กรมชลฯบริหารจัดการ น้ำในฤดูแล้งโค้งสุดท้าย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811060

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบันว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 42,673 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 56% ของความจุอ่างฯรวมกัน เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพลเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมทั้งสิ้นประมาณ 11,553 ล้าน ลบ.ม.(46% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 จนถึงขณะนี้ มีการจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 ทั้งประเทศไปแล้วกว่า 23,159 ล้าน ลบ.ม. (93%) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 8,337 ล้าน ลบ.ม.(96%) ในส่วนของสถานการณ์การเพาะปลูกพืชฤดูแล้งทั้งประเทศมีการทำนาปรัง 9.07 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกข้าวนาปรัง 5.68 ล้านไร่

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทานทั่วประเทศติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์สูงสุด และเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำของประชาชน ตามนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์

กรมวิชาการฯหนุนใช้ แหนแดงแห้งผลิตผักสลัดคอส

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811063

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า แหนแดงเป็นปุ๋ยชีวภาพชนิดหนึ่งที่มีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่สามารถตรึงไนโตรเจนได้อาศัยอยู่ภายในโพรงใบ ให้ธาตุอาหารพืชสูง ใช้ต้นทุนน้อย สามารถผลิตได้ต่อเนื่องและประกอบด้วยสารเพิ่มประสิทธิภาพพืช เช่น กรดอะมิโนต่างๆ และสารคล้ายฮอร์โมนพืช แต่การนำแหนแดงสดไปใช้ในการผลิตพืชผักมีข้อจำกัดเนื่องจากมีน้ำเป็นองค์ประกอบสูง หากจะนำมาใช้ในการผลิตพืชผักจำเป็นต้องใส่แหนแดงสดปริมาณมากเพื่อให้ได้ธาตุอาหารที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืชผัก ดังนั้น กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร จึงได้วิจัยและพัฒนาการใช้แหนแดงแห้งในการจัดการธาตุอาหารพืช เพื่อให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับพืชผักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน ดร.ศิริลักษณ์ แก้วสุรลิขิต นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กล่าวว่า ได้ศึกษาการปลดปล่อยธาตุอาหารของแหนแดงแห้ง และศึกษาผลของการใช้แหนแดงแห้งต่อการเจริญเติบโตของผักสลัดคอสในเรือนทดลอง จากการศึกษาการปลดปล่อยธาตุอาหารในแหนแดงแห้ง พบว่าการใส่แหนแดงแห้ง 35 กรัมต่อดิน 1 กิโลกรัม ผักสลัดคอสมีการเจริญเติบโตสูงสุด โดยมีน้ำหนักสดและน้ำหนักแห้งเพิ่มขึ้น 736% และ 286% เมื่อเปรียบเทียบกับกรรมวิธีที่ไม่ใส่แหนแดงแห้ง

จากการทดลองในพื้นที่ปลูกผักสลัดคอส จ.นครราชสีมา เมื่อใช้แหนแดงแห้งอย่างเดียวอัตรา 1 กิโลกรัม/ตารางเมตร ให้ผลผลิตผักสลัดคอสสูงกว่าการใช้ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 20 กรัมต่อตารางเมตร ซึ่งเป็นอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยให้ผลผลิตเท่ากับ 2,603 กิโลกรัมต่อไร่ หรือให้ผลผลิตมากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราแนะนำ 69% ดังนั้น แหนแดงแห้งจึงสามารถใช้เป็นแหล่งของธาตุอาหารทดแทนปุ๋ยเคมีอัตราแนะนำได้ 100% ซึ่งเหมาะแก่การนำไปใช้ผลิตพืชผักอินทรีย์ เนื่องจากแหนแดงแห้ง 1 กิโลกรัม สามารถปลดปล่อยไนโตรเจนให้พืชได้ใช้ประโยชน์ประมาณ 16 กรัม รวมทั้งยังมีธาตุอาหารของแคลเซียมและแมกนีเซียมที่เป็นประโยชน์กับพืชและช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุแก่ดิน ขณะที่ปุ๋ยยูเรีย 20 กรัม มีไนโตรเจน 9.4 กรัมเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้เมื่อใช้แหนแดงแห้งร่วมกับปุ๋ยยูเรีย อัตรา 5, 10, 15 และ 20 กรัมต่อตารางเมตร พบว่าทุกกรรมวิธีทำให้ผลผลิตผักสลัดคอส สูงขึ้น แตกต่างจากการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวทุกอัตรา

“แหนแดงมีศักยภาพในการนำไปใช้เป็นปัจจัยการผลิตที่ช่วยในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชผักรับประทานใบ โดยเกษตรกรสามารถผลิตแหนแดงได้จากการใช้เทคโนโลยีการผลิตแหนแดงของกรมวิชาการเกษตร และสามารถนำความรู้จากงานวิจัยนี้ไปปฏิบัติได้ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชผักรับประทานใบและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน” ดร.ศิริลักษณ์ กล่าว

‘บุญสิงห์’ถกร่างพ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811059

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทรรักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมอภิปรายสาระสำคัญและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ได้รับผลกระทบหรือผู้เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษล้านนาตะวันออก พ.ศ.กลุ่ม จ.เชียงราย ที่โรงแรมเชียงราย เฮอริเทจ จ.เชียงราย เพื่อส่งเสริมพื้นที่ซึ่งมีศักยภาพและขีดความสามารถทั้งทางด้านทรัพยากรและศักยภาพของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน หรือกลุ่มจังหวัดล้านนาตะวันออก ประกอบด้วย จ.พะเยาเชียงราย น่าน และแพร่ ซึ่งมีศักยภาพ เป็นเมืองหน้าด่านสำคัญเชื่อมโยงการค้าและการนำเข้าส่งออก อีกทั้งมีฐานทรัพยากรธรรมชาติ เป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญ หากมีกลไกการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นระบบ และเกิดความต่อเนื่องสอดคล้องกับบริบทและศักยภาพเชิงพื้นที่

ทั้งนี้ เนื่องจากกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันไม่เอื้อต่อการพัฒนาพื้นที่ตามแนวทางดังกล่าว เพราะการส่งเสริมด้านการบริหารด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และระบบการอนุมัติอนุญาตตลอดจนการให้สิทธิประโยชน์เป็นการบริหารที่มีลักษณะรวมศูนย์ ขาดการส่งเสริมการกระจายโอกาสในเชิงพื้นที่ อีกทั้งการจัดทำระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของหน่วยงานของรัฐต่างๆ ยังขาดความต่อเนื่องและขาดความเชื่อมโยงไม่เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง ทำให้ไม่สามารถพัฒนาเชิงพื้นที่หรือกลุ่มจังหวัดได้อย่างเต็มศักยภาพจึงสมควรกำหนดให้มีกฎหมายเฉพาะเพื่อกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษล้านนาตะวันออกในพื้นที่กลุ่มจังหวัดล้านนาตะวันออก เพื่อให้มีการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่นั้นๆ อย่างเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพของพื้นที่ บูรณาการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคให้เกิดความต่อเนื่องและเชื่อมโยงกันทั้งในและนอกพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษล้านนาตะวันออก มีการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร รวมทั้งกำหนดแผนงานด้านการพัฒนาพื้นที่นั้นๆ อย่างมีเป้าหมายและมีมาตรการส่งเสริมภาคเอกชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการหรือโครงการที่ได้รับอนุมัติในเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นการเฉพาะ

ผู้ช่วยฯประชุม คกก.ติดตามฯ ขับเคลื่อนงาน ด้านการเกษตร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811068

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรและสหกรณ์ ตามนโยบาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ครั้งที่ 2/2567 โดยมีนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายปรีชา พันธุ์วาหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯพร้อมคณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวมีประเด็นเกี่ยวกับการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านการเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่ จ.นครปฐม หนองบัวลำภู ระนอง สงขลา และอุบลราชธานี โดยมีวาระการพิจารณา 2 ประเด็น คือประเด็นที่ 1 พิจารณาแผนการลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าในจังหวัดดังกล่าว โดยแบ่งข้อมูลออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย 1.ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายและข้อสั่งการของ รมว.เกษตรฯ ในพื้นที่ที่สามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานได้บรรลุตามเป้าหมาย และพื้นที่ที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จหรือยังไม่ดำเนินการตามข้อสั่งการ และ 2.ลงพื้นที่แก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องของเกษตรกร และประเด็นที่ 2 พิจารณาแต่งตั้งอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ตามนโยบาย รมว.เกษตรฯ ทั้ง 5 จังหวัดดังกล่าว

กรมข้าวจัดงาน วันข้าว-ชาวนา มุ่งใช้นวัตกรรม เพิ่มองค์ความรู้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810841

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่ารัฐบาลมีนโยบาย “เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ด้วยการเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศโดยให้ความสำคัญด้านการวางระบบการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นำไปสู่การสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาอย่างยั่งยืน เพื่อสนองความต้องการของตลาด พร้อมทั้งการผลิตข้าวที่ปรับตัวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวและพัฒนาชาวนา สร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาและการพัฒนาข้าวไปสู่สากลรวมทั้งเป็นการให้เกียรติชาวนาไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลัก และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาทั่วประเทศ เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

