‘อลงกรณ์’สืบสานภูมิปัญญา ประเพณีแรกนาเกลือปลุกขวัญเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693279

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย เป็นประธานเปิดงานอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาด้านเกลือทะเล “ประเพณีแรกนาเกลือ” โดยมี นายสุรศักดิ์ ผลยังส่งรองผวจ.สมุทรสาคร และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่วิสาหกิจชุมชนสหกรณ์ หมู่ 3โคกขาม ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นการจัดงานประเพณีแรกนาเกลือครั้งแรกของไทย

สำหรับการจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย กระทรวงเกษตรฯ จังหวัดสมุทรสาคร เกษตรกร และหน่วยงานภาคีเครือข่าย มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เกษตรกรชาวนาเกลือ และรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมการทำนาเกลือของประเทศ สร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์การผลิตเกลือทะเลของประเทศไทย กระตุ้นให้เกษตรกรพัฒนาการทำนาเกลือ และเริ่มต้นการผลิตใหม่โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน เกษตรกร ที่มีศักยภาพต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อสืบสานวิถีชีวิตด้านการเกษตร สร้างเครือข่ายด้านการเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับชุมชน

ทั้งนี้ “ประเพณีแรกนาเกลือ” คือ การประกอบพิธีกรรมการเริ่มทำนาเกลือในฤดูกาลใหม่ ที่จัดขึ้นก่อนเริ่มทำนาเกลือในแต่ละปี คือประมาณเดือนพฤศจิกายน หรือช่วงหลังออกพรรษา โดยถือฤกษ์ยามอันดีคือตรงกับวันพฤหัสบดีและวันธงชัย ในเวลาเช้าของวัน ตั้งแต่ 07.00 เป็นต้นไป ผู้ทำพิธีจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก โดยชาวนาเกลือมีความเชื่อว่าเป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นจากความเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลในการทำนาเกลือ ทำให้การทำนาเกลือมีความราบรื่น ไม่มีอุปสรรค และได้ผลผลิตเกลือเป็นจำนวนมาก เพื่อให้การทำนาเกลือได้ผลผลิตตามที่ต้องการ และประสบผลสำเร็จในการทำนาเกลือ จึงมีพิธีเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยของมงคล อาทิ ขนมต้มแดงต้มขาวขนมขี้หนู ไข่ต้ม หัวหมู เป็ดพะโล้ และผลไม้มงคล 9 อย่าง เป็นต้น

นอกจากนี้ ภายในงานนี้ยังมีการจัดนิทรรศการของหน่วยงานภาคีเพื่อเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเกลือทะเลเพื่อการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ในด้านต่างๆ และการเชื่อมโยงการทำนาเกลือกับกิจกรรมอื่นๆ เช่น แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร การสร้างรายได้เสริมนอกฤดูกาลการทำนาเกลือ และจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเกลือทะเล เช่น อาหารทะเลแปรรูป แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และร้านอาหารและที่พักที่อยู่ในการท่องเที่ยวเส้นทางเกลือ ภายใต้แนวคิด “Salt Sand Seafood”

พิพิธภัณฑ์การเกษตร ชวนเที่ยวงานวันพ่อแห่งชาติยิ่งใหญ่3-6ธ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693077

พิพิธภัณฑ์การเกษตร ชวนเที่ยวงานวันพ่อแห่งชาติยิ่งใหญ่3-6ธ.ค.นี้

พิพิธภัณฑ์การเกษตร ชวนเที่ยวงานวันพ่อแห่งชาติยิ่งใหญ่3-6ธ.ค.นี้

วันเสาร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.50 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2565 เวลา 10.30 น.  ที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พลอากาศเอก เสนาะ  พรรณพิกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมในหลวงรักเรา ภูมิพลังแผ่นดิน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 6 ธันวาคม 2565 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สดุดีพระเกียรติคุณและเชิดชูพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในฐานะที่ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม มีพระราชกรณียกิจพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรดินที่ประสบความสำเร็จ สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัดและเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและนานาประเทศ

โดยมี นายอร่าม  แก้วนิล ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง , นางขวัญใจ  เนตรหาญ เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.สระบุรี และ นางสาวจุฑามาศ  ทองชมพูนุช ผู้อำนวยการสำนักสารสนเทศและการสื่อสาร ร่วมแถลงข่าว กิจกรรมพิเศษในวันที่ 5 ธันวาคม เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และวันพ่อแห่งชาติ เวลา 08.00 น. ขอเชิญประชาชนชาวไทย ร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง พระภิกษุสงฆ์ 59 รูป เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และในเวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ร่วมรับชมการแสดง  และจุดเทียนมหามงคลสดุดีเฉลิมพระเกียรติ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ รับฟังบทเพลงบรรเลงเพื่อพ่อ และเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พิพิธภัณฑ์ดินดล ตลอดทั้งวัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วยพร้อมด้วยกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย

พลอากาศเอก เสนาะ  พรรณพิกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมในหลวงรักเรา ภูมิพลังแผ่นดิน ถือเป็นงานใหญ่ประจำปีที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเผยแพร่พระราชกรณียกิจ ด้านการพัฒนาทรัพยากรดินเพื่อการเกษตร และในปีนี้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO ได้กำหนดการจัดงานวันดินโลกภายใต้หัวข้อ “Soils, where food begins : อาหารก่อกำเนิด เกิดจากดิน” เพื่อสร้างการรับรู้และให้ความตระหนักถึงทรัพยากรดินที่เป็นแหล่งกำเนิดของปัจจัยต่างๆ ทั้งอาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และพลังงาน ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ ภูมิพล ดลดิน จัดแสดงพระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพด้านการจัดการดินเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะพระราชดำริในการแก้ปัญหาดินในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย พร้อมด้วยนิทรรศการจากพี่น้องเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ นิทรรศการของขวัญจากดิน เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระปรีชาสามารถด้านการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรดิน 

ด้าน นายอร่าม  แก้วนิล ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง กล่าวว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนเข้ามาร่วมเรียนรู้นิทรรศการผู้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้ชื่อนิทรรศการของขวัญจากดิน เรียนรู้ความอุดมสมบูรณ์ด้านข้าว ปลา อาหาร จากเกษตรกรผู้ปฏิบัติจริง สะท้อนเรื่องราววิถีเกษตรยุคใหม่ ที่ยังคงอนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิม พร้อมพัฒนาและยกระดับ  ให้เข้ากับยุคสมัยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ นำเสนอเรื่องราว 4 วิถี แห่งการพึ่งพาตนเองสู่การสร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับตนเองและชุมชน อาทิ ของขวัญจากดิน “ข้าวใหม่ปลามัน สรรพสิ่งหลังนา”การสร้างคนรุ่นใหม่ 7 โมเดล การท่องเที่ยวชุมชน การพัฒนาและสร้างผู้ประกอบการ พร้อมด้วยกิจกรรม Work shop จับเข่า ล้อมวงเล่าเรื่องเกษตร พร้อมด้วยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านการอบรมวิชาของแผ่นดิน และอบรมเชิงปฏิบัติการตลอดวัน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ขณะที่นางขวัญใจ  เนตรหาญ เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.สระบุรี กล่าวว่า ช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ถือเป็นช่วงเดือนข้าวใหม่ ปลามัน เดือนแห่งการเฉลิมฉลองในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว   พี่น้องเครือข่ายจากทั่วประเทศ ร่วมใจกันรวบรวมผลผลิต ได้แก่ ข้าวไร่ ทั้ง 4 ภาค พืชหัว ผักพื้นบ้าน องค์ความรู้เรื่องจุลินทรีย์สรรพสิ่งฯ ตลอดช่วงฤดูกาลทำนา มาจัดแสดงให้เห็นถึงห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ แสดงถึงสายใยที่สร้างความมั่นคงทางอาหารตามวิถีเกษตรให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาเรียนรู้ภายในงาน

ขณะเดียวกัน นางสาวจุฑามาศ  ทองชมพูนุช ผู้อำนวยการสำนักสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวว่า ทางด้านตลาดเศรษฐกิจพอเพียง ตลาดองค์ความรู้ ตลาดแห่งมิตรภาพ และการแบ่งปัน ศูนย์กลางการรวบรวมองค์ความรู้ ด้านการเกษตร พื้นที่จุดประกายความคิดและน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สังคมให้เห็นในเชิงประจักษ์ พร้อมชม ช้อป แบบจุใจกว่า 200 ร้านค้ากับสินค้าเกษตรปลอดภัย ผลิตผลเกษตรอินทรีย์มีคุณภาพ อาหารพื้นบ้านคาวหวานทั้ง 4 ภาค และตลาดต้นไม้นานาพันธุ์ โดยเกษตรกรผู้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต จำหน่ายในราคามิตรภาพ และเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พิพิธภัณฑ์ดินดล ตลอดงาน

ทั้งนี้ ภายในงานมีการเปิดให้เข้าชมนิทรรศการใหม่ วิถีเกษตรกรไทย ตามรอยศาสตร์พระราชา พิพิธภัณฑ์อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 8 ภายใต้แนวคิด เกษตรกรไทยเท่ มีกิน  มีใช้ มีเก็บ มีเกียรติ และเปิดให้ชมนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งสนองพระราชปณิธาน พื้นที่แห่งการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจตามศาสตร์พระราชา สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธาน และเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านการเกษตร สนุกทะลุจอ สัมผัสความแปลกใหม่ในโรงภาพยนตร์แอนิเมชัน 7 มิติ ที่จะเปิดให้เข้าชมครั้งแรกในงานนี้ จึงขอเชิญพี่น้องประชาชนชาวไทยร่วมเป็นส่วนสำคัญในการสืบสาน รักษา ต่อยอด สืบทอดพลังแห่งความดี ธ ผู้ทรงเป็นดั่งกำลังของแผ่นดิน ภายในงานมหกรรมในหลวงรักเรา ภูมิพลังแผ่นดิน ระหว่างวันที่ 3 – 6 ธันวาคม 2565 ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จ.ปทุมธานี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ facebook / Instagram /Line ID : @wisdomkingmuseum และ Youtube พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ.

