ประธานกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ประกาศจุดยืน สนับสนุนโครงการ ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’ ของรัฐบาล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810550

ประธานกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ประกาศจุดยืน สนับสนุนโครงการ ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’ ของรัฐบาล

ประธานกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ประกาศจุดยืน สนับสนุนโครงการ ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’ ของรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 16.41 น.

ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ(นบข.) มีมติเห็นชอบหลักการโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” เพื่อสนับสนุนและลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ที่กำลังเริ่มปลูกข้าวปีการผลิต 2567/68 ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ประมาณ 4.68 ล้านครอบครัว หรือประมาณ 16 ล้านคน ภายใต้โครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 กรอบวงเงิน  29,994.3445 ล้านบาท ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567 (ครั้งที่ 2/2567) โดยจะใช้จ่ายจากเงินทุนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำรองจ่ายการดำเนินโครงการฯ จำนวน 29,532.195 ล้านบาท และมอบหมายกรมการข้าวจัดทำข้อมูลเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงการและงบประมาณ ภายหลัง นบข.มีมติดังกล่าวมีพี่น้องภาคประชาสังคมหรือมูลนิธิรวมถึงนักวิชาการได้วิพากษ์วิจารณ์หรือคัดค้าน โครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” อย่างกว้างขวางปรากฏตามสื่อสาธารณะทั่วไป นั้น

นายจารึก กมลอินทร์ ประธานกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ เปิดเผยว่า ผมในฐานะประธานกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ เห็นว่าโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” เป็นมาตรการสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคเกษตรในระยะสั้นที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยสนับสนุนปุ๋ยที่เหมาะสมตามความต้องการของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ในรูปแบบ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” (ภาครัฐและเกษตรกรจ่ายคนละครึ่ง) มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มโอกาสและบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเข้าถึงปัจจัยการผลิตให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้นั้น เป็นแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านเกษตรที่ดี ศูนย์ข้าวชุมชนฯ และภาคีเครือข่ายด้านการเกษตรยินดีสนับสนุนแนวทางดังกล่าวอย่างเต็มกำลัง ซึ่งการที่ นบข.มีมติเห็นชอบในหลักการ โดยปุ๋ยที่เข้าร่วมโครงการเป็นปุ๋ยที่ได้รับการขึ้นทะเบียน หรือหนังสือสำคัญรับแจ้งถูกต้องตามพ.ร.บ.ปุ๋ยและชีวภัณฑ์ต้องได้รับการขึ้นทะเบียนถูกต้องตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถเลือกรับการสนับสนุนปุ๋ยสำหรับนาข้าวที่ขึ้นทะเบียน เบื้องต้นจำนวน 16 รายการ และจำนวน 16 รายการประกอบด้วยปุ๋ยเคมี 14 สูตร และปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์ ชีวภัณฑ์ที่ควบคุมโรคพืชได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย ซึ่งปัจจุบันมีผู้ผลิตขึ้นทะเบียนเฉพาะปุ๋ยอินทรีย์อย่างถูกต้อง มากถึง 245 ราย

กรณีพี่น้องภาคประชาสังคมหรือมูลนิธิรวมถึงนักวิชาการได้วิพากษ์วิจารณ์หรือคัดค้าน โครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” อย่างกว้างขวาง ผมขอชื่นชม เคารพ เห็นด้วยกับเหตุผลและความห่วงใยของทุกๆ ท่านที่มีต่อพี่น้องชาวนา แต่ผมมีความเห็นต่างด้านการคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) จากทุกๆท่าน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1) โครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” มีวัตถุประสงค์หลัก “ เพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายปัจจัยการผลิตในการลดต้นทุนการผลิตข้าวแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว” เงื่อนไขโครงการฯ กำหนดว่า ” เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถเลือกรับการสนับสนุนปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และชีวภัณฑ์สำหรับนาข้าวและชีวภัณฑ์ที่ขึ้น ทะเบียนสำหรับนาข้าว จำนวน 16 รายการ” รัฐบาลหาได้อุดหนุนเฉพาะปุ๋ยเคมีเท่านั้น แต่กลับเป็นโอกาสที่ทุกภาคส่วนและพี่น้องชาวนา จะสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมี โดยกระบวนการใช้ปุ๋ยเคมีที่เหมาะสมร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ หรือเปลี่ยนไปใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ดังนั้นภาคส่วนต่างๆ ที่มีความห่วงใยพี่น้องชาวนาและกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) และสิ่งแวดล้อม ควรฉวยโอกาสนี้หันหน้ามาร่วมมือกันเพื่อผลักดันและขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) การสร้างความคิดเชิงวิสัยทัศน์(Visionary Thinking) และการสร้างแผนทางเลือก (Scenario Planning) ภายใต้ภาวะความผันผวนของสภาพแวดล้อมปัจจุบัน โดยมีเป้าหมาย ลดต้นทุน ลดภาระหนี้ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี เพิ่มผลผลิต และเพิ่มรายได้ ให้แก่พี่น้องชาวนาทั้งประเทศ

