‘เฉลิมชัย’ชูไทยส่งออกข้าวเบอร์2โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693942

‘เฉลิมชัย’ชูไทยส่งออกข้าวเบอร์2โลก

‘เฉลิมชัย’ชูไทยส่งออกข้าวเบอร์2โลก

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ แสดงความพอใจต่อการพัฒนาศักยภาพของชาวนาไทยและการส่งออกข้าวภายใต้ยุทธศาสตร์ข้าวไทยปี 2563-2567 และยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” ตั้งเป้า ไทยเป็นผู้นำในด้านการผลิต การตลาดข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพของโลกเป็นการส่งออกเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและราคาโดย 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ (มกราคม-กันยายน 2565) ประเทศไทยส่งออกข้าวไปต่างประเทศได้ทั้งสิ้น 5.41 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 39.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่าส่งออก 2,796.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 23.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้ถึง 95,233 ล้านบาท

สำหรับราคาส่งออกข้าวไทยเฉลี่ยในเดือนกันยายน 2565 อยู่ที่ตันละ 510.8 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ที่ราคาตันละ 500.5 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทางสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคาดว่าปีนี้ไทยจะส่งออกข้าวได้ 7-8 ล้านตัน ทำให้ประเทศไทยกลับมาผงาดขึ้นเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลกในปีนี้อย่างแน่นอน ยิ่งกว่านั้นประเทศไทยยังได้รับเกียรติให้เป็นสถานที่จัดงานประชุมข้าวโลก (World Rice Conference)ครั้งที่ 14 (14th World Rice Conference) โดย The Rice Trader วารสารชื่อดังของสหรัฐอเมริกา และจะมีการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลกคือรางวัล The World’s Best Rice Award ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ข้าวไทยได้รับรางวัลข้าวที่ดีที่สุดในโลก 2 ปี ซ้อนซึ่งสะท้อนถึงผลจากการทำงานอย่างทุ่มเทของรัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ ตามยุทธศาสตร์ข้าวไทยและยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตภายใต้ความร่วมมือกับภาคเอกชนภาคเกษตรกรและทุกภาคส่วนที่บูรณาการทำงานเชิงรุกอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

‘เฉลิมชัย’เปิดประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 45

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693856

'เฉลิมชัย'เปิดประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 45

‘เฉลิมชัย’เปิดประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 45

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.46 น.

“เฉลิมชัย”เปิดการประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 45 เดินหน้านำงานวิจัยสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อวงการปศุสัตว์ของไทย

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 45 (The International Conference on Veterinary Science 2022 : The ICVS 2022) ที่จัดขึ้นโดยสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระหว่างวันที่ 23 – 25 พฤศจิกายน 2565 ภายใต้หัวข้อ “One Health for the New Era” โดยมี นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสมเกียรติ กอไพศาล ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสัตวแพทย์เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค (อิมแพ็คฟอรั่ม) เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย กล่าวว่าภายใต้หัวข้อ “One Health for the New Era” ได้มุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลทางวิชาการ งานวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการควบคุมป้องกันโรคระบาดสัตว์โดยใช้หลักแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว หรือ One Health ซึ่งเป็นแนวคิดการแก้ไขปัญหาสุขภาพที่รวมสุขภาพคน สุขภาพสัตว์ และสุขภาพสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อการพัฒนาสุขภาพที่ดีอย่างเป็นองค์รวม และเน้นการประยุกต์ใช้หลัก One Health ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตระหนักและให้ความสำคัญเรื่องการควบคุมโรคระบาดสัตว์โดยอาศัยหลักสุขภาพหนึ่งเดียวเป็นอย่างยิ่ง ควบคู่ไปกับการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ให้มีความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้เลี้ยงชีพที่มั่นคง เพื่อการพัฒนาระบบรากฐานของประเทศ และนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

โดยคาดว่าการประชุมดังกล่าว จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการผลิตสัตว์เชิงอุตสาหกรรมและการควบคุมโรคระบาดสัตว์ในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ และเป็นเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ ประสบการณ์ทางวิชาชีพสัตวแพทย์ รวมถึงการมุ่งเน้นการประสานความร่วมมือกันขององค์กรภาครัฐและภาคเอกชน ในการเพิ่มขีดความสามารถของวิชาชีพสัตวแพทย์ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นในระดับภูมิภาคอาเซียนและนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม

“ปัญหาเรื่องโรคระบาดสัตว์ถือเป็นปัญหาระดับโลก ซึ่งส่งผลทางด้านเศรษฐกิจในภาพรวม โดยการติดต่อระหว่างสัตว์กับคน เช่น ไข้หวัดนก โรคพิษสุนัขบ้า ฝีดาษลิง หรือโควิด-19 ที่มีต้นกำเนิดมาจากสัตว์ เป็นต้นนั้น สามารถใช้หลักสุขภาพหนึ่งเดียว หรือ One Health ที่จะทำให้เกิดการบริหารจัดการที่ดี และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตระหนักถึงการควบคุมโรคระบาด และการดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนผู้เลี้ยงสัตว์ให้ดีขึ้นและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นรากฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับประเทศต่อไป สำหรับการจัดสัมมนาในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ที่จะช่วยกันในการสร้างความพร้อมรับสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อวงการปศุสัตว์ของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นการเปิดกว้างในการทำงานวิจัยร่วมกับองค์กรต่างๆ ระหว่างประเทศ และหวังว่าผู้เข้าร่วมงานในวันนี้จะนำงานวิจัยต่างๆ ไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะสนับสนุนเพื่อมาพัฒนาประเทศต่อไป” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายสัตวแพทย์เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมการประชุม ประกอบด้วย ผู้ประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องในสายวิชาชีพสัตวแพทย์ เช่น สัตวบาล นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ และนักวิจัย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จำนวนมากกว่า 400 คน ภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ การสัมมนาและบรรยายเชิงวิชาการ การแสดงนิทรรศการสัตวแพทย์ตัวอย่าง ประจำปี 2565 และการจัดบูธผู้สนับสนุนการประชุม เป็นต้น โดยการประชุมในครั้งนี้ สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากคณบดีและบุคลากรทางการศึกษา คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการเป็นคณะกรรมการจัดการประชุม รวมทั้งได้รับการสนับสนุนการจัดประชุมจากบริษัทชั้นนำและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในด้านสัตวแพทย์ของประเทศไทย นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากคณาจารย์จากมหาวิทยาลัย Edinburgh (The University of Edinburgh) แห่งราชอาณาจักรสกอตแลนด์ และผู้ทรงคุณวุฒิของหน่วยงานรัฐและสถาบันการศึกษาต่างๆ มาเป็นวิทยากรบรรยายในการประชุมครั้งนี้อีกด้วย

– 006

‘ประภัตร’ประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ไฟเขียว 6 เรื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693840

‘ประภัตร’ประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ไฟเขียว 6 เรื่อง

‘ประภัตร’ประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ไฟเขียว 6 เรื่อง

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.17 น.

‘รมช.ประภัตร’ นั่งหัวโต๊ะประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร สร้างความเชื่อมั่นก้าวสู่ตลาดโลก

23 พฤศจิกายน 2565 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 4/2565 โดยมีนายพิศาล พงศาพิชณ์เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร 
พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายประภัตร กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับมาตรฐานทั่วไป (ฉบับที่ 4) พ.ศ. …. โดยได้ดำเนินการจัดทำร่างค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับ GAP และ Organic สำหรับสินค้าเกษตร จำนวน 3 ประเภท ได้แก่ 1) ประเภทพืชอาหาร พืชสมุนไพร ไม้ผล หม่อน ไม้ดอก เห็ด ชา และกาแฟ 2) ประเภทพืชไฮโดรโพนิกส์ 3) ประเภทข้าว พืชไร่ พืชเกษตรอุตสาหกรรม ยางพารา และพืชอาหารสัตว์ และการทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ การรวบรวม การคัดบรรจุ แปรรูป และจัดจำหน่ายพืชอินทรีย์ (Organic) สำหรับสินค้าเกษตร จำนวน 2 ประเภท ได้แก่ 1) ประเภทพืชอาหาร พืชสมุนไพร ไม้ผล หม่อน เห็ด ชา และกาแฟ 2) ประเภทข้าว พืชไร่ พืชเกษตรอุตสาหกรรม ยางพารา และพืชอาหารสัตว์

นอกจากนี้ ยังได้มีการพิจารณาเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 6 เรื่อง เพื่อประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศ ได้แก่ หลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ เนื่องจากมีข้อมูลว่าในช่วงต้นฤดูจะมีการตัดทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) ออกสู่ตลาดเพื่อเร่งจำหน่าย ซึ่งเป็นการทำลายตลาดทุเรียนในภาพรวม ส่งผลกระทบทำให้ราคาทุเรียนทั้งตลาดภายในและต่างประเทศมีราคาตกต่ำ เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อทุเรียนไทย จึงได้มีการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรที่เกี่ยวกับการปฏิบัติที่ดี สำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุทุเรียนเป็นมาตรฐานบังคับ เพื่อควบคุมกำกับดูแลปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) และช่วยสนับสนุนการจำหน่ายผลทุเรียนที่แก่ มีคุณภาพตามมาตรฐาน สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคและเวทีการค้า ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพของทุเรียน ไทยเพื่อรองรับการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดโลก

มาตรฐานองุ่น ซึ่งในปี 2564 ประเทศไทยมีการนำเข้าองุ่นสด ปริมาณ 1.02 แสนตัน คิดเป็นมูลค่า 5,683 ล้านบาท และองุ่นเป็นไม้ผลที่เกษตรกรไทยนิยมปลูกกันมาก มีพื้นที่ปลูกองุ่น รวมทั้งสิ้น 5,517.10 ไร่ ผลผลิตรวม 4,189.40 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 1,809.48 กิโลกรัม นอกจากจะจำหน่ายในประเทศแล้วยังสามารถส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน เช่น ลาว เป็นต้น ทั้งนี้จึงควรจัดทำมาตรฐานองุ่นของประเทศ เพื่อเป็นเกณฑ์ทางการค้า และสนับสนุนให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพของผลิตผล โดยมาตรฐานสินค้าเกษตรนี้ จะครอบคลุมข้อกำหนดด้านคุณภาพและความปลอดภัยสำหรับองุ่น (table grapes) ที่มีการจัดเตรียม และบรรจุหีบห่อ ไม่รวมองุ่นที่ใช้แปรรูปอุตสาหกรรม

มาตรฐานเห็ดหูหนูขาวแห้ง เป็นเห็ดเศรษฐกิจที่มีการซื้อขายมากติดอันดับโลก คนไทยนิยมบริโภคเห็ดหูหนูขาวแบบแห้ง เนื่องจากเก็บรักษาไว้ได้นาน เห็ดหูหนูขาวแห้งที่จำหน่ายในประเทศต้องนำเข้าเป็นมูลค่าสูงมาก โดยในปี 2563 นำเข้าเห็ดหูหนูขาวแห้ง มูลค่า 488 ล้านบาท แม้ว่าเห็ดหูหนูขาวแห้งจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงแต่ก็มีความเสี่ยง ที่จะปนเปื้อนอันตรายแฝงมา เพื่อให้มีเกณฑ์คุณภาพมาตรฐานที่ชัดเจน จึงเห็นควรจัดทำมาตรฐานเห็ดหูหนูขาวแห้งของไทย เพื่อใช้ตรวจสอบรับรองคุณภาพเห็ดหูหนูขาวแห้งที่มีจำหน่ายในประเทศ รวมถึงใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงทางการค้า โดยใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร กับเห็ดหูหนูขาวแห้ง (dried white jelly mushroom) ตามนิยามผลิตภัณฑ์ที่บรรจุเพื่อจำหน่าย สำหรับนำไปปรุงอาหารหรือแปรรูปเป็นอาหาร

มาตรบรอกโคลี เป็นผักที่จัดอยู่ในกลุ่มของผักตระกูลกะหล่ำที่มีการนำเข้าและมีการขยายพื้นที่ปลูกในประเทศมากขึ้น โดยในปี 2564 มีพื้นที่ปลูกบรอกโคลี 175.5 ล้านไร่ ผลผลิตรวม 181.35 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 1,495.67 กิโลกรัม ทั้งนี้ มีการนำเข้าบรอกโคลี 21,475.19 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 459 ล้านบาท ในปี 2559 คณะทำงานจัดทำมาตรฐานอาเซียนสำหรับผลิตผลพืชสวนและพืชอาหารอื่น ๆ ได้ประกาศมาตรฐานอาเซียน เรื่อง บรอกโคลี ดังนั้นไทยจึงควรมีการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง บรอกโคลี เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาเซียน สำหรับใช้ส่งเสริมสินค้าเกษตรให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับประเทศ โดยใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร ใช้กับหัว (ส่วนที่เป็นกลุ่มช่อดอกและลำต้น) ของบรอกโคลีประเภทหัว (heading type) / พันธุ์ที่ผลิตเป็นการค้า เพื่อจำหน่ายในรูปผลิตผลสดแก่ผู้บริโภค ไม่รวมบรอกโคลีที่ใช้แปรรูปในอุตสาหกรรม

มาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับลานเททะลายปาล์มน้ำมัน มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับลานเททะลายปาล์มน้ำมัน (มกษ. 9037-2555) มีการประกาศใช้เมื่อ พ.ศ. 2555 สำหรับนำไปใช้ควบคุมกระบวนการจัดการของลานเททะลายปาล์มน้ำมันให้มีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐาน และเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ทั้งนี้ คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร เห็นควรให้มีการทบทวนมาตรฐานฉบับดังกล่าว เพื่อให้การปฏิบัติของลานเททะลายปาล์มน้ำมันสอดคล้องกับการปฏิบัติในปัจจุบัน และปรับปรุงข้อกำหนดให้มีความเหมาะสมมากขึ้น

มาตรฐานการชันสูตรโรคนิวคาสเซิล เป็นโรคระบาดสัตว์ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 และเป็นโรคที่อยู่ในบัญชีรายชื่อโรคระบาดสัตว์บกขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health; WOAH) ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ปีกของประเทศ ตลอดจนเกิดปัญหาการส่งออก ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกไปยังประเทศคู่ค้าที่สำคัญ โดยมาตรฐานสินค้านี้ กำหนดการชันสูตรโรคนิวคาสเซิล ครอบคลุมตั้งแต่การเก็บตัวอย่าง การรักษาตัวอย่าง เพื่อการชันสูตร การตรวจหาและจำแนกเชื้อ รวมถึงการตรวจการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันด้วย

‘อลงกรณ์’ดึง‘อตก.’ เร่งเปิดตลาดเกษตรกร50 เขตและตลาดน้ำคลองบางซื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693798

‘อลงกรณ์’ดึง‘อตก.’ เร่งเปิดตลาดเกษตรกร50 เขตและตลาดน้ำคลองบางซื่อ

‘อลงกรณ์’ดึง‘อตก.’ เร่งเปิดตลาดเกษตรกร50 เขตและตลาดน้ำคลองบางซื่อ

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 13.19 น.

‘อลงกรณ์’ดึง‘อ.ต.ก.’จับมือกทม.-การเคหะ เร่งเปิดตลาดเกษตรกร50 เขตและตลาดน้ำคลองบางซื่อ เดินหน้าเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง

23 พฤศจิกายน 2565 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมฯ ครั้งที่ 5/2565 ผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting ว่าที่ประชุมได้มีการเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องโดยความคืบหน้าล่าสุดพบว่าโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้นและการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพมหานคร ปัจจุบัน กทม. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย ภาคเอกชน ภาคประชาชน ปลูกต้นไม้ในพื้นที่ กทม. แล้ว 177,246 ต้น โดยมีเป้าหมายปลูกให้ครบ 1 ล้านต้น ภายใน 4 ปี ในพื้นที่ทั้ง 50 เขต รวมทั้งพื้นที่ต่าง ๆ ในเขตสวนสาธารณะของ กทม.ด้วย ทั้งนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดพื้นที่กรุงเทพมหานคร คณะกรรมการกรรมการโครงการธนาคารสีเขียว(Green Bank)รวมทั้งมอบหมายให้คณะทำงานอื่นๆเช่นคณะทำงานโรงเรียน-วิทยาลัยสีเขียว(Green  School-Green College) คณะทำงานมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green Campus) เป็นต้นร่วมสนับสนุนโครงการปลูกต้นไม้ในกรุงเทพมหานครและอาจเพิ่มโครงการเป็น2ล้านต้นตามข้อเสนอของผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

นอกจากนั้นยังมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการปลูกผักสวนครัวเกษตรพอเพียงในสวนสาธารณะนำร่อง 5 แห่ง ได้แก่ 1) สวนจตุจักร เขตจตุจักร มีการทำศูนย์เรียนรู้ปลูกพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร และเลี้ยงไก่ 2) สวนเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา (ฝั่งพระนคร) เขตบางคอแหลม มีการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ผัก และให้ความรู้ แก่ผู้ที่สนใจ 3) สวนรมณีย์ทุ่งสีกัน เขตดอนเมือง ศูนย์เรียนรู้ปลูกพืชผักสวนครัว 4) สวนสราญรมย์ เขตพระนคร เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้และศึกษาดูงานแก่ประชาชนและผู้ที่สนใจ 5) สวนสันติภาพ เขตราชเทวี เป็นแหล่งเรียนรู้และเปิดรับแลกขยะรีไซเคิล

ขณะเดียวกันยังมีขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการตลาดเกษตรกรหรือฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต (Farmer Market )ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้มีการขยายตลาดในรูปแบบตลาดเกษตรกรให้ครอบคลุม 50 เขต ซึ่งอยู่ระหว่างการเสนอผู้ว่าราชการฯ ซึ่งมอบหมายสำนักงานสิ่งแวดล้อมและสำนักงานเขต 50 เขต ให้พิจารณาสถานที่ที่เหมาะสม และโครงการปลูกพืชผักเกษตรปลอดสารพิษ 200 แปลง อีกทั้ง กิจกรรม Bangkok Green Market ตลาดสุขใจ “Green Clean Craft” มียอดจำหน่ายในช่วงเดือนตุลาคม – 20 พฤศจิกายน รวม 250,961 บาท ร้านค้าผู้ประกอบการ 185 ร้าน และผู้ใช้บริการฝึกอาชีพจำนวน 1,560 คนด้วย

ทั้งนี้ ในที่ประชุมผู้แทนการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้ประชาสัมพันธ์และเชิญร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนาการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ที่จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน นี้ ซึ่งมีการจัดแสดงสินค้าผลผลิตเกษตร และมอบกระเช้าของขวัญแก่ผู้บริหาร และผู้ร่วมงาน ซึ่งเป็นผลผลิตจากการดำเนินโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและในที่ประชุมตัวแทนการเคหะแห่งชาติแจ้งว่าการเคหะพร้อมสนับสนุนการจัดตั้งตลาดเกษตรกรในโครงการการเคหะดินแดงซึ่งมีผู้อยู่อาศัย 6,000 ยูนิต รวมทั้งโครงการอื่นด้วยขณะที่ในหน่วยงานขิงกระทรวงเกษตรโดยเฉพาะองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร(อ.ต.ก.)ก็พร้อมให้การสนับสนุนโครงการตลาดเกษตรกรหรือฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต(Farmer Market) 50 เขตในกรุงเทพมหานครรวมทั้งการร่วมพัฒนาโครงการตลาดน้ำของอตก.ในคลองบางซื่อเป็นตลาดเกษตรกรประเภทตลาดน้ำซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของกรุงเทพฯด้วย

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า ได้มอบกมายให้ฝ่ายเลขาประสานงานการลงพื้นที่พร้อมกับผู้ว่ากทม.และผู้ว่าการเคหะฯ.สำรวจพื้นที่ตลาดน้ำ อ.ต.ก. และโครงการเคหะดินแดงพร้อมทั้งเสนอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติร่วมขับเคลื่อนงานกับคณะทำงานโครงการวัดสีเขียว( Green Temple )เพื่อสำรวจวัดที่พร้อมจะดำเนินงานโครงการฯ เพิ่มเติม ตามแนวทาง “บวร” บ้าน วัด โรงเรียน หลังจากนำร่องโครงการไปแล้วที่วัดพระยาสุเรนท์และวัดพระรามเก้ารวมทั้งให้ประสานานกับคณะอนุกรรมการเกษตรอินทรีย์และสภาเกษตรอินทรีย์PGSแห่งประเทศไทยเพื่อสนับสนุนโครงการเคหะดินแดงซึ่งเป็นอีกพื้นที่ที่การเคหะพร้อมเปิดตลาดเกษตรปลอดภัยเกษตรอินทรีย์กับคณะอนุกรรมการเกษตรอินทรีย์และสภาเกษตรอินทรีย์PGSแห่งประเทศไทยเพื่อให้เกิดความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เชื่อมโยงการทำงานในการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเป็นการสร้างความเข็มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพรปีใหม่และ ส.ค.ศ.ภาพฝีพระหัตถ์ ‘กระต่ายหมายจันทร์ฉาย’ เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693822

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพรปีใหม่และ ส.ค.ศ.ภาพฝีพระหัตถ์ ‘กระต่ายหมายจันทร์ฉาย’ เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2566

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพรปีใหม่และ ส.ค.ศ.ภาพฝีพระหัตถ์ ‘กระต่ายหมายจันทร์ฉาย’ เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2566

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.48 น.

23 พฤศจิกายน 2565 ร้านภูฟ้าขออัญเชิญพรพระราชทานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานแด่พสกนิกรชาวไทยทุกคนเพื่อเป็นสิริมงคล เป็นความสุขกายสุขใจตลอดปีเถาะ พุทธศักราช 2566 ที่กำลังจะวนมาถึงอีกครั้งหนึ่งในไม่ช้านี้

นอกจากพรพระราชทานที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ที่ทรงเล่าเรื่องราวของสุนัขและเพื่อนกระต่ายที่ยืนสองขาชมพระจันทร์ในคืนพระจันทร์วันเพ็ญแล้ว พระองค์ยังพระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ประกอบพรพระราชทานดังกล่าว ดังนี้

เพื่อความเป็นสิริมงคล และความสุขยิ่งแก่พสกนิกรไทยทุกคน ทางร้านภูฟ้าจึงได้ขอพระราชทานพระราชานุญาต  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นำภาพวาดฝีพระหัตถ์ กระต่าย และสุนัขเพื่อนรักที่ชอบแหงนหน้ามอง “จันทร์ฉาย” ด้วยกันในคืนวันเพ็ญอย่างมีความสุข นำมาปักบนกระเป๋าเสื้อโปโล 9 สี และเสื้อทีเชิ้ต 4 สี แถมด้วยนำภาพฝีพระหัตถ์ชุดนี้มาตัดเสื้อฮาวาย 2 สี และเสื้อกันหนาวเพิ่มความอบอุ่นอีก 2 สี เพื่อให้ลูกค้าของร้านภูฟ้าจะได้มีความสุข สนุกสนาน ร่าเริง และอบอุ่นยิ่ง ตลอดปีเถาะ พุทธศักราช 2566

เพื่อให้ลูกค้าของร้านได้รับความสุขจากพรพระราชทานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในปีเถาะ พุทธศักราช 2566 อย่างแท้จริง ทางร้านจึงได้ปักภาพวาดฝีพระหัตถ์บนกระเป๋าของเสื้อสีต่างๆที่ออกแบบและให้สีอย่างสวยงามยิ่ง ให้สอดคล้องกับบรรยากาศและแนวคิดของ “กระต่ายหมายจันทร์ฉาย” ที่เพื่อนรักสองสหาย กระต่ายและสุนัข ชวนกันเฝ้ามอง “พระจันทร์วันเพ็ญ” อย่างมีความสุข และชวนกันมาอวยชัยให้พรแก่ลูกค้าของร้านภูฟ้า ในปีเถาะ พุทธศักราช 2566 นี้

สีเสื้อต่างๆมีดังนี้

เสื้อโปโล 9 สี

– เสื้อโปโลสีเหลือง กระต่ายหมายจันทร์เจ้า                        

– เสื้อโปโลสีฟ้า กระต่ายหมายจันทร์ฉาย

– เสื้อโปโลสีส้ม กระต่ายหมายจันทร์เพ็ญ

– เสื้อโปโลสีน้ำเงิน กระต่ายหมายจันทร์แรม

– เสื้อโปโลสีเขียว กระต่ายหมายจันทร์แจ่ม

– เสื้อโปโลสีชมพู กระต่ายหมายจันทร์กระจ่าง

– เสื้อโปโลสีขาว แขนเหลือง กระต่ายหมายจันทร์นวล

– เสื้อโปโลสีขาว แขนส้ม กระต่ายมณีจันทร์

– เสื้อโปโลสีขาวพิมพ์ลาย กระต่ายเพลินจันทร์

เสื้อทีเชิ้ต 4 สี

– เสื้อทีเชิ้ต สีฟ้าเดือนเด่น

– เสื้อทีเชิ้ต สีชมพูเดือนพราว

– เสื้อทีเชิ้ต สีน้ำเงินเดือนแรม

– เสื้อทีเชิ้ต สีส้มเดือนเพ็ญ

เสื้อฮาวาย 2 สี

– เสื้อฮาวาย สีส้มพระจันทร์ยิ้ม

– เสื้อฮาวาย สีเขียวพระจันทร์แย้ม

เสื้อกันหนาว 2 สี

– สีขาว กระต่ายอุ่นจิต

– สีกรมท่า กระต่ายอุ่นใจ

นอกจากเสื้อหลากสีและหลายแบบแล้ว ทางร้านภูฟ้ายังได้รับพระราชทานพระราชานุญาต ให้นำภาพวาดฝีพระหัตถ์ดังกล่าว นำมาพิมพ์ลงในสินค้าชนิดต่างๆ เพื่อให้ผู้ซื้อสินค้าเป็นของขวัญ จะได้รับพรพระราชทานอันประเสริฐและเป็นสิริมงคลยิ่ง ทั้งผู้ให้และผู้รับ จะได้มีความสุข ลืมความทุกข์ และ สิ่งร้ายๆต่างๆที่ผ่านมาในปีเถาะ พุทธศักราช 2566 โดยทั่วหน้ากัน สินค้าดังกล่าวได้แก่ สมุดบันทึก นาฬิกาตั้งโต๊ะ สายคล้องหน้ากาก กระบอกน้ำ ร่มพับ และเครื่องใช้อื่น ๆ รวมทั้ง ยังจัดจำหน่าย กระเป๋าผ้า รูปแบบต่าง ๆ ซึ่งออกแบบ และให้สีโดยผู้ออกแบบจากแบรนด์ “KLOSET” สินค้าชุดนี้เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยผู้สนใจสามารถเยี่ยมชม และเลือกซื้อสินค้า ได้ที่ร้านภูฟ้าทั้ง 19 สาขา และสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ http://www.phufa.org/shop หรือผ่านทางแอปพลิเคชั่น ONESIAM SuperApp และติดตามข่าวสารทาง Facebook: PHUFA

-(016)

รพ.kdms หนุนกิจกรรมเดินวิ่งการกุศล ‘Taro Run’ วิ่งฟื้น..คืนทะเล รายได้มอบให้กับมูลนิธิยุวพัฒน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693819

รพ.kdms หนุนกิจกรรมเดินวิ่งการกุศล ‘Taro Run’ วิ่งฟื้น..คืนทะเล รายได้มอบให้กับมูลนิธิยุวพัฒน์

รพ.kdms หนุนกิจกรรมเดินวิ่งการกุศล ‘Taro Run’ วิ่งฟื้น..คืนทะเล รายได้มอบให้กับมูลนิธิยุวพัฒน์

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.24 น.