ด้านนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า การจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2567” เมื่อเร็วๆ นี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “RICE” ประกอบด้วย นิทรรศการต่างๆ มากมาย ที่อยากให้เข้ามาเดินชมกัน ซึ่งภายในงานนอกจากโซนนิทรรศการและกิจกรรมหลากหลายแล้ว ยังมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการผลงาน โครงการ ให้ความรู้ นำเสนอนวัตกรรมการเกษตรต่างๆ รวมทั้งการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินนักร้องชื่อดัง ได้แก่ เต๋า ภูศิลป์, ลำยอง หนองหินห่าว มาร่วมสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้เข้าร่วมชมงาน และยังมีจุดให้บริการส่งสินค้าถึงบ้าน

‘อรรถกร’ฉลองดื่มนมโลก ชวนให้บริโภคนมเพิ่ม25ลิตร/ปี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810843

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ เป็นประธานพิธีเปิดงาน “วันดื่มนมโลก ปี 2567” ที่ศูนย์ราชการฯ อาคาร B ตามที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ได้กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายนของทุกปี เป็น “วันดื่มนมโลก” หรือ “World Milk Day” เพื่อให้ประเทศและองค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญและร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคนม โดยในปี 2567 ภายใต้แนวคิด “สร้างความสุขเสริมภูมิคุ้มกัน ดื่มนมทุกวัน ดื่มได้ทุกวัย บริโภคนมได้หลากหลายเมนู”เพื่อรณรงค์การบริโภคนมในสังคมไทยมุ่งสร้างความเข้าใจและการรับรู้ในวงกว้าง อีกทั้งเป็นการช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมีความมั่นคงด้านอาชีพการเลี้ยงโคนมและผลิตน้ำนมคุณภาพดีให้คนไทยได้ดื่มมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การบริโภคผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทย มีการบริโภคนมที่น้อยมากถ้าเทียบกับอัตราการบริโภคนมของทั่วโลก ซึ่งมีอัตราการบริโภคนมพร้อมดื่มภายในประเทศประมาณ 18 ลิตร/คน/ปี ถ้ารวมผลิตภัณฑ์นมนำเข้าจะอยู่ที่ 22 ลิตร/คน/ปี (ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งโลก) สัมพันธ์กับภาวะโภชนาการของเด็กไทย ที่มีส่วนสูงสมส่วนยังไม่ถึงค่าเป้าหมาย กระทรวงเกษตรฯ โดยคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมจึงได้ตั้งเป้าหมายในการส่งเสริมการบริโภคนมของคนไทยให้เพิ่มขึ้น จากเดิม 18 ลิตร/คน/ปี เป็น 25 ลิตร/คน/ปี ภายในปี 2570 พร้อมทั้งสร้างการรับรู้และการสร้างช่องทางการเข้าถึงนม เพื่อให้ผู้บริโภคได้ดื่มนมและรับประทานผลิตภัณฑ์นมมากขึ้น

“วันดื่มนมโลก เป็นการบูรณาการของภาคส่วนในอุตสาหกรรมนมอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำนำผลผลิตและผลิตภัณฑ์นมใหม่ๆ มาแสดงให้ประชาชนได้รับความรู้ และมีทัศนคติการดื่มนมที่ถูกต้อง เพื่อกระตุ้นให้คนไทยหันมาดื่มนม เน้นการสร้างนิสัยรักการดื่มนมในทุกเพศทุกวัย เพราะหากประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในการดื่มนม ก็จะเลือกบริโภคนมให้มากขึ้น ส่งผลให้มีสุขภาพแข็งแรง ภาคอุตสาหกรรมนมเข้มแข็ง เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมผลิตน้ำนม คุณภาพชีวิตดีขึ้น มีรายได้ที่มั่นคง สร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ”นายอรรถกร กล่าว

โอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ ร่วมกันกล่าวคำขวัญเชิญชวนการดื่มนม ปี 2567 “สร้างความสุขเสริมภูมิคุ้มกัน ดื่มนมทุกวัน ดื่มได้ทุกวัย บริโภคนมได้หลากหลายเมนู” พร้อมยกนมดื่มพร้อมกัน เพื่อเป็นการประกาศเจตนารมณ์ในการส่งเสริมการดื่มนมให้กับประชาชนชาวไทย