สถาบันปิดทองหลังพระฯจับมือราชการ-เอกชน กำหนดกติการ่วมทุน ลดความเสี่ยงเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692851

สถาบันปิดทองหลังพระฯจับมือราชการ-เอกชน กำหนดกติการ่วมทุน ลดความเสี่ยงเกษตรกร

สถาบันปิดทองหลังพระฯจับมือราชการ-เอกชน กำหนดกติการ่วมทุน ลดความเสี่ยงเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 11.15 น.

“สถาบันปิดทองหลังพระฯ”จับมือ”ราชการ-เอกชน” กำหนดกติการ่วมทุน ลดความเสี่ยงให้เกษตรกรและรักษาสิ่งแวดล้อม

สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ นำร่องพื้นที่ 3 จังหวัด “ปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์แทนการทำนาปรัง” ช่วยลดการใช้น้ำมากกว่า 2 เท่า เพื่อเป็นทางเลือกในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร โดยมีเกษตรกรกว่า 2,296 ราย สนใจเข้าร่วมโครงการฯ คาดเกษตรกรที่เข้าร่วมจะได้ผลผลิตดี มีกำไรขั้นต่ำ ไร่ละ 3,500 – 4,000 บาท ซึ่งสูงกว่าการทำนาที่สร้างรายได้ไร่ละ 800 – 1,000 บาท

เมื่อวันที่ 15 – 16 พฤศจิกายน 2565 นายกฤษฎา บุญราช ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้ลงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดอุดรธานี เพื่อให้แนวทางการสนับสนุนโครงการปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์หลังทำนาปี โดยนายกฤษฎา ระบุว่า ในปัจจุบันตลาดกำลังขาดแคลนข้าวโพดอาหารสัตว์ อันเนื่องมาจากผลของสงครามรัสเซีย-ยูเครนซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของโลก ในการผลิตข้าวโพดและข้าวสาลี ภาวะสงครามทำให้ไม่สามารถสร้างผลผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ส่งผลให้ราคาข้าวโพดอาหารมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นระยะๆ ในขณะที่ประเทศไทยต้องนำเข้าข้าวโพดอาหารสัตว์มาจากต่างประเทศ เนื่องจากประเทศไทยสามารถสร้างผลผลิตได้เพียง 4 ล้านตัน ต่อปี ในขณะที่มีความต้องการไม่ต่ำกว่า 8 ล้านตันต่อปี ดังนั้นในปี 2565 สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ จึงได้ริเริ่มจัดทำโครงการ “ปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์หลังการทำนาปี” เพื่อเป็นหนึ่งทางเลือกในการประกอบอาชีพให้แก่เกษตรกรหลังฤดูการทำนา อีกทั้งการปลูกข้าวโพดใช้น้ำน้อยกว่าการทำนาถึง 2 เท่า ซึ่งจะสามารถช่วยให้เกษตรกรประหยัดการใช้น้ำในฤดูแล้งได้

นายกฤษฎา บุญราช ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวว่า ในการดำเนินโครงการฯ สถาบันปิดทองหลังพระฯ ได้กำหนดแผนงาน และวิธีการทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น และอุดรธานี และประสานงานกับส่วนราชการทั้งในส่วนกลาง และระดับจังหวัด อำเภอ คือหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ พร้อมทั้งได้ประสานเชิญกลุ่มบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจอาหารสัตว์เข้าร่วมโครงการด้วย โดยมี บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด เข้าร่วมโครงการเป็นรายแรก ทั้งนี้ สถาบันปิดทองหลังพระฯ ได้กำหนดเงื่อนไขให้บริษัทเอกชนที่เข้าร่วมโครงการต้องลงทุนออกค่าใช้จ่ายในการปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์ให้แก่เกษตรกรโดยไม่คิดดอกเบี้ย ตั้งแต่ขั้นตอนการสนับสนุนเมล็ดพันธ์ุข้าวโพด ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช

“ก่อนลงมือปลูกและระหว่างปลูกข้าวโพดนั้น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด จะส่งพนักงานมาร่วมกับเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอ และเจ้าหน้าที่สถาบันปิดทองหลังพระฯ ในการตรวจสอบคุณภาพดินและปริมาณน้ำ รวมทั้งแนะนำวิธีการปลูกและบำรุงแปลงข้าวโพด ตลอดจนวิธีการเก็บเกี่ยวข้าวโพดที่ถูกวิธี ทั้งนี้บริษัทได้ให้คำมั่นว่าจะรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรในราคารับรองขั้นต่ำกิโลกรัมละ 8.50 บาท ต่อความชื้นไม่เกิน 27 เปอร์เซ็นต์ หรือในช่วงผลิตออกสู่ตลาด หากราคาในท้องตลาดมีราคาสูงขึ้นกว่าราคารับรอง บริษัทก็จะรับซื้อในราคาที่สูงขึ้นตามราคาในท้องตลาด ในทางตรงข้ามหากช่วงเวลาผลผลิตออกสู่ตลาด ราคาข้าวโพดลดต่ำกว่า 8.50 บาท บริษัทจะรับซื้อในราคารับรองที่ตกลงกันไว้ในราคาขั้นต่ำกิโลกรัมละ 8.50 บาท และหากเกษตรกรสามารถร่วมกันปลูกข้าวโพดตั้งแต่ 100 ไร่ขึ้นไป บริษัทจะมาตั้งจุดรับซื้อข้าวโพดโดยตรงจากเกษตรกรในพื้นที่ โดยเกษตรกรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งผลผลิตไปขายต่างจังหวัด และถูกกดราคารับซื้ออย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งระหว่างปลูกข้าวโพดแล้ว หากเกิดภัยธรรมชาติ โรคระบาดหรือน้ำท่วม ทำให้ข้าวโพดเสียหายทั้งหมด หรือเมื่อเกษตรกรปฏิบัติตามขั้นตอนแล้ว ขายผลผลิตไม่พอกับต้นทุนค่าปัจจัยการผลิต สถาบันปิดทองหลังพระฯ จะร่วมกับส่วนราชการ และบริษัทที่เข้าร่วมโครงการฯ ตรวจสอบพิสูจน์ความเสียหายนั้น หากเป็นจริง บริษัทก็จะไม่เรียกหนี้เงินทุนจากเกษตรกร” นายกฤษฎา กล่าว

นอกจากนี้เงื่อนไขสำคัญอีกประการหนึ่งที่สถาบันปิดทองหลังพระฯ ได้กำหนดไว้คือเกษตรกรที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการต้องนำเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน หรือหนังสือรับรองจากส่วนราชการว่าที่ดินที่นำมาร่วมโครงการไม่ใช่ที่ดินป่าสงวนหรือที่ดินสาธารณะมาร่วมโครงการอย่างเด็ดขาด รวมทั้งเมื่อเสร็จสิ้นฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโพดแล้ว ห้ามใช้วิธีการเผาทำลายตอซังข้าวโพดหรือเศษหญ้าวัชพืช เพื่อเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม

นายกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันปิดทองหลังพระฯ ได้กล่าวเพิ่มเติมกับกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมรับฟังคำชี้แจงว่า ขอให้เกษตรกรได้ปรึกษา หารือ ช่วยกันคิดเปรียบเทียบระหว่างการทำนาปรัง หรือการปลูกพืชอื่นๆ กับการปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์ว่ามีความแตกต่างอย่างไร ทั้งวิธีการปลูก การดูแล การเก็บเกี่ยว และพืชชนิดไหนจะทำกำไรให้แก่เกษตรกร และสร้างรายได้ ได้เพียงพอ คุ้มค่า ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ ขณะเดียวกันหากเกษตรกรเห็นว่ามีบริษัทเอกชนรายใด ที่เสนอเงื่อนไขและข้อตกลงที่ดีกว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด ก็สามารถเชิญชวนมาร่วมโครงการได้ โดยสถาบันปิดทองหลังพระฯ จะช่วยเกษตรกรตรวจสอบข้อตกลงต่างๆ เพื่อไม่ให้เกษตรกรเสียเปรียบ

“ขณะนี้มีเกษตรกรจังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น และอุดรธานี ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการกว่า 2,296 ราย โดยอยู่ระหว่างการตรวจประเมินแปลงที่มีความพร้อม เพื่อไม่ให้เกษตรกรมีความเสี่ยง ทั้งในเรื่องความเหมาะสมของดิน ปริมาณน้ำที่เพียงพอ และแรงงานที่เหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ครอบครัว โดยจะเริ่มลงมือปลูกข้าวโพดหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปีตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2565 เป็นต้นไป ซึ่งข้าวโพดอาหารสัตว์จะมีอายุการปลูกประมาณ 4 เดือนหรือ 120 วัน จึงสามารถเก็บเกี่ยวข้าวโพดได้ในช่วงเดือนเมษายน 2566 หากเกษตรกรสามารถดำเนินการได้ตามโครงการ และเงื่อนไขโดยไม่ประสบภัยธรรมชาติแล้ว คาดว่าเกษตรกรจะมีกำไร (รายได้ – ต้นทุน) อย่างต่ำประมาณไร่ละ 3,500 – 4,000 บาท ซึ่งสูงกว่าการทำนาที่ได้รายได้เพียงไร่ละ 800 – 1,000 บาท” นายกฤษฎา กล่าว

นายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์หลังการทำนา เป็นการสืบสาน ต่อยอด และขยายผลตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ได้ประโยชน์จากการใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่า มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีรายได้อย่างยั่งยืน ในเรื่องการคำนึงถึงสภาพภูมิสังคม และหลักการมีส่วนร่วมหรือการระเบิดจากข้างใน มาใช้ในการดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์หลังการทำนา เพราะสังคมไทยยังเป็นสังคมเกษตรกรรม มีพื้นที่ทำการเกษตรมากกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ทั้งประเทศ หากการดำเนินงานตามโครงการนี้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายแล้ว สถาบันปิดทองหลังพระฯ จะพิจารณาขยายผลโครงการไปดำเนินการในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ในฤดูฝนหรือเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2566 เป็นต้นไป รวมทั้งจะให้ฝ่ายวิเคราะห์การตลาดของสถาบันฯ รวบรวมวิเคราะห์ข้อมูล พืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ เช่น พืชตระกูลถั่ว กล้วย พืชผัก กาแฟ มะพร้าว ว่าตลาดมีความต้องการมากน้อยเพียงใด เพื่อนำรูปแบบการบริหารโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์มาเป็นต้นแบบในการดำเนินงาน โดยจะคงรูปแบบการกำหนดราคารับซื้อล่วงหน้าที่เป็นธรรมให้แก่เกษตรกร

– 006

เกษตรฯเร่งเพิ่มรายได้ยั่งยืน ตั้งเป้าอาชีพปศุสัตว์สู่เกษตรมูลค่าสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692769

วันศุกร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ให้เร่งเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายพัฒนาอาชีพปศุสัตว์สู่เกษตรมูลค่าสูงตามหมุดหมายใหม่ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ทางสำนักงานปศุสัตว์ จ.เพชรบุรี จึงประชุมเรื่อง “การพัฒนาโคขุนโคนม โคพื้นเมืองและวัวลานกีฬาประเพณีวิถีไทย” ครั้งที่ 1 เพื่อพัฒนาการปศุสัตว์อย่างเป็นระบบและยกระดับรายได้ของเกษตรกร
ให้สูงขึ้น ร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

นายอลงกรณ์กล่าวว่า เพชรบุรีเป็นจังหวัดที่มีการเลี้ยงโคขุน โคนม และโคพื้นเมืองมากที่สุดจังหวัดหนึ่งของประเทศ ถือเป็นฐานรายได้สำคัญของเกษตรกรจึงมีความพร้อมที่จะเดินหน้ายกระดับการพัฒนาแบบครบวงจร ภายใต้โครงการเพชรบุรีโมเดล ตั้งแต่ พันธุ์โค อาหารสัตว์ มาตรฐานฟาร์มการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM) ฟาร์มปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) คอกกักมาตรฐานเอกชนสำหรับการนำเข้า การส่งออกและปลอดโรค FMD การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม การสร้างแบรนด์ และการตลาดแบบออฟไลน์และออนไลน์ เช่น กรณีของพรีเมี่ยมบีฟ แปรรูปผลิตภัณฑ์จำหน่ายได้มากกว่า 30 ผลิตภัณฑ์เช่น สันนอก สเต็กแช่แข็ง ลิ้นแองกัสสไลด์แช่แข็ง เนื้อหมักกระเทียมพริกไทยเสียบไม้ โดยจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ และส่งไปจำหน่ายยังประเทศเมียนมา อีกด้วย หรือกลุ่มโคเพชรบุรี สามารถส่งโคไปภาคใต้สู่ตลาดมาเลเซีย เป็นต้น หากมีการยกระดับการพัฒนาจะเพิ่มศักยภาพเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรมากขึ้น โดยเฉพาะการขยายความสัมพันธ์การค้าการลงทุนระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย ด้านการเกษตรและปศุสัตว์ จะเพิ่มช่องทางใหม่ๆ ให้กับเพชรบุรี ซึ่งเลี้ยงและจำหน่ายโคกว่า 140,000-150,000 ตัวต่อปี

พร้อมกันนี้จะพัฒนาวัวลาน ซึ่งเป็นกีฬาประเพณีวิถีไทยสู่มาตรฐานใหม่ให้สามารถแข่งขันได้สม่ำเสมอ รวมทั้งส่งเสริมวัวเทียมเกวียน ระดมพลคนปศุสัตว์ กลุ่มโค เพื่อผนึกความร่วมมือทุกภาคส่วนจึงเป็นก้าวใหม่ที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทานและอุปสงค์ โดยจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการจากทุกภาคส่วนเป็นกลไกการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

“ขณะนี้เรื่องเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนและเกษตรกรสำคัญที่สุด ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนลำดับแรกที่ทุกหน่วยงานในสังกัดเดินหน้าสร้างอาชีพสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้กับเกษตรกรของเรา ซึ่งต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากปุ๋ย
ยา อาหารสัตว์ ไฟฟ้า และน้ำมันที่มีราคาสูงขึ้นทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน” นายอลงกรณ์ กล่าว