2) ประเด็นความห่วงใยและกังวลต่อการที่รัฐบาลดำเนินการอุดหนุนปุ๋ยเคมี ทำให้มีเงินภาษีของรัฐไหลเข้าบริษัทปุ๋ยเคมี นั้น ดังที่กล่าวไว้ตามข้อ 1. เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถเลือกรับการสนับสนุนปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และชีวภัณฑ์สำหรับนาข้าวและชีวภัณฑ์ที่ขึ้น ทะเบียนสำหรับนาข้าว จำนวน 16 รายการ รัฐบาลดำเนินการอุดหนุนปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ใช่เฉพาะปุ๋ยเคมีเท่านั้น แม้จะถูกมองว่าทำให้มีเงินภาษีของรัฐไหลเข้าบริษัทปุ๋ยเคมี แต่ในอีกด้าน มุมมองด้านทฤษฎี การเปลี่ยนอำนาจซื้อปุ๋ยไปสู่ชาวนาโดยตรงแบบคนละครึ่ง (ภาครัฐและเกษตรกรจ่ายคนละครึ่ง) ผ่านสหกรณ์การเกษตรและเครือข่ายสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ จะทำให้เกษตรกรจะมีเงินกึ่งหนึ่งสำหรับใช้จ่ายในการดำรงชีพ ความคาดหวังคือการกระตุ้นอุปสงค์มวลรวมโดยให้การใช้จ่ายเกิดขึ้นเป็นทอดๆ มูลค่าที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจจะมีค่ามากกว่าเม็ดเงินที่รัฐบาลอัดฉีดลงไป ผลของตัวคูณ (Multiplier effect) จะทำให้เศรษฐกิจรากหญ้าขยายตัวอันส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะชะงักงันในปัจจุบัน จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าทำให้มีเงินภาษีของรัฐไหลเข้าบริษัทปุ๋ยเคมี

3) หลายๆ ฝ่ายมองว่าเป็นช่องทางทุจริตจากการวิ่งเต้นขายปุ๋ยที่มีวงเงินในตลาดปุ๋ยกว่า 60,000 ล้านบาท นั้น ผมกลับเห็นว่าหน่วยดำเนินการกระจายปุ๋ยและชีวภัณฑ์คือ สหกรณ์การเกษตรหรือเครือข่ายสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ ซึ่งมีมากกว่า 3,990 แห่ง และการทำธุรกิจจัดหาปัจจัยการผลิตของสหกรณ์การเกษตรต่างๆ เป็นการประกอบธุรกิจปกติ อีกทั้งราคาจำหน่าย เป็นราคาควบคุมซึ่งกำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคาปุ๋ยและชีวภัณฑ์ของโครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว มีรองอธิบดีกรมการข้าวเป็นประธาน และกำหนดให้จำหน่ายปุ๋ยราคาเดียวกันในแต่ละสูตรแต่ไม่เกินราคาควบคุม ผมยังมีความเห็นเพิ่มเติมว่า สหกรณ์การเกษตรเป็นองค์กรธุรกิจหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรมีความสามารถในการดำเนิน การผลิต การจำหน่ายผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในลักษณะรวมกันซื้อรวมกันขาย เพื่อสร้างอำนาจต่อรองทั้งการรวมกันซื้อปัจจัยการผลิต และการรวมกันขายผลผลิต ดังนั้นเอกชนผู้ผลิตปุ๋ยทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์จะต้องการเสนอราคาจำหน่ายปุ๋ยถูกกว่าตลาด อันจะส่งผลดีต่อพี่น้องชาวนาที่จะได้ซื้อปุ๋ยราคาถูกกว่าตลาดและจ่ายเงินซื้อเพียงครึ่งเดียว

