประมง แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และงานวิชาการ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ โอมานได้เร่งพิจารณาร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรและประมงแห่งรัฐสุลต่านโอมาน และกระทรวงเกษตรฯ ของไทย ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรและประมง เพื่อเสริมสร้างและส่งเสริมความร่วมมือเชิงเทคนิค เทคโนโลยี และอำนวยความสะดวกด้านการค้า ทั้งพืช ปศุสัตว์ ประมง ชลประทาน การจัดการดินและน้ำ รวมถึงความร่วมมือด้านเกษตร

ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้ขอให้เอกอัครราชทูตรัฐสุลต่านโอมานประจำประเทศไทย เชิญตัวแทนแห่งรัฐสุลต่านโอมาน ร่วมประชุมนานาชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรดินและน้ำ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน (The International Soil and Water Forum 2024) ที่ไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับ FAO ด้วย

สกู๊ปพิเศษ : มข.ชูหอภาพยนตร์ ดัน New I-san สู่สากล ดันรากวัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ

https://www.naewna.com/local/840557

สกู๊ปพิเศษ : มข.ชูหอภาพยนตร์ ดัน New I-san สู่สากล  ดันรากวัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ

สกู๊ปพิเศษ : มข.ชูหอภาพยนตร์ ดัน New I-san สู่สากล ดันรากวัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“ภาพจำเก่าของอีสานที่คุ้นเคย คือดินแยกแตกระแหง ผู้คนทุกข์ยาก ปากหมอง แต่ในปัจจุบัน อีสานคือพื้นที่เปิดใหม่ ที่ทรงพลังมากพอที่จะขับเคลื่อนคนและเศรษฐกิจทั้งประเทศ ด้วยภูมิปัญญารากฐานแห่งวัฒนธรรมท้องถิ่น”

รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า โดยประสงค์ของ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น มีนโยบายชัดเจนว่า จากนี้อีสานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปโดยอนุมัติงบประมาณเพื่อปรับปรุงหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชั้น 2 เป็น หอภาพยนตร์อีสาน โดยฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมที่กินได้อยู่รอด นั่นคือ New I–SAN หรือ อีสานใหม่จะต้องเป็น ครีเอทีฟ อีโคโนมี (Creative Economy) รากวัฒนธรรมที่มีคุณค่าแล้วต่อยอดให้กินได้ ทุกอย่างที่เป็นศิลปะต้องถูกนำมารับใช้ปัจจุบันและอนาคต ตามนโยบายท่านนายกสภาที่ว่า Pass Legend, Future Tense สู่อนาคตแห่งอดีตกาล หรือ การเลือกเฟ้นค้นหาภูมิปัญญาฮีตคอง ประเพณีต่อยอดรับใช้คนปัจจุบันและยั่งยืนสู่อนาคต หอภาพยนตร์อีสาน ศูนย์กลางงานศิลปะกินได้ ขายได้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ เครือข่าย สมาคมผู้กำกับ สมาพันธ์ภาพยนตร์ สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์มายาวนานต่อเนื่องกว่า 20 ปีบ่มเพาะคนรักหนังระดับมัธยมและอุดมศึกษาโดยมีมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นศูนย์กลาง มีพล็อตหนัง ทั้งสั้นและยาวให้ช็อปปิ้ง กว่า 500 เรื่อง ในระยะเวลา 6 เดือนข้างหน้า หอภาพยนตร์ชั้น 2อาคารหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่นแห่งนี้ จะมีการ พิทชิง(Pitching) ระหว่างเจ้าของบทหนัง และ Logline หนัง กับนายทุน นำเอาบทภาพยนตร์ไอเดียดีๆ จากนักศึกษา จากมืออาชีพขยายสู่เชิงพาณิชย์ โดยมีหอภาพยนตร์อีสานเป็นตัวเชื่อม

