รมว.เกษตรฯมุ่งพัฒนาด้านสัตวแพทย์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810166

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานประชุมวิชาการคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ CUVC2024-The Theatre ภายใต้หัวข้อที่ “Integrated One Health Approaches for SustainableWell-Being” โดยมีนายสมชวนรัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วมที่สามย่านมิตรทาวน์ กทม. ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นในการพัฒนาวิชาชีพทางด้านสัตวแพทย์ให้ก้าวหน้าทางด้านวิจัยและนวัตกรรม แสดงถึงบทบาทของสัตวแพทย์ในบริบทที่กว้างขึ้นของสุขภาพหนึ่งเดียว หรือ One Health ที่สัตวแพทย์นอกจากจะเป็นผู้รักษาสัตว์แล้ว ยังเป็นผู้ดูแลทั้งด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม ให้มีความยั่งยืน ความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างมนุษย์ สัตว์ และสุขภาพสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องมีแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจน ซึ่งสัตวแพทย์มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก และนอกจากจะเป็นการประชุมทางวิชาการ ยังถือเป็นการทำงานร่วมกันที่ขยายขอบเขตออกไปในทุกภาคส่วน ทั้งมหาวิทยาลัยสัตวแพทย์ต่างๆ องค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน กว่า 30 แห่ง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ให้ความสำคัญกับสุขภาพหนึ่งเดียวเป็นอย่างมาก ซึ่ง One Health ไม่ใช่เพียงแค่แนวคิดทฤษฎี แต่ยังเป็นหลักการและแนวทางปฏิบัติที่เป็นตัวกำหนดสุขภาพของเราอีกด้วย โดยในทางสัตวแพทย์ถือเป็นสิ่งสำคัญที่เน้นผลกระทบในเชิงลึกของสุขภาพของสัตว์ที่มีผลต่อสุขภาพมนุษย์ โรคสัตว์สู่คน รวมทั้งการเชื่อมโยงต่อระบบนิเวศ ซึ่งองค์ความรู้ที่ไม่สิ้นสุดทางด้านสัตวแพทย์ ทั้งด้านวิชาการ วิจัย และนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัย ร่วมกับหน่วยงานรัฐบาลจะช่วยกันรักษาสมดุลให้กับโลกได้ นอกจากนี้ สุขภาพหนึ่งเดียว ยังเป็นองค์ความรู้ในการเชื่อมโยงสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และระบบนิเวศ เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งต้องการความร่วมมือระหว่างสาขาวิชาต่างๆ ของสัตวแพทย์ เพื่อวางแนวทางการควบคุมโรค เพิ่มปลอดภัยในอาหาร และรักษาสมดุลอ่อนโยนของระบบนิเวศของเราให้ยั่งยืนได้ในอนาคต

รองปลัดฯรุดติดตามงาน ช่วยผู้เลี้ยงโคนมรายย่อย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810167

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรายย่อยในโครงการ
พระราชดำริ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ผ่านระบบ Zoom Meetingโดยที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นต่างๆ ดังนี้ 1.แนวทางการดำเนินงานช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรายย่อยในโครงการพระราชดำริ

2.ภาพรวมแนวทางการดำเนินงานและความก้าวหน้าการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรายย่อยทั่วประเทศ และ 3.ความก้าวหน้า ปัญหาอุปสรรค แผนงาน/แนวทาง การดำเนินงานช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรายย่อยในโครงการพระราชดำริ 7 แห่ง คือสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จ.สกลนคร, สหกรณ์โคนมหนองโพ จ.ราชบุรี, สหกรณ์โคนมชะอำ และสหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์ค จ.เพชรบุรี, สหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์ค จ.ประจวบคีรีขันธ์, สหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์ค จ.สระบุรี และสหกรณ์โคนมทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย เพื่อให้มีประสิทธิภาพต่อไป

พด.ทำแผนใช้ที่ดินตำบล มุ่งใช้งานอย่างเหมาะสมยั่งยืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810169