ในการนี้ผมในฐานะประธานกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ขอแสดงจุดยืนสนับสนุนโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” ของรัฐบาล และขอเรียกร้องให้หน่วยงานผู้รับผลิตชอบโครงการฯ กำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตและบทลงโทษ เพื่อควบคุม กรณีเกษตรกรไม่นำปุ๋ยหรือชีวภัณฑ์ไปใช้ในการผลิตข้าวจริง แต่นำไปจำหน่าย แจกจ่ายให้แก่บุคคลอื่น

รองปลัดฯติดตามจัดตั้ง สำนักงานIFADในไทย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810383

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคของกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม (IFAD) ในประเทศไทยโดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กรมองค์การระหว่างประเทศ กรมพิธีทางการทูต กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เข้าร่วม โดยที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการดำเนินงานและเจรจาจัดทำร่างความตกลงประเทศเจ้าบ้าน ( Host Country Agreement : HCA )

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะมีการเจรจากับฝ่าย IFAD อีกครั้ง เพื่อให้การจัดตั้งสำนักงานฯ มีความสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ มีความครอบคลุมถึงการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายและแนวปฏิบัติในประเทศไทย รวมถึงก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคการเกษตรไทย ก่อนจะดำเนินการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไป

ปลัดฯตรวจสอบ ปริมาณน้ำนมโค รวมทั้งประเทศ ถกโควตานมรร.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810380

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการและคณะทำงานตรวจสอบปริมาณน้ำนมโคทั้งระบบ ว่าเนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานตรวจสอบปริมาณน้ำนมโคทั้งระบบ และคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบปริมาณน้ำนมโคระดับจังหวัด เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2567 มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบปริมาณน้ำนมดิบ ณ ฟาร์ม และศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบทั่วประเทศ เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการบริหารจัดการนมทั้งระบบซึ่งได้ลงพื้นที่ตรวจสอบปริมาณน้ำนมโคทั้งระบบตั้งแต่วันที่ 25-29 มีนาคม 2567 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบสรุปผลการตรวจสอบปริมาณน้ำนมดิบที่ฟาร์มเกษตรกร 2,821.86 ตัน ซึ่งจะนำข้อมูลเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ขอความเห็นชอบและใช้เป็นข้อมูลในการจัดสรรสิทธิโควตานมโรงเรียนให้ทันก่อนเปิดเทอมปีการศึกษา 2567

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบฯ ยังพบว่าเกษตรกรที่เลิกเลี้ยงโคนมมีสาเหตุหลายประการ อาทิ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ไม่มีผู้สืบทอดอาชีพ หรือปรับเปลี่ยนอาชีพไปเป็นการเลี้ยงโคเนื้อแทน แต่ไม่ได้แจ้งยกเลิกและปรับปรุงข้อมูลกับปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ ซึ่งคณะกรรมการและคณะทำงานฯ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน พร้อมทั้งนำข้อมูลที่ได้รับจากระดับพื้นที่ มาเตรียมดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป อาทิ มาตรการลดต้นทุนการผลิต การส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ เป็นต้น

‘อรรถกร’สร้างวินัยการเงิน หนุนการออมมุ่งสู่ชุมชนเข้มแข็ง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810381

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี Kick Off โครงการเสริมสร้างวินัยทางการเงินภาคครัวเรือนขับเคลื่อนชุมชนเข้มแข็ง เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และเปิดการประชุมสัมมนาเครือข่ายครูอาสาประจำปี 2567 เรื่อง บัญชีฟาร์ม : กุญแจสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความสำเร็จ โดยมีผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมไมด้า เดอ ซี หัวหิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