“พิพิธภัณฑ์ หอภาพยนตร์ เป็นพื้นที่จัดแสดงความเป็นมาของภาพยนตร์อีสาน นักแสดงภาพยนตร์ “สมบัติ เมทะนี” พระเอกตลอดกาลเป็นเพียงชาวอีสานคนเดียวที่มีชื่อ จารึกไว้ลงกินเนสส์บุ๊ค แสดงภาพยนตร์มากที่สุดในโลกสถิติแสดง 617 เรื่อง เป็นต้น เหล่านี้เป็นข้อมูลที่หลายคนยังไม่ทราบ เราจะสร้างอคาเดมี่ (Academy) สถาบันสอนการทำหนัง ตั้งแต่ Pre – production, Production, Post – production เราจะมีพื้นที่ชมภาพยนตร์ 24 ชม. เมื่อสำเร็จ พื้นที่นี้จะเป็นพื้นที่แรกในประเทศไทย ที่เปิดแลกเปลี่ยน ให้เมืองขอนแก่นเป็นศูนย์กลางภาพยนตร์ไทย ผลักดันขอนแก่นให้เป็นเมืองหนังอีสาน สู่เมืองหนังโลก” ดันฐานรากวัฒนธรรม นำเศรษฐกิจ

รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวอีกว่าครีเอทีฟ (Creative) ปัจจุบันมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีมากเพียงพอแล้ว แต่ยังขาดอีโคโนมี (economy) มันจะเกิดไม่ได้ ถ้าผู้ซื้อ-ผู้ขายไม่มาเจอกัน มหาวิทยาลัยจึงสร้างพื้นที่หอภาพยนตร์อีสาน และหอศิลป์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้เป็นพื้นที่ขายทุกอย่างเกี่ยวกับศิลปะ เพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้เชื่อมั่นกันและกันเกิดการต่อยอดเชิงพาณิชย์

“มหาวิทยาลัยขอนแก่นคือพ่อค้าคนกลาง คือสถาบันที่น่าเชื่อถือช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อและผู้ขาย มีlicense รับประกันทุกอย่างถูกต้อง ศิลปินมาฝากขาย เชื่อมั่น และมั่นใจ ผู้ซื้อก็มั่นใจว่าคัดสรรแล้ว เราเป็นตัวกลางเชื่อมได้ โดยจะเริ่มแสดงอย่างเป็นทางการ ผลงานของศิลปินอีสาน 40 คน ในช่วงเดือนธันวาคมนี้ และที่สำคัญ เรามีกระบวนการคัดเลือกโดยกรรมการกลั่นกรอง ตามมาตรฐาน ตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นหอศิลป์ที่มีมาตรฐานสำหรับการขอผลงานวิชาการระดับชาติทางศิลปะ”รักษา หรือ สูญสลายอยู่ที่เราร่วมกัน

“เรามีรากอยู่แล้ว ถ้าอนุรักษ์อย่างเดียวมันก็แค่ทรงวันหนึ่งอาจจะทรุดและตายไปในที่สุด แต่เราต้องมองว่าปัจจุบันเขาเสพอะไร เราต้องปรุงแต่งให้ถูกลิ้นผู้เสพไหม ตำนานนิทานที่มีคุณค่า จะนำมารับใช้คนในปัจจุบันและอนาคตอย่างไร หน้าที่ของ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้การศึกษาและวิจัย เพื่อช่วยเฟ้นหาคุณค่า อย่างมีระบบน่าเชื่อถือนำมาประยุกต์ สร้างสรรค์ใหม่ นั้นคือการต่อยอด ต่อลมหายใจ ให้กับรากวัฒนธรรม ให้มีชีวิตอยู่อย่างสง่างามยั่งยืน…จากนี้ไปอีสานไม่มีวันตาย…แน่นอน” รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว

‘นฤมล’ร่วมถกรมต. ด้านเกษตรอาเซียน ชูเป้าหมายทำเกษตร มุ่งให้เกิดความยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/840550

‘นฤมล’ร่วมถกรมต.  ด้านเกษตรอาเซียน  ชูเป้าหมายทำเกษตร  มุ่งให้เกิดความยั่งยืน

‘นฤมล’ร่วมถกรมต. ด้านเกษตรอาเซียน ชูเป้าหมายทำเกษตร มุ่งให้เกิดความยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนระดับรัฐมนตรีของไทย (AMAF Leader) ร่วมประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 46 (The Forty-Sixth Meeting of the ASEAN Ministers on Agriculture and Forestry : The 46th AMAF) โดยมีนายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้ติดตามความก้าวหน้าของประเทศสมาชิกอาเซียนในความร่วมมือของภาคอาหาร เกษตรกรรมและป่าไม้ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน อาทิ การลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายและการเผาพืชผล การใช้ทรัพยากรดินและน้ำที่ยั่งยืน อีกทั้งได้ให้ความสำคัญในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชากรทั่วภูมิภาคอาเซียน โดยฝ่ายไทยมีนโยบายลดการเผาในภาคเกษตรอย่างยั่งยืน และอยู่ในระหว่างการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้งปลอดการเผา (Good Agricultural Practices For Zero Burning Maize) เพื่อยกระดับเป็นมาตรฐานบังคับ และใช้เป็นเงื่อนไขการนำเข้าสินค้าเกษตรในอนาคต