นายอลงกรณ์กล่าวอีกว่า จะมีการจัดประชุมการพัฒนาปศุสัตว์กลุ่มอื่นๆ เช่น ไก่เนื้อ ไก่ไข่ไก่สวยงาม ไก่ชน และสุกร ฯลฯ เช่นเดียวกับการพัฒนาอาชีพประมงที่จะประชุมกลุ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกลุ่มประมงพื้นบ้าน กลุ่มประมงพาณิชย์ กลุ่มแปรรูปประมง กลุ่มพืชน้ำ ฯลฯ

ชูเกษตรสร้างสรรค์ไฮไลท์เอเปก2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692768

วันศุกร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ของกระทรวงเกษตรฯ กล่าวภายหลังเป็นประธานการแถลงข่าวกิจกรรม“ตลาดนัดสินค้าเกษตร X คาแรคเตอร์” (Agriproducts X Character Market) เพื่อร่วมไฮไลท์การประชุมเอเปก 2022 ร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง ว่าได้มุ่งพัฒนาการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก และยกระดับสู่เกษตรมูลค่าสูงตามหมุดหมายใหม่ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 โดยใช้แนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในรูปแบบคาแรคเตอร์ มาเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรของเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์และสถาบันเกษตรกร ส่งเสริมสตาร์ทอัพเกษตร

คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนธุรกิจเกษตร (Agribusiness) ของกระทรวงเกษตรฯ ด้วยความร่วมมือของกรมส่งเสริมการเกษตร องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สมาคม TCAP ได้จัดงาน “ตลาดนัดสินค้าเกษตร X คาแรคเตอร์” (Agriproducts X Character Market) เพื่อพัฒนาสินค้าเกษตรให้เป็นอัตลักษณ์ สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างการรับรู้และช่องทางในการนำคาแรคเตอร์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม พัฒนาเกษตรกร/ผู้ประกอบการส่งเสริมให้เกิดการนำกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ใช้ผลิตภัณฑ์และสร้างนวัตกรรมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สนับสนุนเพื่อให้เกิดการใช้งานคาแรคเตอร์กับสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชนทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตทางด้านการเกษตร โดยการเชื่อมโยงสตาร์ทอัพด้านการเกษตรของประเทศไทย โดยเฉพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ วางบทบาทให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสตาร์ทอัพด้านการเกษตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

FAOให้ระบบเลี้ยงควายปลัก ที่ทะเลน้อยเป็นมรดกโลกการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692572

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความสำเร็จของการขอขึ้นทะเบียน “การเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย จ.พัทลุง” ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากกรรมการที่ปรึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Advisory Group: SAG) ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โดยได้ประกาศเป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตร (Global Important Agricultural Heritage Systems หรือ GIAHS) ของ FAO และนับเป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตรแห่งแรกของประเทศไทยแล้ว

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญและอัตลักษณ์ของพื้นที่ รวมถึงวิถีการทำการเกษตรแบบดั้งเดิมของเกษตรกรท้องถิ่นที่มีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นเป็นระยะเวลากว่า 250 ปี ของการเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย จ.พัทลุง ตลอดจนต้องการยกระดับการปกป้อง อนุรักษ์ และสืบสานวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของเกษตรกรในพื้นที่ให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว สอดคล้องกับนโยบาย BCG และ SDGs จึงได้ดำเนินการยื่นเอกสารข้อเสนอ “การเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย จ.พัทลุง” เพื่อขอขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตร (Global Important Agricultural Heritage Systems หรือ GIAHS) ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เมื่อเดือนตุลาคม 2564 โดยการพิจารณามีหลักเกณฑ์ของพื้นที่GIAHS ทั้งหมด 5 ข้อ ได้แก่ 1.ความมั่นคงอาหาร/ชีวิตความเป็นอยู่ดี 2.ความหลากหลายทางชีวภาพเกษตร 3.ระบบความรู้/ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีมาแต่ดั้งเดิม 4.วัฒนธรรม ระบบคุณค่าและองค์กรทางสังคม และ 5.ลักษณะภูมิทัศน์/และภูมิทัศน์ทางทะเล ซึ่งต้องเข้าหลักเกณฑ์ทั้ง 5 ข้อ ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Advisory Group : SAG) ของ FAO ได้ประกาศให้การเลี้ยงควายปลักในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย จ.พัทลุง เป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตร (GIAHS) แห่งแรกของประเทศไทย

“การขึ้นทะเบียนมรดกทางการเกษตรโลกครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของชุมชนในพื้นที่ ซึ่งต้องการอนุรักษ์แนวทางการทำการเกษตรที่มีแต่ดั้งเดิมเพื่อส่งต่อทรัพยากรทางการเกษตรให้แก่คนรุ่นถัดไป โดยมีเป้าหมายหลักคือการรักษาระบบนิเวศเชิงเกษตรให้ยั่งยืน ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้คนในชุมชน นอกจากนี้GIAHS ยังเน้นให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในพื้นที่ GIAHS เกษตรกร ชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียจะได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยชุมชนในพื้นที่จะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้นการขึ้นทะเบียนในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อยจะไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ และยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตในชุมชน ทำให้เศรษฐกิจชุมชนเติบโต และเพิ่มการจ้างงานในพื้นที่” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

