กรมข้าวเชิญชวนร่วมเป็น‘ชาวนาอาสา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709799

กรมข้าวเชิญชวนร่วมเป็น‘ชาวนาอาสา’

กรมข้าวเชิญชวนร่วมเป็น‘ชาวนาอาสา’

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ได้ตั้งเป้าหมายที่จะให้มีชาวนาอาสา ในทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ เป็นเครือข่ายในการสนับสนุนและทำงานร่วมกับกรมการข้าว ซึ่งชาวนาอาสา เปรียบเสมือนอาสาสมัครเกษตรที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือแนะนำเกษตรกรเกี่ยวกับกิจกรรมการผลิตข้าว และช่วยเหลืองาน มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมหรือโครงการของกรมการข้าว ให้ประชาชนในหมู่บ้านหรือชุมชนเข้าร่วมกิจกรรม รวมทั้งให้ข้อมูลและแจ้งเตือนภัยธรรมชาติแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานงาน ช่วยเหลือ และให้ข้อเสนอแนะแก่กรมการข้าว รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ปัญหาด้านข้าวของเกษตรกรในหมู่บ้านหรือชุมชน รวมถึงจัดเก็บ รวบรวมและรายงานข้อมูลด้านการผลิต ผลผลิตข้าวและราคาผลผลิตข้าวในพื้นที่ จัดทำแผนพัฒนาการผลิตข้าวระดับตำบล รายงานสถานการณ์การผลิตข้าวและพยากรณ์เตือนภัยการระบาด ของศัตรูข้าว และภัยธรรมชาติ ให้ความรู้ คำแนะนำ และคำปรึกษาด้านข้าว

นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ที่เข้าร่วมเป็นชาวนาอาสานั้น จะได้รับสิทธิประโยชน์และสิ่งตอบแทน คือได้เข้าร่วมโครงการและกิจกรรมต่างๆ ของกรมการข้าว อีกทั้งได้เข้าร่วมในการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้านข้าวและทัศนศึกษาดูงานตามที่กรมการข้าวจัดขึ้น

ทั้งนี้ การสมัครเป็นชาวนาอาสา จะต้องมีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับด้านการเกษตรอันเป็น
ประโยชน์ต่อเกษตรกรและสังคม มีภูมิลำเนาหรือประกอบอาชีพเกษตรกรรมในพื้นที่สมัคร สามารถติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่และเกษตรกรภายในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี สามารถนำความรู้เทคโนโลยี และข้อมูลข่าวสารที่ได้รับถ่ายทอดสู่เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายได้ โดยสามารถสมัครเข้าร่วมเป็นชาวนาอาสา ได้ที่ศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว และสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติทั่วประเทศ

‘อลงกรณ์’ถกฟรุ้ทบอร์ด แก้ปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709797

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (ฟรุ้ทบอร์ด) ว่า ที่ประชุมได้รับทราบ 1.รายงานความก้าวหน้าโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย ปี 2564/2565 รอบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี 2.รายงานความก้าวหน้าโครงการพัฒนาลำไยอย่างยั่งยืน ปี 2566-2568 จากการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 1/2565 มีมติมอบกรมส่งเสริมการเกษตรฝ่ายเลขาฯ ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำแนวทางหรือโครงการนำร่องการแก้ปัญหาผลผลิตลำไยอย่างยั่งยืนระยะยาว โดยการปรับโครงสร้างการผลิตลำไยในฤดู และนอกฤดู ให้เท่ากับร้อยละ 60 : 40 ภายในปี 2567 เพื่อให้ลำไยมีการกระจายการผลิตได้ทั้งปี ผลผลิตในฤดูไม่ซ้อนทับกันมาก เป็นทางเลือกให้แก่ตลาดได้ทุกฤดูกาล/ทุกเทศกาล ที่ต้องการลำไย โดยในฤดูกาลปกติจะลดภาวะ over supply ลงได้ร้อยละ 10

3.รายงานสถานการณ์การผลิตไม้ผล ปี 2566 โดยคณะทำงานพัฒนาระบบข้อมูลและโลจิสติกส์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 4.รายงานผลการประชุมคณะทำงานศึกษาโครงการมหานครผลไม้และการขนส่งผลไม้ผ่านสนามบินจันทบุรีครั้งที่ 1/2565 โดยใช้แนวทางการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน เป็นการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (Public Private Partnership หรือ PPP) 5.รายงานผลการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า