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้สนับสนุนมาตรฐานสินค้าเกษตรแบบยั่งยืน โดยจัดทำมาตรฐานทั่วไปครอบคลุมสินค้าปาล์มน้ำมัน กุ้ง และข้าว โดยขอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนให้ความสำคัญกับการทำเกษตรแบบยั่งยืน รวมถึงการจัดทำมาตรฐานหรือแนวปฏิบัติที่ดีทางการเกษตรแบบยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน

ARDAโชว์งานวิจัยรักษ์โลก สู่จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมอาหาร

https://www.naewna.com/local/840552

ARDAโชว์งานวิจัยรักษ์โลก  สู่จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมอาหาร

ARDAโชว์งานวิจัยรักษ์โลก สู่จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมอาหาร

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่ามูลค่าตลาดของอาหารโปรตีนจากแมลงทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 14,000 ล้านบาท และจากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) คาดการณ์ว่าในปี 2570 ตลาดจะมีการเติบโตเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันกว่า 5 เท่า มีมูลค่าสูงถึง 70,000 ล้านบาท ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเพาะเลี้ยงและผลิตโปรตีนทางเลือกจากแมลง เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเติบโตของแมลง โดยพบว่าประเทศไทยสามารถผลิตแมลงเศรษฐกิจได้มากกว่า 7,000 ตัน/ปี และมีฟาร์มเลี้ยงมากกว่า 20,000 ฟาร์ม โดยจิ้งหรีด เป็นแมลงที่มีความต้องการของตลาดและเกษตรกรนิยมเลี้ยงมากที่สุด อีกทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์เร็วให้ผลผลิตสูง โดยแม่พันธุ์ 1 ตัว ให้ลูกถึง 1,000 ตัว รวมถึงใช้พื้นที่และปริมาณน้ำในการเลี้ยงน้อย ภายในเวลา 1 ปี เลี้ยงจิ้งหรีดได้ 7-8 รุ่น เกษตรกรจึงนิยมเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมไว้บริโภคและจำหน่าย

ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA เล็งเห็นปัญหาและโอกาสในลดต้นทุนด้านอาหาร ซึ่งปัจจุบันราคาประมาณ 600 บาทต่อ 30 กิโลกรัม พร้อมทั้งต้องการยกระดับฟาร์มเลี้ยงให้ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย เพื่อผลักดันสู่อาหารปลอดภัยมูลค่าสูง จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ดำเนินโครงการ “การยกระดับคุณภาพการเลี้ยงจิ้งหรีดสู่อาหารปลอดภัยมูลค่าสูงของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านผาแดง อ.งาว จ.ลำปาง เพื่อพัฒนาและทดสอบสูตรอาหารลดต้นทุนที่เหมาะสมด้วยพืชผลทางการเกษตรในท้องถิ่น นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ใช้ในการผลิตเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน พร้อมพัฒนาระบบจัดการข้อมูลเพื่อติดตามและประเมินผลการผลิตและการตลาด ภายใต้การบริหารจัดการ เพื่อพัฒนา RAINS for Upper Northern Food Valley (Increase the value of agricultural products and food by BCG model)ประจำปี 2566 ซึ่งมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างแนวทางการผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค การพัฒนาผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดแปรรูปต่างๆ อาทิผงโรยข้าว อาหารเสริม เครื่องดื่ม การพัฒนาแบรนด์ โดยชูจุดเด่นเรื่องความปลอดภัยและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ดร.วิชาญกล่าวอีกว่า การเลี้ยงจิ้งหรีด ถือเป็นหนึ่งในเทรนด์อาหารแห่งอนาคตที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ดังนั้นการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเลี้ยง เข้ามาช่วยพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการเลี้ยงและการแปรรูปจิ้งหรีด จะเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสให้กับเกษตรกรรายย่อยในการเพาะเลี้ยงแมลงโปรตีนทางเลือก ซึ่งจะเข้าไปทดแทนโปรตีนกระแสหลักได้ในที่สุด

จากประตูระบายน้ำ ‘คลองลัดโพธิ์’ สู่สะพาน ‘ภูมิพล 1 และ 2’ อันเนื่องมาจากพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำท่วมรถติดอย่างยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/840355

จากประตูระบายน้ำ 'คลองลัดโพธิ์' สู่สะพาน 'ภูมิพล 1 และ 2' อันเนื่องมาจากพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำท่วมรถติดอย่างยั่งยืน

จากประตูระบายน้ำ ‘คลองลัดโพธิ์’ สู่สะพาน ‘ภูมิพล 1 และ 2’ อันเนื่องมาจากพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำท่วมรถติดอย่างยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 13.59 น.