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่า ได้จัดทำแผนการใช้ที่ดินซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่การใช้ทรัพยากรดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแผนการใช้ที่ดินระดับต่างๆ ประกอบด้วย ระดับประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นภาพรวมและเกิดการเชื่อมโยงการใช้ที่ดินด้านต่างๆ ของทั้งประเทศ ระดับจังหวัด เป็นการบริหารจัดการการใช้ที่ดินในจังหวัด และนำไปสู่การจัดทำแผนการใช้ที่ดินระดับตำบล ซึ่งจัดทำให้สอดคล้องกับศักยภาพของที่ดินการเกษตร โดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและชุมชนตามบริบทของพื้นที่และครอบคลุมรายละเอียดหลายด้าน ได้แก่ การวางแผนการผลิต การอนุรักษ์ดินและน้ำการเตรียมดิน การจัดการอินทรียวัตถุ การจัดการธาตุอาหารพืช การจัดการน้ำในดิน รวมทั้งการควบคุมศัตรูพืชด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำข้อมูลแผนการใช้ที่ดินไปใช้พัฒนาพื้นที่การเกษตรให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ของตนเองได้ ช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรดินและที่ดินได้อย่างยั่งยืน ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกร สร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตร

สำหรับการขับเคลื่อนจัดแผนการใช้ที่ดินระดับตำบลนั้น สำนักงานพัฒนาที่ดิน 12 เขต และสถานีพัฒนาที่ดินในสังกัดได้ร่วมกันดำเนินการ โดยมีกองนโยบายและแผนการใช้ที่ดิน และหน่วยงานส่วนกลางที่เกี่ยวข้อง ให้การสนับสนุนข้อมูล รวมทั้งให้แนวทางและข้อเสนอแนะในการจัดทำแผนการใช้ที่ดิน ซึ่งได้ดำเนินการส่งเสริมและให้ความรู้กับเกษตรกรในการพัฒนาพื้นที่การเกษตรให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ตามแผนฯ ผ่านโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ เช่น การปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยพืชสด ก่อสร้างแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ เป็นต้น หรือโครงการของหน่วยงานอื่นๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นอกจากนี้ ได้นำไปต่อยอดสู่โครงการความร่วมมือพัฒนาตำบล (SMART TAMBON) ซึ่งเป็นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในรูปแบบฐานข้อมูลสารสนเทศเชิงพื้นที่

ส่วนการวางแผนการใช้ที่ดินและให้ข้อมูลการจัดการดินในพื้นที่เกษตรรายแปลง ทั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการบูรณาการงานพัฒนาที่ดินส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในด้านการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน โดยให้เกษตรกรได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ในตำบลของตนเอง มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสม และเกิดการเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในพื้นที่อย่างแท้จริง เพราะเป็นการกำหนดแนวทางในการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ถูกต้องตามศักยภาพของดิน และเกิดประโยชน์สูงสุด นำไปสู่การใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในตำบลให้ดีขึ้น เกิดผลเป็นรูปธรรม “เกษตรกรกินดี อยู่ดี มีรายได้ มีอาชีพมั่นคง สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เกษตรฯจัดประชุม คกก.บริหารนโยบาย บริการด้านเกษตร ใช้3แนวทางสำคัญ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810170

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายอำนวยความสะดวกด้านการเกษตรประเด็นบริการทางการเกษตรที่ใช่ เลือกใช้ให้เหมาะสม ของกระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 2/2567 เพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนงานนโยบายอำนวยความสะดวกด้านการเกษตร ประเด็นบริการทางการเกษตรที่ใช่ เลือกใช้ให้เหมาะสม ของกระทรวงเกษตรฯ ใน 3 แนวทางสำคัญได้แก่ แนวทางที่ 1 งานบริการภาคการเกษตรเพื่อส่งเสริมเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร (Agricultural Service Provider) แนวทางที่ 2 งานบริการApplication ของกระทรวงเกษตรฯ(การเข้าถึงการบริการที่สะดวก รวดเร็วและทันสมัย) และ แนวทางที่ 3 งานบริการ e – Service ของกระทรวงเกษตรฯ(มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น มีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงและมีความสะดวกมากขึ้น)

ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก ได้แก่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และสำนักพัฒนาระบบบริหาร สำนักงานปลัดกระทรวง
เกษตรฯ จัดทำฐานข้อมูลงานบริการภาคการเกษตร งานบริการ Applicationของกระทรวงเกษตรฯ และงานบริการe-Service ของกระทรวงเกษตรฯ ให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นตามนโยบายที่กำหนด และให้บริการแก่เกษตรกรได้อย่างแท้จริง

‘ธรรมนัส’เดินหน้า‘คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ’เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810023

‘ธรรมนัส’เดินหน้า‘คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ’เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

‘ธรรมนัส’เดินหน้า‘คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ’เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 08.36 น.

‘ธรรมนัส’เดินหน้า‘คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ’เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

12 มิถุนายน 2567 น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้สานต่อโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เฉลิมพระชนมพรรษา 6 และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยรัฐมนตรีร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ได้เตรียมความพร้อมและมอบแนวทางการจัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ระดับประเทศ โดยกำหนดจัดงานจุดหลักจะอยู่ที่ศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำปาย ตามพระราชดำริ จังหวัดแม่ฮ่องสอน (ท่าโป่งแดง) ตำบลผาบ่อง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2567

น.ส.เกณิกา กล่าวต่อว่า วัตถุประสงค์ของโครงการคลินิกเกษตร คือต้องการให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรและประชาชนที่มารับบริการ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดให้เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญ ถือเป็นการปฏิบัติงานในเชิงรุกที่ทำให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายที่มีปัญหาได้รับบริการทางการเกษตรอย่างรวดเร็ว ทั้งการให้บริการทางวิชาการและการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรแก่เกษตรกร 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงขยายโอกาสให้เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล สามารถเข้าถึงการบริการทางการเกษตร และได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องครบถ้วนในคราวเดียวกัน

“โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฎราชกุมาร เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือเป็นโครงการที่มีความสำคัญ และได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด ดำเนินการแบบบูรณาการต่อเนื่องมาโดยตลอด เพื่อให้บริการและแก้ไขปัญหาทางการเกษตรร่วมกัน เพื่อให้บริการแก่พี่น้องเกษตรกร และประชาชน ในการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ ณ จุดเดียว ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ครบถ้วนทุกด้าน และสอดคล้องกับปัญหาความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง” น.ส.เกณิกา กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : บิ๊กเกษตรฯ เยือนชัยภูมิ ติดตามงานชลประทานพลิกฟื้นบึงละหาน สร้างระบบชลประทาน บรรเทาภัยแล้ง – ท่วม อย่างยั่งยืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809985

สกู๊ปพิเศษ : บิ๊กเกษตรฯ เยือนชัยภูมิ ติดตามงานชลประทานพลิกฟื้นบึงละหาน  สร้างระบบชลประทาน บรรเทาภัยแล้ง – ท่วม อย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : บิ๊กเกษตรฯ เยือนชัยภูมิ ติดตามงานชลประทานพลิกฟื้นบึงละหาน สร้างระบบชลประทาน บรรเทาภัยแล้ง – ท่วม อย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามงานพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ โดยมี นายชูชาติ รักจิตรอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายอภิชาตชุมนุมมณี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ นายไพฑูรย์ศรีมุก สำนักงานชลประทานที่ 6 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และสรุปความก้าวหน้างานพัฒนาแหล่งน้ำ

กรมชลประทาน เดินหน้าพัฒนาบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ สร้างระบบเก็บกักน้ำรอบบึง เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ บรรเทาปัญหาแล้ง-ท่วม 4 ตำบลในอำเภอจัตุรัส

