‘ธรรมนัส’ลุยIGNITEไทย มุ่งสู่ศูนย์กลางเกษตร-อาหารโลก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808811

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อน IGNITE THAILAND
“จุดประกายเกษตรไทย สู่ศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารของโลก” พร้อมปาฐกถาพิเศษ “ขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก” ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี ว่า สำหรับวิสัยทัศน์การเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก (Agriculture and Food Hub) แน่นอนว่าประเทศไทยมีศักยภาพ โดยรัฐบาลมีเป้าหมาย 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ เป้าหมายด้านการเกษตร และเป้าหมายด้านอาหาร

สำหรับเป้าหมายภาคการเกษตร มีเป้าหมาย คือรายได้สุทธิ 3 เท่า ใน 4 ปี ซึ่งจากผลสำเร็จสินค้าเกษตรที่ราคาดี ไม่ว่าจะเป็นยางพารา และข้าว เกิดจากการทำเกษตรแม่นยำ นำเทคโนโลยีมาใช้ การใช้พันธุ์พืชที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากงานวิจัย รวมถึงแหล่งน้ำที่ต้องมีพื้นที่ชลประทานมากขึ้น ระบบบริหารจัดการน้ำที่ดี แก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งมีการบริหารระบบตลาดสินค้าเกษตรอย่างครบวงจร มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตรที่เหมาะสม และแก้ปัญหา PM2.5 ที่เกิดจากภาคการเกษตร

ขณะที่ เป้าหมายด้านอาหาร ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ มีวัตถุดิบสินค้าการเกษตรที่ดีมากมายเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ มีอาหารที่มีชื่อประเทศเป็นชื่อ “ผัดไทย” มี Story ที่จะยกระดับได้อีกมากมายหลายชนิด และนอกจากอาหารทั่วไปแล้ว ประเทศไทยยังสามารถสร้าง “ตลาดใหม่” ผ่านนวัตกรรมด้านอาหารได้ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารทางการแพทย์ อาหาร Plant-based อุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่อง จึงเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในศักยภาพอย่างเต็มที่สมดังคำกล่าว “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” และเป้าหมายที่สำคัญนั่นคือ “ในกระเป๋าต้องมีเงิน”

สำหรับการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก กระทรวงเกษตรฯ มีความพร้อมที่จะขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายด้วย 9 นโยบายสำคัญ ส่วนการจุดประกายให้ประเทศไทยเป็น Hub การเกษตรและอาหารของโลกจำเป็นต้องยกระดับการขับเคลื่อนทั้งในด้านการผลิต และการตลาด ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงเกษตรฯ คือด้านการผลิต (Supply-side) ต้องขับเคลื่อนกลไกสำคัญ (Engine) ซึ่งเป็นหัวใจของภาคการผลิต คือ 1.การยกระดับสินค้าเกษตร และ 2. มาตรการเสริมแกร่งให้กับเกษตรกรและคนในภาคการเกษตร

สำหรับการยกระดับสินค้าเกษตรสู่การเพิ่มรายได้ สามารถแบ่งกลุ่มสินค้าเป้าหมายหลักๆ ได้เป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มสินค้าเกษตรที่มีการผลิตมากกว่าความต้องการของตลาด และกลุ่มสินค้าเกษตรที่ผลิตน้อยกว่าความต้องการ ขณะที่มาตรการเสริมแกร่งให้กับเกษตรกร เช่น มาตรการการวางระบบสวัสดิการที่เหมาะสมหรือแนวทางการยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นระบบประกันภัยภาคการผลิต การสนับสนุนปัจจัยการผลิต การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร เป็นต้น

รมว.เกษตรฯสั่งการ ตั้งศูนย์บัญชาการฯ รุดสำรวจ-ช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำเค็ม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808812

รมว.เกษตรฯสั่งการ  ตั้งศูนย์บัญชาการฯ  รุดสำรวจ-ช่วยเหลือ  ผู้ประสบภัยน้ำเค็ม

รมว.เกษตรฯสั่งการ ตั้งศูนย์บัญชาการฯ รุดสำรวจ-ช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำเค็ม

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ช่วยเหลือ : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่แก้ปัญหาน้ำเค็มรุกคลองประเวศบุรีรมย์ บริเวณสถานีสูบน้ำท่าถั่ว และสถานีสูบน้ำพระยาวิสูตร จ.ฉะเชิงเทรา โดยสั่งให้ตั้งศูนย์บัญชาการกระทรวงเกษตรฯแก้ปัญหาน้ำเค็ม บูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามการแก้ปัญหาน้ำเค็มรุกคลองประเวศบุรีรมย์ บริเวณสถานีสูบน้ำท่าถั่ว และสถานีสูบน้ำพระยาวิสูตร จ.ฉะเชิงเทรา โดย ร.อ.ธรรมนัส สั่งการ