จากประตูระบายน้ำ “คลองลัดโพธิ์” สู่สะพาน “ภูมิพล 1 และ 2” อันเนื่องมาจากพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำท่วมรถติดอย่างยั่งยืน

นายชุติมันต์ สกุลพราหมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 กรมชลประทาน เปิดเผยระหว่างการต้อนรับ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมด้วย นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)  และคณะ ซึ่งเดินทางมาติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ณ โครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 ว่า ปัจจุบันสถานการณ์น้ำตอนบนของแม่น้ำเจ้าพระยากำลังเข้าสู่ภาวะคลี่คลาย โดยเขื่อนเจ้าพระยามีอัตราการระบายน้ำประมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีอัตราน้ำไหลผ่าน 1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนล่างในจังหวัดปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร 

“ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ สามารถระบายน้ำไม่เกินวันละ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขึ้นอยู่กับจังหวะน้ำทะเลขึ้นลง หากเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำลงมามากกว่า 1,000 ลูกบาศก์เมตร ก็จะยกบานประตูระบายน้ำขึ้นในช่วงที่น้ำทะเลลงเพื่อระบายน้ำลงทะเล หากเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำน้อยกว่า 1,000 ลูกบาศก์เมตร ก็จะปิดบานประตูระบายน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำทะเลหนุนขึ้นมา” นายชุติมันต์ สกุลพราหมณ์  กล่าว

จากการลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาของนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี และคณะในครั้งนี้พบว่า โครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ฯ มีการติดตั้งระบบโทรมาตร ซึ่งเป็นระบบสื่อสารและประมวลผลข้อมูล พร้อมควบคุมระยะไกล ทำให้สามารถทราบถึงคุณภาพน้ำและการระบายน้ำที่เป็นปัจจุบัน ส่งผลให้การบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ สามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงมาถึงจังหวัดสมุทรปราการ 
ด้านนายวัชระ เติมวรรธนภัทร์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทรงคะนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เผยว่า ในอดีตน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาต้องไหลอ้อมคุ้งบางกะเจ้า คลองลัดโพธิ์เป็นคลองขนาดเล็กและตื้นเขิน มีชุมชนอยู่ตลอดสองฝั่งลำคลอง ส่งผลให้การระบายน้ำลงสู่ทะเลล่าช้า ต้องใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง โดยเฉพาะช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำเหนือหลากและน้ำทะเลหนุน จึงทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล  

“พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำริให้แก้ไขปัญหานี้  โดยการปรับปรุงคลองลัดโพธิ์ให้มีความกว้าง 65 เมตร ด้านเหนือน้ำก่อนถึงประตู และกว้าง 66 เมตร หลังจากแนวประตูระบายน้ำจนถึงด้านท้ายน้ำ ความลึกของท้องคลองอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 7 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง และมีความยาวจากปากคลองถึงปลายคลอง 600 เมตร เพื่อใช้เป็นทางลัดของน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลลงทะเลได้เร็วขึ้นจากเดิม 6 ชั่วโมงเหลือเพียง 10 นาที นอกจากจะเพิ่มความเร็วในการผันน้ำแล้ว ยังทรงเล็งเห็นถึงปัญหาการเดินทางของประชาชนจากฝั่งสมุทรปราการไปกรุงเทพมหานคร ที่ต้องใช้แพขนานยนต์ซึ่งมีข้อจำกัดของการบรรทุกและใช้เวลานาน จึงมีพระราชดำริให้สร้างถนนเชื่อมสะพานภูมิพล 1 และภูมิพล 2 เข้าด้วยกัน  โดยสะพานภูมิพล 1 เชื่อมกับถนนพระราม 3 และสะพานภูมิพล 2 เชื่อมกับถนนปู่เจ้าสมิงพราย ทำให้การจราจรเกิดความคล่องตัว ปัจจุบันการจราจรไม่ติดขัด ทุกคนมีความสุขมาก น้ำไม่ท่วมรถไม่ติด และมีอาชีพจากความสมบูรณ์ของคุ้งบางกะเจ้า เพราะเมื่อน้ำไม่ท่วมน้ำทะเลไม่เข้า การเพาะปลูกก็สมบูรณ์ เกิดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเชิงวัฒนธรรมใน 6 ตำบลของอำเภอพระประแดง ทุกคนไม่ลืมพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ และจะตอบแทนพระองค์ด้วยการทำความดี รักและสามัคคี สร้างประโยชน์ต่อส่วนรวมให้เกิดขึ้นอย่างยาวนานสืบไป” นายวัชระ เติมวรรธนภัทร์ กล่าว

สำหรับสะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 ในแนวถนนวงแหวนอุตสาหกรรม เป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สร้างขึ้นเพื่อคลี่คลายปัญหาการจราจรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งใช้เป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงย่านอุตสาหกรรมของพื้นที่เขตราษฎร์บูรณะ เขตยานนาวา ของกรุงเทพมหานคร กับอำเภอสำโรงใต้ จังหวัดสมุทรปราการ ผ่านระบบโครงข่ายทางด่วนและถนนสายสำคัญต่าง ๆ สู่ภูมิภาคของประเทศ

กรมชลประทาน เดินหน้าปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกระเทียมและเริงรางแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง

https://www.naewna.com/local/840349

กรมชลประทาน เดินหน้าปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกระเทียมและเริงรางแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง

กรมชลประทาน เดินหน้าปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกระเทียมและเริงรางแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง

วันเสาร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 13.33 น.

กรมชลประทานเดินหน้าปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกระเทียมและเริงราง ลพบุรี สระบุรี แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งอย่างยั่งยืน เพิ่มน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ ในช่วงฤดูฝน 15,400 ไร่ และช่วงฤดูแล้ง 9,600 ไร่ ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยและการระบายน้ำ พื้นที่น้ำท่วมในพื้นที่กว่า 9 หมื่นไร่  โดยมีการจัดปัจฉิมนิเทศ โครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา โคกกะเทียมและเริงราง ในเขตลพบุรี สระบุรี โดยมีนายรัฐพล ธุระพันธ์ นายอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ประธานการประชุมปัจฉิมนิเทศฯ นายทินกร รัตนพัวพันธ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกระเทียม เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมสำนักงานชลประทานที่ 10 ต.เขาพระงาม อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี  

นายรัฐพล ธุระพันธ์ นายอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี กล่าวว่า การจัดการน้ำของโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา โคกกะเทียมและเริงราง ในเขตลพบุรี สระบุรี เมื่อมีการปรับปรุงระบบชลประทานจะช่วยให้ชาวบ้าน เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ สามารถมีการใช้น้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งน้ำกิน น้ำใช้ที่จะมีอย่างเพียงพอตลอดปี  การจัดระดมความคิดเห็นจากภาคประชาชนจะช่วยให้การจัดการน้ำสอดคล้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้งยังสามารถรองรับน้ำหลากทางพื้นที่ตอนบนของเขื่อนเจ้าพระยา เป็นการนำน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก มาใช้ประโยชน์ สามารถสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับประชาชน เกษตรกร ได้เป็นอย่างดี

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกะเทียม และ เริงราง เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเจ้าพระยาใหญ่ ประเภทส่งน้ำและระบายน้ำ โดยใช้น้ำต้นทุนจากแม่น้ำเจ้าพระยาในการส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานไปตามคลองชลประทาน หลังจากใช้งานมาอย่างยาวนานบางส่วนชำรุดเสียหาย ทำให้ระบบชลประทานมีประสิทธิภาพการใช้งานลดลง แม้ว่าจะมีการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารชลประทานให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้บางส่วน แต่ยังไม่สามารถปรับปรุงให้ได้ประสิทธิภาพดังเดิมทั้งโครงการได้