6.รายงานสรุปผลการประชุมเฉพาะกิจการเตรียมความพร้อมในการใช้เส้นทางรถไฟจีน–ลาว ซึ่งเป็นโอกาสของฝ่ายไทยและขยายเส้นทางการขนส่งทางรางเพื่อเพิ่มศักยภาพการนำเข้า-ส่งออกสินค้าไปจีนและผ่านจีนไปยังสหภาพยุโรปผ่านเส้นทางตะวันออกกลาง และเอเชียกลาง มีการดำเนินการดังนี้ (1) การจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการตู้และขบวนรถไฟมีหน้าที่ในการรับจองตู้และขบวนรถไฟ เพื่อรองรับฤดูกาลผลไม้ ปี 2566 โดยความร่วมมือภาคีเครือข่ายภาคเอกชน โดยประสานงานกับสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย (2) การปรับปรุงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าผ่านทางรถไฟ ไทย – จีน -ลาว รวมไปถึงการขยายเส้นทางขนส่งสินค้าผ่านจีนไปสู่ภูมิภาคอื่น(3) เร่งรัดการเสนอขอรับงบประมาณสนับสนุนสำหรับระบบตรวจสอบ รวมไปถึงอุปกรณ์วิทยาศาสตร์และโครงการพื้นฐานของด่านส่งออกที่สำคัญ เช่น ด่านมุกดาหาร ด่านนครพนม และด่านหนองคาย (4) ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การขนส่งสินค้าเกษตรจากประเทศไทยสร้างการรับรู้ ข้อปฏิบัติ ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางรถไฟไทย-จีน-ลาว ในระดับพื้นที่ควบคู่ไปด้วย

นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่า คณะกรรมการฯ มีมติเห็นชอบ “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อแก้ปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ ปี 2566” ที่เสนอโดยคณะทำงานแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพและการสวมสิทธิ์ใช้ใบรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ของเกษตรกรเพื่อการส่งออกทุเรียนไทย

รู้ผลปีนี้! ​ไทยจ่อประกาศ’ปลอดกาฬโรคแอฟริกาม้า’ รอ WOAH ประเมิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709638

รู้ผลปีนี้! ​ไทยจ่อประกาศ'ปลอดกาฬโรคแอฟริกาม้า' รอ WOAH ประเมิน

รู้ผลปีนี้! ​ไทยจ่อประกาศ’ปลอดกาฬโรคแอฟริกาม้า’ รอ WOAH ประเมิน

วันพุธ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 09.42 น.

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์การเกิดกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness) ในปี 2563 และประเทศไทยพบการระบาดครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2563 ในพื้นที่ 17 จังหวัด มีสัตว์ป่วย 610 ตัว และตาย 568 ตัวนั้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาล โดยกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ดำเนินการเฝ้าระวัง ควบคุม และป้องกันโรคอย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวรัชดา กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตร รายงานความคืบหน้าการขอคืนสถานภาพปลอดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness : AHS) ในไทย หลังจากที่ไม่มีรายงานพบกาฬโรคแอฟริกาในม้าในประเทศไทยมากว่า 2 ปีแล้ว ว่าขณะนี้ กรมปศุสัตว์ กรมการสัตว์ทหารบก องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดทำข้อมูลเพื่อขอรับรองการปลอดโรคจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) เรียบร้อยแล้ว โดยยื่นเรื่องขอคืนสถานภาพปลอดโรค AHS เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งต้องรอให้คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ทางด้านโรคสัตว์ (Scientific committee) ของ WOAH ดำเนินการตรวจสอบเอกสาร หากผ่านการพิจารณาประเทศไทยจะได้รับสถานะลอดกาฬโรคแอฟริกาในม้าอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ.2566 นี้

“เมื่อไทยปลอดโรค AHS แล้ว จะส่งผลให้ไทยสามารถจัดการแข่งขันกีฬาขี่ม้าระดับนานาชาติรายการต่างๆ ได้ รวมทั้งกิจการการนำเข้า ส่งออกสัตว์กลุ่ม Equids จะสามารถดำเนินการได้ตามปกติภายใต้ข้อกำหนดของกรมปศุสัตว์ รวมถึงจะทำให้สามารถเคลื่อนย้ายม้าระหว่างประเทศได้ตามปกติ อันจะส่งผลต่อการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับบุคลากรทุกภาคส่วน” นางสาวรัชดา ย้ำ

รองฯกรมข้าวตรวจเยี่ยม ศูนย์เมล็ดพันธุ์2จังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709616

วันพุธ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.นนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครสวรรค์ โดยมีนายสิทธิชัย ม่วงงาม ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครสวรรค์ นายสันติ ไชยา นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ภายในศูนย์ฯ ต้อนรับ ที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครสวรรค์

ในการนี้ รองอธิบดีกรมการข้าว ได้รับฟังผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรคในการทำงานของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครสวรรค์ และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร รวมถึงมอบข้อเสนอแนะ และแนวทางแก้ไขปัญหา ตลอดจนมอบนโยบายการทำงานในโครงการแผนงานผลิตเมล็ดพันธุ์ โดยเน้นย้ำให้บุคลากรทุกคนต้องหมั่นฝึกฝนเพิ่มศักยภาพการทำงานให้มาก
ยิ่งขึ้น ตลอดจนให้ตั้งใจทำงาน ปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถโดยยึดมั่นในผลประโยชน์ที่พี่น้องชาวนาจะได้รับเป็นหลัก

เกษตรฯเปิดประตูอีสานสู่การค้าโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709617

วันพุธ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.) ครั้งที่ 1/2566 โดยมีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯผู้บริหาร กรกอ.ประธานสภาอุตสาหกรรมภาค หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม มีหัวข้อสำคัญ ดังนี้ 1.ความก้าวหน้าโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำและการเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาสวยงามในการส่งออกต่างประเทศ 2.การดำเนินงานของคณะอุตสาหกรรมความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยระดับภาค (กรกอ.ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้) 3.ความก้าวหน้าการขับเคลื่อน Big Data และ Gov Tech ของกระทรวงเกษตรฯ เชื่อมบิ๊กดาต้ากับภาครัฐและภาคเอกชน และ 4.การส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการผลิตภาคเกษตร

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่างแผนการขับเคลื่อนการพัฒนาสินค้าเกษตรที่สำคัญตามศักยภาพแบบครบวงจรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1-2 ซึ่งมี 8 จังหวัด ภายใต้นโยบายเชื่อมอีสานเชื่อมโลก และนโยบายประตูอีสาน หรืออีสานเกตเวย์ นับตั้งแต่มีการเปิดเส้นทางรถไฟจีน–ลาว ทำให้สามารถส่งสินค้าเกษตรไปยังประเทศจีนได้สำเร็จ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และภาครัฐ ภาคเอกชน เช่น สมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย และกระทรวงการต่างประเทศ ประสานงาน กับคาซัคสถาน และบริษัท ดีพี.เวิลด์ (DP World) ของรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ตั้งแต่ปลายปี 2562 ในการขยายการขนส่งสินค้าเกษตรผ่านจีนไปประเทศในเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และยุโรป รวมทั้งการเปิดเส้นทางขนส่งใหม่จากนครพนมผ่านลาว ไปยังท่าเรือหวุ่งอ๋างของเวียดนาม มั่นใจว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปีนี้

‘มนัญญา’ถกMOUสปป.ลาว ดันส่งออกปี’66พุ่ง6แสนล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709619

วันพุธ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนภาคเอกชน เดินทางไปยัง สปป.ลาว เยี่ยมคารวะรัฐมนตรีกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ สปป.ลาว ที่นครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ตลอดจนส่งเสริมเจตจำนงและมิตรภาพที่ดี ร่วมหารือโครงการระหว่างกรมวิชาการเกษตร และกรมปลูกฝัง สปป.ลาวภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับกระทรวงกสิกรรมฯ

น.ส.มนัญญากล่าวว่า การเดินทางครั้งนี้เป็นโอกาสดีของเกษตรกรและผู้ส่งออกของไทย ที่จะได้รับทราบปัญหาที่ด่านของชายแดนลาว เพื่อนำมาแก้ปัญหาความแออัดที่ด่านไทย ลดความล่าช้าในการส่งออก ทั้งนี้ จะหารือในประเด็นที่สำคัญ อาทิ ระบบโลจิสติกส์ การอำนวยความสะดวกทางการค้า ทั้งทางบกและทางอากาศ การพัฒนาความร่วมมือด้านสุขอนามัยพืชไทย-ลาว เพื่อป้องกันโรคและศัตรูพืชในสินค้าเกษตรที่สำคัญ โดยมีเป้าหมายจัดตั้งคณะทำงานร่วมไทย-ลาว ด้านวิชาการเกษตรและกักกันพืช ให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน อีกทั้งหารือเรื่องการนำเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร ไปขยายผลในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซ้อน-ห้วยซั้ว สปป.ลาว ด้วย

น.ส.มนัญญา กล่าวต่อว่า สปป.ลาว เป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 18 ของไทย โดยปี 2565 ไทย–ลาว มีมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนรวมสินค้าทุกประเภท รวม 5.5 แสนล้านบาท และคาดการณ์ว่าในปีนี้ ตัวเลขการส่งออกด่านชายแดนไทย-ลาว จะเพิ่มเป็น 6 แสนล้านบาท จากยอดการส่งออกสินค้าเกษตรที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 50,000-60,000 ล้านบาท ซึ่งในปี 2562-2564 อยู่ที่ 30,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังเตรียมหารือกับกรมตรวจบัญชีกลางของ สปป.ลาว ในการอบรมให้ความรู้เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านระบบการทำบัญชี และระบบการควบคุมภายในให้แก่สหกรณ์ของ สปป.ลาว จัดโปรแกรมศึกษาดูงานให้แก่เจ้าหน้าที่ด้านสหกรณ์ของ สปป.ลาว แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับครูบัญชีอาสา และ Smart Farmer ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แนะนำการใช้งานโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (Cooperative Full Pack Accounting Software : FAS) ให้แก่สหกรณ์ของ สปป.ลาว

ในส่วนของความร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะมีรายงานผลสำเร็จของโครงการความร่วมมือด้านการสหกรณ์ระหว่างไทย–สปป.ลาว โครงการพัฒนาสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร (สหกรณ์คู่แฝด ไทย-ลาว) การรายงานผลการประชุมหารือการพัฒนาโครงการความร่วมมือด้านการสหกรณ์ ระยะที่ 2 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2565 ระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ กับกรมส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ และพัฒนาชนบท สปป.ลาว

ลุยอีสาน! ‘เฉลิมชัย’ลงพื้นที่’อำนาจเจริญ-อุบลราชธานี’ พบเกษตรกร 8-10 ก.พ.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709373

ลุยอีสาน! 'เฉลิมชัย'ลงพื้นที่'อำนาจเจริญ-อุบลราชธานี' พบเกษตรกร 8-10 ก.พ.นี้

ลุยอีสาน! ‘เฉลิมชัย’ลงพื้นที่’อำนาจเจริญ-อุบลราชธานี’ พบเกษตรกร 8-10 ก.พ.นี้

วันอังคาร ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 11.06 น.

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 น.ส.ธนชาภา จันทวารา รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ มีกำหนดการลงพื้นที่ จ.อำนาจเจริญ และ จ.อุบลราชธานี เพื่อมอบนโยบาย ติดตามความคืบหน้าของโครงการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 8 – 10 ก.พ.นี้

น.ส.ธนชาภา กล่าวต่อว่า เกษตรกรไทย โดยเฉพาะเกษตรกรภาคอีสาน พึงพอใจและชื่นชมการทำงานของดร.เฉลิมชัย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นอย่างมาก เพราะตลอด 4 ปีที่ดำรงตำแหน่งนี้มา ดร.เฉลิมชัย มีผลงานที่เด่นชัด สามารถแก้ไขปัญหาช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรได้ตรงจุด ช่วงวิกฤตโควิดหนักๆ ก็มีนโยบายช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร 15,000 บาท/ครัวเรือน และช่วงโรคระบาดในวัว หรือ ลัมปีสกิน ก็ได้สั่งการให้หน่วยงานปศุสัตว์แต่ละจังหวัดเร่งช่วยเหลือโดยเร็วและได้มีการเยียวยาไปเป็นที่เรียบร้อย ที่เกษตรกรภาคอีสานพอใจเป็นอย่างมากคือ นโยบายประกันรายได้เกษตรกร โดยเฉพาะผู้ปลูกข้าว โดยมีท่านจุรินทร์ฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ ดร.เฉลิมชัย ผลักดันนโยบายนี้จนสำเร็จ ได้จ่ายเงินส่วนต่างให้พี่น้องชาวนามาเป็นปีที่ 4 แล้ว เหมาะสมกับสโลแกน “พี่ต่อ เฉลิมชัย คำไหน คำนั้น”

ปลัดเกษตรฯคิกออฟไถกลบแทนเผา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709316

วันอังคาร ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธาน Kick Off กิจกรรม “ไถกลบแทนเผา บรรเทามลพิษ พิชิตหมอกควัน” พร้อมด้วยนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ที่บ้านกลาง หมู่ 2 ต.ยุหว่า อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ร่วมกับ 55 จังหวัด ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดการเผาทั่วประเทศ ว่าให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมให้บรรลุตามเป้าหมายลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ.2613 โดยกรมพัฒนาดิน ส่งเสริมให้เกษตรกรลด ละ เลิก การเผาเศษวัสดุทางการเกษตร เปลี่ยนมาใช้วิธีการไถกลบตอซังพืช หยุดยั้งปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการเผาวัสดุทางการเกษตร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“การจัดงานครั้งนี้ นับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่สุดทุกภาคส่วน ร่วมกันเพื่อหยุดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม สนับสนุนและผลักดันกิจกรรมของทุกหน่วยงาน เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ถึงปัญหาจากการเผาที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรดิน
จึงขอให้ทุกคนร่วมแรงร่วมใจไถกลบแทนเผา บรรเทามลพิษ พิชิตหมอกควันอันนำมาซึ่งความมั่นคงของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม” นายประยูร กล่าว

ด้านนายปราโมทย์กล่าวว่าจัดงานดังกล่าวขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรได้ตระหนักรู้ถึงการทำเกษตรกรรมที่ไม่เผาฟางและตอซังพืช ช่วยให้ดินดีคงความอุดมสมบูรณ์ไม่ถูกทำลาย และยังช่วยบำรุงดินให้มีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น เกิดความสมดุลของระบบนิเวศดินแล้ว ยังส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดการเผาลดลง รวมถึงช่วยลดปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง ส่งผลดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และยังช่วยลดผลกระทบต่อการเกิดภาวะโลกร้อน

‘มนัญญา’ทวงราคามะพร้าว พบราคาตกปมนำเข้านอกโควตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709315

วันอังคาร ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหา
ราคาผลมะพร้าวตกต่ำ ทางกรมการค้าต่างประเทศ รายงานว่ามียอดนำเข้ามะพร้าว ตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤศจิกายน2565 ตามกรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน และองค์การการค้าโลก (WTO) รวม 130,000 ตัน โดยเป็นการนำเข้า ตาม 2 กรอบดังกล่าว รวม 7,000 ตัน ที่เหลือนำเข้านอกกรอบ WTO ที่เสียภาษีร้อยละ 54 นอกจากนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รายงานว่า มียอดนำเข้าน้ำกะทิจากต่างประเทศเพื่อนำมาใช้ทำอาหารและอื่นๆ ผ่าน อย.ปีละประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยเมื่อผ่านขั้นตอนการตรวจเรื่องการปนเปื้อน หรือเชื้อโรคและสารตกค้างตามกฎหมายอาหารและยาแล้ว อย.ไม่มีอำนาจในการติดตามปลายทางของสินค้าดังกล่าว จึงไม่ทราบว่ากะทิเหล่านั้นถูกนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ใดบ้าง

“ภาคเอกชนยอมเสียภาษีนำเข้ามะพร้าวนอกโควตา เพื่อเลี่ยงการปฏิบัติตามเงื่อนไขของคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช เช่น การกะเทาะเปลือกในโรงงาน เป็นต้น ดังนั้น การกำหนดโควตานำเข้ามะพร้าวของ คกก.พืชน้ำมันฯ แต่ละปี จึงอาจไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จะเห็นว่าขณะนี้ราคามะพร้าวขูดสำหรับทำกะทิในท้องตลาด อยู่ที่ 70 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคารับซื้อมะพร้าวผลจากชาวสวน อยู่ที่ 5-12 บาทต่อผล จึงเป็นคำถามว่าส่วนต่างของราคานี้หายไปไหน แต่เอกชนกลับไปนำเข้าน้ำกะทิปีละ 3,000 ล้านบาท และยอมเสียภาษีนอกโควตา WTO ร้อยละ 54 ทำไมเราไม่ช่วยกันซื้อมะพร้าวภายในประเทศและให้ราคาที่เหมาะสมกับเกษตรกร เพื่อให้เงินเหล่านี้กลับไปอยู่ในมือเกษตรกร จึงต้องมาบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อช่วยแก้ปัญหา” น.ส.มนัญญา กล่าว

‘มนัญญา’ชงคกก.พืชน้ำมันฯ ปรับสัดส่วนโควตานำเข้ามะพร้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709046

วันจันทร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมหารือมาตรการนำเข้ามะพร้าวและผลิตภัณฑ์มะพร้าวเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมีนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกณ์ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดย น.ส.มนัญญา กล่าวว่า การลงพื้นที่หารือร่วมกับเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวและตัวแทนเครือข่ายชาวสวนมะพร้าว จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนด้านการผลิต ราคา การตลาด และการนำเข้า-ส่งออกมะพร้าวไทย เกษตรกรร้องเรียนว่าปัจจุบันราคามะพร้าวตกต่ำ อยู่ที่ 5 บาทต่อผล จึงเร่งหาแนวทางแก้ไข และพบว่ามีการนำเข้ามะพร้าวนอกโควตา 130,000 ตัน โดยเอกชนยอมเสียภาษีนอกโควตา ร้อยละ 54 เพื่อเลี่ยงการปฏิบัติตามเงื่อนไขของการอนุญาตนำเข้าตามโควตา

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการนำเข้ากะทิสดจากต่างประเทศ ผ่านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ไม่ได้ถูกนำมาคำนวณเป็นปริมาณผลผลิตมะพร้าวตามความต้องการใช้ในประเทศ โดยคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช จะนำมาพิจารณากำหนดออกมาเป็นสัดส่วนโควตาให้นำเข้ามะพร้าวในแต่ละปีจึงมีผลให้กระทบกับราคาผลผลิตมะพร้าวในประเทศทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนั้นยังพบว่ากรณีถ้าเป็นโรงงานผลิตมะพร้าวที่ขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะยังได้สิทธิ์ในการขอคืนภาษีจากการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศด้วย ดังนั้นน่าจะเป็นประเด็นที่ คกก.พืชน้ำมันฯ น่าจะต้องนำมาพิจารณา

“ได้มอบหมายให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ทำหนังสือตามข้อสังเกตนี้ถึง สศก.นำเสนอต่อ คกก.พืชน้ำมันฯ ที่มีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อพิจารณาและร่วมกันแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกกระทรวงที่มีการนำเข้าสินค้าเกษตรทั้งแปรรูปและไม่แปรรูป ต้องมีการบูรณาการการทำงานและข้อมูลร่วมกัน” น.ส.มนัญญา กล่าวและว่า การประชุมครั้งนี้ สศก.รายงานว่า ราคามะพร้าว ขยับเพิ่มขี้นอยู่ที่ 12 บาทต่อผล ถือเป็นสัญญาณที่ดีของเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว

ด้าน นายระพีภัทร์กล่าวว่า ได้เร่งทำหนังสือตามข้อสั่งการของ รมช.เกษตรฯ ถึง สศก.ก่อนเข้าที่ประชุม คกก.พืชน้ำมันฯ โดยการประชุมกรมการค้าต่างประเทศ รายงานว่า คกก.พืชน้ำมันฯ ได้อนุมัติให้นำเข้ามะพร้าวตามกรอบ WTO และ AFTA แบ่งเป็น 1.ตามกรอบ AFTA อนุมัติปริมาณ 64,615 ตันต่อปีโดยมีการนำเข้าจริงปริมาณ 5,348.44 ตันและ 2.ตามกรอบ WTO อนุมัติปริมาณ 2,317 ตัน ปัจจุบันนำเข้าเต็มจำนวนแล้ว 2 กรอบ ปริมาณ 7,000 กว่าตัน ซึ่งจะอนุญาตให้เอกชนนำเข้าในช่วงนอกฤดูการผลิตเท่านั้น ดังนั้นสาเหตุที่ราคามะพร้าวตกต่ำจึงไม่เกี่ยวข้องกับมะพร้าวที่นำเข้าตามโควตา แต่น่าจะมาจากการนำเข้านอกโควตา เนื่องจากกรมการค้าต่างประเทศ รายงานว่ามียอดนำเข้ามะพร้าว เดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2565 รวม 130,000 ตัน ซึ่งเป็นการนำเข้านอกโควตา WTO ที่เสียภาษีร้อยละ 54 ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร มีอำนาจตรวจตาม พ.ร.บ.กักพืช ซึ่งได้สั่งการให้ตรวจอย่างเข้มงวด 100% ทุกตู้