โรงพยาบาลฉพาะทางกระดูกและข้อ kdms  ข้อดีมีสุข เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อแห่งแรกในประเทศไทย ร่วมสนับสนุนกิจกรรมงานวิ่ง Taro Run#Save the Sea1 วิ่งคืน….ฟื้นทะเล นำรายได้ทั้งหมดในงานโดยไม่หักค่าใช้จ่ายมอบให้กับมูลนิธิยุวพัฒน์เพื่อช่วยเหลือเด็กขาดโอกาส ณ คุ้งบางกระเจ้า เมื่อวันก่อนโดยมีสองดารานักแสดงชายยอดฮิต “ ฟิล์ม” ธนภัทร กาวิละ และ”แจม “รชตะ หัมพานนท์ จากละครดังเรื่อง “คุณชาย” เข้าร่วมกิจกรรม ท่ามกลางประชาชนที่ให้ความสนใจกันอย่างมากมาย

บรรยากาศภายในงานนอกจากมีการเดินวิ่งของผู้ที่ให้ความสนใจและแฟนคลับของสองดารานักแสดงแล้วยังมีการออกบูธกิจกรรมของโรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ kdms พบกับนักวิทยาศาสตร์การกีฬาที่มาให้บริการยืดกล้ามเนื้อให้กับนักวิ่ง รวมถึง มีบริการรับปรึกษาปัญหาด้านกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมีการมอบของที่ระลึกถุงผ้าและส่วนลด Voucher ให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมในบูธด้วย

นายโฆษิต ลำภาษี รักษาการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายบริหาร โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ kdms กล่าวถึง  การเข้าร่วมสนับสนุนกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อต้องการนำรายได้ที่ได้จากในงานวิ่ง  Taro Run ไปมอบให้กับมูลนิธิยุวพัฒน์   สำหรับเด็กขาดโอกาสในด้านการศึกษาและส่วนหนึ่งนำไปดูแลสิ่งแวดล้อมทางทะเล  ผ่านการรับมอบโดย  คุณโมนา ศิวรังสรรค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิฯ ซึ่งทางโรงพยาบาลฯเล็งเห็นว่าการออกกำลังกาย เดิน วิ่ง เป็นอีกหนึ่งกีฬาที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพให้ประชาชนคนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้น

โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ kdms เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางที่ทำการรักษาในเรื่องของ กระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ   เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางในแต่ละด้าน  ได้แก่ เข่าและสะโพก  มือและข้อมือเท้าและข้อเท้า  กระดูกสันหลัง  หัวไหล่ รวมไปถึงเวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยแพทย์ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์แพทย์เฉพาะทางกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อระดับต้นของประเทศ ร่วมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด( Robotic Surgery) หรือการผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทด้วยการส่องกล้อง Endoscope แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว มั่นใจได้ว่านักกีฬาทุกท่านรวมถึงผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อจะได้รับการรักษาเป็นอย่างดี

โปรแกรมการรักษา หรือ Protocol ของทางโรงพยาบาลฯมุ่งเน้นในเรื่องของ “คุณภาพชีวิตของคนไข้” และ “การสร้างความเป็นไปได้ในทุกการเคลื่อนไหว” โดยทีมแพทย์เฉพาะทางกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อร่วมกับทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อให้ผลการรักษาตอบโจทย์ความต้องการของคนไข้ และส่งผลให้ผลลัพธ์ของการรักษาดีที่สุด อันนี้คือแนวทางการรักษาตั้งแต่เปิดโรงพยาบาลมาตั้งแต่ต้น

ท้ายนี้สำหรับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรือวัยทำงานที่มีพฤติกรรมนั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานๆจนปวดคอบ่าไหล่ เป็น ออฟฟิตซินโดรม หรือผู้สูงอายุที่มีอาการข้อเสื่อม สามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทางได้ที่โรงพยาบาลฯ โดยค่าปรึกษาแพทย์เริ่มต้นที่ 800-1500บาทขึ้นไป ทั้งนี้ทางโรงพยาบาลฯไม่ได้เน้นการรักษา กระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อด้วยการผ่าตัดอย่างเดียวเท่านั้นเรามุ่งเน้นรักษาจากวัตถุประสงค์ของคนไข้เป็นหลัก ถ้าคนไข้ไม่อยากผ่าตัด เราก็มีโปรแกรมทำกายภาพบำบัดและฟื้นฟูเพื่อบรรเทาอาการปวดและสร้างความแข็งแรงให้กับคนไข้ ถ้าอาการที่เป็นไม่ดีขึ้นถึงจะกลับมาดูในเรื่องของทางเลือกในการรักษาเพิ่มเติม เช่น การฉีดยา หรือการผ่าตัดแบบส่องกล้อง แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว

ด้าน “ ฟิล์ม” ธนภัทร กาวิละ และ”แจม “รชตะ หัมพานนท์ สองดารานักแสดงจากละครดังเรื่อง “คุณชาย”ที่ได้มาเข้าร่วมทำกิจกรรมเดินวิ่งทาโร่รันฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า”    รู้สึกดีใจที่ได้มีส่วนร่วมในการทำบุญกับกิจกรรมครั้งนี้ ซึ่งโรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ kdms  ผู้สนับสนุนในงานวิ่ง Taro Run นำรายได้มอบให้กับมูลนิธิยุวพัฒน์เพื่อเด็กที่ขาดโอกาส ในด้านการศึกษา และรักษาสิ่งแวดล้อมธรรมชาติทางทะเล ปกติเราสองคนออกกำลังกายด้วยการวิ่งเป็นประจำอยู่แล้ว    ปัจจุบันจะเห็นว่ามีผู้ให้ความสนใจมาออกกำลังกายกันมากขึ้นเรียกว่าเป็นแฟชั่นเลยก็ว่าได้” 

“แจม” รัชตะ หัมพานนท์ กล่าวเสริมว่า “ส่วนตัวผมออกกำลังกายเป็นประจำ ถ้ามีเวลาน้อยก็ประมาณ15 นาที โดยก่อนการออกกำลังกายควรมีการวอร์มร่างกายยืดกล้ามเนื้อเสียก่อนเพื่อป้องกัน อาการบาดเจ็บเรื้อรัง เช่นเราอาจบิดกล้ามเนื้อผิดพลาด ทำให้เราบาดเจ็บหัวเข่า หัวไหล่ เอว โดยที่เราไม่รู้ตัว วิธีดูแลกล้ามเนื้อเพื่อใฟ้ฟื้นกลับมาคือหาเวลาพัก ยืดกล้ามเนื้อบ่อยๆ” ส่วน “ฟิล์ม” ธรภัทร   กาวิละ กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องการแบ่งเวลาออกกำลังกายผมว่าแล้วแต่เวลาสะดวกของแต่ละคน อีกอย่างคนส่วนใหญ่ชอบมีข้ออ้างสำหรับตัวเองในเรื่องของการออกกำลังกาย เช่น มักพูดคำว่าเดี๋ยวก่อน ไม่มีเวลา คนเรามีเวลา24 ชั่วโมงเท่ากัน คนที่ไม่ออกคือคนที่ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพเท่านั้นเอง คุณอาจทำงานมาทั้งชีวิตแล้วก็ต้องนำเงินมารักษาตัวเองอยู่ดี เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายจึงเป็นเรื่องที่สำคัญของชีวิตเหมือนกันครับ”

สำหรับใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ โดยเฉพาะ กระดูก ข้อและกล้ามเนื้อ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ kdms ข้อดีมีสุข ตั้งอยู่ที่ถนนเลียบด่วนรามอินทรา  -เอกมัย ซอยสุคนธสวัสดิ์  27 เบอร์โทรศัพท์ 02-080-8999 หรือติดต่อผ่านทางไลน์ line@kdmshospital หรือ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website:https://kdmshospital.com/

-(016)

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดโครงการ ‘Happy Heart Connect เชื่อมต่อทุกหัวใจให้แข็งแรง’ เชื่อมต่อทุกการรักษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693817

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดโครงการ ‘Happy Heart Connect เชื่อมต่อทุกหัวใจให้แข็งแรง’ เชื่อมต่อทุกการรักษา

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดโครงการ ‘Happy Heart Connect เชื่อมต่อทุกหัวใจให้แข็งแรง’ เชื่อมต่อทุกการรักษา

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.11 น.

ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดโครงการ “Happy Heart Connect เชื่อมต่อทุกหัวใจให้แข็งแรง” เชื่อมต่อทุกการรักษากับโครงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวน เปิดรับผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกตีบเพิ่มจำนวน 150 ราย เข้าถึงการเปลี่ยนลิ้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  

ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการดูแลสุขภาพหัวใจ “Happy Heart Connect เชื่อมต่อทุกหัวใจให้แข็งแรง” เชื่อมต่อทุกการรักษาเปลี่ยนลิ้นหัวใจสู่ผู้ป่วยทั่วประเทศ กับโครงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวน เพื่อส่งเสริมและขยายโอกาสการเข้าถึงการรักษาด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ขั้นสูงให้กับผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกตีบ ซึ่งจะเปิดรับสมัครผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโครงการเพิ่มอีกจำนวน 150 ราย เนื่องในโอกาสครบรอบ 13 ปี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โดยมี ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมเป็นประธานเปิดงาน

พร้อมเปิดเวทีเสวนาให้ความรู้ “นวัตกรรมการรักษาโรคหัวใจ และโครงการ TAVR สัญจรเพื่อการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยผ่านโรงพยาบาลเครือข่ายทั่วประเทศ” จากทีมแพทย์ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นำโดย นพ.ดํารงค์ สุกิจปัญญาโรจน์, พญ.ธัญรัตน์ อร่ามเสรีวงศ์, นพ.อนุรักษ์ เจียมอนุกูลกิจ, นพ.วิโรจน์ เมืองศิลปศาสตร์, นพ.พิเชษฐ์ เลิศปันณะพงษ์ และ พว.เนตรนภิส ศรีรัตนา พร้อมด้วยกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการดูแลสุขภาพ และกิจกรรมระดมทุนจำหน่ายเสื้อการกุศล Happy Heart Connect เพื่อโครงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวน เชื่อมต่อทุกหัวใจให้แข็งแรงด้วยหัวใจแห่งการให้ที่ได้พระเอกหนุ่ม มาริโอ้ เมาเร่อ มาร่วมแคมเปญ พร้อมด้วย“คนเก่งหัวใจแกร่ง” ผู้ป่วยที่เคยผ่านการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติก มาร่วมแชร์ประสบการณ์การฟื้นฟูดูแลสุขภาพหัวใจให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง โดยงานจัดขึ้น ณ CRA HALL ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “เนื่องในโอกาสครบรอบ 13 ปี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์สุขภาพที่ดี เพื่อสังคมไทยภายใต้หลักการทำงาน “ทุกชีวิตของคนไข้คือหัวใจของเรา” สืบสานการดำเนินงานตามพระปณิธาน ศ.ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงมุ่งหวังให้โรงพยาบาลจุฬาภรณ์เป็นที่พึ่งทางสุขภาพให้กับชนชั้นกลางจนถึงผู้ยากไร้ให้ได้รับการรักษาอย่างดีเยี่ยม และให้ประชาชนคนไทยในทุกถิ่นฐานมีสุขภาวะที่ดีและเท่าเทียมเพื่อทุกชีวิต

ทั้งนี้ ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นหนึ่งในศูนย์ความเป็นเลิศที่พร้อมให้บริการดูแลด้านการตรวจรักษาในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดแก่ผู้ป่วยทุกสิทธิการรักษาอย่างครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้นวัตกรรมบริการสุขภาพสู่สถานพยาบาลเครือข่ายในภูมิภาคต่าง ๆ โดยได้จัดทำโครงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัด เพื่อมอบโอกาสทางการรักษาให้แก่ผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจด้อยโอกาสจากทั่วประเทศให้สามารถเข้าถึงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงมาก เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีชีวิตที่ปกติสุข และมีหัวใจที่แข็งแรงอีกครั้ง”โรคหัวใจและหลอดเลือด จัดเป็นภัยอันดับต้น ๆ ของคนไทย และยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่อาจมีภาวะอาการของโรคหัวใจและหลอดเลือดแฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว ทำให้คนไทยมีสถิติการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงถึงปีละ 70,000 ราย (ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค)

ทั้งนี้ โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบรุนแรง เป็นความผิดปกติของลิ้นหัวใจเอออร์ติกที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายไม่เพียงพอ สาเหตุหลักเกิดจากการเกาะตัวของหินปูนแคลเซียมเมื่ออายุมากขึ้น เกิดจากไข้รูห์มาติก และบางส่วนเกิดจากความผิดปกติของลิ้นหัวใจแต่กำเนิด โรคลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกตีบเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมสภาพของลิ้นหัวใจที่เป็นไปตามวัย จึงมักพบในผู้สูงอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป จึงเป็นภัยเงียบสำหรับผู้สูงวัยที่อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้ และเนื่องจากโรคนี้ไม่สามารถรักษาโดยการให้ยาประคองอาการไปได้ จึงต้องใช้การรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ซึ่งกลุ่มผู้ป่วยสูงอายุเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการผ่าตัดรักษามากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยมีโรคอื่น ๆ ร่วมด้วย โครงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวน โดยไม่ต้องผ่าตัด หรือการทำหัตถการ TAVR :Trans catheter Aortic Valve Replacement เป็นการซ่อมแซมลิ้นหัวใจอันเก่าที่ใช้การไม่ได้ จึงเป็นทางเลือกการรักษาตามมาตรฐานในระดับสากล และเป็นเป้าหมายสำคัญของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ในการเพิ่มศักยภาพด้านการรักษาผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบรุนแรง ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อช่วยให้ผู้สูงวัยกลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง แต่ด้วยการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก โดยเฉพาะค่าลิ้นหัวใจ 1 ลิ้น มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 1 ล้านบาทต่อคน ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้

นพ.ดํารงค์ สุกิจปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวว่า “ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ได้ริเริ่มจัดทำ “โครงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวน” ด้วยเล็งเห็นว่ากลุ่มผู้ป่วยลิ้นหัวใจตีบซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป มีโอกาสเสียชีวิตสูงหากไม่ได้รับโอกาสในการเข้าถึงการรักษา อีกทั้งการรักษามีค่าใช้จ่ายสูงมาก โดยเฉพาะค่าลิ้นหัวใจ 1 ลิ้น มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 1 ล้านบาทต่อคน ซึ่งโครงการดังกล่าวได้ช่วยเหลือให้ผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกตีบรุนแรงที่จำเป็นต้องเปลี่ยนลิ้นหัวใจทั่วประเทศ ทุกสิทธิการรักษาได้เข้ารับการเปลี่ยนลิ้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายโดยได้เริ่มโครงการในปี 2563 จนถึงปัจจุบันได้ดำเนินการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมให้ผู้ป่วยไปแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 121 ลิ้น

ในโอกาสครบรอบ 13 ปี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์นี้ ทางศูนย์หัวใจและหลอดเลือด มีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาสให้ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเพิ่มอีก จำนวน 150 รายควบคู่กับการดำเนินโครงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวน หรือ TAVR สัญจร เชื่อมต่อสถานพยาบาล สร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่ง โดยนำองค์ความรู้ด้านการรักษาโรคลิ้นหัวใจจากทีมบุคลากรทางการแพทย์ของศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ไปเผยแพร่สู่โรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นห่างไกลสามารถเข้าถึงการรักษาด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ชั้นสูงอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม”

ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นหนึ่งในศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะด้านเพื่อให้บริการผู้ป่วยในทุกสิทธิการรักษาแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การตรวจวินิจฉัย การดูแลรักษา รวมถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ ปอด และหลอดเลือด ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมถึงบุคลากรสหสาขาวิชาชีพที่ร่วมปฏิบัติงาน โดยมีศักยภาพในการทำหัตถการได้อย่างครอบคลุม ทั้งในกลุ่มการรักษาทางห้องปฏิบัติการสวนหัวใจและหลอดเลือด การผ่าตัดหัวใจแบบเปิดหน้าอก รวมถึงเทคโนโลยีการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวน โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอกที่สามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและพิการในกลุ่มผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการผ่าตัดแบบเปิดหน้าอก เนื่องจากผู้ป่วยลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกตีบรุนแรงที่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ทั้งยังเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวจากการทำหัตถการได้เร็ว ระยะเวลาพักรักษาตัวในโรงพยาบาลสั้นลง และสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามกิจวัตรประจำวันได้เร็วขึ้น

โครงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวน ของศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เปิดรับผู้ป่วยที่มีอาการภาวะหัวใจล้มเหลวจากโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบหรือผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ให้เข้ารับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการเข้าถึงการรักษา สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการโดยมีหลักเกณฑ์การเข้าร่วมประกอบด้วย 1. เป็นคนไทยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกตีบรุนแรง 2. อายุ 70 ปี ขึ้นไป หรือกรณีอายุ 65-70 ปี และมีโรคร่วมที่เสี่ยงต่อการผ่าตัดแบบเปิดหน้าอก (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแพทย์พิจารณา) 3. ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการผ่าตัดแบบเปิดหน้าอกสูง 4. ผู้ป่วยที่เคยเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกมาก่อน และ 5. กรณีผู้ป่วยมีโรคมะเร็งร่วมด้วย ต้องไม่อยู่ในภาวะโรคมะเร็งระยะลุกลาม

ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ตามข้อบ่งชี้จะได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกผ่านสายสวน 1 ลิ้น = 1 ล้านบาท โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเบิกจ่ายการทำหัตถการตามสิทธิการรักษาของผู้ป่วย สามารถสมัครด้วยตนเองหรือให้สถานพยาบาลส่งต่อเพื่อเข้าถึงการรักษาได้ที่ ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ สายด่วนโรคหัวใจ โทร 064 205 3970 นอกจากนี้ ยังได้จัดทำโครงการ TAVR สัญจร เพื่อการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยผ่านโรงพยาบาลเครือข่ายทั่วประเทศ โดยเป็นโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวนให้กับโรงพยาบาลในพื้นที่ต่างจังหวัดที่แจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการ โดยศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จะนำทีมแพทย์และบุคลากรที่เกี่ยวข้องรวมถึงนำลิ้นหัวใจเทียมไปร่วมทำหัตถการฯ ให้กับผู้ป่วย ณ โรงพยาบาลนั้น ๆ โดยมีทีมแพทย์ของโรงพยาบาลที่แจ้งความประสงค์เข้าร่วมเรียนรู้ตลอดกระบวนการ เป็นการเพิ่มศักยภาพให้กับโรงพยาบาลในพื้นที่ต่างจังหวัดให้สามารถทำหัตถการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวนได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยจากทั่วทุกภูมิภาคสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

ภายในงาน “Happy Heart Connect เชื่อมต่อทุกหัวใจให้แข็งแรง” ยังมีพระเอกหนุ่มสุดฮอต มาริโอ้ เมาเร่อ มาร่วมทอล์กส่งต่อพลังบวกสร้างพลังใจให้กับผู้ป่วย และ ดีเจอ๋อง เขมรัชต์ ร่วมดำเนินรายการ พร้อมด้วย “คนเก่งหัวใจแกร่ง” ผู้ป่วยที่เคยผ่านการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกมาร่วมแชร์ประสบการณ์การฟื้นฟูดูแลสุขภาพหัวใจให้กลับมาแข็งแรง พร้อมทั้งหนุ่มมาริโอ้ ยังได้ร่วมรณรงค์ส่งเสริมการดูแลสุขภาพหัวใจคนไทยให้แข็งแรงด้วยการชวนกันลุกขึ้นมาออกกำลังและยังร่วมเป็นสะพานบุญเชื่อมต่อทุกหัวใจให้แข็งแรงด้วยหัวใจแห่งการให้ เพราะทุกลิ้นมีความหมายต่อหัวใจผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจด้อยโอกาสทั่วประเทศ ในกิจกรรมระดมทุนโดยบริจาค 500 บาท รับเสื้อการกุศล Happy Heart Connect ออกแบบลวดลายโดยคุณเพียว โลกุตรา ศิลปินนักวาดภาพประกอบ เพื่อมอบให้กับผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่ร่วมทำบุญเพื่อโครงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวน ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นที่ระลึก และสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าด้วย ร่วมบริจาคสมทบทุนได้ที่บัญชีธนาคารกรุงเทพ ชื่อบัญชี มูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ เลขที่บัญชี 942-300099-2 และสามารถแจ้งความประสงค์ในการขอรับเสื้อการกุศล Happy Heart Connect ได้ทาง LINEmyShop @Bhadrafoundation ร่วมเชื่อมต่อทุกหัวใจแห่งการให้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัดให้กับผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกตีบรุนแรงทั่วประเทศที่จำเป็นต้องใช้ลิ้นหัวใจแต่ไม่สามารถเสียค่าใช้จ่ายเพื่อเข้าถึงการรักษาได้ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง

-(016)

‘ลำพูน’ ชูแนวทางสร้าง ‘กติกาชุมชน’ เข้มแข็ง ดึงองค์กรท้องถิ่น-ชุมชนร่วมพัฒนาเด็ก ‘คุณภาพดี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693810

‘ลำพูน’ ชูแนวทางสร้าง ‘กติกาชุมชน’ เข้มแข็ง ดึงองค์กรท้องถิ่น-ชุมชนร่วมพัฒนาเด็ก ‘คุณภาพดี’

‘ลำพูน’ ชูแนวทางสร้าง ‘กติกาชุมชน’ เข้มแข็ง ดึงองค์กรท้องถิ่น-ชุมชนร่วมพัฒนาเด็ก ‘คุณภาพดี’

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.00 น.

“ตามแนวทางการพัฒนาเด็กของ “วอลดอร์ฟ” (นักมนุษย์ปรัชญา) เชื่อว่า การพัฒนามนุษย์ไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์คนหนึ่งได้จะต้องผ่าน 3 ช่วงชีวิตสำคัญคือ 0-7 ปี 7-14 ปี และ 14-17 ปี ซึ่งเป็นการสร้างทั้งมนุษย์ที่ดีและมีข้อปรับปรุง

แต่สิ่งที่เราเห็นในวันนี้คือ มนุษย์อายุ 3-6 ปี ติดมือถือ แม้เราทำงานเพื่อพัฒนาเด็ก แต่ความเป็นจริงเราก็ต้อง “ซ่อมเด็ก” ไปด้วย  เพราะถ้าเราไม่แก้ไขเรื่องนี้ก็จะเกิดปัญหาสังคมที่ซับซ้อนขึ้นในอนาคต”

ครูบุญส่ง กล่าวถึงปัญหาการพัฒนาเด็กเล็กและชี้ให้เห็นว่า เด็กปฐมวัย 3-6 ปี เป็นวัยทองของการเรียนรู้ แต่ปัจจุบันเด็กเล็กกำลังเผชิญกับปัญหาติดมือถือ เนื่องจากพ่อแม่ต้องไปทำงานต่างถิ่นหรือโรงงาน ทำให้เด็กต้องอยู่ในภาระการดูแลของผู้สูงวัยและให้มือถือกับเด็กเล่น จึงกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางร่างกายเติบโตไม่สมวัย และทักษะการเรียนรู้ถดถอย       

ดังนั้น เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีพัฒนาการด้านสุขภาวะในทุกมิติ ทางชุมชนบ้านเกาะทราย หมู่ที่ 5 ตำบลทากาศ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน จึงเข้าร่วม“โครงการมหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ 3 ดี ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก” ด้วยการจัดกิจกรรมและพื้นที่สร้างสรรค์ภายในสนามเด็กเล่นขึ้นเมื่อปี 2562   

“เป้าหมายเราอยากเห็นอนาคตเด็กชุมชนตำบลทากาศ มี “คุณภาพ” และเป็น “พลเมืองที่ดี” มีสุขภาวะที่ดี รู้จักรอคอย เข้าสังคมได้ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ มีจิตใจที่อ่อนโยน และมีคุณสมบัติอันพึงประสงค์ 6 ประการ ได้แก่ อารมณ์ ความสัมพันธ์ สติปัญญา วินัย รู้จักแบ่งปัน และความฉลาดรู้ด้านสุขภาวะ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดของเด็กที่มีคุณภาพ และเป็นพลเมืองที่ดีของชุมชนในอนาคต”  ครูบุญส่ง  อินต๊ะกาศ  ผู้ประสานงานและผู้ปฏิบัติงาน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลทากาศ  กล่าว

จากนั้นในปี 2563 ศูนย์เด็กจึงได้ต่อยอดสู่โครงการ “บูรณาการมหัศจรรย์ 3 ดี สู่ชุมชน เพื่อเด็กปฐมวัย” ของพื้นที่ “ชุมชนบ้านเกาะทราย หมู่ที่ 5” และขยายเข้าสู่ “ชุมชนบ้านทากาศ หมู่ที่ 6”  ซึ่งเป็นการพัฒนาเด็กต่อเนื่องจากครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งถือเป็นหน่วยงานและส่วนหนึ่งของงานด้านกองการศึกษาของเทศบาลตำบลทากาศ

โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ผ่านสื่อกิจกรรมและพื้นที่สร้างสรรค์แบบมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อร่วมกันส่งเสริมสุขภาวะเด็กปฐมวัย ตาม “แนวคิด 3 ดี” คือ “สื่อดี พื้นที่ดี ภูมิดี”  ซึ่งถือว่าวันนี้โครงการประสบความสำเร็จ และได้พื้นที่ต้นแบบของ “ท้องถิ่นพัฒนาเด็ก” ที่เน้นการทำงานแบบ “มีส่วนร่วม” กับหลายหน่วยงานและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

“นันทภัศ เจอกาศ”  นักวิชาการศึกษา เทศบาลตำบลทากาศ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน เล่าว่า “ชุมชนตำบลทากาศ” อยู่ในพื้นที่การดูแลของเทศบาลตำบลทากาศ เป็นชุมชนขนาดเล็กมีพื้นที่เพียง 4.3 ตารางกิโลเมตร มีทั้งหมด 6 หมู่บ้าน ปัจจุบันได้ดำเนินการโครงการฯ 3 ดี สู่ชุมชน และเป็นต้นแบบ 2 ชุมชน ได้แก่ “ชุมชนบ้านเกาะทราย หมู่ที่ 5” และ “ชุมชนบ้านทากาศ หมู่ที่ 6”  ซึ่งสองชุมชนนี้มีลักษณะพื้นที่ เศรษฐกิจ สังคมและปัญหาชุมชนแตกต่างกัน

การดำเนินโครงการฯ 3 ดี สู่ชุมชนเทศบาลตำบลทากาศ จึงปรับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องเหมาะสมกับบริบทและปัญหาของแต่ละพื้นที่

 “เราพิจารณาจากปัญหาเป็นตัวนำ จึงได้เริ่มทำโครงการ 3 ดีสู่ชุมชน เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย 3-7ปี ของชุมชนบ้านเกาะทรายก่อนแห่งแรก ซึ่งเป็นชุมชนเกษตรแต่มีปัญหาด้านยาเสพติด เด็กวัยรุ่นออกนอกระบบการศึกษากันมาก ขณะที่ผู้ปกครองมีรายได้ลดลงและว่างงาน  ส่วนชุมชนบ้านทากาศนั้น เป็นชุมชนค้าขาย มีร้านค้าจำนวนมาก เด็กเข้าถึงขนมที่ไม่ถูกสุขลักษณะได้ง่าย ส่งผลต่อปัญหาสุขภาพจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง”

ในส่วนการดำเนินการโครงการ 3 ดี สู่ชุมชน เพื่อพัฒนาเด็ก หมู่ที่ 5 บ้านเกาะทราย นันทภัศ บอกว่า เริ่มต้นจากตั้งคณะทำงานชุมชนขึ้นมาและดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลตำบล สนับสนุนทุน ครู กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ครอบครัว เป็นต้น  ถือเป็นจุดแข็งของชุมชนตำบลทากาศ ที่สามารถดึงเครือข่ายชุมชนเข้ามาร่วมกันพัฒนาเด็กให้เข้มแข็ง

“จุดเด่นของชุมบ้านเกาะทราย เป็นลักษณะเฉพาะของพื้นที่ที่เน้นการมีส่วนร่วมการทำงาน เพราะเราจะไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง ครูก็ทำงานในส่วนของครู เราก็ทำงานในส่วนขององค์กรที่ให้การสนับสนุนชุมชน และดึงชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของการทำกิจกรรมร่วมกัน 

ถ้านึกถึงทากาศ ก็ต้องนึกถึงการทำงานแบบมีส่วนร่วม อย่างที่เราจัดงาน 3ดี ที่ผ่านมา ก็ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นศูนย์เด็ก ผู้ปกครอง องค์กรเอกชนในพื้นที่ โรงเรียนต่างๆ ของสพฐ. ถึงจะต่างสังกัดกันแต่ก็ร่วมมือกันเป็นอย่างดี” นันทภัศ บอก

นอกเหนือจาก “จุดแข็ง” สามารถดึงทุกภาคส่วนร่วมเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กแล้ว การสร้าง “กติกาชุมชน” เพื่อเป็นข้อตกลงการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและยั่งยืนภายในชุมชน  ก็เป็น “ความเข้มแข็ง” ของสองชุมชนนี้

เพราะการสร้างกติกาชุมชน เปรียบเสมือนแผนที่การเดินทางของคนทำงานชุมชนบ้านเกาะทราย และชุมชนบ้านทากาศ ซึ่งเป็น “มติของชุมชน” ที่ร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการทำงานขึ้นมา เรียกว่า “กติกาชุมชนเกาะทราย 3 ดี” และ “กติกาชุมชนทากาศ 3 ดี”   

ครูบุญส่ง กล่าวว่า กติกาชุมชุนสามดีที่ตั้งขึ้นและนำมาใช้ทั้งสองชุมชนนั้นมีอยู่ด้วยกัน 7 ประการ ด้วยกัน อย่างแรก..สมาชิกชุมชนร่วมกันสร้างพื้นที่และทำกิจกรรมร่วมกันในศูนย์รวมที่เรียกว่า “CENTER Point” หรือ “จุดศูนย์กลาง” เพื่อทำกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกันในทุกวัยตั้งแต่เด็กปฐมวัย วัยรุ่น วัยกลางคน และผู้สูงอายุ 

สอง..ขณะเดียวกันคัดเลือกครอบครัว 3 ดีตัวอย่าง 10 ครอบครัว ให้จัดมุมเรียนรู้ภายในบ้าน หรือ ลานบ้านให้แก่เด็กอย่างน้อย 1 มุมหรือมากกว่านั้น พร้อมดึงผู้สูงอายุ(ปราชญ์ชุมชน) ของแต่ละครอบครัว สลับกันมาเป็นครูถ่ายทอดวิชาชีวิตให้แก่เด็ก

สาม..สมาชิกในชุมชน ผู้ปกครอง ต้องเข้าร่วมกิจกรรมประชุม ปรึกษาหารือเมื่อชุมชนจัดขึ้นทุกครั้ง และอย่างน้อยต้องมีสมาชิกครัวเรือนเข้าร่วม 1 คน

สี่..ยังมีกติกาการสร้างความปลอดภัยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุภายในชุมชน โดยห้ามสมาชิกผู้ชายขับรถเร็วภายในชุมชน  ห้า..ผู้ปกครองที่ขับขี่รถจักรยานยนต์และเด็กจะต้องสวมหมวกนิรภัยเสมอเมื่อมารับส่งเด็ก

หก..สมาชิกในชุมชนจะต้องร่วมกันสอดส่องดูแลเด็ก เพื่อป้องกันเด็กสูญหายหรือถูกลักตัว(หลังจากที่มีรถตู้นิรนามเข้ามาในชุมชน) และ เจ็ด..กำหนดให้ร้านค้าในชุมชนมีมุมให้ความรู้หรือคู่มือด้านโภชนาการอาหารเพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาเมื่อซื้อขนมหรืออาหารให้เด็ก อีกด้วย

สำหรับชุมชนบ้านทกาศ หมู่ที่ 6 นั้น ครูบุญส่ง สะท้อนว่า เป็นชุมชนเมืองเล็กๆ ที่มีตลาดและร้านค้าจำนวนมาก ผู้ปกครองเด็กส่วนใหญ่อายุยังน้อยและทำงานโรงงานในนิคมอุตสาหากรรม จึงไม่มีเวลาการดูแลลูกเท่าที่ควร  เด็กเล็กส่วนใหญ่จึงอยู่ในความดูแลของปู่ ย่า ตา ยาย ทำให้เด็กไม่มีโอกาสได้ทำกิจกรรมสื่อสร้างสรรค์ภายในบ้าน

โครงการฯ จึงได้นำกิจกรรมและตั้งกฎกติกาเข้าไปสู่ชุมชน คล้ายกับบ้านเกาะทราย โดยดึงผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมและทำกิจกรรมผ่านการใช้ “สื่อดี พื้นที่ดี ภูมิดี”  มีการสร้างครอบครัวต้นแบบ 10 ครอบครัว ให้จัดมุมเรียนรู้สำหรับเด็กเล็กอย่างน้อย 1 มุม ภายในบ้านหรือบริเวณลานบ้าน อบรมทำสื่อให้ผู้ปกครองไปเล่นกับลูกที่บ้าน แจกเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวให้ไปเพาะปลูก  ตลอดจนการสร้างการเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนบ้านทากาศ เป็นต้น

“ปัญหาของชุมชนบ้านทากาศ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการโภชนาของเด็กไม่เหมาะสม  เนื่องจากชุมชนมีร้านค้า โดยเฉพาะร้าน 7-11 เยอะมาก เด็กและผู้ปกครองจึงหาซื้อขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลมได้ง่าย ทำให้เด็กฟันผุกันมาก หลังจากที่เราได้ทำวิจัยเรื่องโภชนาการเด็ก จึงตั้งกติกาชุมชน 3ดีขึ้นมา โดยพูดคุยและขอความร่วมมือกับร้านค้าให้ช่วยกันดูพฤติกรรมเด็ก มีทำป้ายเสริมความรู้ด้านโภชนาไว้ที่ร้านค้า ให้ความรู้การเลือกซื้อขนมกับผู้ปกครองด้วย หลังจากติดตามผลทั้งร้านค้าและบ้านเด็ก พบว่า ร้านค้าให้ความร่วมมือแนะนำการซื้อขนมให้ผู้ปกครองด้วยดี เด็กเองเริ่มลดการกินขนม ดื่มน้ำอัดลมได้พอควร”