กรมชลประทาน จึงมีแผนงานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกะเทียม และ เริงราง จังหวัดลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา ในปี พ.ศ. 2566-2567 โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกะเทียม มีแผนงานปรับปรุงโครงการที่สำคัญ ประกอบด้วย แผนการปรับปรุงระบบคลองส่งน้ำและระบบคลองระบายน้ำ โดยการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารชลประทาน 182 แห่ง ถนนคันคลอง 139.39 กิโลเมตร คลองส่งน้ำ 90.45 กิโลเมตร ขุดลอกตะกอนคลองระบายน้ำรวม 2.86 ล้าน ลบ.ม. ซ่อมแซมถนนคันคลองระบาย 1.48 ล้าน ตร.ม. แผนบรรเทาอุทกภัยและการระบายน้ำ การปรับปรุง ปตร.กลางบางคู้ ปตร.บางเพลิง รวมทั้งการปรับปรุงขุดลอกคลองระบายสายสำคัญในพื้นที่ อาทิเช่น คลองระบายใหญ่เริงราง, คลองระบายใหญ่มหาราช, คลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก3 ฯ เป็นต้น แผนการปรับปรุงแก้มลิงที่สำคัญในพื้นที่ 6 แห่ง ประกอบด้วย หนองช้างทะลุ หนองสมอใส หนองน้ำพล แก้มลิงบางลี่ หนองกระพุ่ม และบึงหางสิงห์ รวมพื้นที่ 533.42 ไร่ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง แผนพัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำท่าวุ้ง ด้วยการปรับปรุงคันกั้นน้ำคลองระบายสายใหญ่-ชัยนาทป่าสัก3 ความยาว 15.31 กิโลเมตร คลองระบาย1ซ้ายลพบุรี 8.70 กิโลเมตร คลองระบายใหญ่เริงราง 23 กิโลเมตร คลองตาเมฆ 7.60 กิโลเมตร และก่่อสร้างอาคารประกอบที่สำคัญ ดังนี้ ปรับปรุง ปตร.กลางคลอง ร.1 ซ้ายลพบุรี ปรับปรุงไซฟอนปลายคลอง ร.1 ซ้ายลพบุรี ก่อสร้างท่อระบายน้ำ 35 แห่ง และปรับปรุงอาคารบังคับน้ำ 1 แห่ง

นายไชยวัฒน์ คุณวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเริงราง กล่าวว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเริงราง มีแผนงานปรับปรุงโครงการที่สำคัญประกอบด้วยแผนการปรับปรุงระบบคลองส่งน้ำและระบบคลองระบายน้ำ โดยการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารชลประทาน 187 แห่ง ถนนคันคลอง 195.25 กิโลเมตร คลองส่งน้ำ 96.66 กิโลเมตร ขุดลอกตะกอนคลองระบายน้ำรวม 1.03 ล้าน ลบ.ม. ซ่อมแซมถนนคันคลองระบาย 0.55 ล้าน ตร.ม. 

แผนบรรเทาอุทกภัยและการระบายน้ำ โดยการปรับปรุง ปตร.บางกุ่ม โดยเพิ่มบานระบาย ขนาด 6×7 ม.จำนวน 3 ช่อง พร้อมก่อสร้างสถานีสูบน้ำ ขนาด 4.00 ลบ.ม./วินาที จำนวน 3 เครื่อง สำรอง 1 รวมทั้งการปรับปรุงขุดลอกคลองระบายสายสำคัญในพื้นที่ อาทิเช่น คลองบางพระครู คลองระบาย 3 ซ้าย-ลพบุรี และคลองระบาย 4-9 ซ้าย-เริงราง ความยาวรวม 57.45 กิโลเมตร แผนการปรับปรุงแก้มลิงที่สำคัญในพื้นที่ 2 แห่ง ประกอบด้วย แก้มลิงทะเลสาปบ้านหมอ พื้นที่ 1,738.40 ไร่ และพัฒนาบริเวณคลองระบายใหญ่เริงราง กม. 29+700 พื้นที่ 160 ไร่ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง แผนพัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำบางกุ่ม ด้วยการลอกตะกอนดินในคลองระบายน้ำและปรับปรุงคันกั้นน้ำ และปรับปรุงอาคารประกอบที่สำคัญ ดังนี้ ก่อสร้างท่อระบายปากคลอง ร.4 ซ้าย-เริงราง และปากคลอง ร.1ข-4ซ เริงราง ก่อสร้างประตูระบายน้ำที่สำคัญดังนี้ ปตร.ดอนพุด ปตร.บางมน ปตร.บางเพลิง และ ปตร.เกาะเลิ่ง             