“บึงละหาน” แหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่มากถึง18,181 ไร่ สามารถเก็บกักน้ำได้ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) ครอบคุลมตำบลละหาน ตำบลหนองบัวใหญ่ ตำบลหนองบัวบาน และตำบลบ้านกอก อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ มีลักษณะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงมีความหลากหลายของระบบนิเวศ และเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอจัตุรัส นอกจากนี้ ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ ทำให้บึงแห่งนี้มีประโยชน์มากมาย แต่บึงละหานมักเผชิญปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมเป็นประจำ เนื่องจากไม่มีระบบเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ประกอบกับบึงมีสภาพตื้นเขิน ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้เต็มศักยภาพ พอถึงช่วงฤดูน้ำหลากน้ำในแม่น้ำชีจะเอ่อล้นเข้าสู่ลำห้วยคลองยายแก้วและลำคันฉู ทำให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรบริเวณรอบบึง

นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ(ปี 2565-2570) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงการแก้มลิงขนาดใหญ่ที่สำคัญที่เชื่อมโยงกับแม่น้ำชี เพื่อฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลองทั้งระบบ โดยใช้บึงแห่งนี้เป็นพื้นที่ชะลอน้ำและรองรับน้ำในช่วงฤดูฝน พร้อมเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเข้าไปพัฒนาและก่อสร้างระบบชลประทานในพื้นที่บ้างแล้ว อาทิ การขุดลอกและปรับปรุงแก้มลิง การก่อสร้างประตูระบายน้ำ อาคารบังคับน้ำ สถานีสูบน้ำ ฝาย ตลอดจนการปรับปรุงภูมิทัศน์และถนนรอบบึงละหาน เป็นต้น โดยในระยะเร่งด่วนจะเร่งดำเนินการขุดลอกแก้มลิงบึงละหาน (ระยะที่ 1) ส่วนในระยะต่อไป จะดำเนินการเพิ่มระดับเก็บกักน้ำให้สูงขึ้น และปรับปรุงทำนบดินรอบบึงละหาน หากดำเนินการแล้วเสร็จทั้งระบบตามแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้มากขึ้นอีกประมาณ 22.50 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์กว่า 21,500 ไร่

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ยังได้ติดตามงานก่อสร้างคลองผันน้ำลำปะทาว-สระเทวดา พร้อมอาคารประกอบ ตำบลกุดตุ้ม อำเภอเมืองชัยภูมิ ซึ่งอยู่ในแผนโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ (ระยะที่ 1) สามารถระบายน้ำได้ในอัตรา 150 ลบ.ม.ต่อวินาที ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คืบหน้าแล้วกว่า 55% หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำหลาก โดยการตัดยอดน้ำส่วนเกินไม่ให้ไหลเข้าท่วมตัวเมืองชัยภูมิ นอกจากนี้ยังสามารถผันน้ำจากลำปะทาวผ่านคลองผันน้ำ ส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้อีกด้วย มีพื้นที่รับประโยชน์ 5,700 ไร่

ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งรัดงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผนที่กำหนดไว้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝน และช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจังหวัดชัยภูมิ ตลอดจนเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดี สร้างรายได้และอาชีพให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป

เกษตรฯ-พาโกดาผลักดัน ส่งออกผลไม้จากไทยสู่ตลาดจีน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809986

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดงานและเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือในการจัดหาผลไม้ไทยคุณภาพสู่ตลาดจีน ร่วมกับนางจาง เซียวเซียว อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้อง ระหว่าง Shenzhen Pagoda Industry(Group) จำกัด (บริษัทพาโกดา) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ที่เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ สำหรับพิธีการลงนามเอกสารความร่วมมือในการจัดหาผลไม้ไทยคุณภาพสู่ตลาดจีน มี 4 ฉบับ คาดว่าภายหลังลงนามจะมีการจัดซื้อทุเรียนประมาณ 13,824 ตัน และมังคุด 880 ตันมูลค่ารวม 1,650 ล้านบาท

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตผลไม้เมืองร้อนคุณภาพสูงมากมายหลายชนิด จึงได้ชื่อว่าเป็น Kingdom of Fruits และเป็นประเทศที่ส่งออกผลไม้ไปยังประเทศจีนมากเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้หลักการที่สำคัญ คือ ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย โดยมุ่งเน้นการยกระดับสินค้าภาคการเกษตร ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรโดยการสร้างแบรนด์เนมสินค้าเกษตร การสร้าง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง รวมทั้งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพของผลไม้ไทยที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน

ปัจจุบันประเทศไทย สามารถส่งออกผลไม้ไปยังประเทศจีนได้ 22 ชนิด และอยู่ระหว่างการขออนุญาตเปิดตลาดส่งออกผลไม้ไทยเพิ่มเติมอีกหลายรายการ ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญต่อคุณภาพของผลไม้ รวมถึงมาตรฐานของกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน เพื่อทำให้ผู้บริโภคชาวจีนจึงมั่นใจได้ว่าผลไม้ไทยนอกจากจะมีรสชาติที่ดีแล้ว ยังมีคุณภาพ มาตรฐาน และมีความปลอดภัย โดยในปี 2566 ประเทศไทยมีการส่งออกผลไม้ไปยังประเทศจีนกว่า 2.36 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 213,468 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 90 ของมูลค่าการส่งออกผลไม้ของไทย

นอกจากนี้ ภายในงานดังกล่าวยังมีการจัดพิธีเปิดงานเทศกาลผลไม้ไทย ประจำปี 2567 ซึ่งฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว และบริษัท พาโกดา กำหนดจะจัดขึ้นที่ประเทศจีน เพื่อประชาสัมพันธ์คุณภาพมาตรฐานของผลไม้ไทย และการจัดจำหน่ายผลไม้คุณภาพของไทยผ่านหน้าร้านจำหน่ายผลไม้ของบริษัท พาโกดา กว่า 6,000 สาขาทั่วประเทศจีน รวมถึงมีการนำสื่อมวลชนและผู้มีอิทธิพลทางความคิด (Key Opinion Leader: KOL) ของจีน เดินทางไปเยี่ยมชมสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้คุณภาพของไทย ในพื้นที่ จ.จันทบุรี ด้วย

พด.ใช้สารซุปเปอร์พด.6บำบัดน้ำเสีย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809987

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่า จากกรณีน้ำเค็มจากแม่น้ำบางปะกงไหลทะลักเข้าพื้นที่คลองประเวศบุรีรมย์และคลองสาขา ต.บางกรูด อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำและพืชน้ำ รวมทั้งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคของประชาชน รวมทั้งพื้นที่การเกษตรโดยเฉพาะพื้นที่บ่อปลาน้ำจืด เพื่อลดผลกระทบที่เกิด สถานีพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทรา และศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้เก็บตัวอย่างดินและตัวอย่างน้ำในพื้นที่คลองประเวศบุรีรมย์ไปตรวจวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการ เพื่อประเมินระดับความเค็มของพื้นที่

ทั้งนี้ ช่วงที่น้ำมีระดับความเค็มมากกว่า 0.5 ppt ต้องระมัดระวังในการนำมาใช้เพาะปลูก จนกว่าระดับความเค็มจะลดลง ส่วนการแก้ปัญหาน้ำเสีย ได้ให้คำแนะนำให้ช่วยกันเก็บซากพืชลอยน้ำและซากสัตว์น้ำที่ตาย พร้อมกับผลิตสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.6 นำไปใช้ฉีดพ่น สำหรับการผลิตสารบำบัดน้ำเสียแบบเร่งด่วน ซึ่งสามารถใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 จำนวน 1 ซอง ขยายเชื้อในกากน้ำตาล 10 กิโลกรัม และน้ำสะอาด 50 ลิตร โดยหมักเป็นเวลา 4 วัน เมื่อหมักแล้วสามารถนำไปใช้บำบัดน้ำเสียในอัตราน้ำหมัก 1 ลิตร ต่อน้ำเสีย 10 ลูกบาศก์เมตรทุกๆ 10 วัน

สำหรับการปรับปรุงดินที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเค็ม ในช่วงต้นฤดูฝน แนะนำให้ฟื้นฟูดินตามชนิดพืช โดยทั่วไปให้ทำการระบายน้ำเค็มออกก่อน ถ้าในพืชผักให้ทำการยกร่อง ใช้แกลบดิบ และปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.1ในแปลงปลูกพืช เพื่อเพิ่มความร่วนซุยและความชื้นของดิน และใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ที่ขยายในปุ๋ยหมักร่วมด้วยเพื่อกำจัดโรครากเน่าโคนเน่า ส่วนนาข้าวให้ใช้น้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ราด เพื่อช่วยให้ตอซังย่อยสลายได้เร็วขึ้นและทำการไถกลบ

ไทย-ซาอุฯจับมือ ส่งเสริมด้านเกษตร ร่วมวงถกUNCCD ผนึกกำลังฟื้นฟูดิน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809984

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ อนุญาตให้ นาย Khaled Al-Alabdulkader ผู้อำนวยการใหญ่ จาก National Center for Vegetation Cover and Combatting Desertification (NCVC) ของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย พร้อมคณะ เข้าพบ เพื่อหารือความร่วมมือด้านการเกษตร พร้อมด้วยนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

สำหรับวัตถุประสงค์ในการหารือในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยของผู้อำนวยการใหญ่ NCVC ของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ครั้งนี้ เพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมที่ใกล้ชิดและหลากหลายยิ่งขึ้น และคาดหวังว่าทั้งสองประเทศจะได้ขยายขอบเขตความร่วมมือในอนาคตอย่างแน่นอน โดยโอกาสนี้ฝ่ายซาอุดีอาระเบีย ได้เชิญผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย สมัยที่ 16(UN Convention to CombatDesertification: UNCCD COP 16) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคม 2567 ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นเวทีในการหารือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในการแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน ครอบคลุมการฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของดินการเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อภัยแล้งรวมทั้งการต่อสู้การแปรสภาพเป็นทะเลทราย ซึ่งจะมีการจัดนิทรรศการ (pavilion) ด้านพื้นที่สีเขียว (green zone) เป็นครั้งแรก เพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูดินด้วยเทคนิค เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่างๆ

รองปลัดฯประชุมคกก. จัดทำพ.ร.บ.ความหลากหลายฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809991

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายนวนิตย์ พลเคน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2567 ที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยที่ประชุมได้รับทราบเรื่องต่างๆ ได้แก่ ความก้าวหน้าการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ความหลากหลายทางชีวภาพ, ความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขต พื้นที่คุ้มครอง (OECMs) ของประเทศไทย,การจัดตั้งหน่วยที่ปรึกษาด้านวิชาการ เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการความร่วมมือพันธมิตรสำหรับการอนุรักษ์นกน้ำอพยพและถิ่นที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนในเส้นทางการบินเอเชียตะวันออก-ออสเตรเลีย, ผลการติดตามการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่น และรายงานการอนุญาตให้เข้าถึงทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย ประจำปี 2565-2566

นอกจากนี้ได้พิจารณาประเด็นสำคัญ คือ 1.กรอบความร่วมมือทวิภาคีว่าด้วยสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพและการคุ้มครองชนิดพันธุ์ ระหว่างไทยและฝรั่งเศส 2.การเสนอศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินี จ.สมุทรปราการ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

3.การเสนอศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก เป็นพื้นที่เครือข่ายนกน้ำอพยพ 4.การเสนอศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก เป็นอุทยานมรดกอาเซียน (ASEAN Heritage Park: AHP) และ 5.การปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