ครูบุญส่ง ยังกล่าวถึงผลรับหลังจากทำกิจกรรมสื่อสร้างสรรค์ต่างๆ ของโครงการ 3 ดี สู่ชุมชน ทำให้เด็กได้การพัฒนาด้านต่างๆ และลดการติดหน้าจอลงได้จริง  หลังจากที่โครงการฯพยายามดึงเด็กมาทำกิจกรรม ก็ได้รับเสียงสะท้อนจากผู้ปกครองว่า เมื่อเด็กมาเข้าร่วมกิจกรรม ทำให้ลดการใช้มือถือลงไปโดยปริยาย

ด้าน “นันทภัศ” บอกถึงผลรับจากการดำเนินโครงการฯด้วยว่า ผลสำเร็จของโครงการช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาหลังการนำกิจกรรมและสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แก่เด็กในชุมชน โดยเน้นกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมขององค์กรท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ผู้ปกครอง ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น และการที่ชุมชนร่วมกันตั้งกติกาชุมชน เพื่อความปลอดภัยและสุขภาวะขึ้นมา ทำให้ได้รับผลตอบรับที่ดีจากทุกฝ่าย

“อย่างปัญหายาเสพติดในกลุ่มเยาวชนที่มีในชุมชนบ้านเกาะทราย เมื่อนำพื้นที่รกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์มาจัดทำพื้นที่สร้างสรรค์และปรับสภาพแวดล้อมที่ดีใหม่ ได้ช่วยลดการรวมกลุ่มและใช้ยาเสพติดของกลุ่มวัยรุ่นได้มาก เด็กเล็กและผู้ปกครองก็สามารถมาใช้พื้นที่ออกกำลังกายได้ด้วย ส่วนบ้านทากาศ เราให้ความสำคัญด้านโภชนาการของคนในชุมชน หลังตั้งกติกาชุมชนและปรับพฤติกรรมการกินของเด็ก ลดบริโภคของหวานเค็ม และให้ความรู้ร้านค้า ผู้ปกครอง ได้ช่วยให้สุขภาพของเด็กดีขึ้น” นันทภัศ กล่าวสรุป

-(016)

‘บุญสงค์’ เลขาธิการ สปส.จัดกิจกรรมความรู้งานประกันสังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693797

'บุญสงค์' เลขาธิการ สปส.จัดกิจกรรมความรู้งานประกันสังคม

‘บุญสงค์’ เลขาธิการ สปส.จัดกิจกรรมความรู้งานประกันสังคม

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 13.16 น.

นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เป็นประธานเปิดกิจกรรมนิทรรศการความรู้งานประกันสังคม ภายใต้ชื่องาน “ผู้ประกอบอาชีพอิสระสุขใจให้ประกันสังคม ม.40 ดูแล” โดยมีนางอุสนีย์ ศิลปศร ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม นางวันทนา ณัฐพูลวัฒน์ ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม ร่วมกิจกรรม ณ บริเวณตลาดหัวมุม ถนนประเสริฐมนูกิจ แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โดยมีนางสาวเมตตา ปราบสุธา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนตเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด เจ้าของตลาดหัวมุม ให้การต้อนรับ 

นายบุญสงค์ กล่าวถึงการจัดกิจกรรมดีๆ ณ ตลาดหัวมุม ในวันนี้ว่า เพื่อให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระ อาทิ พ่อค้า แม่ค้า หาบเร่แผงลอย หรือพี่น้องประชาชนทั่วไปที่มาจับจ่ายใช้สอย ณ ตลาดหัวมุม ได้มีส่วนร่วมกิจกรรมนิทรรศการความรู้งานประกันสังคม ภายใต้ชื่องาน “ผู้ประกอบอาชีพอิสระสุขใจให้ประกันสังคม ม.40 ดูแล” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ในการรณรงค์ สนับสนุน ประชาสัมพันธ์เชิญชวนกลุ่ม ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือแรงงานภาคอิสระ ได้เห็นความสำคัญในการมีหลักประกันชีวิตที่มั่นคงในการดำรงชีวิต และนำไปเผยแพร่ให้กับประชาชนทั่วไปได้รับรู้สิทธิประโยชน์ เพื่อให้แรงงานภาคอิสระตัดสินใจสมัครเพิ่มมากขึ้น อีกทั้ง เป็นการขับเคลื่อนการดำเนินงานเผยแพร่สิทธิประโยชน์ประกันสังคมมาตรา 40 ที่จัดให้มีสวัสดิการคุ้มครองตาม สโลแกนที่ว่า จ่ายน้อย..สิทธิประโยชน์เยอะ ซึ่งมีให้เลือกถึง 3 ทางเลือกตามความสมัครใจ ดังนี้

ทางเลือกที่ 1 จ่าย 70 บาทต่อเดือน ได้รับความคุ้มครอง 3 กรณี ได้แก่ เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต

ทางเลือกที่ 2 จ่าย 100 บาทต่อเดือน ได้รับสิทธิประโยชน์ 4 กรณี ได้แก่ เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต และชราภาพ

ทางเลือกที่ 3 จ่าย 300 บาทต่อเดือน ได้รับสิทธิประโยชน์ 5 กรณี ได้แก่ เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ และสงเคราะห์บุตร

นายบุญสงค์ฯ กล่าวต่อไปว่า การจัดกิจกรรม ณ ตลาดหัวมุม Market & More ซึ่งเป็นตลาดนัดกลางคืน หรือถนนคนเดิน ในวันนี้ ผมต้องขอขอบคุณ นางสาวเมตตา ปราบสุธา เจ้าของตลาดหัวมุม ที่ให้การสนับสนุนเอื้อเฟื้อสถานที่จัดกิจกรรม โดยภายในงานจัดให้มีบูธนิทรรศการความรู้งานประกันสังคม พร้อมเล่นเกมส์ร่วมสนุกได้ตอบคำถามชิงรางวัลให้กับเครือข่ายและผู้เข้าร่วมงาน ในบริเวณงานได้จัดรถโมบายประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่มาให้บริการรับสมัครให้กับพี่น้องประชาชนที่สนใจสมัครเป็นผู้ประกันตนภาคอิสระมาตรา 40 และบริการรับชำระเงินสมทบ พร้อมทีมงานจากโรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ นำโดย ร้อยเอกนายแพทย์ยงยุทธ มัยลาภ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ทีมงานแพทย์และพยาบาล มาบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้นฟรีแก่ผู้ร่วมงาน ในโอกาสนี้นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ได้เดินรณรงค์พบปะเชิญชวน พี่น้องพ่อค้าแม่ค้า ประชาชนทั่วไป แรงงานอิสระ สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ในระบบประกันสังคม เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมให้คนในพื้นที่ เข้าถึงหลักประกันความมั่นคงในชีวิต ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมตามนโยบายรัฐบาลอีกด้วย

ส.ป.ก.จับมือสำนักงบฯ ติดตามปฏิรูปที่ดินน่าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693705

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม รองเลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมคณะ และนายกฤษณะ ดีปาละ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดน่าน ต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณ (สงป.) นำโดยน.ส.สุกัญญาณ กาฬสินธุ์ ผู้แทน สงป. ลงพื้นที่ติดตามงานในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัดน่าน โดยติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนาธุรกิจชุมชน ที่วัดโป่งคำ อ.สันติสุข จ.น่าน

ทั้งนี้ รองเลขาธิการฯ ได้เป็นผู้แทนมอบโล่รางวัลเลิศรัฐ ประเภทผู้นำหุ้นส่วนความร่วมมือให้กับพระอาจารย์ครูสุจิณ นันทกิจ และมอบโล่รางวัลเลิศรัฐ ประเภทสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน พร้อมรับฟังการบรรยายโครงการสวมหมวกให้ภูเขา ใส่รองเท้าให้ตีนดอย

ต่อมาคณะฯ ได้เดินทางไปติดตามงานการรังวัดที่ดินด้วยเครื่องมือ RTK GNSS Network โดยมีนายวัฒนา มังธิสาร ผู้อำนวยการ สผส.และเจ้าหน้าที่ร่วมอธิบาย และสาธิตวิธีการใช้เครื่องมือ RTK GNSS Network และตอบประเด็นข้อซักถาม พร้อมนี้ ได้มีการติดตามงานโครงการก่อสร้างฝายชะลอน้ำชั่วคราวในเขตปฏิรูปที่ดิน ต.เรือง อ.เมือง จ.น่าน พร้อมกับพูดคุยเกษตรกรผู้ได้รับประโยชน์จากการสร้างฝาย