พด.พัฒนาศักยภาพดินสำหรับปลูกพืชGI

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810844

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่าได้ส่งเสริมให้เกษตรกรนำอัตลักษณ์พื้นถิ่นของไทยมาเป็นผลิตภัณฑ์การเกษตร โดยเฉพาะพืชท้องถิ่นที่สำคัญและมีเอกลักษณ์เฉพาะ หรือพืชบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GeographicalIndications : GI) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้สินค้าเกษตรพื้นถิ่นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ตั้งเป้าให้ทุกจังหวัดมีสินค้า GI ของตนเอง โดยกองสำรวจดินและวิจัยทรัพยากรดิน สำรวจพื้นที่ ลักษณะ และสมบัติของชุดดิน เก็บตัวอย่างดิน วิเคราะห์ดิน เพื่อให้ได้ฐานข้อมูลทรัพยากรดินและแนวทางการจัดการดินพื้นที่ปลูกพืช GI รายชนิดพืช ซึ่งข้อมูลดังกล่าวทำให้ทราบสถานภาพทรัพยากรดินและศักยภาพของดินในพื้นที่บ่งชี้สถานะของดินที่มีการปลูกพืชให้มีคุณภาพดี

นายปราโมทย์ กล่าวต่อว่า ฐานข้อมูลสารสนเทศและสถานการณ์ของทรัพยากรดินในพื้นที่เพาะปลูกพืช GI ดังกล่าวข้างต้น กองนโยบายและแผนการใช้ที่ดิน จะนำมาวิเคราะห์และประเมินคุณภาพที่ดิน ทั้งระดับความต้องการปัจจัยของพืช GI และสภาพภูมิอากาศ เพื่อจัดชั้นความเหมาะสมของที่ดินสำหรับปลูกพืช GI ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อจัดทำเขตการใช้ที่ดินสำหรับการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืช GI พร้อมทั้งจัดทำเขตเหมาะสมมาสำหรับปลูกและขยายพื้นที่ปลูกพืช GI ต่อไป โดยดำเนินการแล้วกว่า 40 ชนิดพืช อาทิ ข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2567 ดำเนินการอีก 11 ชนิดพืช โดยเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามที่กรมทรัพย์สินทางปัญญากำหนด เพื่อให้การผลิตพืช GI มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ได้รับความคุ้มครองพื้นที่เกษตร เป็นทางเลือกให้เกษตรกร สร้างรายได้และคุ้มครองพื้นที่เกษตรให้สามารถผลิตพืชได้อย่างยั่งยืน

สวก.-BEDOผลักดัน แมลงโปรตีนBSFธุรกิจใหม่

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810847

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. กล่าวว่า การผลิตอาหารสัตว์จากแมลง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป จากรายงานพบว่าแมลงถูกใช้เป็นโปรตีนสำหรับสัตว์น้ำประมาณ 194,000 ตัน ในปี 2020 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปีจึงสนับสนุนทุนวิจัยให้สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO ดำเนินโครงการขยายผลการถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตแมลงโปรตีน (Hermetia illucens L.)สำหรับเป็นอาหารสัตว์ ซึ่งจากผลการดำเนินโครงการ พบว่าสามารถสร้างวิทยากรเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในระดับพื้นที่จากมหาวิทยาลัยราชภัฏ 10 แห่งแก่เกษตรกรและผู้สนใจในพื้นที่ 22 จังหวัด รวม 713 คน ให้สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้และช่วยลดต้นทุนด้านอาหารได้ 50%

ด้าน ดร.ธนิต ชังถาวร รอง ผอ.BEDO กล่าวว่า แมลงโปรตีน BSF (Black Soldier Fly) ประเทศไทยยังรู้จักและใช้ประโยชน์น้อยมาก BSF เป็นแมลงที่มีปีก 2 ปีก เช่นเดียวกับกลุ่มแมลงวัน ต่างตรงที่แมลงโปรตีน BSF เป็นแมลงที่ไม่เป็นพาหะนำโรคและไม่เป็นศัตรูพืช มีวงจรชีวิตจากระยะไข่สู่ระยะตัวเต็มวัย ประมาณ 13-18 วันช่วงก่อนเข้าระยะดักแด้ มีโปรตีนสูง 42–54% อีกทั้งยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นและกรดไขมันดีหลายชนิด จึงสามารถใช้ทดแทนแหล่งโปรตีนดั้งเดิม และจากการศึกษาพบว่า BSF สามารถลดปริมาณขยะอินทรีย์ได้ 90% ในเวลา 14 วัน จึงช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับขยะอินทรีย์ได้ 49% และมูลจากการเลี้ยงยังสามารถนำไปทำเป็นปุ๋ยชีวภาพหรือสารบำรุงดิน เนื่องจากมีไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ที่เป็นสารอาหารจำเป็นและกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช

สมาคมศูนย์ข้าวชุมชุน(ประเทศไทย) ประกาศหนุนโครงการ ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810627

สมาคมศูนย์ข้าวชุมชุน(ประเทศไทย) ประกาศหนุนโครงการ 'ปุ๋ยคนละครึ่ง'

สมาคมศูนย์ข้าวชุมชุน(ประเทศไทย) ประกาศหนุนโครงการ ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’

วันเสาร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 10.09 น.

วันที่ 15 มิถุนายน 2567 นายภาคิณ มุสิกวรรณ นายกสมาคมศูนย์ข้าวชุมชน(ประเทศไทย) ประกาศจุดยืนสนับสนุนโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง”ของรัฐบาล โดยมีถ้อยแถลงดังนี้

‘ธนาคารที่ดิน’ปลื้มทุเรียนวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนาจันทบุรี ล็อตแรกสร้างรายได้งาม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810608

'ธนาคารที่ดิน'ปลื้มทุเรียนวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนาจันทบุรี ล็อตแรกสร้างรายได้งาม

‘ธนาคารที่ดิน’ปลื้มทุเรียนวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนาจันทบุรี ล็อตแรกสร้างรายได้งาม

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 20.47 น.

ธนาคารที่ดิน ปลื้มทุเรียนจากวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนา จันทบุรี ชุดแรกให้ผลผลิต 700 – 800 กิโลกรัม ราคาขาย 120 – 160 บาทต่อกิโลกรัม สร้างรายได้ให้สมาชิกฯ มีชีวิตมั่นคง คาดปีหน้าผลผลิตมากขึ้นกว่าเดิม

วันที่ 14 มิถุนายน 2567 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารที่ดิน สนับสนุนซื้อที่ดินให้แก่ วิสาหกิจชุมชน (วสช.) เกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนา ต.ทับไทร อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี  ในโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน จำนวนเนื้อที่ 77 ไร่ เมื่อปี 2563

โดยวสช. เกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนา มีสมาชิกจำนวน 30 ราย ภายในวิสาหกิจฯ มีการพัฒนาศักยภาพด้วยการอบรมพัฒนาใช้เทคโนโลยี และอินทรีย์ชีวภาพ และปลูกพืชหลากหลาย อาทิเช่น ปลูกทุเรียน เน้นพันธุ์หมอนทอง ตั้งแต่แรกเริ่มที่สมาชิกฯ เข้ามาอยู่ในพื้นที่ จำนวนประมาณ 1,500 – 2,000 ต้น ปัจจุบัน ทุเรียน มีอายุเข้าสู่ปีที่ 3 และเริ่มให้ผลผลิตแล้ว แม้ยังไม่มาก แต่สมาชิกฯ ก็สามารถเก็บทุเรียนได้รวมกัน 700 – 800 กิโลกรัม โดยประมาณ ส่วนราคาขายอยู่ที่ 120 – 160 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันทุเรียนชุดแรก หมดไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม คาดว่าช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม ปีหน้า ทุเรียนที่ วสช. เกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนา จะให้ผลผลิตที่มากขึ้นกว่าเดิม

นอกจากทุเรียน แล้ว วสช. เกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนา ยังมีอาชีพเลี้ยงผึ้ง แบบธรรมชาติ เป็นสินค้าขายดีอีกชนิดหนึ่ง และยังมีรายได้จากการแปรรูปผลผลิตที่เป็นจุดเด่น เช่นโกโก้ชนิดผง หรือเมล็ดโกโก้อบแห้ง น้ำโกโก้จากผงโกโก้ 100 % น้ำโกโก้สด ขนมอบจากส่วนประกอบโกโก้ และกล้วยหนึบ

ส่วนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จาก  วสช. เกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนา จะนำไปจำหน่ายที่ตลาดจริงใจในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล จันทบุรี ทุกวัน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2567   สำนักงบประมาณ นำโดยนายวิรัน แก้วลาย นักวิเคราะห์งบประมาณชำนาญการพิเศษ ในฐานะผอ.กองประเมินผล 1  ได้ลงพื้นที่ วสช. เกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนา เพื่อติดตาม และประเมินผลประกอบการประเมินความคุ้มค่าโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน ของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) เพื่อนำไปเป็นข้อมูลประกอบรายงาน เป็นการสะท้อนการดำเนินงานของโครงการที่ธนาคารที่ดิน ดำเนินการตอบโจทก์ตามนโยบายรัฐบาล คือ สร้างรายได้ กระจายการถือครองที่ดินทำกิน