นอกจากนี้ ยังมีแผนงานเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ อาทิเช่น การติดตั้งระบบ IoT (Internet of Things) สำหรับใช้ติดตามควบคุมการส่งน้ำให้มีประสิทธิภาพ แผนการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ แผนพัฒนาและส่งเสริมความเข้มแข็งของกลุ่มองค์กรผู้ใช้น้ำชลประทาน การมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ใช้น้ำในการบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำทุ่งท่าวุ้งและทุ่งบางกุ่ม แผนการจัดตั้งคณะกรรมการจัดการน้ำชลประทาน (JMC) ร่วมกันทั้ง 4 โครงการส่งน้ำคลองชัยนาท-ป่าสักทั้ง คบ.มโนรมย์ คบ.ช่องแค คบ.โคกกะเทียม และ คบ.เริงราง แผนพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเครื่องมือของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาให้มีความพร้อมทันต่อสถานการณ์ รวมทั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ยังได้เสนอให้มีการปรับธรณีปากคลองส่งน้ำสายหลักเพื่อให้สามารถรับน้ำได้มากขึ้น การก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบริเวณปากคลองส่งน้ำ และ การก่อสร้าง แท่นโมบายบริเวณปากคลองเพื่อให้เกษตรกรสามารถนำเครื่องสูบน้ำมาสูบน้ำในช่วงที่ระดับน้ำต่ำกว่าธรณีปากคลอง เป็นต้น

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังมีแผนงานปรับปรุงโครงการเร่งด่วนที่สำคัญจำเป็น ประกอบด้วยการปรับปรุงซ่อมแซมระบบชลประทานเดิม ที่มีการชำรุดเสียหายไม่สามารถใช้งาน ให้สามารถใช้งานได้ ได้แก่ คลองส่งน้ำ คลองระบาย และ อาคารชลประทาน เตรียมความพร้อมสำหรับแผนพัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำร่วมกับการบริหารจัดการน้ำและการพัฒนาเทคโนโลยี พัฒนาแหล่งน้ำที่มีศักยภาพ เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรองในช่วงฤดูแล้ง

หากโครงการนี้แล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มศักยภาพการส่งน้ำ การจัดสรรน้ำ และการระบายน้ำ ได้เต็มพื้นที่ตามศักยภาพระบบการชลประทาน โดยเฉพาะเขตพื้นที่โครงการ และถ้ามีปริมาณน้ำมากเพียงพอสามารถจัดสรรส่งต่อให้กับพื้นที่ใกล้เคียงได้ รวมถึงการหมุนเวียนทรัพยากรน้ำในระบบได้มากขึ้น เพิ่มน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ ในช่วงฤดูฝน 15,400 ไร่ และช่วงฤดูแล้ง 9,600 ไร่ ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยและการระบายน้ำ พื้นที่น้ำท่วมของโครงการฯ โคกกะเทียม ลดลงจำนวน 48,400 ไร่ พื้นที่น้ำท่วมของโครงการฯ เริงราง ลดลงจำนวน 46,100 ไร่ 
ผลประโยชน์ที่ด้านเกษตรกรรม ภาคเกษตรกรรมในพื้นที่ชลประทานจะมีผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20 ของผลผลิตเดิมก่อนมีการปรับปรุงโครงการชลประทาน คาดว่าจะส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับรายได้ภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้นประมาณ 700 ล้านบาทต่อปี

นายรุจฒิชัย ลีมีชัย ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ต.หนองโดน อ.หนองโดน จ.สระบุรี  เกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำ บอกว่า  ศูนย์การเรียนรู้ฯแห่งนี้มีการทำการเกษตรบนพื้นที่ 14 ไร่ ใช้น้ำจากคลองชลประทานเป็นหลัก ที่ส่งต่อมาตามคลอง  เดิมทีคลองมีความทรุดโทรม ในฤดูฝนน้ำจะช้า และอยู่ปลายน้ำ ทำให้เกษตรกรมีการใช้น้ำเป็นไปด้วยความยากลำบาก  หากมีการซ่อมแซม เพิ่มประตูระบายน้ำ เกิดขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากจะช่วยให้เกษตรกรสามสามารถทำการเกษตรได้เต็มฤดู ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ตามนโยบายของจังหวัดสระบุรีแซนด์บ๊อกซ์ อีกทั้งยังได้มีการวางแผนการบริหารจัดการใช้น้ำหลังจากนี้ เกษตรกรทุกคนจะมีต้องน้ำใช้ครบทุกครัวเรือน ไม่ต้องรอ โดยใช้ระบบทดน้ำและสามารถทำการเกษตร ปลูกอื่นๆได้หลากหลายชนิดมากขึ้นอีกด้วย