นายอรรถกรกล่าวว่า กิจกรรม Kick off เปิดตัวโครงการเสริมสร้างวินัยทางการเงินภาคครัวเรือนขับเคลื่อนชุมชนเข้มแข็งฯ มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างวินัยทางการเงินและส่งเสริมการออม พัฒนาและสร้างชุมชนเข้มแข็งไปสู่ประชาชนให้กว้างขวาง มีเป้าหมายคือชุมชนทั่วประเทศ 77 จังหวัด รวมกว่า 7,800 ราย ให้ได้รับองค์ความรู้
การจัดทำบัญชีและมีเงินออม ผ่านการดำเนินกิจกรรมร่วมกัน ทั้งกิจกรรมการสอนการทำบัญชี กิจกรรมการฝึกอาชีพเสริมรายได้ และกิจกรรมสานสัมพันธ์ เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ กิจกรรมจิตอาสา เพื่อสาธารณประโยชน์ต่างๆ

“การสัมมนาในครั้งนี้ มุ่งเน้นการพัฒนาสร้างเครือข่าย ให้ความรู้กลุ่มครูบัญชีอาสา วางแผนร่วมกันในการวางรากฐานการออม ให้ทุกภาคส่วนได้นำแนวคิดการออมอย่างมีระบบมาใช้ และให้เกิดการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมขอเป็นกำลังใจให้ครูบัญชีอาสาทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเททั้งความรู้ ความตั้งใจ และมีใจรักในการทำงานเคียงคู่กับเกษตรกรในพื้นที่ต่อไป” นายอรรถกร กล่าว

ทั้งนี้ ภายในงานมีพิธีมอบป้ายโครงการให้แก่ผู้นำชุมชนวัดหนองแก อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี และรับชมบรรยากาศกิจกรรม Kick Off ที่จัดขึ้นทั่วประเทศ 78 แห่ง โอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ พบปะครูบัญชีอาสาที่เข้าร่วมภายในงาน โดยปัจจุบันมีครูบัญชีอาสากว่า 5,000 ราย เป็นเครือข่ายที่สำคัญในระดับพื้นที่ ในการถ่ายทอดองค์ความรู้การทำบัญชีสู่เกษตรกรและชุมชน

ด้าน น.ส.อัญมณี ถิรสุทธิ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ได้จัดทำโครงการเสริมสร้างวินัยทางการเงินภาคครัวเรือนขับเคลื่อนชุมชนเข้มแข็งฯ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯโดยน้อมนำพระราชปณิธานมาสานต่อการดำเนินงานในโครงการฯ เสริมสร้างวินัยทางการเงินภาคครัวเรือน อีกทั้งในเดือนกรกฎาคม กำหนดจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และในวันที่ 5 ธันวาคม 2567 กำหนดจัดกิจกรรม “เปิดกระปุก ปิดโครงการ” โดยคาดหวังภาคครัวเรือนจะมีเงินออมเพิ่มขึ้น และเชื่อมั่นว่าการมีวินัยทางการเงินที่ดีและมีเงินออมจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาคุณภาพชีวิตสู่ความกินดี อยู่ดี และสร้างชุมชนเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน

พด.ช่วยเกษตรกรแก้ปัญหาน้ำเค็ม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810382

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังคงเร่งสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำเค็มรุกเข้าพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.สมุทรปราการ โดยได้มอบหมายให้ ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ด้านวิชาการลงพื้นที่สำรวจความเสียหายอย่างต่อเนื่อง โดยสถานีพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทรา และศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เก็บตัวอย่างดินและตัวอย่างน้ำในพื้นที่คลองประเวศบุรีรมย์ไปตรวจวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการ เพื่อประเมินระดับความเค็มของพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์ผลกระทบน้ำเค็มในพื้นที่การเกษตร จ.ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการที่เกิดขึ้นกับประชาชนและเกษตรกรโดยเร็วที่สุด พร้อมเร่งสนับสนุนจุลินทรีย์ พด.นำไปผลิตสารบำบัดน้ำเสียเร่งด่วน

ทั้งนี้ สถานีพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทรา และสถานีพัฒนาที่ดินสมุทรปราการ ได้ผลิตสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นจากสารเร่งซุปเปอร์พด.6 วันละ 10,000 ลิตร นำไปใช้ฉีดพ่นบริเวณพื้นที่คลองหน้าวัดเทพราช ต.เทพราช อ.บ้านโพธิ์ 5,000 ลิตร คลองหน้าวัดประเวศ ต.คลองประเวศ อ.บ้านโพธิ์ 5,000 ลิตร และพื้นที่สะพานข้ามคลองแขวงกลั่นต.เกาะไร่ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา 10,000 ลิตร