ให้มีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อแก้ปัญหาน้ำเค็มในคลองประเวศบุรีรมย์ เป็นกรณีฉุกเฉิน โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในจังหวัด เพื่อการแก้ปัญหาอย่างทั่วถึงและตรงจุด ซึ่งปัจจุบันกรมชลประทาน ได้แก้ปัญหาดังกล่าวโดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำตามจุดต่างๆ เพื่อเร่งระบายน้ำเค็มออกจากคลองประเวศฯ และคลองสาขาออกสู่แม่น้ำบางปะกงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้ลำเลียงน้ำจากพื้นที่ตอนบนมาช่วยเจือจางน้ำเค็มอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบหมายทุกหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ เร่งสำรวจความเสียหายของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านพืช
และด้านประมง เพื่อการช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรให้รอดพ้นจากวิกฤตในครั้งนี้โดยเร็วที่สุด อีกทั้งให้มีการระดมรถบรรทุกน้ำสำหรับแจกจ่ายน้ำอุปโภค-บริโภค เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากระบบประปาหมู่บ้านที่ไม่สามารถสูบน้ำจากคลองมาผลิตน้ำประปาได้ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย รวมถึงเตรียมวางแผนแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

หม่อนไหมรับรองพันธุ์‘ศรีสะเกษ72’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808808

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พ.จ.อ.ประเสริฐ มาลัย อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ได้เริ่มดำเนินการพัฒนาพันธุ์ไหมไทยพื้นบ้านชนิดลูกผสมเดี่ยว ตั้งแต่ปี 2549 โดยรวบรวมสายพันธุ์ไหมไทยพื้นบ้านจากเกษตรกรใน จ.ศรีสะเกษ ใช้เวลา 2 ปี (2550-2551) ในการคัดเลือกพันธุ์จนได้พันธุ์แท้ที่มีลักษณะสม่ำเสมอ กระทั่งปี 2552 จึงนำไหมไทยพื้นบ้านที่คัดเลือกพันธุ์ได้ มาผสมพันธุ์เพื่อสร้างไหมพันธุ์ใหม่ และทำการเปรียบเทียบพันธุ์ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ พื้นที่ต่างๆ ได้แก่ จ.ศรีสะเกษ, แพร่, น่าน, ตาก, เชียงใหม่, อุบลราชธานี, ร้อยเอ็ด, มุกดาหาร, ชุมพร, สุรินทร์ และนครราชสีมา จากนั้นได้มีการทดสอบพันธุ์ในภาคการเกษตร (Farmer test) ใน จ.พิษณุโลก, เชียงราย, แม่ฮ่องสอน, กำแพงเพชร, ศรีสะเกษ, ร้อยเอ็ด, มุกดาหาร และชุมพรจึงได้ไหมไทยพื้นบ้าน “ทับทิมสยาม 06 x วนาสวรรค์”

ในปี 2560 นำไหมไทยพื้นบ้าน“ทับทิมสยาม 06 x วนาสวรรค์”มาเลี้ยงทดสอบการผลิตกระดาษใยไหมหรือแผ่นใยไหมประเมินความพึงพอใจของเกษตรกรที่ผลิตแผ่นใยไหม พบว่าเกษตรกรมีความพึงพอใจ ในการประชุมคณะกรรมการพิจารณาพันธุ์หม่อนไหม ครั้งที่ 1/2567 จึงมีมติเห็นชอบให้รับรองพันธุ์ไหมไทยพื้นบ้าน “ทับทิมสยาม 06 x วนาสวรรค์” เป็นพันธุ์ไหมแนะนำ โดยใช้ชื่อ “พันธุ์ศรีสะเกษ 72” ชื่อภาษาอังกฤษ คือ Si Sa Ket 72 และมีชื่อย่อคือ ทับทิมวนา คุณสมบัติเด่นของไหมพันธุ์ศรีสะเกษ 72 คือเป็นพันธุ์ที่แข็งแรง เลี้ยงง่าย ไหมมีความแข็งแรง เลี้ยงง่าย โดยมีการฟักออกสูงถึง ร้อยละ 95.80 การเข้าทำรังร้อยละ 97.27 ดักแด้สมบูรณ์ ร้อยละ 90.07 ให้ผลผลิตรังไหมและเส้นไหมมีสีเหลืองเข้ม และเมื่อนำมาผลิตเป็นแผ่นใยไหมจะได้แผ่นใยไหมมีความละเอียด เงางาม สีเหลืองเข้ม และเส้นใยมีความสม่ำเสมอ โดยกรมหม่อนไหมสามารถผลิตไข่ไหมพันธุ์ศรีสะเกษ 72 มากว่าปีละ 30,000 แผ่น

กรมการข้าว บวงสรวงแม่โพสพ เสริมสิริมงคล วันข้าวและชาวนาฯ 67

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808648

กรมการข้าว บวงสรวงแม่โพสพ เสริมสิริมงคล วันข้าวและชาวนาฯ 67

กรมการข้าว บวงสรวงแม่โพสพ เสริมสิริมงคล วันข้าวและชาวนาฯ 67

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 10.31 น.

วันที่ 5 มิถุนายน 2567 เวลา 7.09 น. นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมการข้าว และผู้แทนเกษตรกรชาวนา ร่วมทำบุญพิธีบวงสรวงบูชาแม่โพสพ เทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2567 เพื่อเป็นการสร้างสิริมงคล รำลึกถึงความสำคัญของข้าว ประกอบด้วยการไหว้ศาลพระภูมิ เจ้าที่ แม่โพสพ ก่อนเข้าสู่พิธีสงฆ์เพื่ออาราธนาศีล รับศีล สมาทานศีล และถวายจตุปัจจัย เครื่องไทยธรรม แด่พระสงฆ์จำนวน 9 รูป จากวัดไผ่ล้อม จังหวัดนครปฐม จากนั้น อธิบดีกรมการข้าวจึงนำคณะบุคลากรกรมการข้าวร่วมถวายสังฆทาน พระจำนวน 9 รูป โดยมีพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม เป็นเจ้าพิธีกรรม ณ บริเวณลานหน้ากรมการข้าว 

สำหรับการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2567 จัดขึ้นในวันที่ 4 – 6 มิถุนายน 2565 ณ Hall 5-6 อิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี  เพื่อให้ประชาชนได้รำลึกถึงความสำคัญของข้าว ในฐานะพืชที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนไทยมาอย่างยาวนาน และเผยแพร่องค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตข้าวครบวงจร ตลอดจนสร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวนา และยุวชนชาวนา ที่จะเป็นผู้สืบทอดการปลูกข้าวต่อไปในอนาคต

รมว.เกษตรฯร่วมรณรงค์ การป้องกัน-กำจัดศัตรูมะพร้าว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808607

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมงานวันรณรงค์ป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว ถ่ายทอดความรู้ และมอบแตนเบียนบราคอน ควบคุมกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ)แก่เกษตรกร 8 อำเภอ ในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนบ้านหินเทิน อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์

ทั้งนี้ จากรายงานพื้นที่การระบาดในภาพรวมทั้งประเทศ ตั้งแต่ปี 2563-ปัจจุบัน พบว่าปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง มีการระบาดของหนอนหัวดำ ใน 28 จังหวัด พื้นที่ 16,039.99 ไร่ และแมลงดำหนาม ใน 25 จังหวัดพื้นที่ 14,953.76 ไร่ โดยที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เร่งนำศัตรูธรรมชาติของหนอนหัวดำ 4 ชนิด ได้แก่ แตนเบียนบราคอน แตนเบียนไข่ทริคโคแกรมม่า แมลงหางหนีบสีดำ และแมลงหางหนีบขาวงแหวน ไปปล่อยในสวนมะพร้าวของเกษตรกร ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2566-มีนาคม 2567 มีผลการดำเนินการจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน (IPM) โดยรวม คือปล่อยแมลงศัตรูธรรมชาติ 33 ล้านตัว ในพื้นที่ที่มีการระบาดน้อย-ปานกลาง รวมสะสม 18,944.50 ไร่ (พฤศจิกายน 2566–มีนาคม 2567) ควบคู่กับการใช้สารเคมี 10,686 ไร่ (ตุลาคม 2566-มีนาคม 2567) ซึ่งก่อนดำเนินการสำรวจ พบหนอนมีชีวิตเฉลี่ย 28 ตัว/ต้น และสำรวจหลังดำเนินการไปแล้ว 1 เดือน พบหนอนมีชีวิตลดลงเฉลี่ยเหลือ 11.1 ตัว/ต้น

สำหรับมาตรการจัดการหนอนหัวดำในระยะต่อไป ได้แก่ การให้คำแนะนำในการใช้สารเคมี ควบคู่กับการปล่อยแตนเบียน ในการป้องกันกำจัดในพื้นที่ที่พบการระบาดรุนแรง เพื่อกำจัดหนอนหัวดำ และแมลงดำหนาม ซึ่งการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดทั้งวิธีการฉีดเข้าลำต้นและพ่นทางใบมะพร้าวที่ผ่านมาไม่พบสารตกค้างในน้ำและเนื้อมะพร้าว โดยควรเว้นระยะเวลาประมาณ 3 เดือน จึงส่งเสริมการควบคุมศัตรูมะพร้าวด้วยการปล่อยศัตรูทางธรรมชาติ ตลอดจนติดตามให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวโดยวิธีผสมผสาน (IPM) ประเมินประชากรศัตรูมะพร้าว สำรวจติดตามสถานการณ์การระบาดอย่างสม่ำเสมอ และสนับสนุนพ่อแม่พันธุ์ศัตรูธรรมชาติสำหรับผลิต ขยาย และปล่อย เพื่อควบคุมการระบาดของศัตรูมะพร้าว โดยคาดหมายว่าจะทำให้พื้นที่อื่นๆ สามารถควบคุมการระบาดของศัตรูมะพร้าวได้อย่างยั่งยืน

“การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อติดตามและรับฟังปัญหาจากเกษตรกรโดยตรง รวมถึงการปรับปรุงแก้ไขประกาศของกระทรวงเกษตรฯ เรื่องเงื่อนไขการใช้สารเคมีที่ไม่กระทบต่อมะพร้าว ตามที่กรมวิชาการเกษตร ได้วิจัยไว้ อีกทั้งสนับสนุนการเลี้ยงแตนเบียนที่จะกำจัดศัตรูพืชโดยเฉพาะหนอนหัวดำ นอกจากนี้ได้มอบหมายกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งทำฝนหลวง เพื่อช่วยเหลือในช่วงฤดูแล้ง และมอบกรมชลประทานสำรวจทำแผนที่น้ำ ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด เพื่อจัดทำแผนบูรณาการการแก้ปัญหาภัยแล้งของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทั้ง 8 อำเภอ” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

รองปลัดฯให้โอวาทผู้นำเยาวชนเกษตร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808604

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังให้โอวาทแก่คณะเยาวชนเกษตรไทย ภายใต้โครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่น ประจำปี 2567 เนื่องในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ ว่าการฝึกอบรมโครงการเตรียมความพร้อมผู้นำเยาวชนเกษตร เพื่อไปฝึกงานตามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับสภาการแลกเปลี่ยนทางการเกษตรของญี่ปุ่น (The Japan AgriculturalExchange Council : JAEC) เป็นกิจกรรมที่สืบเนื่องจากการที่สภาการแลกเปลี่ยนทางการเกษตรแห่งประเทศญี่ปุ่น มีข้อตกลงกับกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกันดำเนินโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่น โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อคัดเลือกเยาวชนเกษตรเพื่อส่งไปฝึกงานด้านการเกษตรในฟาร์มเกษตรกรญี่ปุ่น เป็นระยะเวลา11 เดือน

นายเศรษฐเกียรติ กล่าวแสดงความยินดีกับเยาวชนเกษตรไทย ทั้ง 12 คน ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้แทนเยาวชนเกษตรของประเทศไทยปีนี้สำหรับการฝึกอบรมโครงการเตรียมความดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อเยาวชนเกษตรในการนำไปปรับใช้ในชีวิตการฝึกงานในประเทศญี่ปุ่น โดยระยะเวลาในการฝึกอบรมส่วนใหญ่เป็นการให้ความรู้ภาษาญี่ปุ่น เพื่อช่วยให้เรียนรู้และเข้าใจในเรื่องต่างๆ ได้ รวมทั้งสร้างความเข้าใจระหว่างผู้ฝึกงานกับครอบครัวญี่ปุ่นที่จะต้องไปอยู่ด้วย

ส่วนความรู้ด้านวัฒนธรรมญี่ปุ่นก็จะช่วยให้เยาวชนทุกคนเข้าใจถึงวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่น สามารถปฏิบัติตนให้เข้ากับสังคมของชาวญี่ปุ่นอย่างถูกต้อง และช่วยลดปัญหาที่ความแตกต่างทางวัฒนธรรม รวม ทั้งเป็นการสร้างวินัยในการทำงานเพื่อให้เกิดความเคยชิน ซึ่งเน้นคุณค่าของเวลาและผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ โดยเยาวชนเกษตรที่ผ่านการอบรม สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตการฝึกงานกับครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแบบอย่างให้แก่เกษตรกรในอนาคต