หม่อนไหมสร้างมูลค่าเศษเหลือใช้จากผ้าไหม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692569

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประกอบ เผ่าพงศ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า สำนักวิจัยและพัฒนาหม่อนไหม ร่วมกับ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดทำโครงการพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์จากเศษผ้าไหม และสิ่งเหลือใช้จากการผลิตผ้าไหม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความเหมาะสมกับเศษผ้าไหม ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเศษผ้าไหมให้เข้ากับนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ทางเทคโนโลยีสมัยใหม่จัดทำต้นแบบผลิตภัณฑ์จากเศษผ้าไหมเพิ่มมูลค่า และเผยแพร่ผลงานการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเศษผ้าไหมเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการและนักออกแบบ

การดำเนินงานโครงการดังกล่าวเป็นการสร้างมูลค่าเศษเหลือใช้จากไหมให้สามารถประดิษฐ์เป็นชิ้นงานที่เหมาะสม
สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยรวบรวมเศษผ้าไหมเหลือใช้จากการตัดเย็บจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมใน อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา และได้รับความอนุเคราะห์เศษเส้นไหมเหลือใช้จากบริษัท จุลไหมไทย จำกัด ทดลองทำแบบร่างและต้นแบบของผลิตภัณฑ์จากเศษผ้าไหม ร่วมกับนักศึกษาสาขาวิชานวัตกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงบูรณาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 15 รูปแบบ ได้รับความร่วมมือจาก รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และนายศักดิ์สิทธิ์ ปิติพงศ์สุนทร ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่าย CSR Project ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) พร้อมทีมงาน ประเมินรูปแบบที่มีความน่าสนใจ เหมาะสมและเป็นไปได้ที่สุดในการพัฒนาต่อเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์

สำหรับผลงานที่เหมาะสมในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ 5 รูปแบบได้แก่ 1.Eco on Earth 2.Mong-Kol 3.Nang-Mai 4.เศษ 3 สี เป็นการนำเอาขยะพลาสติกผสมผสานเศษผ้าไหมสามารถนำมา upcycle ได้มากขึ้น และ5.Silk-Sa เป็นการนำเส้นไหมและกระดาษ มารีไซเคิล

กรกอ.มีมติเห็นชอบ ‘เพชรบุรีฟู้ดวัลเลย์’ อุตสาหกรรมเกษตร ใหญ่ที่สุดในประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692570

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวง
เกษตรฯ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.) เป็นประธานการประชุมครั้งที่ 4/2565 โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ซึ่งนายอลงกรณ์กล่าวว่าที่ประชุม กรกอ.ในวาระเพื่อพิจารณา มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบโครงการเพชรบุรีฟู้ดวัลเลย์ อ.แก่งกระจาน และ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ที่ปรับพื้นที่เป็นโครงการอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ ให้เป็นศูนย์เรียนรู้นวัตกรรมการเกษตรและการเจรจาธุรกิจ รวมทั้งศูนย์วิจัยเทคโนโลยี Platform การเกษตร โดยก่อสร้างคืบหน้า 50%

ทั้งนี้ โครงการเพชรบุรีฟู้ดวัลเลย์ จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ 1 กลุ่มจังหวัด 1 เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเรือธง (Flagship Project) ของคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และสภาอุตสาหกรรมฯ ในกลุ่มจังหวัดเพชรสมุทรคีรี (เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร) โดยมีศูนย์ AIC เพชรบุรี คือมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีให้การสนับสนุน และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก (Western Economic
Corridor : WEC) ตามนโยบายรัฐบาล นับเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการบริหารงานแบบใหม่ นำไปสู่เกษตรมูลค่าสูง ด้วยเทคโนโลยีของไทย ครอบคลุมทั้งพืชประมงและปศุสัตว์โดยใช้เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมเมดอินไทยแลนด์ เป็นฐานสำคัญ

ถกคกก.ชดเชยผู้รับผลกระทบโครงการรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692357

วันพุธ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการร่วมระหว่างภาคราชการและผู้แทนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานโครงการของรัฐครั้งที่ 6/2565 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงเกษตรฯ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนกลุ่มเกษตรกร เข้าร่วม ว่าให้ความสำคัญกับการติดตามและแก้ปัญหาความเดือดร้อนของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานโครงการของรัฐ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบอัตราการชดเชย (กรณีที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ) ของโครงการฝายห้วยหลวงในพื้นที่ อ.บ้านดุง อ.สร้างคอม และ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ให้ยึดตามหลักเกณฑ์ราคาเดิมตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 กรกฎาคม 2532 กำหนดราคาไว้ในปี 2555 และเตรียมเสนอมติดังกล่าวเข้าสู่คณะกรรมการตามมติครม.ดังกล่าว เพื่อพิจารณาอัตราการชดเชย ซึ่งหลังจากคณะกรรมการฯ เห็นชอบแล้ว จะนำเรียน รมว.เกษตรฯ พิจารณา และเสนอต่อ ครม.ในลำดับต่อไป