อีกทั้งได้ให้คำแนะนำแก่หน่วยงานและเกษตรกรในการปรับปรุงดินที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเค็ม ในช่วงต้นฤดูฝน แนะนำให้ฟื้นฟูดินตามชนิดพืชโดยทั่วไปให้ระบายน้ำเค็มออกก่อน ถ้าในพืชผักให้ยกร่อง ใช้แกลบดิบ และปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ในแปลงปลูกพืช เพื่อเพิ่มความร่วนซุยและความชื้นของดิน และใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ที่ขยายในปุ๋ยหมักร่วมด้วย เพื่อกำจัดโรครากเน่า โคนเน่า ส่วนนาข้าวให้ใช้น้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ราดเพื่อช่วยให้ตอซังย่อยสลายเร็วขึ้นและไถกลบ

พาณิชย์ ถกผู้เลี้ยงไก่ เตรียมปรับราคาลง พร้อมสั่งห้างช่วยจัดโปรฯ ดูแลผู้บริโภค

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810392

พาณิชย์ ถกผู้เลี้ยงไก่ เตรียมปรับราคาลง พร้อมสั่งห้างช่วยจัดโปรฯ ดูแลผู้บริโภค

พาณิชย์ ถกผู้เลี้ยงไก่ เตรียมปรับราคาลง พร้อมสั่งห้างช่วยจัดโปรฯ ดูแลผู้บริโภค

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.33 น.

กรมการค้าภายใน ถกสมาคมผู้เลี้ยงฯ แก้ไก่แพง พบสาเหตุอากาศร้อนแล้งทำไก่โตช้า ยันสถานการณ์กลับมาปกติ จากนี้ไม่ขึ้นแล้ว ด้านห้างพร้อมจัดโปรโมชั่นลดราคาช่วยเหลือ

นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมได้หารือร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย สมาคมผู้ผลิตไก่เนื้อเพื่อการส่งออก ผู้ประกอบการรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท คาร์กิลล์มีทส์ (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัท เบทาโกรเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด บริษัท ไทยฟู้ดส์ จำกัด บริษัท สหฟาร์ม จำกัด และห้างค้าส่งค้าปลีก เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและการค้าสินค้าเนื้อไก่ หลังจากที่มีข่าวปรับขึ้นราคา ตามนโยบายนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ทั้งนี้ พบสาเหตุมาจากช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. 2567 ที่ผ่านมา ที่เป็นช่วงอากาศร้อนและแล้งจัด ทำให้ผลผลิตไก่ลดลง จากเดิมเลี้ยง 39-42 วัน และน้ำหนักไก่ลดลง 5% กว่าจะได้ขนาด 2.4 กิโลกรัม ต้องเลี้ยงเพิ่มอีก 3-5 วัน ทำให้ผู้ประกอบการมีภาระ จึงมีการปรับขึ้นราคาเพื่อให้สอดคล้อง 

ส่วนที่มีการมองว่า การส่งออกที่เพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ไก่ในประเทศขาดแคลน ก็ไม่เป็นความจริง โดยได้รับการยืนยันจากผู้ผลิตและผู้ส่งออกว่าปริมาณผลผลิตไก่มีเพียงพอ ไม่มีปัญหาขาดแคลน ทั้งการบริโภคในประเทศและการส่งออก และตอนนี้ ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยผู้เลี้ยง ได้ลงลูกไก่เพิ่ม และการเลี้ยง ก็ใช้เวลา 39-42 วันเหมือนเดิม และเมื่อผลผลิตลอตใหม่เข้าสู่ตลาด ราคาก็จะปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ

“ได้รับคำยืนยันทั้งจากผู้เลี้ยง จะเร่งเลี้ยงเพิ่ม และผู้ประกอบการได้มีการเปิดโรงเชือดใหม่เพิ่มขึ้นด้วย ส่วนเรื่องราคา ทั้งผู้เลี้ยง ห้างค้าส่งค้าปลีก ยืนยันจะไม่มีการปรับขึ้นราคาไปกว่านี้อีกแล้ว ก็จะตรึงราคานี้ ไม่มีการขึ้นอีก และยังจะช่วยจัดโปรโมชั่น โดยเฉพาะชิ้นส่วนสะโพก และเนื้ออก เพื่อลดราคาให้กับผู้บริโภคด้วย และจากนี้เมื่อสถานการณ์ผลผลิตดีขึ้น ก็จะปรับลดลงตามความเหมาะสม ขอให้ผู้บริโภคเบาใจลงได้” นายกรนิจ กล่าว

อย่างไรก็ตาม กรมจะมีการติดตามสถานการณ์การเลี้ยง การค้าไก่ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ทั้งผู้เลี้ยง ผู้ผลิตที่ส่งไก่ไปให้ห้างค้าส่งค้าปลีก และห้างค้าส่งค้าปลีกทุกวัน เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านราคา เพื่อกำกับดูแลให้ราคาอยู่ในโครงสร้างทุกราย ทั้งผู้เลี้ยง ผู้ผลิต ห้าง ซึ่งจากการตรวจสอบตอนนี้ ราคายังอยู่ในโครงสร้างที่กำหนด

ธนาคารที่ดิน’ปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้นฯในโอกาสพระราชพิธีมงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810386

ธนาคารที่ดิน'ปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้นฯในโอกาสพระราชพิธีมงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ

ธนาคารที่ดิน’ปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้นฯในโอกาสพระราชพิธีมงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.18 น.

ธนาคารที่ดิน “ปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น สู่ความมั่นคง และยั่งยืน” เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เพื่อแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันที่ 13 มิถุนายน 2567 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หน่วยงานของรัฐ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นายสุทธิรักษ์ อุฒมนตรี ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เข้าร่วมกิจกรรม “ปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น สู่ความมั่นคง และยั่งยืน” ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาชน และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแก้วกล้า หมู่ที่ 8 บ้านทุ่งโป้ง ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เพื่อเป็นการนำร่องกิจกรรม “ปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น สู่ความมั่นคง และยั่งยืน” เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ วันที่ 28 กรกฎาคม 2567 

โดยการดำเนินกิจกรรม “ปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น สู่ความมั่นคง และยั่งยืน” ของ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน จะร่วมกันปลูกต้นไม้ในพื้นที่วิสาหกิจชุมชน 12 พื้นที่ และ 5 สหกรณ์ อย่างพร้อมเพรียงกันในวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีในชุมชน เสริมสร้างความสามัคคีในชุมชน พัฒนาท้องถิ่นของแต่ละชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเพื่อแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ วันที่  28 กรกฎาคม 2567 

สำหรับวันนี้ (13 มิ.ย.2567) กิจกรรม “ปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น สู่ความมั่นคง และยั่งยืน” ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแก้วกล้า หนึ่งใน 12 พื้นที่ ดำเนินการของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ภายใต้โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน ได้รับการสนับสนุนจาก นายชุนแผน ทิมเมฆ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกลัดหลวง พร้อมเปิดโครงการฯ และร่วมปลูกต้นสักทอง ขนุน มะขามป้อม และหญ้าแฝก บริเวณรอบสระน้ำ 

ร่วมกับสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแก้วกล้า ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะครู นักเรียนโรงเรียนทุ่งโป่ง  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านทุ่งโป่ง กลุ่มอสม.ตำบลกลัดหลวง กลุ่มแม่บ้านท่ามะริด จำนวน 150 คนเข้าร่วม 

นางวิมล ฝั่งทะเล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแก้วกล้า เปิดเผยว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแก้วกล้า ตั้งอยู่ หมู่ที่ 8 บ้านทุ่งโป้ง ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี บนเนื้อที่ 93 ไร่ ปัจจุบันมีสมาชิก 29 ครอบครัว 

รูปแบบแปลงที่วางไว้ คือทำเกษตรอินทรีย์ การจัดการพื้นที่ส่วนกลางได้ออกแบบขุดคูรอบแปลงเพื่อใช้ในการเกษตร ขุดสระขนาดใหญ่ 4 สระ จัดล็อคแบ่งแปลงให้กับพี่น้องสมาชิก แปลงละ 2 ไร่ให้ปลูกบ้านที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ และทำการเกษตร ปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ยืนต้น และไม้เศรษฐกิจ เลี้ยงสัตว์ โดยการบริหารจัดการพื้นที่ใช้ระบบน้ำร่วมกันทุกแปลง โดยสมาชิกในกลุ่มสามารถทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินกับ บจธ. แล้ว 

ชาวนา เตรียม เฮ! นบข.ไฟเขียว ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’ ช่วยชาวนาเต็มสูบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810365

ชาวนา เตรียม เฮ! นบข.ไฟเขียว ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’ ช่วยชาวนาเต็มสูบ

ชาวนา เตรียม เฮ! นบข.ไฟเขียว ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’ ช่วยชาวนาเต็มสูบ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 18.30 น.

13 มิถุนายน 2567 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ(นบข.) ครั้งที่ 2/2567 โดยมี ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหารจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

ในการนี้ คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.)ได้มีมติเห็นชอบรับหลักการโครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว (ปุ๋ยคนละครึ่ง) โดยมอบหมายให้กรมการข้าว ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุ นบข. ด้านการผลิตจัดทำข้อมูลเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงการและงบประมาณต่อไป

สำหรับโครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว (ปุ๋ยคนละครึ่ง) ที่ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายปัจจัยการผลิตในการลดตันทุนการผลิตข้าวแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 โดยรัฐบาลดำเนินโครงการไร่ละ 1,000 บาท  ไม่เกิน 20 ไร่  หรือไม่เกินครัวเรือนละ 20,000 บาท เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวด้วยการใช้ปุ๋ยและชีวภัณฑ์ในสูตรและอัตราที่เหมาะสมตามนิเวศน์และสภาพพื้นที่ ตลอดจนเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเป็น 3 เท่าในระยะเวลา4ปี  ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถเลือกรับการสนับสนุนปุ๋ยสำหรับนาข้าวที่ขึ้นทะเบียน จำนวน 13 รายการ ได้แก่ 1. ปุ๋ยสูตร 25-7-14  2. ปุ๋ยสูตร 20-8-20  3. ปุ๋ยสูตร 20-10-12 4. ปุ๋ยสูตร 30-3-3  5. ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0  6. ปุ๋ยสูตร 18-12-6 7. ปุ๋ยสูตร 16-8-8  8. ปุ๋ยสูตร 16-12-8  9. ปุ๋ยสูตร 16-16-8 10. ปุ๋ยสูตร 16-20-0  11. ปุ๋ยสูตร 20-20-0 12. ปุ๋ยอินทรีย์ที่ขึ้นบัญชีนวัตกรรม หรือ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์ และ 13. ชีวภัณฑ์ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย

นอกจากนี้ที่ประชุมฯได้เห็นชอบโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปี67 เพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรจากผลกระทบของภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป

​รมว.กษ.มอบ ผบห.กษ.เข้าพบรัฐมนตรีของกระทรวงอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานของนิวซีแลนด์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810335

​รมว.กษ.มอบ ผบห.กษ.เข้าพบรัฐมนตรีของกระทรวงอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานของนิวซีแลนด์

​รมว.กษ.มอบ ผบห.กษ.เข้าพบรัฐมนตรีของกระทรวงอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานของนิวซีแลนด์

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 16.39 น.

​รมว.กษ.มอบ ผบห.กษ.เข้าพบรัฐมนตรีของกระทรวงอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานของนิวซีแลนด์ เน้นย้ำความร่วมมือ ทั้งในมิติแรงงาน การท่องเที่ยว และความร่วมมือในการลงทุนในสาขาต่างๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2567 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระเกษตรและสหกรณ์ มอบหมาย นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และนายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เข้าพบหารือ Mr. Shane Jones รัฐมนตรีของกระทรวงอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานของนิวซีแลนด์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หน่วยงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค

ทั้งนี้ รัฐมนตรีของนิวซีแลนด์ ได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ โดยปัจจุบันนิวซีแลนด์เปิดประเทศมากขึ้น ทั้งในมิติแรงงานและการท่องเที่ยว และพร้อมให้ความร่วมมือกับไทยในการลงทุนในสาขาต่างๆ โดยเฉพาะในเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร ที่ตอบสนองและสอดรับกับสถานการณ์และความท้าทายต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งสภาพอากาศที่แปรปรวน และการเข้าสู่สังคมสูงอายุ ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนรายได้ของเกษตรกรคือ น้ำ และพลังงาน

– 006

‘ฉก.พญานาคราช’บุกห้องเย็นในสงขลา จับสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมาย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810244

'ฉก.พญานาคราช'บุกห้องเย็นในสงขลา จับสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมาย

‘ฉก.พญานาคราช’บุกห้องเย็นในสงขลา จับสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 13.37 น.

ฉก.พญานาคราช บุกห้องเย็นในสงขลา จับสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมาย น้ำหนักกว่า 6 ตัน มูลค่ากว่าสามแสนบาท

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ร่วมทีมหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราชตรวจค้นห้องเย็นต้องสงสัย เพื่อตรวจสอบการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ณ ห้องเย็นไม่ทราบชื่อ ในพื้นที่ตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำนวน 2 แห่ง

พันตำรวจโทอัครเดช ปิ่นทองพันธ์ รองผู้กำกับการป้องกันและปราบปราม สถานีตำรวจภูธรคลองแงะ จังหวัดสงขลา ในฐานะเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช นำกำลังเจ้าหน้าที่กองสารวัตรและกักกัน ด่านกักกันสัตว์สงขลา ด่านกักกันสัตว์เพชรบุรี ด่านกักกันสัตว์นราธิวาส ด่านกักกันสัตว์นครศรีธรรมราช และด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ เข้าตรวจค้นสถานที่เก็บกักซากสัตว์ต้องสงสัยในพื้นที่ตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำนวน 2 แห่ง แบ่งออกเป็น ห้องเย็นแห่งที่หนึ่ง ตรวจพบซากสัตว์ปีก (อกไก่) น้ำหนัก 1,200 กิโลกรัม มูลค่า 63,600 บาท ซากสัตว์ปีก (ทั้งตัว) น้ำหนัก 500 กิโลกรัม มูลค่า 25,000 บาท น้ำหนักรวม 1,700 กิโลกรัม มูลค่ารวม 88,600 บาท ซึ่งมีบรรจุภัณฑ์ระบุแหล่งกำเนิดในประเทศไทย โดยเจ้าหน้าที่สารวัตรปศุสัตว์ได้ดำเนินการอายัดสินค้าดังกล่าว พร้อมทั้งแจ้งให้เจ้าของสินค้านำเอกสารที่เกี่ยวข้องมาแสดงแหล่งที่มาต่อเจ้าหน้าที่

และในส่วนห้องเย็นแห่งที่สอง ตรวจพบซากสัตว์ปีก (ขาไก่) จำนวน 1,000 กิโลกรัม มูลค่า 70,000 บาท และซากสัตว์ปีก (ตับไก่) จำนวน 5,004 กิโลกรัม มูลค่า 250,200 บาท มีบรรจุภัณฑ์ระบุแหล่งกำเนิดจากประเทศเพื่อนบ้าน จำนวนรวมทั้งสิ้น 6,004 กิโลกรัม มูลค่ารวม 320,200 บาท โดยเจ้าหน้าที่สารวัตรปศุสัตว์ได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ประกอบการรายดังกล่าว ซึ่งมีการกระทำความผิด ดังต่อไปนี้ 1) นำเข้าสินค้าปศุสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษตามมาตรา 68 จำคุกไม่เกินสองปี ปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2) ไม่มีใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ภายในราชอาณาจักร อันเป็นความผิดตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษตามมาตรา 71 จำคุกไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 3) ไม่มีใบอนุญาตทำการค้า และหากำไรในลักษณะคนกลางซึ่งซากสัตว์ อันเป็นความผิดตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง จำคุกไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จากนั้นเจ้าหน้าที่สารวัตรปศุสัตว์ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางดังกล่าวส่งมอบและดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ซึ่งของกลางดังกล่าวไม่มีการระบุแหล่งที่มาอย่างชัดเจน อาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคระบาดสัตว์ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ รวมถึงความปลอดภัยด้านอาหารของผู้บริโภค และเศรษฐกิจด้านปศุสัตว์ภายในประเภทด้วย

– 006