‘ธรรมนัส’พิจารณา RoadMapความผิด พื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน เน้นทำงานเชิงรุก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808611

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนการตรวจสอบและพิจารณาความผิดเกี่ยวกับผู้ได้รับการจัดที่ดินและผู้ถือครองที่ดินโดยมิชอบในเขตปฏิรูปที่ดิน ครั้งที่ 1/2567 โดยที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางปฏิบัติการดำเนินการตาม Road map การพิจารณาความผิดเกี่ยวกับการจัดที่ดินและผู้ถือครองที่ดินโดยมิชอบในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เสนอ เพื่อกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการตรวจสอบและแนวทางให้ ส.ป.ก.ส่งมอบให้ ปปง.หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาดำเนินคดีทางกฎหมาย

นอกจากนี้ที่ประชุมได้พิจารณาแต่งตั้งคณะทำงานกลั่นกรองความผิดเกี่ยวกับการจัดที่ดินและผู้ถือครองที่ดินโดยมิชอบในเขตปฏิรูปที่ดิน และคณะทำงานติดตามและรายงานผลความผิดเกี่ยวกับการจัดที่ดินและผู้ถือครองที่ดินโดยมิชอบในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อช่วยให้การพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติการใช้ประโยชน์ในที่ดินของผู้ได้รับการจัดที่ดินและผู้ถือครองที่ดินเป็นไปด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า การตรวจสอบที่ดิน ส.ป.ก.ต้องมีการตรวจสอบเชิงรุกอย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่ และให้มีดำเนินงานแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินอย่างแท้จริง

‘บุญสิงห์’ร่วมหารือแนวทาง บริหารจัดการสหกรณ์เกษตร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808605

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการบริหารจัดการสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ จ.ตรัง ที่สหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ซึ่งปัจจุบันสหกรณ์ฯมีสมาชิก 5,267 คน มีต้นทุนดำเนินงานของสหกรณ์ 453,186,847.87 บาท สหกรณ์มีการรวบรวมการผลิตด้านยางพารามูลค่า 420,856,700 บาท โดยมี นายประวิงนุ่นขาว ประธานกรรมการสหกรณ์ฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิก โดยช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักสหกรณ์

ทั้งนี้ สหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด ดำเนินธุรกิจ 15 ธุรกิจ ประกอบด้วย การให้สินเชื่อ การรับฝากเงินกิจการร้านค้าซูเปอร์มาร์เก็ต กิจการจำหน่ายปุ๋ยและวัสดุการเกษตร กิจการการรวบรวมผลผลิตยางพารา กิจการการแปรรูปยางอัดก้อน กิจการโรงรมหนองสามห้อง กิจการโรงรมทอนพลา กิจการโรงรมโคกทรายเหนือ กิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงเอสโซ่ กิจการสถานีบริการน้ำมัน ปตท.กิจการโรงบรรจุก๊าซ LPG กิจการร้านสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่น กิจการร้านกาแฟอเมซอน และกิจการส่งเสริมอาชีพและจัดเลี้ยงสัมมนา

บจธ.ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการบริหารจัดการที่ดินระดับนานาชาติ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808592

บจธ.ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการบริหารจัดการที่ดินระดับนานาชาติ

บจธ.ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการบริหารจัดการที่ดินระดับนานาชาติ

วันอังคาร ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.37 น.

บจธ.ร่วมประชุมแลกเปลี่ยนแนวคิด แนวทางการพัฒนาที่ดิน การบริหารจัดการที่ดินระดับนานาชาติร่วมกับนานาประเทศ อาทิเช่น เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม อินเดีย 

4 มิถุนายน 2567  นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. หรือ ธนาคารที่ดิน พร้อมด้วย นายสุทธิโรจน์ คำมั่น ผู้อำนวยการกองทรัพยากรบุคคล และเจ้าหน้าที่วิจัย บจธ. เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านนโยบาย กฎหมาย และระเบียบด้านการบริหารจัดการที่ดินในประเทศภูมิภาคเอเชีย (International Workshop On Politics,Laws and Regulations for Land Management in Asian Countries) 4-6 June 2024 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) สำนักนายกรัฐมนตรี  ร่วมกับ มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ (Konrad-Adenauer-Stiftung: KAS) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ณ ห้องเดจาวู ชั้น 6 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

กิจกรรมมีเวทีเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการจากต่างประเทศ เกี่ยวกับนโยบาย กฎหมาย และระเบียบด้านการบริหารจัดการที่ดินในประเทศภูมิภาคเอเชีย มีตัวแทนนักวิชาการด้านการบริหารจัดการที่ดินจากประเทศ ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ เวียดนาม ไต้หวัน อินโดนีเซีย และประเทศไทย

นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการ บจธ. หรือ ธนาคารที่ดิน เปิดเผยว่า บจธ. ในฐานะหน่วยงานภาคีด้านที่ดิน กับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ สคทช. จะได้นำแนวทางการบริหารจัดการที่ดินที่เกิดผลสำเร็จในนานาประเทศมาพัฒนาที่ดินภายใต้ภารกิจ ดังนี้

1.ดำเนินการกระจายถือครองที่ดิน โดยให้เกษตรกรและผู้ยากจนมีส่วนร่วมจัดการที่ดิน 

2.บริหารจัดการทรัพยากรที่ดินรัฐและเอกชน เพื่อให้เกษตรกร ผู้ยากจนเข้าถึงที่ดินทำกิน 

3.บูรณาการข้อมูลที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์และผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงที่ดินทำกิน เพื่อใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการที่ดินของ บจธ. ต่อไป

เกษตรฯขับเคลื่อนงาน ‘เกษตรวิชญา’พัฒนาแหล่งน้ำ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808370

วันอังคาร ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการโครงการเกษตรวิชญา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโครงการเกษตรวิชญา ครั้งที่1/2567 พร้อมด้วย พล.อ.กัมปนาทรุดดิษฐ์ องคมนตรี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่ารมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ปรึกษาโครงการฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานโครงการเกษตรวิชญาในปี 2566 ในพื้นที่โครงการเกษตรวิชญา 5 กิจกรรม ได้แก่ 1.พื้นที่ป่าไม้ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 เชียงใหม่ ได้ฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าไม้ ส่งผลให้ มีสภาพเป็นป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ พร้อมเป็นจุดสาธิตในด้านการบำรุงรักษา อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ให้มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ 2.พื้นที่ธนาคารอาหารชุมชน สำนักงานการปฏิรูปที่ดิน จ.เชียงใหม่ ได้พัฒนาพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้เป็นธนาคารอาหารชุมชน โดยน้อมนำแนวพระราชดำริการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ส่งผลให้เกิดป่าไม้แบบผสมผสาน เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นแหล่งอาหารของชุมชน 3.พื้นที่ศูนย์สาธิตการเรียนรู้เกษตรบนพื้นที่สูง กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน 2 รูปแบบ คือที่ตั้งของศูนย์บริการถ่ายทอดเทคโนโลยีชุมชน ศูนย์ประสานการปฏิบัติงานของหน่วยงานบูรณาการ และพื้นที่จัดทำแปลงวิจัยพัฒนาและแปลงสาธิตทดสอบด้านการเกษตรบนพื้นที่สูง เป็นแปลงตัวอย่าง

4.พื้นที่จัดสรรให้เกษตรกรทำกิน พัฒนาศักยภาพพื้นที่ด้านการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ เพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมต่อการปลูกพืช แหล่งน้ำเพียงพอต่อการเกษตร โดยมีเกษตรกรเป็นสมาชิกในโครงการ 58 ราย และได้รับการฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาเป็นเกษตรกรต้นแบบ และ 5.การศึกษาข้อมูลพื้นฐานสถานภาพของดินและอนุรักษ์ทรัพยากรดินในพื้นที่ป่าไม้ของโครงการเกษตรวิชญา โดยกรมพัฒนาที่ดินศึกษาและประเมินศักยภาพทรัพยากรดินที่สำรวจเก็บรวบรวม และศึกษาศักยภาพของทรัพยากรที่อาจนำไปสู่การพัฒนาพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ สายพันธุ์จุลินทรีย์ และความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในดินในพื้นที่ป่าไม้ของโครงการเกษตรวิชญา

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบปรับแผนปฏิบัติการโครงการเกษตรวิชญา ปี 2567 โดยเพิ่มโครงการจัดทำฝายชะลอน้ำพื้นที่ต้นน้ำแม่สา สนับสนุนแหล่งน้ำต้นทุนให้คลองแม่ข่า อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ รวมทั้งเห็นชอบและให้ข้อเสนอแนะการจัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ของโครงการเกษตรวิชญา ตลอดจนเห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานในปี 2568