สำหรับการชดเชยตามหลักเกณฑ์ราคาที่คณะกรรมการฯ ตามมติ ครม.วันที่ 11 กรกฎาคม 2532 กำหนดราคาไว้ในปี 2555 จากการตรวจสอบในระดับพื้นที่ อ.บ้านดุง มีผู้ได้รับความเดือดร้อนและที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ 125 แปลง จะได้รับการชดเชยไร่ละ 32,000 บาท อ.สร้างคอม มีผู้ได้รับความเดือดร้อนและที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ 10 แปลง จะได้รับการชดเชยไร่ละ 32,000 บาท อ.เพ็ญ มีผู้ได้รับความเดือดร้อนและที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ 55 แปลง จะได้รับการชดเชยไร่ละ 48,000 บาท นอกจากนี้ที่ประชุมยังรายงานความก้าวหน้าการกำหนด (ร่าง) หลักเกณฑ์กลางในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการชลประทานของรัฐในกรณีต่างๆ โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าว เป็นมติ ครม.วันที่ 18 พฤษภาคม 2564 ให้กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณากำหนดหลักเกณฑ์กลางฯ และเสนอ ครม.พิจารณา

‘มนัญญา’เผยแพร่งานวิจัย ร่วมฉลอง 50 ปี กรมวิชาการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692359

วันพุธ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานในพิธีเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืช ในโอกาสครบรอบ 50 ปี กรมวิชาการเกษตร ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ต.สุขสำราญ อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ โดยมี นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมว่าการจัดงานดังกล่าวเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 จ.ชัยนาท สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จ.พิษณุโลก และสถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน เพื่อขยายผลงานวิจัยและเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร ให้เกษตรกรนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สามารถผลิตพืชได้อย่างถูกต้องและลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งยังเป็นการสร้างและพัฒนาเครือข่ายระหว่างเกษตรกร ผู้บริโภค ผู้ประกอบการทั้งระดับชุมชนและอุตสาหกรรม ทำให้เกิดระบบการผลิตครบวงจรและยั่งยืน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาคการเกษตรด้วยผลงานวิจัยและนวัตกรรม

ด้านนายระพีภัทร์กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมในงาน ประกอบด้วย การจัดทำแปลงสาธิตพันธุ์พืชไร่ พืชสวน พันธุ์ดีและพันธุ์ใหม่ รวม 20 ชนิดพืช กว่า 61 พันธุ์ การสาธิตเทคโนโลยีการผลิตที่สมัยใหม่ เช่น ระบบการจัดการน้ำตามความต้องการของพืชโดยใช้ระบบตรวจวัดสภาพอากาศรายแปลง การใช้เครื่องพ่นแบบอุโมงค์ลมและการใช้โดรนป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด การใช้สารชีวภัณฑ์ การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตผลการเกษตร รวมทั้งยังจับมือกับพันธมิตรภาคเอกชนผู้ประกอบการ มากกว่า 50 หน่วยงานร่วมให้บริการด้านปัจจัยการผลิต เมล็ดพันธุ์พืช สารปรับปรุงดิน สาธิตเครื่องจักรกลการเกษตร เช่น การใช้อากาศยานไร้คนขับแบบเฮลิคอปเตอร์ โดรนเพื่อการเกษตร การติดตั้งระบบน้ำ ผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น ผ้าฝ้ายตากฟ้า เป็นต้น ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เกษตรกรที่มาร่วมชมงานนอกจากจะได้รับองค์ความรู้ด้านการเกษตรแล้ว ยังสามารถรับบริการคลินิกกรมวิชาการเกษตรเคลื่อนที่ได้ด้วย โดยจะมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำปรึกษาปัญหาการผลิตพืช และแจกปัจจัยการผลิต ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ กล้าพันธุ์และกิ่งพันธุ์ไม้ผล

ทั้งนี้ น.ส.มนัญญา และผู้บริหารกรมวิชาการเกษตร ได้ร่วมปล่อยขบวนรถกรมวิชาการเกษตรเคลื่อนที่ปฏิบัติการฟื้นฟูสวนไม้ผลและพันธุ์พืช ให้กับเกษตรกรภายหลังประสบอุทกภัยต.บึงเสนาท อ.เมือง จ.นครสวรรค์ พร้อมกับมอบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ได้รับรางวัลการจัดนิทรรศการงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืชในโอกาสครบรอบ 50 ปี กรมวิชาการเกษตร แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน